WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 9, 2012

ศาลอาญาเตือน "จตุพร"-"เจ๋ง ดอกจิก" พฤติกรรมไม่เหมาะสม เข้าข่ายยุยงปลุกปั่น

ที่มา uddred

 มติชน 9 สิงหาคม 2555 >>>




     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลา 12.12 น. องค์คณะผู้พิพากษา เรียกนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ จำเลยที่ 1 ขึ้นสอบถามเกี่ยวกับการขึ้นเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีเนื้อหาเช่นไรบ้าง นายวีระกานต์ ยืนยันว่าในการขึ้นปราศรัยในวันดังกล่าวเป็นการขึ้นปราศรัยตามสิทธิและ เสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ ไม่มีการทำผิดเงื่อนไขให้ประกันตัวของศาล

     เวลา 12.15 น. นายจตุพร พรหมพันธ์ ได้ให้ศาลสอบถาม เกี่ยวกับการปราศรัยว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขหรือไม่ นายจตุพร ยืนยันว่าการปราศรัยในวันดังกล่าว เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการรับคำ ร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไว้วินิจฉัยโดยไม่ผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่ได้มุ่งร้ายตัวบุคคล ส่วนกรณีที่นายเจ๋ง ดอกจิก ปราศรัยบนเวทีนั้น ก็ได้ร้องขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาลจัดกำลังเพื่อไปดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณโดย รอบศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่อ่านคำวินิจฉัยด้วย
    
ต่อมาเวลา 12.29 น. นายขวัญชัย ไพรพนา ขึ้นให้การต่อศาลเกี่ยวกับการปราศรัย ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าในการจัดการปราศรัยวันที่ 7 มิถุนายน ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วยอยู่ที่ต่างจังหวัดโดยตลอดขณะที่การปราศรัยใน พื้นที่ต่างจังหวัดก็ไม่เคยพูดผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวของศาล
    
 เวลา 12.33 น. นายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก ได้ขึ้นชี้แจงในการปราศรัย ว่าวันดังกล่าวเป็นเพียงการชี้แจงการทำหน้าที่ตามเอกสารที่ได้รับมาจาก ประชาชน โดยไม่ได้ตรวจสอบ ไม่มีเจตนาคุกคามองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและเมื่อทราบว่าคำปราศรัยดัง กล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจึงรีบขึ้นเวทีไปขอโทษตุลาการ พร้อมห้ามปรามไม่ให้มวลชนกลุ่ม นปช. ไม่ให้โทรศัพท์ ไปข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 7 ท่าน
     ศาลเห็นว่าการที่นายยศวริศ หรือ เจ๋ง ดอกจิก กล่าวปราศรัยเช่นนั้นถือว่าไม่เหมาะสม จึงฝากเตือนการทำหน้าที่ของนายจตุพร และนายยศวริศ เพราะถึงแม้จะไม่มีใครไปทำร้ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนละเมิดต่อกฎหมาย

     เวลา 13.00 น. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แถลงต่อศาลขอเลื่อนการพิจารณาแผ่นซีดี ที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ นำมายื่นในวันนี้ออกไป เนื่องจากยังไม่ได้ตรวจสอบแผ่นซีดีดังกล่าวว่ามีการตัดต่อหรือไม่ ซึ่งศาลได้ถามความเห็นของผู้ร้อง นายนิพิฎฐ์ ระบุว่าหากศาลจะเลื่อนการพิจารณาคดีออกไป ตนจะขอยื่นแผ่นซีดีการปราศรัยทุกครั้ง ของนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋งดอกจิก ว่าเข้าข่ายผิดเงื่อนไขการประกันตัว ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้ว จึงสั่งพักการสอบถามคดี ก่อนนัดสอบถามอีกครั้งในเวลา 14.00 น.

Wednesday, August 8, 2012

เสวนา วันระพี จาก มธ 8 8 2012

ที่มา speedhorse

 สัมมนาทางวิชาการ
เรื่อง"หรือคุกไทย มีไว้ขังคนจน"
ณ  ห้องจิ๊ด  เศรษฐบุตร (แอล ที ๑)  คณะนิติศาสตร์   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์
วันพุธที่  ๘  สิงหาคม  ๒๕๕๕  เวลา  ๐๙.๓๐ - ๑๓.๐๐ น.





หมายเหตุจากกรุงกัมพูชาถึงกรุงสยาม ว่าด้วยการพัฒนาและการไล่ที่

ที่มา ประชาไท

 

ข่าวการบังคับไล่ที่ชาวบ้าน เป็นข่าวที่พบเห็นได้ในหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับในกันพูชา ใครที่เคยมากรุงพนมเปญเมื่อสักกยี่สิบปีก่อน หากได้กลับอีกคราคงจะจำไม่ได้ ด้วยตึกรามบ้านช่องขึ้นจนแน่นขนัด พื้นที่ว่างเปล่าแทบไม่เหลือให้เห็น จะว่าไปแล้ว หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่เคยมีการอพยพผู้คนออกไปใช้แรงงานในยุคเขมรแดง เรืองอำนาจ จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของประชาการหลายล้านคน รวมไปถึงสงครามกลางเมืองอันเป็นการสู้รบระหว่างเขมรแดงและเจ้าสีหนุฝ่าย หนึ่ง กับฝ่ายรัฐบาลที่สนับสนุนโดยเวียดนามที่พึ่งยุติลงในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 กัมพูชาถือว่าพัฒนาประเทศได้รวดเร็วเลยทีเดียว
 กรุงพนมเปญในวันนี้ ท้องถนนสว่างไสว มีธุรกิจและร้านค้าต่างๆ กระจายอยู่ทั่วไป ด้วยอัตราค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ กัมพูชาจึงเป็นเสมือนแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากเวียดนามและจีน โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่ให้เงินสนับสนุนแก่รัฐบาลกัมพูชามากที่สุด การเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้กรุงพนมเปญที่มีขนาดเล็กอยู่แล้วคับแคบลงในพริบตา เมื่อการขยายตัวของเมืองมาถึงขีดจำกัด ทางเลือกที่ทางการกัมพูชาเลือกใช้ก็คือ การบังคับไล่ที่ ”เพื่อการพัฒนา”
ในอดีต ใจกลางกรุงพนมเปญมีทะเลสาบที่เรียกว่า บองกัก ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้มีชุมชนชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับน้ำอาศัยอยู่นับ พันครัวเรือน ต่อมาเมื่อการพัฒนากลืนกินพื้นที่ว่างไปหมด ก็มาถึงคราวของพื้นน้ำ รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจให้สัมปทานแก่บรรษัทเอกชนเข้าทำการถมทะเลสาบเพื่อจะ ได้นำที่ดินมาใช้ในการพัฒนา ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านหลายพันครัวเรือนต้องถูกไล่ที่ ซึ่งการไล่ที่ ไม่ได้หมายถึงการสูญเสียบ้านแต่เพียงอย่างเดียว มันยังหมายถึงการสูญเสียวิถีชิวิตและอัตลักษณ์ไปด้วย
การบังคับไล่ที่อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในเมืองไทย เนื่องจากมันไม่ได้เกิดขึ้นใจกลางกรุง รวมทั้งยังไม่มีภาพชาวบ้านที่ถูกไล่ที่ชุมนุมประท้วงโดยสันติเพื่อยืนยัน สิทธิของเขาก่อนโดนไล่ตีหัวร้างข้างแตกแบบที่ปรากฏในกัมพูชา ทว่าประเทศไทยก็ใช่ว่าจะปราศจากซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ การสร้างเขื่อนรวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งรัฐอื่นๆ เช่นถนน และทางด่วน  ก็ก่อให้เกิดคำถามทั้งเรื่องการไล่ที่และสูญเสียวิถีชีวิตได้เช่นกัน  จริงอยู่การ ”พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นต่อรัฐและประชากรโดยรวม (คำถามที่ว่า ใครคือประชากรโดยรวมทั้งหมด ยังเป็นคำถามที่จำเป็นต้องตอบแต่ ณ ที่นี้จะขอแขวนไว้ก่อน) ทว่ารัฐเองก็จำเป็นจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะประกันความยุติธรรมแก่ผู้ถูกย้ายที่อย่างไร
การบังคับเอาที่ หรือที่เรียกกันแบบน่ารักๆ ว่า การเวรคืนที่ดินนั้น เป็นสิ่งที่ทำกันอยู่ทั่วไปในหลายๆ ประเทศ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีการเรียกคืนที่ดิน เพราะหลายต่อหลายครั้ง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องทำในพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่แล้ว หากไม่มีการเวนคืนที่ดิน โครงการพัฒนาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งในบางโครงการก็คงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้ก่อให้เกิดความเจริญและการพัฒนา
อย่างไรก็ดีหากจะมีการเวนคืนที่ดิน คำถามอย่างน้อยสองข้อที่ควรจะต้องตอบให้ได้เสียก่อนก็คือ หนึ่ง โครงการพัฒนานั้นเป็นประโยชน์ต่อใคร และสอง หากอ้างหลักประชาธิปไตยที่ต้องรักษาผลประโยชน์เพื่อคนส่วนมาก (การพัฒนา)แล้วคนส่วนน้อยที่ถูกบังคับให้เป็นผู้เสียสละย้ายที่ รัฐมีมาตรการดูแลพวกเขาเหล่านั้นเช่นไร นี่ยังไม่นับรวมไปถึงคำถามด้านสิ่งแวดล้อมที่ว่า ผลได้จากการพัฒนาและราคาที่ต้องจ่ายในแง่ความเสียหายของระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อมในระยะยาวนั้นมันคุ้มกันไหม
ในกรณีกันพูชานั้น คำตอบของคำถามทั้งสองข้อ ดูจะไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ประการแรกที่ว่า การพัฒนานั้นเป็นผลประโยชน์ต่อใคร ในกรณีของการบังคับย้ายที่ชุมชนทะเลสาบบองกักนั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นประโยน์ต่อนายทุนโดยแท้ เนื่องจากเป็นการสัมปทานที่ดินให้แก่เอกชน มิใช่ถมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐอาจอ้างว่าการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจะส่งผลดีต่อประเทศโดยรวม หากแต่เมื่อพิจารณาโดยใกล้ชิดแล้วก็จะเห็นได้ว่า มันเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะแท้ที่จริงแล้ว ผลประโยชน์ทางธุรกิจในกัมพูชาก็กระจุกตัวอยู่แต่ในหมู่นายทุนและผู้นำระดับ สูงในพรรครัฐบาลเท่านั้น จริงอยู่การขยายตัวของภาคธุรกิจ อาจก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงค่าจ้างแรงงานที่ต่ำในกัมพูชาแล้วการจ้างงานที่เกิดขึ้น ก็เป็นแต่เพียงการขยายตัวของการสะสมทุนและขูดรีดแรงงานโดยที่ผลประโยชน์ทาง ธุรกิจไม่ได้ตกถึงมือและท้องของผู้ใช้แรงงานแม้แต่น้อย
ในส่วนของคำถามที่ว่า รัฐมีการดูแลผู้ที่ต้อง ”เสียสละ” ย้ายที่ออกไปมากน้อยหรือไม่อย่างไรนั้น ในกรณีชุมชนบองกัก สิ่งที่ชาวบ้านได้รับจากรัฐบาล ไม่ใช่การจ่ายเงินชดเชย หากแต่เป็นความแห้งแล้งและความรุนแรง
ชาวบ้านส่วนหนึ่งถูกย้ายไปอยู่ใกล้ๆ กับเมืองพนมอุดง เมืองหลวงเก่าของกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงพื้นที่แห้งแล้ง ลองจินตนาการดูว่า คนที่เคยอาศัยทำมาหากินกับน้ำ เมื่อต้องมาอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง พวกเขาจะทำอย่างไร จริงอยู่ชาวบ้านบางส่วนที่ยอมย้ายแต่โดยดี อาจได้รับค่าตอบแทนบ้าง แต่มันคงเป็นเงินจำนวนไม่มากนัก และเมื่อเทียบกับวิถีชีวิตที่สูญเสียไป ค่าชดเชยนั้นคงเป็นได้แค่เศษกระดาษที่ช่วยให้พอประทังชีวิตได้ไปอีกไม่กี่ มื้อ ส่วนชาวบ้านที่รวมตัวกันคัดค้านการย้ายที่โดยสันติก็ได้รับแจกท็อปบูท ลูกกระสุนและทัวร์ห้องกรงจากทางรัฐไปตามระเบียบ
กรณีการบังคับไล่ที่ในกัมพูชาอาจจะดุเดือดรุนแรงเกินไปหากจะนำมาเปรียบ เทียบกับการเวนคืนที่ดินเพื่อการพัฒนาในเมืองไทย แต่มันก็เกิดคำถามหลายข้อที่ทำให้เราต้องฉุกคิดและตอบคำถามเหล่านั้น คำถามแรก เกี่ยวกับผู้ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนา แน่นอน โครงการเขื่อนหรือโครงการถนนบางโครงการอาจดูเป็นโครงการที่เป็นสาธารณะ ประโยชน์มากกว่าการไล่ที่ทะเลสาบบองกัก ซึ่งแน่นอนว่า เป็นผลประโยชน์ของกลุ่มทุน แต่หากพิจารณาให้ลึกผลประโยชน์ที่ดูเป็นสาธารณะในเมืองไทยแท้จริงแล้วก็ กระจุกตัว โดยเฉพาะโครงการเขื่อนที่ไม่ว่าจะผลิตไฟฟ้าหรือป้องกันน้ำท่วม ก็ดูจะเป็นประโยชน์ที่เป็นคนเมือง ในขณะที่บางครั้งคนที่เสียสละ ถูกไล่ที่เพื่อการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ากลับเข้าถึงไฟฟ้าได้ยากลำบาก ในส่วนของคำถามที่ว่า เมื่อย้ายที่แล้ว มีการดูแลผู้ถูกย้ายที่มากน้อยแค่ไหน ในประเทศไทยอาจมีการชดเชยที่ดูดีกว่าในกัมพูชา แต่ว่าในระยะยาว รัฐไทยก็คงไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องการสูญเสียวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ได้ดีไป กว่าทางการกัมพูชาเสียเท่าไหร่
แน่นอนว่า ในอนาคตรัฐไทยก็คงจะผุดโครงการที่ทำให้คนบางกลุ่มต้องถูกบังคับย้ายที่เพื่อ แลกกับการพัฒนาขึ้นมาอีก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกๆ โครงการพัฒนา มีราคาที่จะต้องจ่ายไป ซึ่งก็คือวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของคนบางกลุ่มซึ่งมักจะเป็นกลุ่มคนชายขอบ (ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนชนบทที่ห่างไกลจากศูนย์กลางความเจริญ แต่รวมถึงกลุ่มคนชั้นล่างที่ไร้อำนาจ เช่น กลุ่มคนจนเมืองที่อาศัยในเขตชุมชนแออัด ซึ่งอาจถูกไล่ที่เพื่อการสร้างทางด่วนด้วย) นอกจากนี้ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ถูกพิจารณารวมในบทความนี้ก็เป็น ราคาที่ต้องจ่ายไป
บทความชิ้นนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อต่อต้านการพัฒนาดังกล่าว เพราะคงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงที่จะยุติโครงการพัฒนาทั้งหลาย แต่บทความชิ้นนี้ อยากจะเสนอว่า ก่อนลงมือทำการเวนคืนหรือไล่ที่ชาวบ้านเพื่อการพัฒนา รัฐควรทำการศึกษาอย่างจริงจังเสียก่อนว่า การพัฒนาเหล่านั้นจะยังประโยชน์แก่ใคร แก่คนส่วนใหญ่หรือคนเพียงหยิบมือในสังคม และหากแม้โครงการพัฒนาดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่จริง รัฐก็จำเป็นจะต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่า จะทำอย่างไรกับคนส่วนน้อยที่ต้องเสียสละวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ เพราะต้องไม่ลืมว่า ในสังคมประชาธิปไตย แม้สิทธิของคนส่วนน้อยก็ต้องได้รับความคุ้มครองเช่นกัน โดยเฉพาะกรณีที่คนส่วนน้อยต้องเสียสละอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของตนเพื่อคน ส่วนใหญ่ การชดเชยด้วยเงินคงไม่เพียงพอ การชดเชยด้านการฝึกอาชีพเพื่อปรับตัวกับชีวิตใหม่ การรื้อฟื้นและพิทักษ์อัตลักษณ์ รวมไปถึงการให้เครดิตแก่การเสียสละของพวกเขา ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ
และท้ายที่สุดคงต้องฝากถึงเพื่อนมิตรประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลางและผู้มีอันจะกินในมืองที่มักเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก การพัฒนาเหล่านี้ว่า หากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม (มาประท้วงนั่นแหละ) ได้โปรดอย่าโวยวายว่า พวกนี้มาทำรถติดเศรษฐกิจย่อยยับ บลาๆๆ เพราะแม้นท่านจะจ่ายภาษี แต่อย่างน้อยท่านก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่า จะถูกไล่ที่เหมือนพวกเขาเหล่านั้น

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: HAPPY BIRTHDAY ASEAN: 8 สิงหาคม

ที่มา ประชาไท

 

พรุ่งนี้ วันที่ 8 สิงหาคม เป็นวันเกิดอาเซียน อาเซียนก่อตั้งขึ้นในปี 2510 (1967) ในช่วงสงครามเย็น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักๆ เพื่อต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้ หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง อาเซียนก็หันมาพัฒนาความเข้มแข็งทางองค์กรมากขึ้น และเริ่มกระบวนการการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ได้เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์กับประเทศนอกภูมิภาคอย่างจริงจัง และหากมองย้อนหลังในช่วงที่ผ่านมา อาเซียนได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ในการฉายภาพลักษณ์ของการเป็นองค์การแห่ง ภูมิภาคที่มีความแน่วแน่ที่จะทำให้การรวมตัวของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศนั้น ประสบความสำเร็จด้วยดี ไม่ว่าจะเริ่มจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอาเซียน (ASEAN Charter) ในปี 2550 และการกำหนดการสร้างชุมชนอาเซียนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรมในปี 2558 (2015) ที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของอาเซียนไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด อาเซียนยังประสบปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างฉันทามติในกลุ่มสมาชิก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ กรุงพนมเปญเมื่อเดือนที่แล้ว อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์การประชุมได้ เนื่องจากความไม่สามารถในการแก้ไขปัญหาในทะเลจีนใต้ที่ประเทศสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะร่วมกับจีน สิ่งท้าทายประการหนึ่งจึงอยู่ที่ความสามารถของอาเซียนในการกำหนดท่าทีและ นโยบายที่มีต่อจีนร่วมกัน แต่ดังที่ปรากฏ แต่ละประเทศก็มีนโยบายและมุมมองที่มีต่อจีนต่างกันไป การมีจุดยืนที่ต่างกันนี้เป็นโอกาสเหมาะที่จีนจะเข้ามาสร้างความอ่อนแอให้ กับภูมิภาค
หากมองถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอาเซียนในวันนี้ มีอยู่มุมมอง 2 มุมมองครับ ทางหนึ่งเป็นมิตรและอีกทางหนึ่งเป็นภัย อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาเซียนจำเป็นต้องร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด และในความเป็นจริง อาเซียนและจีนก็มีความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อรวมเอาประชากรอาเซียนและจีนจะมีมากถึง 1.9 พันล้านคน และเมื่อรวมมวลรวมทางด้านเศรษฐกิจไว้ด้วยกันก็มีมูลค่ามากถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทางด้านการทหารนั้น ความสัมพันธ์ก็เป็นไปด้วยดี มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงมีการฝึกซ้อมรบร่วมกัน มีการสั่งซื้อแลกเปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์ระหว่างกัน และต่างเข้าร่วมกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน จีนมีกรอบการหารือทางทหารกับประเทศทั้ง 6 ในอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม รวมถึงมีกับอาเซียน (ในฐานะองค์การระหว่างประเทศ)
นอกจากนี้ จีนยังใช้ soft power กับประเทศในภูมิภาคนี้ ความช่วยเหลือของจีนเป็นสิ่งที่หลายๆ ประเทศต้องการ เนื่องจากมักไม่มีข้อผูกมัดเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น ต้องมีการส่งเสริมประชาธิปไตยหรือการปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นการแลกเปลี่ยน นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนอุดมการณ์ของจีนเรื่องไม่ก้าวก่ายในกิจการภายในต่อกัน
แต่ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของการเป็นภัยของจีนก็ยังมีอยู่ ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ความหวาดระแวงที่อาเซียนมีต่อจีนนั้นเป็นเรื่องที่อธิบายได้ ขณะเดียวกัน ภัยที่มาจากจีนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการทหาร แต่ยังเป็นภัยที่มาจากด้านการค้า จีนกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของหลายๆ ประเทศในอาเซียน แม้ไทยเองจะได้ลงนามในความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับจีนและการค้าทวิภาคี มีการเติบโตที่ดี แต่ไทยเองก็ขาดดุลการค้าของจีนตลอดมา
ที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาคนี้เลือกที่จะจัดการความสัมพันธ์ที่มีกับจีนโดยผ่านกรอบของ อาเซียน โดยต่างใช้อาเซียนเป็นกรอบในการตรวจสอบจีนและในการผลักดันให้เอเชียตะวันออก เฉียงใต้เป็นผู้นำในการสร้างภูมิภาคนิยม ขณะเดียวกัน ก็เพื่อลดอิทธิพลของจีน ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่ของอาเซียนจึงส่งเสริมระบบภูมิภาคนิยมแบบเปิด (open regionalism) และได้เชิญให้ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภูมิภาคนิยมร่วมกับอาเซียน ขณะเดียวกัน ประเทศนอกภูมิภาคเหล่านี้ก็สนใจที่จะเข้ามาร่วมกับอาเซียนเพื่อลดอิทธิพลของ จีนเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี การสร้างภูมิภาคนิยมแบบเปิดไม่ได้เป็นแนวทางลดอิทธิพลของจีนได้เสมอไป อาเซียนยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายต่อจีน—นโยบายที่ ประเทศสมาชิกจะเห็นพ้องร่วมกัน มุมมองที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้จีนมีแต้มต่อเหนืออาเซียน จีนรู้จุดอ่อนของอาเซียนและพยายามใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนนี้ ดังที่ปรากฏในกรณีที่จีนพยายามกระชับความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียนใหม่—ลาว กัมพูชา และพม่า อาทิ จีนเป็นผู้ให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลทหารพม่ามาโดยตลอด และจีนเองก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แนบแน่นกับผู้นำลาวและกัมพูชา และเทเงินเข้าไปร่วมลงทุนในโครงการใหญ่ๆ อาทิ โครงการสร้างเขื่อนในลาวและนิคมอุตสาหกรรมในกัมพูชา
ตราบใดก็ตามที่อาเซียนไม่สามารถมีจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับการกำหนดความ สัมพันธ์กับจีน ปัญหาที่คงอยู่ระหว่างกัน โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ คงได้รับการแก้ไขลำบาก
วันเกิดอาเซียนปีนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ผู้นำอาเซียนจะมาทบทวนยุทธศาสตร์ที่มีต่อจีนใหม่ครับ


ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
มหาวิทยาลัยเกียวโต
7 สิงหาคม 2555

คำนิยมหนังสือ "แรงงานอุ้มชาติ" โดย "สมยศ พฤกษาเกษมสุข"

ที่มา ประชาไท

 

คำนิยมจากหนังสือ "แรงงานอุ้มชาติ" ของ "จรรยา ยิ้มประเสริฐ" โดย "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" หวังให้ผู้อ่านได้ทั้งความรู้ ความจริง และความเพลิดเพลินจากหนังสือเล่มนี้ และที่สำคัญเป็นประกายไฟทางความคิด สติปัญญาของคนไทยที่มีต่อการเปลี่ยนผ่านสังคมในยุคสมัยปัจจุบัน
จิตรา คชเดช กับหนังสือแรงงานอุ้มชาติ
อ.สุดา รังกุพันธ์ กับหนังสือแรงงานอุ้มชาติ

หาซื้อหนังสือ “แรงงานอุ้มชาติ” ตามแผงหนังสือได้แล้ววันนี้

ลูกตาล, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

คำนิยม

โดยสมยศ พฤกษาเกษมสุข
ในระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างรวดเร็ว จากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า มาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก ได้พลิกโฉมหน้าของประเทศไทยจากสังคมเกษตรกรรม เป็นอุตสาหกรรม และการปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารทันสมัยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมครอบโลก การเคลื่อนย้ายทุนและแรงงานเป็นไปอย่างกว้างขวางรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานจาก ชนบทสู่เมืองใหญ่ จากในประเทศไทยสู่ต่างประเทศ
แม้ว่าประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าไปมากด้วยอัตราการส่งออกและการท่องเที่ยว ที่เพิ่มขึ้น นำรายได้เข้าประเทศมหาศาล แต่ทว่าชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานกลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้นจนตกอยู่ใน สภาพบ้านแตกสาแหรกขาด พลัดที่นาคาที่อยู่ ต้องทำงานในสภาพที่เลวร้าย แต่กลับได้รับค่าจ้างต่ำ ไม่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำงานยาวนานชั่วโมงจนร่างกายทรุดโทรม ครั้นเมื่อรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานเพื่อปกป้องสิทธิผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ ก็ต้องเผชิญกับการถูกเลิกจ้าง ไล่ออก กลายเป็นคนว่างงานในที่สุด
จรรยา  ยิ้มประเสริฐ เป็นปัญญาชนของผู้ใช้แรงงาน ได้ใช้ความรู้ ความสามารถของเธอในการสนับสนุนการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่ ขูดรีด ให้ได้รับความเป็นธรรม ปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานด้วยการทำหน้าที่เชื่อมโยงข่าวสาร และการเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงาน อันเป็นการเชื่อมโยงผู้ใช้แรงงานในฐานะเป็นผู้ผลิต กับประชาชนนานาชาติ โดยเฉพาะที่ยุโรป และอเมริกาในฐานผู้บริโภค เป็นการสร้างอำนาจการต่อรองของผู้ใช้แรงงานจนกลายเป็นข้อกำหนดมาตรฐานแรงงาน ระหว่างประเทศ
ไม่ใช่แต่จุดยืนเคียงข้างชนชั้นล่างในระบบเศรษฐกิจ จรรยา  ยิ้มประเสริฐ ยังมีจุดยืนทางการเมืองที่มุ่งหวังสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่ ชัดเจน เมื่อมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เธอออกมาต่อสู้คัดค้านการรัฐประหารอย่างเต็มที่ จนมองออกถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ล้าหลัง แต่กลับมีอำนาจนำทางสังคมเป็นพลังอนุรักษ์นิยมที่เหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลง สังคมไทยไปสู่ความทันสมัย
ในขณะที่ปัญญาชนที่ทำงานด้านวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนยังคงหลับใหล และบอดใบ้ทางปัญญา ด้วยความหวาดกลัวและโง่เขลา หรือไม่ก็ยินดีไปกับตำแหน่งและเงินทองที่ได้รับ จึงพากันสยบยอมกับอำนาจการเมือง “จารีตนิยม” อย่างน่าขยะแขยง
แต่สำหรับ จรรยา  ยิ้มประเสริฐ ด้วยความกล้าหาญ และชัดเจนจากประสบการณ์การทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานในประเทศไทย และการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากมิตรสหายในต่างประเทศ เธอจึงผลิตงานอันเป็นความรู้จากประสบการณ์ทางตรงที่ได้สัมผัส และใช้ชีวิตร่วมกับผู้ใช้แรงงาน และจากการเข้าร่วมการต่อสู้กับอำนาจการเมืองจารีตนิยม โดยได้รวมบทความที่เขียนขึ้นในโอกาสต่าง ๆ กัน ไม่ใช่แค่เนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้ใช้แรงงานในยุคสมัยโลกา ภิวัตน์เท่านั้น แต่ด้วยถ้อยคำ และสำนวนภาษาไทยอันไพเราะและด้วยมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อันแตกต่างไปจากปัญญาชนส่วนใหญ่ที่จมปลักอยู่กับความรู้ในโคลนตรมของจารีต นิยมเก่าแก่
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ “แรงงานอุ้มชาติ” จะช่วยให้ผู้อ่านได้ทั้งความรู้ ความจริง และความเพลิดเพลินจากหนังสือเล่มนี้ และที่สำคัญเป็นประกายไฟทางความคิด สติปัญญาของคนไทยที่มีต่อการเปลี่ยนผ่านสังคมในยุคสมัยปัจจุบัน
สมยศ  พฤกษาเกษมสุข
เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 1

. . .. . . . .. .

สั่งซื้อ

ประเทศไทย

โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย เบอร์โทร 02-933 9492
เรด พาวเวอร์ (โดโด้ – 084-210 5012)
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย (ลูกตาล – 089-500 7232)
และคุณเมี่ยง  Bulunraya Khan

ต่างประเทศ

อเมริกา กลุ่มเรด ชิคาโก้ ที่เฟซบุ๊ค Aun Sabaidee
ยุโรปสั่งตรงจาก จรรยา ยิ้มประเสริฐ ที่ เฟซบุ๊ค Junya Lek Yimprasert หรืออีเมล ACT4DEM@gmail.com
พัชณีย์ คำหนัก, โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย

อ่านเพิ่มเติม

มีอะไร?ในหนังสือต้องซื้อ”แรงงานอุ้มชาติ”

สัมภาษณ์นักเขียน’ต้องห้าม’เปิดตัวหนังสือ’ต้องอ่าน’

แม่ของแผ่นดินประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

 

เห็นจากโฆษณาการจัดงานวันแม่ทางสื่อต่างๆ ว่าใช้งบประมาณ 112 ล้านบาท (งบประมาณประจำปีของ ม.ราชภัฏหลายแห่งอยู่ที่ประมาณ 200 กว่าล้านบาท) ดูเหมือนจะเข้าสู่เทศกาลวันแม่มาเป็นเดือนๆ แล้ว แต่ผมเองรู้สึกเฉยๆ กับวันแม่ ไม่ใช่เพราะไม่รักแม่ ผมก็รักแม่เหมือนคนอื่นๆ แต่สำหรับผมหากจะมี “วันแม่” ของสังคมใดๆ บนโลกใบนี้ ควรเป็นวันที่ทำให้เราระลึกถึงแม่ของชนชั้นผู้ถูกกดขี่เอาเปรียบ และหากจะมีวีรกรรมของแม่ในโลกนี้ก็ควรเป็นวีรกรรมของแม่แห่งผองชนชั้นล่าง ที่สู้ชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบเลี้ยงลูกให้เป็นคนรักความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเสมอภาค
และหากไม่เสแสร้งหรือดัดจริตเกินไป เราย่อมมองเห็นตามเป็นจริงว่า สังคมเรามี “แม่ผู้ควรแก่การสดุดี” ดังกล่าวข้างต้นนี้มากขึ้นๆ ข้อพิสูจน์ก็คือมีลูกๆ ที่ถูกฆ่าเพราะต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เสรีภาพ และความเสมอภาคเพิ่มมากขึ้นๆ ในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งซ้ำซากด้วย “ปัญหาเก่าแก่” ที่ยืดเยื้อมาร่วม 80 ปี
เป็นความจริงว่า แม่ในทุกชนชั้นย่อมเป็นผู้มีพระคุณที่ลูกควรกตัญญู และผมก็คิดว่าความซาบซึ้งในพระคุณของแม่ของแต่ละคนในแต่ละชนชั้นย่อมแตกต่าง กันไป ตามประสบการณ์หรือพื้นเพที่ต่างกัน ผมเองเป็นคนชนบทอีสาน แม่ในความทรงจำของผมคือแม่ที่สู้ชีวิต สู้กับความทุกข์ยากสารพัดเพื่อให้ลูกๆ ได้มีชีวิตรอดและเดินต่อไปตามโชคชะตาของตนเอง ผู้หญิงชาวอีสานรุ่นแม่ผมจะแต่งงานช่วงอายุราว 16-18 ปี จากนั้นก็จะมีชีวิตอยู่เพื่อลูกมาตลอด ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตเพื่อหน้าตา ชื่อเสียง อำนาจทางสังคม ครอบครัวหนึ่งๆ จะมีลูกราวๆ 10 คน บวก-ลบเล็กน้อย ปัจจุบันผู้หญิงรุ่นแม่ของผมก็ยังมีชีวิตอยู่เพื่อหลานๆ อีกด้วย เนื่องจากลูกๆ ไปทำงานในเมือง หรือต่างประเทศ มีลูกแล้วก็ทิ้งให้ยายให้ย่าเลี้ยง บางคนมีปัญหาการหย่าร้างก็ทิ้งลูกให้ยายให้ย่าเลี้ยงอีกเช่นกัน

แม่ชาวชนบทอีสาน

หากมองถึงการทำหน้าที่ของแม่ตามที่พระสอนว่า “ช่วยให้ลูกได้เรียนศิลปวิทยา” หรือพูดในภาษาปัจจุบันว่า “ส่งเสียให้ลูกมีการศึกษาเพื่ออนาคตที่ดี” แม่ผมก็ไม่มีปัญญาทำหน้าที่นี้เลย เพราะยากจนเกินไป ตอนที่ผมจบ ป.4 (ความจริงตอนนั้นมี ป.6 รุ่นแรกๆ แต่แม่ให้ผมออกจากโรงเรียนมาเลี้ยงควาย) ผมขอบวชเรียน แต่แม่บอกว่า “เรียนไปก็บ่ได้เป็นครูเป็นนายกับเขาดอก เฮาบ่มีเส้นมีสาย” จนผมอายุ 14 ปี บังเอิญมีปัญหาบางอย่างผมจึงหนีออกจากบ้านแม่ไปอยู่บ้านญาติ ตั้งใจว่าจะเดินทางต่อไปเสี่ยงดวงหางานทำที่กรุงเทพฯ เหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ ในเวลานั้น แต่ถูกยายจับบวชเณรเสียก่อน จึงได้เรียนหนังสือต่อมาจนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ (ผมจึงเป็นหนี้บุญคุณวัดวาศาสนาอยู่มาก ที่วิจารณ์ปัญหาต่างๆ ในแวดวงพุทธศาสนาอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณนั่นแล)
นึกย้อนหลังไป ผมไม่เคยโกรธแม่เลยที่ไม่อนุญาตให้ผมบวชเรียน ในเวลานั้นแม่ผมอาจคิดอะไรแบบ “สมจริง” อาจเห็นว่าความฝันของผมที่อยากเรียนหนังสือ อยากเป็นครูบ้านนอกมัน “โรแมนติก” เกินไป เพราะในสายตาของแม่การเป็นครูบ้านนอกก็ดูเหมือนจะเป็นฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่มีความทรงจำบางอย่างที่ผมไม่เคยลืมคือ ตอนที่ผมเป็นเณรสอบได้เปรียญ 3 ที่วัดในจังหวัดขอนแก่นแล้วจะเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แต่หาวัดอยู่ไม่ได้ เกิดความท้อแท้กลับไปหาแม่เพื่อจะบอกลาสึก แต่ยังไม่ทันได้บอก ระหว่างสนทนากันด้วยเรื่องราวต่างๆ ตอนหนึ่งแม่เล่าว่าพาพี่สาวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลชุมแพ ช่วงเช้าของวันถัดมาแม่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่ริมทางเข้าโรงพยาบาล ญาติคนป่วยอื่นๆ ถามว่า “ลูกสาวป่วยหนักหรือยาย” แม่ผมตอบว่า “ลูกสาวไคแนแล้ว แต่คึดฮอดลูกชายผู้เป็นเณรอยู่กรุงเทพฯ ยืนเบิ่งเณรน้อยย่างบิณฑบาตไปตั้งไกลบ่มีไผใส่บาตรจักคน” (ลูกสาวค่อยยังชั่วแล้ว แต่คิดถึงลูกชายที่เป็นเณรอยู่กรุงเทพฯ ยืนมองเณรน้อยเดินบิณฑบาตผ่านไปตั้งไกลไม่มีใครใส่บาตรสักคน) วันนั้นที่ผมคิดว่าจะไปบอกลาสึก ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป
อีกครั้งหนึ่ง เมื่อช่วงที่มีคนเสื้อแดงมาชุมนุมก่อนเกิดเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี 2552 ผมกลับไปเยี่ยมบ้าน เห็นแม่ตื่นแต่เช้าออกไปช่วยเพื่อนบ้านเรี่ยไรพลิกเขือเกลือปลาร้าไปสมทบ ช่วยคนในหมู่บ้านที่มาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ผมเพิ่งเห็นแม่ทำแบบนี้ (มีส่วนร่วมในการต่อสู้ทางการเมือง) เป็นครั้งแรก ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ไปชุมนุมได้เงินหรือเปล่า เป็นไปได้ว่าอาจมีทั้งคนที่ได้และไม่ได้ ที่ผมทราบแน่ๆ คือมีแม่และผู้หญิงในหมู่บ้านวัยเดียวกับแม่จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับเงิน แต่เต็มใจบริจาคเงินของตนเองและเรี่ยไรสิ่งสิ่งของจำที่เป็นสนับสนุนเพื่อน บ้านที่มาชุมนุมทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมภูมิใจว่าแม่ผมมีส่วนร่วมต่อสู้ทางการเมือง แม่ผมอาจอธิบายความหมายของประชาธิปไตยอย่างแตกฉานไม่ได้ขี้เล็บของอาจารย์ มหาวิทยาลัย แต่แม่ทำอะไรบางอย่างด้วยสามัญสำนึกซื่อๆ ของตนเอง ผมเชื่อในสามัญสำนึกที่ซื่อตรงของแม่ และนี่จึงทำให้ผม “เกิดใหม่” อีกครั้ง ทำให้ผมเลิกใส่เสื้อเหลืองไปชุมนุมกับพันธมิตรอย่างถาวร เพราะแม่ทำให้ผมพบว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่ “มนุษย์เครื่องมือ” ที่ถูกซื้อด้วยเงิน ไม่ใช่พวกกเฬวราก หรือควายแดงดังที่ถูกเหยียดหยามมาตลอด และจากนั้นผมจึงหันมาสนใจศึกษาคนเสื้อแดงอย่างจริงจังมากขึ้น
สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือมุมมองแบบสื่อตัวแทนชนชั้นกลางในเมือง กวีธรรม หรือนักวิชาการที่ดูถูกคนชนบท มองปรากฏการณ์ที่คนชนบทคนต่างจังหวัดจำนวนมากออกมาต่อสู้อย่างหยาบๆ ว่าเป็น “มนุษย์เครื่องมือ” ถูกจ้างมา หรือมาเพราะความยากจน ต้องการปลดหนี้ ถูกแกนนำปั่นหัว เล่นไปตามบทที่แกนนำบนเวทีกำหนดให้เล่น และสารพัด “คำพิพากษา”
พอถึงตรงนี้นึกถึงคำถามใน “สารคดี 2475” ของ ThaiPBS ที่ว่า “ฤาประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือ?” เพื่อตอกย้ำวาทกรรม “ชิงสุกก่อนห่าม” ของการปฏิวัติสยาม 2475 และบอกเป็นนัยว่า “นักการเมืองเลวๆ ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งหรือเปล่า” แต่ผมอยากถามว่าคนไทยเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเลวๆ เท่านั้นหรือ ในประเทศนี้มีกฎหมายห้ามพูดความจริงด้านลบ หรือวิจารณ์ตรวจสอบนักการเมืองไหม หากใครไม่ชอบนักการเมืองที่ใช้ชาวบ้านเป็นเครื่องมือ ก็น่าอัศจรรย์ว่า “หุบปาก” อยู่ได้อย่างไรกับการมีกฎหมายอย่าง ม.112 เป็นต้น ที่น่าเศร้าคือคนที่แสดงทัศนะทำนองนี้คือพวกที่พยามแสดงออกว่า “เป็นกลาง” แต่คนพวกนี้หาได้ตระหนักไม่ว่าระบบที่บังคับให้ประชาชนไม่สามารถใช้เสรีภาพ และเหตุผลวิจารณ์ตรวจสอบบุคคลสาธารณะบางกลุ่มได้ต่างหาก คือระบบที่ยิ่งกว่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ
หรืออย่างพวกที่พยายามแสดงบท “เป็นกลาง” ซึ่งสมาทาน “ลัทธิประเวศ” ที่แสดงออกถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญ “ด้านใน” ของมนุษย์ อ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนา ศาสตร์บูรณาการ ปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ สร้างจิตใหญ่ที่เข้าถึงความจริงทั้งหมด พูดซ้ำๆ เรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ปัญหาคนเล็กคนน้อย ปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปประเทศ กระจายอำนาจ อ้างว่านักการเมืองใช้อำนาจมากเกิน แต่ผู้เป็นกลางเหล่านี้กลับ “ไร้ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ที่จะแตะเรื่องปฏิรูปกองทัพ สถาบันกษัตริย์ แม้กระทั่งปัญหา ม.112 ที่ตัวกฎหมายเองนั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนและหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ชัดเจน คนเหล่านี้ล้วนตัดสินว่าพวกเลือกข้างมีอคติ มีอวิชชาบังตา เอาพวกมากกว่าเอาหลักการ ไม่นึกถึงความสงบสุขของบ้านเมือง ล่าสุดเสนอผ่านบทความ “กลุ่มจิตวิวัฒน์” ในมติชนกระทั่งว่า ถ้าทุกฝ่ายมีจิตสำนึก “รู้รักสามัคคี”  ความปรองดองที่แท้จริงกว่าปรองดองด้วยกฎหมายจึงอาจเป็นไปได้
แต่นักวิชาการชาวต่างชาติกลับมองอย่าง “มีกึ๋น” มากกว่า เช่น Duncan McCargo มองว่า คนเสื้อแดงคือ urbanized villagers หรือชาวบ้านที่กลายเป็นชาวเมืองที่มีคุณลักษณะเด่นๆ เช่น เลือกตั้งในต่างจังหวัด แต่ทำงานในกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ไม่ใช่ชาวนายากจนแต่เป็นชนชั้นกลางระดับล่าง (น้องสาวผมทำนาและเข้ามาทำงานรับจ้างในเมืองเป็นครั้งคราว แต่ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2 คนแล้ว) มองทักษิณในฐานะผู้ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา มองว่าทักษิณและพรรคของเขาเป็นคนมีอำนาจจากกรุงเทพฯ กลุ่มแรกที่เข้าใจความต้องการของพวกเขา ต้องการนำทักษิณกลับมาโดยผ่านการเลือกตั้ง ต่อต้านรัฐประหารและระบอบอำมาตยาธิปไตย (bureaucratic rule) เป็นต้น (ฟ้าเดียวกัน,ม.ค.-มิ.ย.55 หน้า 28-29) มุมมองเช่นนี้ตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ควรอภิปรายกัน ไม่ใช่เอาแต่ดูถูกชาวบ้านว่าถูกจูงจมูก หรือมีอคติมืดบอดด้วยอวิชชา
และความจริงอีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนที่ออกมาร่วมชุมนุมในมวลชนเสื้อแดงส่วนใหญ่คือ “เพศแม่” (ในมวลชนเสื้อเหลืองก็เช่นกัน) แม้ว่าบนเวทีผู้หญิงอาจไม่ได้มีบทบาทเป็น “ดาวเด่น” เท่าผู้ชาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากปราศจากมวลชนเพศแม่ที่มุ่งมั่นอดทน การต่อสู้ไม่มีทางเป็นไปได้ ยิ่งเมื่อพิจารณาในรายละเอียดเราจะพบว่าพลังแห่งมโนสำนึกของผู้หญิงนั้นยิ่ง ใหญ่มาก
การชูป้าย “ดีแต่พูด” ของคุณจิตรา คชเดช ช่วยเปิดเปลือยให้เห็นธาตุแท้ของคนที่ดูดีมีหลักการอย่างล่อนจ้อนว่า คนเช่นนั้นไร้มโนธรรมสำนึกรับผิดชอบต่อ “ความตายของประชาชน” จากการใช้กำลังปกป้องอำนาจของตนเองและเหนือตนเองอย่างไร การเสียสละของ “น้องเกด” และการต่อสู้อย่างกัดไม่ปล่อยของ “แม่น้องเกด” นั้นสะท้อนให้เห็นพลังของเหตุผลและมโนสำนึกของผู้หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งว่าเหนือว่านักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และสื่อมวลชนมากนัก ความเด็ดเดี่ยวของเพศแม่อย่างดา ตอร์ปิโด อย่างภรรยาอากง ภรรยาคุณสุรชัย ภรรยาคุณสมยศ ภรรยาและแม่ของนักโทษมโนธรรมสำนึกอีกจำนวนมาก รวมทั้งภรรยาและแม่ของผู้สละชีวิต 98 ศพ ล้วนแต่ควรแก่การสดุดีอย่างยิ่ง เพราะพวกเธอคือแม่ที่เป็นแรงบันดาลใจเสียสละต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เสรีภาพ และความเสมอภาค
 
นางพะเยา อัคฮาด มารดา "น้องเกด - กมนเกด อัคฮาด"
พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53
สวมกวดนางรสมาลิน ภรรยาอากงนักโทษ 112 ที่เสียชีวิตในคุก
 (ภาพจากเฟซบุ๊ก Nithiwat Wannasiri)
ในยุคสมัยที่สังคมเราถูกบดบังด้วยมายาคติถูก-ผิด ดี-เลว อย่างสุดๆ ชนิดที่ว่าหากเป็นนักการเมืองหรือคนธรรมดาก็อ้างศีลธรรม อ้างกฎหมาย ใช้คำสาปแช่งประณามต่างๆ นานาเพื่อกดเหยียดให้ “เลวเกินจริง” ได้อย่างไร้ขอบเขต แต่หากเป็นฝ่ายอำมาตย์กลับไม่มีเสรีภาพที่จะวิจารณ์ตรวจสอบ พูดได้แต่ในทางสรรเสริญกันอย่างเดียว โจมทีทุนการเมืองก็โจมตีราวกับว่าทุนการเมืองเป็นเผด็จการทรราชที่มีกฎหมาย ห้ามวิจารณ์ตรวจสอบ และราวกับว่าอำมาตย์ปลอดจากทุนอย่างสิ้นเชิง นี่คือ “โมหาคติ” ที่ครอบงำบรรดาผู้คนที่รังเกียจเสื้อแดงและบรรดาพวกที่อ้างว่าตนเองเป็นกลาง
แต่ในยามเช่นนี้กลับมีผู้หญิงตัวเล็กๆ จำนวนหนึ่งออกมาปฏิเสธการครอบงำนั้นอย่างตรงไปตรงมาและกล้ากระตุกแรงๆ ฉะนั้น หากเราไม่สดุดีเพศแม่ที่กล้าหาญชาญชัยเช่นนี้ จะสดุดีนักวิชาการเทวดาที่ไหนไม่ทราบ!
พูดก็พูดเถอะ หากเราจะเรียกบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากหญิงผู้ให้กำเนิดเราว่า “แม่” คนๆ นั้นควรเป็นสตรีที่อุทิศตนเพื่อเสรีภาพและความเสมอภาคเท่านั้น ผมเห็นแรงงานพม่าตะโกนเรียก อองซาน ซูจี ว่า “แม่ซูจีๆ” ทุกๆ ที่ที่ซูจีไปเยี่ยมแรงงานพม่าในไทย ผมรู้สึกว่าแรงงานพม่าตะโกนออกมาจากหัวใจของพวกเขา (ไม่ใช่เปล่งเสียงพูดแค่เพียงเป็นพิธีการ) เพราะการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยความยากลำบากอย่างยาวนานของซูจีสมควรที่ เธอจะถูกชาวพม่าเรียกว่า “แม่” จากใจจริงของพวกเขา
เช่นเดียวกันหญิงไทยที่เป็นแม่ผู้สร้างชาติ คือแม่ที่เป็นไพร่ แม่ที่ตรากตรำงานหนัก แม่ที่เป็นคนชั้นล่างของสังคม แม่ที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมบนพื้นฐานของเสรีภาพและความเท่าเทียม อย่างยายไฮ ขันจันทา จินตนา แก้วขาว ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ต่อสู้ในกลุ่มสมัชชาคนจน ในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม และพลังมวลชนเพศแม่ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การต่อสู้ของเพศแม่เหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “ผู้เต้นตามเพลงที่แกนนำบนเวทีหรือนักการเมืองพรรคการเมืองกำหนด” เท่านั้นดอก พวกเธอเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล มีมโนสำนึกเป็นของตนเอง แม้ความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นประชาธิปไตยจะเป็นไปอย่างล่าช้า แต่ก็ต้องเปลี่ยนไป และต่อความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ก้าวหน้าขึ้นของประชาธิปไตยในอนาคต เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเพศแม่เหล่านี้แหละคือพลังสำคัญในประวัติศาสตร์การ เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครจะมองเห็น “ตัวตน” ของพวกเธอหรือไม่ก็ตาม
นึกถึงคำพูดของอาจารย์อุกฤษฏ์ แพทย์น้อย (เสวนาที่เผยแพร่ในยูทูป) ที่ว่า “ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสก็ไม่ได้มีข้อมูลชี้ชัดว่าชาวฝรั่งเศสอ่านงานของรุสโซ กันมากขนาดไหน งานของรุสโซน่าจะถูกยกย่องในภายหลังมากกว่า” อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา สำทับอีกว่า “ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับ the great thinker มากกว่ากระจอก thinker นะ เพราะข้อเท็จจริงของการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญๆ ในหลายประเทศ ไม่ได้เกิดจากนักคิดที่ยิ่งใหญ่ แต่เกิดจากคนธรรมดาที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างมีพลัง”
แน่นอนว่า ในบ้านเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนระดับชาวบ้านธรรมดาๆ ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 ก่อนนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ซึ่งหมายความว่าชาวบ้านมองเห็น “ปัญหารากฐาน” ของความไม่เป็นประชาธิปไตยก่อนนักวิชาการหรือไม่ พวกเขารู้ว่าต่อสู้กับอะไร ต้องเสี่ยงมากขนาดไหน แต่ก็กล้าเสี่ยง ลองย้อนไปดูภาพหญิงสาวเสื้อแดงที่ถือป้ายข้างบนสิครับ เรายอมรับไหมว่าเธอกล้าทำในสิ่งที่เธอเชื่อว่าถูกต้อง เธอคิดอะไรอยู่ สื่อและนักวิชาการควรใส่ใจรับรู้ความคิดของเธอไหม หรือเอาแต่นั่งเทียนตัดสินจากอคติของตนเอง (แต่มักกล่าวหาว่าคนอื่นๆ ล้วนมีอคติ)
พูดอย่างถึงที่สุดแล้ว แม่ที่เป็นชาวนา กรรมกร โสเภณี ก็คือแม่ที่มี “ความเป็นมนุษย์” ที่สังคมนี้พึงเคารพยกย่อง และให้ความช่วยเหลือเพศแม่เหล่านี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งโดยรากฐานที่สุดแล้วก็ต้องเริ่มด้วยการสร้างระบบสังคมประชาธิปไตยที่ใช้ หลักการสากลและกติกาเดียวกันตรวจสอบทั้งอำนาจและทุนอำมาตย์ กับอำนาจและทุนธุรกิจการเมืองอ และบุคคลสาธารณะอื่นๆ อย่างเท่าเทียม การสร้างความเจริญด้านอื่นๆ ภายใต้หลักการตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกันจึงอาจเป็นไปได้
ฉะนั้น เพศแม่ที่ตระหนักรู้ความจริงว่าสังคมไร้ความยุติธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนชั้นล่างถูกโกงอำนาจ แล้วลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตย คือ “แม่ของแผ่นดินประชาธิปไตย” ที่สังคมนี้ต้องมองเห็น “ตัวตน” ของพวกเธอ และพึงสดุดีด้วยมโนสำนึกในบุญคุณอันล้นเหลือ!

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ว่าด้วยการหนีทหาร

ที่มา ประชาไท

 

จากหลักฐานล่าสุด ของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็เป็นที่ยืนยันชัดเจนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เอกสารเท็จในการเกณฑ์ทหาร เมื่อตรวจสอบถือว่า ครบถ้วนทั้งเอกสาร และพยานบุคคลในเหตุการณ์ ก็ยังพบว่า การดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร. และการขึ้นทะเบียนทหารกองประจำการ สด.3 ของ นายอภิสิทธิ์ นั้น ก็เป็นการใช้เอกสารเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร และแม้ว่าคดีนี้จะหมดอายุความ เพราะนายอภิสิทธิ์ครบอายุ 20 ปี ไปตั้งแต่ พ.ศ.2527 และหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารตั้งแต่ พ.ศ.2530 แต่การดำเนินการทางราชการนั้น ไม่มีอายุความ จึงจะส่งผลให้นายอภิสิทธิ์จะต้องถูกดำเนินการถอดยศ ว่าที่ร้อยตรี และต้องถูกเรียกเอาเงินเดือนและเบี้ยหวัดคืน
อันที่จริงแล้ว ถ้าหากว่ากรณีหนีทหารเป็นข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คงถือได้ว่า ไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก เพราะลูกหลานอภิสิทธิ์ชนคนร่ำรวยจำนวนมากในประเทศนี้ ส่วนมากก็มีวิธีการในการหนีเกณฑ์ทหารอยู่แล้ว จนทำให้การเกณฑ์ทหารในแต่ละปี ส่วนใหญ่ก็เหลือแต่ลูกหลานประชาชนคนยากจนเท่านั้น ที่จะต้องไปฝึกทหารและเป็นทหารประจำการ ยิ่งกว่านั้น ในปัจจุบันนี้ ระบบการเกณฑ์ทหารก็เป็นที่วิจารณ์อย่างมาก และหลายประเทศก็ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แล้วหันมาใช้ทหารอาสาสมัครและทหารอาชีพแทน ในประเทศไทยก็เคยมีการเสนอในลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่ได้เป็นที่พิจารณาของกองทัพไทยอย่างจริงจัง
ในสังคมก่อนสมัยใหม่นั้น ถือว่ายังไม่มีกองทัพประจำการและระบบทหารเกณฑ์ จนกระทั่งหลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 แล้ว จึงเกิดการเกณฑ์พลเมืองที่เป็นชายหนุ่มเข้าเป็นทหารในกองทัพ เพราะหลังการปฏิวัติ เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับชาติยุโรปอื่นที่อยู่ภายใต้ระบอบกษัตริย์ จึงมีการนำเสนอในลักษณะที่ว่า ชายชาวฝรั่งเศสทุกคนมีหน้าที่จะต้องปกป้องปิตุภูมิฝรั่งเศส ใน ค.ศ.1798 เกิดกองทัพประจำการแห่งชาติฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ และทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศที่มีแสนยานุภาพทางบกอันเข้มแข็ง เพราะมีกองทัพประจำการมากถึง 2.6 ล้านคนในระยะต่อมา
หลังจาก ค.ศ.1800 ประเทศอื่นในยุโรปก็รับเอาแบบอย่าง ให้พลเมืองที่เป็นชายของหลายประเทศจึงต้องถูกเกณฑ์ไปเข้าประจำการทหาร 1-3 ปี และเมื่อปลดประจำการแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นทหารกองเกิน สำรองไว้ใช้ในกิจการทหารได้ ประเพณีในลักษณะนี้ขยายไปทั่วโลก และการมีกองทัพประจำการสมัยใหม่กลายเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของยุคใหม่ ในสหรัฐฯการเกณฑ์ทหารเริ่มเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่าย ใต้ ใน ค.ศ.1861 และได้ใช้ระบบการเกณฑ์ทหารเรื่อยมา
สมัยที่ลัทธิชาตินิยมเฟื่องฟู มหาประเทศต่างก็เร่งการเกณฑ์หารเพื่อสร้างกองทัพประจำการขนาดใหญ่ ใครหลีกหนีการเกณฑ์ทหาร นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายแล้ว ยังถูกประนามว่าขี้ขลาดและไม่รักชาติ ในที่สุดเกิดการแข่งขันด้านอาวุธและเกิดสงครามระหว่างชาติ เช่น สงครามโลก ซึ่งสร้างความเสียหายมากมาย และเนื่องด้วยสถานการณ์สงครามโลก ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านคัดค้านในหลายประเทศ เช่น ในกรณีของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา อินเดีย ทหารที่ถูกเกณฑ์ถูกส่งไปรบให้อังกฤษ ทั้งที่ประเทศเหล่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่า สงครามนั้นจะเกี่ยวข้องกับตนเลย
ความจริงการใช้ระบบการเกณฑ์ทหาร ก็มีปัญหาเชิงทฤษฎีแต่แรก นักคิดเช่น อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ก็เคยกล่าวว่า “การเกณฑ์ทหารเป็นการใช้แรงงานทาสชนิดหนึ่ง” นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเชิงมนุษยธรรมของสงคราม จากการที่ประเทศสองประเทศนำเอาทหารเกณฑ์ซึ่งไม่ได้สมัครใจมารบแล้วมาตายทั้ง สองฝ่าย การคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ในลักษณะเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ และยิ่งต่อมา เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง เกิดการตั้งคำถามต่อลัทธิชาตินิยมอย่างมาก ในกรณีที่ชาตินิยมกลายเป็นสาเหตุนำไปสู่สงครามที่สร้างความเสียหายแก่ มนุษยชาติ จึงทำให้อิทธิพลของชาตินิยมในโลกตะวันตกเสื่อมลง การมีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ และการเกณฑ์ทหารเพื่อเข้าประจำการเริ่มไม่เป็นที่ยอมรับ และต่อมายังถือกันว่าการบังคับคนให้ไปจับอาวุธเพื่อการสงคราม เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง
การเกณฑ์ทหารถูกตั้งคำถามในเชิงทฤษฎี เช่น การมีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ที่ใช้การเกณฑ์ทหาร เป็นการขัดกับนโยบายสันติภาพของประเทศเช่น สวีเดน ฟินแลนด์ พวกสันตินิยมในยุโรปถือด้วยซ้ำว่า การเลี่ยงการเกณฑ์ทหารเป็นการกระทำที่ชอบธรรม พวกสันตินิยมจำนวนไม่น้อยยอมติดคุกโดยไม่ยอมจับอาวุธไปประจำการ อังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่ลังเลที่สุดในการใช้ระบบเกณฑ์ทหาร จึงยกเลิกการเกณฑ์ตั้งแต่ ค.ศ.1957 ประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลียยกเลิกเกณฑ์ทหารตั้งแต่ ค.ศ.1972 สเปน และฝรั่งเศสยกเลิกเกณฑ์ทหาร ตั้งแต่ ค.ศ.2001 และในขณะนี้ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ไม่มีระบบเกณฑ์ทหารกันแล้ว
ประเทศอื่นเช่น ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกห้ามมีกองทัพประจำการ จึงไม่มีการเกณฑ์ทหารเลย ส่วนอินเดียนับตั้งแต่ได้เอกราช ก็ไม่เคยมีการเกณฑ์ทหาร ประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย ก็ไม่มีระบบการเกณฑ์ทหารเช่นกัน ประเทศที่ยังคงระบบการเกณฑ์ทหารอย่างเข้มข้น คือ ประเทศระหว่างเผชิญหน้า เช่น เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ แต่ในกรณีของเกาหลีนี้ การเกณฑ์ทหารทั่วถึงและไม่มีข้อยกเว้นให้ใครเลย เราจึงพบว่า นักศึกษา หรือดาราชายของเกาหลี ต่างก็ต้องไปถูกเกณฑ์เป็นทหารเมื่อถึงเวลาทั้งหมด
ในอเมริกาในช่วงสงครามเวียดนาม การเกณฑ์ทหารมีปัญหาอย่างมาก เพราะนำมาซึ่งการประท้วงอย่างหนัก บิดามารดาของทหารทั่วประเทศประท้วงการที่รัฐบาลส่งลูกหลานของตนไปรบใน สมรภูมิเวียดนาม ในขณะนั้น ชาวอเมริกาจำนวนมากหนีทหาร โดยข้ามพรมแดนไปยังเม็กซิโกหรือแคนาดา หรือหนีไปยุโรป ในที่สุด รัฐบาลอเมริกาต้องยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เมื่อ ค.ศ.1973
ในประเทศสยาม การเกณฑ์ทหารเกิดขึ้นใน พ.ศ.2448 (ค.ศ.1905) หลังจากที่รัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกระบบไพร่ และใช้การเกณฑ์ทหารเข้าประจำการแทน โดยกำหนดให้ชายไทยอายุ 21 ปีต้องไปรับการคัดเลือกเข้าเป็นทหาร เรียกว่า “ไล่ทหาร” ซึ่งกำหนดให้เป็นวันที่ 1 เมษายน ปฏิกิริยาต่อต้านมีมาตั้งแต่แรก โดยในแต่ละมีจะมีคนจำนวนมากหนีทหาร ไม่ยอมมาคัดเลือกเข้าประจำการ หรือไม่ก็ส่งลูกชายไปบวชเพื่อเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร นอกจากนี้ พ่อค้าชาวจีนจำนวนมากจะเลี่ยงการไล่ทหารโดยการส่งลูกชายไปเมืองจีนในวัยเด็ก และให้ลูกถือใบต่างด้าว
ในระยะต่อมา การเกณฑ์ทหารในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาต่อเนื่อง จนต้องมีการแก้ไขด้วยการตั้งหน่วยทหารรักษาดินแดนขึ้นมา เมื่อ พ.ศ.2491 เพื่อนำเอาเยาวชนนักเรียนนักศึกษามาฝึกทหารเสียก่อน เรียกว่า “เรียน ร.ด.” แล้วอนุญาตให้คนเหล่านี้เลี่ยงจากการถูกเกณฑ์ทหารได้ นอกจากนี้ รายงานข่าวเรื่องเกี่ยวกับทุจริตการเกณฑ์ทหารมีขึ้นตลอดมา เป็นที่ทราบกันว่า ลูกหลานคนมีเงินสามารถที่จะจ่ายเงินซื้อ”ใบดำ”ได้เสมอ ทำให้ไม่ต้องไปฝึกเป็นทหารประจำการ จนกระทั่งบางสมัย เช่น ยุคปฏิวัติของจอมพลถนอม กิตติขจร ใน พ.ศ.2515 ต้องตั้ง พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร มาแก้ปัญหานี้ แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ จึงเป็นที่ทราบกันดีว่า การเกณฑ์ทหารได้กลายเป็นช่องทางในการหารายได้ประจำปีของนายทหารที่เกี่ยว ข้องเสมอมา กรณีการทุจริตเรื่องเอกสารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
เมื่อเหตุการณ์กรณีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเช่นนี้ ความจริงน่าจะถึงเวลาของสังคมไทย ที่จะใช้โอกาสทบทวนเรื่องการเกณฑ์ทหาร เป็นการน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง ถ้าสังคมไทยจะเลิกการเกณฑ์ทหารเสียเลย แล้วหันมาใช้ระบบทหารอาสา หรือทหารอาชีพ แทน ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายใดแก่กองทัพเลย อาจจะเป็นการประหยัดงบประมาณมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ดีกว่าการที่จะไปไล่เอาลูกชาวบ้านมาบังคับเป็นทหาร
ที่นำเสนอมานี้ ไม่ใช่เพราะเห็นชอบด้วย หรือเห็นว่ากรณีหนีทหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เห็นว่า ความชั่วร้ายของนายอภิสิทธิ์เป็นเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่า ที่ให้อภัยกันไม่ได้คือเรื่องความรับผิดชอบในการเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนคน เสื้อแดง 98 ศพ นอกจากนี้ คือเรื่องการโกหก ดีแต่พูดเอาตัวรอดเป็นรายวัน โดยไม่ต้องผูกมัดว่าตัวเองเคยพูดอะไรไว้ เรื่องการหนีทหารจึงเป็นเพียงเรื่องเล็ก ที่ไปยืนยันเรื่องใหญ่ คือ การโกหกและไม่รักษาคำพูด และการแสร้งแสดงตัวเป็นคนดี สร้างภาพหลอกประชาชน
ดังนั้น การถูกเปิดโปงเรื่องหนีทหารจึงเป็นวิบากกรรมส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ที่ตามมา ทัน ส่วนสังคมไทยน่าจะพิจารณาในประเด็นที่ใหญ่กว่า คือ เรื่องการเลิกเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์ของประชาชนจำนวนมากด้วย

คุยกับ ‘ศศิน เฉลิมลาภ’ ต้อนรับ 21 เขื่อนแก้น้ำท่วม ทำไมแดง-เหลืองต้องสนใจ ‘เขียว’

ที่มา ประชาไท

 
เปิดความคิดคนต้านเขื่อนแม่วงก์ 1 ใน 21 เขื่อน ภายใต้แผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล ในวันที่กระแสอนุรักษ์ถูกโถมทับด้วยประเด็นการเมือง และ “ชนชั้นกลางสีเขียว” ยังคงต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล
 
การต่อต้านเขื่อน นับจากยุคสมัยของสืบ นาคะเสถียร ผู้ผลักดันการอนุรักษ์ป่าไทย ณ ผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ที่มีการเคลื่อนไหวในสังคมวงกว้างจนสามารถหยุดยั้งการสร้าง “เขื่อนน้ำโจน” เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มาถึงการเรียกร้องเรื่องผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านกรณีเขื่อนปากมูล เชื่อได้ว่าผลกระทบของการสร้างเขื่อนเป็นที่รับรู้ของสังคมวงกว้าง และโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการตรวจสอบไม่เป็นที่ยอมรับ
 
จนกระทั่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา กระแสเรียกร้องการสร้างเขื่อนกลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมกับคำถามสำคัญคือการสร้าง “เขื่อนขนาดใหญ่” ยังจำเป็นสำหรับประเทศนี้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและวิถีการดำรงชีวิตของผู้ คน
 
 
ประชาไท สัมภาษณ์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นักวิชาการด้านธรณีวิทยา ผู้ผันตัวเองเข้าสู่การทำงานอนุรักษ์ป่า และเป็นกำลังสำคัญในการต่อต้านเขื่อน “แม่วงก์” 1 ใน 21 โครงการเขื่อน ภายใต้แผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยพูดคุยถึงความเป็นไปของ “ขบวนการค้านเขื่อน” ในห้วงเวลาที่ผ่านมา
 
กระบวนการการต่อสู้ เรื่องเขื่อนที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการรับรู้ของผู้คน เช่น กรณีน้ำโจน ปากมูล แต่กระแสการต่อต้านเขื่อน ณ วันนี้ดูเหมือนมันหายไป เกิดอะไรขึ้น?
มันไม่เชิงอย่างนั้นหรอก จริงๆ มันเกิดเขื่อนอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เป็นเขื่อนที่ไม่มีผลกระทบมากนัก หรือกระบวนการต่อสู้เรียกร้องในอดีต มันทำให้คนที่เป็นนักพัฒนาเขาปรับตัวดีขึ้น เพราะว่าเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีผลกระทบมันก็สร้างมาตลอดหลังกระแส เขื่อนน้ำโจน
 
ไอ้เขื่อนที่มันเกิดขึ้นแล้วมันไม่ดัง มันมากกว่าเขื่อนที่เกิดขึ้นแล้วมันดัง ไม่ใช่ว่าพอเกิดเขื่อนแล้วมีคนไปต่อต้านแล้วมันหยุด ไม่ใช่ ที่หยุดโครงการได้มันก็มีเฉพาะเขื่อนที่มีผลกระทบทั้งต่อธรรมชาติ ต่อวิถีชีวิต ยิ่งถ้าต่อวิถีชีวิตยิ่งชัดเจนว่ามันไม่เกิด แทบไม่เกิดเลย ส่วนกรณีที่เกี่ยวกับการชดเชยไม่เป็นธรรม เมื่อสัก 4-5 ปี ที่แล้วเรื่องติดอยู่ที่กรรมการสิทธิ์ไม่รู้กี่เขื่อน วันนี้มันก็ยังคาอยู่อย่างนั้น เขื่อนเล็กๆ ที่เข้าไปอยู่ในชุมชน มันก็ติดอยู่อีกเยอะแยะมากมาย
 
หมายความว่าในชุมชนเขามองเห็นภาพของผลกระทบ อย่างนั้นหรือเปล่า?
ใช่ แต่ถ้าเป็นกรณีของเขื่อนที่มีการจัดการได้ก็จะสร้างได้หมด เขื่อนที่มีการจัดการได้ หมายความว่า จ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม แล้วก็มีการประชุมอย่างมีส่วนร่วม
 
ถ้าให้มองย้อนกลับไป คิดว่าความสำเร็จของกระแสการคัดค้านโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในสังคมไทยคืออะไร?
คือการพัฒนาในเรื่องสิทธิมนุษยชน คนจะไม่ยอมให้รัฐมากระทำง่ายๆ อันนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว คราวนี้ขบวนการสีเขียว ขบวนการสิ่งแวดล้อม คุณอย่าลืมว่ามันบูมขึ้นมาในช่วงกระแสเขียว คือในช่วงประมาณปี 2530-2540 เท่านั้นเอง ปัจจุบันมันผ่านมา 15 ปี มันหมดยุคพวกนั้นมาแล้ว ดังนั้นขบวนการที่คนจะมาปกป้องเรื่องสิ่งแวดล้อมมันก็ลดลงเป็นธรรมดา
 
การเกิดขึ้นของกระแสปี 2540 มันคือยุคของสิทธิชุมชน มันคือยุคของรัฐธรรมนูญ 40 มาต่อ 50 มันไม่ใช่ยุคที่คนจะลุกขึ้นเพื่อมาต่อต้านการพัฒนา แต่ว่าการต่อต้านมันก็ดำรงคงอยู่ หมายความว่า นักพัฒนาที่จะเข้าไปพัฒนาในพื้นที่ที่มีความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ถูก เบรกมาตลอด อย่าลืมว่าเขื่อนแม่วงก์กับเขื่อนแก่งเสือเต้นคือเขื่อนที่มีข่าวมาตลอดว่า เขาอยากจะผลักดัน แต่ก็มีกระแสที่สามารถชะลอมันไว้ได้ ใช้คำว่า “ชะลอมันไว้ได้” เท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะถึงเมื่อไหร่
 
ปรากฏการณ์กระแสสีเขียว อย่างกรณีเขื่อนน้ำโจน ทำไมถึงเกิดขึ้นได้?
โดยรวมของโลกกระแสเป็นอย่างนั้น โดยรวมของประเทศไทย กระแสมันก็เกิดจาก 1.ปิดป่า 2.สืบ นาคะเสถียร ตาย 3.มีดินถล่มที่ อ.พิปูน (22 พ.ย.2531 เกิดดินโคลนถล่มที่ ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช มีผู้เสียชีวิตถึง 700 คน) คนก็เห็นความสำคัญของป่าไม้
 
 
มาถึงยุคนี้ เหตุผลเรื่องป่าไม้ในการคัดค้านการสร้างเขื่อนมีน้ำหนักน้อยลงแล้วหรือเปล่า?
ไม่ มันก็ยังเหมือนเดิม มันก็ค้านมาตลอด เขื่อนแม่วงก์ก็มีเหตุผลนี้มาตลอด แต่ฝ่ายที่เขาอยากจะสร้างเขาก็ยังยืนยันว่า เขื่อนนี้มีประโยชน์ ซึ่งเราก็ไม่ปฏิเสธว่าเขื่อนนี้มีประโยชน์ แต่ว่าเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าในเรื่องที่มันต้องเสียป่าไม้ไป ฝ่ายที่คัดค้านก็ยังรู้สึกว่ามันน่าจะทำอย่างอื่นได้ สร้างมาก็ไม่คุ้ม เป็นช่องทางการหาผลประโยชน์ของคนแค่บางกลุ่ม เป็นช่องทางการหาเสียงของนักการเมืองไม่กี่คน ผูกขาดโดยพรรคการเมืองขนาดกลางที่หาผลประโยชน์กับการสร้างเขื่อนในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์
 
จากยุคขบวนการสีเขียวมาถึงยุคสิทธิชุมชน สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง?
วันนี้มันเป็นเรื่องของการที่การเมืองไม่สนใจกฎหมาย เพราะว่าเขารู้สึกว่าต้องเป็นเชิงยุทธศาสตร์ เชิงกลยุทธ์ พอมีน้ำท่วมมา คุณก็ตั้งงบขึ้นมา 3.5 แสนล้าน แล้วคุณก็พยายามเอาโครงการอะไรที่มันมีอยู่แล้วเข้ามาเสียบๆ เพื่อให้มันได้งบ เพื่อที่จะได้บริหารงบ เพื่อจะได้สร้างผลงาน เพื่อจะได้ทำงานที่มันเป็นเอ็กซ์ตร้า มันเป็นยุคของคอรัปชั่นเชิงนโยบาย เป็นยุคอะไรแบบนี้ ยุคของการสร้างความยอมรับ
 
ขณะนี้มีกรณีเรื่องน้ำท่วม และดูเหมือนเขื่อนยังเป็นปัจจัยหลักในการแก้ปัญหา?
ใช่ ดังนั้นไอ้สายการพัฒนาที่เขาเข้าคิวไว้นานแล้ว มันก็เข้ามาเลย คือ ลำน้ำทุกสายที่มันลงมาจากภูเขา กรมชลเขาน่าจะมีแผนการจัดการหมดนั่นแหละว่าอย่างน้อยมันน่าจะมีประตูน้ำ ต้องมีเขื่อนกันไว้ ดังนั้นพอมีโอกาสอะไรเขาก็เสียบตรงนี้เข้ามาเพื่อจะดำเนินการ
 
ในมุมนักเคลื่อนไหว มียุทธศาสตร์การต่อสู้กับเมกกะโปรเจ็กต์เขื่อนที่จะเกิดขึ้นยังไง?
โดยกลไกของประเทศ มันก็มีตัวคานของมันอยู่คือ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 ว่าจะต้องทำอีไอเอ มีประกาศอีไอเอมา พอมีรัฐธรรมนูญปี 40-50 มันก็ยิ่งต้องทำอีก ดังนั้นกลไกของมันก็มีอยู่แล้ว แล้วก็ยังมีภาวะสีเขียวคือถ้ามันเป็นอุทยานแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ คนไปตัดไม้ปรับ 150,000 บาท ห้ามแตะต้อง อุทยานแห่งชาติเป็นของทุกคน สัตว์ป่าก็มีชีวิต อะไรอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้ก็ยังเกิดขึ้นอยู่
 
ในป่าอนุรักษ์มันก็ไม่มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่มา 20 ปีตั้งแต่เขื่อนเชี่ยวหลาน (หรือเขื่อนรัชชประภา สร้างเสร็จเดือนกันยายน 2530) ขบวนการพวกนี้มันก็ยังอยู่ กรรมการอุทยานแห่งชาติจะต้องเพิกถอนพื้นที่ออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติก่อน จึงจะสร้างเขื่อนได้ตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ
 
เพราะฉะนั้นตามกฎหมายมันก็มีตัวคานอันนี้ พื้นที่ที่จะถูกพัฒนามันก็น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน เป็นถนน เป็นเหมืองแร่ ซึ่งอย่าลืมว่าการพัฒนาพวกนี้มันเป็นเครื่องมือหาเสียงของนักการเมือง แล้วก็เป็นเครื่องมือของกลไกการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่น รายได้ส่งถึง อบต. ทั้งหมดคือผลประโยชน์ที่ต่อกับท้องถิ่นทั้งนั้น ส่วนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน กฎหมายต่างๆ เป็นแมคโครสเกลที่มันจะต้องทำให้ประเทศชะลอการพัฒนาพวกนี้ไม่ให้มันสุดโต่ง เกินไป ซึ่งเขาก็พยายามจะเจาะ มันก็สู้กันอยู่แบบนี้
 
ตัวเอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมเอง วันนี้พอมันหมดยุคสีเขียวบุคลากรที่มาทำงานเรื่องนี้มันก็น้อยลง นักศึกษาที่เคยหาประเด็นในการมาร่วมต่อสู้ นักศึกษา-ประชาชนที่จะหาประเด็นในการที่ว่า เอ้ย! เราต้องต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมมันก็ดร็อปลงไป วันนี้ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน เรื่องทางการเมืองเขาอาจจะตื่นตัวมากกว่า
 
หมายความว่ายุทธศาสตร์ต่อไปเราต้องไปกระตุ้นประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนมากขึ้น?
มันก็เป็นอย่างนั้น แต่กรณีเขื่อนแม่วงก์บังเอิญว่ามันก็ยังมีองค์กรสีเขียว ยังทำงานเพื่อถ่วงดุลการพัฒนาในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในภาพรวมด้วยไม่ใช่เฉพาะสิทธิชุมชน อย่างมูลนิธิสืบฯ หรือองค์กรอื่นๆ อย่างสมาคมนก มูลนิธิโลกสีเขียว ก็ยังมีองค์กรที่เป็นเป็นผลพวงจากยุคกระแสสิ่งแวดล้อมบูม ซึ่งในช่วงนั้นต้องทำงานเรื่องเขื่อนแม่วงก์ เพราะแม่วงก์ไม่มีชุมชน และดันไปขัดความต้องการของคนจำนวนมากที่คิดว่าเขื่อนจะช่วยแก้ไขปัญหาเขาได้ และองค์กรพวกนี้ก็ยังทำงานอยู่ อย่างมูลนิธิสืบฯ ก็ยังทำงานอยู่
 
 
คิดว่าทัศนะของคนในประเทศนี้ต่อเรื่องเขื่อนเปลี่ยนแปลงไปไหมจากยุคสีเขียวบูม?
ก็ยังไม่เปลี่ยนนะ ดูจากในโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกคนก็ยังรู้สึกว่าเขื่อนเป็นตัวทำลายป่า และยังไม่มีความไว้วางใจในการเข้ามาหาผลประโยชน์ของนักการเมือง แล้วผมก็คิดว่าหลายๆ คนก็มีประสบการณ์ทางตรงที่เห็นว่าเขื่อนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเรื่องของน้ำ ท่วม น้ำแล้งมันก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง
 
แต่ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เขื่อนมีประสิทธิภาพไหม มันก็มี เขื่อนมันก็ทำงานอยู่ จนปัจจุบันนี้การลดน้ำท่วมภาคกลางที่ชะลอมาได้ประมาณเกิด 5 ปีครั้ง 10 ปีครั้ง ก็เพราะเขื่อนใหญ่สองเขื่อน แต่วันนี้ ในประเด็นที่เราค้าน คือ 1.ในพื้นที่แม่วงก์ เราเห็นว่ามีความสำคัญจริงๆ ในการที่จะเก็บไว้เป็นพื้นที่ป่าที่มีสัตว์ป่า 2.หากเขื่อนแม่วงก์ถูกสร้างขึ้น ป่าตะวันตกก็จะถูกเจาะไปเรื่อยๆ อีก 23 เขื่อน เขื่อนแม่วงก์เป็นด่านหน้า ทั้งที่แม่วงก์มีคุณค่าของป่ามาก มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งแก่งเสื้อเต้นด้วย
 
แม่วงก์มีประเด็นเรื่องสัตว์ป่า ส่วนแก่งเสือเต้นมีประเด็นเรื่องป่าสัก หากทั้ง 2 แห่งที่มีคุณค่าชัดเจนยังถูกเจาะได้ พื้นที่อื่นๆ ก็จะถูกเจาะเต็มไปหมด
 
มันไม่ใช่ว่าจะเป็นชัยชนะ หรือไม่ชนะหรอก ถ้าเขื่อนมันไม่เกิดผลกระทบก็ไม่เห็นมีใครไปคัดค้านอะไร ถ้ามันมีผลกระทบปั๊บ ก็ควรหาวิธีอื่นในการจัดการน้ำ เราคิดว่าอย่างนั้น
 
ที่ผ่านมามีเขื่อนที่เห็นว่าดี ไม่มีผลกระทบไหม?
ผมว่าก็เยอะแยะไป แต่ผมนึกชื่อมันไม่ออกเลย ความจริงแล้วผมเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการนะ ก็ผ่านไปไม่รู้กี่เขื่อนแล้ว ต้องไปนั่งลิสต์ดูว่ามีอะไรบ้าง ที่ชลบุรี ที่แพร่ เป็นเขื่อนเล็กบ้าง กลางบ้าง ใหญ่บ้าง แต่ว่ามันอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งแต่เดิมมันก็เป็นพื้นที่ที่ชุมชนเข้าไปบุกเบิกป่าเพื่อทำการเกษตร ซึ่งก็ไม่ได้ดินดีน้ำดีอะไร และพอเสร็จแล้วรัฐก็ไปเวนคืนอย่างเป็นธรรม ซึ่งธรรมบ้างไม่ธรรมบ้างเราก็ไม่รู้ แต่ว่าส่วนใหญ่ชุมชนก็ไม่ใช่ชุมชนท้องถิ่น เป็นชุมชนใหม่ที่เพิ่งเข้าไปบุกเบิก ส่วนใหญ่มีที่สองที่ด้วยซ้ำ คือ บ้านอยู่ที่อื่นแต่ว่าไปมีที่ทำกินตรงนี้ พอได้เงินชดเชยก็กลับบ้าน บางที่บ้านเขาก็อยู่ในพื้นที่ที่จะได้น้ำด้วย มันก็วินวินไป
 
 
สร้าง 21 อ่างเก็บน้ำ 5 หมื่นล้าน “แก่งเสือเต้น-แม่วงก์” ไม่รอด!
 
สำนึกข่าวอิสรา เปิดทีโออาร์กรอบแนวคิด (Conceptual Plan) ออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำยั่งยืน เผยแผนงานโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มแม่ น้ำ ความจุรวมประมาณ 1,807 ล้าน ลบ.ม. ภายใต้งบประมาณ 50,000 ล้านบาท
 
มีพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใน 5 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และลุ่มน้ำป่าสัก เพื่อทำหน้าที่ปรับอัตราการไหลน้ำหลากสูงสุด (peak discharge) ไม่ให้เกินขีดความสามารถของแม่น้ำที่รองรับการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ
 
1.พื้นที่ "ลุ่มน้ำปิง" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ 1.อ่างเก็บน้ำแม่แจ่ม ที่จะมีความจุประมาณ 134.694 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมชลประทาน ประมาณ 71,836 ไร่ 2.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังเจ้า คลองสวนหมากและคลองขลุง ที่จะประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำจำนวน 3 แห่ง มีความจุรวมประมาณ 39 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำคลองวังเจ้า คลองสวนหมากและคลองขลุง ที่นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้วยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทาน ประมาณ 15,518 ไร่
 
2.พื้นที่ "ลุ่มน้ำยม" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งเสือเต้น ที่มีความจุประมาณ 1,175 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ที่นอกจากจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทานประมาณ 774,200 ไร่
 
3.พื้นที่ "ลุ่มน้ำน่าน" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ได้แก่ 1.อ่างเก็บน้ำน้ำปาด ที่มีความจุประมาณ 58.9 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมชลประทานประมาณ 32,250 ไร่ 2.อ่างเก็บน้ำคลองชมพู ซึ่งมีความจุประมาณ 43 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทาน ประมารณ 20,000 ไร่ และอ่างเก็บน้ำทั้ง 2 แห่ง ยังจะเป็นแหล่งประมง แหล่งท่องเที่ยว แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งเติมน้ำบาดาลธรรมชาติและรักษาความสมดุลระบบนิเวศได้อีกด้วย
 
4.พื้นที่ "ลุ่มน้ำสะแกกรัง" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่วงก์ ที่มีความจุประมาณ 258 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์
 
5.พื้นที่ "ลุ่มน้ำป่าสัก" จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำป่าสักตอนบน ซึ่งประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำจำนวน 13 แห่ง มีความจุรวม 98.59 ล้าน ลบ.ม. ตั้งอยู่ที่ ต.หนองรี อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ที่นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทานอีกประมาณ 56,300 ไร่ เป็นแหล่งประมง แหล่งท่องเที่ยว แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งเติมน้ำบาดาลธรรมชาติและรักษาความสมดุลระบบนิเวศได้อีกด้วย
 
สำหรับหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการ จะประกอบไปด้วย กรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน ในทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป่าไม้ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สพว.) ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งองค์กรเอกชนและมูลนิธิต่างๆ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 ถึง 5 ปี
 
อ่านเพิ่มเติม: เปิดทีโออาร์แผนน้ำรัฐบาล 3 โครงการบิ๊ก ฟาดงบฯ กว่าครึ่ง (คลิก)
 
 
มองว่าแนวโน้ม 21 เขื่อนตามโครงการของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร?
โอ้ 21 เขื่อนนี้มันมากับน้ำท่วม มันเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ ที่เป็นแพ็คเกจมา แต่ว่าในมุมของทางวิศวกรรมแหล่งน้ำก็อย่าลืมว่าตัวเขื่อนเป็นเครื่องมือแรก ของการควบคุมแหล่งน้ำ เราก็ต้องเห็นใจวิศวะฯ เขาด้วย เขาก็ต้องการเครื่องมือในการทำงาน ที่นี้ถ้าเกิดจริงๆ แล้วร่นออกมานอกเขตป่าเสียหน่อยผมว่าน่าจะดีกว่า จ่ายค่าชดเชยคนอย่างเป็นธรรม มีกระบวนการมีส่วนร่วมเท่าที่พอทำได้
 
แสดงว่าที่บางคนเชื่อว่า ‘เขื่อนตายไปแล้ว’ ไม่เหมาะกับยุคสมัยแล้ว มันไม่จริง?
ไม่หรอก เขื่อนมันเกิดขึ้นตลอดเวลาเพียงแต่ว่ามันไม่เป็นข่าวแค่นั้นเอง อย่างช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาที่ผมเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ก็ออกไป 5-6 เขื่อน นั่นหมายถึงเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องทำอีไอเอนะ โครงการขนาดเล็ก ทำฝายที่ไม่ต้องทำอีไอเอ มันเป็นเขื่อนนั่นแหละ ก็เกิดขึ้นไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งโครงการในพระราชดำริเอง โครงการขนาดเล็กต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในรูปแบบต่างๆ ก็เริ่มจากเขื่อนนั่นแหละ อย่างไรก็ต้องกักไว้
 
แต่มันดีขึ้นคือทำให้ไม่เกิดปัญหา คนทำงานในกรมชลเองก็มีกระบวนการที่รู้จักพูดจากับคน มีส่วนร่วม คำนึงถึงและเคารพในกฎหมายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
 
ความสำเร็จจากการต่อสู้เรื่องเขื่อนไม่ใช่แค่เขื่อนหยุด แต่เป็นเรื่องกระบวนการ?
ใช่ มันทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้และเข้าใจในเรื่องข้อกฎหมาย สิทธิ และสิ่งแวดลอมมากขึ้น
 
แปลว่าหากจะบอกว่าคนสีเขียวต้องต้านเขื่อนนั้นก็ไม่ถูกเสมอไป?
ไม่ได้ต้าน เราต้านเฉพาะเขื่อนที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง แต่รุนแรงแค่ไหนมันเป็นการประเมินทางความรู้สึก
 
เราจะชั่งน้ำหนักยังไงว่าเขื่อนควรสร้างหรือไม่ ยกตัวอย่างกรณีเขื่อนแม่วงก์ก็ได้?
มันชั่งได้ง่ายๆ ก็คือว่า หนึ่งถ้าโดยหลักการอ้างว่าจะลดน้ำท่วมภาคกลางนั้น มันลดไม่ได้ ไม่เกี่ยว ผู้เชี่ยวชาญเขาก็บอกว่าลดได้ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราเก็บป่าที่สำคัญให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า อาจจะมีคุณค่าเป็นมรดกโลก อาจจะพัฒนาการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคมได้ดีกว่ามีเขื่อน ถ้ามองกันยาวๆ ว่าจะรักษาให้เป็นแหล่งประชากรเสือโคร่ง ประเทศจะมีชื่อเสียง ในแง่ของการที่ว่าไม่ใช่ประเทศที่มุ่งแต่จะพัฒนาอย่างเดียว แต่เป็นประเทศที่มีสติปัญญาในการรักษาป่าอนุรักษ์ มันคิดลึกไปกว่าการที่แค่มีเขื่อน แต่ถ้าการสร้างเขื่อนมันมีประโยชน์คุ้มค่ากับประชาชน สร้างเขื่อนแล้วประชาชนหายจนกันทั้งภูมิภาคนั้น อันนี้ไอ้การที่จะเก็บเป็นป่า เป็นบ้านของเสือมันก็จะลดน้ำหนักลง
 
 
ป่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถึงเขื่อนไม่มา ป่าก็ค่อยๆ หมดอยู่แล้วด้วยการทำลายแบบอื่นๆ?
วันนี้ใครจะว่าการรักษาป่าโดยกลไกของอุทยานแห่งชาติฯ กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามันไม่ดีอย่างไรก็ตาม แต่มันต้องมองเป็นสเกล การมีอุทยานแห่งชาติฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสามารถรักษาป่าได้ไหม ได้ แต่มันมีปัญหาไหมในการละเมิดสิทธิชุมชน มี แล้วในส่วนที่รักษาไว้ไม่ได้ถูกชุมชนหรือนายทุนรุกเข้าไปมีไหม มี แต่ในภาพใหญ่มันรักษาได้ไหม มันรักษาได้แน่นอน เพราะป่าที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ในวันนี้ มันก็มีแต่อุทยานแห่งชาติฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้นที่มีกลไกการบริหารงานและกฎหมายที่รักษา ไว้ได้ และเห็นอนาคต แต่มีปัญหาไหม มี ก็แก้ที่ตัวปัญหาตรงนั้น
 
ส่วนข้าวโพดมันจะรุกเข้าไปได้มากกว่านี้มากไหม ไม่ได้ มันก็มีเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ รุกเข้าไป แต่ในภาพใหญ่แล้วเนื้อที่ป่ามันเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่ามันเพิ่มขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ว่ามันเพิ่มเป็นบางพื้นที่ บางพื้นที่ก็ลด
 
พื้นที่ที่ป่าลดลงและมีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศมีไหม มี อย่างที่น่าน ข้าวโพดรุกเข้าไปที่น่าน แต่ว่าจังหวัดอื่นอาจจะมีป่าเพิ่มขึ้นทำให้ป่าในภาพรวมของประเทศเพิ่มขึ้น พอป่าที่น่านลด เกิดอะไรขึ้น เผอิญพายุที่มันเข้า 5 ลูก 10 ลูก มันไปเข้าที่น่าน แล้วน่านก็เป็นพื้นที่เหนือเขื่อนสิริกิติ์ ดังนั้นปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนจึงไหลเร็วมากจนเขื่อนแทนที่จะเป็นตัวชะลอ น้ำกลับต้องผ่านน้ำไปอย่างรวดเร็ว เพราะน้ำไหลลงมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าน่านมีการจัดการ มีป่า มีการฟื้นฟูป่าขึ้นมา เขื่อนสิริกิติ์ก็จะทำงานดีขึ้น น้ำที่ท่วมภาคกลางเกินครึ่งนั้นมาจากเขื่อนสิริกิติ์ มาจากลำน้ำน่าน ดังนั้นน่านเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
 
แม่น้ำปิงก็เหมือนกัน น้ำอีกเกือบครึ่งหนึ่งก็มาจากแม่น้ำปิง ตัวแม่แจ่มเองที่ข้าวโพดรุกเข้าไปเยอะๆ ก็เป็นตัวสำคัญ เขื่อนป่าสัก ที่ จ.เพชรบูรณ์เองด้วย ตัวข้าวโพดที่รุกเข้าไปหนักๆ จุดใหญ่ๆ ที่ปลูกข้าวโพดกันเยอะก็คือ แม่แจ่มที่เชียงใหม่ น่าน และเพชรบูรณ์ อยู่เหนือเขื่อนสำคัญ 3 เขื่อนที่มีผลโดยตรงต่อน้ำท่วมภาคกลาง ถามว่าภาพรวมป่าทั้งประเทศเพิ่มขึ้นไหม เพิ่มขึ้น แต่แค่ 3 จุดที่ลดลงไม่เท่าไหร่หรอกต่อพื้นที่ทั้งประเทศไทย แต่มันมีผลเยอะต่อน้ำท่วม ภาพจริงๆ มันเป็นอย่างนั้น
 
โดยสรุปสำหรับการสร้างเขื่อน ถ้าเพื่อภัยแล้งผมว่าควรต้องสร้าง ถ้าเพื่อน้ำท่วมผมว่าพอแล้วล่ะ หาวิธีอื่นก็ได้ ระบายดีกว่า การระบายน้ำก็ช่วยได้เยอะแล้ว ถึงสร้างไปก็ลดลงไปได้อีกไม่กี่เท่าไหร่หรอก
 
การที่รัฐบาลเพื่อไทย มีนโยบายสร้างเขื่อนจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหา เราจะคุยกับบรรดาคนสนับสนุนรัฐบาล อย่างเช่น คนเสื้อแดง อย่างไรให้เข้าใจว่าทำไมจึงควรค้านเขื่อน?
คิดว่าคุยไม่ได้หรอก กลไกการสร้างเขื่อนมันเป็นการพัฒนากระแสหลักว่า เอาน้ำไปให้เกษตรกรเพื่อผลิตพืชเชิงเดี่ยว มันไม่มีเหตุผลอื่นหรอกในการที่เราจะไปขวางการกระตุ้นจีดีพี ความโลภ ความอยากได้ของประชาชนที่จะกินดีอยู่ดี ขืนไปทำอย่างนั้นก็ตายดิ กลายเป็นคนเอาป่า ไม่เอาคน ซึ่งความเป็นจริงมันไม่ถึงขนาดนั้นไง คนมันก็อยู่กับการพัฒนามาขนาดนี้ น้ำไหลไฟสว่าง แต่ความต้องการของมนุษย์มันไม่สิ้นสุดหรอก และมันก็ไปเข้าทางนายทุนใหญ่ทั้งนั้นแหละ นายทุนข้าว จำนำราคาข้าว นายทุนข้าวโพดฯลฯ เมื่อเข้าสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมันก็เป็นอย่างนั้น ก็รู้อยู่แล้วระบบทุนนิยม
 
จริงๆ ก็ต้องต่อต้านใช่ไหมระบบทุนนิยม ต่อต้านทั้งนั้นแหละ ศัตรูของประชาธิปไตยเราก็รู้กันอยู่แล้วว่าคือ นายทุน ขุนศึก ศักดินา ผมเรียนรู้จาก 14 ตุลา ผมก็ถูกสอนว่าศัตรูของประชาธิปไตยคือ นายทุน ขุนศึก ศักดินา เราก็เติบโตจากรุ่นพี่พวกนั้น แต่ตอนนี้มันก็เกิดการเลือกว่านายทุนไม่เป็นไร เป็นหนทางที่จะไปต่อสู้กับศักดินาและขุนศึก ผมว่าภาคประชาชนจะต้องกดทั้ง 3 อำนาจ ไม่ใช่ไปรวมกับทุนแบบที่กระบวนการนี้ทำอยู่ หรือไปโปรเจ้าอย่างที่กระบวนการก้าวหน้าส่วนหนึ่งทำอยู่ โปรทุนร่วมกับทุนแล้วก็อ้อมแอ้มว่าเราจะควบคุมเขาเอง หรือไปโปรทหาร โปรขุนศึกก็ไม่ถูก ลืมหลักการเบื้องต้นแล้วเหรอว่าศัตรูของประชาธิปไตยคือนายทุน ขุนศึก ศักดินา
 
เป็นไปได้ไหมที่จะให้เรื่องสิ่งแวดล้อมกระจายเข้าไปในขบวนการทางการเมือง ในแนวคิดของกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง?
คือไม่รู้สิ มันต้องตรงไปตรงมาว่าเขื่อนนี้มันไม่คุ้มค่า มันไม่จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ทั้งหมดว่า ต่อสู้กับรัฐ ต่อสู้กับกรมอุทยานแห่งชาติ มันต้องมองคุณค่าความสำคัญว่า การเก็บป่าไว้ได้เป็นสิ่งที่ดี
 
คราวนี้ เราเห็นแล้วว่าโครงการนี้มันไม่ชอบมาพากล เช่น อนุมัติกรอบหลัก 3.5 แสนล้าน คุณมั่นใจหรือว่ามันแก้น้ำท่วมได้และไม่ใช่ชองทางการคอรัปชั่น คุณจะปล่อยให้รัฐบาลทำโดยไม่ตรวจสอบเหรอ อย่างแม่วงก์เป็นกรณีชัดเจนว่าคุณจะอนุมัติมาทำไมเพื่อแก้น้ำท่วม มันไม่เกี่ยว แล้วคนเสื้อแดงจะไม่ตรวจสอบรัฐบาลเหรอ ถ้าปล่อยให้เป็นไป คุณกำลังเอื้อต่อผลประโยชน์ของนักการเมืองบางพรรคหรือเปล่า
 
คุณกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าบอกมีอุดมการณ์ ก็ต้องตรวจสอบควบคุมอำนาจที่คุณหนุนเขาขึ้นมาด้วย พิสูจน์มันออกมา เขื่อนแม่วงก์ เขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่ต้องพิสูจน์ว่า คุณทำงานภาคประชาชน ทำงานภาคสิ่งแวดล้อมแล้วหนุนรัฐบาลนี้ขึ้นมา คุณก็ลองปรับรัฐบาลให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสิ
 
มันก็เป็นเหตุเป็นผลอยู่แล้วว่าเขื่อนนี้มันไม่คุ้ม แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเข้ามาศึกษาข้อมูลแล้วปรับ สมมติ เอาง่ายๆ เขื่อนนี้มัน 8 ปีกว่าจะสร้างเสร็จ คุณสู้เอางบลงไปพัฒนาการปรับเปลี่ยนการจัดการน้ำขนาดเล็กไปเลยไม่ดีกว่าหรือ
 
คือหลักการอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเขื่อนก็ตาม แต่มาปรับว่า เขื่อนนี้ต้องใช้เวลาสร้างนาน อีก 8-10 ปีถึงจะได้ประโยชน์ มันนานไปหรือเปล่า สมมติจะแก้น้ำท่วม คุณไปแก้เรื่องการระบายน้ำ ให้งบกรมโยธาธิการฯ ให้งบกับท้องถิ่นแล้วก็มองการระบายน้ำเบื้องต้น ส่วนใครจะสร้างเขื่อนก็สร้างไปอีก 10 ปีสำหรับอันที่ไม่มีผลกระทบหรือกระทบน้อยอย่างที่ว่าไป แต่ปีหน้าถ้าฝนมาเยอะ น้ำต้องไม่ท่วมเพราะระบายน้ำดี
 
ชุมชนที่ปลูกพืช ยิ่งทำนามากยิ่งเป็นหนี้ ที่ว่ากันอย่างนี้จะแก้ปัญหายังไง ก็ไปลดการทำนาให้น้อยลง และลดโครงสร้างหนี้เกษตรกร แล้วก็ทำนาแค่สองครั้งแต่ได้ราคาที่ดีขึ้น มีการปลูกพืชหลังนา มีการพัฒนาที่ยังยืน ไม่ต้องใช้คำเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้ เดี๋ยวขัดใจ แต่เป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งตัวเองได้ ซึ่งต้องส่งเสริมให้ชุมชนไม่ต้องมามีลิ่วล้อของพวกหัวคะแนนนักการเมืองที่ลง มาจากสารพัดพรรค ถ้าอย่างนี้ไม่น่าจะขัดแย้งกันนะ
 
การเมืองภาคประชาชนน่าจะส่งเสริมให้คนมีสติปัญญา มีความเข้มแข็งในลักษณะของชุมชน ตรงนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร น่าจะทำ ดังนั้นรัฐบาลที่ขึ้นมาเราน่าจะสามารถควบคุมเขาให้ไปพัฒนาแบบนั้น ถ้าเรามองว่ารัฐแบบอำมาตย์มาจากส่วนกลาง กรมชลประทานก็อำมาตย์ ที่คิดจากส่วนกลางลงไป แต่ถามว่ากรมชลมีจิตใจที่จะไปสู่การช่วยเหลือประชาชนไหม คนจริงๆ ข้าราชการจริงๆ เขาก็ทำตรงนั้นอยู่นะ เพียงแต่มันมีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ป่า ไม่รู้สิ แต่ในมุมของนักอนุรักษ์ ของมูลนิธิสืบ เราก็ดำรงว่าเรารักษาป่า เราก็เป็นองค์กรที่ตรวจสอบถ่วงดุล
 
 
เราเชื่อมากเลยว่าถ้าแม่วงก์กับแก่งเสือเต้นเกิดขึ้น มันก็ล้ม กระบวนการอนุรักษ์ที่รักษาฐานทรัพยากรส่วนรวมก็พังหมด เพราะว่ามันมีผลประโยชน์เข้ามาแทรกเยอะในเรื่องของการทำเขื่อน
 
อย่างที่แก่งเสือเต้นเอง มันมีชุมชนสะเอียบอยู่อย่างนี้ ชุมชนสะเอียบกับอุทยานฯ แม่ยมเขาก็แนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จากเมื่อก่อนเขาตัดไม้ เดี๋ยวนี้เขาเลิกตัดไม้ วิถีชีวิตเขาก็สงบสุขขึ้น วันนี้มีโครงการใหม่ยมบน-ยมล่าง ชาวสะเอียบไม่ต้องย้ายแล้วถ้าทำเขื่อนยมบน-ยมล่าง แต่ชุมชนสะเอียบก็ยังประกาศชัดเจนว่าเขาจะรักษาป่าต่อไป  ซึ่งอันนี้ก็น่ายกย่อง เขามองเห็นว่าถึงมีเขื่อนยมบน-ยมล่างเขาก็ยังต้องการรักษาป่าผืนนี้ เพราะเขาเห็นว่าเขื่อนไม่ใช่กระบวนการที่จะแก้ปัญหาได้เรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง ซึ่งก็จริง ถ้าต้องการแก้น้ำท่วมที่สุโขทัย เขื่อนที่จะแก้น้ำท่วมสุโขทัยได้มันต้องลงไปทำที่แถวศรีสัชนาลัย ต้องไปทำโครงการชะลอน้ำแถวศรีสัชนาลัย อาจไม่ใช่แม่ยมโดยตรง แต่เป็นลำน้ำสาขาใหญ่ๆ ที่ปริมาณน้ำฝนมันลงมา
 
ถึงที่สุดเขื่อนใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ ควรมีกระบวนการยังไง ?
มันต้องมีกระบวนการถ่วงดุล หากมันจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาจไม่ใช่ป่าก็ได้ แม่น้ำโขงเป็นตัวอย่างชัดเจน เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนต่างๆ ที่สร้างระหว่างประเทศ เขื่อนสาละวิน มันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทบต่อชุมชนชัดเจน ก็ต้องร่วมกันไปต่อต้านมัน
 
แล้วกระบวนการถ่วงดุลที่ว่า เป็นอย่างไร?
เอ่อ เราก็ไม่รู้ เราก็ไม่มีแรงพอหรอก คือพลังความสนใจของผู้คน ของการเมืองตอนนี้ มันไม่ได้อยู่ในเรื่องของสีเขียว แต่กฎหมายมันมีอยู่ อย่างที่คุณศรีสุวรรณ (ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน) ก็ไปฟ้องศาลปกครองแล้วเรื่องเขื่อนแม่วงก์ อันนี้ก็เป็นกลไกหนึ่ง แล้วยังมีกลไกเผยแพร่ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียเพื่อให้เสียงต่างๆ มันเข้าไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจ มันก็ทำอยู่ตลอดเวลาแหละ แต่จะให้มาเดินขบวนประท้วงแม่ยม แม่วงก์ ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้
 
การที่เขื่อนปากมูลคนลุกขึ้นมา เพราะว่าคนปากมูนได้รับผลกระทบชัดเจน คนปากมูนเขาก็ออกมาเพราะมันกระทบต่อเขา ขบวนการเคลื่อนไหวตั้งแต่พี่มด (วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์) ตั้งแต่สมัชชาคนจนมันก็ชัดเจน แต่ว่าแม่วงก์มันจะเอาเรื่องอะไรที่จะให้คนมาร่วม มันต้องเอาเหตุเอาผล กระแสการรักป่าก็เอามาได้ แล้วก็เอาข้อกฎหมายมาต่อสู้ ส่วนจะมาประท้วง ประท้วงตอนไหน ประท้วงทำไม ผมนึกกระบวนการไม่ออก อันนี้ใครนึกออกช่วยมาทำกัน
 
อย่างที่แม่ยม เขาก็ต่อสู้มาด้วยชุมชนสะเอียบของเขา แล้วก็มีกระแสชนชั้นกลางในเมืองร่วมด้วยบ้าง ส่วนแม่วงก์ถ้ามีคนอยู่บ้างก็จะมีเรื่องผลกระทบต่อวิถีชีวิต แต่นี่มันไม่มีคน ไม่มีคน เราก็พูดแทนสัตว์ป่า เราก็เป็นชนชั้นกลางสีเขียวพูดไป ไม่เห็นเป็นไร 
 
 
คิดว่ากฎหมายปัจจุบันเอื้อต่อการอนุรักษ์ ?
ใช่ กฎหมายมันมีกลไกถ่วงดุลป้องกันอยู่แล้ว มันชัดเจนว่ามติ ครม. (มติ ครม.เมื่อวันที่ 10 เม.ย.55 เกี่ยวกับการ เห็นชอบการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์) ผิดกฎหมาย และโดยหลักการผมก็มั่นใจว่าการทำอีไอเอ หัวใจของการทำอีไอเอมันคือการหามาตรการมาลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าพิจารณาอย่างเป็นธรรม กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ผ่านมาเขาก็ชัดเจนว่า มันลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ได้เขาถึงไม่ให้ผ่าน อันนี้คือกลไกทางกฎหมายและกลไกคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม มันมีการถ่วงดุลของมันอยู่
 
คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนแล้วล่ะ กรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ชุดนั้นก็ออกไปหมดแล้ว นี่ก็ชุดใหม่เข้ามา คุณยังมีหลักการแบบนั้นอยู่หรือเปล่าล่ะ ถ้ายังมีหลักการที่ว่ามันลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ได้ ก็ไม่ให้อีไอเอผ่าน เพราะเท่าที่เราอ่าน เราก็คิดว่ามันลดผลกระทบไม่ได้ แต่เราไม่ใช่กรรมการสิ่งแวดล้อมฯ คนที่เป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ก็ยังมีองค์ประกอบของกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องทำหน้าที่
 
การอ้างชื่อโครงการพระราชดำริ ทำให้เหตุผลในการต่อสู้คัดค้านเขื่อนลดความสำคัญลงหรือเปล่า?  
ผมว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นว่ามันมีคนที่อยากสร้าง ตัวความเป็นพระราชดำริเองมีการอยากสร้างเขื่อนไหม มี อันนั้นไม่เป็นไร ก็ต้องยอมรับว่าเขื่อนมันมีประโยชน์ แล้วก็โดยโครงการเขื่อนในพระราชดำริหรือไม่ใช่ในพระราชดำริก็มีประโยชน์มา ตลอด นั่นก็ไม่มีผลอะไร แต่ถามว่ามีผลกระทบไหมในหลายตัวก็มีผลกระทบ แต่คราวนี้เวลาที่อ้างเนี่ยจะมีเลเวลของโครงการหรือเปล่า โครงการพระราชดำริ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการตามพระราชดำริ จะมีสเกล ซึ่งตรงนี้เป็นช่องทางของการเอามาต่อสู้กันเยอะแยะเลย
 
การที่เอามาอ้างว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหรือโครงการ ตามพระราชดำริ ผมจำระดับความสำคัญไม่ได้ว่าอันไหนมาทางตรง อันไหนคือการพยายามสร้างแล้วเอาเข้าไปไว้ในส่วนนั้น หรือว่าโดยตัวพระราชดำริเองไม่มีแต่ถูกขบวนการที่ทำให้เป็นโครงการตามพระราช ดำริ มันก็มีขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม สี่ ต้องยื่นสำนักงาน กปร. (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) แล้วมีกรรมการ กปร.พิจารณาอนุมัติโครงการ ซึ่งในการออกแบบรายละเอียดอาจไม่ใช่ก็ได้
 
ซึ่งจริงๆ โครงการพระราชดำริก็ค้านได้ เคยทรงมีพระราชดำรัสว่าค้านได้  แต่โดยความเป็นจริงมันไม่ได้อยู่ในสเกลใหญ่โตอะไร เป็นเพียงจุดเล็กจุดน้อย ซึ่งควรต้องว่ากันเป็นที่ๆ ไป
 
ภาพรวมการต่อสู้ของ ‘คนสายเขียว’ ที่ผ่านมาถือว่าชนะหรือพ่ายแพ้?
ชนะๆ คือโดยภาพรวมมันไม่มีเขื่อนที่สร้างในป่าอนุรักษ์มา 20 ปีแล้ว และปัญหาของเขื่อนปากมูลเองก็เป็นบทเรียนที่ชัดเจน ที่เวลาที่เราจะทำอะไรขึ้นมาก็มีการคำนึงถึงเรื่องนี้ ส่วนจะประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติแค่ไหนนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
 
สำหรับเขื่อนแม่วงก์ สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?
ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้แพ้นะ เพราะว่ากฎหมายเรายังคิดว่ายังสู้กันได้อยู่
 
วันนี้คนรากหญ้าเขามีความเชื่อว่าเขื่อนอันนี้จะเป็นตัวที่ทำให้เขา อยู่ดีกินดีขึ้น เขาลำบากกันมานาน ถามว่าลำบากจริงไหม อันนี้เป็นเรื่องของการประเมินแล้วหละ
 
คนอำเภอลาดยาว 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เขาก็เอาเขื่อนอยู่แล้ว เขาก็คิดว่าเขื่อนมันจะมาช่วยเขาได้ แต่พอมาดูปุ๊บ เขื่อนน้ำมันอาจไม่ได้มาถึงลาดยาวก็ได้นะ แค่ตำบลแรกของลาดยาวน้ำมันก็หมดแล้ว ตามข้อมูลที่เราประเมินวิเคราะห์ออกมาจากอีไอเอ แต่ข้อมูลตรงนี้ไม่มีใครรู้ คือว่าชะลอน้ำเอาไว้ได้น้ำมันก็ไม่มาท่วม อาจจะมีต้นทุนน้ำมาสู่เขาได้บ้างอะไรแบบนี้ แต่ว่าน้ำมันนิดเดียว ซึ่งผมอาจจะผิดก็ได้ เขาอาจจะถูกก็ได้ ผมก็แต่ทำหน้าที่ของการตรวจสอบถ่วงดุล
 
 
 
 

เขื่อนแม่วงก์

ข้อมูลทั่วไป: มีลักษณะเป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียวขนาดใหญ่ ความยาว 730 เมตร กว้าง 10 เมตร สูง 57 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 13,000 ไร่ ปริมาณกักเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร
 
ที่ตั้ง: อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร และจ.นครสวรรค์  
 
ประโยชน์: แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง พื้นที่ชลประทานกว่า 2.9 แสนไร่ ในพื้นที่ 3จังหวัด คือ นครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุทัยธานี
 
งบประมาณก่อสร้าง: 13,280 ล้านบาท 
 
ระยะเวลาก่อสร้าง: 8 ปี โดยผูกพันงบประมาณถึงปีงบประมาณ 2562
 
ข้อสังเกต: รายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้ง 4 ครั้งตั้งแต่ปี 2538, 2541, 2545 และ 2547 ไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่งระบุให้กรมชลประทานไปหาวิธีจัดการน้ำแบบบูรณาการมากกว่าสร้างเขื่อนขนาด ใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
 
อ่านเพิ่มเติม:
9 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเขื่อนแม่วงก์ (คลิก)
ลำดับเหตุการณ์ การสร้างเขื่อนแม่วงก์ (คลิก)
 
 

น้ำท่วมหนักกรุงมะนิลา สังเวยแล้ว 9 ศพ

ที่มา ประชาไท

 
พายุฤดูร้อน 'ไฮกุ' ทำน้ำท่วมกรุงมะนิลาแล้วราวครึ่งเมือง คาดเป็นพายุฝนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ประชาชนหลายแสนต้องอพยพหนี
7 ส.ค. 55 - เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 คนจากแผ่นดินถล่มในเขตย่านชุมชนแออัด มีการประมาณว่าพื้นที่ราวครึ่งของกรุงมะนิลาน้ำท่วมระดับสูงถึงเอวและคอ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกไปยังที่พักอาศัยชั่วคราว
ฝนตกฉับพลันที่ตกอย่างต่อเนื่องจากพายุฤดูร้อนไฮกุเมื่อวันจันทร์และ อังคารที่ผ่านมา ทำให้กรุงมะนิลากลายเป็นอัมพาต เมื่อเส้นทางจำนวนมากถูกตัดขาด และมีการสั่งปืดโรงเรียน สำนักงาน และตลาดหลักทรัพย์
มีรายงานว่า ปริมาณฝนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นหลังจากเขื่อนในแม่น้ำใกล้เคียงไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำไว้ได้ ประกอบกับฝนตกฉับพลัน ทำให้มะนิลาต้องเผชิญกับพายุฝนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี
โดยราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์เผชิญกับพายุไต้ฝุ่นซาวลาที่ส่งผลให้ฝนตกหนักต่อเนื่องกันราว 10 วัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 50 คน
สภาการลดความเสี่ยงและการจัดการภัยพิบัติของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า มีประชาชนกว่า 800,000 คนได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม โดยราว 18,600 คน อยู่ในศูนย์อพยพของรัฐบาล และอีก 231,000 คนต้องอพยพไปพักอาศัยกับญาติและคนรู้จัก

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Floods paralyse Philippine capital Manila
http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-19159509
Manila turned into 'water world' as floods submerge half the city
http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/philippines/9459204/Manila-turned-into-water-world-as-floods-submerge-half-the-city.html

DSI เบิกความคดี 2 เยาวชนถูกกล่าวหาเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา ประชาไท

 

ตำรวจระบุวันจับกุมแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์ แต่ข้อหาวางเพลิงแจ้งภายหลังมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ อ้างรปภ.ชี้รูปแล้ว แต่ไม่ได้ชี้ตัว ด้านรปภ.ห้างยันยิงหนังสติ๊กเข้ามาก่อนเพลิงไหม้ สืบพยานจำเลย 7-8 ส.ค. นี้
 
6 ส.ค.55 เวลาประมาณ 10.00 น. ห้องพิจารณาคดี 11 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีการพิจารณาคดีอาญา คดีหมายเลขดำที่ 1682/2553 ระหว่างพนักงานอัยการ กับนายอัตพล (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 1 นายภาสกร (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 2 ทั้งสองมีอายุ 16 ปีในวันเกิดเหตุเย็นวันที่ 19 พ.ค.53
จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินและร่วมกันว่างเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นซึ่งเป็นโรงเรือนที่เก็บ สินค้าจนเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ สมสุข ซึ่งอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ถึงแก่ความตาย
ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว เป็นพยานเบิกความว่า จากการรวบรวมสำนวนการสอบสวนในคดีนี้พบว่ามีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) ได้ชี้รูปจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด โดยมีการวิ่งและยิงหนังสติ๊กเข้ามาในห้าง CTW ก่อน หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์วางเพลิงเกิดขึ้น เมื่อมีพยานบุคคลชี้ยืนยันผู้กระทำความผิด ประกอบกับมีการวางเพลิงเผาห้าง ประกอบกับผู้ต้องหาให้การปฏิเสธแต่ไม่ได้อ้างพยานมาหักล้างจึงมีความเห็น สมควรส่งฟ้อง
นายโชคชัย อ่างแก้ว ที่ปรึกษากฎหมายจำเลย ได้ถาม ร.ต.อ.ปิยะ ถึงมติของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ 3/2553 ที่กำหนดให้คดีเกี่ยวกับการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.)เป็นคดีพิเศษ รวมทั้งคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วย ใช่หรือไม่ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่าใช่ โดยคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นคดีที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ประธานคณะกรรมการคดีพิเศษในขณะนั้นคือนายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่ง และขณะนั้นนายกฯ ได้มอบหมายให้รองนายกฯ คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ
เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอยังตอบทนายถามค้านด้วยว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการยุติการชุมนุมแล้ว และเด็ก 2 คนนี้ถูกจับในวันที่ 19 พ.ค.53 ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4 โซน C เวลาประมาณ 17.00 น. โดยระหว่างจับกุมมีการต่อสู้กับเจ้าพนักงานจึงถูกตั้งข้อหาปล้นทรัพย์ โดยในวันนั้นไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ฯ แต่มีการตั้งข้อกล่าวหาในภายหลังเนื่องจากมีพยานชี้รูป แม้ไม่ได้ชี้ตัว
สำหรับการเข้าไปตรวจในที่เกิดเหตุของกองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติ วิทยาศาสตร์นั้น ร.ต.อ.ปิยะ เบิกความว่าเข้าไปตรวจในที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุการณ์และเป็นพื้นที่ใน การควบคุมของทหารแล้ว และจากการตรวจสอบภาพ VCD ในวันเกิดเหตุไม่ปรากฏภาพจำเลยถือถังแก๊สหรือมีลักษณะไปวางเพลิง  
สำหรับการแยกแยะกลุ่มผู้ชุมนุมกับกลุ่มที่แฝงตัวเข้าไปเพื่อไปก่อเหตุใน ที่ชุมนุม เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเบิกความว่าขณะนั้นไม่น่าจะแยกได้ เวลามีการชุมนุมครั้งใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนสีไหนจะมีคนคอยตรวจกรองอยู่ในเวลาปกติ แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถกรองได้อย่างวันที่ 19 พ.ค.53 อันนี้จึงไม่แน่ใจว่าจะสามารถกรองได้หรือไม่
อัยการได้สอบถามต่อถึงเหตุที่ไม่ดำเนินคดีวางเพลิงตั้งแต่แรก ร.ต.อ.ปิยะ อธิบายว่า “กรณีดำเนินคดีฐานปล้นทรัพย์ก่อนนั้นเนื่องจากจับได้ในที่เกิดเหตุ พอจับก็ส่งดำเนินคดี ส่วนเรื่องของการวางเพลิงได้มีการร้องทุกข์และดำเนินคดีทีหลังก็เลยไม่ได้ แจ้งข้อกล่าวหาในขณะนั้นจนกว่ามีพยานยืนยันว่าผู้ต้องหาได้มีส่วนร่วมกระทำ ความผิด”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้จะมีการสืบพยานฝ่ายจำเลยต่อในวันที่ 7 และ 8 ส.ค.นี้
ทั้งนี้ ในคดีวางเพลิง CTW นี้ยังมีผู้ต้องหาอีก 2 รายที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่คือ นายสายชล แพบัว อายุ 29 ปี ชาว จ.ชัยนาท และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณาคดีเช่นกัน ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.2478/2553 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง
ส่วนคดีร่วมกันปล้นทรัพย์ CTW ที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเยาวชนถูกดำเนินคดีนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคดี ในขณะที่ผู้ต้องหาในคดีเดียวกันในส่วนที่เป็นผู้ใหญ่นั้น เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.54 ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาหมายเลขดำที่  2235/2553 ที่พนักงานอัยการฟ้องนายพินิจ จันทร์ณรงค์ กับพวกรวม 7 คนว่า ให้ยกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับการปล้นทรัพย์  รวม 18 รายการ มูลค่า 95,430 บาท เนื่องจากยังไม่มีทรัพย์สินของกลางที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทำ ความผิด คงมีเพียงนายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม จำเลยที่ 3 ที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ( รปภ.) ประจำห้างสรรพสินค้า สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ และ แบตเตอร์รี่ จากร้านขายโทรศัพท์มือถือได้ ให้ลงโทษ 3 ปี  ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้จำคุกคนละ 1 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้คนละ 6 เดือน ส่วนข้อหาใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ ขัดขวางเจ้าหน้าที่นั้น ศาลยกฟ้อง เนื่องจากแม้จะสามารถตรวจยึดกระสุนได้ภายในห้าง แต่ไม่พบอาวุธที่ตัวจำเลย และเจ้าพนักงานก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาวุธดังกล่าวเป็นของจำเลย อีกทั้งไม่มีการนำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการทำงานของเจ้า พนักงาน