WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 3, 2012

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: มาตรา 112 กับการล่าแม่มดครั้งใหม่

ที่มา ประชาไท

 

ในสมัยกลางของยุโรป เมื่อคริสตศาสนายังคงเป็นความคิดอันครอบงำ ชนชั้นปกครองและพระชั้นสูงในสมัยนั้น รักษาอำนาจโดยการอ้างอิงตนเองว่า เป็นผู้ศรัทธาต่อพระเจ้าอันแท้จริง และกล่าวหาคนที่คิดต่างว่า เป็นพวกแม่มด ต้องถูกลงโทษโดยการเผาทั้งเป็น ผลจากกรณีนี้ทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ถูกสอบสวนและถูกลงโทษ เมื่อเวลาผ่านไป มาตราการล่าแม่มดเช่นนี้ ถือว่าเป็นมาตราการป่าเถื่อนจึงถูกยกเลิก เสรีภาพในด้านความคิดความเชื่อจึงเป็นที่ยอมรับ และชาวยุโรปก็จะเลิกบังคับให้คนคิดและศรัทธาในแบบเดียวกัน
แต่ในกรณีของประเทศไทย การล่าแม่มดยังคงดำเนินการอยู่ กรณีล่าสุด เริ่มต้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่ศาลเองไปทำการละเมิด อำนาจนิติบัญญัติ ด้วยการใช้คำสั่งให้รัฐสภายุติการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่จะต้องมีการลงมติในวาระที่สาม ในวันนั้น กลุ่มประชาชนฝ่ายขวาหลายกลุ่มที่ให้การสนับสนุนศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกตนเองว่า กองทัพปลดแอกประชาชน ได้ไปชุมนุมกันที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยอ้างเหตุผลว่าจะปกป้องศาล ซึ่งในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เสนอข้อวินิจฉัยอันไร้สาระออกมาชุดหนึ่ง แต่ปัญหาของเหตุการณ์ไม่ได้อยู่ที่คำวินิจฉัย หากแต่อยู่เหตุการณ์หน้าศาล ดังที่เอเอสทีวีรายงานว่า
“ในระหว่างที่กลุ่มกองทัพปลดแอกประชาชน จะให้สื่อมวลชนบันทึกภาพในพิธีอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ มาร่วมในการบันทึกภาพ ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อมีหญิงสูงอายุคนหนึ่ง ทราบชื่อภายหลัง นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 63 ปี ได้เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาตรงไปยังผู้ที่อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนที่จะกระทำการอันมิบังควรกับพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งผู้ถือได้ชูอยู่เหนือ ศีรษะ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก”
เหตุการณ์นี้เองได้กลายเป็นที่มาของการล่าแม่มดครั้งใหม่ เพราะกลุ่มพลังฝ่ายขวาทั้งหลายได้ถือโอกาสนำมาเป็นเรื่องสร้างกระแสติดตาม และสำแดงพลังคุกคาม โดยส่วนหนึ่งก็ได้นำเรื่องนี้มาโจมตีกล่าวหาฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และโจมตีไปถึง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาว่า ไม่สนใจติดตามตัวคุณฐิตินันท์มาดำเนินคดี แม้ว่าจะมีรายงานข่าวว่า คุณฐิตินันท์เป็นบุคคลไม่ปกติ มีอาการทางประสาท ทั้งเป็นผู้สูงอายุแล้ว แต่กลุ่มฝ่ายขวาก็ยังคงไม่ละเว้น ยังคงกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเล่นงานคุณฐิตินันท์ให้เป็นเหยื่อกรณี 112 อย่างปราศจากความเมตตา และยังโจมตีไปถึงสื่อกระแสหลัก เช่น ไทยรัฐ มติชน และ โทรทัศน์ช่องต่างๆ รวมไปถึงรายการของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ว่ามิได้อนาทรร้อนใจต่อพฤติกรรมมิบังควรของหญิงชรารายนี้
เหตุผลในการติดตามไล่ล่าคุณฐิตินันท์ครั้งนี้ กลุ่มฝ่ายขวาก็กระทำเช่นเดิม คือโจมตีคุณฐิตินันท์ว่าเป็นคนชั่ว หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ นำรูปมาขึ้นปกแล้วเปรียบเทียบว่าเป็น “เห็บหมา” พวกฝ่ายขวาพยายามอ้างตนเองเป็นผู้มีความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้งยิ่งกว่าใคร และได้แสดงความเห็นในทางที่ไม่เชื่อว่า คุณฐิตินันท์จะเป็นผู้มีอาการป่วย แต่กล่าวหาไปว่า ทางการตำรวจใช้ข้ออ้างนี้ในทางที่จะไม่ดำเนินคดี เช่นในการชุมนุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาได้นำหุ่นแทนตัว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นำใส่โลงศพจำลอง มายังบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนทำการฌาปนกิจ ด้วยการฉีดสารเคมีแทนการเผาหุ่น เพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่ต้องการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ไม่ดำเนิน คดีกับกลุ่มคนที่กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
 ในการติดตามไล่ล่าแม่มดครั้งนี้ ได้นำเอาประวัติของคุณฐิตินันท์มาเปิดเผยว่า เป็นชาวอำเภอพล ขอนแก่น และเปิดร้านอาหารที่เมืองไครสเชิร์ส ประเทศนิวซีแลนด์ อ้างกันว่ามีเฟสบุคในโลกไซเบอร์ และมีการกดไลค์เพจของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นเพื่อนกับอดิศร เพียงเกษ และขวัญชัย ไพรพนา มีรายการดนตรีโปรดปรานคือ วิสา คัญทัพด้วย และยังคลิกไลค์เพจ “รวมพลังสนับสนุนการทำงานของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง” ทั้งที่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เป็นพฤติกรรมอันผิดกฎหมายแต่อย่างใด
กรณีที่คุกคามอย่างมาก คือเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม กลุ่มฝ่ายขวาจำนวนหนึ่งได้ไปรวมกลุ่มกันถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อมีข่าวว่า คุณฐิตินันท์จะเดินทางกลับนิวซีแลนด์ ผู้ชุมนุมฝ่ายขวาอ้างว่า ต้องการไปยุติการเดินทาง เพราะทราบมาว่า คุณฐิตินันท์จะเดินทางด้วยเครื่องบินของการบินไทยในเวลา 18.40 น. และยังบางกระแสข่าวระบุว่า กัปตันของการบินไทยที่ทำหน้าที่ในไฟลต์บินดังกล่าวได้ประกาศว่า เขาและลูกเรือจะไม่ทำการบิน หากนางฐิตินันท์มีรายชื่อเป็นผู้โดยสาร เพราะถือว่าเป็นบุคคลวิกลจริต ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมสถานการณ์อยู่ ได้บอกต่อประชาชนที่มาประท้วงว่า นางฐิตินันท์ ไม่ได้มาเช็กอิน แต่อยู่โรงพยาบาล ซึ่งเมื่อแน่ใจว่า นางฐิตินันท์ไม่ได้เดินทางกลับนิวซีแลนด์ ประชาชนที่ไปรวมตัวดักรอนางฐิตินันท์ จึงสลายตัวในเวลาต่อมา
ปรากฏว่า พ.ต.อ.พงษ์ สังข์มุรินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ยืนยันว่า ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อคุณฐิตินันท์แล้ว พร้อมควบคุมตัวส่งโรงพยาบาลศรีธัญญา เนื่องจากมีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว ต่อมาได้นำตัวส่งสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์และอายัดตัวไว้เพื่อตรวจสอบสภาพ จิต จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ประกอบกับพาสปอร์ตของคุณฐิตินันท์ยังอยู่กับพนักงานสอบสวน ส่วนตั๋วเครื่องบินเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ นั้นเป็นการซื้อตั๋วแบบไป – กลับ ราคาประหยัด หากไม่ได้เดินทาง ก็จะเป็นการยกเลิกไปโดยปริยาย และมีการสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ไปแล้ว 3 ปาก รวมถึงสอบปากคำสามี และบุตรชายของนางฐิตินันท์ ซึ่งระบุว่า ช่วงหลัง นางฐิตินันท์ไม่ค่อยรับประทานยา พร้อมนำตัวอย่างยามอบให้พนักงานสอบสวนด้วย
กรณีนี้จึงอธิบายได้ว่า คุณฐิตินันท์ก็ตกเป็นเหยื่ออีกกรณีหนึ่งของกรณีมาตรา 112 ที่เริ่มต้นจากฝ่ายพันธมิตรประชาชนโดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่อ้างเอาสีเหลืองของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มของตน เพื่ออ้างอิงผูกขาดความภักดี และใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการ เมืองและใส่ร้ายบุคคลที่มีความคิดต่าง และต่อมาในสมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็มีการขานรับการดำเนินการของฝ่ายเสื้อเหลือง โดยกวาดจับประชาชนจำนวนมากในข้อหาความผิดตามมาตรา 112
พร้อมกันนั้น สื่อมวลชนของฝ่ายเสื้อเหลืองและฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ใช้วิธีปลุกระดมประชาชนให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังผู้ที่มีความคิดต่าง โดยดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นข้ออ้างตลอดเวลา ในระยะที่ผ่านมาจึงมีผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ต้องตกเป็นเหยื่อตามข้อกล่าวหาในมาตารานี้ ตัวอย่างเช่น กรณีของ คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข คุณสุรชัย ด่านวัฒนุสรณ์ และ คนอื่นอีกหลายคน และยังมีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกขังจนถึงแก่กรรมในคุกมาแล้ว เช่น กรณีคุณอำพน ตั้งนพคุณ
ปัญหาคือ การเคลื่อนไหวปลุกเร้าประชาชนลักษณะนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดพุทธิปัญญาแต่อย่าง ใด และยิ่งไม่เป็นผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กลับยิ่งทำให้เกิดความงมงายคับแคบ คิดและศรัทธาแบบเดียวตายตัว เห็นคนที่คิดต่างเป็นศัตรูที่ต้องกวาดล้างทำลาย ย้อนกลับไปในเมื่อปี พ.ศ.2519 กลุ่มฝ่ายขวาของสมัยนั้นก็ดำเนินการลักษณะเดียวกันในการปลุกปั่นให้เกิดความ เข้าใจผิดและความเกลียดชังต่อขบวนการนักศึกษา โดยกล่าวหาว่าเป็นพวกที่ไม่จงรักภักดี และผลจากการเคลื่อนไหวปลุกกระแสเช่นนั้น ก็นำมาสู่การฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิจำนวนมากในกรณี 6 ตุลาคม ซึ่งเป็นรอยมลทินครั้งใหญ่ประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
คำถามก็คือ ถ้าคิดอย่างมีสติแล้ว สังคมไทยจะได้คุณประโยชน์อย่างใดหรือ ถ้าจะต้องจับเอาผู้สูงอายุ เช่น คุณฐิตินันท์มาเป็นจำเลย หรือต้องถูกจำคุกต่อแถวอีกคนหนึ่ง ในจำนวนนักโทษการเมืองผู้บริสุทธิ์ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้

"เฟซบุ๊ก" คาดมีผู้ใช้ปลอมมากกว่า 83 ล้านชื่อ

ที่มา ประชาไท

 
จัดประเภทเป็นแอคเคาท์ที่สองของผู้ใช้ แอคเคาท์ของสัตว์เลี้ยง และสแปม ด้านบริษัทผู้ลงโฆษณา เริ่มไม่แน่ใจทำตลาดบนเฟซบุ๊ก คนมากดไลค์ใช่ตัวจริง?


 
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เฟซบุ๊ก เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กอันดับหนึ่งของโลกคาดการณ์ว่า ขณะนี้มีผู้ใช้ปลอม 83.09 ล้านชื่อในเฟซบุ๊ก โดยจากข้อมูลของบริษัทที่เผยแพร่ใน สัปดาห์นี้ ระบุว่า 8.7% ของผู้ใช้ที่ยังมีความเคลื่อนไหว (แอคทีฟ) อยู่ 955 ล้านราย ไม่ใช่ตัวจริง โดยแบ่งเป็นโปรไฟล์สำเนาตัวจริง 4.8% ผู้ใช้ "ผิดประเภท" 2.4% และผู้ใช้ที่ "ไม่เป็นที่พึงปรารถนา" อีก 1.5%
เฟซบุ๊กอธิบายว่า โปรไฟล์สำเนาตัวจริง หมายถึงบัญชีที่ผู้ใช้มีไว้นอกเหนือจากบัญชีหลัก ส่วนผู้ใช้ผิดประเภท คือผู้ใช้ที่สร้างโปรไฟล์ส่วนตัวให้กับธุรกิจ องค์กร หรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น สัตว์เลี้ยง ขณะที่ผู้ใช้ที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนา หมายถึงโปรไฟล์ซึ่งใช้เพื่อส่งข้อความสแปมหรือเนื้อหาอื่นๆ
บีบีซีระบุว่า เฟซบุ๊ก ซึ่งมีโมเดลธุรกิจขึ้นกับการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย เริ่มถูกตรวจสอบถึงคุณค่าของโมเดลโฆษณาที่มาจากการนับการกด "ไลค์" จากผู้ใช้
โดยเอกสารระบุว่า เฟซบุ๊กนั้นมีรายได้หลักที่สำคัญจากการขายโฆษณา และว่า หากขาดผู้ลงโฆษณา หรือผู้ลงโฆษณากับเฟซบุ๊กน้อยลงอาจเป็นอันตรายต่อธุรกิจของเฟซบุ๊ก
เมื่อเดือนก่อน โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของบีบีซี ได้ตั้งบริษัทปลอมชื่อ VirtualBagel เพื่อสืบเรื่องการปลอมแปลง "ไลค์" และพบว่า การปลอม "ไลค์" จำนวนมากมาจากบริษัทปลอมในตะวันออกกลางและเอเชีย
สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท Limited Press กล่าวหาว่า จากการวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ของบริษัท พบว่า จำนวนการกดไลค์ 80% ของโฆษณาในเฟซบุ๊กมาจากผู้ใช้ปลอม โดยโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กของบริษัทว่า พวกเขาพบว่ามี บอท (โปรแกรมอัตโนมัติ) กำลังโหลดเพจของพวกเขา และกำลังถีบราคาโฆษณา ทั้งยังระบุว่า พวกเขาเหนื่อยแล้วกับการติดต่อกับเฟซบุ๊กในเรื่องนี้ เพราะเฟซบุ๊กไม่ตอบกลับเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเด็นนี้ทำให้บริษัทดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจขึ้นมา บริษัทดังกล่าวก็มีการลบโพสต์ และระบุว่า เฟซบุ๊กกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าว
ในส่วนบทวิเคราะห์ โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของบีบีซี แสดงความเห็นว่า เมื่อตอนที่เขาพบว่ามีโปรไฟล์ปลอมนั้น โฆษกของเฟซบุ๊กตอบกลับว่าไม่มีหลักฐานในเรื่องนี้ แต่ตอนนี้จากข้อมูลของเฟซบุ๊กเองก็ปรากฏแล้วว่ากว่า 80 ล้านผู้ใช้ที่เฟซบุ๊กมีอาจไม่มีผลอะไรเลยต่อผู้ลงโฆษณา และว่า ขณะนี้ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากกำลังท้าให้เฟซบุ๊กพิสูจน์ว่า จำนวนคลิกที่โฆษณาของพวกเขาได้รับนั้นเป็นของจริง


ที่มา:
Facebook has more than 83 million 'fake' users
http://www.bbc.com/news/technology-19093078

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/08/55 กลัวจะโดนรื้อถอนซะเอง....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




จงทำดี เถิดหนา อย่าท้อถอย
"เรา" ยังคอย เคียงข้าง ไม่ห่างหนี
อิทธิพล คนทราม ตามราวี
พวกอัปรีย์ ต้องถอนราก จากผืนดิน....


ทั้งนายทุน นักการเมือง ผู้เลื่องชื่อ
มันยึดยื้อ ฟันฟาดลง คนตรงฉิน
แสร้งเฉไฉ บีบน้ำตา ไหลบ่าริน
หวังตีกิน และกลั่นแกล้ง แสดงละคร....


ฮุบผืนป่า อุทยาน มานานเนิ่น
แบ่งกันเพลิน รีสอร์ตผุด ไม่หยุดหย่อน
ผิดกฎหมาย ยังหนุนเกื้อ เอื้ออาทร
ไม่ทุกข์ร้อน เพราะอิทธิพล คนลงทุน....


มาช่วยกัน ปกปักรักษาป่า
แล้วเดินหน้า ร่วมด้วย เพื่อช่วยหนุน
มุ่งกำจัด พวกจัญไร ให้เป็นจุล
ที่หมกมุ่น แฝงเร้น เห็นแก่ตัว....


ทำดีแล้ว ได้ดี มีแน่ๆ
อย่ายอมแพ้ อิทธิพล คนชั่วๆ
ทำถูกต้อง ตามครรลอง ไม่ต้องกลัว
พวกมั่วๆ คิดสั่งย้าย ไม่อายรึ?....


๓ บลา / ๓ ส.ค.๕๕

โลกธรรมทั้งแปด

ที่มา Thai E-News




โลกธรรมทั้งแปดปกติ
ตรึกตรองตริพิจารณาล้วนน่าขำ
มีลาภ-เสื่อมลาภบาปบุญนำ
มียศ-เสื่อมยศซ้ำกรรมซัด

มีสุข-ทุกข์,สรรเสริญ-และนินทา
ปกติมรรคาสังสารสัตว์
มีเกิดแก่แพ้-ชนะสารพัด
มีพบ-พรากจากพลัด บัดเดี๋ยว..ตาย

ตถตา-เช่นนั้นเอง
พินิจเพ่งให้สงบพบความหมาย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดทั้งใจกาย
เว้นแต่เวรที่สร้างไว้ต้องใช้กรรม



ปีกซ้าย

สื่อสามหาวเอามัน แค่จองล้างจองผลาญ

ที่มา Thai E-News

 


"..สิบประเทศในอาเซียน มีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลกค่ะ.." (นาทีที่ ๐.๑๕)

โอว..ผมขอร้องเถอะครับ ถ้าจะปล่อยหล่อนไปข้างนอกไกลๆ ช่วยหาอะไรครอบปากเธอไว้ได้มั๊ยครับ? ผมไม่ไหวละ..pleaseeee
โดย ระยิบ เผ่ามโน
2 สิงหาคม 2555 

เป็นข้อความที่ขบวนการเสรีไทยเฟชบุ๊คแปะไว้ โดยนำมาจากหน้า Kanok Ratwongsakul Fan Page ของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล บุคคลสาธารณะระดับ หัวหน้า ภายในเครือข่ายสื่อเนชั่น พาดพิงถึงคำปาฐกถาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจโลกเกี่ยวกับเอเซียตะวันออก (World Economic Forum on East Asia) ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึง ๑ มิถุนายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เนื่องจากมีการขุดเอาเอาคลิปคำปาฐกถานายกฯ ๔๒ วินาฑี บนยูทู้ปมาบริภาษณ์กัน ตัดตอนเฉพาะช่วงที่ปรากฏถ้อยคำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า "..ten countries altogether contain half the number of the population of the world" ซึ่งเธอได้กล่าวว่าสามารถใช้เป็นความแข็งแกร่งถ้ากลุ่มประเทศอาเซียนประสาน (synchronize) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

อ่านโพสต์ของกนกแล้วไม่รู้สึกว่านี่เป็นการอ้างถึงการประชุมระดับนานาชาติ ในประเด็นสาธารณะของภูมิภาค และอยู่บนมาตรฐานของศักดิ์ศรีแห่งชาติแต่อย่างใด ไม่ต่างอะไรกับความสุกเอาเผากินปั้นเรื่อง ว.๕ และสวรรค์ชั้น ๗ ที่ร่วมด้วยช่วยกันยำหลายประสาน ทั้งประชาธิปัตย์ ผู้จัดการ และกนก สมกับที่นานาชาติมองไทยว่าหมกมุ่นแต่เรื่อง เซ็กส์ๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอย่างใดสำหรับมาตรฐานการลงข้อความในหน้าเฟชบุ๊คของนายกนกเกี่ยวกับนายกฯ สตรีคนนี้ เพราะกนกมักจะจัดหนักเสมอ ดูตัวอย่างได้จากการนำคำพูด เอาอยู่ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมมาล้อเลียนในทางลามก (กลัวไม่รู้ว่าต้องการให้ลามกจึงลงรูปประกอบสองฝ่าเท้าคว่ำประกบกับสองฝ่า เท้าหงายให้เห็นเสียด้วย)

มาครั้งนี้กนกใช้วลี หาอะไรครอบปากเธอไว้ จัดว่าเพิ่มความร้อนแรงเข้าไปอีกโสดหนึ่งด้วยการสบประมาทสติปัญญา แล้วยังเทียบเคียงกับสุนัข เนื่องจากคำว่า ครอบปาก ในภาษาไทยมีที่ใช้อยู่อย่างเดียวคือกับ ตะกร้อ ถึงจะทำตัวหัวหมอไม่กล้าเขียนตรงๆ ก็คงจะเบี่ยงเบนเจตนาไปไม่ได้ ผู้เขียนจึงช่วยอธิบายให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นบันทึกวิชามารของนายกนกสำหรับเวลาที่ชีวิตเขาหาไม่แล้ว

วิธีการของนายกนก เช่นเดียวกับการกระทำของคณะสายล่อฟ้าที่โดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทอยู่ขณะนี้ ซึ่งมักใช้ข้อความ และ/หรือคารมส่อเสียด ดูถูก เหยียดหยาม แถมด้วยคำหยาบ ให้ร้าย โป้ปด และบิดเบือน ชนิดที่บางคนอาจตลึงว่ากลุ่มการเมือง (รวมทั้งผู้ที่ให้การสนับสนุน) ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ดีมีความรู้จะกระทำต่ำช้าขนาดนี้ได้

จะว่าไปการแสดงออกทางการเมืองอย่างไร้จรรยาเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่มีให้เห็นในประเทศที่ก้าวหน้าทางวิถีประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ในสหรัฐอเมริกาก็มีกลุ่มการเมืองขวาตกขอบที่ไม่ชอบประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า เพราะเป็นคนผิวดำ ได้นำรูปลักษณ์ และสายเลือดข้างบิดาของประธานาธิบดีไปสร้างเรื่องมดเท็จว่าโอบาม่าเป็นมุสลิมบ้าง นิยมลัทธิสังคมนิยมบ้าง คนทั่วไปที่ได้พบเห็น รับฟังข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จอย่างไร้สาระเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักยักไหล่ว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ขันถ่อยๆ เท่านั้น คนที่สร้างเรื่องอาจไม่ถูกฟ้องร้อง หรือไม่มีการสืบสาวหาต้นตอมาลงโทษแต่อย่างใด ก็เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้รับการใส่ใจให้คุณค่าจากปวงชนโดยรวม

ที่สำคัญอย่างยิ่ง ข้อกล่าวหาห่ามห้าว บิดเบือน มดเท็จ หรือลามกทั้งหลายไม่มีโอกาสได้ปรากฏในสื่อสายหลักเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่การนำไปลงในสื่อสังคมส่วนตัวของผู้ที่มีฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้ปฏิบัติราชการ หรือบรรดานักข่าว ผู้ปฏิบัติงานสื่อมวลชนใดๆ 

แต่ในประเทศไทยกลับมีครบถ้วนกระบวนสถุน เราจึงได้เห็นการลงข้อความอย่างไร้รสนิยม ขาดวุฒิภาวะ และปั้นน้ำเป็นตัวจากผู้เป็นโฆษกพรรคฝ่ายค้านทั้งชาย และหญิงอยู่เนืองๆ เป็นที่สะอารมณ์อย่างเหลือหลายของแฟนคลับที่สนับสนุน

วิธีการทำนองเดียวกันยังกระจายออกไปในแวดวงการเมืองระดับมวลชนอีกด้วย มีการตามเหน็บแนมกันในโซเชียลมีเดียแล้วเลยเถิดไปกระทั่งใส่ร้าย กล่าวหาอย่างเสียหายในเรื่องส่วนตัว นอกเหนือจากการใช้ถ้อยคำผรุสวาทด่าทอหยาบคาย ดังกรณีที่สตรีวัย ๓๖ ปีผู้ใช้นามแฝงว่า k u n o w หรือ กูนาว ไล่ล่านายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด บนทวิตเตอร์ กระทั่ง @nuling ท้าทายให้ไปพิสูจน์ความจริงกันที่โรงพัก เปิดช่องให้สื่อนักเป่าป่วนอย่างผู้จัดการออนไลน์นำไป “blown out of proportion” ในข่าว"บก.ลายจุดยัวะ ถูกหญิงแฉปล่อยพ่อเสียชีวิตอืดคาบ้าน" เป็นตัวอย่างหนึ่งของการล่าแม่มด

อีกตัวอย่างกรณีล่อเป้า ลงข้อความสามหาวท้าทาย ไม่เพียงให้ร้าย แต่มุ่งหมายให้โทษ (จำคุก) ด้วยการนำเอาช่องโหว่วิชามารในกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มาใช้ทำลายบุคคลที่แสดงความเห็นในที่สาธารณะเพื่อประกาศสิทธิ และความเท่าเทียมทางการเมืองของปัจเจกชน ดังกรณีที่นายนิธิวัติ วรรณศิริ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้ใช้นาม ป๋าจอมตั๊ป บนเฟชบุ๊ค ถูกนายวิพุธ สุขประเสริฐ ทำการ ล็อคเป้า แล้วยื่นหมายจับเสียเลยล่วงหน้า 

สมาชิกเสื้อเหลืองตัวเอ้ฉายา IPAD ผู้นี้เป็นนักไล่ล่าแจ้งจับผู้รณรงค์ประชาธิปไตยด้วยข้อหา ม. ๑๑๒ ไปแล้วหลายคน นับแต่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ มธ. จิรนุช เปรมชัยพร บก. ประชาไท สุรพจน์ ทวีศักดิ์ นักปรัชญาชายขอบ และประวิตร โรจนพฤกษ์ บรรณาธิการอาวุโสเนชั่น

ได้ เห็นกระบวนการปฏิเสธประชาธิปไตยที่แฝงมาในรูปของการจงเกลียดจงชัง จองล้างจองผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ผูกพันกับทักษิณ (อดีตนายกรัฐมนตรี) เหล่านี้แล้วชวนให้อดตั้งข้อสงสัยกับวิชาชีพสื่อมวลชนในประเทศไทยไม่ได้ ว่าเขาสอนกันมาอย่างไร 

คนอย่างนายกนกที่ได้รับยกย่องเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของคณะวารสารศาสตร์ มธ. คณะที่แตกหน่อมาจากสังคมศาสตร์ และสามารถส่งลูกหม้อเข้าไปเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยหลายคน กลับเห็นแก่ฝักฝ่ายในทางการเมืองเสียจนละทิ้งจรรยาทางวิชาชีพ ก่อนที่จะลงข้อความสามหาวอย่างนั้นควรตรวจสอบรูปการณ์แห่งภาพรวมเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร เรื่องการประชุมอันเป็นสากลก็น่าที่จะเงี่ยหูฟังถึงความเป็นไปรายรอบจากนานาชาติเสียก่อนที่จะปล่อยอาจมจากภายในออกมาให้คละคลุ้ง เพียงเพื่อที่จะสร้างกลิ่นทำลายบรรยากาศ

แท้ จริงแล้วสิ่งที่เป็นผลพวงจากการประชุมควรแก่การขานรับมากกว่าความผิดพลาดใน ถ้อยคำปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีเล็กน้อยที่ว่าประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมี จำนวนครึ่งหนึ่งของทั้งโลก หากแต่ผลกระทบที่ได้จากการประชุม และประโยชน์อันจะเกิดแก่ประเทศชาติ ปรากฏอย่างละเอียดชัดเจนอยู่ในรายงานของนิตยสารการตลาดบลูมเบิร์ก ฉบับประจำเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ 

จนทำให้ประเด็นอ้างข้อมูลผิดพลาดโดยนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย เป็นเพียงเรื่องเล่าเอามันของหมู่คนที่ระดับสติปัญญาหมกมุ่นแต่เรื่องไร้สาระ

นายยูลิม ลี ผู้สื่อข่าวบลูมเบิร์กเขียนไว้ในรายงานเรื่อง Thai billionaires embracing Yingluck soft power for Asia exports โดยเล่าว่าขณะที่เขากำลังสัมภาษณ์นายฐาปนา สิริวัฒนภักดี อยู่นั้น พอเห็นนายกรัฐมนตรีเดินผ่านมาประธานกรรมการ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ วัย ๓๗ ปีรีบลุกขึ้นไปยกมือไหว้ ยิ้มทักทาย 

ทายาทคนสำคัญของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี อภิมหาเศรษฐีกิจการเบียร์ และสุรา บอกกับบลูมเบิร์กว่าเขาป็นผู้ที่ชื่นชมนายกฯ หญิงคนนี้อย่างไม่มีทางวอกแวกเลยทีเดียว เธอเป็นตัวแทนอำนาจนุ่มนวลของประเทศไทย และ เสน่ห์ของเธอในความอดทน อดกลั้น สุภาพ และยืดหยุ่น ช่วยให้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทยฟื้นคืนกลับมาได้นับแต่เธอเข้ารับตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔

บทความของนายยูลิมกล่าวถึงโครงการลงทุนสร้างโรงงานผลิตเบียร์ และสุราที่ใหญ่ที่สุดในพม่า อันเป็นส่วนหนึ่งในแนวโน้ม หรือเทร็นด์ใหม่ของนักธุรกิจระดับข้ามชาติในประเทศไทย ในการออกไปลงทุนโพ้นทะเลไม่ว่าจะเป็นนายธนินทร์ เจียวรานนท์ แห่งอาณาจักรกิจการยักษ์เจริญโภคภัณฑ์ หรือนายอโลเก โลเฮีย แห่งอินโดรามาเว็นเจอร์ ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถเอาตัวรอดจากภาวะวิกฤติเครดิตโลกในปี ๒๕๕๑ และอุทกภัยครั้งมโหฬารเมื่อปีที่แล้วทำให้ธุรกิจไทยที่มีทุนสะสมมากมาย ประกอบกับทักษะในทางธุรกิจอุตสาหกรรม และความสนิทสนมคุ้นเคยกับนักธุรกิจนานาชาติในภูมิภาค เริ่มมองหาตลาดใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกัมพูชา ลาว พม่า และเวียตนาม

ตามฐานข้อมูลบลูมเบิร์ก ผู้ผลิตถ่านหินอย่างบ้านปู พีซีแอล บรรษัทพลังงานอย่าง ปตท. สยามซีเม็นต์ และไทยยูเนียน (สินค้าแช่แข็ง) เป็นบรรษัทขนาดใหญ่ของไทยที่กว้านซื้อกิจการในต่างประเทศนับแต่ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมาถึงวันที่ ๑๘ กรกฎาคมนี้ มีมูลค่ากว่า ๒๐,๔๐๐ ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงปี ๒๕๔๖ ถึง ๒๕๕๐ ซึ่งมีมูลค่าเพียง ๑,๔๐๐ ล้านดอลลาร์เท่านั้น

เฉพาะการขยายกิจการของไทยเบฟเวอเรจเข้าไปในพม่า ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสำคัญนี้ ทำให้เปิดตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไปถึงได้ราว ๖๐ ล้านคน และในเดือนกรกฎาคมนี้เอง บริษัทของฐาปนาก็เพิ่งเข้าไปซื้อหุ้นส่วน ๒๒ เปอร์เซ็นต์มูลค่า ๒.๒ พันล้านดอลลาร์ในบริษัทเฟรเซอร์แอนด์นี้ฟแห่งสิงคโปร์ซึ่งถือหุ้นในบริษัทเอเซียแปซิฟิคบริวเวอรี่ ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์

แม้ แต่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านวัย ๖๗ ปีของพม่าอันเป็นที่ชื่นชมนักหนาโดยพรรคฝ่ายค้านอาชีพของไทย ยังกล่าวถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยในการเปรียบเทียบกับบ้านเกิดของ เธอว่า ระหว่างบินเข้าไปร่วมประชุมเวิร์ลเอคอนอมิคฟอรั่มในกรุงเทพฯ เห็นแสงสี และอาคาร-สิ่งก่อสร้างแน่นหนาแล้ว “completely fascinated” (ประทับใจอย่างสุดซึ้ง) ทีเดียว

หรือจะเป็นเพราะกนกและฝ่ายแค้นทั้งหลายไม่สามารถหาเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญมาใช้อ้างเพื่อจองล้างจองผลาญได้อีก เรื่องเก่าๆ ที่ว่า (พี่ชาย) คดโกง และไม่จงรักภักดี ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ผลจนกร่อยไปแล้ว จึงหันมาเล่นเรื่องหยุมหยิมไม่เป็นสาระ ทั้งการแต่งตัว คำพูดจา (เน้นภาษาอังกฤษมากกว่าไทย) และท่าทาง ก็ยังไม่อาจทำให้นายกฯ หญิงไทยระคายเคือง 

ไม่ช้าคงหันไปเล่นเรื่องประจำเดือนจนได้

มุมสงบ: ชั่วขณะของชีวิต

ที่มา Thai E-News

 โลกที่กำลังมัวเมา ก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต


ภิกษุ ท.! เพราะเหตุที่ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้นจึงเกิดมีของ น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี สี่อย่างนี้ปรากฏขึ้น. สี่อย่างอะไรเล่า?

๑. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในกามคุณ ยินดีในกามคุณ บันเทิงอยู่ในกามคุณ, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่หนึ่ง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.





๒. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในการถือตัว ยินดีในการถือตัว บันเทิงอยู่ในการถือตัว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดการถือตัวประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สอง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

๓. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในความวุ่นวายไม่สงบ ยินดีในความวุ่นวายไม่สงบ บันเทิงอยู่ในความวุ่นวายไม่สงบ, ครั้นตถาคตแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สาม,มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

๔. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เป็นคนบอด ถูกความมืดครอบงำเอาแล้ว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดอวิชชาประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สี่, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

ที่มา พุทธประวัติจากพระโอษฐ์

หมายเหตุ: ระลึกวันอาสาฬหบูชา

47 ปี ‘มาร์ค’ กับวาทกรรม ‘ดีแต่พูด’ ความทรงจำ อันขมขื่น บนเก้าอี้นายกฯ

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 3 สิงหาคม 2555 >>>






ชีวิตของนักการเมืองคนหนึ่ง หากจะให้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตคงหมายถึงการขึ้นถึงจุดสูง สุดในชีวิตทางการเมือง ตามที่นักการเมืองทุกคนไฝ่ฝัน นั่นก็คือสักครั้งหนึ่งในชีวิต ขอให้ได้มีโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่กุมอำนาจฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศ
วัดกันด้วยเหตุผลข้อนี้ ชื่อของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ก็คงต้องติดทำเนียบนักการเมืองที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดของ ชีวิตนักการเมืองไทยคนหนึ่ง
แน่นอน ไม่นับ ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในขณะนั้น ตั้งแต่ปี 2551-2554 กว่า 2 ปี จะมีความทรงจำที่น่าจดจำ หรือ ขมขื่นกับเหตุการณ์ความรุนแรงของการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2552-2553 แค่ไหน เพียงไร ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รวมไปถึงเหล่าวาทกรรม ที่ฝ่ายตรงข้าม ประเคนเข้าใส่ตลอดเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่27 ของไทย ไม่ว่า"ดีแต่พูด", "เก่งแต่กู้"  หรือแม้แต่ที่นายอภิสิทธิ์เจ็บปวดที่สุด คือถูกยัดเยียดจาก กลุ่มคนเสื้อแดงว่า เป็นผู้สั่งปราบปรามประชาชนทำให้มีผูเสียชีวิต 91 บาดเจ็บกว่า 2 พันคน
แต่อีกด้านก็ได้รับคะแนนสงสาร แบบถล่มทลาย เนื่องจากเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ที่โดนกลุ่มคนเสื้อแดง ไล่ลา ก่อกวนอย่างเอาเป็นเอาตาย จนถึงขั้นต้องขับรถหนีตายก็หลายครั้ง
วันนี้ศุกร์ที่ 3 ส.ค. 2555 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด ครบ 47 ปี ของหัวหน้าพรรค “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” คนปัจจุบัน ที่กำลังมีเรื่องถูกกล่าวหา จากฝ่ายตรงข้ามทั้งรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเป็นที่เกรียวกราว เป็นที่ สนอกสนใจ ของประชาชนทั้งประเทศ อย่างกรณีหนีทหาร และ ใช้หลักฐานเท็จมาสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุล จอมเกล้า (จปร.) จนถึงขั้น นายอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจ ฟ้องหมิ่นประมาทรวมถึง ขู่จะฟ้องหมิ่นฯ รมว.กลาโหม
และเนื่องในวันนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 47 ย่าง 48 ปี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (มาร์ค) ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จึงทำการคัดบทสัมภาษณ์ ที่เราได้เลือกมาเพียงบางส่วน เนื่องจาก มีโอกาสได้เข้าไปสัมภาษณ์พิเศษ นายอภิสิทธิ์ เมื่อ ปลายปี 2554 และเห็นว่า เนื้อหาการสัมภาษณ์บางส่วน ยังคงทันสมัย เข้ากับเหตุการณ์การเมืองในปัจจุบันได้อย่างไม่น่าเชื่อ....

ในฐานะเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และอยู่ในวงการเมืองมา ปีนี้ 20 ปีพอดี ดูการเมืองในปี 2555 ของไทย จะเป็นอย่างไร ?
ผมก็มีความเป็นห่วงมาก ว่าความขัดแย้งจะลุกลามออกไป ซึ่งความจริงมันไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น และคนที่เลือกได้ก็คือรัฐบาล ถ้ารัฐบาลจะละเว้นไปหยิบเรื่องปมความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ วันนี้ มันไม่ควรมีความขัดแย้ง อย่าลืมว่าสถานการณ์ในขณะนี้พวกผมเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีการไปก่อกวนอะไร ต้องเรียกว่าช่วยรัฐบาลไปได้ตั้งเยอะ แต่ถ้ายังปลุกระดม แล้วก็ไปหยิบยกความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญบ้าง คดีความของคุณทักษิณบ้าง มันก็จะทำให้เราย้อนกลับมาสู่เรื่องเดิมๆ มันก้าวพ้นได้แล้วล่ะครับ เอาประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคมประชาชนเป็นที่ตั้ง
   “ส่วนที่ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรมในเรื่องใดก็ตาม ก็ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายกันไป ฉะนั้นผมคิดว่ามันเลี่ยงได้ ที่เป็นห่วงคือสัญญาณที่ออกมาทุกทางนั่นแหละ ไม่คำนึงถึงตรงนี้ กลับมองประโยชน์ของคน ของกลุ่มมากกว่าส่วนรวม คือก็เป็นเรื่องไปหยิบประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนของสังคม ทำให้เกิดความรุนแรงทั้ง 2 ฝ่ายขึ้นมา ทั้งที่ความเป็นจริง รัฐบาลสามารถเดินหน้าแก้ปัญหาสังคมได้อยู่แล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดูการทำงานของรัฐบาล และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีแล้ว อยากแนะนำอะไรบ้างหรือไม่ ?

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าการที่ได้รับการยอมรับไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตาม ให้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาลและต้องมีสถานะความเป็นผู้นำ ก็อยากจะให้ใช้สถานะตรงนี้ในการลดปัญหาในประเทศ ผมก็ต้องบอกว่านับแต่คำพูด จะแก้ไข ไม่แก้แค้น เป็นต้นมา เรายังไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมตามคำที่ว่าเป็นผู้นำ ปล่อยให้เกิดความอึมครึม ขัดแย้งให้ดำรงอยู่ตลอดเวลา และโอกาสที่หลุดลอยไปแล้วที่จะดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายในสังคมเข้ามาเป็น หนึ่งเดียว แต่กลับทำการตอกย้ำความเป็นกลุ่มเป็นสี
ฉะนั้นอยากให้ตั้งหลักตรงนี้เสียใหม่ วันนี้เป็นนายกฯ ก็ต้องเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ และก็ต้องคิดถึงประโยชน์ของคนส่วนรวม แล้วก็คนอื่น ใครจะมีประสบการณ์บทบาทอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเป็นนายกฯ ก็ควรปรามคนที่กำลังจะสร้างปัญหาซะ ท่านนายกฯจะรู้หรือไม่ ผมไม่สามารถไปก้าวล่วง แต่นายกฯต้องปรามคนของตัวเอง เพราะสุ่มเสี่ยงทำให้สังคมต้องยกพวกตีกันอีก ก็ไม่ควรปล่อยอย่างนั้น

ที่ผ่านมา ปชป. เล่นการเมือง พยายามพุ่งเป้าไปที่คนๆเดียว มองอย่างไร ?

ไม่หรอกครับ ไม่มีหรอก มีแต่คนๆเดียว และอีกฝ่ายล่ะครับ ที่ไม่เลิกเล่นประเด็นคนๆเดียว ผมก็บอกตลอดเวลาว่า อย่าไปยุ่งกับคนๆเดียว แก้ปัญหาแรงงานรอ 300 บาท คนจบปริญญาตรี อยากมีรายได้ 15,000บาท แล้วใครล่ะครับ ไปเอาคนๆเดียวมาพูดอยู่ตลอด ทั้งนิรโทษกรรม คดียึดทรัพย์ ผมถือว่าคนๆเดียวจบแล้ว แต่พวกคุณต่างหากที่ไม่ยอมจบ พวกผมมีแต่บอกว่า อย่าไปยุ่งกับคนๆเดียว แต่ให้มาทำงานให้คน 60 ล้านคน
ที่ผ่านมาพวกผมไม่อยากยุ่ง ในคนนั้นอยู่ต่างประเทศต่อไปก็ดีแล้ว เมื่อไม่อยากกลับมายอมรับกฎหมายไทย ถ้าอยากมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องยอมรับกฎหมายไทย พวกผมสู้ตั้งแต่วันที่เค้ามีอำนาจ ในวันที่หลายคนยังชื่นชมเค้าอยู่ แต่ผมเห็นว่ามันไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอะไรดีนะครับ ความคิดบางอย่าง นโยบายบางอย่างเป็นประโยชน์ แต่มันไม่ใช่ข้ออ้างมาทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ข้ออ้างที่มาละเมิดสิทธิ์คนอื่น ฉะนั้นเราต้องทำของเราในแง่รักษาความถูกต้องในบ้านเมือง

เศรษฐกิจโลกปีหน้า น่าวิตกหรือไม่ ?

ยุโรปจะกลายเป็นตัวปัญหา แต่ผมคิดว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจ การเติบโตของ จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวม ก็ทำตัวเลขได้เหมือนกัน เพราะปี 2554 มันมาชะงักช่วงน้ำท่วม แต่ความเป็นอยู่จริงของประชาชนกับตัวเลขการขยายตัว มันจะไม่สอดคล้องกัน
ยกตัวอย่าง บ้านถูกน้ำท่วมพังทั้งหลัง แล้วคุณต้องหาเงินมาจ่ายให้บ้านกลับมาอยู่สภาพเดิม พอวัดออกมาเป็นจีดีพี เงินที่คุณใส่เข้าไปทั้งหมดเนี่ย มันเหมือนเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่พอคุณสร้างบ้านเสร็จ มันก็กลายเป็นว่า คุณกลับมามีบ้านเหมือนเดิมเท่านั้นเอง ผมจึงอยากเน้นกับรัฐบาล คือ ชีวิตคนที่เค้าสูญเสีย บางครอบครัวคนในครอบครัวไป บางครอบครัวสูญเสียบ้าน รถ รายได้ ขอให้รัฐเน้นการฟื้นฟูที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนจริงๆให้มาก อย่าไปเน้นเฉพาะแค่ว่า มีการใส่เงินเพื่อกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเดียว
สังเกตให้ดี นายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำหนุ่ม ที่ผ่านมาเริ่มลงแส้ ค่อยๆปรับเปลี่ยนสไตล์การทำงานของลูกพรรค ให้ดูถึงลูกถึงคนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมากกว่าเดิม หรือที่เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "ให้เท้าติดดิน" มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับพรรค ปชป. ที่ดูห่างเหินในช่วงก่อน ที่เป็นจุดอ่อนหนึ่งที่ทำให้พ่ายแพ้พรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อว่า หากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตโอกาสที่พรรคจะกลับเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล คงเกิดขึ้นได้ไม่ช้าก็เร็ว...

Thursday, August 2, 2012

'โอ๊ค' แขวะ 'อภิสิทธิ์' เป็นทหารรับใช้ชาติน้อยวัน

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' แขวะ 'อภิสิทธิ์' เป็นทหารรับใช้ชาติน้อยวัน



นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์เฟสบุ๊ก ย้อนเพลงเก่า "บัวลอย" ของแอ๊ด คาราบาว โดยระบุว่าเพลงนี้ ปลุกกระแสให้คนรักชาติ และไปเกณฑ์ทหารในหน้าที่ลูกผู้ชายไทย  แต่ขณะที่ การรับราชการทหารของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แตกต่างจากการเกณฑ์ทหารทั่วไป ที่รับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารน้อยวัน โดยรายละเอียดมีดังนี้ 
 
 
ไม่ทราบว่าแฟนเพจผม ยังจำ"บทเพลงคาราบาว" ที่รำพันถึง คนพิการ ตาเหล่ หลังงุ้ม เด๋อๆด๋าๆที่ชื่อบัวลอยได้มั๊ยครับ ผมชอบตอนหนึ่งของบทเพลงที่เขาร้องว่า 
 
"บัวลอย ถึงวัยเกณฑ์ทหาร พิกลพิการ ยังดีหนึ่งประเภทสอง อาสารับใช้ชาติพี่น้อง หัวใจคับพองกล้าหาญอดทน"
 
ฟังแล้วฮึกเหิมดีครับ "พี่แอ๊ด คาราบาว" แกปลุกกระแสรักชาติ ให้บรรดาแฟนเพลงได้ฉุกคิดว่า คนที่ชื่อบัวลอยไปเกณฑ์ทหารด้วย หัวใจคับพองที่จะทำหน้าที่"ลูกผู้ชายไทย" ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนพิการแท้ๆยังไม่มีความคิดที่จะหนีทหารเลย ผมได้ยินว่าการเกณฑ์ทหารบางปี สัสดีแกเปิดเพลงบัวลอยในวันคัดเลือกปรากฏว่า คนสมัครเกณฑ์ทหารกันจนล้นไม่ต้องจับใบดำใบแดงเลยครับ น่าประทับใจจริงๆ
 
การเกณฑ์ทหารตามปกติแบบ พลทหารบัวลอยนั้น หากไม่ได้รับการผ่อนผันอะไร ทหารเกณฑ์จะต้องประจำการเป็นระยะเวลา2ปี จึงจะปลดประจำการนะครับ ส่วนวันหยุดวันลานั้นได้ยินมาว่าจะได้ลาหยุดน้อยมาก โดยเมื่อฝึกทหารใหม่เสร็จจะให้ลาประมาณ1สัปดาห์ หลังจากนั้น แล้วแต่ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาว่าจะให้หยุดหรือไม่ อันนี้คือกฏเกณฑ์ของลูกตาสีตาสาทั่วไปที่ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆนะครับ
 
ส่วนการรับราชการทหารของ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นก็จะแตกต่างจากการเกณฑ์ทหารทั่วไปครับ ผมไม่ได้แตะต้องเรื่อง อภิสิทธิ์ฯหนีทหารหรือไม่ ในโพสต์นี้นะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อดูข้อมูลแล้วรู้สึกว่าทำไม อดีตนายกฯผู้นี้ ถึงรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารน้อยวันจังเลยครับ
 
-นายอภิสิทธิ์ฯ ได้เป็นว่าที่ ร.ต. เมื่อ 26เม.ย.31 
-หลังจากนั้น35วัน(31พค.31) ได้มีเอกสารแจ้งความประสงค์ขอลาออกจากราชการ ของว่าที่ ร.ต. อภิสิทธิ์ฯ (ยังเป็น"ว่าที่"อยู่เลย ยื่นความประสงค์จะลาออกแล้วครับ)
-หลังจากนั้นอีก2เดือนกว่า(22สค.31) ก็ได้ขอลากิจและเดินทางไปต่างประเทศ รวม3ครั้งต่อเนื่องกัน โดยมีวันราชการที่อยู่เมืองไทยแค่วันเดียว คือวันจันทร์ที่3ตค.31ก่อนจะลาต่อในวันรุ่งขึ้น(4ตค.31) ยาวไปจนถึงวันที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกในวันที่ 2เม.ย.32 รวมวันที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งสิ้น ประมาณ 221วัน ต่อเนื่องกัน
 
โอ้โห...เป็นอาจารย์ยังขาดสอนขนาดนี้ แล้วนักเรียนจะเรียนรู้เรื่องหรือครับ ก็ไม่ทราบว่า การที่จะเข้ามาเป็นทหารเพื่อรับใช้ประเทศชาติแบบนี้ กับการเกณฑ์ทหารแบบ "พลทหารบัวลอย" อย่างไหนจะเป็นประโยชน์กว่ากัน คงต้องให้นักเรียนนายร้อยแถวๆรุ่น 34-39 ออกมายืนยันนะครับว่า มีท่านใดเป็นลูกศิษย์อาจารย์อภิสิทธิ์ฯกันบ้าง และท่านได้ประโยชน์อะไรจากการสอนของอาจารย์ท่านนี้บ้าง
 
แต่ในความคิดของผมนั้น ผมว่า "พลทหารบัวลอย" ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากกว่าเยอะเลยครับ
 
ปล. ผมก็ได้เอาเพลงบัวลอยมาให้ฟัง เผื่อน้องๆหรือแฟนเพจผมบางท่านที่ยังไม่เคยฟังนะครับ
 
 
2 สิงหาคม 2555 เวลา 11:48 น.

จิตรา คชเดช: ความยุติธรรมแบบพอเพียง

ที่มา ประชาไท

 

เริ่มเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 คนงานตัดเย็บชุดชั้นใน Triumph ถูกบริษัทเลิกจ้างด้วยจำนวนครึ่งหนึ่งของคนงานในโรงงานเกือบ 2000 คน  ในขณะที่ฉันเป็นเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และพ่วงด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาด้วยหน้าที่การงานทำให้ฉันได้ เข้าร่วมชุมนุมกับคนงานที่ข้างโรงงานที่ นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี
ด้วยข้อเรียกร้องที่สหภาพแรงงานมีต่อบริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย)จำกัด ตอนนั้นก็คือให้รับคนงานกลับเข้าทำงานโดยไม่มีเงื่อนไข และปฏิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่ทำไว้กับสหภาพแรงงานคือ ต้องปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสมอภาค ต้องจ่ายค่าชดเชยที่มากกว่ากฎหมายกำหนด และสุดท้ายบริษัทในฐานะบรรษัทข้ามชาติต้องยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณทางการค้า
การเลิกจ้างครั้งนี้คนงานแบ่งเป็นสองกลุ่มคือผู้ที่ถูกเลิกจ้างกับไม่ถูก เลิกจ้างและในจำนวนผู้ไม่ถูกเลิกจ้างคือประธานสหภาพแรงงานรวมอยู่ด้วย  การชุมนุมประท้วงทุกรูปแบบ และการประชุมปรึกษาหารือเพื่อวางแผนในการเจรจาคนงานเริ่มไม่เห็นประธานสหภาพ แรงงานเข้าร่วม
ข่าวลือต่างๆเข้ามาไม่ขาดสายเกี่ยวกับประธานสหภาพแรงงาน ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องรับผลประโยชน์ต่างๆนาๆ  สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนั้นคือเรียกร้องให้ทุกคนหยุดพูดและไม่เชื่อเพราะเชื่อ ว่านี่คือขบวนการทำลายสหภาพแรงงานจากบริษัทฯ  และสุดท้ายมีการลงรายมือชื่อของสมาชิกสหภาพแรงงาน เข้าชื่อกันเรียกร้องให้เปิดประชุมวิสามัญด้วยหัวข้อไม่ไว้วางใจประธานสหภาพ แรงงงาน ในวันที่ 18 กันยายน 2552 และผลการประชุมก็เป็นไปตามที่คนงานต้องการ มติที่ประชุมปลดประธานสหภาพแรงงานและปลดจากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและแต่ง ตั้งประธานใหม่
ในวันที่ 26 กันยายน 2552 มีหมายเรียกให้ฉัน เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจบางเสาธง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทโดยการกระจายเสียงอดีตประธานสหภาพแรงงาน ในชั้นสอบสวนฉันปฎิเสธทันทีเพราะไม่เคยพูดในสิ่งที่ถูกล่าวหา และเชื่อว่านี่คือการทำลายสหภาพแรงงานโดยใช้คนงานด้วยกันเป็นเครื่องมือ
และที่สุดอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้อง สองกรรมต่างวาระ ในขณะที่พวกเราคนงานยังชุมนุมกันอยู่ที่กระทรวงแรงงงาน และได้มีอาจารสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์จุฬาฯใช้ตำแหน่งอาจารย์ประกันตัวในวงเงิน 100000 บาท และมีเงินสดอีก 10000 บาท และได้มีการปล่อยตัวชั่วคราว
ประมาณปี2554 เริ่มมีการสืบพยาน ฝ่ายโจทย์มีพยาน 5 ปาก พอสรุปได้ว่า โจทก์โดยผู้เสียหายไม่เคยได้ยินการหมิ่นด้วยตัวเองแต่มีเพื่อร่วมงานมาเล่า ให้ฟัง และเพื่อนร่วมงานเป็นสมาชิกสหภาพที่ไม่ได้ถูกเลิกจ้างมาได้ยินในขณะที่ฉัน ใช้โทรโข่งกล่าวคำหมิ่นประมาทและพยานได้ยินก็เดินหนีไปขึ้นรถกลับบ้าน
พยานที่สองเป็นพนักงานขับรถได้ยินฉันหมิ่นโจทย์ผู้เสียหายในวันที่ที่มี การประชุมใหญ่วิสามัญสหภาพแรงงานวันที่ 18 กันยายน  2552 บอกว่าฉันหมิ่น โจทก์ ด้วยเครื่องเสียง และเขาไม่เคยรู้จักฉันมาก่อนเลยรีบไปถาม รปภ.ว่าใครเป็นคนพูด รปภ.ตอบว่าคือฉันเป็นคนพูด
เมื่อ รปภ.มาให้การบอกว่าไม่รู้จักฉันไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้ว่าใครพูดแต่ได้ยินว่ามีการกล่าวหมิ่นโจทก์จริง

ฝ่ายฉันใช้พยานคือตัวฉันเอง ประธานสหภาพแรงงาน ปัจจุบันและไม่ได้ถูกเลิกจ้าง  อดีตเลขาธิการสหภาพแรงงาน เหรัญญิกสหภาพแรงงาน และพยานวัตถุคือซีดีวีดีโอบันทึกการประชุมใหญ่วิสามัญ และภาพถ่ายสถานที่ต่างๆ


พอสรุปประเด็นสู้ว่าฉันไม่เคยพูดและเรื่องข่าวลือแบบนี้เกิดขึ้นกับประธาน ทุกคนจนถึงคนปัจจุบัน และถ้าเกิดเรื่องแบบนี้สหภาพแรงงานมีการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะฉัน เป็นเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน ประธานไม่เคยนำเรื่องเข้าที่ประชุม และสหภาพแรงงานไม่เคยใช้โทรโข่งในการกล่าวปราศัย การจะใช้เครื่องเสียงเลขาธิการสหภาพจะเป็นคนจัดคิว และไม่เคยมีใครเคยได้ยินฉันการกล่าวหมิ่นประมาท และในวันที่ 18 กันยายน 2552 มีการบันทึกวีดีโอจึงให้ส่งเป็นพยานวัตถุ


และวันนี้วันที่ 1 สิงหาคม 2552 ใช้เวลาทั้งหมดไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกือบสามปี
วันนี้ศาลนัดอ่านคำ พิพากษาสรุปได้ว่า ให้ลงโทษฉันในฐานะจำเลยจำคุก 4 เดือนโทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้รายงานตัว 1 ปี บริการสาธารณะ 12 ชม. และเสียค่าปรับ 80000 บาท



วีดีโอที่เรายื่นเชื่อถือไม่ได้ และก่อนศาลอ่านคำพิพากษาเล็กน้อยหน้าบัลลังค์เชิญทนายเข้าไปบอกว่าขอร้อง อย่าให้มีการแจกเอกสารหน้าศาล ทนายบอกว่าไม่มีและไม่เคยทำ หน้าบัลลังค์บอกว่าจำได้ว่าฉันเคยร่วมทำ
ในขณะที่ศาลอ่านคำพิพากษาฉันยืนขึ้น ผู้พิพากษาตั้งใจอ่านคำพิพากษาโดยไม่สบตากันเลยและเมื่ออ่านจบก็ลงบัลลัง ค์ไปทันที และตำรวจศาลก็ถามฉันว่ามีเงินค่าปรับหรือเปล่า น้องจาก Try Arm รีบบอกว่ามีเงินสดเดี๋ยวไปเสียค่าปรับ ขั้นตอนก็คือเมื่อเสียค่าปรับแล้วเอาใบเสร็จมาให้ตำรวจและฉันจะถึงจะได้รับ อิสรภาพ และจากนั้นฉันต้องไปทำประวัติที่สำนักงานคุมประพฤติ ความวุ่นวายเกิดขึ้นเล็กน้อยเมือพวกเราเตรียมเงินไปแค่ 50000 บาท อีก 30000 บาทก็หาเอากันตรงนั้นก็ได้ครบก็ไปจ่ายค่าปรับ “น้องคนหนึ่งผู้ต้องหาคดีจำหน่ายยาไอซ์บอกว่าค่าปรับพี่แพงกว่าค้ายาอีกนะ” และได้ถามน้องว่าในคุกลำบากหรือเปล่า น้องบอกว่าก้ไม่หรอกถ้าเรามีเงินก็สบาย เช้ามาก็เข้าโรงงานทำหัวไฟแช็ค ลำบากตอนนอนกะอาบน้ำ ที่นอนน้อย น้ำก็แย่งกันอาบ
เริ่มกระบวนการรายงานตัวที่คุมประพฤติ ถือป้ายหมายเลขถ่ายรูป(เลยถึงถึงภาพคนที่ถ่ายรูปในค่ายกักกันในเขมรแดง) และขึ้นไปกรอกประวัติ เจ้าหน้าที่บอกว่ารีบหน่อยนะเดี๋ยวเขาจะรีบไปถวายเทียน
มีคำถามทั่วไปพ่อแม่ชื่ออะไรพักที่ไหน แต่ที่ไม่ทั่วไปคือ คุณยอมรับคำตัดสินว่าอย่างไร  เช่นจะปรับปรุงตัว ไม่สนใจ ส่วนฉันตอบว่าเชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์  ถามนิสัยก็ตอบไปว่าชอบช่วยเหลือผู้อื่น ร่าเริง แจ่มใส ใจดี รักเด็ก รักสัตว์ รักธรรมชาติ 555
ถามหาความสามารถพิเศษเลยเขียนไป"พูดในที่สาธารณะ" ก็พิเศษแล้วแค่นี้ แล้วก็เย็บผ้า อันนี้โม้เต็มที่ว่าเคยอบรมอะไรมาบ้าง และงานอดิเรกยามว่างก็อ่านหนังสือและไปฟังเสวนา ลืมบอกว่าชอบเล่นเฟชบุคด้วย
คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ขอทำแผนที่บ้านปัจจุบัน และให้สมุดนัดมา 1 เล่ม และวันที่ 4 กันยายน 2555 จะมีปฐมนิเทศพร้อมเพื่อนร่วมรุ่น มีทั้งขับรถประมาท หลายประเภท และวันนั้นเราจะเลือกงานบริการสังคมกันถ้าบริจาคเลือดก็ได้ 6 ชม. ใครมีความรู้สูงๆ ก็อาจจะได้ทำเอกสาร ใครความรู้น้อยๆก็ทำความสะอาดวัด (งานนี้กวาดสิ่งชั่วร้ายออกหมดวัดแน่ๆ)
อีกเรื่องให้ใส่ชื่อบุคคลที่เรารู้จักเช่นผู้นำศาสนา ผู้ใหญ่บ้าน ผู้หรับผู้ใหญ่ ก็เลยใส่ชื่อ อาจารย์เวียงรัฐ เนติโพธ์  (เผื่อเขาเห็นนามสกุลจะแอบหมั่นไส้เราบ้าง)
จบกระบวนการคุมประพฤติ ส่วนการอุทธรณ์ก็คงให้ทนายดำเนินการต่อมีทนายเสาวลักษ์ โพธ์งาม  เป็นทนายความคดีนี้
ขอบคุณสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สื่อ นักวิชาการ เพื่อนๆเสื้อแดง เพื่อนในเฟชบุค  เพื่อนในโลกจริง เพื่อนในโลกออนไลน์ และที่สำคัญเพื่อนในกลุ่มคนงาน Try Arm
กระบวนการยุติธรรมไทยต้องปฎิรูป การสืบค้นความจริงต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะมีผู้บริสุทธิ์อีกมากมายที่อยู่ในคุก



"ฉันเชื่อมั่นในสิทธิการรวมตัว ถ้าวันนี้ไม่ยืนหยัดการรวมตัวมี Try Arm ฉันคงติดคุก "

ถลกทัศน์ตุลาการ แก้รัฐธรรมนูญได้ไหม

ที่มา Voice TV

 


ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ

 
คำวินิจฉัย ส่วนตนของตุลาการ 8 คน ในคดีปั้นอากาศเป็นตัว กล่าวหารัฐสภา คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมือง แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 68 เพิ่งคลอดคลานตามคำวินิจฉัยกลางเมื่อเย็นวันศุกร์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่สอง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่
 
ประเด็น นี้เป็นเรื่องพิลึกพิลั่น เพราะนอกจากตั้งขึ้นมาโดยไม่เกี่ยวกับประเด็นตามมาตรา 68 ศาลยังไม่ชี้ถูกผิด แต่กลับไปให้คำแนะนำว่า “ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งทำให้งงกันไปทั้งโลก เพราะไม่เคยพบเคยเห็น ศาลทำตัวเป็นผู้ชี้แนะ “ควรจะ”
 
กระนั้น เมื่ออ่านคำวินิจฉัยส่วนตนแล้ว ยิ่งทำให้กังขาว่าคำวินิจฉัยกลางนี้ท่านได้แต่ใดมา
 
เพราะตุลาการ 1 คนคือ ชัช ชลวร เห็นว่า สามารถยกเลิกและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้
 
ตุลาการ 3 คนคือ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, บุญส่ง กุลบุปผา, อุดมศักดิ์ นิติมนตรี เห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ อยู่นอกเหนืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
 
อีก 4 คนมีความเห็น 3 อย่าง นุรักษ์ มาประณีต เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ยกเลิกไม่ได้เลย ไม่ว่าด้วยวิธีใด ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ผิดมาตรา 68 เพราะถือเป็นการล้มล้าง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
 
สุพจน์ ไข่มุกด์ กับเฉลิมพล เอกอุรุ เห็นว่าต้องทำประชามติก่อน, จรูญ อินทจาร เห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจแก้ไขทั้งฉบับ แต่หากมีความจำเป็นย่อมทำได้โดยใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งอาจแสดงออกโดยการลงประชามติ (ไม่ชี้ชัดว่าต้องทำประชามติก่อน)
 
จะเห็นได้ ว่ามีแค่ 2 คนบอกว่า “ต้อง” ทำประชามติก่อน 1 คนบอกว่าทำได้เลย 1 คนบอกว่าทำไม่ได้เลย ต่อให้ทำประชามติก็ผิดอยู่ดี อีก 1 คนก้ำกึ่ง ขณะที่อีก 3 คนบอกว่าอยู่นอกเหนืออำนาจศาล
 
แล้วคำว่า “ควรจะ” นี่มาจากไหนหว่า คนที่ใช้คำว่า “อาจ” ก็มีแค่จรูญ อินทจาร คนเดียว
 
นี่เป็น ประเด็นที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องคิดหนัก ว่าถ้าลงมติวาระ 3 แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร เห็นชัดๆว่าจะมี 3 เสียงชี้ผิด 3 เสียงเห็นว่าอยู่นอกอำนาจศาล 1 เสียงถูก 1 เสียงก้ำกึ่ง แล้วอย่าลืมว่าจรัญ ภักดีธนากุล จะกลับมา
 
ประธานมีข้อสังเกต
 
คำวินิจฉัย ของวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ที่ว่าอยู่นอกเหนืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อาจทำให้หลายคนแปลกใจ แต่ถ้าอ่านละเอียดแล้วจะเห็นทัศนะที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่ ดี
 
วสันต์ชี้ ว่าการแก้ไขมาตรา 291 เปลี่ยนวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากรายมาตราโดยรัฐสภา เป็นให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นยกร่างใหม่ทั้งฉบับเพื่อนำไปสู่การยกเลิกรัฐ ธรรมนูญ 2550 นั้นเป็นอำนาจของรัฐสภา และตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ยังใช้อยู้ จึงไม่อาจถือว่าล้มล้างการปกครอง (ถูกต้องแล้วคร้าบ)
 
แต่ “วิธี การที่ผู้ถูกร้องทั้งหกกับพวกกำหนดให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นนี้ เป็นการถ่ายโอนภาระหน้าที่ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปยังสภาร่างรัฐ ธรรมนูญอย่างเด็ดขาด เสมือนว่ารัฐสภาปัดความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง ไม่สมกับที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชน” เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้นั่นแหละครับ แล้วก็บอกว่าการให้อำนาจประธานรัฐสภาเพียงผู้เดียว วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าระแวงสงสัยได้ว่า ถ้ามีลักษณะต้องห้ามแล้วประธานเห็นว่าไม่มี ให้นำไปลงประชามติได้เลย จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะจะแน่ใจได้อย่างไรว่าประชาชนเข้าใจทุกประเด็น
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากออกความเห็นมายืดยาว วสันต์ก็บอกว่า “ปัญหา ตามประเด็นข้อนี้ไม่มีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดให้อำนาจศาลรัฐ ธรรมนูญตรวจสอบและวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ได้ จึงเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย คงยกขึ้นกล่าวเป็นข้อสังเกตเท่านั้น”
 
ที่น่าสนใจ คือคำวินิจฉัยประเด็นที่ 3 แม้เห็นว่ายังฟังไม่ได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ แต่ทัศนะของประธานศาลรัฐธรรมนูญต่อ “การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็ประหลาด
 
วสันต์ชี้ว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นปช.ซึ่งมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคนเป็นแกนนำ “บาง คนกล่าวข้อความในการชุมนุมชวนให้เข้าใจความหมายไปในทางร้ายต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์ บางคนกล่าวข้อความแสดงเจตนารมณ์ของตนว่าต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงมีสถานะ เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ของบางประเทศที่เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น” พฤติการณ์เช่นนี้จึงมีเหตุที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าผู้ถูกร้องกับพวก “อาจ มีแผนการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขเป็นระบอบอื่นได้ ทั้งร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ก็มีช่องทางให้กระทำเช่นนั้นได้”
 
เพียงแต่ วสันต์เห็นว่ายังเป็นเพียงการสันนิษฐานไปในทางร้ายเท่านั้น ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาก็ยืนยันว่าหมวด 2 แตะไม่ได้เลย ให้ลอกเลย และการแก้ไขเกี่ยวกับพระราชอำนาจในหมวดอื่นก็ถือว่าเข้าข่ายแตะต้องหมวด 2 เช่นกัน จึง(ยัง)ไม่ผิด
 
ถามว่าอะไรคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของวสันต์ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขควรมีความหมายจำกัดเพียง 1.ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ 2.มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย 3.มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนที่นอกเหนือจากนั้นต้องปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมตามพัฒนาการของ สังคม จะมีองคมนตรีหรือไม่ จะแก้หมวด 2 อย่างไร ก็ยังเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ใช่หรือ
 
หรือจะต้อง เป็นอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น แล้วที่เป็นอยู่นี้คืออะไร ต่างจากอังกฤษ สวีเดน สเปน ฮอลแลนด์ ฯลฯ อย่างไร วสันต์ควรอรรถาธิบายให้ชัด คำว่า “บางคนกล่าวข้อความแสดงเจตนารมณ์ของตนว่าต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงมี สถานะเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ของบางประเทศที่เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่า นั้น” แปลว่าคนเหล่านั้นมีความผิดตามมาตรา 68 ใช่ไหม ต้องการล้มล้างระบอบไปเป็นระบอบอื่นใช่ไหม อังกฤษ สวีเดน สเปน ฮอลแลนด์ ฯลฯ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปล่า แล้วระบอบของคุณคืออะไรแน่ เป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า
 
บุญส่ง อุดมศักดิ์
มีเซอร์ไพรส์
 
เมื่อเทียบกับวสันต์แล้ว บุญส่ง กุลบุปผา วินิจฉัยรวบรัดชัดเจนไม่ต้องมีข้อสังเกต โดยบอกว่า “เป็น อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ศาลไม่มีอำนาจไปวินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าศาลซึ่งอยู่ในอำนาจของฝ่ายตุลาการเข้าไปก้าวก่ายอำนาจ หน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ”
 
ส่วนประเด็น ที่ 3 บุญส่งก็ชัดเจนว่า เมื่อพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 291 โดยเฉพาะ 291/11 วรรคห้า แสดงว่ายังคงหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ส่วนข้ออ้างที่ว่า เป็นการให้อำนาจ สสร.ไปยกร่างอย่างไรก็ได้ โดยที่รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้นั้น ก็เป็นเพียงการคาดคะเน และร่างรัฐธรรมนูญยังต้องผ่านการลงประชามติ “ถือว่ายังให้ประชาชนซึ่งป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตยใช้สิทธิที่จะตรวจสอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ว่าจะรับ เป็นรัฐธรรมนูญของประเทศหรือไม่”
 
โต้กันเห็นๆ เลยนะครับ แถมบุญส่งยังไม่พูดถึงหมวด 1 หมวด 2 ให้เสียเวลา
 
บุญส่งกับ อุดมศักดิ์เป็น 2 ใน 7 คนที่เคลียร์คัทว่าศาลไม่มีอำนาจก้าวก่ายอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา แม้จะอ้างว่ามีอำนาจรับคำร้องตามมาตรา 68 โดยคำวินิจฉัยของอุดมศักดิ์ในประเด็นแรก ยอมรับว่า “เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญปรับบทกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 68 รับคำร้องที่ยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาเป็นกรณีแรก”
 
คือยอมรับ ว่า “ปรับบท” (คนอื่นๆ ไม่ยอมรับ) แต่อ้างว่าเป็นมาตรการป้องกันการกระทำต้องห้ามที่จำเป็นต้องวินิจฉัยสั่งการ ให้เลิกการกระทำนั้นได้อย่างทันท่วงที
 
ในประเด็นที่ 2 อุดมศักดิ์สรุปว่า “เป็น การใช้อำนาจนิติบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ซึ่งเป็น “อำนาจตามรัฐธรรมนูญ” เช่นเดียวกับการใช้อำนาจตุลาการของศาลที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นกัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการใช้ อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไว้” ฉะนั้นจะยกเลิกทั้งฉบับได้หรือไม่ ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่ เป็นอำนาจของรัฐสภาและองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงข้อเรียกร้องหรือความ วิตกกังวลในทางสังคมวิทยาการเมืองของประชาชนทุกภาคส่วน “ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้”
 
ถือว่าให้คำแนะนำเหมือนกันครับ แต่แนะนำว่าเป็นเรื่องสังคมวิทยาการเมือง ไปดูกันเอง ศาลไม่เกี่ยว
 
อุดมศักดิ์ยังชี้ตั้งแต่ต้นว่า การตั้งประเด็นที่สองว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่” ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 68 โดยตรง (นอกประเด็นนั่นแหละ) และร่างแก้ไข 291 ก็ไม่ได้กำหนดให้ “ยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” ตามที่กำหนดประเด็นไว้ (เห็นด้วยครับ ถ้อยคำข้างต้นทำให้เข้าใจว่า ม.291 เป็นตัวยกเลิกรัฐธรรมนูญ)
 
ส่วนที่โต้ แย้งว่ามอบอำนาจให้ สสร.โดยไม่ทำประชามติก่อน อุดมศักดิ์บอกว่า ก็มาตรา 291 ไม่ได้บัญญัติให้ทำประชามติก่อน และรัฐสภาก็กำหนดให้ สสร.ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ได้มอบอำนาจให้เห็นชอบแต่อย่างใด
 
อุดมศักดิ์มาชี้ชัดในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยประเด็นที่ 3 ว่า “รัฐสภา มิได้ใช้อำนาจตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมิได้มีเนื้อหาหรือข้อความใดให้ยกเลิกรัฐ ธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามที่ผู้ร้องโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันผ่านการ ทำประชามติมาแล้วแต่อย่างใด แม้ในที่สุดเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้บังคับแล้วต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบัน แต่เป็นการยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านการทำประชามติเห็นชอบของ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญร่วมกับพระมหากษัตริย์ โดยลำดับศักดิ์ของกฎหมายที่เท่ากัน”
 
นี่เป็นคำ อธิบายโต้แย้งข้อหา “มอบอำนาจให้ สสร.” อย่างมีน้ำหนัก เพราะมีความพยายามสร้างความเข้าใจผิดๆ ในหมู่เสื้อเหลืองและสลิ่มว่าตั้ง สสร.เท่ากับล้มรัฐธรรมนูญ 2550 ความจริงคือยกเลิกด้วยประชามติตอนท้าย โดยระหว่างที่ สสร.ยกร่างใหม่ รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังใช้อยู่ จึงไม่ต้องทำประชามติก่อน
 
นุรักษ์: แก้ทั้งฉบับต้องรัฐประหาร
 
มาแรงส์ที่ สุดในฝ่ายที่คัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับคือ นุรักษ์ มาประณีต อดีตตุลาการคดียุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหาร และอดีต สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
 
ประเด็น แรกนอกจากตีความคำว่า “และ” กลายเป็นผู้ร้องทำได้ทั้ง 2 อย่าง นุรักษ์ยัง “จัดหนัก” ใส่อัยการว่า คดีนี้มีผู้ร้องตั้งแต่เดือน ก.พ.2555 อัยการสูงสุดมิได้กระทำการใดเลย หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเวลาหลายเดือน เพิ่งจะประชุมสรุปในเดือน มิ.ย.หากบุคคลจะล้มล้างการปกครองฯ โดยวางแผนทำปฏิวัติรัฐประหาร ก็น่าจะปฏิวัติรัฐประหารไปสำเร็จก่อนอัยการตรวจสอบเสร็จ
 
สรุปว่านุรักษ์รับคำร้องมาตรา 68 ด้วยเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ต่อต้านปฏิวัติรัฐประหาร
 
ประเด็นที่สอง ฉีกแนวกว่าทุกคนเลยครับ
 
“การยก เลิก ล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จะกระทำได้สองวิธี ประการแรก เป็นการกระทำของบุคคลโดยการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ประการที่สองจะกระทำได้โดยบุคคลหรือพรรคการเมือง การกระทำตามประการที่สองของพรรคการเมืองนั้น เห็นได้จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองเลิกกระทำการตาม วรรคสอง คือ การกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ คำว่า “รัฐธรรมนูญนี้” ย่อมหมายความถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 การกระทำของพรรคการเมืองตามความหมายของมาตรา 68 นี้ หมายความถึงการกระทำทางนิติบัญญัตินั่นเอง”
 
โอ๊วว... สะใจฝ่ายผู้ร้อง ชัดเจนว่ายกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ แม้จะเป็น “การกระทำทางนิติบัญญัติ” ของรัฐสภา ก็ถือเป็นการกระทำของพรรคการเมืองที่ผิดมาตรา 68 ยิ่งกว่านี้ ตุลาการผู้นี้ยังตีความว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ห้ามล้มล้าง ก็คือระบอบที่เป็นไปตาม “รัฐธรรมนูญนี้” ถ้ายกร่างใหม่ให้แตกต่างไป ถึงจะยังมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยังมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยังเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้ ก็ถือว่า “ล้มล้าง”
 
“รัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้องทั้งหก ตามมาตรา 291 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 16 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นการกระทำที่มีผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญนี้ที่มีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิอาจกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง”
 
ย้ำไปย้ำมา เพื่อบอกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถูกผูกขาดไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น (ใครอยากทำความเข้าใจเรื่อง “รัฐธรรมนูญนี้” โดยละเอียด ให้ไปอ่านข้อเขียนของคำนูณ สิทธิสมาน สว.ลากตั้ง ซึ่งมีความเห็นสอดคล้องกันเป๊ะ)
 
ที่ผู้ถูกร้องต่อสู้ว่าไม่มีบทบัญญัติห้ามแก้ไขทั้งฉบับ “เห็น ว่าตามหลักกฎหมายมหาชนแตกต่างกับกฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชนนั้นจะกระทำได้เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ให้กระทำได้เท่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติไว้ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อยกเลิก ล้มล้าง แต่กลับมีบทบัญญัติมาตรา 68 ไว้ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามบุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการล้มล้าง”
 
ตรงนี้ขอ แย้งครับ หลักกฎหมายมหาชนที่ว่าจะกระทำได้ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้ทำเท่านั้น คือหลักกฎหมายปกครอง หมายความว่าการกระทำใดๆ ของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจละเมิดสิทธิประชาชน จะทำได้ต่อเมื่อกฎหมายอนุญาตเท่านั้น ไม่ใช่หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นคนละเรื่องกัน ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกหรอกครับ ที่จะเขียนว่า อนุญาตให้แก้ทั้งฉบับ หรือห้ามแก้ทั้งฉบับ
 
ประเด็นนี้ใครลองไปถามนักกฎหมายมหาชนดู ถามบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ได้ ผมอยากรู้ว่าบวรศักดิ์จะตอบอย่างไร
 
ผู้ถูกร้อง แย้งว่าเคยตั้ง สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มาแล้ว นุรักษ์เห็นว่าทำได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้ายังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติเรื่องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่งจะมีในมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และให้ความสำคัญขึ้นไปอีกในรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเพิ่มเป็นส่วนที่ 13 สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68
 
“ซึ่งเป็นการห้ามบุคคลและพรรคการเมืองกระทำการล้มล้างรัฐ ธรรมนูญนี้ โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีผลให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะกระทำมิได้”
 
โอ้ เอาบทบัญญัติพิทักษ์รัฐธรรมนูญซึ่งต้องการสกัดปฏิวัติรัฐประหาร มาตีความว่าห้ามรัฐสภาแก้ทั้งฉบับ ต้องปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง ถึงทำได้ เหมือนอย่างรัฐประหาร 19 กันยา 49 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ฉีกมาตรา 63 แล้วยกร่างใหม่ทั้งฉบับ อย่างนั้นทำได้ (โดยท่านก็ไปร่างกับเขาด้วย)
 
นุรักษ์ไม่ เอ่ยถึงการทำประชามติแม้แต่น้อย ทำให้ไม่แน่ใจว่า ถ้าประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ลงประชามติท่วมท้นให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะผิดมาตรา 68 ติดคุกกันทั้งประเทศหรือไม่ ซึ่งก็อาจตีความเช่นนั้นได้ เพราะตุลาการผู้นี้ล็อกไว้ว่าทำอย่างไรก็แก้ทั้งฉบับไม่ได้
 
ในประเด็น ที่ 3 และ 4 ตุลาการผู้นี้เห็นว่าการแก้ไขเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมีความผิด แต่ผู้ถูกร้องมิได้มีเจตนา และอาจสำคัญผิด ส่วนที่ไม่ยุบพรรคการเมืองเพราะมาตรา 68 วรรคสามบัญญัติว้า “ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้” ยังมีคำว่า “อาจ” อยู่เลยรอดตัวไป
 
แต่ถ้าลงมติวาระ 3 หลังจากนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย
 
เฉลิมพล
ไม่เอา ก่อนค่อยยกร่าง?
 
เฉลิมพล เอกอุรุ กับสุพจน์ ไข่มุกด์ วินิจฉัยคล้ายกันว่าต้องลงประชามติก่อน
 
“อำนาจใน การก่อตั้งหรือสถาปนารัฐธรรมนูญนั้น เป็นของปวงชนชาวไทย ร่วมกับพระมหากษัตริย์ซึ่งจะพระราชทานพระบรมราชานุมัติ โดยทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ...”
 
เฉลิมพลอธิบายแบบตามตัวอักษรว่า มาตรา 291 “เป็น การมอบอำนาจจากผู้ทรงอำนาจก่อตั้งหรือสถาปนารัฐธรรมนูญให้รัฐสภาซึ่งเป็น องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” แล้วก็บอกว่า คำว่าแก้ไขเพิ่มเติมหมายถึงการแก้ไขถ้อยคำหรือข้อความ หรือเพิ่มเติมข้อความใหม่เข้าไป แต่ไม่รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐสภาจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่ฉบับเดิมก็เป็นการกระทำที่เกินขอบ เขตอำนาจ ต้องขอความเห็นชอบจากผู้ทรงอำนาจดังกล่าวก่อน
 
“การจะ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนชาวไทยเสียก่อน โดยต้องจัดให้มีการลงประชามติขอความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนฉบับปี 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เมื่อมีประชามติเห็นชอบด้วยแล้ว จึงจะดำเนินกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้”
 
ย้อนไปเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของอุดมศักดิ์ดูนะครับ
 
ผมประหลาดใจ กับคำวินิจฉัยของเฉลิมพลที่ว่า ต้องลงประชามติก่อน เพื่อ “ขอความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อใช้แทนฉบับปี 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” คำถามคือถ้าประชาชนเห็นชอบ ก็แปลว่าประชาชนไม่เอารัฐธรรมนูญ 50 แล้ว ยังงั้นหรือครับ
 
ท่านกำลังจะบอกว่า ถ้าจะเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องให้ประชาชนบอกว่าไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 เสียก่อน ทั้งที่เรายังไม่รู้กันเลยว่าถ้าร่างฉบับใหม่ออกมาแล้ว ประชามติจะรับหรือไม่ ประชาชนอาจเลือกรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้ก็ได้
 
ท่านกำลัง มองว่า ถ้า 291 ผ่านวาระ 3 เลือกตั้ง สสร.ก็ชัวร์ป้าด ประชามติต้องรับร่างใหม่แน่ ฉะนั้นต้องรีบถามประชาชนก่อนเสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่างนั้นหรือครับ
 
รัฐสภา ไม่ได้ “จัดทำรัฐธรรมนูญแทนที่ฉบับเดิม” ซึ่งเกินขอบเขตอำนาจ แต่รัฐสภากำลังจะให้มี สสร.มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจลงประชามติ ว่าจะเอาแทนที่ฉบับเดิม หรือไม่เอา สาระสำคัญเป็นเช่นนี้ต่างหาก
 
อย่างไรก็ดี แม้บอกว่าการแก้ 291 อย่างนี้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่สาม เฉลิมพลก็เห็นว่าไม่ผิดมาตรา 68 เพราะยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่แม้จะมีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจคาดการณ์ใดๆ ได้ เพราะเป็นเรื่องในอนาคต พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่า ผิดมาตรา 68
 
สุพจน์: ยุบศาลไม่ได้
 
“การตรา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 เป็นกระบวนการที่ได้ผ่านการลงประชามติของผู้ใช้อำนาจอธิปไตยคือประชาชนโดย ตรง ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่เป็นประชาธิปไตยเพิ่มเติมจากหลักการเดิมที่ประชาชน เป็นผู้ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น หากสมาชิกรัฐสภาซึ่งถือเป็นผู้รับมอบการใช้อำนาจมาจากประชาชนจะทำการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ หรือมอบหมายให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทำการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ก็จะต้องดำเนินการโดยกระบวนการในลักษณะเช่นเดียวกัน คือการรับฟังประชามติจากประชาชนทั้งหมดในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจโดยตรง รัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญ ไม่สมควรจะมอบอำนาจอันสำคัญและศักดิ์สิทธิ์นี้ไปให้แก่สภาร่างรัฐธรรมนูญโดย ไม่มีการปรึกษาหารือและได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ...”
 
ถามว่า สสร.ได้รับมอบอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรืออำนาจประกาศใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไปจากรัฐสภาหรือเปล่าครับ เปล่าเลย ระหว่างที่ สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมก็ยังอยู่กับรัฐสภานะครับ เพราะมาตรา 291 เดิมยังอยู่ มีปัญหาเร่งด่วนขึ้นมาต้องแก้มาตราใด รัฐสภาก็ยังทำได้ ไม่เกี่ยวกับ สสร.
 
ส่วนอำนาจประกาศใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็อยู่ที่การลงประชามติ หลังยกร่างเสร็จ
 
ท่านสำคัญ ผิดหรือเปล่าครับ คือเหมือนกับคิดว่า พอ 291 ผ่าน มีการเลือก สสร.ก็แปลว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แน่นอน ทำไมไม่มองตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงว่า สสร.เป็นผู้ยกร่างเพื่อ “นำเสนอ” เจ้าของอำนาจตัวจริงคือประชาชน ให้เขาตัดสินใจเลือกระหว่างฉบับเก่าฉบับใหม่
 
คำวินิจฉัย ของสุพจน์ ดูเหมือนกว้างกว่าเฉลิมพลด้วยซ้ำ เพราะยังบอกว่าเมื่อ สสร.รับมอบอำนาจมาจากรัฐสภา ก็ต้องถูกกำหนดขอบเขตและข้อจำกัด คือจะนำอำนาจที่ได้รับมอบไปแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ (เพราะรัฐสภาก็ไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ)
 
ผมว่าศาลน่าจะตั้งประเด็นวินิจฉัยเพิ่มเติม เรื่องอำนาจของ สสร.เสียแล้วละ ถกกันให้แตกเสียก่อนดีไหม ว่า สสร.รับมอบอำนาจจริงหรือ
 
สุพจน์ยัง ขยายประเด็นย่อยว่า ที่รัฐสภาจะมอบอำนาจให้ประธานรัฐสภาแต่ผู้เดียวตรวจสอบความถูกต้องของ เงื่อนไขหลักเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดนั้น ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291
 
แต่ที่น่าดูกว่านั้นคือ ประเด็นที่ 3
 
“...จะมี การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยอิสระ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้จัดทำโครงสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ จะมีการลดทอนพระราชอำนาจ เช่น พระราชอำนาจยับยั้งพระราชบัญญัติ พระราชอำนาจในการอภัยโทษ หรือไม่ แล้วแต่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความเหมาะสม จะมีการปรับปรุงองค์กรฝ่ายตุลาการ หรือยุบรวมองค์กรอิสระที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หรือไม่ ก็ไม่อาจคาดหมายได้ หากมีการลดทอนพระราชอำนาจให้เปลี่ยนไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน องค์กรฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระถูกยุบรวม อาจมีปัญหาว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ก็ได้ แต่เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จ.....”
 
ตุลาการ ผู้เป็นอดีต สสร.50 แสดงทัศนะชัดเจนว่า ถ้ามีการยุบศาล ปรับปรุงศาล หรือองค์กรอิสระ อาจมีปัญหาว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ
 
นี่เราเข้า ใจระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงกันหรือเปล่าครับ ระบอบของท่านเป็นระบอบอะไรแน่ ยุบ ปร้บปรุง ศาล องค์กรอิสระไม่ได้
 
จรูญ: ฟังแล้วงง
 
จรูญ อินทจาร ให้เหตุผลเหมือนนุรักษ์ มาประณีต ว่าต้องมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้อำนาจ
 
หาก รัฐสภากระทำโดยเกินขอบเขตอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่แทนที่ฉบับเดิม จะมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจไว้ จึงมิอาจกระทำได้ แม้แต่ตามหลักกฎหมายมหาชนซึ่งเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ยังถือว่าการใช้อำนาจเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของหน่วยงานรัฐหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ อันมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้น ถ้ากฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ก็ไม่สามารถกระทำได้ และยิ่งเป็นรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ก็ยิ่งต้องถือหลักเช่นนี้เหนือกว่ากฎหมายลำดับรองลงไป หาใช่เป็นไปดังคำเบิกความของพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง ที่ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับ หรือจัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับก็ย่อมทำได้”
 
เห็นชัด อย่างที่ทักท้วงไว้ ท่านเอาหลักกฎหมายปกครองมาอ้าง “การใช้อำนาจเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐ อันมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้น ถ้ากฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ก็ไม่สามารถกระทำได้” นี่คือหลักกฎหมาย ปกครอง หลักนี้เอามาใช้กับรัฐธรรมนูญไม่ได้นะครับ เพราะหลักรัฐธรรมนูญถือว่าปวงชนเป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ถ้าเจ้าของอำนาจต้องการแก้ทั้งฉบับ ก็ไม่จำเป็นต้องมีบทบัญญัติอนุญาตไว้ เปรียบเหมือนเจ้าของบ้านจะรื้อบ้านสร้างใหม่อย่างไรก็ได้นั่นเอง
 
แต่ในขณะที่บอกว่าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่ได้ ตุลาการผู้นี้ก็บอกว่า “อย่าง ไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือจัดทำรัฐธรรมนูญ ขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการพัฒนาการเมืองของ ประเทศให้ก้าวหน้า ย่อมกระทำได้โดยการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ซึ่งอาจแสดงออกโดยการลงประชามติ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งได้รับฉันทามติจากปวงชนชาวไทย ผ่านการลงประชามติก่อนที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธย”
 
ตกลงให้ทำประชามติก่อนหรือหลัง ตกลงแก้ทั้งฉบับได้ไหม ผมฟังแล้วยังงงๆ
 
แก้ไม่ได้จะเกิดอะไร
 
คำวินิจฉัย ของตุลาการบางคนที่ห้ามแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ให้แก้รายมาตราได้ เป็นเรื่องตลก เพราะที่รัฐสภาจะแก้มาตรา 291 ยกร่างทั้งฉบับ จริงๆ ก็ไม่ทั้งฉบับเพราะห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 รวม 25 มาตรา แปลว่าแก้เฉพาะ 284 มาตรา จาก 309 มาตรา
 
แต่ถ้า รัฐสภาแก้รายมาตรา จะแก้กี่มาตราก็ได้ 300 มาตราก็ได้ ขอเพียงไม่แตะมาตรา 1 และ 2 ซึ่งบ่งบอกว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยที่ไม่ต้องไปเลือก สสร. ไม่ต้องไปทำประชามติให้ยุ่งยาก
 
อย่างไรก็ดี ถ้าอ่านทัศนะของตุลาการรายบุคคล จะเห็นว่าแม้แต่แก้รายมาตราก็อาจทำไม่ได้ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เพราะอาจล้มล้าง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
 
ข้อสังเกตที่ได้จากการอ่านคำวินิจฉัยส่วนตนคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในทัศนะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอะไรที่ไม่ใช่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อย่างที่เข้าใจกันทั่วไป ไม่ใช่แบบอังกฤษ ไม่ใช่แบบยุโรป ไม่ใช่แบบที่ร่ำเรียนกันมาในคณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ แต่เป็นแบบไหนแน่ ก็ไม่มีความชัดเจน รู้แต่ว่าแฝงทัศนะราชาธิปไตย และตุลาการธิปไตย อยู่เหนือประชาธิปไตย
 
สมมติเช่น หากเสนอให้ประธานศาลฎีกาต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา หรือวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง (แบบเดียวกับประธานศาลปกครองสูงสุด) คุณก็อาจถูกวินิจฉัยว่า “ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เพราะตุลาการจะอ้างว่าได้รับโปรดเกล้าฯ จากในหลวง ทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธย
 
ไม่ต้องพูด ถึงความพยายามจะแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ สมมติเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอนิติราษฎร์ ก็อาจโดนยุบพรรค ล้มรัฐบาล ล้มรัฐสภา ตั้งแต่วาระแรก เพราะศาลรัฐธรรมนูญพร้อมจะขยายการตีความ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาปกป้องอำนาจของตนและขององค์กรอิสระทั้งหลายที่ตุลาการเข้าไปยึดครอง
 
แล้วการเมืองจะมีทางออกอย่างไร หรือต้องมีรัฐประหาร หรือต้องมี “ปฏิวัติประชาชน” จึงแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ อย่างที่นุรักษ์ มาประณีต กล่าวไว้ ซึ่งก็แปลว่าต้องเกิดความรุนแรง เกิดการแตกหักระหว่างขั้วอำนาจ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางรื้อ “ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” โดยสันติ
 
ข้อ สังเกตประการที่สองคือ ตุลาการทั้ง 8 วินิจฉัยแตกต่างกันไปอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ 2 แนวทาง แต่ต่างกันกระจัดกระจายเหมืองแกงโฮะ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ สำหรับนักกฎหมายระดับสูงอย่างนี้ เพราะถ้ายึดหลักเดียวกัน หลักกฎหมายมหาชน หลักรัฐธรรมนูญ ก็น่าจะมีความเห็นต่างแค่ 2 แนวทางในแต่ละประเด็นที่ต้องตีความ
 
ขอฝากไว้ เป็นข้อสังเกต ให้นักกฎหมายไปตรวจสอบดู ผมไม่มีความรู้ขนาดนั้นแต่อ่านแล้วรู้สึกว่าคำวินิจฉัยต่างกันคนละทิศคนละ ทาง เหมือนเรียนกฎหมายมาต่างสำนัก 3-4 สำนักเลยทีเดียว
 
                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    31 ก.ค.55
.............................................

1 สิงหาคม 2555 เวลา 09:21 น.