WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 4, 2012

'โอ๊ค' ให้ของขวัญวันเกิด อภิสิทธิ์ 'แก้ไข ไม่แก้แค้น'

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' ให้ของขวัญวันเกิด อภิสิทธิ์ 'แก้ไข ไม่แก้แค้น'



นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  พร้อมย้อนว่า เมื่อตอนวันเกิดของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  ได้ส่งข้อความเข้าไปยังทวิตเตอร์เพื่ออวยพรวันเกิด ซึ่งตนในวันนั้นไม่พร้อมที่จะตอบโต้ทางการเมืองกับใคร  แต่ตนไม่มีวันลืมสิ่งที่คนเยาะเย้ย ถากถาง คุณพ่อตัวเองในวันมงคลของครอบครัว   โดยในโอกาสนี้ นายพานทองแท้ ระบุว่า การที่ตนไม่พูดอะไรถือเป็นของขวัญวันเกิดจากตน เพื่อเป็นการนึกถึง อกเขาอกเราว่าหากลูกของนายอภิสิทธิ์ฯ ได้มาอ่านสิ่งที่ไม่เป็นมงคลกับคุณพ่อของตัวเองในวันเกิดครบ48ปี ลูกๆทั้ง2คนก็คงเสียใจ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับผมและน้องสาวในวันนั้น รายละเอียดมีดังนี้ 
 
 
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ4รอบ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ
 
ทีมงานผมหลายคน SMS มาเตือน พร้อมทั้งส่งข้อมูลเตรียมให้ผมโพสต์กันเพียบ โดยที่แต่ละคนต่างก็ไม่ได้นัดหมายกัน ส่วนใหญ่ก็จะเตือนความจำว่า
 
"ตอนวันเกิดคุณพ่อผมปีก่อนโน้น นายอภิสิทธิ์ฯ ได้ส่งข้อความเข้าไปยังทวิตเตอร์ของคุณพ่อผม และได้อวยพรวันเกิดคุณพ่อผมไว้อย่างไร"
 
ในวันนั้นผมไม่พร้อมที่จะตอบโต้ทางการเมือง กับใครนะครับ แต่อยากจะบอกกับทุกท่านว่า ผมเป็นลูกชายของคุณพ่อ ผมไม่มีวันลืมสิ่งที่คนเยาะเย้ย ถากถาง คุณพ่อตัวเองในวันมงคลของครอบครัวผมหรอกครับ ผมย่อมจำได้แม่นกว่าทุกคน แต่เหตุผลที่ผมไม่คิดจะเอาคืน ในวันเกิดครบ4รอบของนายอภิสิทธิ์ฯในวันนี้ ทั้งๆที่ขณะนี้ผมโตพอ, ผมมีข้อมูล และผมมีทีมงานที่พร้อม เนื่องจากเหตุผล3ประโยคนี้ครับ
 
"วุฒิภาวะ" "กาละเทศะ" และ "อกเขาอกเรา"
 
-เป็น วุฒิภาวะของตัวผมเองที่ที่โตขึ้น และรู้จักผิดชอบชั่วดีในสิ่งที่ควรและไม่ควรกระทำ
 
-เป็น กาละเทศะ ที่เป็นวันมงคลของนายอภิสิทธิ์ฯ ไม่ควรที่จะต้องมามีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ
 
-และเป็นการนึกถึง อกเขาอกเรา ว่าหากลูกของนายอภิสิทธิ์ฯ ได้มาอ่านสิ่งที่ไม่เป็นมงคลกับคุณพ่อของตัวเองในวันเกิดครบ48ปี ลูกๆทั้ง2คนก็คงเสียใจ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับผมและน้องสาวในวันนั้น
 
การที่ผมไม่พูดอะไรนี้ก็ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากผมแล้วกันนะครับ
 
ถ้าเป็นศัพท์ของอาปู เขาเรียกว่า "แก้ไข ไม่แก้แค้น" นั่นแหละครับ
 
 

3 สิงหาคม 2555 เวลา 21:33 น.

'โอ๊ค' โพสต์เฟซบุ๊ก..อะไรๆก็ 'ทักษิณ'

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' โพสต์เฟซบุ๊ก..อะไรๆก็ 'ทักษิณ'



นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กยกกระทู้ในเว็บไซต์ pantip.com ที่มีผู้เข้ามาตั้งกระทู้ว่า 'อะไรๆก็ทักษิณ' ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่า "ตราบใดที่พวกมันยังไม่หายกลัวทักษิณ มันเป็นเสียอย่างนี้ไงครับ จ้าวนาย แล้วบอกว่า ทำไมจึงก้าวไม่พ้นทักษิณ"
 
 
เบาๆวันหยุดครับ 
ก๊อปมาทั้งดุ้น จากเวป พันทิพย์ ดอทคอม ผมไม่ได้เขียนเอง เเละก็ไม่มีนักข่าวเเก่ที่ไหนมาช่วยเขียน คนเขียนใช้นามว่า "ทวดเอง" ตามนี้เลยครับ
 
อะไรๆก็ทักษิณ
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P12402921/P12402921.html
 
กู้ชาติ ก็เพราะ"ทักษิณ"ขายชาติ
ทำรัฐประหาร ก็เพราะ"ทักษิณ"สร้างความแตกแยก
ตั้ง คตส. ก็เพราะ"ทักษิณ"โกง
ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เพราะ"ทักษิณ"เป็นเผด็จการรัฐสภา
เลือกตั้งปกติ แพ้ ก็เพราะ"ทักษิณ"ซื้อเสียง
เลือกตั้งภายใต้เผด็จการ ก็เพราะคนโง่ถูก"ทักษิณ"หลอก
สื่อฯด่าทักษิณ ก็เพราะ"ทักษิณ"เลว
สื่อฯชมทักษิณ ก็เพราะ"ทักษิณ"ซื้อ
ตัดสิทธิ์ย้อนหลังบริหารพรรคไทยรักไทย ก็เพราะเป็นพวก"ทักษิณ"
ใช้พจนานุกรมถอดถอนนายกฯ ก็เพราะเป็นนอมีนี"ทักษิณ"
เห็นด้วยกับพยานหนึ่งในสิบปาก แล้วยุบพรรค ก็เพราะเป็นพรรค"ทักษิณ"
ส.ส.อยู่ร่วมกับพรรคพลังประชาชน ก็เพราะ"ทักษิณ"กว้านซื้อ
ส.ส.แปรพักตร์ไปเป็นกลุ่มงูเห่า ก็เพราะคิดว่า"ทักษิณ"จบแล้ว
เสื้อแดงชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ก็เพราะ"ทักษิณ"สั่ง
มีการฆ่ากันตายกลางเมืองหลวง ก็เพราะ"ทักษิณ"ยุ
ทะเลาะกับกัมพูชา ก็เพราะ"ทักษิณ"ไปเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ
ยกเลิกเอ็มโอยู ก็เพราะ"ทักษิณ"
แอบเข้าไปสอบปากคำมิสเตอร์บู๊ทที่เรือนจำ ก็เพราะจะโยง"ทักษิณ"ขายอาวุธ
เรียกร้องให้สละสัญชาติไทย ก็เพราะ"ทักษิณ"ได้สัญชาติมอนเตเนโกร
ไม่ยอมให้ผู้อาวุโสสูงสุดเป็น ผบ.ตร. ก็เพราะเป็นพี่เมีย"ทักษิณ"
ปรองดองไม่ได้ ก็เพราะกลัวจะช่วย"ทักษิณ"
แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็เพราะกลัว"ทักษิณ"จะได้ประโยชน์
ญี่ปุ่นให้ทักษิณเข้าประเทศ ก็เพราะกระทรวงต่างประเทศช่วย"ทักษิณ"
ไม่ให้นาซ่าเข้ามาสำรวจภูมิอากาศ ก็เพราะกลัวอเมริกาจะให้วีซ่า"ทักษิณ"
ออกมาด่าผู้นำอเมริกา ก็เพราะทะลึ่งให้"ทักษิณ"เข้าประเทศ
ก่อนเป็นนายกฯ เป็นบริหารระดับสูงธุรกิจหมื่นล้าน ก็เพราะเป็นน้องสาว"ทักษิณ"
เป็นนายกฯที่ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ก็หาว่าเป็นเพราะ"ทักษิณ"
เกลียดกันตั้งแต่ยังไม่ได้บริหารประเทศ ก็เป็นเพราะมีพี่ชายชื่อ"ทักษิณ"
นายกฯไปเจรจากับกัมพูชา ก็หาว่าไปช่วย"ทักษิณ"เรื่องพลังงาน
ญี่ปุ่นเชิญนายกฯไปแสดงวิสัยทัศน์ ก็เพราะ"ทักษิณ"ปูทางให้
นายกฯจะปรับคณะรัฐสภา ก็เพราะรับคำสั่ง"ทักษิณ"
นายกฯยังไม่ปรับคณะรัฐมนตรี ก็สงสัยว่าถาม"ทักษิณ"หรือยัง
แสดงความถ่อยในรัฐสภา ก็เพราะประธานเอื้อ"ทักษิณ"
และสุดท้าย ประเทศชาติคงต้องเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ตราบใดที่พวกมันยังไม่หายกลัวทักษิณ 
มันเป็นเสียอย่างนี้ไงครับ จ้าวนาย แล้วบอกว่า ทำไมจึงก้าวไม่พ้นทักษิณ
 
 
3 สิงหาคม 2555 เวลา 16:23 น.

ชำนาญ จันทร์เรือง: ห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่ขัดรัฐธรรมนูญ (อีกครั้ง)

ที่มา ประชาไท

 

จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ แต่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวกำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ ๔ วัน คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา โดยยกเว้นให้ขายในโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรมที่มีการจดทะเบียนที่ถูกต้อง เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้ถัดจากวันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา คือ ตั้งแต่วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ซึ่งผลของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปอย่างขาดๆเกินๆ มีการฝ่าฝืนข้อห้ามให้เห็นกันอยู่โดยทั่วไป นั้น
จากประกาศฉบับดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างมากมายแต่ส่วนใหญ่แล้วจะ มุ่งเน้นไปที่การเลือกยกเว้นให้ขายในโรงแรมแต่ไม่มีการยกประเด็นของการขัด รัฐธรรมนูญขึ้นมากล่าวถึงแต่อย่างใด ทั้งๆที่มีประเด็นปัญหากฎหมายที่น่าสนใจไม่น้อยว่าประกาศฉบับดังกล่าวนั้นจะ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร เพราะขัดต่อหลักการพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นหลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ฯลฯ

หลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา
ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดที่กำหนดไว้ว่าคนไทยจะต้อง นับถือศาสนาพุทธและจะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของศาสนาพุทธเท่านั้น การดื่มสุราในศาสนาบางศาสนามิได้เป็นข้อห้ามร้ายแรงที่จะต้องถูกลงโทษตาม กฎหมายบ้านเมือง และที่สำคัญรัฐไทยเป็นรัฐฆราวาสหรือรัฐโลกวิสัย(secular state)มิใช่รัฐเทวาธิปไตย(theocratic state)ที่ยึดศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นที่ตั้งโดยศาสนาจักรมีอำนาจเหนืออาณาจักร ดังเช่นรัฐอื่นๆดังเช่นคริสต์จักรในยุคกลางของยุโรปหรือในตะวันออกกลาง ปัจจุบันที่บัญญัติให้หลักการทางศาสนาเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษ
การงดเว้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ดีและควร ปฏิบัติ แต่มิใช่สิ่งที่จะต้องถึงขนาดถูกลงโทษด้วยการถูกปรับหรือจำคุก และย่อมไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งหากผู้ถูกลงโทษเป็นศาสนิกในศาสนาอื่นที่ไม่มี ข้อห้ามเช่นนั้น
      
ในทางตรงข้ามมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญกลับบัญญัติรับรองให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ในการนับถือ ศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนและบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองมิ ให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนแตกต่างจากบุคคลอื่น

หลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค
มาตรา ๓๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้
จะเห็นได้ว่าประกาศฉบับดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งถึงสองประเด็นคือ นอกเหนือจากการเลือกห้ามในวันพระใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนาแล้ว การยกเว้นให้ขายในโรงแรมเท่านั้นย่อมแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติในฐานะ ทางเศรษฐกิจเพราะมีแต่คนมีสตางค์เท่านั้นที่จะเข้าไปดื่มกินในโรงแรมได้ พูดง่ายๆว่าคนจนไม่มีสิทธิทั้งๆที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนั่นเอง
หลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
บุคคลที่ทำมาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐ อย่างถูกต้องและครบถ้วนย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ ที่บัญญัติให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
การที่รัฐยกเอาข้อห้ามทางศาสนามาบัญญัติเป็นกฎหมายที่เป็นบทลงโทษบุคคลที่ทำ มาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้องและครบถ้วน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้อย่างชัดแจ้ง จะทำได้อย่างมากเพียงการขอความร่วมมือเท่านั้น หากไม่ให้ความร่วมมือก็เป็นเรื่องของมาตรการทางสังคมที่จะลงโทษหรือต่อต้าน มิใช่การลงโทษด้วยการจำหรือปรับเช่นนี้
    
นายกรัฐมนตรีในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่ง เป็นกฎหมายลำดับรองหรืออนุบัญญัติที่ออกโดยฝ่ายบริหารซึ่งมีสถานะเป็นกฎ ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ ซึ่งบัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะต้องถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ ทางปกครองในการออกกฎนี้
       

ฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้มีการตอกลิ่มปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและขัดแย้งทางความ เชื่อศาสนาซึ่งมีมากอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นจากประกาศเจ้าปัญหานี้ จึงควรที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายจาก ประกาศดังกล่าวตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ น่าจะได้นำคดีไปสู่องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีนี้ ซึ่งก็คือศาลปกครองเพื่อให้มีการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกประกาศเช่นนี้ จะขัดต่อกฎหมายในลำดับที่สูงกว่าหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ต่อไป

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”?

ที่มา ประชาไท

 

การต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างพลังเผด็จการกับพลังประชาธิปไตยในหลายปีมา นี้ แนวรบที่เข้มข้นดุเดือดไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้บนท้องถนนและในสภาก็คือ การต่อสู้ทางความคิดและวาทกรรม ระหว่างอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับความคิดเผด็จการครอบงำในรูปลัทธิราชาชาตินิยมและ “ประชาธิปไตยแบบไทย”
วาทกรรมทหนึ่งที่สร้างความสับสนแม้แต่ในหมู่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย ด้วยกันเองก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” (Illiberal Democracy) ใช้เป็นครั้งแรกโดยนายฟารีด ซาคาเรีย (Fareed Zakaria) คอลัมนิสต์ชาวอินเดียสัญชาติอเมริกัน และใช้กันในหมู่นักวิชาการและคอลัมนิสต์ตะวันตกจำนวนหนึ่ง
แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ชี้ว่า ระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้งและ “เป็นประชาธิปไตย” นั้น อาจ “ไม่เป็นเสรีนิยม” คือไม่ให้เสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่พลเมืองของตน เช่น รัสเซียและประเทศอดีตสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก บางประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งมีพรรคการเมืองหลายพรรค มีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลอยู่ในมือของกลุ่มชนชั้นนำที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลาย ประการ เช่น เสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลและผู้นำ เสรีภาพในการรวมกลุ่มตั้งสมาคม รัฐควบคุมสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ใช้วิธีการทั้งในและนอกกฎหมายกับผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล เป็นต้น ประเทศเหล่านี้จึง “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม”
ในทางตรงข้าม ก็มี “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม” (Liberal Autocracy) คือ ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังให้ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” แก่พลเมืองของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ระบบตลาดทุนนิยมและวิสาหกิจเอกชน ตัวอย่างเช่น ประเทศในยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (นายซาคาเรียอ้างถึงออสโตร-ฮังการี) และ ฮ่องกง ในปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้จึง “ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเสรีนิยม”
ก่อนรัฐประหาร 2549 นักวิชาการและคอลัมนิสต์ไทยจำนวนหนึ่งก็นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาโจมตีระบอบรัฐ ธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยว่า “เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” คือชนะเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น แต่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน “ฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพย์ติด” “ปราบปรามประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนองเลือด” ควบคุมแทรกแซงสื่อ ทุจริตคอรัปชั่น แทรกแซงวุฒิสภาและองค์กรอิสระ เป็นต้น
หลังรัฐประหาร คำว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกนำมาใช้โจมตีขบวนประชาธิปไตยที่ต่อต้านรัฐประหารและสนับสนุนพรรคการเมือง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นพวก “ลัทธิเลือกตั้งธิปไตย” ยึดเอาการเลือกตั้งเป็นสรณะหนึ่งเดียวที่รองรับความชอบธรรมทางการเมืองทั้ง ปวง แต่มีเนื้อในที่ “ไม่เป็นเสรีนิยม” เพราะสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นเผด็จอำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการตะวันตกจำนวนหนึ่ง ประเด็นใจกลางคือ การลดรูป “ลัทธิเสรีนิยม” จากหลักการเสรีภาพสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบสถาบันการเมืองประชาธิปไตยแบบตัว แทนและหลักสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน ลงมาเหลือแค่การให้มีสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยแยกจากระบอบสถาบันการเมือง หากมีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “อัตตาธิปไตย” ผลก็คือความสับสนปนเปทางตรรกะที่อาจมีระบอบการเมืองที่เป็นอำนาจนิยม แต่ให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน (เรียกว่า “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม”) และก็มีระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้ง แต่ละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน (เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”)
แนวคิดนี้ ถึงที่สุด มีพื้นฐานความเชื่อว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็น “ฝูงชนที่ไร้สติ สายตาสั้น หวังประโยชน์และความมั่นคงเฉพาะหน้า” ถูกชักจูงหรือครอบงำโดยนักการเมืองกลุ่มชนชั้นนำให้ลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามา เป็นรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” อาจนำไปสู่สองทางเลือกคือ ในปริบทที่ระบอบการเมืองยังมีการเลือกตั้ง ก็ให้ส่งเสริมหลักการแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อให้ “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ก้าวไปสู่การเป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” เต็มรูปแบบ
แต่อีกทางเลือกหนึ่ง กลับนำไปสู่การปฏิเสธหรือการลดทอนความสำคัญของการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยอ้างว่า การเลือกตั้งไม่ใช่สารัตถะของระบอบการเมือง การประเมินระบอบการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่ใช่อยู่ที่ว่า มีการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ให้ดูที่ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” ของประชาชนเป็นสำคัญ ผู้ที่สมาทานแนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” มักจะเลือกหนทางที่สองคือ หันไปสนับสนุนการใช้กลไกนอกระบบการเมืองมาควบคุมอำนาจที่จากการเลือกตั้ง เชิดชู “ลัทธิชนชั้นนำ” ที่ปลอดพ้นจาก “ความชั่วร้ายของการเมืองแบบเลือกตั้งที่สายตาสั้นและเต็มไปด้วยผลประโยชน์” ดังจะเห็นได้จากที่นายซาคาเรียเองเสนอให้ “ลดความเป็นประชาธิปไตยลง” ด้วยการให้อำนาจแก่ผู้กระทำการ “ที่ไม่ถูกกดดันจากประชาธิปไตย” เช่น องค์การการค้าโลก ธนาคารกลาง ศาลฎีกา องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น
จึงไม่น่าแปลกใจที่แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” จึงมีเสน่ห์หอมหวล ดึงดูดนักวิชาการ คอลัมนิสต์ และองค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่แต่ไหนแต่ไรมาก็เกลียดชังนักการเมืองและระบบการ เมืองแบบเลือกตั้ง หยิบยกขึ้นมาเป็นอาวุธทางวาทกรรมทิ่มแทงฝ่ายประชาธิปไตย ปฏิเสธลักษณะก้าวหน้าและเป็น “เสรีนิยม” ของขบวนประชาธิปไตย ตรรกะของคนพวกนี้เข้าขั้น “เลอะเทอะ” เมื่อประกาศว่า การปกครองของพวกจารีตนิยม (รวมถึงอันธพาลการเมืองเช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) นั้น “เป็นเสรีนิยม คือให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ในขณะที่ฝ่ายประชาชน “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม เพราะไปสนับสนุนนักการเมืองที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน”
ลัทธิเสรีนิยมเป็นแนวคิดสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบการเมืองแบบเลือกตั้ง และหลักแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน สองประการนี้เป็นสิ่งเดียวกันและแยกกันไม่ออก ประเทศที่มีการเมืองแบบเลือกตั้ง มีหลายพรรคการเมือง แต่ไม่มี “หลักสิทธิเสรีภาพ” ต่อพลเมืองของตน ถึงอย่างไร ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นชนิดหนึ่ง ที่ใช้เปลือกนอกของ “การเมืองแบบเลือกตั้ง” มาสวมคลุมร่างหมาป่าของตน ในทางตรงข้าม ประเทศที่มีระบอบการเมืองผูกขาดโดยกลุ่มหรือครอบครัวชนชั้นนำ แต่อ้างว่า ให้ “สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน” ก็ไม่ใช่เสรีนิยม เพราะถึงอย่างไร “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” ก็ยังถูกจำกัดด้วยข้อห้ามที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิเสธ หรือคัดค้านอำนาจการปกครองของชนชั้นนำนั้นอยู่ดี
ประเทศหนึ่งมีเพียงสองทางเลือกคือ เป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” หรือเป็น “ระบอบอำนาจนิยม (ทั้งแฝงเร้นและเปิดเผย) ประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2500 เป็นต้นมา อยู่ในระบอบอำนาจนิยมของพวกจารีตนิยม ที่บางช่วงสวมเสื้อคลุม “การเมืองแบบเลือกตั้ง” ที่ให้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและทางเศรษฐกิจอย่างจำกัดแก่ประชาชน แต่ในความเป็นจริง เต็มไปด้วยการกดขี่ทางชนชั้น การผูกขาดเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของพวกจารีตนิยมและทุนเก่า การครอบงำทางความคิดอุดมการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ และการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างอย่างไร้เมตตา (ตัวอย่าง ป.อาญา ม.112 และการฆ่าหมู่ประชาชนถึงสี่ครั้งในรอบ 30 ปี) ส่วนสมุนของระบอบนี้ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เป็นพวกอันธพาลฟัสซิสต์คลั่งชาติ ระบอบการปกครองและกลุ่มอันธพาลที่ว่านี้ ไม่มีอะไรที่เป็นเสรีนิยมเลยแม้แต่น้อย
สำหรับฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว เครื่องหมายแห่งความเป็นเสรีนิยมอย่างแท้จริงของพวกเขาคือ การปฏิเสธ “ลัทธิเหนือโลก” และ “ลัทธิฝุ่นใต้ตีน” ทุกรูปแบบ ยืนยันว่า คนเรานั้นเกิดมาเพียบพร้อมไปด้วยสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน ทุกคนคือ “เสรีชน” การปกครองที่ชอบธรรมจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองต้องแก้ไขอย่างสันติด้วยการเลือกตั้ง เท่านั้น ขบวนประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันนี้แหละคือ “ขบวนประชาธิปไตยเสรีนิยม” อย่างแท้จริง

หมอตุลย์ล้อฟรีขู่.358สมศักดิ์เจียมแค่ล้อเล่น พบพิรุธพานักรบศรีวิชัยไปดูลาดเลาที่ธรรมศาสตร์มาแล้ว

ที่มา Thai E-News


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เลิก 112 ให้ก็ได้ แล้วมึงกับพวกเอา .358 ไปก็แล้วกัน กูไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆจากมึงอีกแล้ว
 · 11 ชั่วโมงที่แล้ว ผ่าน โทรศัพท์มือถือ · 

แค่ล้อเล่น?-หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้่อหลากสีโพสต์ข้อความด้านบนนี้ ต่อมาบอกว่าแค่ล้อเล่นแรงๆ อย่างไรก็ตามพบพิรุธเพราะเพิ่งไปยกป้วยประท้วงดร.สมศักดิ์ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์เมื่อไม่กี่วันก่อน โดยมีอันธพาลการเมืองนักรบศรีวิชัยร่วมคณะไปด้วย เหมือนๆอาจจะไปดูลาดเลา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 สิงหาคม 2555

หนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์ รายงานข่าวเรื่อง "สมศักดิ์ เจียม" อาจารย์มธ. เป็นห่วงหมอตุลย์ แกนนำเสื้อหลากสี หลังโพสต์ว่าจะให้ .358 แทน "112" ว่า วัน ที่ 3 ส.ค. นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวhttp://www.facebook.com/somsakjeam ภาย หลังจากน.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่ารับไม่ได้กับพฤติกรรมของนายสมศักดิ์อีกต่อไป แล้ว 

 โดย นายสมศักดิ์ โพสต์ข้อความถึงหมอตุลย์ ระบุว่า "นี่ผมซีเรียสนะครับ ผมว่า คนรักเจ้าอย่างคุณหมอตุลย์ ต้องมี "อาการทางจิต" แน่นอน ผมไม่ได้หมายถึงเรืองล่าสุดที่เขาขู่จะให้ .358 ผมอะไรนะครับ (เรืองนั้น มันไร้สาระเกินไป)


แต่ ผมหมายถึงว่า หมอตุลย์ ทำงานวิชาการสายวิทยาศาสตร์แท้ๆ ทำไมจึงต้องกลัว การนำเสนอข้อมูล หรือมุมมอง ที่แตกต่าง ในเรื่องสถาบันล่ะครับ?


 "คน ทำงานวิชาการสายวิทย์ ต้องรู้แน่ๆเลยว่า ไม่มีความรู้ โดยเฉพาะความรู้ทางสายวิทย์ (ทฤษฎี เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ การแพทย์ ฯลฯ) ทีไหน ทีเขาใช้วิธีบังคับ เสนอได้แบบเดียว แล้วห้ามเด็ดขาด ไมให้คนเสนอแบบอื่น ห้ามเด็ดขาด ทีจะตั้งคำถาม ตรวจสอบ วิจารณ์กัน นี่แสดงว่า ต้องมี "อาการทางจิต" ในเรื่อง denial คือ ปฏิเสธ ที่จะเผชิญหน้ากับความจริง (ความจริงทีว่า โดยธรรมชาติ เรื่องต่างๆ ต้องสามารถมีข้อมูล มุมมอง หลายอย่างได้ จะบังคับให้ทุกคน มองแบบเดียวกันไม่ได้ มันฝืนธรรมชาติ)
 "ผม ว่า ต้องรีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์ โดยด่วนนะครับ (ใครก็ได้ ช่วย copy ข้อความนี้ ไปให้คุณหมอหน่อยครับ เผือจะรู้ตัว รีบเยียวยา รักษาอาการทางจิตที่ว่าได้ทัน)"

 ก่อนหน้านี้ น.พ.ตุลย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก tul sittisomwong มีเนื้อหาว่า "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เลิก 112 ให้ก็ได้ แล้วมึงกับพวกเอา .358 ไปก็แล้วกัน กูไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆ จากมึงอีกแล้ว"



หมอตุลย์ออกตัวล้อฟรี"แค่ล้อเล่นแรงๆ" แต่พิรุธเหมือนเพิ่งพานักรบศรีวิชัยไปดูลาดเลา

เฮ้ย ไอ้พวกลิ่วล้อสมสากมันกลัวหมอตุลย์ยิงไอ้สมสากตายจริงๆ พล่านด่าผมไปทั่วเลย มันอ่านยังไงของมันวะ ใบตองแห้งก็ถึงกับมาบอกว่าผมคลั่ง ผมป่วยอีก เฮ้อ คนมันสติแตกจริงๆ ล้อกันแรงๆแม่งก็เชื่อ เอาเป็นจริงเป็นจังด้วยว่ะ ของจริงโน่น อย่าไอ้พวกหมิ่นต้องเป็นมะเร็งปากถึงจะสมควร
ทั้งนี้หมอตุลย์เพิ่งพาพวกราว15คนบุกไปยกป้ายโครงการพระราชดำริ
ให้ดร.สมศักดิ์ได้ซาบซึ้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ
วันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

กลุ่มหมอตุลย์นำป้ายโครงการไปวางที่อนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประ
ศาสน์การมหาวิทยาลัยด้วย(ดูภาพชุดในอัลบั้ม  
1คน 1♥ 1ป้าย พระ
ราชกรณียกิจ
จากเฟซบุ๊ค  Che Neverdie Ernesto-Guevara  )



ถอด


ผ่าง..!




“ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”?

ที่มา Thai E-News

 


แนวคิดนี้ ถึงที่สุด มีพื้นฐานความเชื่อว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็น “ฝูงชนที่ไร้สติ สายตาสั้น หวังประโยชน์และความมั่นคงเฉพาะหน้า” ถูก ชักจูงหรือครอบงำโดยนักการเมืองกลุ่มชนชั้นนำให้ลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามาเป็น รัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 


โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา โลกวันนี้วันสุข
3 สิงหาคม 2555



การต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างพลังเผด็จการกับพลังประชาธิปไตยในหลายปีมานี้ แนวรบที่เข้มข้นดุเดือดไม่น้อยไปกว่าการต่อสู้บนท้องถนนและในสภาก็คือ การต่อสู้ทางความคิดและวาทกรรม ระหว่างอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับความคิดเผด็จการครอบงำในรูปลัทธิราชาชาตินิยมและ “ประชาธิปไตยแบบไทย”

วาทกรรมทหนึ่งที่สร้างความสับสนแม้แต่ในหมู่นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเองก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” (Illiberal Democracy) ใช้เป็นครั้งแรกโดยนายฟารีด ซาคาเรีย (Fareed Zakaria) คอลัมนิสต์ชาวอินเดียสัญชาติอเมริกัน และใช้กันในหมู่นักวิชาการและคอลัมนิสต์ตะวันตกจำนวนหนึ่ง

แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ชี้ว่า ระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้งและ “เป็นประชาธิปไตย” นั้น อาจ “ไม่เป็นเสรีนิยม” คือไม่ให้เสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่พลเมืองของตน 

เช่น รัสเซียและประเทศอดีตสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก บางประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งมีพรรคการเมืองหลายพรรค มีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลอยู่ในมือของกลุ่มชนชั้นนำที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ เช่น เสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลและผู้นำ 

เสรีภาพในการรวมกลุ่มตั้งสมาคม รัฐควบคุมสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์ ฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ใช้วิธีการทั้งในและนอกกฎหมายกับผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล เป็นต้น ประเทศเหล่านี้จึง “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม”

ในทางตรงข้าม ก็มี “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม” (Liberal Autocracy) คือ ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยังให้ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” แก่พลเมืองของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ระบบตลาดทุนนิยมและวิสาหกิจเอกชน ตัวอย่างเช่น ประเทศในยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (นายซาคาเรียอ้างถึงออสโตร-ฮังการี) และ ฮ่องกง ในปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้จึง “ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเสรีนิยม”

ก่อนรัฐประหาร 2549 นักวิชาการและคอลัมนิสต์ไทยจำนวนหนึ่งก็นำเอาแนวคิดดังกล่าวมาโจมตีระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยว่า “เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” คือชนะเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น แต่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน “ฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพย์ติด” “ปราบปรามประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนองเลือด” ควบคุมแทรกแซงสื่อ ทุจริตคอรัปชั่น แทรกแซงวุฒิสภาและองค์กรอิสระ เป็นต้น

หลัง รัฐประหาร คำว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกนำมาใช้โจมตีขบวนประชาธิปไตยที่ต่อต้านรัฐประหารและสนับสนุนพรรคการเมือง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นพวก “ลัทธิเลือกตั้งธิปไตย” ยึดเอาการเลือกตั้งเป็นสรณะหนึ่งเดียวที่รองรับความชอบธรรมทางการเมืองทั้ง ปวง แต่มีเนื้อในที่ “ไม่เป็นเสรีนิยม” เพราะสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นเผด็จอำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการตะวันตกจำนวนหนึ่ง ประเด็นใจกลางคือ การลดรูป “ลัทธิเสรีนิยม” จากหลักการเสรีภาพสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบสถาบันการเมืองประชาธิปไตยแบบตัว แทนและหลักสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน ลงมาเหลือแค่การให้มีสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยแยกจากระบอบสถาบันการเมือง หากมีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “อัตตาธิปไตย” ผลก็คือความสับสนปนเปทางตรรกะที่อาจมีระบอบการเมืองที่เป็นอำนาจนิยม แต่ให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน (เรียกว่า “ระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม”) และก็มีระบอบการเมืองที่มีการเลือกตั้ง แต่ละเมิดสิทธิ์เสรีภาพของประชาชน (เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี”)

แนวคิดนี้ ถึงที่สุด มีพื้นฐานความเชื่อว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็น “ฝูงชนที่ไร้สติ สายตาสั้น หวังประโยชน์และความมั่นคงเฉพาะหน้า” ถูกชักจูงหรือครอบงำโดยนักการเมืองกลุ่มชนชั้นนำให้ลงคะแนนเลือกตั้งเข้ามา เป็นรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” อาจนำไปสู่สองทางเลือกคือ ในปริบทที่ระบอบการเมืองยังมีการเลือกตั้ง ก็ให้ส่งเสริมหลักการแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อให้ “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” ก้าวไปสู่การเป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” เต็มรูปแบบ

แต่อีกทางเลือกหนึ่ง กลับนำไปสู่การปฏิเสธหรือการลดทอนความสำคัญของการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยอ้างว่า การเลือกตั้งไม่ใช่สารัตถะของระบอบการเมือง การประเมินระบอบการเมืองหนึ่ง ๆ ไม่ใช่อยู่ที่ว่า มีการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ให้ดูที่ “เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” ของประชาชนเป็นสำคัญ 

ผู้ที่สมาทานแนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” มักจะเลือกหนทางที่สองคือ หันไปสนับสนุนการใช้กลไกนอกระบบการเมืองมาควบคุมอำนาจที่จากการเลือกตั้ง เชิดชู “ลัทธิชนชั้นนำ” ที่ปลอดพ้นจาก “ความชั่วร้ายของการเมืองแบบเลือกตั้งที่สายตาสั้นและเต็มไปด้วยผลประโยชน์” 

ดังจะเห็นได้จากที่นายซาคาเรียเองเสนอให้ “ลดความเป็นประชาธิปไตยลง” ด้วยการให้อำนาจแก่ผู้กระทำการ “ที่ไม่ถูกกดดันจากประชาธิปไตย” เช่น องค์การการค้าโลก ธนาคารกลาง ศาลฎีกา องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น

จึง ไม่น่าแปลกใจที่แนวคิด “ประชาธิปไตยที่ไม่เสรี” จึงมีเสน่ห์หอมหวล ดึงดูดนักวิชาการ คอลัมนิสต์ และองค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่แต่ไหนแต่ไรมาก็เกลียดชังนักการเมืองและระบบการ เมืองแบบเลือกตั้ง หยิบยกขึ้นมาเป็นอาวุธทางวาทกรรมทิ่มแทงฝ่ายประชาธิปไตย ปฏิเสธลักษณะก้าวหน้าและเป็น “เสรีนิยม” ของขบวนประชาธิปไตย 

ตรรกะของคนพวกนี้เข้าขั้น “เลอะเทอะ” เมื่อประกาศว่า การปกครองของพวกจารีตนิยม (รวมถึงอันธพาลการเมืองเช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) นั้น “เป็นเสรีนิยม คือให้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ในขณะที่ฝ่ายประชาชน “เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นเสรีนิยม เพราะไปสนับสนุนนักการเมืองที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

ลัทธิเสรีนิยมเป็นแนวคิดสากลที่ครอบคลุมทั้งระบอบการเมืองแบบเลือกตั้งและหลักแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน สองประการนี้เป็นสิ่งเดียวกันและแยกกันไม่ออก ประเทศที่มีการเมืองแบบเลือกตั้ง มีหลายพรรคการเมือง แต่ไม่มี “หลักสิทธิเสรีภาพ” ต่อพลเมืองของตน ถึงอย่างไร ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นชนิดหนึ่ง ที่ใช้เปลือกนอกของ “การเมืองแบบเลือกตั้ง” มาสวมคลุมร่างหมาป่าของตน 

ในทางตรงข้าม ประเทศที่มีระบอบการเมืองผูกขาดโดยกลุ่มหรือครอบครัวชนชั้นนำ แต่อ้างว่า ให้ “สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน” ก็ไม่ใช่เสรีนิยม เพราะถึงอย่างไร “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” ก็ยังถูกจำกัดด้วยข้อห้ามที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิเสธ หรือคัดค้านอำนาจการปกครองของชนชั้นนำนั้นอยู่ดี

ประเทศหนึ่งมีเพียงสองทางเลือกคือ เป็น “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” หรือเป็น “ระบอบอำนาจนิยม (ทั้งแฝงเร้นและเปิดเผย) 

ประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2500 เป็นต้นมา อยู่ในระบอบอำนาจนิยมของพวกจารีตนิยม ที่บางช่วงสวมเสื้อคลุม “การเมืองแบบเลือกตั้ง” ที่ให้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและทางเศรษฐกิจอย่างจำกัดแก่ประชาชน แต่ในความเป็นจริง เต็มไปด้วยการกดขี่ทางชนชั้น การผูกขาดเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจของพวกจารีตนิยมและทุนเก่า การครอบงำทางความคิดอุดมการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ และการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างอย่างไร้เมตตา (ตัวอย่าง ป.อาญา ม.112 และการฆ่าหมู่ประชาชนถึงสี่ครั้งในรอบ 30 ปี) 

ส่วนสมุนของระบอบนี้ เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เป็นพวกอันธพาลฟัสซิสต์คลั่งชาติ ระบอบการปกครองและกลุ่มอันธพาลที่ว่านี้ ไม่มีอะไรที่เป็นเสรีนิยมเลยแม้แต่น้อย

สำหรับฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว เครื่องหมายแห่งความเป็นเสรีนิยมอย่างแท้จริงของพวกเขาคือ การปฏิเสธ “ลัทธิเหนือโลก” และ “ลัทธิฝุ่นใต้ตีน” ทุกรูปแบบ ยืนยันว่า คนเรานั้นเกิดมาเพียบพร้อมไปด้วยสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน ทุกคนคือ “เสรีชน” 

การปกครองที่ชอบธรรมจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองต้องแก้ไขอย่างสันติด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น 

ขบวนประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันนี้แหละคือ “ขบวนประชาธิปไตยเสรีนิยม” อย่างแท้จริง

Friday, August 3, 2012

'โคทม' แนะขอโทษสร้าง 'ปรองดอง'

ที่มา uddred

 คมชัดลึก 3 สิงหาคม 2555 >>>






'โคทม' แนะขอโทษ สร้าง 'ปรองดอง' ชี้ผู้ชุมนุมต้องได้รับนิรโทษกรรมเป็นกลุ่มแรก ส่วนบุคคลให้ทำการ 'อภัยโทษ'

3 ส.ค. 55 นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ทางออกของประเทศในเรื่องของการปรองดอง ควรมีการเปิดเวทีเพื่อให้มีการพูดคุยกัน พร้อมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ยังระบุว่า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ต้องมีหน้าที่ในการสืบแสวงหาข้อเท็จจริง และสร้างความปรองดอง แต่โดยส่วนตัว ยังไม่เห็นองค์กรดังกล่าวออกมาทำหน้าที่ พร้อมกันนี้ยังเชื่อว่า การออกมาขอโทษ คือ กระบวนการปรองดองที่แท้จริง
   "กลุ่มผู้ชุมนุมที่ดำเนินการขัดต่อพระราชกำหนดการชุมนุม สมควรเป็นผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรมกลุ่มแรก เพื่อเป็นการยืนยันว่า เลิกแล้วต่อกัน ส่วนบุคคลใดที่ถูกศาลพิพากษา ให้ทำการอภัยโทษแก่บุคคลดังกล่าวไป" นายโคทม กล่าว

“นายมาร์ค หัวปลอก” กับเรื่องปลอมๆ

ที่มา vattavan



                                                     วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
        มื่อ ประมาณสักสี่สิบปีเห็นจะได้ บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่ง จบจากคณะสถาปัตยกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ารับราชการในกองพลาธิการกรมตำรวจ ได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยตำรวจตรี
       กองพลาธิการกรมตำรวจ เป็นหน่วยงานซึ่งมีงานสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งรวมงานพลาธิการ งานโยธา และงานสรรพาวุธไว้ด้วยกัน มีลักษณะเป็นการ “รวมการ” ซึ่งต่างจากทหาร ที่แยกงานทั้งสามลักษณะออกจากกัน แต่ละส่วนราชการมี “เจ้ากรม” กำกับดูแล
         สำหรับกองพลาธิการ กรมตำรวจ ในยุคนั้นเพียง “หัวหน้ากองพลาธิการ” (ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำแหน่ง “ผู้บังคับการ”) รับผิดชอบเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งๆที่กำลังพลประจำการของตำรวจ มีจำนวนมากกว่าทหารประจำการ (ไม่รวมทหารเกณฑ์) ด้วยซ้ำไป
         วันหนึ่ง นายตำรวจคนนี้ ได้รับมอบหมายให้ออกแบบอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งเขาทำเสร็จภายในกำหนดเวลา และนำไปให้นายตำรวจผู้รับผิดชอบแผนก ซึ่งในขณะนั้นมีร้อยตำรวจเอกคนหนึ่ง เป็นผู้รักษาราชการในตำแหน่ง “สารวัตร” เพราะยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสารวัตรตัวจริง
         ผู้รักษาการณ์สารวัตรเอาแบบอาคาร ไปตรวจอยู่ข้ามวัน จึงได้เดินมาถามนายร้อยตำรวจตรีหนุ่ม ซึ่งเป็นสถาปนิก ว่า
         คำว่า “คอม้า” ในแบบที่เขียนเสนอมานั้น หมายความว่าอย่างไร?

         นายตำรวจหนุ่มถึงกับอึ้งกิมกี่ เพราะอย่าว่าแต่สถาปนิกเลย แม้แต่ช่างก่อสร้างธรรมดา จะมีวุฒิระดับ ป.ว.ช. หรือ ป.ว.ส. หรือไม่ก็ตาม จะต้องรู้ว่า
         “คอม้า” นั้นคือ เหล็กลูกตั้ง หรือเหล็กคอม้า ที่วิศวกรผู้ออกแบบ จะเสริมเพื่อช่วยในการต้านทานแรงเฉือน ที่เกิดขึ้นในชิ้นส่วนขององค์อาคาร          ดังนั้น การถามของสารวัตรนั้น มันเข้าลักษณะ “พิกล” ไม่ผิดอะไรกับผู้มีตำแหน่งเป็น “เชฟ” ใหญ่แผนกอาหารไทย แต่ดันไปถามพ่อครัวหนุ่มหน้าใหม่ ว่า
         ขมิ้นชันคืออะไร?
         ทำไมขมิ้น มันถึงต้อง“ชัน” ด้วยล่ะ!?
         อะไรทำนองนี้!! 

         หลังจากนั้น นายตำรวจสถาปนิกหนุ่ม ได้นำปัญหาในข้อสงสัยเรื่องวุฒิการศึกษา ของนายร้อยตำรวจเอก ผู้รักษาการณ์ในตำแหน่งสารวัตร ๆ ไปหารือกับผู้บังคับบัญชา
         จากนั้นไม่นานนัก กรมตำรวจก็ส่งผู้แทนไปแจ้งความ ให้ดำเนินคดีกับนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอกคนดังกล่าว ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม เพราะ...         เขาใช้วุฒิ “สถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิต” ปลอม มาสมัครเข้ารับราชการตำรวจ!

         รื่องที่เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังข้างต้นนั้น ผู้คนอาจคิดว่า เป็นการ “ล้วงคองูเห่า” เพราะดันเอาเอกสารราชการ (ปริญญา) ปลอม มาใช้กับหน่วยงานผู้รักษากฎหมาย อย่างกรมตำรวจ แต่เมืองไทยของเรานั้น มีคนจำนวนมากมายเหลือเกิน ที่อยากเป็นตำรวจ จนพวกเขายอมเสียเงินเสียทอง และกล้าเสี่ยงแม้กระทั่ง ทำ “ทุจริต” ในการสอบเข้าด้วยซ้ำไป
         ตัวอย่างเช่น

         ในการสอบเข้าเป็นตำรวจชั้นประทวน ระหว่างสองสามปีที่ผ่านมานี้ ได้มีแก๊งทุจริตในการสอบ ทำเป็นขบวนการใหญ่โต โดยผู้เข้าสอบ ต้องจ่ายเงินจำนวนมาก ให้กับพวกขบวนการ เป็นค่าใช้บริการเพื่อทุจริตในการสอบ
         จากนั้น ก่อนเข้าห้องสอบ ผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินแล้ว ต้องนำโทรศัพท์มือถือ ซ่อนเข้าไปในห้องสอบ โดยยัดใส่กางเกงชั้นในบ้าง เอาไปใส่ไว้ชิดกับอวัยวะเพศบ้าง บางคนนำไปใส่ไว้ใกล้ทวารหนัก ทั้งนี้ เพื่อหลีกเหลี่ยงการตรวจค้น จากกรรมการคุมการสอบ
         เมื่อเข้าห้องสอบเรียบร้อย และได้รับข้อสอบแล้ว จะต้องรอสัญญาณคำตอบ จากหัวโจกผู้จัดการทุจริตในการสอบ ซึ่งจะส่งสัญญาณแหวกอากาศ มาสั่นสะเทือนเครื่องรับ ที่ตั้งอยู่ใน
ซอกหลืบ-ซอกลับ แนบชิดกับร่างกายของผู้เข้าสอบเอง
         การสั่นสะเทือนนั้น ส่งเป็นรหัสที่รู้กัน ระหว่างผู้เข้าสอบ กับผู้อำนวยการทุจริตในการสอบ
         รหัสสัญญาณนี้ อาจเป็นการสั่นสะเทือน 1-2-3 หรือ 4 ครั้ง ต่อ 1 คำตอบ ข้อสอบปรนัย
         วิชาหลักที่ออกเป็นปรนัยนั้น คือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ อย่างละ 100 ข้อ นอกจากนั้นยังมีวิชาอื่นๆอีก สิริรวมเบ็ดเสร็จ ก็ตกหลายร้อยข้ออยู่
         ดังนั้น สัญญาณจะถูกส่งไปกระตุ้นที่เครื่องรับ ต้องมีจำนวน
         ...หลายร้อยครั้งทีเดียว!

         ตำรวจเมาท์กันอย่างสนุกสนานว่า หลังการสอบ อวัยวะเพศของผู้เข้าสอบ ถึงกับมีอาการ “ชา” ดิกๆ ไปหลายวัน จนชิ้นส่วนสำคัญของร่างกาย ซึ่งเป็นที่หวงแหนสำหรับคนทั่วไป นั้น
         ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ดี เหมือนก่อนเข้าห้องสอบ ผู้เข้าสอบชายบางคน ถึงกับบ่นว่า
         ไม่สามารถปลุกชิ้นส่วนที่หวงแหน ให้ลุกขึ้นมา..
         ทักทาย เซย์ “กู๊ดมอร์นิ่ง” ได้เหมือนเดิม!

         ส่วนผู้เข้าสอบหญิง อาการหนักไม่แพ้ฝ่ายชาย คือ เธอเหล่านั้น ได้ซึมซับถึงอาการ “ชา” บริเวณผิวหน้าถนนรนแคม
ทั้ง สองซีก ที่วางโทรฯศัพท์มือถือ ทาบเอาไว้แน่น เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือน จากสัญญาณที่ส่งมาถี่ๆ แบบซอยยิกๆนับร้อยๆครั้ง ยังผลให้ภายหลังการสอบเสร็จสิ้น ตำบลกระสุนตกบริเวณนั้น ถึงกับไร้ความรู้สึก ไปหลายวันเลยทีเดียว
         ว่ากันว่า...
         ถึงขั้นใช้เล็บ “หยิก” ยังไม่เจ็บ!!
         นึกภาพแล้ว...ช่างน่ากลัว ซะจริงเชียว!!!

         ส่วนพวกที่นำเครื่องรับ ไปไว้ใกล้กับทวารหนัก หรือแนบชิด
“รูตูด” เกินไป สร้างปัญหาที่เจ้าตัวคาดไม่ถึง เพราะบางคนที่ประสาทไวมาก พอเครื่องรับสั่นสะเทือน เคลื่อนไหวเข้าหน่อยเดียวเท่านั้น ถึงกับ “ตด” พรวดพราดออกมา เพราะควบคุม “หูรูด” เอาไว้ไม่ได้
         บางคนถึงกับ “รัว” ออกมาเป็นชุด...แบบปืนกล!          กรณีวางเครื่องรับไว้ ที่ตำแหน่งทวารบานใกล้ชิดริดสีดวง
นี้ มีอาการคล้ายคลึงกันหมด ทั้งในหมู่ผู้สมัครสอบ ไม่ว่าชายหรือหญิง
         น่าสงสารมาก...คงเหม็นคละคลุ้ง ไปทั้งห้องสอบ!!

         แต่...ที่ผมเห็นว่า น่า “ทุเรศ” กว่าผู้สอบเข้าตำรวจ ที่พยายามจะกระทำการ “ทุจริต” ในการสอบ นั่นก็คือ...         เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว มีข่าวฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ลูกสาวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ดันเอาวุฒิปริญญาปลอม จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของสหรัฐ มาสมัครเข้าเป็นตำรวจ
         เรื่องนี้เมื่อตรวจพบ มีการโวยวายกันแหลก แต่คนเป็นพ่อให้ลูกสาวชิงลาออกก่อน แล้วคนเป็นพ่อ ก็ลาออกตาม
         คดีนี้เลยแบ๊ะๆ กันไป ไม่มีใครถูกลงโทษอะไร!         น่าทุเรศมาก!!

         ารปลอม เอกสารนั้น มีในทุกประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการปลอมหนังสือเดินทาง ในเมืองไทยของเรานั้น เป็นแหล่งใหญ่ของการปลอมแปลง เพราะเรามีความก้าวหน้าทางการพิมพ์ ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ อีกทั้งช่างเทคนิคในวงการพิมพ์บ้านเรา ยังมีความสามารถ และแสนเก่งกาจอีกด้วย
         ผมเคยพบเห็น การปลอมเอกสารมาหลายอย่าง ตั้งแต่ หนังสือเดินทาง, ล๊อตเตอรี่, โฉนด, ทะเบียนรถ ฯลฯ แต่มีเรื่องคาดไม่ถึง ที่จะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก ดังนี้

         หญิงสาวนางหนึ่ง ที่คิดว่าตนจดทะเบียนสมรสกับข้าราชการ อีกทั้งมีการกินเลี้ยงฉลองกันใหญ่โต แต่เอาเข้าจริงปรากฏว่า ทะเบียนสมรสนั้นเป็นของ
         “ปลอม”          เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เพราะฝ่ายเจ้าบ่าว ไปเอาพวกสิบแปดมงกุฎ ปลอมเป็นปลัดอำเภอ แต่งเครื่องแบบเรียบร้อยมาที่งาน และจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ให้กับคู่บ่าวสาว โดยใช้แบบฟอร์มของทางราชการ
         ทะเบียนสมรสที่เจ้าสาวได้รับ เป็น “ของปลอม” เพราะไม่มีต้นขั้ว ปรากฏในหลักฐานของทางอำเภอ
         เธอถือใบทะเบียนสมรสอยู่นาน กว่าจะรู้ว่า ไม่ใช่ของจริง! 
         น่าสงสาร...เจ้าสาวเคราะห์ร้ายคนนี้มาก!!

         การปลอมที่ฮอทฮิต และเป็นที่กล่าวขานกันมาก คือ การปลอมที่เกี่ยวข้องวุฒิศึกษา โดยเฉพาะปริญญาบัตรสูง เพราะมีกรณี “ลอกเลียน” วิทยานิพนธ์ เพื่อยื่นต่อคณาจารย์ ก่อนจบการศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี ที่กลายเป็นข่าวฮือฮากันในวงสังคม โดยเฉพาะกรณีที่มีคนดังมาเกี่ยวข้องด้วย
         ที่โด่งดังมาก ประจำปี พ.ศ. 2555 และยังสดๆร้อนๆอยู่ คงไม่พ้นกรณี นาย ศุภชัย หล่อโลหการ ซึ่งเพิ่งถูกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมติเพิกถอน ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2550 เพราะมีกรณีถูกกล่าวหา ว่า
         วิทยา นิพนธ์ระดับปริญญาเอก ของนายศุภชัย หล่อโลหการ  นั้น ลอกหรือลอกเลียน วรรณกรรมตามเอกสาร งานวิจัย หรือบทความอื่นอย่างมีนัยสำคัญ!

         นายศุภชัย หล่อโลหการ คนนี้ แกเป็นอาจารย์สอนหลายสถาบัน ผมดูประวัติแล้ว ดูจะเป็นคนมีความสามารถทีเดียว
         ยิ่งไปกว่านั้น
         บุคคลผู้นี้ ดำรงตำแหน่งสำคัญเกี่ยวกับ “นวัตกรรม” เพื่อการสร้างชาติในอนาคต เพราะปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง เป็น
ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และดำรงตำแน่งนี้มา ตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เกือบสิบปีเข้าไปแล้ว
         พอมีเรื่องฉาวโฉ่อย่างนี้ คงไม่เป็นผลดีกับแวดวง “นวัตกรรม” ของบ้านเราเลย เพราะรู้ไปถึงไหน อายเขาไปถึงนั่น คนต่างด้าวท้าวต่างแดน จะพากันเยาะเย้ยไยไพ เอาได้ว่า
         “นวัตกรรมของประเทศไทย ด้าน ‘ของปลอม’ หรือของลอกเลียนแบบ นั้นเยี่ยมจริงๆ จึงต้องนำคนที่ที่เก่งทางลอก หรือลอกเลียน มาเป็น ผอ.นวัตกรรมแห่งชาติ!” 
         อายเขาแย่เลย!!         ที่ผมเห็นว่า แย่ยิ่งกว่าเรื่องของนายศุภชัย หล่อโลหการ อีก นั่นก็คือ กรณีของนาย กล้านรงค์ จันทิก ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตในปัจจุบัน คือ เป็นหนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. ชุด “ไอ้บัง กบฏ” แต่งตั้ง ทั้งๆที่สังคมรู้กันทั่วว่า
         มีเรื่องความไม่สุจริต ในการลอกวิทยานิพนธ์ของบุคคลอื่น! 
         เรื่องมีอยู่ว่า
         นาย กล้านรงค์ กบาลเกลี้ยง ได้ทำวิทยานิพนธ์สมัยเป็น
นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 36 ปีการศึกษา 2536-2537 เรื่อง
         "ปัญหาขององค์กรในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการไทย ศึกษาเปรียบเทียบกรณีฮ่องกงกับไทย"

         ชื่อวิทยานิพนธ์ ก็พอไปได้ ฟังดูเกลี้ยงเกลา มีเค้าว่าจะดี แต่มาเสียตรงที่วิทยานิพนธ์ของแกนั้น ดันทะลึ่งไปลอกมาจากวิทยานิพนธ์ต้นฉบับ ซึ่งมีชื่อว่า
         "องค์กรป้องกันปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ : ศึกษาเปรียบเทียบองค์กรของฮ่องกงกับไทย"          วิทยานิพนธ์ฉบับหลัง จัดทำโดย นายชิดชัย พานิชพัฒน์
ซึ่งทำไว้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2533 ซึ่งเจ้าตัวเสนอต่อทางวิทยาลัยการทัพเรือ ระหว่างการศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยทหารแห่งนี้
         ที่ตลกมากที่สุด คือ เมื่อตรวจสอบในรายละเอียดทั้งหมด ปรากฏว่า เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ เหมือนกันทุกหน้า ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย
         จะมีเพียง "บทนำ" ย่อหน้าแรกเท่านั้น ที่ถูกเขียนขึ้นใหม่!         อพิโถ อพิถัง กะละมังแตก!!         ผมสงสัยจริงๆว่า ทำไม ทาง ป.ป.ช. ไม่ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย กับอีตาคนนี้ ฐานประพฤติตนไม่สมควร เสียตั้งแต่ตอนนั้น?

         ผมว่ามันน่าอับอายมาก เพราะเรื่องอย่างนี้ หากเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น สหรัฐ อังกฤษ หรือแม้แต่สิงคโปร์ จะเป็นกรณีที่ใหญ่โตมาก แต่สำหรับในเมืองไทย เห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ เพราะไม่มีการดำเนินการอะไร อีตาหัวล้านแกเล่นจึงเล่นบทตีลูกเฉยเมย
ใครจะด่าก็ด่าไป
         อย่างหนาตราช้างซะอย่าง...ใครจะทำไม!?         ไม่น่าเชื่อว่า ไอ้คนพรรค์นี้ ยังได้ดิบได้ดี ได้รับแต่งตั้ง จาก ค.ม.ช. ของ “ไอ้บัง กบฏ” ให้ดำรงตำแหน่ง ใน ค.ต.ส. สอบสวนเอาผิดทักษิณ นอกเหนือจากการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ใน ป.ป.ช. อีกด้วย
         เลย “กร่าง” ซะไม่มีละ!

         แปลกแต่จริง คือ กรรมการ ป.ป.ช.ชุดนายกบาลเกลี้ยงนี้ เป็น ป.ป.ช.ชุดที่ “ไอ้บัง กบฏ” มันตั้งเอง
         ในหลวง...ไม่ได้ทรงตั้ง...ไอ้พวกนี้!          แม้จะขอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯย้อนหลัง แต่ก็ไม่ทรงโปรดฯ จึงเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดแรก ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่...
         ในหลวงท่าน...ไม่ได้ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง!!
         ปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีกรรมการเพียง 1 นายเท่านั้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แทนกรรมการคนเก่า ที่หมดวาระไปแล้ว
         คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ “ไอ้บัง กบฏ” เป็นผู้ตั้งมากับมือ จึงยังนั่งป๋อหลอในตำแหน่ง จำนวน 8 คน และมีเพียง 1 คน เท่านั้น ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
         นี่คือผลพวงของการยึดอำนาจ โดยคณะทหาร นำโดย “ไอ้บัง กบฏ” ที่สร้าง “ความแตกแยก-ฉิบหาย” ให้กับบ้านเมืองของเรา!

         แต่คนไทย ที่หัวใจมันเป็น “ทาส” ยังไม่รู้สำนึก!! 
content/picdata/379/data/photo0907.jpg
          ด้อ่านข่าวเรื่องที่ “นายมาร์ค มุกควาย” (ตอนนี้ผมตั้งฉายาให้ใหม่ เป็น “นายมาร์ค หัวปลอก” เพราะดันทะลึ่งเอา “ปลอก” หรือ “ถุงยาง” สวมจู๋ ไปตั้งโด่เด่ บนกบาลตัวเอง ตามภาพที่เห็น) โต้เถียงกับนักการเมืองฝั่งตรงข้าม กรณีเกี่ยวกับหลักฐานใบ ส.ด. ที่เจ้าตัวอ้างว่า เป็นเอกสารจริง เพราะสัสดีอำเภอพระโขนงออกให้ นั้น
         เอกสารฉบับดังกล่าว ทางหน่วยทหารที่เกี่ยวข้อง มีหลักฐานว่า ออกโดยนายทหารสัสดี ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว เรื่องทำเอกสารเท็จ
         ทั้ง “นายมาร์ค หัวปลอก” และฝ่ายค้าน จึงไปไม่ถูก เพราะไม่มีทางไปแล้ว จำเป็นจะต้องนั่งยัน-ยืนยัน ว่า

         เอกสารที่ฝ่ายตนครอบ ครองอยู่นั้น ทางราชการได้ออกให้ ย่อมถูกต้องเสมอ โดยไม่แยแสว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะแท้ที่จริงแล้ว เอกสารที่ “นายมาร์ค หัวปลอก” ถืออยู่และใช้เป็นหลักฐาน ในการโต้เถียง นั้น
         ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า มันไม่มีหลักฐาน ที่สามารถยืนยัน ให้สอดคล้อง ถูกต้องตรงกันกับเอกสาร “ต้นฉบับ” ที่แท้จริงของทางราชการได้ 
         จึงเป็นเรื่องเป็นราวกัน ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้!

         ในที่สุดความชัดเจน ก็เกิดขึ้นจนได้ คือ เมื่อ  27 ก.ค.2555 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงข่าวเรื่อง “นายมาร์ค หัวปลอก” หนีทหาร ซึ่งตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมาหลายวัน ว่า 
         จากการตรวจสอบ พบว่า มีการใช้หลักฐาน สด.9 ปลอม ในการขึ้นทะเบียนบัญชีทหาร ซึ่งได้นำหลักฐาน สด.9 ตัวจริงมาแสดงด้วย          รัฐมนตรีว่าการฯ จึงมีคำสั่งไปยังกรมพระธรรมนูญ ให้ทำเรื่องเสนอขอถอดยศ ร.ต.อภิแสบ เรียกเงินเดือนคืนอีกต่างหาก

         คงจะจบสิ้นกันได้เสียที สำหรับเรื่องการหนีทหารของ “นายมาร์ค หัวปลอก” ซึ่งกวนใจผู้คนในประเทศนี้ มาเนิ่นนานกว่าทศวรรษแล้ว เพราะผู้ร้องใช้เวลาในการร้องเรียน และติดตามเรื่องนี้มา...
         ...ยาวนานกว่า 12 ปี ทีเดียว!

         ส่วน “มิสเตอร์ หัวปลอก” จะ แถ-ถู-ไถ หรือตะแบงต่อไปอีกอย่างไร คงไม่ใช่ปัญหาแล้ว เพราะในสายตาพี่น้องประชาชน และผู้คนจำนวนมาก ในบ้านนี้เมืองนี้ นั้น
         “นายมาร์ค หัวปลอก” ฉายาใหม่ หรือ “นายมาร์ค มุกควาย” ฉายาเดิม ที่ผมตั้งให้ บัดนี้ ได้กลายเป็น “มาร์ค มุก (ทหาร) ปลอม” ควบอีกหนึ่งตำแหน่ง ไปเรียบร้อยแล้วครับ!!
         บ๊ายบาย นะ...มาร์ค มุกปลอม!!!
...................
ท้ายบท เพื่อความสมบูรณ์ในเรื่องข้อมูล ขอแนะนำให้ท่านอ่านคอลัมน์ต่อไปนี้ด้วย
         ไอ้คนหนีทหาร มันลากชาติไทยเรา เข้าสู่…สงคราม!!!(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=279)
         *** อนึ่ง บทความสัปดาห์ก่อน อย่าให้เปลี่ยนชื่อ เป็น “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!” 
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=378)         มีผู้โพสต์แสดงความเห็น ดังต่อไปนี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 1   
แหม!!! รวดเร็วจังเลย อ่านแล้วสะใจจังค่ะ สว.แล้ว แต่ความคิดอ่านท่านไม่ สว.ไปด้วยเลย โปรด"จิก"ทุกรายที่คิด-ทำชั่ว ต่อไปค่ะ เชียร์ๆๆๆ
โดยคุณ
dawraiy@gmail.com  101.109.3.XXX 
ความคิดเห็นที่ 2   
ปากกา ใช้เขียนสิ่งที่ดีเป็นความรู้ย่อมคู่ควรกับบัณฑิต แต่ถ้าอยู่ในมือของสื่อที่ไร้จรรยาบรรณจะมีพิษสงร้ายกาจราวกับปืนหรือระเบิด เขียนให้ใครฉิบหายก็ได้ เสร็จแล้วค่อยออกมาขอโทษว่าเกิดความผิดพลาดอย่างนั้นอย่างนี้ คนพวกนี้อเวจีนรกเปิดประตูรออยู่แล้วครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันชิงชัง  125.24.0.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
ขอบ คุณครับอาจารย์ที่คุ้ยได้อย่างสะใจ เปิดเสียจนเห็นเม็ดในเลยใครอยากให้ลูกหลานชั่วก็ส่งลูกเข้าไปเรียนที่มหาลัย "เนชั่ว"ได้ บางทีอาจได้รับเชื้อชั่วไปจากมหาลัย เอาอีกครับอาจารย์
โดยคุณ narong subsangar  125.24.73.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
จาก การติดตามอ่านข้อเขียนของท่านมานานพอสมควร มีข้อมูลบ่งบอกว่า ผมอาวุโสน้อยกว่าท่านไม่น่าจะเกิน ๓ ปี เมื่ออยู่ในวัยต้องวางมือจากภารกิจหนัก ขอเรียนว่าทุกวันนี้ท่องอยู่บนโลกออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป กระหายอยากเป็นที่สุด คือได้อ่านข้อเขียนของท่าน ตามด้วยคอลัมน์"เปิดฟ้าส่องโลก" และการ์ตูน"เซีย"ในไทยรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกจริตตนเองมากที่สุด ขอขอบคุณท่านวาทฯ ที่ยังยืนหยัดผลิตข้อเขียนทรงคุณค่า ประเทืองปัญญา ให้ข้อคิด สะกิดเมื่อเห็นบางอย่างไม่เข้าท่า ด่าไม่ไว้หน้าเมื่อเห็นว่าสิ่งที่พวกสูทำมันไม่ถูก จึงเป็นผู้กล้าอย่างแท้จริงในยุคนี้ ไม่กระแดะเหมือนพวกที่ชอบลวงโลกและคิดว่าพวกฉันนี่แน่อยู่กลุ่มเดียว ขอท่านวาทฯอยู่เป็นคลังสมองและเข็มทิศชี้นำให้กับอนุชนรุ่นหลังตราบนานเท่า นานเถิด จะเป็นกุศลอย่างยิ่ง
โดยคุณ แฟนท่านวาทฯ  124.122.66.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
zEuJhK

jniimakbntfghttp://jniimakbntfg.com/">jniimakbntfg>, [
โดยคุณ kdsemsnwy  208.66.75.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6   
อยากฝากลิงค์เรื่องไฟใต้มาให้พิจารณาค่ะ เผื่อมีทางใดที่ท่านจะช่วยเหลือ รบ.ได้บ้าง
โดยคุณ alippreeya  124.122.43.XXX 

ความคิดเห็นที่ 7   
1. ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในการที่สำนักเครือข่ายสมองสีขี้จะสะตอเบอแหลเป็นจิต วิญญาณ ทำอะไรก็ได้ให้อีแอบเห็นและตบมือดีใจที่ได้สนองตัณหามัน มีอะไรที่พวกสำนักสมองสีขี้เล่าความจริงบ้าง ล้วนแต่เป็นเรื่องปั้นแต่งมาเพื่อเอาใจอีแอบทั้งสิ้น สุดท้ายก็พาเอาองค์กรเพื่อนร่วมสายงานบรรลัยวายวอด แต่ก็ไม่เห็นมีใครหน้าไหน "กล้า" ออกมาต่อว่าหรือตัดเนื้อร้ายออก ก็เห็นแต่จะมีท่านวาทฯ ของกระผมเท่านั้นแหละที่ "กล้า" ไม่ใต้ชายกระโปรงอีแอบ เพื่อบอกเล่าความจริงแบบหวั่นเทวดานางฟ้ากำมะลอที่ไหน ....... ขายจรรยาบรรณ คืองานสำคัญในการเอาใจอีแอบ
 2. บรรดารางวัลบ้าบอคอแตกในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ ก็แค่ตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการตลาดทั้งนั้น ยิ่งเยอะยิ่งไร้ค่า ยิ่งเยอะยิ่งเลอะเทอะ ยิ่งมีเอาไว้ให้สิ่งมีชีวิตเน่าๆ บางตัวขึ้นเวทีไปแอบด่าใครต่อใครแบบหน้าบาน ยิ่งทุเรศสุดๆ ตั้งกันไปเถอะ รางวัลบ้าบอแบบนี้ ไม่มีใครเขาสนใจหรอก
3. สะใจที่เห็น teen ใหญ่ๆ ถีบไอ้หน้าโหนกตาหยี กับอีออหรี่หลาวกรวดออกไปจนเดินโชกเลือดกลับไปนั่งเน่าเห่าในซ่องเดิมของตัว เอง ไม่รู้ว่าพวกที่จ่ายเงินจ้างพวกบัดซบพวกนี้ไปเห่าในบ้านตัวเอง ใช้อะไรในสมองปลายเล็บตีนข้างซ้ายคิด ดีเหมือนกันเขี่ยๆ พวกจัญไรพวกนี้ไปอยู่ในที่ในทางของพวกมัน จะได้ไม่ไปหลงเดินเห่าในที่สาธารณะจนโดนเขาเตะปากให้เป็นข่าว
4. เห็นภาพที่ท่านวาทฯ เอามาลงซ้ำอีกครั้ง ก็เลยจำได้ว่าเคยมีสื่อชั่วสำนักหนึ่งจัญไรถึงขนาดปลอมแปลงภาพเพื่อใช้หากิน (และเสริมภาพความรุนแรงของการก่อการร้าย ซึ่งน่าจะเข้าข่ายบ่อนทำลายชาติ) ดูแล้วเวทนาในความคิดอัปรีย์ของมันจริงๆ (ก็ไม่ได้เห็นว่ามีเพื่อนร่วมอาชีพกับมันเป็นเดือดเป็นร้อนอะไร เห็นวางเฉยกันเป็นแถว นอกจากท่านวาทฯ แล้วก็ไม่เห็นจะมีใคร "กล้า" ต่อว่ามัน ช่างมากบารมี (ชั่ว) จริงๆ)
5. อย่ายุให้มันเป็นสถาบันการศึกษา เพื่อสอนวิชาจัญไรเลยครับท่าน ทุกวันนี้ก็มีสำนักการศึกษาชั่วๆ คอยสั่งสอนพวกสมองสีขี้กันออกเกร่อ อย่าเพิ่มอีกเลยถือว่าเป็นเรื่องบาปของแผ่นดิน
โดยคุณ ????  110.164.195.XXX

ความคิดเห็นที่ 8    กลัว พวกโฆษณาเกินความจริง ว่าจบมาแล้วมีงานให้ทำทันที เกรงว่าจบมาแล้ว จะจูงมือบัณฑิตนิเทศฯ ไปเป็นพนักงานขายร้านสะดวกซื้อ seven น่ะ เพราะพนักงานขายของเขา จบปริญญาแล้วมาขายของ ระหว่างรองานกันคนละหลายๆปี 
โดยคุณ 7-11  125.25.148.XXX 

         (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ตอน “นายมาร์ค หัวปลอก” กับเรื่องปลอมๆ ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 4 สิงหาคม 2555)

อย่าให้เปลี่ยนชื่อ เป็น “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!”

ที่มา vattavan



วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
        อลัมน์ที่ท่านเห็นอยู่นี้ ผมตั้งใจจะออนไลน์ ตั้งแต่เสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2555 แต่สถานการณ์บ้านเมืองผันแปร ต้องเปลี่ยนเป็นคอลัมน์ ตุลาการแห่ง...ศาลรัดทำมะนวยหัวคูณ!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=369) แทน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตอนนั้น ซึ่งได้ผ่านสายตาท่านผู้อ่านไปแล้ว
        มาถึงสัปดาห์นี้ จะรอคำวินิจฉัยกลาง จากตุลากวยของศาลรัดทำมะนวย คงจะไม่ทันการ เพราะต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้า อีกทั้งผมมีภารกิจที่จะต้องเดินทาง เลยต้องย้อนกลับไปนำคอลัมน์
ที่เกี่ยวกับ “มหาวิทยาลัย เนชั่ว” ซึ่งเกริ่นกับท่านผู้อ่านไว้ก่อนแล้ว มาลงให้เห็นกันในวันนี้
        ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ชื่อฟังดูแปลกๆ เอาไว้อย่างนี้ครับ

        ...คงต้องพูดเรื่องโทรทัศน์บ้านเราสักหน่อย แต่ไม่ใช่รายการ “ไทยแลนด์-ลามกทาเล้นท์” ของ “เสี่ยตา” ที่แกทำรายการได้ “อัปรีย์” เหลือรับจริงๆ จนมีคนพูดกันไปทั้งเมือง แต่กำลังจะพูดถึงไม่ใช่รายการในบ้านเรา แต่บังเอิญผมได้ดูรายการ The Dog Whisperer เห็นคุณ แลร์รี่ คิง (Larry King) เชิญคุณซีซาร์ มิลาน (Cesar Milan) ผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาสุนัขไปที่บ้าน เพื่อให้ช่วยเหลือหมาของคุณ แลร์รี่ คิง เอง
        ยอดนักแก้ปัญหาสัตว์สี่ขา อย่างคุณ ซีซาร์ มิลาน สามารถจัดการปัญหาหมาของคุณ แลร์รี คิง ผู้จัดรายการข่าวซึ่งเป็นตำนานของสถานีโทรทัศน์ CNN ได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาให้เจ้าของสุนัขรายอื่นๆ
        เมื่อเห็น Newsman หรือ “คนข่าว” ที่ดังระดับโลกอย่าง แลร์รี่ คิง ซึ่งอำลาเวทีไปประมาณปีเศษอีกครั้ง ผมอดไม่ได้ที่นำเรื่องของบุคคลที่โลกรู้จักดี มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในวันนี้

content/picdata/378/data/photo0905.jpg
        แลร์รี่ คิง (Larry King) ที่เรารู้จักนั้น มีชื่อเต็มว่า ลอว์เรนซ์ ฮาร์วีย์ (Lawrence Harvey) เกิดหลังปีที่เริ่มการถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ของสหรัฐอเมริกาได้ เพียงปีเดียวเท่านั้น เพราะเขาเกิดในปี ค.ศ. 1933
        หลังครามโลกครั้งที่สองสงบลง เขาเริ่มอาชีพด้วยการเป็น “นักข่าว” หรือ reporter ท้องถิ่นเล็กๆในฟลอริดา ต่อมาได้เป็นผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุ และไต่เต้าขึ้นมาเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ได้เข้าร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์ CNN ตั้งแต่ปี 1985 และทำความประทับใจให้ผู้คน ด้วยความฉลาดหลักแหลม ในการตั้งคำถาม ทำให้ผู้คนติดตามรายการคุณ แลร์รี่ คิง เป็นเวลายาวกว่า 25 ปี และเพิ่งเกษียณตัวเองไปเมื่อปีเศษมานี้ เมื่ออายุตักเข้าไป 78 ปี กว่าเลยทีเดียว
        แลร์รี่ คิง ทำสถิติยากที่จะทำลายได้ ในการสัมภาษณ์นักการเมือง นักกีฬา คนบันเทิง ความถึงผู้ตกเป็นข่าว มากกว่า 40,000 ครั้ง
        ได้รับรางวัลใหญ่อย่าง Emmy 1 ครั้ง Peabody Award
2 ครั้ง และ Cable ACE Awards ถึง 10 ครั้ง!

        างวัลที่ แลร์รี่ คิง ได้รับนั้น อเมริกันชนยกว่าเป็นล้วนรางวัลน่านับถือ แต่หันมาดูรางวัลที่แจกในเมืองไทยของเรานั้น มักมีความน่าเกลียดน่าชัง หรือเบื้องหลังสกปรกโสโครก โผล่ตามติดมา หลังการแจกเสมอ โดยเฉพาะรางวัลที่เกี่ยวกับ “สื่อมวลชน” ซึ่งคนในวงการตัดสิน ยกยอปอปั้นกันเอง จะมีคนนอกก็เพียงกะหรอมกะแหรม แค่หมอยแซมแตดเท่านั้น
มีอยู่รางวัลหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นรายการใหญ่ แต่มาบัดนี้ ดูคุณค่าจะ “ฝ่อ” ลงไปมาก นั่นคือรางวัล “อิศรา อมันตกุล” ที่เคยมีผู้บอกว่า

        มีความหมายสำหรับสื่อมวลชนมาก เพราะคุณอิศราฯนั้น เป็นมุสลิมมะที่ศรัทธาในวิถีอิสลาม เป็นนักหนังสือพิมพ์ยุคต้น ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางทุรกันดาร และพบวิบากถึงขั้นติดคุกติดตะราง แต่เพราะความเป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เหนียวแน่น ไม่ยอมก้มหัวให้กับเผด็จการทหาร ยอมรับผลที่ติดตามมาอย่างกล้าหาญ
        ท่านจึงกลายหนังสือพิมพ์ ที่แม้ผู้คนนอกวงการสื่อ ก็ให้ความยกย่องนับถือ
        แต่....        รางวัลที่นำนาม อิศรา อมันตกุล ปูชนียบุคคลแห่งวงการหนังสือพิมพ์ ที่สังคมยกย่อง มาเป็นชื่อรางวัล ต้องมีสภาพตุปัดตุเป๋ หรือด้อยค่าลง เพราะ “แก๊งเนชั่ว” นี่แหละครับ ต้องย้อนความหลังกันนิด
        อ่านแล้ว ท่านลองตัดสินใจดูว่า จะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ที่ว่าไอ้แก๊งนี้มัน “ชั่ว” จริงๆหรือไม่?
        ผมจะลำดับให้ดูดังต่อไปนี้...

        ฤติกรรมของหนังสือพิมพ์กลุ่มเนชั่ว นั้น “วาทตะวัน” เคยเขียนเอาไว้ว่าในคอลัมน์ ซึ่งมีผู้สนใจ เข้าไปอ่านกันเป็นจำนวนมากถึง 37,518 คน/คลิก (สามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยสิบแปด คน/คลิก) คือคอลัมน์...
        จารุวรรณ “เป็ด หัวยักษ์” โป๊ะเชะ!!!         (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=145)        ผมแจงเอาไว้ อย่างนี้ครับ
        ...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้เสนอข่าวเจาะ กรณีการคอรัปชั่นและสินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์ ยุครัฐบาลทักษิณ เป็นที่ตื่นเต้นของผู้คน และจากการเสนอข่าวนี้เอง ได้ทำให้รัฐบาลขณะนั้น ต้องหมองมัวด้านความซื่อสัตย์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้บรรดากลุ่มพันธมาร ร่วมกับพรรคฝ่ายตรงข้าม ใช้เรื่องนี้เป็นประเด็นโฆษณาโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และสร้างเงื่อนไข ในการทำรัฐประหารอีกด้วย 
        ยิ่งไปกว่านั้น ในการตัดสินรางวัล รางวัลข่าวยอดเยี่ยมปี
พ.ศ. 2548 ผลการตัดสินปรากฏว่ารางวัลยอดเยี่ยมได้แก่ การนำเสนอข่าว “ผ่าขบวนการคอรัปชั่น...สินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์" โดยกองบรรณาธิการ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ได้รับรางวัลเงินสด 50,000 บาท จากมูลนิธิอิศรา อมันตกุล พร้อมโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณ

        ไม่น่าเชื่อว่า แค่เวลาผ่านไปเพียงสามปีกว่าเท่านั้น กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์เครือเดอะเนชั่นกรุ๊ป ได้ตีพิมพ์คำขอโทษอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 ในกรณีที่ได้แสดงความเท็จ กล่าวหาว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX เพื่อใช้ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ การตีพิมพ์ข่าวเท็จดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือ “เสียเช”...ผู้คนตกตะลึง!         ข้อความที่ทางกลุ่นเนชั่นขออภัยเสี่ยเช ให้เหตุผลที่ฟังแล้วไม่เข้าท่าเลยคือ กรุงเทพธุรกิจยอมรับว่า เสนอข่าวผิดพลาด และขอโทษผู้เสียหาย ที่ลงข้อความว่าเขาเป็นนายหน้า ค้ากำไรเกินควร...แถมยังติดตลก อีกว่า         ฝ่ายกรุงเทพธุรกิจนั้น แปลสัญญาภาษาอังกฤษ และข้อความกระทรวงยุติธรรมสหรัฐผิดพลาด (ขนาดหัวเหม่งมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ The Nation อยู่ในเครือ...นะเนี่ย!)
        ที่ตลกระดับโคตรคือ ดันยอมรับหน้าตาเฉย ว่า  
        ไม่มีสินบนใดๆเกิดขึ้น ตามที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเคยนำเสนอ!
        การออกมายอมรับ แบบไร้ศักดิ์ศรีของกรุงเทพธุรกิจ (กลุ่มของนายหัวเหม่ง) นั้น ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า ไทยแลนด์แดนสยามของเรานั้น ทำท่าจะกลายเป็น “ตอแหลแลนด์” อย่างที่เขาว่ากันเอาไว้จริงๆ แต่...
        อย่าหวังไปหาความรับผิดชอบ จากคนกลุ่มนี้! 

        นอกจากนั้น “แก๊งเนชั่ว” ยังมีพฤติกรรมที่รับไม่ได้ ทำให้ผู้นำของกองทัพเดือดดาลมาก คือความพยายามในการยุแยงให้กองทัพ ผิดใจกับนายกฯปู ผมได้พูดถึงไปแล้ว ในบทความชื่อ
        ชนะทั้งไอ้พวกจังไร ชนะทั้งภัยน้ำท่วม!!!          (
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=333)        ผมเขียนเอาไว้ เป็นหลักเป็นฐาน อย่างนี้ครับ...
        ...เมื่อต้นเดือน พ.ย.2554 สื่อเครือเนชั่นของ นายสุทธิชัย หยุ่น ได้แพร่ข่าวโดยอ้าง ‘แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ’ เปิดเผยว่า
        ในระหว่างการประชุมนายทหารระดับสูงของกองทัพ ได้มีการหารือและถกเถียงถึงกันถึงภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ของไทย โดยเห็นตรงกันว่า นายกฯ ขาดความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย จนส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลถาโถมเข้าสู่ กทม. และนำพาให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างหนัก        ทั้งนี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ ได้สรุปข้อผิดพลาดของนายกฯ  ในการบริหารจัดการน้ำท่วม มีทั้งหมด 12 ข้อ

        พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาปฏิเสธ การปั้นเรื่องเท็จของ ‘แก๊งเนชั่น’ อย่างทันทีทันควัน จึงเป็นเรื่องถูกต้องและสมควรกระทำ ดังที่ ‘ข่าวสด’ วันอังคารที่ 8 พ.ย.2554 พาดหัวตัวเป้งว่า
        ฉะข้อมูลบิดเบือน
        ทัพบกโต้
        ข่าวให้ ‘ปู’ สอบตก

        ใช่แต่แค่นั้นนะครับ อีกสองวันต่อมา ทางกองทัพบกยังทำเป็นหนังสือ ปฏิเสธเรื่อง ‘แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ’ อย่างหนักแน่น ไปยังกองบรรณาธิการสื่อดังกล่าว
        การที่สื่อกลุ่มเนชั่น ประพฤตินอกลู่นอกทางอย่างนี้เป็นประจำ คนไทยที่รักชาติรักบ้านเมือง ‘รับไม่ได้’ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ที่สังคมออนไลน์รวมทั้งสื่ออื่นๆ จะเรียกขานสื่อแก๊งนี้ว่า

        ‘เนชั่ว’
        จากนี้ต่อไปไป คำว่า ‘เนชั่ว’ จะเป็น ‘แบรนด์บาป’ ติดตัวแก๊งสื่อเวรตะไลนี้ ไปจนตาย!
        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ
        ท่านคงสังกตเห็นว่า เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ออกมาจวก อ.ส.ม.ท. ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แบบไม่ไว้หน้า ถึงขั้นเรียกว่าองค์กรนี้เป็น
        “เนชั่ว สาขา 2”        ทั้งนี้ เพราะผมขัดอกขัดใจหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ คนใน อ.ส.ม.ท. ใช้องค์กรเป็นที่พิงหลัง แล้วขนขบวนฝ่ายตรงข้าม ที่เป็นศัตรูกับคุณทักษิณ ให้มาขึ้นเวทีวิทยุและโทรทัศน์ แล้วปล่อยให้ยืนเกาะเชือกเวที อ.ส.ม.ท.
        ยกตีนถีบหน้ารัฐบาล นายกฯปู กันอย่างสนุกสนาน!        รัฐบาลปัจจุบันนี้ คงจำต้องกล้ำกลืนความไม่พอใจเอาไว้ และอาจเป็นเพราะนายฯปู เป็นผู้หญิง ไม่นิยมความรุนแรง หรือใช้ระบบโต้ตอบแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
        ไอ้พวกเวร มันเลยได้ใจ!

        หาก ผมเป็นรัฐบาล ทะลึ่งมาทำกันแบบนี้ คงต้องโต้ตอบกันให้หนัก ไม่ปล่อยให้ลักทุบลักถอง ทำกันข้างเดียว อย่างที่ทำกันแบบนี้ เช่น ผมจะแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า
        ไม่สนับสนุน อ.ส.ม.ท.อีกต่อไป เพราะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล แล้วถอนโฆษณาของรัฐ ทิ้งเสียทั้งหมด!         เชื่อว่าคนในองค์กรแห่งนี้ จะส่งเสียงกระโต๊กกระต๊ากออกมา หาว่ารัฐบาลรังแกสื่ออย่างโน้นอย่างนี้ ทั้งๆที่ตัวเองรังแกรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ด้วย

        ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความชอบธรรม (ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย) ที่จะกำหนดท่าทีของการบริหาร ตามหลักนิยมของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คือ สร้างกำไรสูงสุด ด้วยความสามารถของผู้คนในองค์กรเอง ไม่ใช่ อ.ส.ม.ท.เอ้อระเหย งอมืองอตีน รออานิสงส์ คอยการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นหลักเท่านั้น
        ผมสังเกตเห็นว่า แม้รัฐบาลนายกฯปู ได้ส่งสัญญาณความประนีประนอมอย่างที่สุดแล้ว แต่คนในองค์กรของ อ.ส.ม.ท. กลับไม่สำนึก
        ที่องค์กรแห่งนี้ ทำเสียหายมาก คือ

        การว่าจ้างเอาคนจากสื่อโทรทัศน์สถานีอื่น มาทำหน้าที่ในช่องโทรทัศน์ของตัวเอง ทั้งๆที่องค์กรของตน โดยเฉพาะโทรทัศน์นั้น เก่าแก่กว่าแห่งอื่น มีบุคลากรที่มีพื้นฐานความรู้ ที่จะดำเนินการได้เอง เพียงแต่ฝึกฝนให้มีความรู้ความสามารถขึ้นมานิดเดียวเท่านั้น องค์กรแห่งนี้ก็จะไปโลด และคนของ อ.ส.ม.ท.เอง จะได้ทำหน้าที่ของสื่อ โดยไม่ต้องมีคนจากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น มาปิดกั้นความก้าวหน้าของพวกตน ฉวยเอาเวลาไพร์มไทม์ ไปบริโภคกันเองกัน โดยให้คนขององค์กรเอง ได้จ้องดูตาปริบๆ เท่านั้น
        ไม่รู้จริงๆว่า... 
        ผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เอาหัวอะไรคิด!

        “วาทตะวัน”  วิจารณ์ไปยังไม่ทันจะถึงเดือนเท่านั้น ทาง
อ.ส.ม.ท.ก็รายการของ “นายกนก-นางจอมขวัญ” ถูกลูกแปดีดออกจากผังรายการไปเรียบร้อยแล้ว
        บางคนหาว่า เป็นเพราะผมแท้ๆทีเดียวเทียว ทำให้ อ.ส.ม.ท. ตัดสินใจ
        ถีบรายการของกลุ่ม “เนชั่ว” ออกจากผัง!

        ผมได้แต่บอกเขาไปว่า ไม่ได้มีความสำคัญถึงขนาดนั้น ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีประโยชน์ได้เสียกับพรรคการเมืองไหน เพราะตั้งแต่เกิดมาจนเป็น “ปู่” คนแล้ว ยังไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเลย ทั้งเรื่องนี้
        ไม่มีอยู่ใน ‘ความคิด’ เสียด้วยซ้ำ!         การที่ อ.ส.ม.ท. ปรับผังใหม่ ไม่มีทั้ง นายกนกและนางจอมขวัญ เพราะทั้งคู่เอง ได้รับการต่อต้าน จากประชาชนซึ่งเป็นผู้ชมจำนวนไม่น้อย อีกทั้งการหลุดผังออกไปของพวกเขา ไม่ได้ทำให้สปอนเซอร์ของทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 ของ อ.ส.ม.ท. ถอนการสนับสนุนแต่อย่างใด เพราะผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์ของ อ.ส.ม.ท. ที่สำคัญ ก็คือหน่วยราชการ และรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้สูง เช่น ป.ต.ท. เป็นต้น
        ที่ตกลงไป คือ หุ้นของค่าย “เนชั่ว” นั่นแหละ เพราะทันทีที่นายกนกและนางจอมขวัญ ถูกถอดรายการออกจาก อ.ส.ม.ท. หุ้นของค่ายนี้
        หล่นปุไปถึง 8.8 % !! 

        ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็น ที่ผมจะต้องช่วยเหลือพรรคการเมืองไหน แต่การที่ตัวเองอยู่ในวงการข่าวกรองของชาติมานาน จึงพอมีความรู้เรื่อง “การเมือง” และเรื่องของ “สื่อ” อยู่บ้าง และนำมาแบ่งปันให้กับท่านผู้อ่าน ในฐานะที่มีประสบการณ์  
        สำหรับเรื่องการเมืองนั้น โดยงานที่เคยผ่านมานั้น ทำให้ผมรู้จักสันดานและเล่ห์กระเท่ของนักการเมือง ค่อนข้างดี และที่เขียนหนังสืออยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเห็นว่า
        เป็นหน้าที่ตัวเอง ในฐานะที่ยังรับเงินหลวงอยู่ทุกเดือน ด้วยเหตุนี้เอง แม้จะมีอายุแล้ว อยู่ในวัยที่พอเป็น “คลังสมอง” ของชาติได้ ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ เคยมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ไว้
        จึงเห็นว่า ตัวเองควรทำประโยชน์ ให้กับบ้านเมืองด้วยการแบ่งปันความรู้ และข้อมูลที่ทรงคุณค่า ตลอดจนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับนักการเมือง และพรรคการเมือง ให้กับท่านผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นหลัง  
        เพื่อสนองคุณแผ่นดิน เต็มกำลังแห่งตน!

        อีกประการหนึ่งนั้น จะพูดว่าผมเป็น “สื่อ” ก็คงพอได้ ไม่ผิดจากความจริง เพราะตลอดระยะเวลากว่าสิบปีมานี้ ผมมีบทความใหม่ๆ ออกมาให้ผู้อ่านได้เห็นอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำทุกสัปดาห์ มิเคยหลุดออกจากแผงเว็บไซด์เลย แม้แต่สัปดาห์เดียว  
        นอกจากนั้น ยังมีหนังสือรวมข้อเขียนตัวเอง ออกมาอีกหลายเล่ม ซึ่งท่านผู้อ่านได้กรุณา ให้การตอบรับเป็นอย่างดี
        สำหรับการเขียนทางเว็บไซด์ www.manager.co.th นั้น คอลัมน์ของผมได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะมีผู้คนเข้าอ่าน ถึง 1 ล้านคน/คลิก เป็นรายแรกๆ ของประเทศไทย
        เมื่อมาเปิด
www.vattavan.com ยังมีแฟนเก่าตามมาอ่านกัน ไม่ได้ห่างเหินไปไหน ยังติดตามเหนียวแน่น...
        ปัจจุบัน ยอดพุ่งถึง 2 ล้านคน/คลิก เข้าไปแล้ว!        ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่า มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สื่อแก๊งนี้ ที่ทำหน้าที่ระยำไว้อย่างเหลือรับ ได้อย่างเต็มที่
        ไม่ต้องไว้หน้ากัน!!

        ก่อนจบบทความวันนี้ ผมเห็นข่าวกลุ่ม “เนชั่ว” กำลังเปิด มหาวิทยาลัย สอนวิชา “นิเทศศาสตร์” มีการรับประกันว่า คนที่เข้าไปเรียน จบออกมาแล้ว        มีงาน...ให้ทำทันที!        ในส่วนตัวของผม เห็นว่า
        หากสอนกันให้ดีๆ ทำให้เด็กมีคุณภาพ ออกมามีงานทำจริงอย่างที่โฆษณากันเอาไว้ ผมจะอนุโมทนาด้วย
        แต่...

        หากสอนตอแหล ตอหลด ตดใต้น้ำ เหมือนอย่างการทำข่าว CTX หรือเต้าข่าวขึ้นมา เพื่อยุแยงตะแคงรั่ว โดยหวังจะเอื้อประโยชน์กับพวกพ้องของตัว หรือกลุ่มที่ตัวเองสนับสนุนอยู่
        นายหัวล้าน สุทธิชัย หยุ่น จงฟังไว้นะว่า...
        ยี่ห้อ “วาทตะวัน” นี่แหละ ที่จะไม่รีรอ เปลี่ยนชื่อสถานศึกษา ที่กำลังจะเปิดใหม่ ว่าเป็น... 
        “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!”
...............
ท้ายบท อีกเรื่องที่ผู้คนยังไม่ลืม คือการตกแต่งฟิล์ม ของ “แก๊งเนชั่ว” ที่เคยอื้อฉาว และเป็นการตอหลดตอแหลที่น่าขยะแขยงครั้งใหญ่ ของสื่อสารมวลชนไทย ซึ่งแก๊งนี้จำต้องออกมายอมรับต่อสาธารณะชน
content/picdata/378/data/photo0906.jpg
        ในโอกาสที่สื่อแก๊งนี้ จะไปเปิดมหาวิทยาลัย ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับเยาวชนคนรุ่นหลัง ก็ขอเตือนอีกครั้งว่า         อย่าเผลอเอาเรื่องอัปรีย์ของพวกตัว ไปสอนเด็กเข้าล่ะ!
        *** อนึ่ง บทความสัปดาห์ก่อน พวกมึงอยากเป็น ‘ทาส’ เชิญเลย!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=376)
มีผู้โพสต์แสดงความเห็น ดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ทาสที่เขาปล่อยแล้ว ยังไม่ไปอีกด้วย
โดยคุณ ไทยใช่ทาส  101.108.228.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ทาส ที่ไม่ยอมเป็นไท แม้นได้รับอิสระแล้ว..มีเหตุผลอยู่เพียงประการเดียวคือ ไม่สามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ ยังคิดเองไม่เป็น...หรือจะแปลเป็นภาษาง่ายๆก็คือพวกสมองหมาปัญญาควาย ครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันเป็นไท  125.24.1.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
รัด ทำมะนวยฉบับหน้าแหลมฟันดำวางกับดักไว้หลายชั้นอย่างเหลือเชื่อ เมื่อสถานการณ์พัฒนาไปเรื่อย ๆ จะเห็นค่ายกลซ่อนอยู่เป็นระยะ ๆ ยิ่งมีคำวินิจฉัยที่กำกวมจากศาล ยิ่งหาทางออกยากขึ้น จะขยับไปทางใหนก็ให้ติดขัดไปหมด เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ก็จะทำให้มีเรื่องกวนใจสาธุชนไปอีกนานกว่าจะพบทาง สว่าง หรือหาทางออกได้ อาจต้องรอจนยมพบาลช่วยจัดการให้ ภาวนาว่าอย่าให้ถึงต้องละเลงเลือดกันอีกครั้งเลย นี่นายหน้าแหลมก็ออกมากู่ก้องร้องตะโกนท้าทายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า ใครอยากจะแก้ทั้งฉบับก็ลองดู เป็นการจุดไฟใส่เชื้อให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังอย่างจงใจ (เพราะคิดว่าพวกตนถือไพ่เหนือกว่า) ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าถ้าเหตุการณ์พัฒนาการไปในทางเลวร้าย อะไรจะเกิดขึ้น ???
โดยคุณ ข้องใจ  124.120.36.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4    พวก 5 กลุ่ม/ตัว ที่ยื่นให้ ตลก.พิจารณาคัดค้านกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 แท้จริงพวกเขา/มัน มีจุดประสงค์เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องทั้งนั้น เพราะหากแก้ไข รธน.ได้ พวกมันคงหายสาปสูญจากสังคมไทยแน่
โดยคุณ คนร้อยเอ็ด  223.204.61.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
ไม่ น่าจะใช้ชื่อว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" น่าจะใช้ชื่ออื่น ที่ไม่ใช่ "ศาล" เพราะหากใช้คำว่า "ศาล" ต้องทำให้คนเขาเคารพนับถือ ไม่ใช่ทำเรื่องเหลวไหล หรือไม่ถูกต้อง เช่น
การลงมามีปากเสียง โต้ตอบกับคู่ความ แทนอีกฝ่ายหนึ่ง ความเสียหายที่ศาลรัฐธรรมนูญก่อขึ้นครั้งนี้ กระเทือนถึง "ศาลยุติธรรม" ด้วย เพราะใช้คำว่า "ศาล" เหมือนกัน แต่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน หากผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ประพฤติตนไม่สมควร หรือทำผิด ก็มีการลงโทษกันรุนแรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญนี้ กลับทำได้แบบไม่อายใคร ดังนั้นการที่ถูกเรียกว่า "ศาลรัดทำมะนวย หัวคูณ" คงไม่ผิดจากความจริงนัก
โดยคุณ ตถตา  58.11.20.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6   
คน ไทยเห็นว่า เรื่องศาลรัดทำมะนวยนี้ ตลก. แม้แต่ฝรั่งก็ใช้คำเดียวกัน แต่ออกแนว "เย้ยหยัน" มากกว่า บ้านเมืองของเรา เลยกลายเป็น "ตลก" แม้แต่เป็นทาสแล้ว ยังดันทำตลกอีก
โดยคุณ ตลกทั้งชาติ

ความคิดเห็นที่ 7   
ใคร มีอำนาจปลดผบ.ทบ.ครับ ดูข่าวที่ผบ.ทบ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องนายอภิซวยหนีทหารไม่มีมูลเรื่องจบไปแล้วคุณวาท ตะวันคงได้เห็นแล้ว ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรครับ.
โดยคุณ
w.vanderkley@gmail.com  223.204.113.XXX 
        (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ อย่าให้เปลี่ยนชื่อ เป็น “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!”  ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 28 กรกฎาคม 2555)