WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 2, 2012

'โอ๊ค' แขวะ 'อภิสิทธิ์' เป็นทหารรับใช้ชาติน้อยวัน

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' แขวะ 'อภิสิทธิ์' เป็นทหารรับใช้ชาติน้อยวัน



นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์เฟสบุ๊ก ย้อนเพลงเก่า "บัวลอย" ของแอ๊ด คาราบาว โดยระบุว่าเพลงนี้ ปลุกกระแสให้คนรักชาติ และไปเกณฑ์ทหารในหน้าที่ลูกผู้ชายไทย  แต่ขณะที่ การรับราชการทหารของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แตกต่างจากการเกณฑ์ทหารทั่วไป ที่รับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารน้อยวัน โดยรายละเอียดมีดังนี้ 
 
 
ไม่ทราบว่าแฟนเพจผม ยังจำ"บทเพลงคาราบาว" ที่รำพันถึง คนพิการ ตาเหล่ หลังงุ้ม เด๋อๆด๋าๆที่ชื่อบัวลอยได้มั๊ยครับ ผมชอบตอนหนึ่งของบทเพลงที่เขาร้องว่า 
 
"บัวลอย ถึงวัยเกณฑ์ทหาร พิกลพิการ ยังดีหนึ่งประเภทสอง อาสารับใช้ชาติพี่น้อง หัวใจคับพองกล้าหาญอดทน"
 
ฟังแล้วฮึกเหิมดีครับ "พี่แอ๊ด คาราบาว" แกปลุกกระแสรักชาติ ให้บรรดาแฟนเพลงได้ฉุกคิดว่า คนที่ชื่อบัวลอยไปเกณฑ์ทหารด้วย หัวใจคับพองที่จะทำหน้าที่"ลูกผู้ชายไทย" ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนพิการแท้ๆยังไม่มีความคิดที่จะหนีทหารเลย ผมได้ยินว่าการเกณฑ์ทหารบางปี สัสดีแกเปิดเพลงบัวลอยในวันคัดเลือกปรากฏว่า คนสมัครเกณฑ์ทหารกันจนล้นไม่ต้องจับใบดำใบแดงเลยครับ น่าประทับใจจริงๆ
 
การเกณฑ์ทหารตามปกติแบบ พลทหารบัวลอยนั้น หากไม่ได้รับการผ่อนผันอะไร ทหารเกณฑ์จะต้องประจำการเป็นระยะเวลา2ปี จึงจะปลดประจำการนะครับ ส่วนวันหยุดวันลานั้นได้ยินมาว่าจะได้ลาหยุดน้อยมาก โดยเมื่อฝึกทหารใหม่เสร็จจะให้ลาประมาณ1สัปดาห์ หลังจากนั้น แล้วแต่ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาว่าจะให้หยุดหรือไม่ อันนี้คือกฏเกณฑ์ของลูกตาสีตาสาทั่วไปที่ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆนะครับ
 
ส่วนการรับราชการทหารของ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นก็จะแตกต่างจากการเกณฑ์ทหารทั่วไปครับ ผมไม่ได้แตะต้องเรื่อง อภิสิทธิ์ฯหนีทหารหรือไม่ ในโพสต์นี้นะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อดูข้อมูลแล้วรู้สึกว่าทำไม อดีตนายกฯผู้นี้ ถึงรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารน้อยวันจังเลยครับ
 
-นายอภิสิทธิ์ฯ ได้เป็นว่าที่ ร.ต. เมื่อ 26เม.ย.31 
-หลังจากนั้น35วัน(31พค.31) ได้มีเอกสารแจ้งความประสงค์ขอลาออกจากราชการ ของว่าที่ ร.ต. อภิสิทธิ์ฯ (ยังเป็น"ว่าที่"อยู่เลย ยื่นความประสงค์จะลาออกแล้วครับ)
-หลังจากนั้นอีก2เดือนกว่า(22สค.31) ก็ได้ขอลากิจและเดินทางไปต่างประเทศ รวม3ครั้งต่อเนื่องกัน โดยมีวันราชการที่อยู่เมืองไทยแค่วันเดียว คือวันจันทร์ที่3ตค.31ก่อนจะลาต่อในวันรุ่งขึ้น(4ตค.31) ยาวไปจนถึงวันที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกในวันที่ 2เม.ย.32 รวมวันที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งสิ้น ประมาณ 221วัน ต่อเนื่องกัน
 
โอ้โห...เป็นอาจารย์ยังขาดสอนขนาดนี้ แล้วนักเรียนจะเรียนรู้เรื่องหรือครับ ก็ไม่ทราบว่า การที่จะเข้ามาเป็นทหารเพื่อรับใช้ประเทศชาติแบบนี้ กับการเกณฑ์ทหารแบบ "พลทหารบัวลอย" อย่างไหนจะเป็นประโยชน์กว่ากัน คงต้องให้นักเรียนนายร้อยแถวๆรุ่น 34-39 ออกมายืนยันนะครับว่า มีท่านใดเป็นลูกศิษย์อาจารย์อภิสิทธิ์ฯกันบ้าง และท่านได้ประโยชน์อะไรจากการสอนของอาจารย์ท่านนี้บ้าง
 
แต่ในความคิดของผมนั้น ผมว่า "พลทหารบัวลอย" ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากกว่าเยอะเลยครับ
 
ปล. ผมก็ได้เอาเพลงบัวลอยมาให้ฟัง เผื่อน้องๆหรือแฟนเพจผมบางท่านที่ยังไม่เคยฟังนะครับ
 
 
2 สิงหาคม 2555 เวลา 11:48 น.

จิตรา คชเดช: ความยุติธรรมแบบพอเพียง

ที่มา ประชาไท

 

เริ่มเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 คนงานตัดเย็บชุดชั้นใน Triumph ถูกบริษัทเลิกจ้างด้วยจำนวนครึ่งหนึ่งของคนงานในโรงงานเกือบ 2000 คน  ในขณะที่ฉันเป็นเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และพ่วงด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาด้วยหน้าที่การงานทำให้ฉันได้ เข้าร่วมชุมนุมกับคนงานที่ข้างโรงงานที่ นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี
ด้วยข้อเรียกร้องที่สหภาพแรงงานมีต่อบริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย)จำกัด ตอนนั้นก็คือให้รับคนงานกลับเข้าทำงานโดยไม่มีเงื่อนไข และปฏิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่ทำไว้กับสหภาพแรงงานคือ ต้องปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาค ต้องจ่ายค่าชดเชยที่มากกว่ากฎหมายกำหนด และสุดท้ายบริษัทในฐานะบรรษัทข้ามชาติต้องยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณทางการค้า
การเลิกจ้างครั้งนี้คนงานแบ่งเป็นสองกลุ่มคือผู้ที่ถูกเลิกจ้างกับไม่ถูก เลิกจ้างและในจำนวนผู้ไม่ถูกเลิกจ้างคือประธานสหภาพแรงงานรวมอยู่ด้วย  การชุมนุมประท้วงทุกรูปแบบ และการประชุมปรึกษาหารือเพื่อวางแผนในการเจรจาคนงานเริ่มไม่เห็นประธานสหภาพ แรงงานเข้าร่วม
ข่าวลือต่างๆเข้ามาไม่ขาดสายเกี่ยวกับประธานสหภาพแรงงาน ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องรับผลประโยชน์ต่างๆนาๆ  สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนั้นคือเรียกร้องให้ทุกคนหยุดพูดและไม่เชื่อเพราะเชื่อ ว่านี่คือขบวนการทำลายสหภาพแรงงานจากบริษัทฯ  และสุดท้ายมีการลงรายมือชื่อของสมาชิกสหภาพแรงงาน เข้าชื่อกันเรียกร้องให้เปิดประชุมวิสามัญด้วยหัวข้อไม่ไว้วางใจประธานสหภาพ แรงงงาน ในวันที่ 18 กันยายน 2552 และผลการประชุมก็เป็นไปตามที่คนงานต้องการ มติที่ประชุมปลดประธานสหภาพแรงงานและปลดจากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและแต่ง ตั้งประธานใหม่
ในวันที่ 26 กันยายน 2552 มีหมายเรียกให้ฉัน เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจบางเสาธง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทโดยการกระจายเสียงอดีตประธานสหภาพแรงงาน ในชั้นสอบสวนฉันปฎิเสธทันทีเพราะไม่เคยพูดในสิ่งที่ถูกล่าวหา และเชื่อว่านี่คือการทำลายสหภาพแรงงานโดยใช้คนงานด้วยกันเป็นเครื่องมือ
และที่สุดอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้อง สองกรรมต่างวาระ ในขณะที่พวกเราคนงานยังชุมนุมกันอยู่ที่กระทรวงแรงงงาน และได้มีอาจารสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯใช้ตำแหน่งอาจารย์ประกันตัวในวงเงิน 100000 บาท และมีเงินสดอีก 10000 บาท และได้มีการปล่อยตัวชั่วคราว
ประมาณปี2554 เริ่มมีการสืบพยาน ฝ่ายโจทย์มีพยาน 5 ปาก พอสรุปได้ว่า โจทก์โดยผู้เสียหายไม่เคยได้ยินการหมิ่นด้วยตัวเองแต่มีเพื่อร่วมงานมาเล่า ให้ฟัง และเพื่อนร่วมงานเป็นสมาชิกสหภาพที่ไม่ได้ถูกเลิกจ้างมาได้ยินในขณะที่ฉัน ใช้โทรโข่งกล่าวคำหมิ่นประมาทและพยานได้ยินก็เดินหนีไปขึ้นรถกลับบ้าน
พยานที่สองเป็นพนักงานขับรถได้ยินฉันหมิ่นโจทย์ผู้เสียหายในวันที่ที่มี การประชุมใหญ่วิสามัญสหภาพแรงงานวันที่ 18 กันยายน  2552 บอกว่าฉันหมิ่น โจทก์ ด้วยเครื่องเสียง และเขาไม่เคยรู้จักฉันมาก่อนเลยรีบไปถาม รปภ.ว่าใครเป็นคนพูด รปภ.ตอบว่าคือฉันเป็นคนพูด
เมื่อ รปภ.มาให้การบอกว่าไม่รู้จักฉันไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้ว่าใครพูดแต่ได้ยินว่ามีการกล่าวหมิ่นโจทก์จริง

ฝ่ายฉันใช้พยานคือตัวฉันเอง ประธานสหภาพแรงงาน ปัจจุบันและไม่ได้ถูกเลิกจ้าง  อดีตเลขาธิการสหภาพแรงงาน เหรัญญิกสหภาพแรงงาน และพยานวัตถุคือซีดีวีดีโอบันทึกการประชุมใหญ่วิสามัญ และภาพถ่ายสถานที่ต่างๆ


พอสรุปประเด็นสู้ว่าฉันไม่เคยพูดและเรื่องข่าวลือแบบนี้เกิดขึ้นกับประธาน ทุกคนจนถึงคนปัจจุบัน และถ้าเกิดเรื่องแบบนี้สหภาพแรงงานมีการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะฉัน เป็นเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน ประธานไม่เคยนำเรื่องเข้าที่ประชุม และสหภาพแรงงานไม่เคยใช้โทรโข่งในการกล่าวปราศัย การจะใช้เครื่องเสียงเลขาธิการสหภาพจะเป็นคนจัดคิว และไม่เคยมีใครเคยได้ยินฉันการกล่าวหมิ่นประมาท และในวันที่ 18 กันยายน 2552 มีการบันทึกวีดีโอจึงให้ส่งเป็นพยานวัตถุ


และวันนี้วันที่ 1 สิงหาคม 2552 ใช้เวลาทั้งหมดไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกือบสามปี
วันนี้ศาลนัดอ่านคำ พิพากษาสรุปได้ว่า ให้ลงโทษฉันในฐานะจำเลยจำคุก 4 เดือนโทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้รายงานตัว 1 ปี บริการสาธารณะ 12 ชม. และเสียค่าปรับ 80000 บาท



วีดีโอที่เรายื่นเชื่อถือไม่ได้ และก่อนศาลอ่านคำพิพากษาเล็กน้อยหน้าบัลลังค์เชิญทนายเข้าไปบอกว่าขอร้อง อย่าให้มีการแจกเอกสารหน้าศาล ทนายบอกว่าไม่มีและไม่เคยทำ หน้าบัลลังค์บอกว่าจำได้ว่าฉันเคยร่วมทำ
ในขณะที่ศาลอ่านคำพิพากษาฉันยืนขึ้น ผู้พิพากษาตั้งใจอ่านคำพิพากษาโดยไม่สบตากันเลยและเมื่ออ่านจบก็ลงบัลลัง ค์ไปทันที และตำรวจศาลก็ถามฉันว่ามีเงินค่าปรับหรือเปล่า น้องจาก Try Arm รีบบอกว่ามีเงินสดเดี๋ยวไปเสียค่าปรับ ขั้นตอนก็คือเมื่อเสียค่าปรับแล้วเอาใบเสร็จมาให้ตำรวจและฉันจะถึงจะได้รับ อิสรภาพ และจากนั้นฉันต้องไปทำประวัติที่สำนักงานคุมประพฤติ ความวุ่นวายเกิดขึ้นเล็กน้อยเมือพวกเราเตรียมเงินไปแค่ 50000 บาท อีก 30000 บาทก็หาเอากันตรงนั้นก็ได้ครบก็ไปจ่ายค่าปรับ “น้องคนหนึ่งผู้ต้องหาคดีจำหน่ายยาไอซ์บอกว่าค่าปรับพี่แพงกว่าค้ายาอีกนะ” และได้ถามน้องว่าในคุกลำบากหรือเปล่า น้องบอกว่าก้ไม่หรอกถ้าเรามีเงินก็สบาย เช้ามาก็เข้าโรงงานทำหัวไฟแช็ค ลำบากตอนนอนกะอาบน้ำ ที่นอนน้อย น้ำก็แย่งกันอาบ
เริ่มกระบวนการรายงานตัวที่คุมประพฤติ ถือป้ายหมายเลขถ่ายรูป(เลยถึงถึงภาพคนที่ถ่ายรูปในค่ายกักกันในเขมรแดง) และขึ้นไปกรอกประวัติ เจ้าหน้าที่บอกว่ารีบหน่อยนะเดี๋ยวเขาจะรีบไปถวายเทียน
มีคำถามทั่วไปพ่อแม่ชื่ออะไรพักที่ไหน แต่ที่ไม่ทั่วไปคือ คุณยอมรับคำตัดสินว่าอย่างไร  เช่นจะปรับปรุงตัว ไม่สนใจ ส่วนฉันตอบว่าเชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์  ถามนิสัยก็ตอบไปว่าชอบช่วยเหลือผู้อื่น ร่าเริง แจ่มใส ใจดี รักเด็ก รักสัตว์ รักธรรมชาติ 555
ถามหาความสามารถพิเศษเลยเขียนไป"พูดในที่สาธารณะ" ก็พิเศษแล้วแค่นี้ แล้วก็เย็บผ้า อันนี้โม้เต็มที่ว่าเคยอบรมอะไรมาบ้าง และงานอดิเรกยามว่างก็อ่านหนังสือและไปฟังเสวนา ลืมบอกว่าชอบเล่นเฟชบุคด้วย
คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ขอทำแผนที่บ้านปัจจุบัน และให้สมุดนัดมา 1 เล่ม และวันที่ 4 กันยายน 2555 จะมีปฐมนิเทศพร้อมเพื่อนร่วมรุ่น มีทั้งขับรถประมาท หลายประเภท และวันนั้นเราจะเลือกงานบริการสังคมกันถ้าบริจาคเลือดก็ได้ 6 ชม. ใครมีความรู้สูงๆ ก็อาจจะได้ทำเอกสาร ใครความรู้น้อยๆก็ทำความสะอาดวัด (งานนี้กวาดสิ่งชั่วร้ายออกหมดวัดแน่ๆ)
อีกเรื่องให้ใส่ชื่อบุคคลที่เรารู้จักเช่นผู้นำศาสนา ผู้ใหญ่บ้าน ผู้หรับผู้ใหญ่ ก็เลยใส่ชื่อ อาจารย์เวียงรัฐ เนติโพธ์  (เผื่อเขาเห็นนามสกุลจะแอบหมั่นไส้เราบ้าง)
จบกระบวนการคุมประพฤติ ส่วนการอุทธรณ์ก็คงให้ทนายดำเนินการต่อมีทนายเสาวลักษ์ โพธ์งาม  เป็นทนายความคดีนี้
ขอบคุณสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สื่อ นักวิชาการ เพื่อนๆเสื้อแดง เพื่อนในเฟชบุค  เพื่อนในโลกจริง เพื่อนในโลกออนไลน์ และที่สำคัญเพื่อนในกลุ่มคนงาน Try Arm
กระบวนการยุติธรรมไทยต้องปฎิรูป การสืบค้นความจริงต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะมีผู้บริสุทธิ์อีกมากมายที่อยู่ในคุก



"ฉันเชื่อมั่นในสิทธิการรวมตัว ถ้าวันนี้ไม่ยืนหยัดการรวมตัวมี Try Arm ฉันคงติดคุก "

ถลกทัศน์ตุลาการ แก้รัฐธรรมนูญได้ไหม

ที่มา Voice TV

 


ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ

 
คำวินิจฉัย ส่วนตนของตุลาการ 8 คน ในคดีปั้นอากาศเป็นตัว กล่าวหารัฐสภา คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมือง แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 68 เพิ่งคลอดคลานตามคำวินิจฉัยกลางเมื่อเย็นวันศุกร์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่สอง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่
 
ประเด็น นี้เป็นเรื่องพิลึกพิลั่น เพราะนอกจากตั้งขึ้นมาโดยไม่เกี่ยวกับประเด็นตามมาตรา 68 ศาลยังไม่ชี้ถูกผิด แต่กลับไปให้คำแนะนำว่า “ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งทำให้งงกันไปทั้งโลก เพราะไม่เคยพบเคยเห็น ศาลทำตัวเป็นผู้ชี้แนะ “ควรจะ”
 
กระนั้น เมื่ออ่านคำวินิจฉัยส่วนตนแล้ว ยิ่งทำให้กังขาว่าคำวินิจฉัยกลางนี้ท่านได้แต่ใดมา
 
เพราะตุลาการ 1 คนคือ ชัช ชลวร เห็นว่า สามารถยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้
 
ตุลาการ 3 คนคือ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, บุญส่ง กุลบุปผา, อุดมศักดิ์ นิติมนตรี เห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ อยู่นอกเหนืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
 
อีก 4 คนมีความเห็น 3 อย่าง นุรักษ์ มาประณีต เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไม่ได้เลย ไม่ว่าด้วยวิธีใด ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ผิดมาตรา 68 เพราะถือเป็นการล้มล้าง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
 
สุพจน์ ไข่มุกด์ กับเฉลิมพล เอกอุรุ เห็นว่าต้องทำประชามติก่อน, จรูญ อินทจาร เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจแก้ไขทั้งฉบับ แต่หากมีความจำเป็นย่อมทำได้โดยใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งอาจแสดงออกโดยการลงประชามติ (ไม่ชี้ชัดว่าต้องทำประชามติก่อน)
 
จะเห็นได้ ว่ามีแค่ 2 คนบอกว่า “ต้อง” ทำประชามติก่อน 1 คนบอกว่าทำได้เลย 1 คนบอกว่าทำไม่ได้เลย ต่อให้ทำประชามติก็ผิดอยู่ดี อีก 1 คนก้ำกึ่ง ขณะที่อีก 3 คนบอกว่าอยู่นอกเหนืออำนาจศาล
 
แล้วคำว่า “ควรจะ” นี่มาจากไหนหว่า คนที่ใช้คำว่า “อาจ” ก็มีแค่จรูญ อินทจาร คนเดียว
 
นี่เป็น ประเด็นที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องคิดหนัก ว่าถ้าลงมติวาระ 3 แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร เห็นชัดๆว่าจะมี 3 เสียงชี้ผิด 3 เสียงเห็นว่าอยู่นอกอำนาจศาล 1 เสียงถูก 1 เสียงก้ำกึ่ง แล้วอย่าลืมว่าจรัญ ภักดีธนากุล จะกลับมา
 
ประธานมีข้อสังเกต
 
คำวินิจฉัย ของวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ที่ว่าอยู่นอกเหนืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อาจทำให้หลายคนแปลกใจ แต่ถ้าอ่านละเอียดแล้วจะเห็นทัศนะที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่ ดี
 
วสันต์ชี้ ว่าการแก้ไขมาตรา 291 เปลี่ยนวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากรายมาตราโดยรัฐสภา เป็นให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นยกร่างใหม่ทั้งฉบับเพื่อนำไปสู่การยกเลิกรัฐ ธรรมนูญ 2550 นั้นเป็นอำนาจของรัฐสภา และตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ยังใช้อยู้ จึงไม่อาจถือว่าล้มล้างการปกครอง (ถูกต้องแล้วคร้าบ)
 
แต่ “วิธี การที่ผู้ถูกร้องทั้งหกกับพวกกำหนดให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นนี้ เป็นการถ่ายโอนภาระหน้าที่ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปยังสภาร่างรัฐ ธรรมนูญอย่างเด็ดขาด เสมือนว่ารัฐสภาปัดความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง ไม่สมกับที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชน” เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้นั่นแหละครับ แล้วก็บอกว่าการให้อำนาจประธานรัฐสภาเพียงผู้เดียว วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าระแวงสงสัยได้ว่า ถ้ามีลักษณะต้องห้ามแล้วประธานเห็นว่าไม่มี ให้นำไปลงประชามติได้เลย จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะจะแน่ใจได้อย่างไรว่าประชาชนเข้าใจทุกประเด็น
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากออกความเห็นมายืดยาว วสันต์ก็บอกว่า “ปัญหา ตามประเด็นข้อนี้ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดให้อำนาจศาลรัฐ ธรรมนูญตรวจสอบและวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ได้ จึงเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย คงยกขึ้นกล่าวเป็นข้อสังเกตเท่านั้น”
 
ที่น่าสนใจ คือคำวินิจฉัยประเด็นที่ 3 แม้เห็นว่ายังฟังไม่ได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ แต่ทัศนะของประธานศาลรัฐธรรมนูญต่อ “การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็ประหลาด
 
วสันต์ชี้ว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นปช.ซึ่งมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคนเป็นแกนนำ “บาง คนกล่าวข้อความในการชุมนุมชวนให้เข้าใจความหมายไปในทางร้ายต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์ บางคนกล่าวข้อความแสดงเจตนารมณ์ของตนว่าต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงมีสถานะ เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ของบางประเทศที่เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น” พฤติการณ์เช่นนี้จึงมีเหตุที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าผู้ถูกร้องกับพวก “อาจ มีแผนการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขเป็นระบอบอื่นได้ ทั้งร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ก็มีช่องทางให้กระทำเช่นนั้นได้”
 
เพียงแต่ วสันต์เห็นว่ายังเป็นเพียงการสันนิษฐานไปในทางร้ายเท่านั้น ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาก็ยืนยันว่าหมวด 2 แตะไม่ได้เลย ให้ลอกเลย และการแก้ไขเกี่ยวกับพระราชอำนาจในหมวดอื่นก็ถือว่าเข้าข่ายแตะต้องหมวด 2 เช่นกัน จึง(ยัง)ไม่ผิด
 
ถามว่าอะไรคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของวสันต์ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขควรมีความหมายจำกัดเพียง 1.ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ 2.มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย 3.มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนที่นอกเหนือจากนั้นต้องปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมตามพัฒนาการของ สังคม จะมีองคมนตรีหรือไม่ จะแก้หมวด 2 อย่างไร ก็ยังเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ใช่หรือ
 
หรือจะต้อง เป็นอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น แล้วที่เป็นอยู่นี้คืออะไร ต่างจากอังกฤษ สวีเดน สเปน ฮอลแลนด์ ฯลฯ อย่างไร วสันต์ควรอรรถาธิบายให้ชัด คำว่า “บางคนกล่าวข้อความแสดงเจตนารมณ์ของตนว่าต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงมี สถานะเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ของบางประเทศที่เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่า นั้น” แปลว่าคนเหล่านั้นมีความผิดตามมาตรา 68 ใช่ไหม ต้องการล้มล้างระบอบไปเป็นระบอบอื่นใช่ไหม อังกฤษ สวีเดน สเปน ฮอลแลนด์ ฯลฯ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปล่า แล้วระบอบของคุณคืออะไรแน่ เป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า
 
บุญส่ง อุดมศักดิ์
มีเซอร์ไพรส์
 
เมื่อเทียบกับวสันต์แล้ว บุญส่ง กุลบุปผา วินิจฉัยรวบรัดชัดเจนไม่ต้องมีข้อสังเกต โดยบอกว่า “เป็น อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ศาลไม่มีอำนาจไปวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าศาลซึ่งอยู่ในอำนาจของฝ่ายตุลาการเข้าไปก้าวก่ายอำนาจ หน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ”
 
ส่วนประเด็น ที่ 3 บุญส่งก็ชัดเจนว่า เมื่อพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 291 โดยเฉพาะ 291/11 วรรคห้า แสดงว่ายังคงหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ส่วนข้ออ้างที่ว่า เป็นการให้อำนาจ สสร.ไปยกร่างอย่างไรก็ได้ โดยที่รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้นั้น ก็เป็นเพียงการคาดคะเน และร่างรัฐธรรมนูญยังต้องผ่านการลงประชามติ “ถือว่ายังให้ประชาชนซึ่งป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตยใช้สิทธิที่จะตรวจสอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ว่าจะรับ เป็นรัฐธรรมนูญของประเทศหรือไม่”
 
โต้กันเห็นๆ เลยนะครับ แถมบุญส่งยังไม่พูดถึงหมวด 1 หมวด 2 ให้เสียเวลา
 
บุญส่งกับ อุดมศักดิ์เป็น 2 ใน 7 คนที่เคลียร์คัทว่าศาลไม่มีอำนาจก้าวก่ายอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา แม้จะอ้างว่ามีอำนาจรับคำร้องตามมาตรา 68 โดยคำวินิจฉัยของอุดมศักดิ์ในประเด็นแรก ยอมรับว่า “เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญปรับบทกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 68 รับคำร้องที่ยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาเป็นกรณีแรก”
 
คือยอมรับ ว่า “ปรับบท” (คนอื่นๆ ไม่ยอมรับ) แต่อ้างว่าเป็นมาตรการป้องกันการกระทำต้องห้ามที่จำเป็นต้องวินิจฉัยสั่งการ ให้เลิกการกระทำนั้นได้อย่างทันท่วงที
 
ในประเด็นที่ 2 อุดมศักดิ์สรุปว่า “เป็น การใช้อำนาจนิติบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ซึ่งเป็น “อำนาจตามรัฐธรรมนูญ” เช่นเดียวกับการใช้อำนาจตุลาการของศาลที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นกัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการใช้ อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไว้” ฉะนั้นจะยกเลิกทั้งฉบับได้หรือไม่ ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่ เป็นอำนาจของรัฐสภาและองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงข้อเรียกร้องหรือความ วิตกกังวลในทางสังคมวิทยาการเมืองของประชาชนทุกภาคส่วน “ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้”
 
ถือว่าให้คำแนะนำเหมือนกันครับ แต่แนะนำว่าเป็นเรื่องสังคมวิทยาการเมือง ไปดูกันเอง ศาลไม่เกี่ยว
 
อุดมศักดิ์ยังชี้ตั้งแต่ต้นว่า การตั้งประเด็นที่สองว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่” ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 68 โดยตรง (นอกประเด็นนั่นแหละ) และร่างแก้ไข 291 ก็ไม่ได้กำหนดให้ “ยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” ตามที่กำหนดประเด็นไว้ (เห็นด้วยครับ ถ้อยคำข้างต้นทำให้เข้าใจว่า ม.291 เป็นตัวยกเลิกรัฐธรรมนูญ)
 
ส่วนที่โต้ แย้งว่ามอบอำนาจให้ สสร.โดยไม่ทำประชามติก่อน อุดมศักดิ์บอกว่า ก็มาตรา 291 ไม่ได้บัญญัติให้ทำประชามติก่อน และรัฐสภาก็กำหนดให้ สสร.ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ได้มอบอำนาจให้เห็นชอบแต่อย่างใด
 
อุดมศักดิ์มาชี้ชัดในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยประเด็นที่ 3 ว่า “รัฐสภา มิได้ใช้อำนาจตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมิได้มีเนื้อหาหรือข้อความใดให้ยกเลิกรัฐ ธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามที่ผู้ร้องโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการ ทำประชามติมาแล้วแต่อย่างใด แม้ในที่สุดเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้บังคับแล้วต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบัน แต่เป็นการยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านการทำประชามติเห็นชอบของ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญร่วมกับพระมหากษัตริย์ โดยลำดับศักดิ์ของกฎหมายที่เท่ากัน”
 
นี่เป็นคำ อธิบายโต้แย้งข้อหา “มอบอำนาจให้ สสร.” อย่างมีน้ำหนัก เพราะมีความพยายามสร้างความเข้าใจผิดๆ ในหมู่เสื้อเหลืองและสลิ่มว่าตั้ง สสร.เท่ากับล้มรัฐธรรมนูญ 2550 ความจริงคือยกเลิกด้วยประชามติตอนท้าย โดยระหว่างที่ สสร.ยกร่างใหม่ รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังใช้อยู่ จึงไม่ต้องทำประชามติก่อน
 
นุรักษ์: แก้ทั้งฉบับต้องรัฐประหาร
 
มาแรงส์ที่ สุดในฝ่ายที่คัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับคือ นุรักษ์ มาประณีต อดีตตุลาการคดียุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหาร และอดีต สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
 
ประเด็น แรกนอกจากตีความคำว่า “และ” กลายเป็นผู้ร้องทำได้ทั้ง 2 อย่าง นุรักษ์ยัง “จัดหนัก” ใส่อัยการว่า คดีนี้มีผู้ร้องตั้งแต่เดือน ก.พ.2555 อัยการสูงสุดมิได้กระทำการใดเลย หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเวลาหลายเดือน เพิ่งจะประชุมสรุปในเดือน มิ.ย.หากบุคคลจะล้มล้างการปกครองฯ โดยวางแผนทำปฏิวัติรัฐประหาร ก็น่าจะปฏิวัติรัฐประหารไปสำเร็จก่อนอัยการตรวจสอบเสร็จ
 
สรุปว่านุรักษ์รับคำร้องมาตรา 68 ด้วยเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ต่อต้านปฏิวัติรัฐประหาร
 
ประเด็นที่สอง ฉีกแนวกว่าทุกคนเลยครับ
 
“การยก เลิก ล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จะกระทำได้สองวิธี ประการแรก เป็นการกระทำของบุคคลโดยการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ประการที่สองจะกระทำได้โดยบุคคลหรือพรรคการเมือง การกระทำตามประการที่สองของพรรคการเมืองนั้น เห็นได้จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองเลิกกระทำการตาม วรรคสอง คือ การกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ คำว่า “รัฐธรรมนูญนี้” ย่อมหมายความถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การกระทำของพรรคการเมืองตามความหมายของมาตรา 68 นี้ หมายความถึงการกระทำทางนิติบัญญัตินั่นเอง”
 
โอ๊วว... สะใจฝ่ายผู้ร้อง ชัดเจนว่ายกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ แม้จะเป็น “การกระทำทางนิติบัญญัติ” ของรัฐสภา ก็ถือเป็นการกระทำของพรรคการเมืองที่ผิดมาตรา 68 ยิ่งกว่านี้ ตุลาการผู้นี้ยังตีความว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ห้ามล้มล้าง ก็คือระบอบที่เป็นไปตาม “รัฐธรรมนูญนี้” ถ้ายกร่างใหม่ให้แตกต่างไป ถึงจะยังมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยังมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยังเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้ ก็ถือว่า “ล้มล้าง”
 
“รัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้องทั้งหก ตามมาตรา 291 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 16 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นการกระทำที่มีผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญนี้ที่มีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิอาจกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง”
 
ย้ำไปย้ำมา เพื่อบอกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถูกผูกขาดไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น (ใครอยากทำความเข้าใจเรื่อง “รัฐธรรมนูญนี้” โดยละเอียด ให้ไปอ่านข้อเขียนของคำนูณ สิทธิสมาน สว.ลากตั้ง ซึ่งมีความเห็นสอดคล้องกันเป๊ะ)
 
ที่ผู้ถูกร้องต่อสู้ว่าไม่มีบทบัญญัติห้ามแก้ไขทั้งฉบับ “เห็น ว่าตามหลักกฎหมายมหาชนแตกต่างกับกฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชนนั้นจะกระทำได้เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ให้กระทำได้เท่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติไว้ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อยกเลิก ล้มล้าง แต่กลับมีบทบัญญัติมาตรา 68 ไว้ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามบุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการล้มล้าง”
 
ตรงนี้ขอ แย้งครับ หลักกฎหมายมหาชนที่ว่าจะกระทำได้ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้ทำเท่านั้น คือหลักกฎหมายปกครอง หมายความว่าการกระทำใดๆ ของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจละเมิดสิทธิประชาชน จะทำได้ต่อเมื่อกฎหมายอนุญาตเท่านั้น ไม่ใช่หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นคนละเรื่องกัน ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกหรอกครับ ที่จะเขียนว่า อนุญาตให้แก้ทั้งฉบับ หรือห้ามแก้ทั้งฉบับ
 
ประเด็นนี้ใครลองไปถามนักกฎหมายมหาชนดู ถามบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ได้ ผมอยากรู้ว่าบวรศักดิ์จะตอบอย่างไร
 
ผู้ถูกร้อง แย้งว่าเคยตั้ง สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มาแล้ว นุรักษ์เห็นว่าทำได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้ายังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติเรื่องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่งจะมีในมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และให้ความสำคัญขึ้นไปอีกในรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเพิ่มเป็นส่วนที่ 13 สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68
 
“ซึ่งเป็นการห้ามบุคคลและพรรคการเมืองกระทำการล้มล้างรัฐ ธรรมนูญนี้ โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีผลให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะกระทำมิได้”
 
โอ้ เอาบทบัญญัติพิทักษ์รัฐธรรมนูญซึ่งต้องการสกัดปฏิวัติรัฐประหาร มาตีความว่าห้ามรัฐสภาแก้ทั้งฉบับ ต้องปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง ถึงทำได้ เหมือนอย่างรัฐประหาร 19 กันยา 49 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ฉีกมาตรา 63 แล้วยกร่างใหม่ทั้งฉบับ อย่างนั้นทำได้ (โดยท่านก็ไปร่างกับเขาด้วย)
 
นุรักษ์ไม่ เอ่ยถึงการทำประชามติแม้แต่น้อย ทำให้ไม่แน่ใจว่า ถ้าประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ลงประชามติท่วมท้นให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะผิดมาตรา 68 ติดคุกกันทั้งประเทศหรือไม่ ซึ่งก็อาจตีความเช่นนั้นได้ เพราะตุลาการผู้นี้ล็อกไว้ว่าทำอย่างไรก็แก้ทั้งฉบับไม่ได้
 
ในประเด็น ที่ 3 และ 4 ตุลาการผู้นี้เห็นว่าการแก้ไขเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมีความผิด แต่ผู้ถูกร้องมิได้มีเจตนา และอาจสำคัญผิด ส่วนที่ไม่ยุบพรรคการเมืองเพราะมาตรา 68 วรรคสามบัญญัติว้า “ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้” ยังมีคำว่า “อาจ” อยู่เลยรอดตัวไป
 
แต่ถ้าลงมติวาระ 3 หลังจากนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย
 
เฉลิมพล
ไม่เอา ก่อนค่อยยกร่าง?
 
เฉลิมพล เอกอุรุ กับสุพจน์ ไข่มุกด์ วินิจฉัยคล้ายกันว่าต้องลงประชามติก่อน
 
“อำนาจใน การก่อตั้งหรือสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น เป็นของปวงชนชาวไทย ร่วมกับพระมหากษัตริย์ซึ่งจะพระราชทานพระบรมราชานุมัติ โดยทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ...”
 
เฉลิมพลอธิบายแบบตามตัวอักษรว่า มาตรา 291 “เป็น การมอบอำนาจจากผู้ทรงอำนาจก่อตั้งหรือสถาปนารัฐธรรมนูญให้รัฐสภาซึ่งเป็น องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” แล้วก็บอกว่า คำว่าแก้ไขเพิ่มเติมหมายถึงการแก้ไขถ้อยคำหรือข้อความ หรือเพิ่มเติมข้อความใหม่เข้าไป แต่ไม่รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐสภาจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่ฉบับเดิมก็เป็นการกระทำที่เกินขอบ เขตอำนาจ ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ทรงอำนาจดังกล่าวก่อน
 
“การจะ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนชาวไทยเสียก่อน โดยต้องจัดให้มีการลงประชามติขอความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนฉบับปี 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เมื่อมีประชามติเห็นชอบด้วยแล้ว จึงจะดำเนินกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้”
 
ย้อนไปเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของอุดมศักดิ์ดูนะครับ
 
ผมประหลาดใจ กับคำวินิจฉัยของเฉลิมพลที่ว่า ต้องลงประชามติก่อน เพื่อ “ขอความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อใช้แทนฉบับปี 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” คำถามคือถ้าประชาชนเห็นชอบ ก็แปลว่าประชาชนไม่เอารัฐธรรมนูญ 50 แล้ว ยังงั้นหรือครับ
 
ท่านกำลังจะบอกว่า ถ้าจะเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องให้ประชาชนบอกว่าไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 เสียก่อน ทั้งที่เรายังไม่รู้กันเลยว่าถ้าร่างฉบับใหม่ออกมาแล้ว ประชามติจะรับหรือไม่ ประชาชนอาจเลือกรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้ก็ได้
 
ท่านกำลัง มองว่า ถ้า 291 ผ่านวาระ 3 เลือกตั้ง สสร.ก็ชัวร์ป้าด ประชามติต้องรับร่างใหม่แน่ ฉะนั้นต้องรีบถามประชาชนก่อนเสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่างนั้นหรือครับ
 
รัฐสภา ไม่ได้ “จัดทำรัฐธรรมนูญแทนที่ฉบับเดิม” ซึ่งเกินขอบเขตอำนาจ แต่รัฐสภากำลังจะให้มี สสร.มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจลงประชามติ ว่าจะเอาแทนที่ฉบับเดิม หรือไม่เอา สาระสำคัญเป็นเช่นนี้ต่างหาก
 
อย่างไรก็ดี แม้บอกว่าการแก้ 291 อย่างนี้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่สาม เฉลิมพลก็เห็นว่าไม่ผิดมาตรา 68 เพราะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่แม้จะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจคาดการณ์ใดๆ ได้ เพราะเป็นเรื่องในอนาคต พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่า ผิดมาตรา 68
 
สุพจน์: ยุบศาลไม่ได้
 
“การตรา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 เป็นกระบวนการที่ได้ผ่านการลงประชามติของผู้ใช้อำนาจอธิปไตยคือประชาชนโดย ตรง ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่เป็นประชาธิปไตยเพิ่มเติมจากหลักการเดิมที่ประชาชน เป็นผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น หากสมาชิกรัฐสภาซึ่งถือเป็นผู้รับมอบการใช้อำนาจมาจากประชาชนจะทำการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ หรือมอบหมายให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ก็จะต้องดำเนินการโดยกระบวนการในลักษณะเช่นเดียวกัน คือการรับฟังประชามติจากประชาชนทั้งหมดในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจโดยตรง รัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญ ไม่สมควรจะมอบอำนาจอันสำคัญและศักดิ์สิทธิ์นี้ไปให้แก่สภาร่างรัฐธรรมนูญโดย ไม่มีการปรึกษาหารือและได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ...”
 
ถามว่า สสร.ได้รับมอบอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรืออำนาจประกาศใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไปจากรัฐสภาหรือเปล่าครับ เปล่าเลย ระหว่างที่ สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมก็ยังอยู่กับรัฐสภานะครับ เพราะมาตรา 291 เดิมยังอยู่ มีปัญหาเร่งด่วนขึ้นมาต้องแก้มาตราใด รัฐสภาก็ยังทำได้ ไม่เกี่ยวกับ สสร.
 
ส่วนอำนาจประกาศใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็อยู่ที่การลงประชามติ หลังยกร่างเสร็จ
 
ท่านสำคัญ ผิดหรือเปล่าครับ คือเหมือนกับคิดว่า พอ 291 ผ่าน มีการเลือก สสร.ก็แปลว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แน่นอน ทำไมไม่มองตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงว่า สสร.เป็นผู้ยกร่างเพื่อ “นำเสนอ” เจ้าของอำนาจตัวจริงคือประชาชน ให้เขาตัดสินใจเลือกระหว่างฉบับเก่าฉบับใหม่
 
คำวินิจฉัย ของสุพจน์ ดูเหมือนกว้างกว่าเฉลิมพลด้วยซ้ำ เพราะยังบอกว่าเมื่อ สสร.รับมอบอำนาจมาจากรัฐสภา ก็ต้องถูกกำหนดขอบเขตและข้อจำกัด คือจะนำอำนาจที่ได้รับมอบไปแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ (เพราะรัฐสภาก็ไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ)
 
ผมว่าศาลน่าจะตั้งประเด็นวินิจฉัยเพิ่มเติม เรื่องอำนาจของ สสร.เสียแล้วละ ถกกันให้แตกเสียก่อนดีไหม ว่า สสร.รับมอบอำนาจจริงหรือ
 
สุพจน์ยัง ขยายประเด็นย่อยว่า ที่รัฐสภาจะมอบอำนาจให้ประธานรัฐสภาแต่ผู้เดียวตรวจสอบความถูกต้องของ เงื่อนไขหลักเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดนั้น ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291
 
แต่ที่น่าดูกว่านั้นคือ ประเด็นที่ 3
 
“...จะมี การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยอิสระ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้จัดทำโครงสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ จะมีการลดทอนพระราชอำนาจ เช่น พระราชอำนาจยับยั้งพระราชบัญญัติ พระราชอำนาจในการอภัยโทษ หรือไม่ แล้วแต่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความเหมาะสม จะมีการปรับปรุงองค์กรฝ่ายตุลาการ หรือยุบรวมองค์กรอิสระที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หรือไม่ ก็ไม่อาจคาดหมายได้ หากมีการลดทอนพระราชอำนาจให้เปลี่ยนไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน องค์กรฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระถูกยุบรวม อาจมีปัญหาว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จ.....”
 
ตุลาการ ผู้เป็นอดีต สสร.50 แสดงทัศนะชัดเจนว่า ถ้ามีการยุบศาล ปรับปรุงศาล หรือองค์กรอิสระ อาจมีปัญหาว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ
 
นี่เราเข้า ใจระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงกันหรือเปล่าครับ ระบอบของท่านเป็นระบอบอะไรแน่ ยุบ ปร้บปรุง ศาล องค์กรอิสระไม่ได้
 
จรูญ: ฟังแล้วงง
 
จรูญ อินทจาร ให้เหตุผลเหมือนนุรักษ์ มาประณีต ว่าต้องมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้อำนาจ
 
หาก รัฐสภากระทำโดยเกินขอบเขตอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่แทนที่ฉบับเดิม จะมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจไว้ จึงมิอาจกระทำได้ แม้แต่ตามหลักกฎหมายมหาชนซึ่งเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ยังถือว่าการใช้อำนาจเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของหน่วยงานรัฐหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ อันมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้น ถ้ากฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ก็ไม่สามารถกระทำได้ และยิ่งเป็นรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ก็ยิ่งต้องถือหลักเช่นนี้เหนือกว่ากฎหมายลำดับรองลงไป หาใช่เป็นไปดังคำเบิกความของพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง ที่ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับ หรือจัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับก็ย่อมทำได้”
 
เห็นชัด อย่างที่ทักท้วงไว้ ท่านเอาหลักกฎหมายปกครองมาอ้าง “การใช้อำนาจเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐ อันมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้น ถ้ากฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ก็ไม่สามารถกระทำได้” นี่คือหลักกฎหมาย ปกครอง หลักนี้เอามาใช้กับรัฐธรรมนูญไม่ได้นะครับ เพราะหลักรัฐธรรมนูญถือว่าปวงชนเป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ถ้าเจ้าของอำนาจต้องการแก้ทั้งฉบับ ก็ไม่จำเป็นต้องมีบทบัญญัติอนุญาตไว้ เปรียบเหมือนเจ้าของบ้านจะรื้อบ้านสร้างใหม่อย่างไรก็ได้นั่นเอง
 
แต่ในขณะที่บอกว่าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่ได้ ตุลาการผู้นี้ก็บอกว่า “อย่าง ไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือจัดทำรัฐธรรมนูญ ขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการพัฒนาการเมืองของ ประเทศให้ก้าวหน้า ย่อมกระทำได้โดยการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่งอาจแสดงออกโดยการลงประชามติ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งได้รับฉันทามติจากปวงชนชาวไทย ผ่านการลงประชามติก่อนที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธย”
 
ตกลงให้ทำประชามติก่อนหรือหลัง ตกลงแก้ทั้งฉบับได้ไหม ผมฟังแล้วยังงงๆ
 
แก้ไม่ได้จะเกิดอะไร
 
คำวินิจฉัย ของตุลาการบางคนที่ห้ามแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ให้แก้รายมาตราได้ เป็นเรื่องตลก เพราะที่รัฐสภาจะแก้มาตรา 291 ยกร่างทั้งฉบับ จริงๆ ก็ไม่ทั้งฉบับเพราะห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 รวม 25 มาตรา แปลว่าแก้เฉพาะ 284 มาตรา จาก 309 มาตรา
 
แต่ถ้า รัฐสภาแก้รายมาตรา จะแก้กี่มาตราก็ได้ 300 มาตราก็ได้ ขอเพียงไม่แตะมาตรา 1 และ 2 ซึ่งบ่งบอกว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยที่ไม่ต้องไปเลือก สสร. ไม่ต้องไปทำประชามติให้ยุ่งยาก
 
อย่างไรก็ดี ถ้าอ่านทัศนะของตุลาการรายบุคคล จะเห็นว่าแม้แต่แก้รายมาตราก็อาจทำไม่ได้ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เพราะอาจล้มล้าง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
 
ข้อสังเกตที่ได้จากการอ่านคำวินิจฉัยส่วนตนคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในทัศนะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอะไรที่ไม่ใช่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อย่างที่เข้าใจกันทั่วไป ไม่ใช่แบบอังกฤษ ไม่ใช่แบบยุโรป ไม่ใช่แบบที่ร่ำเรียนกันมาในคณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ แต่เป็นแบบไหนแน่ ก็ไม่มีความชัดเจน รู้แต่ว่าแฝงทัศนะราชาธิปไตย และตุลาการธิปไตย อยู่เหนือประชาธิปไตย
 
สมมติเช่น หากเสนอให้ประธานศาลฎีกาต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา หรือวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง (แบบเดียวกับประธานศาลปกครองสูงสุด) คุณก็อาจถูกวินิจฉัยว่า “ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เพราะตุลาการจะอ้างว่าได้รับโปรดเกล้าฯ จากในหลวง ทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธย
 
ไม่ต้องพูด ถึงความพยายามจะแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ สมมติเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอนิติราษฎร์ ก็อาจโดนยุบพรรค ล้มรัฐบาล ล้มรัฐสภา ตั้งแต่วาระแรก เพราะศาลรัฐธรรมนูญพร้อมจะขยายการตีความ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาปกป้องอำนาจของตนและขององค์กรอิสระทั้งหลายที่ตุลาการเข้าไปยึดครอง
 
แล้วการเมืองจะมีทางออกอย่างไร หรือต้องมีรัฐประหาร หรือต้องมี “ปฏิวัติประชาชน” จึงแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ อย่างที่นุรักษ์ มาประณีต กล่าวไว้ ซึ่งก็แปลว่าต้องเกิดความรุนแรง เกิดการแตกหักระหว่างขั้วอำนาจ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางรื้อ “ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” โดยสันติ
 
ข้อ สังเกตประการที่สองคือ ตุลาการทั้ง 8 วินิจฉัยแตกต่างกันไปอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ 2 แนวทาง แต่ต่างกันกระจัดกระจายเหมืองแกงโฮะ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ สำหรับนักกฎหมายระดับสูงอย่างนี้ เพราะถ้ายึดหลักเดียวกัน หลักกฎหมายมหาชน หลักรัฐธรรมนูญ ก็น่าจะมีความเห็นต่างแค่ 2 แนวทางในแต่ละประเด็นที่ต้องตีความ
 
ขอฝากไว้ เป็นข้อสังเกต ให้นักกฎหมายไปตรวจสอบดู ผมไม่มีความรู้ขนาดนั้นแต่อ่านแล้วรู้สึกว่าคำวินิจฉัยต่างกันคนละทิศคนละ ทาง เหมือนเรียนกฎหมายมาต่างสำนัก 3-4 สำนักเลยทีเดียว
 
                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    31 ก.ค.55
.............................................

1 สิงหาคม 2555 เวลา 09:21 น.

จดหมายถึง นิติพงษ์ ห่อนาค เรื่อง เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยและงบประมาณสำหรับสถาบันกษัตริย์

ที่มา Thai E-News

 โดย Pruay Salty Head 
1 สิงหาคม 2555

สวัสดีครับ พี่ดี้

เห็นพี่ดี้บ่นเรื่องว่า ไม่อยากจ่ายภาษีเพื่อเป็นเงินเดือนให้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ชอบตั้งคำถามกับสถาบันกษัตริย์ ตามนี้



ผมคิดว่าพี่ดี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ ผมไม่ทราบว่านะครับปีนึงพี่ดี้จ่ายภาษีปีละเท่าไหร่
แต่เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยและงบประมาณสถาบันกษัตริย์เราประชาชนธรรมดาๆไม่ได้เป็นนักวิชาการอะไร
เราก็พอเสิร์ชหาได้ในอินเตอร์เนต พี่ดี้อาจจะไม่มีเวลา ผมเลยลองไปเสิร์ชช่วยหาดูครับ
เว็บไซต์ที่ชาวบ้านๆทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายๆเลยครับ พันทิป กดครั้งแรกก็เจอ ผมคิดว่าเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เชื่อถือได้
ผมเอามาจากกระทู้นี้ครับ
ถ้าพี่ขี้เกียจกดเข้าไปดูอีกผมเอามาแปะให้ดูตรงนี้ก็ได้ครับ
พี่ลองกวาดตาดูตัวเลขคร่าวๆก็ได้ครับถ้าไม่มีเวลา
เงินเดือนอาจารย์จบปริญญาโทบางแห่งไม่ถึง 1 หมื่นบาท สูงสุดไม่เกิน 3 หมื่นบาท
เอาละเราพักตรงนี้ไว้ก่อนที่นี้มาดูงบประมาณสถาบันกษัตริย์ สถาบันที่พี่เทิดทูนบูชา ใครตั้งคำถามใครแตะต้องไม่ได้
เรื่องนี้เราก็หาในอินเตอร์เนตได้ไม่ยากอีกเช่นกัน นี่ผมไม่ได้เอาจากข้อมูลที่ผมเก็บๆไว้เองเลยนะ
เดี๋ยวจะมาหาว่า ก็เอ็งสนใจการเมืองคนทั่วไปใครเขาจะไปมีข้อมูลเหมือนเอ็งได้
ผมเสิร์ชจากคำว่า งบประมาณสถาบันกษัตริย์ ในกูเกิ้ลเลยนะ กดโป๊ะไปมันก็โผล่มาเลย
ไม่เกินลำดับที่ 3 ที่ 4 เราก็เจอเลยพี่ดี้ ผมดูแล้วอันนี้น่าเชื่อถือสุด มีเชิงอรรถให้ค้นต่อได้ด้วยถ้ามีเวลา
ผมเอามาจากลิงค์นี้ครับ
ถ้าพี่ไม่มีเวลาอีก ผมเอามาแปะให้ดูก็ได้ครับ
สำรวจตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 [1] "งบประมาณสำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์" [2] มีรายการดังต่อไปนี้
สำนักราชเลขาธิการมาตรา 25 ข้อ 1 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 525,512,600 บาท
สำนักพระราชวังมาตรา 25 ข้อ 2 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 2,794,957,000 บาท
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาตรา 25 ข้อ 4 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 603,516,900 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆมาตรา 4 (3) ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2,300,000,000 บาทมาตรา 4 (4) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ 600,000,000 บาท
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาตรา 5 ข้อ 1 (2) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 42,606,875 บาท
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาตรา 5 ข้อ 4 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 1,558,064,400 บาท
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมาตรา 6 ข้อ 1 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 65,018,200 บาท
กรมราชองครักษ์มาตรา 6 ข้อ 2 (1) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 615,359,100 บาท
กองบัญชาการกองทัพไทยมาตรา 6 ข้อ 3 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 260,000,000 บาท
กองทัพบกมาตรา 6 ข้อ 4 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 320,000,000 บาท
กองทัพเรือมาตรา 6 ข้อ 5 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 12,246,100 บาท
กองทัพอากาศมาตรา 6 ข้อ 6 (4) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 21,000,000 บาท
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยมาตรา 17 ข้อ 1 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 30,200,000 บาท
กรมโยธาธิการและผังเมืองมาตรา 17 ข้อ 6 (2) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 1,010,092,000 บาท
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตรา 25 ข้อ 7 (3) แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 450,227,800 บาท
รวมจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 สำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสิ้น 11,208,800,975 บาท (อ่านว่า หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยแปดล้านแปดแสนเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาท) [3].
พี่ดูแล้วอาจจะตาลาย ผมเอาตัวเลข Total มาโชว์เลยก็แล้วกันนะครับ
ย้ำอีกที รวมจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 สำหรับรักษาพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งสิ้น 11,208,800,975 บาท (อ่านว่า หนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยแปดล้านแปดแสนเก้าร้อยเจ็ดสิบห้าบาท)
พี่คิดว่ายังไงครับ เราจ่ายงบประมาณให้สถาบันกษัตริย์ปีละ หมื่นกว่าล้านบาท แต่เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จบปริญญาโทคนที่ต่ำสุดอยู่ที่ ไม่ถึง หนึ่งหมื่นบาท
ผมถึงบอกว่าพี่ไม่ต้องกังวลไงครับ เพราะถ้าดูจากข้อมูลนี้ เงินภาษีที่พี่จ่ายนั้นเจือจานไปถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่อคนนั้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ประเทศนี้ทุ่มเทให้สถาบันกษัตริย์
ที่ผมบอกว่าเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นน้อยนิด ผมไม่ได้พูดเองนะครับ เขาก็มีคนลองทำโพลในอินเตอร์เนตนี่แหละครับ ถามกันซื่อๆเลยว่าเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยประเทศนี้น้อยไปหรือเปล่า พี่ลองเข้าไปดูที่เว็บนี้ได้
คนส่วนมากจากโพลบอกว่าน้อยไป จริงๆผมว่าเราไม่ต้องทำโพลก็น่าจะรู้ๆอยู่ว่าเงินเดือนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยประเทศนี้น้อยไปจริงๆ
ที่สำคัญพี่ว่า เราจะสามารถทำโพลเพื่อถามประชาชนบ้างได้หรือเปล่าว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ในแต่ละปีมันมากไปหรือเปล่า พี่ว่าเราจะทำโพลแบบนี้ได้มั๊ยครับ หรือว่าเพราะเป็นสถาบันกษัตริย์เราจึงไม่ควรตั้งคำถามแบบนี้
หวังว่าพี่อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วพี่คงสบายใจได้ว่า ภาษีที่พี่จ่ายไปๆทุกปีนั้น มันถึงมืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่พี่ไม่ชอบน้อยมากๆน้อยกว่าไปถึงมือสถาบัน กษัตริย์อยู่แล้ว
รักษาสุขภาพด้วยนะครับพี่ดี้
จากน้องคนหนึ่ง
ปรวยฯ
ปล. เอ้อลืมถามพี่ไปอีกนิด พี่ว่าประเทศที่ให้เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยมากๆ กับประเทศที่ทุ่มเทงบประมาณให้สถาบันกษัตริย์มากๆ พี่ว่าสองประเทศนี้ ประเทศแบบไหนที่เราจะสามารถฝากอนาคตประเทศชาติและอนาคตลูกหลานของเราไว้ได้ มากกว่ากัน.

สิงหาคม:เดือนแห่งความสุขของคนไทย(ในเมกา)

ที่มา Thai E-News



สิงหาคม:เดือนแห่งความสุขของคนไทย(ในเมกา)


รูปภาพ : ตรงกลาง - หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ผู้กำกับชั้นครู นอกนั้นคือทีมดารานักแสดงจาก "จันดารา" ภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรมแห่งปี หนังที่คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปควรชม ฉาย 6 กันยายน ซ้ายสุด - ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ (หลวงวิสนันท์เดชา), ด้านหลัง - ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ขจร), หน้าซ้าย - นิว ชัยพล จูเลียน พูพาร์ต (เคน กระทิงทอง) อ้าว! แล้วมาริโอ้ (จันดารา) คนไหนล่ะเนี่ย??
หนังดังจ่อเข้าโลง-จันดารา แสดงนำโดยตั๊ก-บงกช โปรโมตโดยกนก รัตน์วงศ์สกุล จ่อคิวลงโลงทั่วประเทศ6กันยายนนี้ ผู้สร้างทำเป็น 2 ภาคให้เป็นภาพยนตร์เกริกเกลียดแห่งสยาม(ขอขอบคุณภาพจากKanok Ratwongsakul Fan Page)

*********
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง
สิงหาคม 2555
โดย นักข่าวชาวรากหญ้า

*5สิงหาวันประชาชุมนุม รวมพลคนเคยเหลือง

*คนไทยใน USA เตรียมตัวต้อนรับทักษิณอย่างยิ่งใหญ่ 11-13 ส.ค.นี้ 

กลุ่มคนเสื้อแดงในอเมริกาจะจัดบู้ทบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรีให้กับผู้มาร่วมงาน


บู้ทที่จัดจะมี 5 บู้ท ติดต่อกันเป็นแผงดังนี้คือ


1. แดงภาคเหนือยูเอสเอ


2. แดงภาคอิสานยูเอสเอ


3. แดงอเมริกาแอลเอ (RED USA-LA)


4. แดงภาคใต้ยูเอสเอ


5. แดงภาคกลาง-ออก-ตก ยูเอสเอ


ที่ประชุมได้ส่งผลรายงานการประชุมของแกนนำเสื้อแดงในแอลเอไปให้ทางทีมงานคุณทักษิณแล้ว


Then….it’s up to you….Mr. Thaksin ว่าอยากพบปะคนไทยที่ไหน



ว่าไปแล้ว...ที่วัดไทย North Hollywood ดีที่สุด ในบริเวณวัดเป็นเสมือนแผ่นดินไทย


งานต้อนรับครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กลบข่าวงานอื่นสำหรับคนไทยทั่วโลกเลย

************



กำหนดการงานครบรอบ  ๖๗  ปี  วันสันติภาพไทย
กิจกรรมภาคบ่าย    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์  เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร
วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๕



.............................................................................. เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. -พิธีเปิดงานครบรอบ ๖๗ ปี วันสันติภาพไทย โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / ผู้แทน วางช่อดอกไม้คารวะเสรีไทยและผู้เสียชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ณ สวนประติมากรรม กำแพงประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ -วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสันติภาพ เดินจากสวนประติมากรรมมาที่จุดชมนิทรรศการ ด้านหลังข้างตึกโดม (ด้านสนามฟุตบอล) -ชมนิทรรศการ เรื่อง “ขบวนการเสรีไทยเพื่อเอกราชอธิปไตยของชาติ” ณ บริเวณด้านหลังข้างตึกโดม (ด้านสนามฟุตบอล) เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. -ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒ -ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง (ร่าง) “การปรองดองของขบวนการเสรีไทย ในสงครามโลกครั้งที่ ๒” โดย ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร เวลา ๑๔.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. -เสวนาวิชาการเรื่อง “การหลอมความหลากหลายเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันของขบวนการเสรีไทย” โดย ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ศาสตราจารย์ภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และนายกษิดิศ อานันทนธร นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินรายการโดย อาจารย์วิภา ดาวมณี เวลา ๑๗.๐๐ น. จบรายการ

"อนุสรณ์" ยัน "มาร์ค" หนีทหารพบพิรุธอื้อ กดดัน "ศรีราชา" พิสูจน์ข้อเท็จจริง

ที่มา uddred

  แนวหน้า 2 สิงหาคม 2555 >>>






นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาหนีการเกณฑ์ทหารว่า วันนี้ต้องยอมรับ เรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์จบไปแล้วจริงๆ เพราะแม้นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ไปรับการตรวจเลือก แต่ไม่ได้หนีทหาร วันนี้เรื่องจึงเดินมาถึงการต่อสู้กันในหลักฐานว่าด้วยการไม่เข้ารับการตรวจ เลือกทหารที่ขัดแย้งกันเอง มีปมพิรุธมากมายตนได้รับการยืนยันจากทางกองทัพว่า ยังคงเก็บรักษาหลักฐานเหล่านั้นไว้อีกหลายรายการ ซึ่งตามหลักฐานที่มีอยู่ถือว่าชัดเจนมาก ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเก่า เพราะครั้งนี้มีการเปิดหลักฐานออกมามากกว่าทุกครั้ง เช่น สด.9 ที่จนถึงป่านนี้ก็สงสัยว่า ทำไมไม่เอาตัวจริงมายืนยันเสียที หรือการลาไปอยู่อังกฤษรวม 221 วัน ในขณะที่มีชื่อเป็นอาจารย์ โรงเรียนนายร้อย จปร. มีเวลาทำงานเพียง 35 วัน ซึ่งก็ไม่ได้สอนหนังสืออะไร แต่นักเรียนนายร้อยในอดีตเล่าให้ตนฟังว่า นายอภิสิทธิ์ เคยโดนนักเรียนนายร้อยโห่ไล่หลายครั้งในห้องเรียน เนื่องจากชอบพูดกระแนะกระแหนทหาร กระทรวงกลาโหมมั่นใจว่า สามารถดำเนินการกับนายอภิสิทธิ์ได้จริง และขณะนี้เอกสารรายละเอียดรวมทั้งพยานบุคคล ได้ส่งถึง นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 55 แล้ว ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายศรีราชา ว่า จะพิจารณาออกมาเป็นอย่างไร เพราะได้ตรวจสอบเอกสารทั้งฝ่าย รมว.กลาโหม และ นายอภิสิทธิ์ สัปดาห์หน้า นายศรีราชา อาจมีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/08/55 เอาหัวใจเป็นอาวุธ...เอาน้ำใจไปดับไฟ

ที่มา blablabla

โดย 

ภาพถ่ายของฉัน




3 จังหวัด ชายแดนใต้ ไฟลุกท่วม
จงหล่อรวม ดวงใจ ส่งไปถึง
เสียงระเบิด เสียงปืนดัง ยังอื้ออึง
เสมือนหนึ่ง แดนเถื่อน ไม่เลือนจาง....


เอาหัวใจ เป็นอาวุธ ต้องผุดผ่อง
เพื่อนพี่น้อง ร่วมด้วย ช่วยสะสาง
ความหวาดหวั่น มากมี ทุกที่ทาง
มาซ่อมสร้าง สิ่งบอบช้ำ ด้วยน้ำใจ....


เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา อย่าท้อถอย
ลบภาพรอย เจ็บร้าว คราวหวั่นไหว
ซับน้ำตา ที่เจิ่งนอง พี่น้องไทย
รวมพลัง ช่วยดับไฟ ให้มอดลง....


คืนความสุข สวัสดี ที่หดหาย
ทั้งเจ็บตาย พลัดพราก จากพิษสง
ช่วยหนุนเกื้อ โอบอารีย์ ที่มั่นคง
เจตจำนง ด้วยน้ำใจ ใต้ร่มเย็น....


หลายเรื่องลับ ซับซ้อน ที่ซ่อนเงื่อน
ทั้งบิดเบือน แอบแฝง จำแลงเร้น
ขอเติมใจ ให้ความหวัง ดั่งเคยเป็น
ดับทุกข์เข็ญ ณ แดนใต้ ได้เร็ววัน....


๓ บลา / ๒ ส.ค.๕๕

Tuesday, July 31, 2012

ลุ้นศาลไทย คว้าชัย โอลิมปิก !

ที่มา Voice TV

 ลุ้นศาลไทย คว้าชัย โอลิมปิก !



วีรพัฒน์ ปริยวงศ์  นำเสนอบทความ และมุมมองต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการมุ่งแต่เอาชนะกัน

     ผมกลับจากการไปพักผ่อนที่เชียงใหม่เมื่อวาน ไม่พลาดโอกาสทานกาแฟกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ วันนี้กลับมาประชุมทำงานที่กรุงเทพ แล้วพรุ่งนี้จะไปหมู่เกาะอ่าวไทย เพื่อบรรยายวิชาการเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

     การได้สูดอากาศบนดอยสีเขียว แล้วเตรียมไปรับลมทะเลสีคราม ชมความงานของบ้านเรา ได้คิดได้คุยในสิ่งที่เราสนใจ ฟังดูน่าจะมีความสุข

     แต่วันนี้ ผมกลับ 'มึนหัว'  ตึบ ตึบ ตึบ ทั้งที่ไม่ได้เมารถขึ้นเขา หรือเมารือลงทะเล

     แต่ผม 'มึน' กับ 'ความพิสดาร' ของ 'คำวินิจฉัยส่วนตน' ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องการทำประชามตินั้น ตุลาการ 8 ท่าน มีความเห็นแตกออกเป็น 4 ฝ่าย ซึ่งเมื่ออ่านรวมกันแล้ว ก็พบว่าขัดแย้งกับ 'คำวินิจฉัยกลาง' ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ (ผมอธิบาย 'ความมึนเบื้องต้น' ไปแล้วที่ http://bit.ly/8Jesters)

     ยิ่งมานั่งอ่านทีละบรรทัด ยิ่งมึน ยกตัวอย่าง ท่านประธานศาล เขียนย่อหน้าหนึ่ง บอกว่า การที่สภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 'การใช้สิทธิเสรีภาพ' แต่พอมาอีกย่อหน้าในหน้าเดียวกัน กลับบอกว่าเป็น 'การใช้อำนาจ' ของรัฐสภา

     มึนแล้วไม่พอ ผมรู้สึก 'คลื่นไส้' เมื่อเห็น 'สำนักงานศาล' มาวิ่งไล่แจ้งความเอาผิดประชาชน แถมเขียนขู่อีกว่าจะไปแจ้งความดำเนินคดี เพิ่มอีก (ดูใบข่าวของศาลได้ที่ http://bit.ly/CCsuites )

กรณี เจ๋ง แจกเบอร์ 

     กรณี คุณเจ๋ง ดอกจิก ที่ไปแจกชื่อแจกเบอร์โทรศัพท์ของครอบครัวตุลาการ ผมว่าคุณเจ๋ง ทำแย่มากนะครับ

     หาก 'ครอบครัว' ตุลาการถูกคุกคามให้เดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ผมสนับสนุนให้ครอบครัวตุลาการใช้สิทธิดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายจากคุณ เจ๋งได้เต็มที่

     แต่หากมองจากมุมของ 'ศาล' ซึ่งมีทั้งอำนาจ ทั้งสื่อ และกองรักษาความปลอดภัยที่ประชาชนจัดให้แล้ว ข้อที่ไม่ควรลืมคือ คุณเจ๋งได้ขอโทษศาลไปแล้ว และสังคมรวมทั้งสื่อ ก็ร่วมกันลงโทษคุณเจ๋งไปแล้ว แม้แต่แกนนำเสื้อแดงก็ลงโทษคุณเจ๋งด้วย ไม่ว่าจะโดยคำต่อว่า คำด่า หรือคำขู่  ผู้เขียนเองเดาว่า เหตุที่คุณเจ๋งได้ขอโทษ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะถูก "ผู้ใหญ่ต้นสังกัด" ตำหนิต่อว่าเช่นกัน

     แต่ก็ไม่เห็นคุณเจ๋งเขาจะไปไล่แจ้งความเอาผิดใครที่มาต่อว่าด่าทอ ทั้งที่ คุณเจ๋งเป็นประชาชนคนธรรมดาไม่มีอำนาจอะไร

     ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตุลาการท่านเอง ก็ยังมิได้ติดใจไปแจ้งความ แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?

กรณีประชาชนชุมนุมขุ่มขู่ศาล

     ส่วนประชาชนที่ไปประท้วง ปราศรัย ชุมนุมข่มขู่ศาล ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้สนับสนุนเห็นชอบอะไร

     แต่ผมเชื่อว่า สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมแสดงความเห็น เพื่อต่อต้านหรือประท้วงการใช้อำนาจของรัฐ แม้มันจะดุเเดือด เผ็ดร้อน หยาบคาย หรือไม่เรียบร้อยเพียงใด แต่ก็เป็นความจำเป็นต่อประชาธิปไตย เพราะประชาชนคนธรรมดา อาจไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะไปขอพื้นที่จากสื่อ หรือเรียกให้นักการเมืองมาเป็นตัวแทนของเขาในทุกเรื่อง

     การแสดงออกเหล่านี้เอง คือ 'ท่อหายใจ' ที่พื้นฐานที่สุด ของประชาชน ที่จะขอความสนใจจากผู้มีอำนาจ รวมทั้งสื่อ และเพื่อนประชาชนด้วยกัน เพื่อให้ตนเองได้มีส่วนร่วมทางการเมือง

     ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานปรากฏชัดว่า เรามีตุลาการที่เข้มแข็งอาจหาญ ตัดสินคดีไปตามที่ท่านเห็น แม้สังคม รัฐสภา หรือนักวิชาการ หรือแม้แต่สื่อต่างประเทศ จะท้วงท่านอย่างไร ท่านก็ไม่เอนเอียงตามแรงกดดัน แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?

กรณีแจ้งความว่า ประชาชนแจ้งความเท็จ

     สิ่งที่ผมมองว่าเลวร้ายที่สุด คือ การที่สำนักงานศาลไปแจ้งความกลับ เพื่อเอาผิดประชาชนที่ไปแจ้งความเอาผิดศาลว่าศาลใช้อำนาจโดยมิชอบ

     ก็ถ้าประชาชนแจ้งความท่าน สุดท้ายคนที่จะเอาผิดท่านได้ ก็คือ ลูกหลานตุลาการของท่านเอง มิใช่หรือ ?

     สำนักงานศาล รวมถึงตำรวจที่รับแจ้งความ โปรดไปศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ดี หากประชาชนแจ้งความตามที่เชื่อโดยสุจริตก็ดี หรือแจ้งตามสภาพที่พบเห็นโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงก็ดี ศาลฎีกาได้ตีความเป็นบรรทัดฐานเสมอมาว่าไม่เป็นความผิด เช่น ฎีกาที่ 1050/2514, 3025/2526, 4669/2530 หรือ 1173/2539

ท่านกลัวว่าท่านจะทำผิดจริง ?

     ก็ท่านเป็นถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านตีความกฎหมายผูกพันทุกองค์กร รวมถึงตำรวจ  ป.ป.ช. หรือแม้แต่ ศาลฎีกา ถ้าท่านสุจริตใจ ทำตามอำนาจกฎหมายที่ท่านมี ท่านจะไปกลัวอะไรครับ ?

     ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา แม้เป็นเจ้าของอำนาจ แต่ก็มอบให้คนอื่นไปจนตนเองเหลือน้อยนิด ได้แต่มองดูนักการเมืองที่นอบน้อมต่อคำวินิจฉัยของศาล ขนาดสภายังชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ศาลสั่ง แล้วหากประชาชนไม่พึ่งความเห็นและเสียงของตนเอง แล้วจะให้ไปพึ่งใคร ?

ท่านกลัวสังคมเข้าใจท่านผิด ?

     ไม่ต้องกลัวครับ เพราะท่านมี 'สื่อ' ที่คอยบริการ 24 ชั่วโมง รายงานทุกความเคลื่อนไหวของท่าน ตอนท่านอ่านคำวินิจฉัย ก็ถ่ายทอดสดรายงานทั่วประเทศ ทุกช่องอยากขอสัมภาษณ์ตุลาการ ท่านไม่มาก็มีนักวิชาการคอยมาฟังและอธิบายแทนท่าน แม้แต่ท่านประธานศาลพูดอะไรสั้นๆ 1 ประโยค ก็กลายเป็นคำพาดหัวหนังสือพิมพ์ได้ทุกฉบับ สิ่งที่ท่านเขียนไว้ในราชกิจจานุเบกษา ก็ถูกส่งไปพิมพ์ขึ้นมาโดยเงินภาษีประชาชน

     ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชน ที่ไม่มีอำนาจจะไปตีฆ้องร้องป่าวให้สื่อและสังคมหันมาสนใจมุมมองที่เขามอง ความไม่ยุติธรรมในสังคม

ท่านกลัวการถูกข่มขู่ ?

     ไม่ต้องกลัวครับ ประชาชนได้พร้อมใจจ่ายภาษีเพื่อให้ท่านมีความปลอดภัย มีเฮลิคอปเตอร์ และกองกำลังที่คุ้มครองท่าน และประชาชนอย่างผมและอีกหลายคน รวมถึงสื่อที่คอยติดตามเฝ้าระวังแทนท่าน ก็พร้อมจะออกมาต่อต้านผู้ใดก็ตามที่จะไปทำร้ายท่าน โดยที่ท่านเองไม่ต้องลำบากไปทำอะไร

     ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา ที่พอวิจารณ์ศาลหรือผู้มีอำนาจมาก ก็ถูกดักรุมทำร้ายได้ตลอดเวลา แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังมีลูกศิษย์มากมาย ยังถูกดักทำร้ายได้ง่ายๆหน้าตึกที่ตัวเองทำงาน

ท่านกลัวการเป็นคู่ความ ?

     หากมีอะไรที่จะพอเป็นเหตุเป็นผลให้ตุลาการกลัว ก็คือกลัวการเป็นคู่ความฟ้องคดีเอง เพราะกลายเป็นว่า หากวันใดมีคดีมาสู่ศาล ก็อาจถูกหาว่าตนมีส่วนได้เสีย จนทำให้ต้องถอนตัว และพลาดโอกาสใช้อำนาจเอาคืนประชาชนอย่างน่าเสียดาย

ตุลาการไทย ทำลายสถิติโอลิมปิก ?

     จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมจึงเห็นว่า มันไร้สาระมาก หากเราจะมานั่งเถียงกันว่า สำนักงานศาลก็มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อปกป้องตุลาการมิใช่หรือ

     เราลองดู 'ฝ่ายบริหาร' หรือ 'ฝ่ายนิติบัญญัติ' ที่ถูกประชาชนข่มขู่ เหยียดหยาม จ้องเอาผิด กันอยู่ทุกวัน  ผมก็ไม่เห็นสำนักนายกฯ หรือ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะมาไล่ฟ้องประชาชน เพราะเขายอมรับว่า ประชาชนต้องตรวจสอบบุคคลสาธารณะผู้ใช้อำนาจได้

     หากกรณีใดที่ประชาชนทำแรงเกินไป หรือส่วนตัวเกินไป ก็ต้องเป็นตัว นายกฯ หรือ ประธานสภาฯ เอง ที่จะไปฟ้องคดีเอาผิด ไม่ใช่ให้สำนักงานราชการมาใช้เงินภาษีของประชาชนมาเอาผิดประชาชน

      สิ่งที่ร้ายที่สุดจะเกิดเมื่อ 'ประชาชน ด้วยกันเอง' ไปหลงผิดยอมรับว่า การที่ผู้ใช้อำนาจมาฟ้องประชาชนนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทำได้ง่ายๆ เพราะหากหลงคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับประชาชนยอมรับให้ผู้ใช้อำนาจสามารถคุกคามข่มขู่ให้ประชาชนกลัว จนไม่อยากตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ผู้ใช้อำนาจในที่สุด ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่ทำกัน หมายถึง ประชาชนเองที่เจริญแล้ว ก็ต้องไม่ไปหลงผิดคิดกลัวตามไปด้วย

     ดังนั้น ในปีนี้ หากจะมีการประชุมตุลาการนานาชาติที่มีตุลาการจากแต่ละประเทศมาประชุมร่วมกัน (ซึ่งประชาชนจ่ายภาษีให้ตุลาการไทยได้บินไปประชุมอยู่ทุกปี) ท่านเลาธิการสำนักงานศาล น่าจะลองขอเบิกงบไปประชุมด้วย เพื่อไปถามตุลาการจากทั่วโลกว่า สำนักงานศาลบ้านเขา หรือแม้แต่ตัวตุลาการเขาเอง มาวิ่งไล่ฟ้องประชาชนของเขาในเรื่องไร้สาระแบบนี้ กันปีละกี่คดี ?

     เพราะไม่แน่ว่า อาจมีการทำลายสถิติโลก ในประเภทกีฬา 'ชกประชาชน' !

     แม้ว่าคุณภาพผู้ชก อาจเป็นเพียง 'มือสมัครเล่น' ก็ตาม.

บทความโดย
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ 
นักกฎหมายอิสระ 
http://www.facebook.com/verapat
31 กรกฎาคม 2555 เวลา 18:26 น.

ศาล รธน.ยกเลิกคำสั่งให้รัฐสภาชะลอโหวตแก้ รธน.วาระ 3

ที่มา Voice TV

 ศาล รธน.ยกเลิกคำสั่งให้รัฐสภาชะลอโหวตแก้ รธน.วาระ 3



โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เผย ศาลยื่นหนังสือ แจ้งสภา ยกเลิกคำสั่งชะลอลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 แล้ว ชี้ ลงมติได้ขึ้นกับดุลพินิจ
 
 
วันนี้ (31 ก.ค.55 ) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 1 สิงหาคม สมาชิกรัฐสภามีข้อถกเถียงกันว่าจะสามารถดำเนินการลงมติร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระ 3 ได้หรือไม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ชะลอการลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้ประธานรัฐสภาได้ดำเนิน การเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระที่ 3 ได้ต่อไป
 
 
ด้านนายสมฤทธิ์ ไชยวงค์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ยื่นหนังสือแจ้งยกเลิกคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระที่ 3 ไปถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม หากรัฐสภาต้องการที่จะลงมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระที่ 3 ก็สามารถกระทำได้ แต่ก็อยู่ที่ดุลพินิจของรัฐสภาว่าดำเนินการหรือไม่
 
 
Source :  มติชนออนไลน์  /  VoiceTv (Image)
31 กรกฎาคม 2555 เวลา 16:57 น.

โพล เผย ผู้หญิงชู “ยิ่งลักษณ์” เป็นนักการเมืองในดวงใจ เก่ง บุคลิกดี เรียบร้อย

ที่มา uddred

 มติชน 31 กรกฎาคม 2555 >>>




วันที่ 1 สิงหาคม เป็นวันสตรีไทย ที่มุ่งเน้นเชิดชูบทบาทหน้าที่ที่มีความสำคัญต่อสังคมไทยในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะมิติทางการเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของประเทศ เหตุการณ์ต่างๆที่วุ่นวาย สับสนทางการเมืองล้วนมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการสร้างความน่าเชื่อถือและการ พัฒนาประเทศ ผู้หญิงในปัจจุบันต่างมีบทบาททางการเมืองทั้งทางตรงที่เข้ามาเป็นนักการ เมืองและทางอ้อมในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน  เพื่อสะท้อนความคิดเห็นและความคาดหวังของสตรีที่มีต่อการเมืองไทย ณ วันนี้  “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นเฉพาะผู้หญิงจากทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,463 คน  ระหว่างวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2555  สรุปผลดังนี้
            
1.  ความสนใจเรื่องการเมืองไทย ของ “ผู้หญิง” ณ วันนี้

อันดับ 1 ค่อนข้างสนใจ 43.06%เพราะ  สื่อต่างๆมีการติดตามและนำเสนอข่าวสารการเมืองตลอดเวลา ,ประชาชนมีส่วนร่วมและพูดคุยเรื่องการเมืองมากขึ้น  ฯลฯ
อันดับ 2 ไม่ค่อยสนใจ 36.84%เพราะ   ไม่มีเวลา ต้องทำงาน , ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง ประชาชนก็ยังต้องพึ่งตัวเองเหมือนเดิม ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่สนใจ 11.01%เพราะ   ไม่ชอบ ,เบื่อการเมืองไทย ,การเมืองไทยมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ ไม่พัฒนา ฯลฯ
อันดับ 4 สนใจมาก   9.09%เพราะ  การเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและในทุกๆด้านโดยเฉพาะ เรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ฯลฯ

2.  การเมืองไทย วันนี้มีอะไร ? “ดี”  ที่ “ผู้หญิง” พึงพอใจ
อันดับ 1 มีนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น เช่น ขึ้นเงินเดือน ค่าจ้าง รถคันแรก เรียนฟรี รถเมล์ฟรี ฯลฯ 55.10%
อันดับ 2 ผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น /มีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ที่ดีระหว่างประเทศ 26.53%
อันดับ 3 ประชาชนมีความสนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองกันมากขึ้น/ทุกภาคส่วนมีการตรวจสอบมากขึ้น 18.37%

3.  การเมืองไทยวันนี้มี “ปัญหาเร่งด่วน”อะไรบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข
อันดับ 1 ปัญหาเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชน /ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่พอใช้ 38.37%
อันดับ 2 การสร้างความปรองดองในบ้านเมือง /ทั้งประชาชนและนักการเมืองมีความสมัครสมานสามัคคี 31.43%
อันดับ 3 เรื่องสำคัญๆ เช่น การทุจริต คอร์รัปชั่น ยาเสพติด การศึกษา และการแก้ปัญหาน้ำท่วม ฯลฯ 30.20%


4.  “นักการเมือง” ที่เป็นขวัญใจ ของ “ผู้หญิง” ณ วันนี้ คือ
อันดับ 1 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร 60.53%เพราะ   เป็นผู้หญิงเก่ง มีบุคลิกดี กริยามารยาทเรียบร้อย ,มีความเสียสละต้องแบกรับภาระอย่างหนักในการดูแลประเทศชาติและประชาชน ,บทบาทของแม่และผู้นำประเทศ ฯลฯ

อันดับ 2 คุณปวีณา หงสกุล 19.74%เพราะ   เป็นคนดี จิตใจดี ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ,เป็นที่รู้จักและเป็นที่พึ่งของประชาชน ฯลฯ
อันดับ 3 คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 17.11%เพราะ   มีความเชื่อมั่นในตัวเอง บุคลิกคล่องแคล่ว พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ,เป็นผู้หญิงแกร่ง ทำงานได้เท่าเทียมกับผู้ชาย ฯลฯ
อื่นๆ เช่น รังสิมา รอดรัศมี ,จิตติมา ฉายแสง ,ลีลาวดี วัชโรบล ,คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ,
ศันสนีย์ นาคพงศ์  เป็นต้น   2.62%

   5.  “การเมืองไทย” ณ วันนี้ “ผู้หญิง” ควรมีส่วนร่วมอย่างไร? จึงจะทำให้การเมืองไทยดีขึ้น
อันดับ 1 การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย เช่น การใช้สิทธิเลือกตั้ง การสมัครเป็นผู้แทนในระดับต่างๆ        การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะหรือเวทีต่างๆ 55.45%
อันดับ 2 ให้ความสนใจการเมืองและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด /มีความรู้ที่ถูกต้องและสามารถอธิบาย
ให้ผู้อื่นเข้าใจได้  30.49%
อันดับ 3 ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจสตรีที่มีบทบาททางการเมืองด้วยกัน 14.06%

 6.  สิ่งที่ “คาดหวัง” อยากให้การเมืองไทยพัฒนาไปได้เทียบเท่าประเทศต่างๆที่เจริญแล้ว คือ
อันดับ 1 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศชาติ เศรษฐกิจ สังคม ให้เจริญก้าวหน้าเป็นสากลเหมือนต่างชาติ 38.27%
อันดับ 2 นักการเมืองมีคุณธรรม จริยธรรม /การทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ 32.14%
อันดับ 3 การเมืองมีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตย ให้ความสำคัญและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 29.59%

 7.  “อนาคตการเมืองไทย” ควรฝากไว้กับใครบ้าง?
อันดับ 1 ประชาชนคนไทยทุกคน 53.49%
อันดับ 2 ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน /นักการเมือง /ส.ส. ส.ว.  21.71%
อันดับ 3 เด็กและเยาวชนไทย 13.18%
อันดับ 4 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น ครู อาจารย์ ทหาร ตำรวจ  อัยการ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น 11.62%