ที่มา Thai E-News
"..สิบประเทศในอาเซียน มีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลกค่ะ.." (นาทีที่ ๐.๑๕)
โอว..ผมขอร้องเถอะครับ
ถ้าจะปล่อยหล่อนไปข้างนอกไกลๆ ช่วยหาอะไรครอบปากเธอไว้ได้มั๊ยครับ? ผมไม่ไหวละ..pleaseeee
โดย ระยิบ เผ่ามโน
2 สิงหาคม 2555
เป็นข้อความที่ขบวนการเสรีไทยเฟชบุ๊คแปะไว้ โดยนำมาจากหน้า
Kanok
Ratwongsakul Fan Page ของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล บุคคลสาธารณะระดับ “หัวหน้า” ภายในเครือข่ายสื่อเนชั่น พาดพิงถึงคำปาฐกถาของ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจโลกเกี่ยวกับเอเซียตะวันออก
(World Economic Forum on East Asia) ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่
๓๐ พฤษภาคม ถึง ๑ มิถุนายน ที่ผ่านมา
อ่านโพสต์ของกนกแล้วไม่รู้สึกว่านี่เป็นการอ้างถึงการประชุมระดับนานาชาติ
ในประเด็นสาธารณะของภูมิภาค และอยู่บนมาตรฐานของศักดิ์ศรีแห่งชาติแต่อย่างใด ไม่ต่างอะไรกับความสุกเอาเผากินปั้นเรื่อง
“ว.๕ และสวรรค์ชั้น ๗” ที่ร่วมด้วยช่วยกันยำหลายประสาน
ทั้งประชาธิปัตย์ ผู้จัดการ และกนก สมกับที่นานาชาติมองไทยว่าหมกมุ่นแต่เรื่อง “เซ็กส์ๆ”
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอย่างใดสำหรับมาตรฐานการลงข้อความในหน้าเฟชบุ๊คของนายกนกเกี่ยวกับนายกฯ
สตรีคนนี้ เพราะกนกมักจะจัดหนักเสมอ ดูตัวอย่างได้จากการนำคำพูด “เอาอยู่”
ของน.ส.ยิ่งลักษณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมมาล้อเลียนในทางลามก
(กลัวไม่รู้ว่าต้องการให้ลามกจึงลงรูปประกอบสองฝ่าเท้าคว่ำประกบกับสองฝ่า
เท้าหงายให้เห็นเสียด้วย)
มาครั้งนี้กนกใช้วลี
“หาอะไรครอบปากเธอไว้” จัดว่าเพิ่มความร้อนแรงเข้าไปอีกโสดหนึ่งด้วยการสบประมาทสติปัญญา
แล้วยังเทียบเคียงกับสุนัข เนื่องจากคำว่า “ครอบปาก” ในภาษาไทยมีที่ใช้อยู่อย่างเดียวคือกับ “ตะกร้อ” ถึงจะทำตัวหัวหมอไม่กล้าเขียนตรงๆ ก็คงจะเบี่ยงเบนเจตนาไปไม่ได้
ผู้เขียนจึงช่วยอธิบายให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นบันทึกวิชามารของนายกนกสำหรับเวลาที่ชีวิตเขาหาไม่แล้ว
วิธีการของนายกนก
เช่นเดียวกับการกระทำของคณะสายล่อฟ้าที่โดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทอยู่ขณะนี้
ซึ่งมักใช้ข้อความ และ/หรือคารมส่อเสียด ดูถูก เหยียดหยาม แถมด้วยคำหยาบ ให้ร้าย โป้ปด
และบิดเบือน ชนิดที่บางคนอาจตลึงว่ากลุ่มการเมือง (รวมทั้งผู้ที่ให้การสนับสนุน)
ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ดีมีความรู้จะกระทำต่ำช้าขนาดนี้ได้
จะว่าไปการแสดงออกทางการเมืองอย่างไร้จรรยาเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่มีให้เห็นในประเทศที่ก้าวหน้าทางวิถีประชาธิปไตยในโลกตะวันตก
ในสหรัฐอเมริกาก็มีกลุ่มการเมืองขวาตกขอบที่ไม่ชอบประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า
เพราะเป็นคนผิวดำ ได้นำรูปลักษณ์ และสายเลือดข้างบิดาของประธานาธิบดีไปสร้างเรื่องมดเท็จว่าโอบาม่าเป็นมุสลิมบ้าง
นิยมลัทธิสังคมนิยมบ้าง คนทั่วไปที่ได้พบเห็น
รับฟังข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จอย่างไร้สาระเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักยักไหล่ว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ขันถ่อยๆ
เท่านั้น คนที่สร้างเรื่องอาจไม่ถูกฟ้องร้อง หรือไม่มีการสืบสาวหาต้นตอมาลงโทษแต่อย่างใด
ก็เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้รับการใส่ใจให้คุณค่าจากปวงชนโดยรวม
ที่สำคัญอย่างยิ่ง
ข้อกล่าวหาห่ามห้าว บิดเบือน มดเท็จ หรือลามกทั้งหลายไม่มีโอกาสได้ปรากฏในสื่อสายหลักเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีแม้แต่การนำไปลงในสื่อสังคมส่วนตัวของผู้ที่มีฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้ปฏิบัติราชการ หรือบรรดานักข่าว ผู้ปฏิบัติงานสื่อมวลชนใดๆ
แต่ในประเทศไทยกลับมีครบถ้วนกระบวนสถุน เราจึงได้เห็นการลงข้อความอย่างไร้รสนิยม
ขาดวุฒิภาวะ และปั้นน้ำเป็นตัวจากผู้เป็นโฆษกพรรคฝ่ายค้านทั้งชาย
และหญิงอยู่เนืองๆ เป็นที่สะอารมณ์อย่างเหลือหลายของแฟนคลับที่สนับสนุน
วิธีการทำนองเดียวกันยังกระจายออกไปในแวดวงการเมืองระดับมวลชนอีกด้วย
มีการตามเหน็บแนมกันในโซเชียลมีเดียแล้วเลยเถิดไปกระทั่งใส่ร้าย
กล่าวหาอย่างเสียหายในเรื่องส่วนตัว นอกเหนือจากการใช้ถ้อยคำผรุสวาทด่าทอหยาบคาย ดังกรณีที่สตรีวัย
๓๖ ปีผู้ใช้นามแฝงว่า k
u n o w หรือ “กูนาว”
ไล่ล่านายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด
บนทวิตเตอร์ กระทั่ง @nuling ท้าทายให้ไปพิสูจน์ความจริงกันที่โรงพัก
เปิดช่องให้สื่อนักเป่าป่วนอย่างผู้จัดการออนไลน์นำไป “blown out of
proportion” ในข่าว"บก.ลายจุดยัวะ
ถูกหญิงแฉปล่อยพ่อเสียชีวิตอืดคาบ้าน" เป็นตัวอย่างหนึ่งของการล่าแม่มด
อีกตัวอย่างกรณีล่อเป้า
ลงข้อความสามหาวท้าทาย ไม่เพียงให้ร้าย แต่มุ่งหมายให้โทษ (จำคุก)
ด้วยการนำเอาช่องโหว่วิชามารในกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
มาใช้ทำลายบุคคลที่แสดงความเห็นในที่สาธารณะเพื่อประกาศสิทธิ
และความเท่าเทียมทางการเมืองของปัจเจกชน ดังกรณีที่นายนิธิวัติ วรรณศิริ
นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้ใช้นาม “ป๋าจอมตั๊ป”
บนเฟชบุ๊ค ถูกนายวิพุธ สุขประเสริฐ ทำการ ล็อคเป้า
แล้วยื่นหมายจับเสียเลยล่วงหน้า
สมาชิกเสื้อเหลืองตัวเอ้ฉายา IPAD ผู้นี้เป็นนักไล่ล่าแจ้งจับผู้รณรงค์ประชาธิปไตยด้วยข้อหา ม. ๑๑๒
ไปแล้วหลายคน นับแต่ สมศักดิ์
เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ มธ. จิรนุช เปรมชัยพร บก. ประชาไท สุรพจน์
ทวีศักดิ์ นักปรัชญาชายขอบ และประวิตร โรจนพฤกษ์ บรรณาธิการอาวุโสเนชั่น
ได้
เห็นกระบวนการปฏิเสธประชาธิปไตยที่แฝงมาในรูปของการจงเกลียดจงชัง
จองล้างจองผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ผูกพันกับทักษิณ (อดีตนายกรัฐมนตรี)
เหล่านี้แล้วชวนให้อดตั้งข้อสงสัยกับวิชาชีพสื่อมวลชนในประเทศไทยไม่ได้
ว่าเขาสอนกันมาอย่างไร
คนอย่างนายกนกที่ได้รับยกย่องเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของคณะวารสารศาสตร์
มธ. คณะที่แตกหน่อมาจากสังคมศาสตร์
และสามารถส่งลูกหม้อเข้าไปเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยหลายคน
กลับเห็นแก่ฝักฝ่ายในทางการเมืองเสียจนละทิ้งจรรยาทางวิชาชีพ
ก่อนที่จะลงข้อความสามหาวอย่างนั้นควรตรวจสอบรูปการณ์แห่งภาพรวมเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร
เรื่องการประชุมอันเป็นสากลก็น่าที่จะเงี่ยหูฟังถึงความเป็นไปรายรอบจากนานาชาติเสียก่อนที่จะปล่อยอาจมจากภายในออกมาให้คละคลุ้ง
เพียงเพื่อที่จะสร้างกลิ่นทำลายบรรยากาศ
แท้
จริงแล้วสิ่งที่เป็นผลพวงจากการประชุมควรแก่การขานรับมากกว่าความผิดพลาดใน
ถ้อยคำปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีเล็กน้อยที่ว่าประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมี
จำนวนครึ่งหนึ่งของทั้งโลก
หากแต่ผลกระทบที่ได้จากการประชุม และประโยชน์อันจะเกิดแก่ประเทศชาติ
ปรากฏอย่างละเอียดชัดเจนอยู่ในรายงานของนิตยสารการตลาดบลูมเบิร์ก
ฉบับประจำเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
จนทำให้ประเด็นอ้างข้อมูลผิดพลาดโดยนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย
เป็นเพียงเรื่องเล่าเอามันของหมู่คนที่ระดับสติปัญญาหมกมุ่นแต่เรื่องไร้สาระ
ทายาทคนสำคัญของนายเจริญ
สิริวัฒนภักดี อภิมหาเศรษฐีกิจการเบียร์ และสุรา
บอกกับบลูมเบิร์กว่าเขาป็นผู้ที่ชื่นชมนายกฯ
หญิงคนนี้อย่างไม่มีทางวอกแวกเลยทีเดียว “เธอเป็นตัวแทนอำนาจนุ่มนวลของประเทศไทย” และ “เสน่ห์ของเธอในความอดทน อดกลั้น สุภาพ
และยืดหยุ่น
ช่วยให้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทยฟื้นคืนกลับมาได้นับแต่เธอเข้ารับตำแหน่งในเดือนสิงหาคม
๒๕๕๔”
บทความของนายยูลิมกล่าวถึงโครงการลงทุนสร้างโรงงานผลิตเบียร์
และสุราที่ใหญ่ที่สุดในพม่า อันเป็นส่วนหนึ่งในแนวโน้ม
หรือเทร็นด์ใหม่ของนักธุรกิจระดับข้ามชาติในประเทศไทย ในการออกไปลงทุนโพ้นทะเลไม่ว่าจะเป็นนายธนินทร์
เจียวรานนท์ แห่งอาณาจักรกิจการยักษ์เจริญโภคภัณฑ์ หรือนายอโลเก โลเฮีย
แห่งอินโดรามาเว็นเจอร์
ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถเอาตัวรอดจากภาวะวิกฤติเครดิตโลกในปี ๒๕๕๑
และอุทกภัยครั้งมโหฬารเมื่อปีที่แล้วทำให้ธุรกิจไทยที่มีทุนสะสมมากมาย
ประกอบกับทักษะในทางธุรกิจอุตสาหกรรม
และความสนิทสนมคุ้นเคยกับนักธุรกิจนานาชาติในภูมิภาค เริ่มมองหาตลาดใหม่ๆ
ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกัมพูชา ลาว พม่า และเวียตนาม
ตามฐานข้อมูลบลูมเบิร์ก
ผู้ผลิตถ่านหินอย่างบ้านปู พีซีแอล บรรษัทพลังงานอย่าง ปตท. สยามซีเม็นต์
และไทยยูเนียน (สินค้าแช่แข็ง)
เป็นบรรษัทขนาดใหญ่ของไทยที่กว้านซื้อกิจการในต่างประเทศนับแต่ปี ๒๕๕๑
เป็นต้นมาถึงวันที่ ๑๘ กรกฎาคมนี้ มีมูลค่ากว่า ๒๐,๔๐๐ ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงปี
๒๕๔๖ ถึง ๒๕๕๐ ซึ่งมีมูลค่าเพียง ๑,๔๐๐ ล้านดอลลาร์เท่านั้น
เฉพาะการขยายกิจการของไทยเบฟเวอเรจเข้าไปในพม่า
ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสำคัญนี้
ทำให้เปิดตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไปถึงได้ราว ๖๐ ล้านคน
และในเดือนกรกฎาคมนี้เอง บริษัทของฐาปนาก็เพิ่งเข้าไปซื้อหุ้นส่วน ๒๒
เปอร์เซ็นต์มูลค่า ๒.๒
พันล้านดอลลาร์ในบริษัทเฟรเซอร์แอนด์นี้ฟแห่งสิงคโปร์ซึ่งถือหุ้นในบริษัทเอเซียแปซิฟิคบริวเวอรี่
ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์
แม้
แต่นางออง
ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านวัย ๖๗
ปีของพม่าอันเป็นที่ชื่นชมนักหนาโดยพรรคฝ่ายค้านอาชีพของไทย
ยังกล่าวถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยในการเปรียบเทียบกับบ้านเกิดของ
เธอว่า
ระหว่างบินเข้าไปร่วมประชุมเวิร์ลเอคอนอมิคฟอรั่มในกรุงเทพฯ เห็นแสงสี
และอาคาร-สิ่งก่อสร้างแน่นหนาแล้ว “completely
fascinated” (ประทับใจอย่างสุดซึ้ง) ทีเดียว
หรือจะเป็นเพราะกนกและฝ่ายแค้นทั้งหลายไม่สามารถหาเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญมาใช้อ้างเพื่อจองล้างจองผลาญได้อีก
เรื่องเก่าๆ ที่ว่า (พี่ชาย) คดโกง และไม่จงรักภักดี ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ผลจนกร่อยไปแล้ว
จึงหันมาเล่นเรื่องหยุมหยิมไม่เป็นสาระ ทั้งการแต่งตัว คำพูดจา
(เน้นภาษาอังกฤษมากกว่าไทย) และท่าทาง ก็ยังไม่อาจทำให้นายกฯ หญิงไทยระคายเคือง
ไม่ช้าคงหันไปเล่นเรื่องประจำเดือนจนได้