WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 31, 2012

'อาย'คำที่สื่อลิ้มสะกดไม่เป็น ให้นู๋ปางน้ำฟ้าช่วย

ที่มา Thai E-News



ปริศนาสาวน่ารัก ชักภาพคู่ “ทักษิณ”

ตก เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์แห่งโลกไซเบอร์ไปแล้ว สำหรับภาพของหญิงสาวคนหนึ่งชักภาพคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันครบรอบวันเกิดปีที่ 63 จนเป็นที่มาของการถามไถ่ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน และสนิทสนมอย่างไรกับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้
 
       หญิงสาวนิรนามคน ดังกล่าว เรียกได้ว่าหน้าตาจิ้มลิ้ม น่ารัก แบบสเปกหนุ่มไทยหลายๆ คน ท่าทางยินดีปรีดา ชูสองนิ้ว ราวกับปลื้มปีติเป็นนักหนากับการได้ถ่ายภาพคู่กับทักษิณ ชินวัตร นั้น บอกได้อย่างเด่นชัดว่า เธอคือสาวกตัวยงของ “คนพเนจร” ผู้นี้
      
      
      
       อัน ที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราจะได้เห็นสาวๆ เข้าเคลียคลอขอถ่ายรูปกับทักษิณ เพราะที่ผ่านมา แม้แต่ดาราสาวคนดังหลายคน ก็ยังมีข่าวไปปะปนกับทักษิณ ชินวัตร อยู่เนืองๆ
 
       ไล่มาตั้งแต่ “ใหม่ เจริญปุระ” ที่ นอกจากจะยอมรับว่าเคยไปทานข้าวกับทักษิณถึงดูไบ ยังมีภาพหลักฐานเป็นประจักษ์พยานกลับมาด้วย เช่นเดียวกับนักร้องสาวอาร์แอนด์บีอย่าง “ลีเดีย-ศรัณรัชต์” ก็บอกกล่าวอย่างแจ่มชัดว่าตัวเองมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอดีตนายกรัฐมนตรี
 
       อย่างไรก็ดี เมื่อเร็วๆ นี้ คงไม่มีสาวคนไหนจะดังเท่ากับ “แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล” ไป ได้ หลังจากภาพถ่ายจากการไปร่วมแฮปปี้เบิร์ธเดย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ปีล่าสุด ปรากฏออกมาตามหน้าสื่อต่างๆ ด้วยข้อกล่าวอ้างที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับลูกสาวของอดีตนายก รัฐมนตรี
 
       กระนั้นก็ตาม ทันทีที่ภาพของหญิงสาวนิรนามคนนี้ปรากฏขึ้นมา แป้ง-อรจิรา ก็แป้ง-อรจิรา เถอะ ดูเหมือนจะตกขอบไปเลย เพราะความน่ารักน่าชังของเจ้าของภาพจนเป็นที่มาของความอยากรู้อยากเห็นดัง กล่าวเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเธอ
 
       แต่ไม่ว่า เธอจะเป็นใครมาจากไหน คงต้องยอมรับว่า อดีตนายกฯ ที่ใครต่อใครเรียกขานว่า “นักโทษชาย” ผู้นี้ ไม่เคยเว้นว่างจากข่าว “สาวๆ” จริงๆ พับผ่าสิ!
แป้ง-อรจิรา กับทักษิณ
      
ลีเดีย กับทักษิณ
      
ใหม่ เจริญปุระ กับทักษิณ

นายกฯ กดปุ่มโอนเงินกองทุนสตรี

ที่มา Voice TV



นายกรัฐมนตรี เปิดตัวกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พร้อมโอนเงินจัดสรรให้กับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีทั่วประเทศก้อนแรก จังหวัดๆละ 20 ล้านบาท 

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน 'พลังสตรี พลังขับเคลื่อนประเทศไทย' และเปิดปุ่มโอนเงินเข้ากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เบื้องต้นให้กับทุกจังหวัดๆละ 20 ล้านบาท ก่อนทยอยโอนสมทบจังหวัดละ 100 ล้านบาท  รวม 7 พัน 7 ร้อยล้านบาท เพื่อให้แต่ละจังหวัดนำเงินกองทุนไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำคัญของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีว่าเป็นทุน สำคัญในการสร้างงานสร้างอาชีพและพัฒนาศักยภาพสตรีให้มีความรู้ความสามารถ เสมอภาคและเท่าเทียมกับผู้ชาย พร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

และเนื่องในวันสตรีไทย 1 สิงหาคมของทุกปี รัฐบาลมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาสตรีไทยและยกระดับสถานภาพสตรีไทยให้ได้อย่าง ยั่งยืนและอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี รวมทั้งใช้ความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะเน้นเดินหน้านโยบายสตรี 5 ยุทธศาสตร์ คือ  1.การสร้างความเสมอภาค  2.การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มโอกาส ให้สตรีสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ 3.การพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรี 4.การเพิ่มโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วมทั้งทางการเมืองและการบริหาร 5.การเสริมสร้างพัฒนากลไกขององค์กรสตรีในชุมชนต่างๆ

ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การเสวนาขับเคลื่อนการพัฒนาบทบาทสตรี และยังมีการนำเสนอวีดิทัศน์ 'บทบาทที่หลากหลายคือรากฐานการพัฒนา' ซึ่งจะถ่ายทอดเรื่องราวของบทบาทสตรีที่มีส่วนช่วยเติมเต็มและขับเคลื่อน สังคม และโอกาสที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 'เพราะแม่คือต้นแบบ' นิทรรศการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยแบ่งจัดงานเป็น 5 โซน เพื่อพูดถึง ที่มาและความสำคัญของกองทุนฯ รวมทั้งแนวทางการบริหารกองทุนฯ และนำเสนอบทบาทกองทุนที่จะแก้ไขปัญหาให้แก่สตรีที่ขาดโอกาส เช่น สตรีพิการ และผู้สูงอายุ
31 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:15 น.

ชี้กว่า 2 ปี รอศาลสั่งรวมคดียิงช่างภาพญี่ปุ่น

ที่มา Voice TV



ศาลอาญา กรุงเทพใต้ นัดฟังคำสั่งการรวมคดีช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น กับนายวสันต์ ภู่ทอง และนายทศชัย เมฆงามฟ้า ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณถนนดินสอ  เพื่อทำให้การไต่สวนคดีรวดเร็วขึ้น

ศาลอาญา กรุงเทพใต้ นัดฟังคำสั่งตามคำร้องชันสูตรพลิกศพ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต ของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ช่วงสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บริเวณถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา

โดยในวันนี้ (31ก.ค.55) ศาลได้นัดทนายฝ่ายโจทก์ ทนายฝ่ายผู้ร้องเข้าฟังการพิจารณาที่จะให้มีการรวมคดีการเสียชีวิตของนายฮิ โรยูกิ มูราโมโต กับการไต่สวนคดีของนายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี และนายทศชัย เมฆงามฟ้า อายุ 44 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาในวันเดียวกัน เนื่องจากเห็นว่าพยานและหลักฐานเป็นชุดเดียวกันและหากรวมคดีเข้าด้วยกันจะทำ ให้การไต่สวนคดีรวดเร็วขึ้น

ด้านนายเจษฎา จันทร์ดี ทนายความฝ่ายผู้ร้อง เปิดเผยก่อนเข้าฟังคำสั่งศาลว่า รู้สึกไม่พอใจที่การดำเนินคดีล่าช้าเนื่องจากเหตุการณ์ล่วงเลยมาแล้วกว่า 2 ปี แล้ว แต่ในเมื่อวันนี้ การดำเนินคดีได้เริ่มต้นขึ้นแล้วก็ถือเป็นเรื่องดี ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอว่าศาลจะมีคำสั่งให้รวมคดีเข้าด้วยกันหรือไม่ ทางญาติผู้เสียชีวิตและทนายความจะได้ร่วมหารือเพื่อกำหนดตัวพยาน หลักฐานที่จะใช้ และกรอบของแนวทางการต่อสู้คดีต่อไป

นอกจากนี้นายเจษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า จากพยานหลักฐานที่มีเชื่อว่าจะนำไปสู่การจับกุมผู้ที่เป็นคนยิง และ ผู้สั่งการได้ แต่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกระยะ

สำหรับนาย ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมกับนายทศชัยและนายวสันต์ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยาเมื่อ วันที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหาร โดยการสั่งการของ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ที่มีนายอสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้อำนวยการในขณะนั้น
31 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:10 น.

คุก 1 ปี 'พร้อมพงศ์-เกียรติอุดม' หมิ่น 'วสันต์' รออาญา 2 ปี

ที่มา Voice TV

 คุก 1 ปี 'พร้อมพงศ์-เกียรติอุดม' หมิ่น 'วสันต์' รออาญา 2 ปี


ศาลสั่งจำคุก 1 ปี ปรับ 5 หมื่น "พร้อมพงศ์"โฆษกพรรคเพื่อไทย-เกียรติ์อุดม ส.ส.อุดรธานี พท.หมิ่นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แต่รอลงอาญา 2 ปี

ศาลอาญา นัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจากกรณีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 ที่นายพร้อมพงศ์ และนายเกียรติ์อุดม ร่วมกันแถลงข่าวกล่าวหา ความประธานศาลรัฐธรรมนูญ ว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่น่าเชื่อถือ ขัดต่อจริยธรรมของตุลาการ ขาดความยุติธรรมและขาดความเป็นกลาง เป็นเหตุให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายพร้อมพงศ์ และนายเกียรติ์อุดม ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ครบก่อนการแถลงข่าว เห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริตหวังผลทางการเมือง ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียจึงพิพากษา นายพร้อมพงศ์ และนายเกียรติ์อุดม คนละ 1 ปี ปรับ 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษมาก่อน โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปีและลงโฆษณาโดยย่อในหนังสือพิมพ์จำนวน 3 เป็นเวลา 7 วัน

Source : news center/matichon/VoiceTV(image)
31 กรกฎาคม 2555 เวลา 10:27 น.

Queen Elizabeth จัดให้

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand  ประจำวันจันทร์ที่ 30 ก.ค. 55

 
 
นำเสนอประเด็น
 
 
-  "มาร์ค"ขึ้นเวทีผ่าความจริง ชำแหละเบื้องหลังแก้ รธน.-ร่างปรองดอง   
-  เพื่อไทยเตรียมประชุมพรรคสรุปแนวทางแก้ รธน.
-  'ทักษิณ' แนะรัฐบาลอยู่ให้นานที่สุด
-  ดุสิตโพลชี้นักการเมืองเห็นแก่ตัวทำวุ่นวาย
-  โพลพบพฤติกรรมคนไทย ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย
-  สารคดี 2475 ไทยพีบีเอส  
-  พิธีเปิดโอลิมปิค ตอนราชินีโดดลงมาพร้อมเจมส์บอนด์
 
 

30 กรกฎาคม 2555 เวลา 08:02 น.

นิวยอร์กไทมส์: ทำไมชาวอนุรักษ์นิยมถึงมีความสุขมากกว่าชาวเสรีนิยม

ที่มา ประชาไท

 

 ใครมีความสุขในชีวิตมากกว่ากัน ชาวเสรีนิยมหรือชาวอนุรักษ์นิยม? คำตอบอาจจะดูชัดเจนในตัวเอง เพราะที่ผ่านมา มีการศึกษาทางวิชาการทางสังคมศาสตร์มากมายที่ชี้ให้เห็นว่าชาวอนุรักษ์นิยม นั้นเป็นพวกอำนาจนิยมโดยธรรมชาติ หัวรั้น ไม่ชอบความคลุมเครือ กลัวการข่มขู่และการสูญเสีย ความมั่นใจต่ำ และไม่สะดวกใจกับแผนความคิดที่ซับซ้อน นอกจากนี้ ย้อนไปในปี 2551 ประธานาธิบดีโอบามาก็ได้แปะป้ายเหล่าคนงานคอปกน้ำเงินว่าเป็นคน "ขมขื่น" เพราะ "ยึดติดกับปืนและศาสนา" ฉะนั้น ก็ชัดว่า เหล่าเสรีนิยมก็น่าจะมีความสุขมากกว่า ใช่ไหมล่ะ?
ผิดแล้ว นักวิชาการจากทั้งฝั่งซ้ายและขวาได้ศึกษาคำถามนี้อย่างกว้างขวาง และเห็นพ้องต้องกันว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมต่างหากที่มีความสุขมากกว่า โดยมีข้อมูลหลายชุดที่แสดงให้เห็นข้อนี้ ตัวอย่างเช่น ศูนย์วิจัย Pew ในปี 2548 รายงานว่า ชาวรีพับลิกันที่เป็นอนุรักษ์นิยม มีแนวโน้มที่จะบอกว่าตัวเอง "มีความสุขมาก" สูงกว่าชาวเดโมแครตที่เป็นเสรีนิยมถึงร้อยละ 68 แบบแผนนี้ได้ธำรงอยู่มานานนับศตวรรษ แต่คำถาม ไม่ได้อยู่ที่ว่านี่จริงหรือไม่ แต่ทำไมมากกว่า
กลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วน มักจะชอบคำอธิบายที่เน้นเรื่องความแตกต่างทางวิถีชีวิต เช่น การแต่งงานและความศรัทธา พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า ชาวอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่จะแต่งงาน ในขณะที่ชาวเสรีนิยมไม่แต่ง (คิดเป็นร้อยละ 53 ต่อร้อยละ 33 โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจทางสังคมทั่วไปปี 2547 และตัดปัจจัยที่ว่าชาวเสรีนิยมมักจะอายุน้อยกว่าชาวอนุรักษ์นิยมออกไป) การแต่งงานและความสุขมักจะไปด้วยกัน หากคนสองคน มีปัจจัยอื่นๆ คล้ายกัน โดยคนหนึ่งแต่งงาน อีกคนไม่แต่ง คนที่แต่งงานแล้ว มักจะบอกว่าตนเองมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่แต่งงาน ร้อยละ 18
เช่นเดียวกับเรื่องของศาสนา โดยข้อมูลจากการสำรวจของ Social Capital Community Benchmark เปิดเผยว่า ชาวอนุรักษ์นิยมที่นับถือศาสนา มีมากกว่าชาวเสรีนิยมที่นับถือศาสนามากกว่า 4 ต่อ 1 เท่า และลองเดาซิว่า มันเกี่ยวกับเรื่องของความสุขอย่างไร?
จะเห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เคร่งศาสนา มีแนวโน้มบอกว่าพวกเขามีความสุขมากกว่าพวกที่ไม่นับถือศาสนามากกว่าเกือบ 2 เท่า ( ร้อยละ 43 ต่อ 23) ทั้งนี้ ความแตกต่างทางความสุข ไม่เกี่ยวกับปัจจัยการศึกษา เชื้อชาติ เพศ หรืออายุ และถึงแม้ว่าเราเอาเรื่องรายได้เข้ามาพิจารณาด้วย ความแตกต่างนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี
เรื่องที่ว่า ศาสนาและการแต่งงาน ควรจะทำให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขมากขึ้นหรือไม่ เป็นคำถามที่คุณต้องตอบเอง อย่างไรก็ตาม ลองคำนึงถึงสถิตินี้ดู ร้อยละ 52 ของกลุ่มคนอนุรักษ์นิยม เคร่งศาสนาที่แต่งงาน (และมีลูกแล้ว) บอกว่าตนเองมีความสุขมาก เมื่อเทียบกับเพียงร้อยละ 14 ของกลุ่มคนเสรีนิยม ไม่นับถือศาสนาที่โสดและไม่มีลูก ที่บอกแบบเดียวกัน
คำอธิบายเรื่องนี้ที่ฟังดูรื่นหูมากกว่าสำหรับพวกเสรีนิยมก็คือว่า ชาวอนุรักษ์นิยมมักจะไม่ใส่ใจในความทุกข์ยากของผู้อื่น และหากเขารับรู้ถึงความอยุติธรรมในโลกนี้ เขาก็คงไม่มานั่งมีความสุขอย่างที่เป็นอยู่ หรือในคำอธิบายของเจม นาเปียร์ และจอห์น จอสท์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่กล่าวว่า "ชาวเสรีนิยมอาจจะมีความสุขน้อยกว่าพวกอนุรักษ์นิยม เพราะในทางอุดมการณ์แล้ว พวกเขามักจะยินยอมให้ความชอบธรรมกับความอยุติธรรมในสังคมยากกว่า"
จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ที่จริงแล้ว พวกอนุรักษ์นิยมมองระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมในแง่ดีมากกว่าพวกเสรีนิยม โดยเชื่อในความสามารถของอเมริกันชนในการดิ้นรนได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ชาวเสรีนิยมมีแนวโน้มจะมองคนในฐานะที่เป็นเหยื่อของการกดขี่ในระบบ และตั้งคำถามกับการดิ้นรนของปัจเจกหากไม่มีความช่วยเหลือของรัฐบาล
ข้อมูลของผู้เขียนที่ได้ค้นคว้าไว้ ซึ่งใช้ข้อมูลปี 2548 ของมหาวิทยาลัยเซอราคิวส์ ชี้ว่า ราวร้อยละ 90 ของชาวอนุรักษ์นิยมเห็นด้วยว่า "ในขณะที่คนเราอาจเริ่มต้นด้วยโอกาสที่แตกต่างกัน แต่ความมุมานะและความอดทนจะทำให้เราก้าวอุปสรรคนั้นไปได้" ซึ่งชาวเสรีนิยม เห็นด้วยกับข้อความดังกล่าวเพียง 1 ใน 3 ของชาวอนุรักษ์นิยมที่มองแบบเดียวกัน
ฉะนั้น เราสามารถสรุปได้หรือไม่ว่าชาวอนุรักษ์นิยมนั้นเป็นคนเขลา เพราะความไม่รู้ก็คือความสุขอย่างหนึ่งนั่นเอง แต่ช้าก่อน เพราะงานวิจัยของนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาและมหาวิทยาลัย โตรอนโต ชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ชาวเสรีนิยมนิยามความเป็นธรรมในสังคมผ่านความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และประณามชาวอนุรักษ์นิยมว่าไม่สนใจต่อปัญหาดังกล่าว แต่ผลวิจัยชี้ว่า ชาวอนุรักษ์นิยมก็มองปัญหานี้ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
โดยหากมองในทางตรงข้ามกัน ถ้าให้ชาวเสรีนิยมมีความสุข ชาวอนุรักษ์นิยมก็มีความทุกข์ เนื่องจากมองว่า ระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมถูกแทรกแซงโดยรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลเสียต่อเสรีภาพทางเศรษฐกิจ และแน่นอนว่า ชาวเสรีนิยมคงจะมองข้อโต้แย้งนี้ว่าช่างไร้สาระเสียไม่มี
ทั้งนี้ มีช่องว่างเรื่องความสุขทางการเมืองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักวิชาการมากนัก นั่นคือ การศึกษาระหว่างพวกทางสายกลาง กับพวกสุดโต่งทางการเมือง
ผู้เขียนมองว่า พวกนิยมทางสายกลาง น่าจะต้องมีความสุขมากกว่าพวกที่สุดโต่งทางการเมือง ดูง่ายๆ จากพวกสุดขั้วทางการเมืองที่ชอบโพนทนาความโกรธแค้นของพวกเขาต่อชาวโลก ผ่านทางสติ๊กเกอร์อย่างเช่น "ถ้าคุณไม่รู้สึกโมโห แสดงว่าคุณยังไม่ใส่ใจเพียงพอ!"
แต่ความเป็นจริงไม่ตรงตามนั้นสักเท่าไหร่ ปรากฎว่าพวกสุดโต่งทางการเมืองนั้นมีความสุขมากกว่าพวกนิยมสายกลาง โดยหากควบคุมปัจจัยทางรายได้ การศึกษา อายุ เชื้อชาติ ครอบครัวและศาสนาแล้วพบว่า ชาวอเมริกันที่มีความสุขที่สุดเป็นกลุ่มที่บอกว่าตนเองเป็น "อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว" (ร้อยละ 48) และพวก "เสรีนิยมสุดขั้ว" (ร้อยละ 35) ส่วนคนอื่นๆ นั้น มีความสุขน้อยกว่า โดยเฉพาะพวกทางสายกลาง ซึ่งมีความสุขน้อยที่สุด
ความเป็นไปได้ของคำอธิบายแบบแผนแปลกๆ นี้คือว่า พวกสุดโต่งทางการเมืองมองโลกแบบขาวดำ ซึ่งแยกแยะสิ่งต่างๆ ไปตามแบบแผน พวกเขามีความมั่นใจในแง่ที่ว่า ใครเป็นคนผิด และต้องสู้กับใคร อาจจะกล่าวได้ว่าพวกเขาเป็นเหล่านักรบที่มีความสุขกลุ่มหนึ่ง
ไม่ว่าคำอธิบายจะชี้ว่าอย่างไร แต่นัยสำคัญของเรื่องนี้ก็น่าสนใจมาก โดยกลุ่มคนที่ประท้วงใน 'ออคคิวพาย วอลล์ สตรีท' อาจจะดูเหมือนผู้คนที่สิ้นไร้ไม้ตอก แต่ความเป็นจริง พวกเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าพวกดำเนินสายกลางทางการเมืองซึ่งเยาะเย้ยพวกนี้ อยู่ในออฟฟิศก็เป็นได้ และจะเห็นว่า ไม่มีใครเลย ที่มีความสุขมากกว่าพวก 'ที ปาร์ตี้' ซึ่งยึดมั่นในอาวุธปืนและศาสนาด้วยความหนักแน่น และอาจจะทำให้ผู้อ่านนสพ. นิวยอร์กไทมส์หัวเสรีนิยมเกิดความหดหู่ขึ้นมาก็เป็นได้

เกี่ยวกับผู้เขียน: อาร์เธอร์ ซี บรุ๊ก เป็นประธานของสถาบันแห่งผู้ประกอบการอเมริกัน และผู้เขียนหนังสือ "The Road to Freedom" และ "Gross National Happiness"

ที่มา: แปลจาก
Why Conservatives Are Happier Than Liberals
http://www.nytimes.com/2012/07/08/opinion/sunday/conservatives-are-happier-and-extremists-are-happiest-of-all.html?_r=3&hp

กรรม การอภัยโทษและคุณค่าทางจริยธรรม

ที่มา ประชาไท

 
ชาญณรงค์ บุญหนุน
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร

ภาพประกอบจาก http://www.horajan.com/konhangkom.html

พุทธศาสนาสอน “กฎแห่งกรรม” ปัจจุบันชาวพุทธก็ถูกย้ำเตือนเสมอว่าให้ “ศรัทธา” (เชื่อ) ในกรรมและผลของกรรม ให้เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีกรรมเป็นของตน ตามนัยนี้พุทธศาสนาเชื่อว่า จักรวาลนี้ มีกฎแห่งความยุติธรรม (Law of justice) คอยกำกับควบคุมพฤติกรรมทางศีลธรรมของมนุษย์ ภายใต้กฎนี้ มนุษย์มีพันธะ (obligation) ที่จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนที่แสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ หากว่าพฤติกรรมเหล่านั้นมาจากเจตจำนงอันเป็นอิสระ ชาวพุทธเชื่อว่ากฎที่ว่านี้เป็นกฎภววิสัย เป็นเหตุเป็นผล เที่ยงธรรมและเป็นสากล
เมื่อพูดถึงความเชื่อ (ศรัทธา) พึงเข้าใจว่า คำว่า “เชื่อ” ในที่นี้มีความหมายในเชิงอภิปรัชญาและภววิทยาคือเชื่อว่า “สิ่งนี้มีอยู่จริง” โดยพุทธศาสนาสอนว่า กฎแห่งกรรมนั้นเป็นทั้งกฎธรรมชาติและกฎศีลธรรม ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายหรือบทบัญญัติที่มนุษย์กำหนดขึ้นใช้ในชีวิตประจำวัน กฎแห่งกรรมเป็นอาณาเขตของธรรมชาติที่มนุษย์จะแทรกแซงมิได้ ส่วนกฎหมายหรือกฎระเบียบอยู่ในอาณาเขตของมนุษย์ เป็น“สังคมนิยมน์”  [1] ที่มนุษย์จะตกลงกันเองได้ว่าต้องการอย่างไร เมื่อพูดถึงการให้ผลของกรรม (กรรมวิบาก) การให้ผลของกรรมก็จะดำเนินไปเองอย่างสมเหตุสมผล เป็นกลไกและไม่มีข้อผิดพลาด เป็นอิสระจากความคิด ความรู้และความเข้าใจของมนุษย์ ในแง่หนึ่ง “กฎแห่งกรรม” ตามความเชื่อนี้จะทำงานอย่างเร้นลับ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิสัยของคนธรรมดา [2]
ในโลกนี้มีข้อเท็จจริงที่ชวนให้เกิดข้อน่าสงสัยมากมายเกี่ยวกับความมี อยู่จริงของกฎแห่งกรรม เช่น คนบางคนทำความชั่ว แต่ไม่เคยเห็นว่าเขาได้รับการลงโทษจากกฎแห่งกรรม ขณะที่คนดี ๆ เป็นจำนวนมากถูกกระทำหยามหมิ่นและตายอย่างไร้เกียรติ จนมีคำพูดทำนองว่า “ทำดี ได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” แต่พุทธศาสนาก็มีคำอธิบายเรื่องนี้ คำอธิบายที่ง่ายที่สุดแต่ก็ยังมีปัญหาถกเถียงได้คือ ผลกรรมที่บุคคลทำนั้นถ้าไม่ให้ผลในชาตินี้ก็จะให้ผลในชาติหน้า ถ้าไม่ให้ผลในชาติหน้าก็จะให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ตราบเท่าที่ยังมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมผู้กระทำกรรมจะได้รับผลของกรรมอย่าง แน่นอน ผู้ทำดีจะได้รับรางวัล ผู้ทำชั่วจะได้รับการลงโทษ ผู้ที่ไม่ได้รับโทษหรือพ้นโทษ (อโหสิกรรม) ก็เฉพาะเมื่อไม่มีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม หรือกรรมที่ทำไว้ได้ให้ผลจนหมดสิ้นแล้วเท่านั้น [3]
ในที่นี้มีข้อควรสังเกตบางประการคือ
หนึ่ง ความยุติธรรมตามกฎแห่งกรรมจะดำเนินไปเองโดยที่มนุษย์ไม่ต้องเข้าไปจัดการ แทรกแซงหรือเรียกร้องเอาตามใจ เพราะเป็นกฎเกณฑ์และกลไกที่มีอานุภาพในตนเองเป็นอิสระจากมนุษย์  ดังนั้น ในแง่มุมหนึ่ง ผู้เชื่อในกฎแห่งกรรมจึงไว้วางใจ (ศรัทธา) ได้ว่า ตนจะได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน แม้จะไม่ต้องออกแรงกระทำการใด ๆ เลยเพื่อให้ได้มาซึ่งผลอันยุติธรรมแห่งการกระทำที่ตนได้ทำไว้แล้วนั้น
สอง ความยุติธรรมตามกฎแห่งกรรมจะถูกรับรองหรือ รับประกันด้วยคำสอนเรื่อง “ชาติภพ” หรือให้ตรงกว่านั้นคือ “คำสอนเรื่องการเกิดใหม่” ความยุติธรรมที่จะได้รับจึง “อาจ” สืบเนื่องยาวไกลจากชีวิตหนึ่งไปสู่ชีวิตหนึ่งในชาติภพต่อไป สถานะที่และเวลาของกรรมและผลของกรรมจะทอดยาวไปจนเราไม่อาจคำนวนได้
สาม มีความเป็นไปได้ที่ผู้กระทำกรรมบางชนิดจะไม่ได้รับกรรม (กลายเป็นอโหสิกรรม) เช่น องคุลีมาล ซึ่งกรรมคือการฆ่าคนจำนวนมากไม่อาจส่งผลกระทบอย่างเต็มที่เนื่องจากได้บวช และต่อมาสำเร็จเป็นพระอรหันต์ กรรมบางชนิดโดยเฉพาะกรรมที่ทำด้วยเจตนาอ่อนมาก ๆ หากไม่มีปัจจัยสนับสนุนต่อเนื่องอย่างเพียงพอก็อาจไม่มีผลในชาติหน้า หรือกรรมที่มีผลในชาติหน้าแต่จะไม่มีผลในชาติต่อ ๆ ไป ข้อนี้มีนัยว่าการอโหสิกรรมเป็นอำนาจหน้าที่ที่เกิดขึ้นภายในระบบของกรรม นั่นเอง กรรมจะจัดสรรความเหมาะควรให้แก่การกระทำ และมีความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุปัจจัยหรือเงื่อนไขบางประการได้เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่จะไม่ทำให้กรรมบางชนิดบังเกิดผล
โดยสรุป ตามความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เมื่อมนุษย์กระทำผิด การลงโทษ (วิบาก) และการอภัยโทษ (อโหสิกรรม) เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ที่มนุษย์ไม่อาจแทรกแซงได้ คำถามคือกรณีที่คน ๆ หนึ่งทำผิดต่อคนอีกคนหนึ่ง คนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิด (ผู้เสียหาย) จะสามารถอภัยโทษแก่ผู้กระทำผิดแก่ตนหรือไม่ กล่าวคือถ้าเราเป็นผู้เสียหาย เราจะอโหสิกรรมแก่ผู้กระทำผิดต่อเราได้หรือไม่ คำตอบนี้ง่าย ชาวพุทธจะถูกสอนให้เจริญเมตตาต่อผู้อื่นเสมอ ๆ  การเจริญเมตตาต่อผู้อื่นนั้นเป็นหนึ่งในการทำบุญ (ทาน ศีล ภาวนา) การเจริญเมตตาคือการสร้างความเป็นมิตรไมตรีต่อผู้อื่น พุทธศาสนาถือว่า มนุษย์ทุกคนต้องการสังคมที่ปลอดภัย ไม่ปรารถนาจะอยู่ในสังคมที่มีแต่การมุ่งร้ายเบียดเบียนกัน การอภัยต่อผู้กระทำผิดก็คือรูปธรรมของการแสดงความเมตตาที่เราจะพึงมีต่อผู้ อื่นและควรทำ ผลของการอภัยโทษก็คือเราสามารถจะรักษาจิตใจของเราให้สงบร่มเย็นไม่ตกอยู่ใน อำนาจของความโกรธ พยาบาทอาฆาต ซึ่งจะผูกพันชีวิตของเราไว้ในการแค้นและการล้างแค้นไม่สิ้นสุด การอภัยโทษจึงเป็นการปลดปล่อยตัวเองจากบ่วงของกรรม อย่างไรก็ตาม การอภัยโทษของเราไม่ได้ช่วยปลอดปล่อยผู้อื่นให้พ้นไปจากความรับผิดชอบที่เขา จะพึงได้รับอย่างเหมาะสมตามกฎแห่งกรรม
ความคิดแบบนี้มีอิทธิพลต่อชาวพุทธมาก เวลาชาวพุทธพูดถึงการอภัยโทษโดยส่วนใหญ่แล้วก็มีเหตุผลเช่นนี้อยู่เบื้อง หลัง แต่ตรรกะและการกระทำเช่นนี้ก็มีด้านลบที่ส่งผลต่อสังคมพุทธไม่น้อย คือส่งผลให้ชาวพุทธจำนวนมากเมินเฉยต่อการกระทำชั่วหรือความผิดที่เกิดขึ้นใน สังคม ในขณะที่บางประเทศที่ไม่ได้นับถือพุทธ มีวัฒนธรรมและกฎหมายที่กำหนดให้พลเมืองมีหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรมโดยไป เป็นพยานต่อศาล แต่ในสังคมไทย เมื่อความซับซ้อนในเชิงกฎหมายและความซับซ้อนของอำนาจในสังคมก่อภาระยุ่งยาก ต่อระบบความยุติธรรม ชาวพุทธมักจะมีท่าทีเพิกเฉยไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในความยุ่งยากดัง กล่าว นอกจากเพราะไม่ต้องการเปลืองตัวแล้ว (รักชีวิตของตนมากกว่าผู้อื่นหรือความยุติธรรมทางสังคม) ก็มีสาเหตุมาจากความเชื่อเรื่องการทำงานของกฎแห่งกรรมด้วย ด้านหนึ่งมาจากความเชื่อว่าผู้ถูกกระทำถูกกำหนดให้เป็นไปเช่นนี้เพราะกรรมใน อดีต อีกด้านหนึ่งเพราะเชื่อว่ากรรมนั่นแหละจะช่วยจัดการคนที่กระทำผิดโดยที่ มนุษย์ไม่ต้องลงมือเอง  ความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมมีผลให้เกิดความยับยั้งที่จะไม่ทวงถามหาความ ยุติธรรมหรือต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคมหรือแม้กระทั่งเพื่อตนเอง ความไม่ใยดีต่อผู้ได้รับผลกระทบต่อความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นผลตาม มาจากการเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้วคนชั่วก็จะได้รับผลชั่วอย่างเหมาะสมตามกรรมของเขาอย่างแน่นอน ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลไปรับผลกรรมเอาในชาติหน้าหรือชาติอื่น ๆ ก็แล้วกัน
ว่าไปแล้ว การอภัยโทษหรือการอโหสิกรรมที่ชาวพุทธให้ความสนใจนั้นอาจเป็นผลดีในระดับ ความสัมพันธ์แบบปัจเจกเท่านั้น คือระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้รับผลกระทบจากการกระทำผิดในฐานะคู่ความสัมพันธ์ โดยตรง ผู้อภัยโทษจะได้ปลดปล่อยตนเองจากความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นไปตามคำสอนในธรรมบทที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” [4] ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้รับการอภัยโทษได้ตระหนักถึงความผิดของตนและมีความละอาย ก็ย่อมจะช่วยให้เกิดการกลับใจได้
ส่วนกรณีความชั่วร้ายซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแก่เราโดยตรงหากแต่เกิดขึ้นและมี ผลกระทบต่อสังคมโดยรวม พุทธศาสนาจะยอมรับการอโหสิกรรมหรือการอภัยโทษหรือไม่ จะขอยกตัวอย่างจากองคุลิมาลสูตร [5] เมื่อพระเจ้าปัสเสนทิทรงรับสั่งให้กองทัพไปจับตายองคุลีมาลนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทรงทำให้องคุลีมาลกลับใจและบวชในร่มเงาของพุทธศาสนา ดูเหมือนว่ากรณีนี้พระพุทธเจ้าไม่ทรงใส่ใจต่อชีวิตและความเจ็บปวดของผู้สูญ เสีย เพราะกรณีนี้พระองคุลีมาลไม่ได้ถูกลงโทษจากรัฐในฐานะที่เป็นฆาตกร กลับได้รับอภัยโทษจากพระเจ้าปัสเสนทิโดยการแนะนำของพระพุทธเจ้า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างสิ้นเชิงเป็นเงื่อนไขสำคัญนำไปสู่การอภัยโทษของ รัฐ แต่คนที่สูญเสียเองไม่ได้ยอมอภัยองคุลีมาลแก่องคุลีมาลเสียทีเดียว ซึ่งเมื่อท่านออกบิณฑบาตจึงต้องเผชิญกับการทำร้ายแสนสาหัสจากผู้ที่รังเกียจ เคียดแค้น ในตอนนี้พระพุทธเจ้ากลับตรัสให้พระองคุลีมาลอดทนต่อความทุกข์ที่ได้รับเพราะ นั่นเป็นผลของกรรมในอดีต
อีกกรณีหนึ่งอยู่ในพระวินัยคือเรื่องพระฉันนะ (มหาดเล็กของเจ้าชายสิทธัตถะตอนหลังได้ออกบวช) เนื่องจากพระฉันนะเป็นคนหัวดื้อไม่ยอมรับการตักเตือนจากพระสงฆ์ ทั้งมองไม่เห็นความผิดที่ว่านี้  เมื่อภิกษุทั้งหลายเห็นว่าพระฉันนะไม่ใส่ใจต่อความผิดของตนจึงทูลปรึกษาพระ พุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแนะนำให้สงฆ์ลงโทษพระฉันนะโดยการประกาศ อย่างเป็นทางการว่า หากสงฆ์ทั้งปวงเห็นพ้องต้องกันก็จะไม่สมคบกับพระฉันนะเนื่องจากเป็นคนหัว ดื้อ เมื่อพระฉันนะเดินทางไปยังอารามต่าง ๆ ก็ถูกเมินเฉยไม่มีใครคบค้าสมาคม จึงมีสำนึกผิด ยอมพิจารณาตรวจสอบความผิดของตน แล้วพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้สงฆ์ประกาศรับพระฉันนะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ สงฆ์อีกครั้ง สงฆ์ได้ให้อภัยต่อพระฉันนะเมื่อท่านได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของตนและยอมปลง อาบัติ [6]
สองเรื่องที่นำมาเล่านี้มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอภัยโทษ พุทธศาสนายอมรับว่าการอภัยโทษนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ การอภัยนั้นอาจไปถึงระดับที่ว่าไม่ต้องรับโทษใด ๆ อันเนื่องจากการกระทำผิดนั้นเช่นกรณีขององคุลีมาล ทั้งนี้เนื่องจากพุทธศาสนาเห็นว่าการลงโทษเพื่อเป็นการแก้แค้นกรณีนี้นั้น ไม่ได้มีผลดีแต่ประการใด อนึ่ง การให้อภัยโทษแก่ผู้กระทำผิดนั้นสืบเนื่องมาจากมุมมองของพุทธศาสนาที่ว่า มนุษย์ทุกคนอาจถูกกิเลสตัณหาทำให้อ่อนแอและกระทำผิด พูดง่าย ๆ ว่าทุกคนมีโอกาสทำความผิดพลาดได้ทั้งนั้น กรณีนี้การอภัยโทษสืบเนื่องมาจากการยอมรับความอ่อนแอทางด้านจิตใจของมนุษย์ ว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป เช่นเดียวกันในแง่มุมของมหายาน การอภัยโทษนั้นเป็นผลมาจากการตระหนักว่าทุกคนล้วนมีพุทธภาวะแต่อาจทำผิดได้ เพราะกิเลสตัณหาต่าง ๆ ครอบงำ [7] นอกจากนี้ การอภัยโทษแก่ผู้กระทำผิดนั้นยังมาจากการที่พุทธศาสนามองว่าทุกคนเป็นผู้ ร่วมทุกข์ในวัฎสงสาร   ในฉากเรื่องเล่าที่มีการขอโทษและอภัยโทษแก่กัน ผู้ที่ยอมอภัยโทษมักจะกล่าวทำนองว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเราหรือของท่าน หากแต่เป็นโทษของวัฏสงสาร” [8] เบื้องหลังการให้อภัยในพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่อง “ความเมตตากรุณา” ต่อผู้อื่นในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ในวัฎสงสารหาใช่เป็นเรื่องการปลดเปลื้องตัว เองจากพันธนาการของกรรมเพียงประการเดียวไม่
แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่ากรณีองคุลีมาลนั้น พระพุทธเจ้ายังทรงเห็นว่าองคุลีมาลจะต้องยอมรับโทษอันเนื่องจากกฎแห่งกรรม (การประชาทัณฑ์ของชาวบ้านที่เกิดขึ้นเพราะความโกรธแค้นในที่นี้ถูกถือว่า เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม) ข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่าการอภัยโทษของรัฐหรือของบุคคลเป็นอีกเรื่องหนึ่งการ รับผลตามกฎแห่งกรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนกรณีของพระฉันนะนั้น ไม่มีเรื่องเล่าตอนไหนแสดงให้เห็นว่าควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรม หากแต่พระพุทธเจ้าทรงยกให้เป็นเรื่องของสังคม (สงฆ์) ที่จะต้องดำเนินการทั้งในแง่การกล่าวโทษ การลงโทษและการอภัยโทษ ดูเหมือนว่าพอเป็นเรื่องของสังคม พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระสงฆ์ต้องเอาธุระในการจัดการให้เรียบร้อยทั้งในแง่ การลงโทษและการอภัยโทษทั้งนี้เพื่อพระสงฆ์จะสามารถดำเนินไปได้ด้วยความผาสุก
การอภัยโทษตามแนวพุทธศาสนาอาจมีรายละเอียดลึกซึ้งกว่านี้ ในที่นี้มีข้อสังเกตเบื้องต้นว่า เมื่อความผิดเกิดขึ้นในระดับปัจเจกบุคคลนั้น “ดูเหมือนว่า” ชาวพุทธอาจอภัยโทษโดยที่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดนั้น ๆ ได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบไม่ปรารถนาจะผูกพันเป็นเวรต่อผู้กระทำผิด ทั้งเชื่อมั่นว่ากฎแห่งกรรมจะทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงและเชื่อว่าผู้กระทำ ผิดก็จะได้รับผลกรรมนั้นอย่างแน่นอน การอภัยโทษเช่นนี้มีตัวอย่างในคัมภีร์หรือตำนานทางพุทธศาสนารองรับหรือไม่ก็ ยังเป็นที่สงสัยอยู่ (ฝากท่านผู้รู้และผู้สนใจช่วยพิจารณาด้วย) แต่จากเรื่องเล่าบางเรื่องในธรรมบท การอภัยโทษระหว่างปัจเจกบุคคลมักจะดำเนินไปเมื่อความผิดและผู้การกระทำผิด ปรากฏอย่างชัดแจ้งแล้ว ฝ่ายหนึ่งรู้จักตัวของผู้กระทำผิด อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้ถูกละเมิด เกิดความสำนึกผิดและขอภัยโทษ (บางครั้งในคำว่าขอขมาโทษ-ขอให้อดโทษ) กรณีนี้ผู้เสียหายจะให้อภัย และมักจะปรากฏว่าพุทธศาสนาเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดต้องชดเชยความผิดของตน ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กรณีการผู้เวรระหว่างกุลธิดาคนหนึ่งกับนางยักษ์ในอรรถกถาธรรมบท
การอภัยโทษที่พบจากพระวินัยนั้นก็เช่นเดียวกัน คือการอภัยโทษไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยที่ยังไม่สามารถระบุความผิด ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิดและโทษทัณฑ์ที่พึงได้รับคืออะไร ที่สำคัญคือ การอภัยโทษเกิดขึ้นหลังจากผู้กระทำผิดได้สำนึกในความผิดของตนและตระหนักว่า ตนมีภาระหน้าที่ที่จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น เช่น กรณีองคุลีมาลคือได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นไปอย่างสิ้นเชิงแล้วด้วยเหตุว่า มีความสำนึกผิดอย่างแท้จริงในการกระทำของตน หรือถ้าเป็นโทษหนัก ก็มีภาระที่ต้องรับการลงโทษบางอย่างเพื่อเป็นการฟื้นฟูความบริสุทธิ์ของผู้ กระทำความผิดนั้นเอง ก่อนจะได้รับการอภัยจากหมู่คณะ แต่ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม อย่างน้อยที่สุด การอภัยโทษ (การรับเข้าหมู่สงฆ์) ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่อาจระบุได้ว่าใครทำความผิดและมีการยอมรับความผิด [9]
อาจกล่าวได้ว่าการอภัยโทษภายใต้ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลที่ยอมรับความยุติธรรมตามกฎสากลโดยที่ยังไม่มีการระบุ ตัวผู้กระทำผิดและมีการยอมรับความผิดของผู้กระทำผิด แต่การอภัยโทษในลักษณะที่ “ไม่รู้” แม้กระทั่งว่าคนผิดเป็นใครนั้น อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดีแต่ประการใดทั้งแก่ปัจเจกบุคคลและแก่สังคม เพราะไม่ได้ทำให้เกิดการกล่อมเกลาทางศีลธรรม (Moral education) กล่าวคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม น่าจะกล่าวได้ว่า การลงโทษและการตระหนักในความผิดโดยแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเกิดการตระหนักรู้ในความรับผิดชอบทางศีลธรรม แก่ผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริง ทั้งมีผลต่อความสงบร่มเย็นของสังคมโดยรวม การทำให้ความผิดและผู้กระทำความผิดเป็นที่ปรากฏต่อผู้อื่นหรืออย่างน้อยต่อ ปัจเจกบุคคลผู้ถูกละเมิด หรือในกรณีของสังคมก็ต้องได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ น่าจะก่อให้เกิดการตระหนักและเรียนรู้ที่จะไม่ทำความผิดซ้ำอีกได้มากกว่าการ อภัยแบบเหมารวมซึ่งเราไม่รู้เลยว่าใครทำอะไรผิด
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะชวนผู้อ่านได้พินิจพิเคราะห์การอภัยโทษแบบไทย ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองของเรา รวมทั้งที่กำลังมีความพยายามที่จะทำกันอยู่ในขณะนี้ในนาม “ความปรองดอง” กล่าวให้ชัดคือในระบบการอภัยโทษแบบเหมารวม ซึ่งมีลักษณะคล้ายการโยนภาระการลงโทษให้กฎแห่งกรรม โดยที่ยังไม่สามารถระบุตัวได้ชัดเจนเลยว่าใครเป็นผู้กระทำผิดอย่างแท้จริง ทั้งที่เราหรือสังคมยังไม่ได้มีโอกาสรับรู้เลยว่า “ใครคือผู้กระทำผิด” และ “ควรจะได้รับโทษมากน้อยเพียงใด” แต่รัฐหรือสังคมก็ให้อภัยพวกเขาแล้ว นอกจากต้องถามว่าการอภัยโทษแบบนี้ละเมิดหลักการของการลงโทษหรือหลักของความ ยุติธรรมหรือไม่แล้ว อาจจะต้องถามด้วยว่า การอภัยโทษทำนองนี้แม้เราจะเชื่อว่ากฎแห่งกรรมจะอำนวยผลให้เราในขั้นสุดท้าย (ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่อาจไม่เป็นจริงก็ได้) แต่มันจะมีความหมายอะไรในเชิงจริยธรรม การไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้อย่างชัดเจนแล้วอภัยโทษเสียนั้นโดยแท้ จริงแล้วอาจไม่ได้ก่อให้เกิดการกล่อมเกลาจริยธรรมทั้งแก่ผู้กระทำความผิด หรือสังคมแต่ประการใดเลยก็เป็นได้
หรือแม้ในกรณีการอภัยโทษที่มักจะเกิดตามมาจากการถูกกล่าวหาว่าละเมิด กฎหมายอาญา มาตรา 112  ก็น่าจะต้องวิเคราะห์ให้กระจ่างว่า การอภัยโทษเหล่านี้มันมีความหมายในเชิงจริยธรรมแก่ปัจเจกบุคคลหรือแก่ สังคมอย่างแท้จริงหรือไม่ กรณีมาตรา 112 มีความพิเศษในประเด็นที่ว่า “ความผิด” ที่ถูกกำหนดขึ้นตามกฎหมายมาตรานี้ จริง ๆ แล้ว  “ในบางกรณี” อาจ “ไม่ได้เป็น” ความผิด เพราะการกระทำที่ถูกกำหนดให้ “เป็นความผิด” นั้นไม่ได้ละเมิดกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมใด ๆ ซึ่งระบบจริยศาสตร์ในสากลโลกถือว่าเป็นความผิด (เช่น การพูดความจริง) แต่มันเกิดเป็นความผิดเนื่องมาจากสังคมกำหนดให้เป็นความผิด ซึ่งเป็นข้อยึดถือที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ถ้าหากมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นจริง (กรณีความผิดที่กฎหมายระบุหรือผู้พิพากษาระบุ แต่ไม่ได้เป็นความผิดในทางเชิงศีลธรรมและจริยธรรม) และมีการอภัยโทษแก่ผู้กระทำผิดหลังจากที่ศาลตัดสินแล้วว่าผู้ไม่มีความผิดใน เชิงจริยธรรมเป็นผู้มีความผิดในเชิงกฎหมายและต้องรับโทษ การอภัยโทษดังกล่าวนี้มีความหมายอย่างไรในเชิงจริยธรรม และจะสามารถก่อให้เกิดผลในการกล่อมเกลาทางจริยธรรม นำไปสู่ความสงบของสังคมนี้ได้จริงหรือไม่
รายการอ้างอิง
[1] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2538 หน้า 177-179.
[2] ชาวพุทธเชื่อว่า “กรรมเป็นพุทธวิสัย” ดู มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, พระสูตรและอรรถกถา แปล เล่มที่ 69. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2543) หน้า 422 และสมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์. (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2534) หน้า 93-94.
[3] มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, พระสูตรและอรรถกถา แปล เล่มที่ 69. หน้า 418-422.
[4] พระธรรมบทมีพุทธพจน์ดังนี้ “ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย ก็แต่ย่อมระงับด้วยความไม่มีเวร ธรรมนี้เป็นธรรมเก่า” ดู มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, พระสูตรและอรรถกถา แปล เล่มที่ 40. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2543) หน้า 2
[5] “องคุลิมาลสูตร” [มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์] พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 ข้อ 521-525.
[6] มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, พระวินัยเล่ม เล่มที่ 6: จุลวรรค ปฐมภาคและอรรถกถา. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2543) หน้า 105-122.
[7] Loy, David R., “Healing Justice : A Buddhist Perspective”. Http://www.zen-occidental.net/articles1/loy2.html. [online  23/07/2012]
[8] ดูตัวอย่างเรื่อง “พระติสสะผู้เข้าถึงสกุลของนายช่างแก้ว” ธัมมปทัฎฐกถา อรรถกถาขุททกนิกาย ใน มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, พระสูตรและอรรถกถา แปล เล่มที่ 42. (กรุงเทพฯ: มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2543) หน้า 51-52
[9] ดู วินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม 7 [กัมมักขันธกะ]

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: ลุ้นศาลไทย คว้าชัย โอลิมปิก!

ที่มา ประชาไท


วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
http://www.facebook.com/verapat




ผมกลับจากการไปพักผ่อนที่เชียงใหม่เมื่อวาน ไม่พลาดโอกาสทานกาแฟกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ วันนี้กลับมาประชุมทำงานที่กรุงเทพ แล้วพรุ่งนี้จะไปหมู่เกาะอ่าวไทย เพื่อบรรยายวิชาการเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
การได้สูดอากาศบนดอยสีเขียว แล้วเตรียมไปรับลมทะเลสีคราม ชมความงานของบ้านเรา ได้คิดได้คุยในสิ่งที่เราสนใจ ฟังดูน่าจะมีความสุข
แต่วันนี้ ผมกลับ 'มึนหัว'  ตึบ ตึบ ตึบ ทั้งที่ไม่ได้เมารถขึ้นเขา หรือเมารือลงทะเล
แต่ผม 'มึน' กับ 'ความพิสดาร' ของ 'คำวินิจฉัยส่วนตน' ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องการทำประชามตินั้น ตุลาการ 8 ท่าน มีความเห็นแตกออกเป็น 4 ฝ่าย ซึ่งเมื่ออ่านรวมกันแล้ว ก็พบว่าขัดแย้งกับ ‘คำวินิจฉัยกลาง’ ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ (ผมอธิบาย ‘ความมึนเบื้องต้น’ ไปแล้วที่ http://bit.ly/8Jesters )
ยิ่งมานั่งอ่านทีละบรรทัด ยิ่งมึน ยกตัวอย่าง ท่านประธานศาล เขียนย่อหน้าหนึ่ง บอกว่า การที่สภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น ‘การใช้สิทธิเสรีภาพ’ แต่พอมาอีกย่อหน้าในหน้าเดียวกัน กลับบอกว่าเป็น ‘การใช้อำนาจ’ ของรัฐสภา
มึนแล้วไม่พอ ผมรู้สึก 'คลื่นไส้' เมื่อเห็น ‘สำนักงานศาล’ มาวิ่งไล่แจ้งความเอาผิดประชาชน แถมเขียนขู่อีกว่าจะไปแจ้งความดำเนินคดี เพิ่มอีก (ดูใบข่าวของศาลได้ที่ http://bit.ly/CCsuites)

 

กรณี เจ๋ง แจกเบอร์
กรณี คุณเจ๋ง ดอกจิก ที่ไปแจกชื่อแจกเบอร์โทรศัพท์ของครอบครัวตุลาการ ผมว่าคุณเจ๋ง ทำแย่มากนะครับ
หาก ‘ครอบครัว’ ตุลาการถูกคุกคามให้เดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ผมสนับสนุนให้ครอบครัวตุลาการใช้สิทธิดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายจากคุณ เจ๋งได้เต็มที่
แต่หากมองจากมุมของ ‘ศาล’ ซึ่งมีทั้งอำนาจ ทั้งสื่อ และกองรักษาความปลอดภัยที่ประชาชนจัดให้แล้ว ข้อที่ไม่ควรลืมคือ คุณเจ๋งได้ขอโทษศาลไปแล้ว และสังคมรวมทั้งสื่อ ก็ร่วมกันลงโทษคุณเจ๋งไปแล้ว แม้แต่แกนนำเสื้อแดงก็ลงโทษคุณเจ๋งด้วย ไม่ว่าจะโดยคำต่อว่า คำด่า หรือคำขู่  ผู้เขียนเองเดาว่า เหตุที่คุณเจ๋งได้ขอโทษ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะถูก ‘ผู้ใหญ่ต้นสังกัด’ ตำหนิต่อว่าเช่นกัน
แต่ก็ไม่เห็นคุณเจ๋งเขาจะไปไล่แจ้งความเอาผิดใครที่มาต่อว่าด่าทอ ทั้งที่ คุณเจ๋งเป็นประชาชนคนธรรมดาไม่มีอำนาจอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตุลาการท่านเอง ก็ยังมิได้ติดใจไปแจ้งความ แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?
ประชาชนชุมนุมขุ่มขู่ศาล?
ส่วนประชาชนที่ไปประท้วง ปราศรัย ชุมนุมข่มขู่ศาล ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้สนับสนุนเห็นชอบอะไร
แต่ผมเชื่อว่า สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมแสดงความเห็น เพื่อต่อต้านหรือประท้วงการใช้อำนาจของรัฐ แม้มันจะดุเเดือด เผ็ดร้อน หยาบคาย หรือไม่เรียบร้อยเพียงใด แต่ก็เป็นความจำเป็นต่อประชาธิปไตย เพราะประชาชนคนธรรมดา อาจไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะไปขอพื้นที่จากสื่อ หรือเรียกให้นักการเมืองมาเป็นตัวแทนของเขาในทุกเรื่อง
การแสดงออกเหล่านี้เอง คือ 'ท่อหายใจ' ที่พื้นฐานที่สุด ของประชาชน ที่จะขอความสนใจจากผู้มีอำนาจ รวมทั้งสื่อ และเพื่อนประชาชนด้วยกัน เพื่อให้ตนเองได้มีส่วนร่วมทางการเมือง
ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานปรากฏชัดว่า เรามีตุลาการที่เข้มแข็งอาจหาญ ตัดสินคดีไปตามที่ท่านเห็น แม้สังคม รัฐสภา หรือนักวิชาการ หรือแม้แต่สื่อต่างประเทศ จะท้วงท่านอย่างไร ท่านก็ไม่เอนเอียงตามแรงกดดัน แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?
ประชาชนแจ้งความเท็จ?
สิ่งที่ผมมองว่าเลวร้ายที่สุด คือ การที่สำนักงานศาลไปแจ้งความกลับ เพื่อเอาผิดประชาชนที่ไปแจ้งความเอาผิดศาลว่าศาลใช้อำนาจโดยมิชอบ
ก็ถ้าประชาชนแจ้งความท่าน สุดท้ายคนที่จะเอาผิดท่านได้ ก็คือ ลูกหลานตุลาการของท่านเอง มิใช่หรือ ?
สำนักงานศาล รวมถึงตำรวจที่รับแจ้งความ โปรดไปศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ดี หากประชาชนแจ้งความตามที่เชื่อโดยสุจริตก็ดี หรือแจ้งตามสภาพที่พบเห็นโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงก็ดี ศาลฎีกาได้ตีความเป็นบรรทัดฐานเสมอมาว่าไม่เป็นความผิด เช่น ฎีกาที่ 1050/2514, 3025/2526, 4669/2530 หรือ 1173/2539
ท่านกลัวว่าท่านจะทำผิดจริง?
ก็ท่านเป็นถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านตีความกฎหมายผูกพันทุกองค์กร รวมถึงตำรวจ  ป.ป.ช. หรือแม้แต่ ศาลฎีกา ถ้าท่านสุจริตใจ ทำตามอำนาจกฎหมายที่ท่านมี ท่านจะไปกลัวอะไรครับ ?
ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา แม้เป็นเจ้าของอำนาจ แต่ก็มอบให้คนอื่นไปจนตนเองเหลือน้อยนิด ได้แต่มองดูนักการเมืองที่นอบน้อมต่อคำวินิจฉัยของศาล ขนาดสภายังชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ศาลสั่ง แล้วหากประชาชนไม่พึ่งความเห็นและเสียงของตนเอง แล้วจะให้ไปพึ่งใคร ?
ท่านกลัวสังคมเข้าใจท่านผิด?
ไม่ต้องกลัวครับ เพราะท่านมี 'สื่อ' ที่คอยบริการ 24 ชั่วโมง รายงานทุกความเคลื่อนไหวของท่าน ตอนท่านอ่านคำวินิจฉัย ก็ถ่ายทอดสดรายงานทั่วประเทศ ทุกช่องอยากขอสัมภาษณ์ตุลาการ ท่านไม่มาก็มีนักวิชาการคอยมาฟังและอธิบายแทนท่าน แม้แต่ท่านประธานศาลพูดอะไรสั้นๆ 1 ประโยค ก็กลายเป็นคำพาดหัวหนังสือพิมพ์ได้ทุกฉบับ สิ่งที่ท่านเขียนไว้ในราชกิจจานุเบกษา ก็ถูกส่งไปพิมพ์ขึ้นมาโดยเงินภาษีประชาชน
ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชน ที่ไม่มีอำนาจจะไปตีฆ้องร้องป่าวให้สื่อและสังคมหันมาสนใจมุมมองที่เขามอง ความไม่ยุติธรรมในสังคม
ท่านกลัวการถูกข่มขู่?
ไม่ต้องกลัวครับ ประชาชนได้พร้อมใจจ่ายภาษีเพื่อให้ท่านมีความปลอดภัย มีเฮลิคอปเตอร์ และกองกำลังที่คุ้มครองท่าน และประชาชนอย่างผมและอีกหลายคน รวมถึงสื่อที่คอยติดตามเฝ้าระวังแทนท่าน ก็พร้อมจะออกมาต่อวต้านใครผู้ใดก็ตามที่จะไปทำร้ายท่าน โดยที่ท่านเองไม่ต้องลำบากไปทำอะไร
ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา ที่พอวิจารณ์ศาลหรือผู้มีอำนาจมาก ก็ถูกดักรุมทำร้ายได้ตลอดเวลา แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังมีลูกศิษย์มากมาย ยังถูกดักทำร้ายได้ง่ายๆหน้าตึกที่ตัวเองทำงาน
ท่านกลัวการเป็นคู่ความ?
หากมีอะไรที่จะพอเป็นเหตุเป็นผลให้ตุลาการกลัว ก็คือกลัวการเป็นคู่ความฟ้องคดีเอง เพราะกลายเป็นว่า หากวันใดมีคดีมาสู่ศาล ก็อาจถูกหาว่าตนมีส่วนได้เสีย จนทำให้ต้องถอนตัว และพลาดโอกาสใช้อำนาจเอาคืนประชาชนอย่างน่าเสียดาย
ตุลาการไทย ทำลายสถิติโอลิมปิก?
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมจึงเห็นว่า มันไร้สาระมาก หากเราจะมานั่งเถียงกันว่า สำนักงานศาลก็มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อปกป้องตุลาการมิใช่หรือ
เราลองดู ‘ฝ่ายบริหาร’ หรือ ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ ที่ถูกประชาชนข่มขู่ เหยียดหยาม จ้องเอาผิด กันอยู่ทุกวัน  ผมก็ไม่เห็นสำนักนายกฯ หรือ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะมาไล่ฟ้องประชาชน เพราะเขายอมรับว่า ประชาชนต้องตรวจสอบบุคคลสาธารณะผู้ใช้อำนาจได้
หากกรณีใดที่ประชาชนทำแรงเกินไป หรือส่วนตัวเกินไป ก็ต้องเป็นตัว นายกฯ หรือ ประธานสภาฯ เอง ที่จะไปฟ้องคดีเอาผิด ไม่ใช่ให้สำนักงานราชการมาใช้เงินภาษีของประชาชนมาเอาผิดประชาชน
สิ่งที่ร้ายที่สุดจะเกิดเมื่อ ‘ประชาชนด้วยกันเอง’ ไปหลงผิดยอมรับว่า การที่ผู้ใช้อำนาจมาฟ้องประชาชนนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทำได้ง่ายๆ เพราะหากหลงคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับประชาชนยอมรับให้ผู้ใช้อำนาจสามารถคุกคามข่มขู่ให้ประชาชนกลัว จนไม่อยากตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ผู้ใช้อำนาจในที่สุด ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่ทำกัน หมายถึง ประชาชนเองที่เจริญแล้ว ก็ต้องไม่ไปหลงผิดคิดกลัวตามไปด้วย
ดังนั้น ในปีนี้ หากจะมีการประชุมตุลาการนานาชาติที่มีตุลาการจากแต่ละประเทศมาประชุมร่วมกัน (ซึ่งประชาชนจ่ายภาษีให้ตุลาการไทยได้บินไปประชุมอยู่ทุกปี) ท่านเลาธิการสำนักงานศาล น่าจะลองขอเบิกงบไปประชุมด้วย เพื่อไปถามตุลาการจากทั่วโลกว่า สำนักงานศาลบ้านเขา หรือแม้แต่ตัวตุลาการเขาเอง มาวิ่งไล่ฟ้องประชาชนของเขาในเรื่องไร้สาระแบบนี้ กันปีละกี่คดี ?
เพราะไม่แน่ว่า อาจมีการทำลายสถิติโลก ในประเภทกีฬา ‘ชกประชาชน’ !
แม้ว่าคุณภาพผู้ชก อาจเป็นเพียง 'มือสมัครเล่น' ก็ตาม.

ความหน้าด้านของอภิสิทธิ์

ที่มา thaifreenews





วันนนี้ อภิสิทธิ์ จะใส่เสื้อสีแดง 
หรือสีเหลือง หรือสีฟ้า หรือสีอะไร
สีเสื้อมันก็ไม่สามารถปกปิดจิตใจ ที่ชั่วร้าย 
โหดเหี้ยม อำมหิต ของตนได้
และมือที่เปื้อนเลือดของคุณ 
มันก็ไม่มีทางที่จะล้างออกไปได้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 31/07/55 ชาติลงทุนให้มันมากเกินไปหรือเปล่า?

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ฟังเสียงร้อง โหยหวน ชวนสมเพช
แสนทุเรศ กากมนุษย์ สุดเหลวไหล
แก๊งค์อุ้มสม คนชั่ว ตัวจัญไร
ผู้จุดไฟ เผาประเทศ ทุกเขตแดน....


กระเตงมัน เพื่อสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ทำอุบาทว์ แล้วเลี่ยงหลบ บัดซบแสน
สมถูกสาป จริงหนอ ตอแหลแลนด์
จึงอัดแน่น ด้วยคนพาล สามานย์ชน....


มีแต่เรื่อง โคตรเอือม และเสื่อมถอย
เดินตามรอย ที่ขีดไว้ ให้สับสน
สร้างวิกฤติ การเมือง เรื่องสัปดน
เป็นเงื่อนไข ให้วกวน จนเข้าทาง....


เพราะยังมี แก๊งค์ชั่ว มัวอุ้มสม
ทาสอารมณ์ เพื่อพวกมัน หัวยันหาง
บทสุดท้าย ชาติย่อยยับ จนอับปาง
ไอ้พวกบ่าง ย้งเฉไฉ ไร้สำนึก....


ชาิติลงทุน มากเกินไป ใยไม่คิด
อุ้มอภิสิทธิ์ชน คนจัญไร ไม่รู้สึก
จากรอยแผล เล็กน้อย ค่อยฝังลึก
หรือรอตกผลึก ยามฉิบหาย ตายพร้อมมัน....


๓ บลา / ๓๑ ก.ค.๕๕