WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 12, 2012

กำเนิดวันหยุดราชการ12สิงหาคม ไทยเป็นเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่มีหยุดวันเกิดคู่สมรสประมุขประเทศ

ที่มา Thai E-News




โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

หมายเหตุ: บทความสั้นๆนี้ เขียนและเผยแพร่ครั้งแรก ในกลางเดือนมีนาคม 2548 (ดูเหมือนจะที่บอร์ด ม.เที่ยงคืน) ผมนำมาเผยแพร่ซ้ำ เผื่อจะเป็นประโยชน์ กับใครที่ยังไม่เคยอ่านและสนใจในแง่ข้อมูล ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อความที่เล่า เช่น เรื่องผมเจอการประดับประดาถนนราชดำเนินในปีนั้นอย่างไรในตอนต้น เพราะคิดว่าถือเป็นการทบทวนบรรยากาศทั้งการเตรียมงานในช่วงนั้น และลักษณะงานเขียนของผมเอง ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีกว่ามาแล้ว (หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดร.สมศักดิ์เขียนในเฟซบุ๊คเมื่ิอ 14 สิงหาคม 2554)

เมื่อ หลายสัปดาห์ก่อน (ประมาณกลางกุมภาพันธ์) ระหว่างขับรถไปทำงานที่ท่าพระจันทร์ ผมอดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน เริ่มมีการก่อสร้างโครงไม้ขนาดใหญ่ แบบที่ไว้สำหรับติดภาพ "คัดเอ๊าท์" เวลามีงานหรือวันสำคัญๆทางราชการ 

ที่ ประหลาดใจก็เพราะนึกไม่ออกว่า ในช่วงใกล้ๆนี้จะมีงานหรือวันสำคัญๆอะไร วันสำคัญที่ใกล้ที่สุดที่ผมนึกออกคือ 12 สิงหาคม แต่นั่นก็อยู่ห่างออกไป 6 เดือน 

และ ที่ผมจำได้ เมื่อ 5 ปีก่อน ในช่วงงาน 72 พรรษา 5 ธันวา การติด "คัดเอ๊าท์" เกาะกลางถนนราชดำเนิน ก็ไม่ได้เริ่มล่วงหน้า 6 เดือน (เหตุที่จำได้ เพราะสนใจเรื่องนี้ และที่สำคัญ อาศัยการคิดแบบตรรกะธรรมดา เพราะการติด "คัดเอ๊าท์" 5 ธันวา จะต้องไม่ก่อน กลางสิงหา - ต้องหลัง 12 สิงหาไปแล้ว - คืออย่างมากก็ติดก่อนได้ไม่ถึง 4 เดือน อันที่จริงเท่าที่จำได้ ดูเหมือนปีนั้นจะติดไม่ก่อนเดือนตุลา) 

เมื่อ ไม่กี่วันก่อน ระหว่างขับรถไปท่าพระจันทร์ จึงพบว่า โครงไม้เหล่านั้น ไว้สำหรับติด "คัดเอ๊าท์" 12 สิงหา จริงๆ ซึ่งขณะนี้ได้ติดตั้งเสร็จหมดแล้ว ผู้ผ่านไปมาบริเวณนั้นคงได้เห็นแล้ว . . . 

ผม เพิ่งเสร็จบทความเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ "ประวัติศาสตร์วันชาติไทย" ซึ่งอาจจะนำบางส่วนมาโพสต์ในไม่กี่วันข้างหน้า จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อมูลประวัติศาสตร์บางอย่างที่ได้จากการเขียนบทความ นั้น 

คือ ในบทความ ผมจะพูดถึงวันหยุดราชการต่างๆ ในช่วงหลัง 2475 มาจนถึงสมัยสฤษดิ์ การกำหนดให้วันที่ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการนั้น เพิ่งมีขึ้นครั้งแรกในปี 2495 มีการประกาศหลังผ่าน 12 สิงหา ปีนั้นไม่กี่วัน (ประกาศลงวันที่ 25 สิงหาคม 2495 ลงใน ราชกิจจานุเบกษา 9 กันยายน) 

ความน่าสนใจ หรือความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ว่า การกำหนดให้วันประสูติของพระราชินีเป็นวันหยุดราชการนี้ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชยังไม่มี การ กำหนดวันหยุดราชการสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช (ซึ่ง ร.6 กล่าวว่า มีไว้เพื่อเหตุ 3 ประการ คือ "สำหรับพักผ่อนร่างกาย", "แสดงความเคารพต่อพระบรมราชวงษ์" และ "เคารพต่อพระสาสนา") มีอยู่ 2 ครั้งใหญ่ คือ สมัย ร.6 กับสมัย ร.7

สมัย ร.6 มีวันหยุดราชการ ดังนี้ (ผมเปลี่ยนตัวสะกดให้เป็นแบบปัจจุบันเพื่ออ่านง่าย)

สงกรานต์.....................19 วัน
วิสาขะบูชา.....................3 วัน
เข้าพรรษา......................7 วัน
ทำบุญพระอัฐิ ร.5..............1 วัน (คือที่มารู้จักกันปัจจุบันว่า "วันปิยะ" 23 ตุลา)
ฉัตรมงคล......................4 วัน
เฉลิมพระชนมในหลวง.........5 วัน
มาฆะบูชา.......................1 วัน
(สำหรับ ผู้ที่แปลกใจว่า สงกรานต์หยุดนาน ความจริง ร.6 มีประกาศเพิ่มวันหยุดให้เฉพาะข้าราชการกระทรวงยุติธรรมในช่วงสงกรานต์เป็น 30 วัน!)



วันหยุดสมัย ร.7 เป็นดังนี้

สงกรานต์................................4 วัน (ร.7 บอกว่าของ ร.6 หยุดมากไป!)
จักรี (เป็นครั้งแรก)......................1 วัน
วิสาขะบูชา...............................3 วัน
เข้าพรรษา................................3 วัน
สวรรคตพระพุทธเจ้าหลวง (23 ตุลา)....1 วัน
เฉลิมพระชนมในหลวง..................3 วัน
ฉัตรมงคล................................3 วัน

ผม สงสัยด้วยว่า (แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ ใครขยันลองเช็คดูก็ได้) การกำหนดให้วันเกิดของ spouse ของกษัตริย์เป็นวันหยุดราชการ น่าจะไม่ใช่เรื่องทั่วไป แม้ในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข (อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เสปน) แต่เฉพาะกรณีของไทย จะเห็นว่า เป็นสิ่งใหม่ 

ซึ่ง ผมเสนอในบทความนั้นว่า ต้องอธิบายสาเหตุจากบริบททางการเมืองขณะนั้น คือ (สิ่งที่ผมเรียกว่า) ภาวะ "ความว่างเปล่าทางอุดมการณ์" ของคณะรัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการล่มสลาย (dissolution) ของ "คณะราษฎร" ในระหว่างสงคราม เปิดทางให้อุดมการณ์แบบนิยมเจ้ากลับเข้ามามีบทบาทได้ และคณะรัฐประหารต้องยอมอ่อนข้อ ต่อกลุ่มและอุดมการร์นิยมเจ้าหลายอย่าง

ใน แง่วันหยุดราชการเอง ผมจะไม่อธิบายหรือให้ตัวอย่างวันหยุดราชการของคณะราษฎรก่อนสงครามในที่นี้ เพราะจะยาว แต่อยากชี้ให้เห็นว่า หลัง 2490 จอมพล ป.สั่งลดวันหยุดทั้ง 10 ธันวา และ 24 มิถุนา จากกรณีละ 3 วันเหลือกรณีละ 1 วัน (กรณี 10 ธันวาเป็นครั้งแรกหลัง 2475) 

ต่อ มาแม้จะกลับเป็น 3 วันแบบเดิมทั้ง 2 กรณี แต่ในช่วงเดียวกัน ก็เพิ่มวันหยุดเฉลิมพระชนม์ เป็น 3 วัน (เป็นครั้งแรกหลัง 2475) และเพิ่มวันหยุดที่มีลักษณะที่เรียกว่า "จารีต" (traditional) เช่น สงกรานต์ (นำกลับมาหลังเลิกไปสมัยหลวงพิบูลยุคแรก), เข้าพรรษาและมาฆะ (เพิ่มวัน), ฉัตรมงคล และพืชมงคล (มีครั้งแรกหลัง 2475) ในบริบทเช่นนี้เองที่มีการกำหนดให้ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการด้วย

อัน ที่จริง ประกาศฉบับที่กำหนดให้ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการครั้งแรกนั้น (2495) ต้องนับว่าเป็นประวัติการณ์สำหรับหลัง 2475 เพราะมีวันหยุดมากที่สุด ถึง 14 รายการ รวม 28 วัน ต่อมาจึงต้องสั่งลดเหลือวันเดียวหมด 

การ ให้เป็นวันหยุดราชการ เป็นวิธีหรือระดับการให้ความสำคัญอย่างหนึ่งแก่วันของรัฐบาล ความจริง มีวิธีหรือระดับการให้ความสำคัญ 4 ระดับ เรียงจากน้อยไปมาก คือ

ประดับธง
หยุดราชการ
ประดับไฟ
งานมหกรรม (มหรสพ, งานแสดงกลางแจ้งต่างๆ ฯลฯ)

2 ระดับแรก คือ ประดับธง กับ หยุดราชการนั้น ส่วนใหญ่มีคำสั่งควบคู่กันไป เกือบเหมือนๆกัน เช่น หยุด 3 วัน ก็ให้ประดับธง 3 วัน แต่ก็มีบางกรณีที่ให้ประดับธงเฉยๆ ไม่หยุด 

ประดับไฟนั้น เป็นการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นมาอีก 

ถ้าสำคัญมากๆ ก็จะให้มีงานมหกรรมด้วย 

สมัยสมบูรณาญาสิทธราช ก็มีวันเฉลิมฯของในหลวง ที่มีประดับไฟ กับ จัดมหกรรมด้วย แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำสมัย ร.7 ก็เลิกมหกรรมไป 

เมื่อคณะราษฎรขึ้นสู่อำนาจ มีอยู่ 2 งาน ที่ถูกให้ความสำคัญถึง "ระดับ 4" คือ 10 ธันวา และ 24 มิถุนา 

กรณี 24 มิถุนา นั้น มีมหกรรมอยู่ได้เพียง 5 ปี (ถึงปี 2486) ก็เลิกเพราะสงคราม และหลังสงครามก็ไม่ได้กลับมาจัดอีก 

ส่วน 10 ธันวา นั้น งานมหกรรม เมื่อเกิดสงครม ถูกเลิกไปก่อน 24 มิถุนา แต่พอหลังสงคราม ก็รื้อฟื้นใหม่ และเป็นวันสำคัญวันเดียวทั้งปี ที่ถูกให้ความสำคัญถึงระดับนี้ วันเฉลิมพระชนมในหลวงนั้น หลัง 2475 ไม่เคยมีงานระดับมหกรรม

เมื่อ สฤษดิ์เป็นใหญ่ และประกาศรื้อฟื้นประเพณีที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นระบบ (ช่วงจากครึ่งหลังของ 2502 ถึงต้นปี 2504 ซึ่งผมกล่าวในบทความว่าเป็น ช่วงปีเศษที่เปลี่ยนสถานะของสถาบันกษัตริย์ในวัฒนธรรมการเมืองไทยหลัง 2475) ก็รื้อฟื้นงานเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวง (ที่เลิกไปตั้งแต่ก่อน 2475) ขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี (5 ธันวา 2502) และเลิกงาน 10 ธันวาไปพร้อมๆกัน แต่สฤษดิ์เองไม่ได้ "รื้อฟื้น" งานเฉลิมฯพระราชินี เพราะอย่างที่เห็นกันว่า ไม่มีประเพณีให้ความสำคัญกับพระราชนีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ให้ "รื้อฟื้น" ได้ อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจว่า การให้ความสำคัญระดับ ประดับไฟ สำหรับ 12 สิงหา คงเกิดขึ้นในสมัยสฤษดิ์หรือถนอมนี้เอง ตรงนี้ยังไม่ยืนยัน

แต่ เฉพาะระดับมหกรรม ที่ปัจจุบันรู้จักในนาม "12 สิงหา มหาราชินี" นั้น ความจริง ต้องนับว่าเป็นสิ่งใหม่มาก เพราะเพิ่งจัดครั้งแรกในปี 2542 นี้เองงาน "5 ธันวา มหาราช" เริ่มจัดครั้งแรกปี 2520 ซึ่งต้องนับว่าเป็นผลผลิตของการเมืองในช่วง 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา โดยตรง 

แม้จะมีการจัด 12 สิงหา ในระดับ "มหกรรม" ครั้งหนึ่ง ในปี 2535 แต่ถือเป็นกรณีพิเศษครั้งเดียว (one-off) เพราะเป็นปี 60 พรรษา 

ผม ได้รับการบอกเล่าว่า ความจริง ผู้จัดงาน "5 ธันวา มหาราช" คือ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช มีความต้องการจัด "12 สิงหา มหาราชินี" ตั้งแต่ก่อนปี 2542 (งานปี 2535 รัฐบาลเป็นคนจัดให้เป็นพิเศษ) 

แต่ ทางสำนักพระราชวังเอง เกรงว่าจะทำให้ดูเหมือน "ใหญ่" เทียบกับงาน "5 ธันวา มหาราช" จึงไม่สนับสนุน สำนักพระราชวัง เพิ่งมา "ไฟเขียว" ให้มูลนิธิฯจัด "12 สิงหา มหาราชินี" ด้วยได้ในปี 2542 โดยถือเอาช่วงครบ 50 ปี ราชาภิเศกสมรส นั่นเอง 

และจัดต่อมาจนถึงปัจจุบัน (มูลนิธิฯ เป็นเจ้าภาพจัด แต่ตั้งเป็นคณะกรรมการคนละชุด กับ "5 ธันวามหาราช")

*****
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ส่วนเรื่องต่อไปนี้ดร.สมศักดิ์เขียนเพิ่มเติมในเฟซบุ๊ค เมื่อ 12 สิงหาคม 2554

ข้อมูล อันหนึ่งที่ผมเขียนเมื่อ 7 กว่าปีก่อนว่า ผมไม่แน่ใจ ตอนนี้ ผมได้เช็คแล้ว ยืนยันสิ่งที่เขียนแบบเดาๆไว้ คือ เรื่องวันหยุดราชการสำหรับคู่สมรสของกษัตริย์ หรือราชินีที่เป็นประมุขในประเทศสำคัญๆอื่นๆ ว่า ไม่มีจริงๆ

ดังที่ผมเขียนในบทความดังกล่าว

ประเทศไทย ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ไม่เคยมี วันหยุดราชการสำหรับพระราชินี

ที่ อยากจะเขียนเพิ่มเติมในทีนี้​คือ ในประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่มีวันหยุดราชการสำหร​ับวันเกิดของกษัตริย์ (หรือราชินีที่เป็นประมุข) ด้วยซ้ำ 

ยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงคู่สมรสของกษัตริย์หรือราชินีที่เป็นประมุข (แม้แต่ สหราชอาณาจักร วัน Queen's Birthday ก็ไม่นับเป็นวันหยุดราชการพิเศษ​ special public holiday - ดูคำอธิบายข้างล่าง)

ยก เว้นญี่ปุ่น ที่มีวันหยุดราชการ วันเกิดจักรพรรดิ (แต่ก็ไม่มีวันหยุดราชการสำหรับจักรพรรดินี) และ เนเธอร์แลนด์ มีวันที่เรียกว่า Queen's Day อยู่ แต่ไมใช่วันเกิดจริงๆของ ควีนเบียทริกซ์ - เป็นวันเกิดของแม่ของเธอ ผุ้ล่วงลับไปแล้ว - แต่ก็นับเป็นวันหยุดในฐานะ "วันเกิดราชินี" ทีเป็นทางการให้ แต่เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เนเธอแลนด์ ไม่มีวันหยุดราชการสำหรับคู่สมร​สของประมุข เช่นกัน


เบลเยี่ยม
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Belgium

เดนมาร์ค
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Denmark

ญี่ปุ่น
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Japan

เนเธอร์แลนด์
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_the_Netherla​nds

สเปน
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Spain

สวีเดน
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Sweden

สหราชอาณาจักร
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_the_United_K​ingdom

กรณี ที่ Queen's Birthday ไม่ใช่วันหยุดราชการพิเศษ หรือ special public holiday นั้น ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่า Queen's Birthday ไมใช่วันเกิดจริงๆของควีน เป็นวันที่เขากำหนดให้เป็นวัน Queen's Birthday โดยกำหนดไว้ให้ตรงกับวันเสาร์แรกหรือ เสาร์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นวันหยุดโดยปกติ ไม่ใช่วันทำงานอยู่แล้ว จึงไม่นับเป็นวันหยุดราชการพิเศษ
http://en.wikipedia.org/wiki/Q​ueen's_Official_Birthday#Unite​d_Kingdom

แน่นอน สหราชอาณาจักร ไม่มีวันหยุดราชการ หรือไม่มีการให้ความสำคัญสำหรับวันเกิดของคู​่สมรสควีน (ปริ้นซ์ฟิลลิปส์) เช่นกัน

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า 12สิงหาฯมาน้อมรำลึกถึงบรรพชนปฏิวัติ นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช

ที่มา Thai E-News

 




ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า-นายทหารอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่1เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยมีนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช(ซ้ายสุดภาพล่าง)เป็นนักยุทธวิธีคนสำคัญในการวางแผนยึดอำนาจโดยปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2555

กล่าวแบบฟันธงก็ต้องว่า หากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้บัญชาการ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราชนรุ่นหลังรับรู้ ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือเอาวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันรำลึกพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีการรำลึกถึงสามัญชนไทย มักนับเอาวันเกิดเป็นวันสำคัญของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ เป็นต้น

เมื่อ วันที่12 สิงหาคมของทุกปีเวียนมาถึง ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนไทย ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวล อดหวนรำลึกนึกถึงพระคุณบรรพชนนักปฏิวัติผู้นำสยามประเทศก้าวสู่ระบอบ ประชาธิปไตยไม่ได้

4ทหารเสือคณะราษฎร์-(จากซ้าย) นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช,นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา,นายพันเอกพระยาฤทธิอาคเนย์ และนายพันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ์
นอก จากคุณูปการต่อบ้านเมืองแล้ว ยังนับเป็นบุคคลที่นักการทหาร นักการเมืองเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการใช้ชีวิตด้วย เพราะท่านได้ชื่อว่าทำการเพื่อชาติ ไม่เบียดบังชาติและราษฎรแม้แต่น้อย

นาย พันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นผู้นำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 โดยหากขาดท่านผู้นี้ ก็ต้องฟันธงได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จะไม่มีวันสำเร็จได้เลยในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้วางแผนบัญชาการปฏิวัติ

หลัง การปฏิวัติสำเร็จลง พระยาทรงฯไม่ขอรับตำแหน่งใดในรัฐบาล ไม่ขอเพิ่มยศเป็นนายพล ไม่ขอคุมกำลังทางทหาร แต่ท่านถูกขอให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงจำต้องรับเป็น เพราะแสดงถึงความศรัทธาต่อระบอบการปกครองใหม่

แต่ ในภายหลังสถานการณ์พลิกผันทำให้ชะตากรรมของพระยาทรงฯต้องถูกเนรเทศไปอยู่ใน อินโดจีนของฝรั่งเศส คือเวียดนาม และสุดท้ายที่เขมร อย่างอนาถา ส่วนลูกน้องถูกประหารชีวิตไป 18 ศพ ( อ่านรายละเอียดกรณีนี้ คลิ้กที่นี่ )

แม้ กระทั่งยามยากช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่2ขณะพำนักลี้ภัยในญวนและเขมร ต้องอยู่บ้านเช่าโกโรโกโส ปั่นจักรยานถีบ และทำขนมไทยขายเลี้ยงประทังชีวิต แต่เมื่อไทยตกอยู่ใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ก็พยายามอย่างโดดเดี่ยวที่จะขับไล่ญี่ปุ่นอย่างมืดมนลำพัง

แม้ ว่าต้องตกระกำลำบากในเขมรขนาดนั้น และเป็นเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองทั่วเอเชีย รวมทั้งเขมรและไทยด้วยนั้น ญี่ปุ่นได้ติดต่อลับๆจะให้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชกลับไปมีอำนาจโค่นล้ม ปฏิปักษ์ทางการเมืองของท่าน คือจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งญี่ปุ่นชักไม่ไว้ใจ แต่พระยาทรงฯปฏิเสธ เพราะเห็นเป็นการทรยศบ้านเมือง ยอมระกำลำบากดีกว่า อันนี้นับเป็นจิตใจที่น่าเชิดชูยิ่ง

สุด ท้ายเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีอำนาจขณะนั้นส่งนายทหารคนหนึ่งไปลอบวางยาพิษพระยาทรงฯถึงแก่ความตายใน เขมร ทั้งที่มีหวังกำลังจะได้กลับจากการลี้ภัย สุดท้ายคุณหญิงของท่านและทหารคนสนิทต้องทำพิธีศพอย่างอนาถา ไร้กองเกียรติยศใดๆในต่างแดน

พระยาทรงฯเกิดเมื่อ 12 สิงหาคม 2435 หรือเมื่อ 119 ปีที่แล้ว 

ขณะ เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านอายุย่าง 40 ปี และได้ชื่อว่าเป็นมันสมองในการทำปฏิวัติ 2475 และมีกำลังในการปฏิวัติจริงๆ โดยอาศัยยุทธวิธีลวงทหารมายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คนไทยค่อนประเทศอาจจะลืมพระยาทรงฯไปแล้ว แต่วันที่12สิงหาคมนั้นได้ชื่อว่าเป็นวันที่คนไทยต้องรำลึกถึงพระยาทรงฯ บรรพชนปฏิวัติไทย 

ความ ต่อไปนี้ เก็บความจากหนังสือ"ชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดน"เขียนโดยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส.พระยาทรงฯซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่มาร่วมๆ 30 ปีแล้ว หากคลาดเคลื่อนประการใด ขอให้ผู้รู้ได้เสริมเพิ่มหรือแก้ไขด้วย

นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน)[12 สิงหาคม พ.ศ. 2435 - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2487]

นักยุทธวิธีของคณะราษฎร์ 

หาก เทียบกับการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย มีเลนินเป็นผู้ชี้นำทางความคิด มีทร็อตสกี้เป็นนักยุทธวิธีปฏิวัติ ในเหตุการณ์2475นายปรีดี พนมยงค์ ก็คือผู้ชี้นำทางความคิด ส่วนนักยุทธวิธีที่วางแผนและลงมือปฏิวัติก็คือนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช

พระยา ทรงฯมีชื่อเดิมคือเทพ พันธุมเสน เป็นบุตรของร้อยโท ไท้ นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารช่าง ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อจบแล้วได้ยศนายสิบ แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรี ก่อนไปประจำการที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2458

จาก นั้นเริ่มรับราชการทหารจนได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยเอกหลวงรณรงค์สงคราม เมื่อ พ.ศ. 2461 และย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟ กองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 มีผลงานสำคัญคือ ก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก จากแปดริ้วถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนครราชสีมา ได้รับพระราชทานยศนายพันเอก และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทรงสุรเดช

เมื่อ ปี พ.ศ. 2475 ในการก่อการ2475ปัญหาคือคณะราษฎร์ไม่มีคนคุมกำลังทหารในมือเลย พระยาทรงฯซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายร้อย จึงลวงนักเรียนนายร้อยด้วยการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี3แล้วบอกว่าจะพาไปฝึกภาค สนามที่พระที่นั่งอนันต์ พร้อมกับการที่นายพันเอกพระยาพหลฯไปลวงค่ายทหารให้นำกำลังทหารและรถทหารออก มาสมทบกัน และพระประศาสน์(ซึ่งใกล้ชิดกับพระยาทรง)ไปควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯซึ่งทรง อำนาจในประเทศมาเป็นตัวประกัน

เมื่อ นักเรียนทหารที่นายพันเอกพระยาทรงฯลวงมาสมทบกับรถทหาร และทหารจากค่ายที่นายพันเอกพระยาพหลฯลวงมา กับนายพันโทพระประศาสน์ฯควบคุมกรมพระนครสวรรค์มาที่นั่งอนันต์ฯได้ การปฏิวัติที่ปราศจากเลือดเนื้อก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ของไทย

ใน หนังสือบันทึกชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดนนั้น พระยาทรงแสดงความเป็นนักยุทธวิธีอย่างเต็มที่ โดยพระยาทรงฯได้กล่าวว่าการปฏิวัติ2475เป็นเรื่องของยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้มาจากการตื่นตัวต้องการปฏิวัติของประชาชนเลย เพราะหากไปปลุกเร้าให้ประชาชนตื่นตัวขึ้นปฏิวัติ การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ความลับรั่วไหลแล้วจะกลายเป็นกบฎ เหมือนเหตุการณ์กบฎร.ศ.130 (อ่านเพิ่มเติม:กรณีกบฎร.ศ.130ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ )

หลัง การปฏิวัติพระยาทรงฯปฏิเสธที่จะขอรับยศเพิ่ม เช่นเดียวกับนายพันเอกพระยาพหลฯและคณะทุกๆคน ไม่ขอรับตำแหน่งคุมกำลังใดๆ ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่สุดก็จำนนรับตำแหน่งส.ส.จากการแต่งตั้ง เพื่อแสดงถึงความศรัทธาเชื่อมั่นต่อระบอบปกครองใหม่

ขัดแย้งกับปรีดีและแตกหักกับจอมพลป.ก่อนถูกเนรเทศ 


เมื่อ แรกหลังปฏิว้ติ นายพันเอกพระยาทรงฯอยู่ในปีกที่ไม่เห็นด้วยกับสมุดปกเหลืองเค้าโครงเศรษฐกิจ ของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยฝ่ายปฏิกริยาปฏิวัติโจมตีว่าเป็นนโยบายคอมมิวนิสต์แบบเดียวกับรัสเซีย อันมีผลให้นายปรีดีถูกเนรเทศไปฝรั่งเศสระยะหนึ่ง ก่อนจะได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

ใน พ.ศ.2476 เกิดกบฎบวรเดช นายพันโทแปลก ขีตสังคะ มีบทบาทสำคัญเป็นคนนำปราบปรามกบฎ และเปล่งบารมีขึ้นมา ในสายตาของพันเอกพระยาทรงเห็นว่านายพันโทแปลกนั้นเป็น"ทหารยศต่ำ แต่มักใหญ่ใฝ่สูง" ต่อมานายพันโทแปลกเพิ่มยศพรวดพราดและก้าวขึ้นเป็นนายกฯ แล้วถูกลอบสังหารหลายหน

นาย พันเอกหลวงพิบูลฯ(ต่อมาเป็นจอมพลป.)สงสัยว่านายพันเอกพระยาทรงฯน่าจะเป็นผู้ อยู่เบื้องหลัง จึงได้มีคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส. ประจำตัว พร้อมกันนั้นได้มีการกวาดล้าง จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2482 และสั่งประหารไป18 ราย จึงเรียกกันต่อมาว่ากบฎ18ศพ (เดิมจะประหาร 21 ราย แต่ปล่อยไป3 ซึ่ง 1 ในนั้นคือกรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งเป็นพระปิตุลาฯของในหลวง)

บั้นปลายอนาถาของนักปฏิวัติที่โลกลืม 

นาย พันเอกพระยาทรงสุรเดชพร้อมนายทหารคนสนิทเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จึงถูกให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดและถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปพร้อมกับ ร.อ.สำรวจ กาญจนสิทธิ์ โดยถูกควบคุมตัวขึ้นรถไฟไปที่ อ.อรัญประเทศ และเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณานิคมของฝรั่งเศส และไปพำนักในเวียดนามระยะหนึ่ง

โดย คุณหญิงทรงสุรเดช ต้องขายสมบัติเก่าส่งไปให้ประทังชีพ เมื่อสมบัติพร่องลง ต้องย้ายกลับมากัมพูชา อาศัยห้องเช่าโกโรโกโส ก่อนที่ต่อมาจะได้พักในตำหนักร้างของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสที่พระยาทรงฯ เคยช่วยชีวิตให้พ้นคมหอกคมดาบของญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองในคราวสงครามมหา เอเชียบูรพา

ชีวิต พระยาทรงสุรเดชที่กัมพูชา ไม่มีทรัพย์เงินทองเหลือติดตัวอยู่เลย ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทอดแหหาปลาเลี้ยงตัว และทำขนมกล้วยขนมไทยขายในตลาดสด ซึ่งต้องโม่แป้งด้วยตนเอง จากนั้นต้องปั่นจักรยานถีบไปมาเพื่อขายขนม(ซึ่งจะเห็นว่าต่างจากนายทหารนัก ทำรัฐประหารในระยะหลังที่มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน ทั้งที่ก็มักกล่าวหาว่านักการเมืองขี้โกง เลยเข้ามายึดอำนาจ...ประหลาดไหม?)

ช่วง สงครามไทยตกอยู่ใต้การยึดครองญี่ปุ่น นายพันเอกพระยาทรงฯไม่ล่วงรู้เลยว่าคนไทยทั่วโลกมีขบวนการใต้ดินเสรีไทยต่อ ต้านญี่ปุ่น เพราะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็อุตสาหะดิ้นรนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเพียงลำพัง โดยคิดจะเดินข้ามประเทศไปแสวงหาความร่วมมือจากอเมริกาที่ตั้งฐานในจีน แต่ก็ต้องระงับไว้เพราะมืดแปดด้านอยู่คนเดียว

หลัง สงครามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งเดินนโยบายเป็นมิตรกับญี่ปุ่น ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม นายพันเอกพระยาทรงฯซึ่งนับวันเดือนปีจะได้กลับสู่มาตุภูมิก็กลับไม่มีโอกาส นั้นเลย เมื่อมีนายทหารไทยคนหนึ่งอ้างว่า ไปศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนกลับไทยเลยแวะมาเยี่ยม แล้ววางยาพิษพระยาทรงฯตายด้วยความทรมานอนาถา และจัดทำพิธีศพเยี่ยงคนไร้ญาติ โดยถึงแก่อนิจกรรมลงในปี พ.ศ. 2487 ขณะมีอายุเพียง 52 ปี ที่ตำหนักร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ

ทส.พระยา ทรงเขียนไว้ให้แปลความระหว่างบันทัด โดยตั้งข้อสงสัยไปในทำนองว่า ปฏิปักษ์ทางการเมืองคือจอมพลป.อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตาย เพราะเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง จอมพลป.ถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม หากพระยาทรงได้กลับไทยและกลับสู่อำนาจ อาจเป็นอันตรายต่อจอมพลป.ได้

กระดูก ของพระยาทรงฯกลับถึงประเทศไทย พร้อมกับบันทึกส่วนตัวที่กล่าวถึงการปฏิวัติ2475 และกลายมาเป็นหนังสือชื่อ "บันทึกพระยาทรงฯ:เมื่อวันปฏิวัติ24มิถุนายน2475"(อ่านบันทึกบางส่วน คลิ้กที่นี่ ) และหนังสือ "ชีวิตในต่างแดนของพระยาทรงฯ"ออกเผยแพร่ราวปีพ.ศ.2525

อัฐิ ของพระยาทรงฯถูกนำมาบรรจุไว้ที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้นหลังปฏิวัติ2475 ซึ่งบรรพชนปฏิวัติผู้วายชนม์ล้วนถูกนำอัฐิมาบรรจุที่วัดนี้ รวมถึงอัฐิของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย นายพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันโทหลวงอำนวยสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ นายเฉลียว ปทุมรส นายทวี บุญยเกตุ นายดิเรก ชัยนาม รวมทั้งนายกระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้ายที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552ที่ผ่านมา

ฝ่ายจารีตนิยมและจิตนิยมบอกว่าเพราะพระยาทรงฯทรยศพระมหากรุณาธิคุณทำการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงพบเคราะห์กรรมเลวร้าย

แต่ ฝ่ายที่สนับสนุนและโปรประชาธิปไตยนับเอาว่าพระยาทรงฯเป็นบุคคลสำคัญของชาติ เพราะหากไม่มีพระยาทรงฯที่เป็นดั่งเสนาธิการในการปฏิวัติ ก็ไม่แน่นักว่าการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จะสำเร็จราบรื่นไร้การนองเลือดอย่าง ที่เรารับรู้หรือไม่

ประกอบ กับคุณงามความดีไม่ฉ้อราษฎร์ ไม่บังหลวง ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือว่าวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนายพันเอกนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุดังนี้

อนึ่ง สำหรับสามัญชนไทยมักนับเอาวันเกิดเป็นวันรำลึกถึงของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ ดังนั้นจึงถือเอาวันเกิด 12 สิงหาคม เป็นวันพระยาทรงสุรเดชด้วยประการฉะนี้

0000000


บันทึกพระยาทรงสุรเดช:ในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

พระยา ทรงสุรเดชได้บันทึกจากความทรงจำถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ไว้ระหว่างลี้ภัยในเวียดนามและกัมพูชา เมื่อถึงแก่อสัญกรรมลง นายทหารคนสนิทได้นำบันทึกนี้กลับประเทศไทย และตีพิมพ์เผยแพร่ในระยะต่อมาอีกหลายสิบปี

โดยได้บันทึกเหตุการณ์ ปฏิวัติ24มิถุนายนไว้อย่างละเอียด ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้ที่เชื่อมให้นายทหารระดับสูงที่มีแนวคิดเดียวกัน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา เข้าร่วมกับคณะราษฎร ซึ่งตัวพระยาทรงสุรเดชเองเคยพูดว่า "
พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วย วิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..."


ในแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น การประชุมในประเทศไทย คณะราษฎรได้ประชุมกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกประชุมกันเพียงไม่กี่เดือนก่อนลงมือ ที่บ้านพักของพระยาทรงสุรเดชที่สะพานควาย

และครั้งที่ 2 ที่บ้านพักของ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ที่ถนนเศรษฐศิริ ซึ่งพระยาทรงสุรเดชในตอนแรกนั้นได้เสนอแผนการว่า ใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายความอารักขาแก่ในหลวงในฐานองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย แต่แผนนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดการปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขึ้นนอง เลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการของการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือด จะต้องไม่กระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร และตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล

การประชุมกันหนที่ 2 ที่บ้านของร้อยโทประยูร ในวันที่ 12 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชจึงเสนอแผนการทั้งหมด 3 แผน

แผนที่ 1 ให้ นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ

แผนที่ 2 ให้ จัดส่งหน่วยต่าง ๆ ไปคุมตามวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้า ทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับ บัญชาคนเดิมแล้ว ทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน

แผนที่ 3 ให้ หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันต สมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่น ๆ ตามที่กล่าวแล้วในแผนที่ 2

ซึ่งทั้งหมดเห็นด้วยกับแผนที่2ควบกับแผนที่ 3 จึงตกลงทำตามนี้ และได้กำหนดวันดำเนินการในชั้นแรกว่าให้เป็นวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน

โอกาส ในการลงมือยึดอำนาจการปกครองนั้น ต้องอยู่ในช่วงระยะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองการยิงปืนใหญ่ ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกอง ไปร่วมในการประลองอาวุธในครั้งนั้นเป็นส่วนมาก

ส่วนการเข้า ควบคุม จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตนั้น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สืบทราบมาว่า จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตมักจะเสด็จประพาสลำน้ำเจ้าพระยาในวัน เสาร์และจะเสด็จกลับในวันจันทร์ ถ้าดำเนินการในวันอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้พระองค์ท่านมาเป็นองค์ประกันจึงได้ เลื่อนการปฏิบัติการไปเป็นวันอังคารที่ 21 มิถุนายน

ต่อมาที่ประชุม ได้ตกลงเลื่อนวันปฏิบัติการไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน เนื่องจากได้รับรายงานว่า ในวันอังคาร เรือรบยามฝั่งยังไม่กลับ หากตกลงทำการในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก็จะขาดทหารเรือ

ในวันที่ 22 มิถุนายน ก็มีรายงานว่า บรรดาสมาชิกคณะราษฎรยังไม่พร้อมที่จะทำการยึดอำนาจในวันที่ 23 มิถุนายน ดังนั้นวันปฏิบัติจึงเลื่อนไปวันที่ 24 มิถุนายน แทน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่รู้ว่า พระยาทรงสุรเดชจะนำทหารออกมาใช้ยึดอำนาจได้อย่างไร

บทบาทของ พระยาทรงสุรเดชในวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คือ การปล่อยข่าวลวงและล่อหลอก เพื่อชักนำให้ทหารแต่ละกรมกองมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไม่ขัดขืน

วัน ที่ 23 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้ไปพบ พันโทพระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดพร้อมอาววุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้า พระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการ ฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่บางซื่อ เพื่อขอร้องให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง

เช้าวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชตื่นตั้งแต่เวลา 4.00 น. และได้รับประทานข้าวผัดที่เหลือจากมื้อเมื่อคืน ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับ ร้อยเอกหลวงทัศนัยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่มารับถึงบ้านตามแผนที่วางได้ โดยได้บอกกับภรรยาตั้งแต่คืนก่อนว่าจะไปดู การสวนสนามที่หน้าพระลาน

จากนั้นแผนการนำทหารออกมาใช้เปลี่ยนแปลงการ ปกครองของพระยาทรงสุรเดชก็ได้เปิดเผยออกมาเป็นลำดับ ทั้งหมดในเวลา 5.00น. ก็ได้มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย มีเป้าหมายเพื่อยึดรถเกราะ ยึดรถรบ ยึดคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาฤทธิอัคเนย์ ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า

เมื่อไปถึงกรมทหารม้า ด่านแรกที่จะต้องฝ่าไปให้ได้คือกองรักษาการณ์ที่ด้านหน้า สามทหารเสือ คือ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระประศาสน์พิยายุทธ เข้าไปในกองรักษาการณ์ ถามหาตัวผู้บังคับการกองรักษาการณ์ แล้วผู้ก่อการก็พูดด้วยเสียงดุว่า

"เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะ รถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้"

ฝ่าย ผู้บังคับการที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ ชั่วอึดใจเดียวเสียงเป่าแตรแจ้งสัญญาณเหตุสำคัญก็ปลุกทหารทั้งกรมตื่นขึ้นมา ด้วยความโกลาหล

ช่วงเวลาแห่งความระทึกนี้ นายทหารผู้ก่อการต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็แยกย้ายกันไป

พระยาพหลพลพยุหเสนา ใช้กรรไกรตัดเหล็กที่เตรียมมาตัดโซ่กุญแจคลังกระสุนได้สำเร็จ ช่วยกันลำเลียงกระสุนออกมาอย่างรวดเร็ว

พระประศาสน์พิทยายุทธ ตรงไปยังโรงเก็บรถพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยนิยมศึก เร่งระดมให้ทหารสตาร์ตรถถัง รถเกราะ ออกมาโดยเร็ว

ร้อย เอกหลวงรณสิทธิชัย และพรรคพวกพากันขึ้นไปยังโรงทหาร เร่งให้ทหารแต่งเครื่องแบบโดยเร็วด้วยคำสั่งที่ว่า "ทหารไม่ต้องล้างหน้า แต่งเครื่องแบบทันที"

ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารม้าก็พร้อมแล้วที่ออกเดินทางไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ ได้นัดแนะเอาไว้แล้ว พระยาฤทธิอัคเนย์สั่งให้ทหารปืนใหญ่ขึ้นรถ พระประศาสน์พิทยายุทธ นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบาราว 15 คัน ออกมาจากที่ตั้งกรม นำหน้าขบวนรถทั้งหมด มุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า สมทบกับทหารหน่วยอื่น ๆ ที่นัดหมายกันไว้

เมื่อขบวนรถบรรทุกทหารแล่นผ่านกองพันทหารช่าง ซึ่งเหล่าทหารกำลังฝึกอยู่บนสนามหน้ากองพัน พระยาทรงสุรเดชก็กวักมือพลางตะโกนเรียกให้ขึ้นรถ ผู้บังคับการทหารช่างเข้าใจว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลง กันเมื่อเย็นวาน จึงสั่งทหารช่างขึ้นรถบรรทุกไปด้วย

ปฏิบัติการยึด กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์สำเร็จลงอย่างรวดเร็วตามความคาดหมายภายในเวลาไม่ถึงครึ่ง ชั่วโมง มีคำถามมากมายว่า เพราะเหตุใดกองรักษาการณ์กรมทหารม้าจึงไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมยามคลังกระสุนจึงปล่อยให้พระยาพหลพลพยุหเสนา งัดประตูเอากระสุนออกไปได้ ทำไมนายทหารในกรมนี้จึงปล่อยให้นายทหารที่อื่นนำทหารของตัวออกไปได้โดยไม่ แสดงปฏิกิริยาอันใดเลย

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่า

เป็นเพราะนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ...เปล่าเลย ทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหาร ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ การปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ ! สำหรับพลทหารทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย เขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขาถูกฝึกมาเช่นนั้น และหากนายทหารอื่นมาสั่งให้ทำโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขาก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมเขาจะไม่ทำ เพราะในชีวิตเป็นทหารของเขา เขายังไม่เคยถูกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นการลวง ในเมื่อเขาโดนเป็นครั้งแรก ...นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่ผู้อำนวยการ ฝ่ายทหารเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงในฐานผู้ใหญ่

**************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


นาทีปฏิวัติ ๒๔๗๕ : อยากรู้ “ย่ำรุ่ง” คือกี่โมง, พระยาพหลฯ ยืนอ่านประกาศตรงไหน, อ่านอะไรแน่?


1911โลกจารึกต้นแบบปฏิวัติรศ.130-24มิถุนา2475

>



ต้นแบบปฏิวัติ 2475-ภาพยนตร์ 1911 ซึ่งออกฉายในปี 2554 ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองโอกาส 100 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจากราชาธิปไตยสู่สาธารณรัฐ ทั้งนี้คณะก่อการ รศ.130ของไทยได้เอาอย่างการปฏิวัตินี้เป็นแม่แบบ ทั้งการแต่งตั้งนายแพทย์เหล็งให้เป็นหัวหน้าคณะก่อการ แบบเดียวกับนายแพทย์ซุนยัดเซ็น และอุดมการณ์ อย่างไรก็ตามการก่อการของคณะรศ.130ในปีพ.ศ.2555 หรือ 100 ปีที่แล้วล้มเหลวกลายเป็นกบฎ แต่คณะราษฎรได้สืบสานสายธารการปฏิวัติจนสำเร็๋จในปี2475

เชิญชมคลิปภาพยนตร์ 1911





โปรโมตโหดสัส:พาแม่เลือกลูกสะใภ้โคโยตี้

ที่มา Thai E-News



รูปภาพ : อย่าลืมควงปืนมางาน Wild West Pimp กันนะคะ ลงชื่อทางนี้เลยค่ะ
★ The WILD WEST PIMP ★  Sexy Cowgirls !!


ถูกใจหน้านี้ · วันพฤหัสบดี 

โปรโมชั่นสุดพิเศษคืนเสาร์น
ี้ "พาแม่มาเลือกลูกสะใภ้ที่ The PIMP รับไปเลย Black Label 1 ขวดฟรี!!" พาคุณแม่มาเที่ยวกันเยอะๆนะคะ ลูกสะใภ้รออยู่ค่ะ

ถูกใจหน้านี้ · 7 สิงหาคม 

พาแม่มาเที่ยว The Pimp คืนวันเสาร์นี้เพื่อเลือกลู
กสะใภ้ รับไปเลย Black Label 1 ขวดฟรี!


หน้าเพจ 
http://www.facebook.com/ThePimpBangkok ซึ่งเป็นสถานบันเทิงยามราตรีมีแฟนๆเพจมากกว่า2แสนจัดโปรโมตโหดสัส พาแม่มาเลือกลูกสะใภ้ คืนวันเสาร์นี้

ทักษิณอินVEGAS:ความชื่นมื่นที่ทำให้สลิ่มใจสลาย

ที่มา Thai E-News


อบอุ่นอ้อมhugอเมริกา-ทักษิณ ชินวัตร กับการต้อนรับด้วยความอบอุ่นจากผู้สนับสนุนในนครลาส เวลกัส การเดินทางเยือนครั้งแรกหลังรัฐประหาร19กันยายน 2549
โดย คุณJan Red U.S.A.-Las Vegas

อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แวะแสดงปาฐกถา และพบกับชาวไทยในนครลาส เวกัส เมื่อวันพุธที่ ๘ สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากการเยือนเท็กซัสก่อนหน้านี้ ด้วยความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ ไปรอรับ

นอกจากการบรรยายในหอประชุมของโบสถ์ไซแอนโทโลยี่ (Church of Scientology 2761 Emerson Avenue, Las Vegas, NV 89121) แล้ว ท่านอดีตนายกรัฐมนตรียังได้ตอบคำถามจากผู้ฟังเป็นเวลานานพอสมควร แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่มีการก่อกวนโดยสมาชิกเสื้อเหลืองสองสามคนที่ ผู้จัดยินดีให้เข้าไปฟังเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้พวกเขาปรับปรุงโลกทัศน์ และฝึกฝนสติปัญญาให้ทัดเทียมนานาอารยชนจากการบรรยายของท่านทักษิณ

แต่คนเหล่านั้นถูกอคติครอบงำมากเกินไปเสียจนฝ่ายรักษาความปลอดภัยของโบสถ์ ต้องนำตัวออกจากห้องประชุม เช่นเดียวกับกลุ่มเสื้อเหลืองอีกจำนวนหนึ่งซึ่งตำรวจท้องที่จำกัดบริเวณให้ อยู่เฉพาะริมทางเท้าห้ามเข้าใกล้ตัวอาคาร

ทั้งนี้พวกเราชาวเสื้อแดงลาส เวกัสขอขอบคุณท่านนายกฯ ทักษิณที่กรุณาแวะมาเยี่ยม ขอให้ท่านระลึกเสมอว่า ท่านได้ทำให้พวกเรากลับมามีความหวังชุ่มชื่นอีกครั้งว่าโลกเรานี้ยังมีสิ่ง ดีๆ ไม่เลวร้ายอย่างที่บางคนวาดภาพไว้

ภาพบรรยากาศในงาน


อีกด้านหนึ่ง..ภาพข่าวพันธมิตรซานฟรานฯ ตะโกน “ทักษิณ โก ทู เจล” จากเว็ปผู้จัดการASTV

Posted Image

Posted Image
*******************
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:


สลิ่มเห็นอาจมีคลั่งจุใจเต็มอิ่มภาพทักษิณอินนิวยอร์ก


ภาพทั้งหมดนี้ ได้รวบรวมนำมาจากเวปต่างๆหลายที่เพื่อกระจายไปให้พี่น้องคนที่รัก+คิดถึง ท่านนายกฯในดวงใจ ได้เห็นกันอย่างทั่วถึง และกราบขอบพระคุณเจ้าของภาพเหล่านี้เป็นอย่างสูง ครับ


โดย น่ารัก ก็ไม่บอก  
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน เว็บพันทิป





คนเสื้อแดง USA  ให้การต้อนรับอย่าง อบอุ่น



  ติดต่อทีมงาน
อวยพรวันคล้ายวันเกิดให้นายกในดวงใจย้อนหลัง





  ติดต่อทีมงาน
บรรยากาศแบบเป็นกันเองภายในร้านอาหารไทยในต่างแดน
















  ติดต่อทีมงาน
สลิ่ม  มีไม่ถึง10คน   แต่ออกข่าวเสียใหญ่โต




ท่านนายก ทักษิณ ไม่หนีสลิ่ม หรอกครับ   ท่านออกมาคุยด้วย เลย

************


กำหนดการทักษิณอินL.A.กระหึ่มโลก12สิงหาคม

โดย RED U.S.A.
ภาพการ์ตูนประกอบ GAG LAS VEGAS

อดีต นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดเดินทางเยือนนครลอส แองเจลีส ระหว่างวันที่ ๑๑ ถึง ๑๓ สิงหาคม ศกนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงในอเมริกา “เร็ดยูเอสเอ” จัดการต้อนรับอย่างเอิกเกริก เพื่อแสดงว่าอดีตนายกฯ เป็น “บุคคลไทย บุคคลโลก” ตามถ้อยโศลก หรือ Theme ของงาน  

กลุ่ม คนไทยในนครลอส แองเจลีสที่เรียกตัวเองว่า Red U.S.A.-L.A.ประกาศจัดการต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างเอิกเกริก หลังจากที่ได้มีการประชุมดำเนินการหลายครั้งจนกระทั่งสรุปเป็นที่สุดว่างาน ต้อนรับทักษิณนี้จะมีขึ้นที่ศูนย์การค้า Thailand Plaza บนถนนฮอลลีวู้ดในใจกลางย่าน Thai Town ของท้องที่ Hollywood นครลอส แองเจลีส 

โดย ใช้พื้นที่ทั้งในบริเวณอาคาร และลานจอดรถ เพื่อให้มีบริเวณกว้างขวางสำหรับผู้เข้าร่วมจำนวนมากได้ ในส่วนบริเวณลานจอดรถนั้นเปิดเป็นงานเฟสติวัล ตั้งเวทีขนาดใหญ่สำหรับการแสดงต่างๆ และจัดซุ้มบริการอาหาร และเครื่องดื่มฟรีแก่ผู้ไปร่วมงานทั้งสิ้นประมาณไม่เกิน ๕๐๐ คน ตามที่ระเบียบเทศบัญญัติอนุญาต 

โดย แยกแยะเป็นซุ้มของชาวไทยในสหรัฐตามพื้นเพเดิมในประเทศไทย อาทิ จากภาคกลาง-ออก-ตก จากภาคเหนือ และจากภาคอีสานรวมทั้งซุ้มพยายาบาล และพักผ่อนสำหรับผู้สูงอายุ 

 กำหนดงานเริ่มตั้งแต่ ๑๗.๐๐ น. ของเย็นวันที่ ๑๒ สิงหาคม ด้วย การแสดงบนเวทีกลางแจ้งภายใต้การควบคุมของคุณเพ็ญพิมพ์ จิตรธร ประกอบด้วยวงดนตรีไทยแลนด์พลาซ่า และการแสดงฟ้อนพื้นบ้านไทยภาคต่างๆ 

ขณะ ที่ผู้เข้าร่วมงานซึ่งทยอยกันเข้าตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. สามารถเดินเต็ดเตร่พบปะสนทนาต่อกัน และเยี่ยมชมนิทรรศการของแต่ละซุ้มพร้อมทั้งรับอาหารไปรับประทาน 

จนกระทั่งเวลาราว ๑๘.๐๐ น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางถึงงาน หลัง จากทักทายผู้เข้าร่วมงานแล้วอดีตนายกรัฐมนตรีจะเข้าสู่ภายในห้องโถงรับรอง พิเศษที่บรรดาแขกรับเชิญพิเศษประมาณ ๒๐ กว่าคนรออยู่ แล้วจึงรับประทานอาหารร่วมกันกับพ.ต.ท.ทักษิณ 

จนถึงเวลาราว ๑๙.๓๐ น. พ.ต.ท.ทักษิณ จะขึ้นสู่เวทีกลางแจ้งเพื่อเข้าสู่พิธีมอบกุญแจหมู่บ้านเสื้อแดง ต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีสู่กรุงเทพมหานคร (Los Angeles) แห่งสหรัฐอเมริกา  

จาก นั้นนายเชาว์ ซื่อแท้ ประธานจัดงานขึ้นกล่าวต้อนรับในนามของกลุ่มคนไทยเสื้อแดงในลอส แองเจลีส พร้อมทั้งรายงานความเป็นมา และประวัติการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของชาวไทยในมหานครแห่งนี้ รวมถึงกิจกรรมเพื่อเกื้อหนุนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย 

เสร็จ แล้วจะมีการยื่นหนังสือทางการของคณะกรรมการจัดงานผ่านอดีตนายกฯ ทักษิณ ไปยังรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วิงวอนให้ทางการไทยจัดตั้งกองทุนส่งเสริมชุมชนไทยในต่างแดนขึ้นในนครลอส แองเจลีสเป็นแห่งแรก สำหรับเป็นแม่แบบของการจัดตั้งกองทุนลักษณะเดียวกันนี้ตามเมืองใหญ่ๆ ในประเทศต่างๆ ที่มีคนไทยอยู่อาศัยหนาแน่น 

ส่วนรูปแบบของ กองทุนในรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นขอให้อดีตนายกฯ เป็นผู้กำหนดในลักษณะที่เรียกว่า “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวตอบแล้ว อดีตนายกฯ จะแสดงปาฐกถาหัวข้อ “สบายๆ กับทักษิณ ชินวัตร” อันเป็นวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศไทยให้โดดเด่นเป็นชาติที่ประสพความสำเร็จ สูงระดับแนวหน้าในประชาคมโลก 

และก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับที่พักในเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. อดีตนายกฯ อาจจะเข้าร่วมรื่นเริงกับผู้ไปร่วมงานตามแต่อัธยาศัย  

ทั้ง นี้นอกเหนือจากกลุ่มคนไทยหลากหลายอาชีพที่รักประชาธิปไตย และไม่เอาเผด็จการรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้นจะเข้ามาร่วมมือเป็นกรรมการจัดงานโดยเลือกสรรให้นายเชาว์ ซื่อแท้ เจ้าของกิจการนวดไทยแผนโบราณ และสปา เป็นประธานจัดงานแล้ว ยังมีนักธุรกิจเด่นของชุมชนไทยในมหานครที่มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐแห่งนี้ เข้าร่วมประสานงานอีกหลายท่าน