WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 12, 2012

แม่พยาบาลเกด เผาพริกเผาเกลือ ประท้วง ผบ.ทบ.บิดเบือน 6 ศพวัดปทุม

ที่มา ประชาไท

 
พร้อมเผาข้อความ “งบเยอะ แต่สติน้อย” เตือนผู้นำกองทัพอย่าร้อนรนควรมีวุฒิภาวะ หากไม่หยุดจะร้องนายกฯ เล็งติดตามการทำงานกรรมการสิทธิฯ ต่อ

   
ภาพการเผาพริกเผาเกลือ หน้ากองทัพบก (ภาพโดย: Nithiwat Wannasiri)
เมื่อวันที่ 10 ส.ค.55 เวลา 13.00 น. ที่บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณวัดปทุมวนารามวรวิหาร ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม วันที่ 19 พ.ค.2553 พร้อมด้วยนายณัทพัช อัคฮาด น้องชายของ น.ส.กมนเกด และกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 10 คน ทำพิธีเผาพริกเผาเกลือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และเผากระดาษที่มีข้อความเขียนว่า “งบเยอะ แต่สติน้อย” เพื่อคัดค้าน ผบ.ทบ.ที่ได้ออกมาตีโพยตีพาย กล่าวหาว่าแม่พยาบาลเกดและพยายานในการไต่สวน 6 ศพวัดปทุมฯ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หลังการไปศาลโลกของนางพะเยาว์และพยานในการไต่สวนคดีดังกล่าวเปิดเผยว่าการ เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากนี้แม่พยาบาลเกดยังเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีวุฒิภาวะในการแสดงออกต่อสาธารณะในฐานะที่เป็นผู้นำกองทัพด้วย หากไม่หยุดจะร้องเรียนนายกรัฐมนตรีต่อ
นางพะเยาว์ อัคฮาด เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงการทำกิจกรรมดังกล่าวว่า เนื่องจากมีการไต่สวนกรณี 6 ศพ วัดปทุมฯ ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน และมีการพูดว่าคิดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็ได้พูดไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา กลับออกมาโต้ว่าคำไต่สวนของศาลว่าไม่น่าออกมาต่อสาธารณะและไม่ควรพูดว่าเป็น การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารนั้น นางพะเยาว์ มองว่าในเมื่อกระบวนการยุติธรรมกำลังขับเคลื่อน กองทัพก็มีหน้าที่รอเวลา ถึงเวลาที่เขาจะเรียกเอาเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาไต่สวน ไม่ควรออกมาร้อนรนก่อนมาตีโพยตีพายว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำ แม้ว่าจะเป็นหน้าที่ของผู้นำที่จะต้องปกป้องลูกน้อง แต่ไม่ควรที่จะหลับหูหลับตาปกป้อง
แม่พยาบาลเกดได้โต้ การที่ ผบ.ทบ. ออกมาตำหนิการไปศาลโลกของตนเป็นเรื่องไม่เหมาะสมว่า เอาอะไรมาตัดสินว่าตนเองไปศาลโลกแล้วไม่เหมาะ การไปกลับเป็นผลดีกับสังคมไทยมากว่า เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินคู่ขนานกันไป
นางพะเยาว์ เปิดเผยว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมาพูดมากอีก จะไม่ยื่นกับกองทัพแล้ว แต่จะยื่นกับผู้บังคับบัญชากับเขาโดยตรงคือนายกรัฐมนตรี สำหรับกิจกรรมต่อไป จะมีการติดตามความคืบหน้าต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในเร็วๆนี้
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา นางพะเยาว์ อัคฮาด ได้เดินทางไปเบิกความต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีดังกล่าว โดยเชื่อได้ว่าการเสียชีวิตของบุตรสาวตนเป็นการเสียชีวิตจากการปฏิบัติการ ของเจ้าหน้าที่ทหาร สำหรับการไต่สวนในคดีนี้ ศาลได้นัดไต่สวนฯ ครั้งต่อไปในวันพฤหัสบดีที่ 16 ส.ค.55 โดยตามกำหนดจะเป็นการเบิกความของญาตินายสุวรรณ ศรีรักษา นายอัฐชัย ชุมจันทร์ และนายอัครเดช ขันแก้ว
ผบ.ทบ. ซัดตำรวจแถลงคำไต่สวนไม่เหมาะสมจึงต้องส่งคนแจงบ้าง
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีการพิจารณาไต่สวนพยานจากคดี การเสียชีวิต 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม โดยหนึ่งในพยานที่เป็นตำรวจเชื่อว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารว่า เป็นเรื่องของการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม สิ่งสำคัญต้องเข้าใจว่า กองทัพบกเป็นกองทัพที่ใหญ่ มีคนหลายแสนคน ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ การปกครองคนและการให้ความดูแลปกป้องให้ความเป็นธรรมผู้ใต้บังคับบัญชา ในการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งไม่ใช่หน้าที่เฉพาะของ ผบ.ทบ. แต่เป็นหน้าที่ของระบบที่จะต้องปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาในการทำหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมา เราก็มีการติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด และเราก็ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนที่มีปัญหา หรือคนที่ถูกเรียกตัวไปไต่สวนต่างๆ เราก็ดูแล ไม่ใช่เราจะปล่อยให้เผชิญชะตากรรม ผู้บังคับบัญชาต้องดูแล และตนดูแลมาตลอด
“จะถูกจะผิดก็ว่ากันในกระบวนการยุติธรรม แต่การที่นำออกมาพูดจาข้างนอก หรือแสดงความคิดเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่เหมาะสม เมื่อไม่เหมาะสมกองทัพก็ต้องออกมาชี้แจง ประเด็นสำคัญ คือ ถ้าเป็นเรื่องของกระบวนการไต่สวน หรือการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมใดๆ ก็ตาม คิดว่าควรจะอยู่ในชั้นความลับ ไม่ใช่ออกมาพูดให้ออกมาข้างนอก ถ้าพูดข้างนอกเราก็ต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นการตอบโต้ หรือกล่าวร้ายอะไรทั้งสิ้น ต่างคนต่างมองไปคนละมุมก็ว่าไป แล้วปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเขาว่าไปใครจะผิดจะถูก ถ้าไม่มีการพูดจาออกมาข้างนอกเราก็คงไม่อยากจะพูดออกไป ไม่ควรเอาออมาแพร่ในที่สาธารณะ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ไม่ห้าม “แม่พยาบาลเกด” ฟ้องศาลโลก ระบุเรื่องในไทยต้องใช้กฎหมายไทย ถามจะอยู่ร่วมกันไม่ได้หรือไง ชี้ถ้ารื้อแต่ส่วนไม่ดีประชาธิปไตยไม่เกิดแน่
หลังจากนั้น (26 มิ.ย.) ASTV ผู้จัดการออนไลน์ได้ รายงานอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามฯ เดินทางไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อหารือแนวทางการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้อง และผู้สั่งการสลายการชุมนุมในปี 2553 ว่า ขณะนี้คดียังอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนของอัยการ แต่หากคิดว่าทำแล้วจะดีก็คงไม่สามารถห้ามได้ แต่โดยความเห็นส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะใช่ เพราะประเทศไทยก็ต้องใช้กฎหมายของเรา ใช้สิทธิให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากจะเอาทุกอย่างคงไม่ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องขึ้น ตนพูดไปก็จะทะเลาะกันอีก ดังนั้นจึงอยากพูดสั้นๆ ว่า ขอให้เข้าใจว่าทหารทุกคนทำหน้าที่และพยายามทำให้ดีที่สุด แต่หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็ไปสอบสวนหาคนผิดก็ว่ากันไป
ภาพกิจกรรม โดย Nithiwat Wannasiri
เรื่องที่เกี่ยวข้อง :
ไต่สวนการตายวัดปทุมหลักฐานชัดกระสุนสงครามสีเขียวยิงจากบนลงล่าง http://prachatai.com/journal/2012/06/41138
ไต่สวนการตาย 6 ศพวัดปทุม แม่น้องเกด-พี่ชายอาสาปอเต็กตึ๊ง เชื่อฝีมือทหาร http://www.prachatai.com/journal/2012/08/41984
เปิดเอกสาร DSI (?) : กรณี 6 ศพวัดปทุมฯ
http://prachatai.com/journal/2010/12/32440
กองทัพบกแจง 6 ศพวัดปทุมฯ
http://www.prachatai.com/journal/2012/06/41153
รายงานสถาบันนิติเวช เปิดผลชันสูตร 6 ศพวัดปทุมฯ
http://www.prachatai.com/journal/2010/06/29859
“บิ๊กตู่” ซัด ตร.พูดคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ไม่เหมาะ-ทหารต้องแถลงโต้ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000076843
“บิ๊กตู่” ปัดปลด “ไก่อู” อ้างทำเบื้องหลัง ถามแดงจะอยู่ร่วมกันไม่ได้หรือไง http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000078498

รองนายกฯ รมว.กลาโหม ควง ผบ.ทบ.เยือนใต้ ปรับแผนระงับเหตุ-คุมเข้ม 10 วันรอมฎอน

ที่มา ประชาไท

 

รองนายกฯ เผยชี้แจงแผนบูรณาการใหม่ของรัฐบาล คุมเข้ม 7 หัวเมืองเศรษฐกิจ 13 พื้นที่เฝ้าระวัง เน้น 10 วันสุดท้ายรอมฏอน เกรงความรุนแรงต่อเนื่องจะถูกนำไปถกใน OIC
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ พล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางมาถึงค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี 
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม 2555 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติและคณะได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้และร่วมประชุมกับผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี
พล.อ.ยุทธศักดิ์เปิดเผยว่าการประชุมในครั้งนี้เป็นการชี้แจงเพื่อให้ เกิดความเข้าใจถึงแผนที่ได้มีการปรับใหม่เพื่อทำการบูรณาการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่หลังจากที่ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา  ได้มีการนำแผนการที่ทางนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้สั่งการไว้มาชี้แจงให้ทราบ รวมถึงเตือนให้หน่วยต่างๆ ในพื้นที่เข้าใจว่าจะต้องระมัดระวังและตรวจสอบความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่   ถึงแม้ว่าการแก้ปัญหาของเราจะดีอย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็คงจะยังไม่ลดความรุนแรง โดยจะก่อเหตุต่อไปเพื่อสร้างสถานการณ์ว่าพวกเขายังมีอำนาจและมีอิทธิพลอยู่ ในพื้นที่ 
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และหากสถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีการนำประเด็นดังกล่าวเข้าที่ประชุม OIC ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9 กันยายนนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ได้” พล.อ. ยุทธศักดิ์กล่าว  
พล.อ.ยุทธศักดิ์ชี้แจงอีกว่าในที่ประชุมยังมีการชี้แจงในอีกหลาย ประเด็น อาทิ เรื่อง CCTV และการจัดหาเครื่องมือในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งจะได้สรุปนำเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีต่อไป การประชุมวันนี้นับเป็นนิมิตรหมายอันดีอย่างยิ่งในการที่จะทำงานให้มี ประสิทธิภาพต่อไป เพราะสิ่งที่ทุกคนต้องการก็คือความเป็นเอกภาพของการทำงาน โดยทางผู้บัญชาการทหารบกก็ได้ให้สิทธิแก่แม่ทัพภาคที่ 4 ในการที่จะเลือกบุคคลเข้ามาทำงานในพื้นที่ 
พล.อ.ยุทธศักดิ์ได้กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่ม มาตรการเข้มในการดูแลพื้นที่ 7 หัวเมืองเศรษฐกิจและ 13 พื้นที่เฝ้าระวังในชายแดนใต้ ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้มีการเตรียมแผนการดำเนินมาตรการในการดูแล พื้นที่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ด้วยการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยหรือเขต safety zone เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น 
สำหรับกรณีที่จะมีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้ามารายงานตัวกับทางเจ้า หน้าที่จำนวน 40 คนนั้น พล.อ.ยุทธศักดิ์เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าได้มีการพูดคุยถึงประเด็นดัง กล่าว แต่ติดเรื่องเงื่อนไขของการออกมารายงานตัวตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
ในช่วงเช้าวันเดียวกันที่หน้าค่ายสิรินธรได้มีกลุ่มชาวบ้านไทยพุทธและ ไทยมุสลิมกว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมตัวกันมาเพื่อทวงถามเรื่องเงินเยียวยาหลังจากได้เดิน ทางไปยื่นหนังสือที่ ศอ.บต. มาแล้ว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ผ่านมา โดยมี พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 ออกมารับหนังสือ  โดยผู้ชุมนุมได้แสดงความไม่พอใจในการกำหนดเกณฑ์ในการเยียวยาต่างกัน มากระหว่างผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ก่อ ความไม่สงบ

เปิดข้อเสนอภาคประชาสังคมต่อ UN ขจัดเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

 
เปิดรายงานเงาการขจัดเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ภาคประชาสังคมเสนอยูเอ็นในเวทีที่เจนีวา เสนอรัฐเลิกกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ขจัดวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวล แนะรัฐส่งเสริมการเรียนภาษามลายูด้วยอักษรยาวี
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการ เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination - ICERD) มาเกือบหนึ่งทศวรรษแล้วหลังจากที่ได้มีการให้สัตยาบันไปเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 แต่ประเทศไทยก็ยังไม่เคยส่งรายงานประเทศให้กับ สหประชาชาติ (UN)
ทว่า ปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ไทยส่งรายงานสถานการณ์การดำเนินการในเรื่องการขจัด การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ  ให้กับคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD Committee) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  (UN  Office of the High Commissioner for Human Rights (UNOHCHR) ซึ่งมีการประชุมในกรณีของประเทศไทยระหว่างวันที่ 9 – 10 สิงหาคม 2555 นี้ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
การประชุมจะได้พิจารณารายงานสถานการณ์การดำเนินการเรื่องการขจัดการเลือก ปฏิบัติทางเชื้อชาติของรัฐบาล (state report) ควบคู่กับรายงานของภาคประชาสังคมที่เรียกกันว่า "รายงานเงา"(shadow reports)  ซึ่งเป็นรายงานคู่ขนานกับของรัฐบาล ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้จึงมีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าร่วมประชุมเพื่อนำเสนอ รายงานดังกล่าวด้วย
รายงานเงาที่ได้มีการส่งไปมี 4 ฉบับ คือ หนึ่ง รายงานที่จัดทำโดย “พันธมิตรเฝ้าระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” (Coaliation of Racial Discrimination Watch) ซึ่งเป็นเครือข่ายหลวมๆ ขององค์กรภาคประชาสังคมที่ตั้งขึ้นเพื่อเตรียมการเขียนรายงานนี้  โดยมีมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์ปฎิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง เป็นองค์กรหลัก  สอง รายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สาม รายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) และ สุดท้ายเป็นรายงานที่จัดทำโดย “Alliance for CERD Alternative Report on Racial Discrimination towards Malayu in Southern Border Provinces of Thailand” (ACARM) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประชาสังคม 21  กลุ่มและมีมูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชนเป็นเลขานุการ
นางสาวเกาซัร อาลีมามะ ผู้ช่วยทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม สำนักงานจังหวัดยะลาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนร่างรายงานของพันธมิตรเฝ้า ระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติระบุว่าตนพยายามรวบรวมข้อมูลที่มีคนร้อง เรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมบันทึกลงในรายงานคู่ขนานซึ่งจะได้เดิน ทางไปนำไปเสนอต่อ OHCHR ด้วยตัวเอง ซึ่งมี 8 ข้อ
ส่วนหนึ่งของรายงานเงาของพันธมิตรเฝ้าระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ได้ยกประเด็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เปิด ช่องให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนในพื้นที่   และไม่ได้มีการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังก่อให้เกิด วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด หรือการไม่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำผิดดังกล่าว (impunity)
โดยรายงานฉบับดังกล่าวเสนอให้รัฐยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกและพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ และยกเลิกการเฝ้าระวังโดยใช้เหตุผลด้านเชื้อชาติ ซึ่งทำให้เกิดการคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางชาติพันธุ์ (Racial Profiling) ในมาตรการปราบปรามการก่อความไม่สงบ และปราบปรามการกระทำผิดด้านความมั่นคง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัว ให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมและการควบคุมตัว บุคคลของกฎหมายไทยและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยควรมีการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ควบคุมตัวที่กำหนดขึ้นตามกฎหมาย
รายงานยังระบุด้วยว่าแม้ว่าปัจจุบันไม่มีกฎหมายห้ามการสอนภาษามลายูใน โรงเรียนไทย แต่ก็ไม่มีหลักสูตรที่เป็นภาษามลายูและโรงเรียนต่าง ๆ ก็ไม่ใช้ภาษามลายูในการสอน  แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้มีโครงการส่งเสริมภาษามลายูที่เขียนโดยใช้ตัวอักษรไทย แต่โครงการดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับความต้อง การของคนในพื้นที่ ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นชาติพันธุ์มลายู พวกเขาต้องการพูดและเขียน ภาษามลายูด้วยอักษรยาวี
หลังจาก OHCHR ได้พิจารณารายงานทั้งสองส่วนแล้ว จะมีการจัดทำข้อเสนอแนะและส่งกลับมายังรัฐบาลไทยเพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตาม   น่าติดตามว่าทาง OHCHR  จะมีข้อเสนอแนะอย่างไร และรัฐบาลไทยจะตอบสนองมากน้อยแค่ไหน  และส่งผลต่อทิศทางการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
หมายเหตุ: สำหรับผู้สนใจอ่านรายงานฉบับเต็มของรัฐบาลและของภาคประชาสังคมทั้ง 4 ฉบับโปรดดู  http://www2.ohchr.org/english/bodies/cerd/cerds81.htm


เปิดเนื้อหารายงานเงา “พันธมิตรเฝ้าระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” ส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติต่อคนชายแดนใต้
สิทธิด้านการศึกษา
สิทธิด้านการศึกษาของชุมชนมลายูมุสลิมในย่อหน้าที่ 110 ระบุว่า ภาษามลายูเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ชีวิตประจำวันและการสื่อสารในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย
ในอดีตรัฐบาลสั่งห้ามการสอนภาษาภาษามลายูในทุกโรงเรียนในประเทศไทย ทั้งนี้ตามรัฐนิยมฉบับที่ 9 ซึ่งประกาศใช้ในปี 2483 โดยระบุว่า ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติและห้ามการสอน ภาษาอื่น แม้ว่าจะยกเลิกประกาศเช่นนี้ไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีผลเหมือนเดิมสำหรับโรงเรียนในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาฉบับนี้
ย่อหน้าที่ 34 ระบุว่า นอกจากนั้น ในปัจจุบันชาวมลายูมุสลิม บางส่วนใช้คำเรียกว่าชาวมลายูปาตานี หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ที่กำเนิดและตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ ไทย กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน โดยพวกเขาถูกมองว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในขณะเดียวกัน นโยบายปราบปรามการก่อความไม่สงบเป็นเหตุให้ชาวมลายูมุสลิมเชื้อสายมาเลหลาย ร้อยคนเสียชีวิต ตั้งแต่ปี 2547 ในกรณีตากใบ กรณีมัสยิดกรือเซะในวันที่ 28 เมษายน และที่ผ่านมาไม่เคยมีการประณาม ผู้ก่อความผิดเหล่านี้ และมีการสร้างทัศนคติในเชิงลบว่าบุคคลเหล่านี้สมควรแล้วที่จะถูกฆ่าให้ตาย
การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ
ย่อหน้าที่ 36 ระบุว่า นับแต่ปี 2547 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ทั้งที่ปัตตานี ยะลานราธิวาส และสี่อำเภอของ สงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ สะบ้าย้อย เทพาและนาทวี มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกและกฎหมาย พิเศษอีกสองฉบับได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติการรักษาความ มั่นคงภายในราชอาณาจักร
ตามกฎหมายดังกล่าว มีการควบคุมสิทธิและเสรีภาพบางประการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ หน่วยงานสามารถแก้ไขและปราบปรามการก่อความไม่สงบ กฎหมายความมั่นคงเหล่านี้บังคับใช้เฉพาะ ชาวมุสลิม ที่ผ่านมาไม่มีการจับกุม ควบคุมตัวระหว่างรอการไต่สวน หรือระหว่างการไต่สวน หรือไม่มี การตั้งข้อหาตามกฎหมายเหล่านี้ต่อชาวพุทธหรือกลุ่มบุคคลอื่นๆ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ส่งมอบรายงาน “สิทธิมนุษยชนในระบบยุติธรรมทางอาญาในความ ขัดแย้งภาคใต้และนโยบายปราบปรามการก่อความไม่สงบของรัฐ” ให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในระหว่างกระบวนการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนตามกลไก UPR ในเดือนตุลาคม 2554 สามารถดู รายงานได้ที่ http://voicefromthais.files.wordpress.com/2554/09/upr_report-eng-thai_on-administrationof-justice-in-southern-thailand.pdf
ภายหลังเหตุการณ์ในปี 2547 รัฐบาลได้ตอบโต้เป็นครั้งแรกด้วยการบังคับใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 เพื่อปราบปรามและป้องกัน การก่อความไม่สงบ
ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและนำพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาใช้แทน และประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินร้ายแรงขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ยกเว้นสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา
ภายหลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอีกครั้ง และจนถึงปัจจุบันพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อยู่ใต้อำนาจของกฎหมายพิเศษทั้งสอง ฉบับ
มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในสี่ อำเภอของจังหวัดสงขลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 หลังจากการยกเลิกกฎอัยการศึก ที่อำเภอแม่ลาน ปัตตานี มีการยกเลิกพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในเดือนมกราคม 2554 แต่ยังประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่ พ.ร.บ.ความ มั่นคงฯ เป็นกฎหมายใหม่อีกฉบับที่มีปัญหาและทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อหลัก นิติธรรมกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในระบบยุติธรรมทางอาญาไม่น้อยไป กว่าพ.ร.ก.ความมั่นคงฯ
ข้อเสนอแนะ:
ย่อหน้าที่ 37 ระบุว่า รัฐจะต้องยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกและพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ และยกเลิกการเฝ้าระวังโดยใช้เหตุผลด้านเชื้อชาติ ซึ่งทำให้เกิดการคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางชาติพันธุ์ (Racial Profiling) ในมาตรการปราบปรามการก่อความไม่สงบ และปราบปรามการกระทำผิดด้านความมั่นคง
นอกจากนั้น ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัว ให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมและการควบคุมตัว บุคคลของกฎหมายไทยและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยควรมีการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ควบคุมตัวที่กำหนดขึ้นตามกฎหมาย
วัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิด
ย่อหน้าที่ 65 ระบุว่า นับแต่ปี 2540 – 2550 มีการไต่สวนอิสระในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และ/หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เนื่องจากตำรวจและพนักงานอัยการมักจะยุติการสอบสวน โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการวิสามัญฆาตกรรมและข้อกล่าวหาว่ามีการทรมาน อย่างในกรณีเหตุการณ์ตากใบ กรือเซะ สะบ้าย้อย หรือกรณีคนหายอย่างนายมะยูนี โลนิยา นายมะยะเต็ง มะรานอ การตายระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวของนายอัสฮารี สะมะแอ นายยาการียาปาโอ๊ะมานิ อิหม่ามนะพากาเซ็ง นายสุไลมาน แนซา ทั้งนี้เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่นับตั้งแต่ปี 2547 ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดที่ถูกลงโทษ แม้จะมีเสียงเรียกร้องรวมทั้งกรณีซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างมาก คือ การหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวมลายูมุสลิมในความขัดแย้ง ของภาคใต้ ยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด โดยตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการนำตัวผู้ กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย
เหตุการณ์กรือเซะ ปี 2547
ระบุในย่อหน้าที่ 66 ว่า ในวันที่ 28 เมษายน 2547 ประชาชน 32 คนถูกยิงจนเสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะ ปัตตานี โดยผู้ยิงเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงซึ่งทำงานในช่วงประกาศกฎอัยการศึก การไต่สวนการตายเริ่มขึ้นเมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2547 และสิ้นสุดลงในวันที่ 14 กันยายน 2549 ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ศาล จังหวัดปัตตานีได้อ่านคำสั่งเกี่ยวกับสาเหตุและพฤติการณ์ของการตายซึ่งเป็น ผลมาจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจด้วยการใช้อาวุธปืนและมีด โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจปฏิบัติการภายใต้คำสั่ง ของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี พ.อ. มนัส คงแป้น และพ.ท.ธนภัทร นาคชัยยะ บุคคลทั้งหมดเสียชีวิตจาก อาการบาดเจ็บที่อวัยวะสำคัญอันเนื่องมาจากลูกกระสุนปืนและระเบิดในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาต่อผู้บังคับบัญชาเหล่านี้
เหตุการณ์ตากใบ
ระบุในย่อหน้าที่ 67 ว่า ในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ประชาชนกว่า1,300 คน ได้ประท้วงอย่างสงบที่บริเวณด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จากนั้นได้ถูกควบคุมตัว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง การควบคุมตัว 78 คน การไต่สวนการตายในกรณีนี้เริ่มขึ้นในปี 2550 และสิ้นสุดลงในปี 2552 ผลการ ไต่สวนการตายไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้ใด ซึ่งทำให้มีการเสียชีวิตของบุคคลทั้งสิ้น 78 คน รวมทั้งผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนในที่เกิดเหตุอีก 6 คน
กรณีของอิหม่ามยะผา กาเซ็ง
ระบุในย่อหน้าที่ 68 ว่า อิหม่ามยะผากาเซ็งได้ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยเฉพาะกิจที่ 39 อำเภอรือเสาะ นราธิวาส พร้อมกับลูกชายสองคนและนายรายู อายุ 18 ปีซึ่งเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 อิหม่ามยะผาเสียชีวิตในตอนเช้าของวันที่ 21 มีนาคม ทันทีหลังจากการเสียชีวิต ทาง กองทัพได้อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาเพื่อแก้ตัว ศาลได้ยกคำร้องของทนายความเนื่องจากเห็นว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการควบคุม ตัวผู้ต้องสงสัยตามกฎอัยการศึก และพรก.ฉุกเฉินฯ ผลการไต่สวนการตายซึ่งมีขึ้น ในปี 2551 ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการทรมานจนทำให้อิหม่ามยะผาเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพได้ยอมจ่ายเงินจำนวน 5.2 ล้านบาทเป็นค่าชดเชยเพื่อยอมความในคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาต่อ เจ้าหน้าที่ทหารยังไม่มีความคืบหน้า
รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่า ปัจจุบันไม่มีกฎหมายห้ามการสอนภาษามลายูในโรงเรียนไทย แต่ก็ไม่มีหลักสูตรที่เป็นภาษามลายูและโรงเรียนต่าง ๆ ก็ไม่ใช้ภาษามลายูในการสอน เมื่อเร็ว ๆ นี้ โรงเรียนต่าง ๆ ในภาคใต้ได้ ส่งเสริมภาษามลายูที่เขียนโดยใช้ตัวอักษรไทย แทนที่จะใช้ตัวอักษรแบบในท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นชาติพันธุ์มลายู พวกเขาต้องการพูดและเขียน ภาษามลายู และใช้ตัวอักษรของตนเอง ที่ผ่านมามีการใช้ตัวอักษรยาวีสำหรับการสอนศาสนาอิสลาม และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน รวมทั้งการปฏิบัติศาสนกิจ
โดยแท้จริงแล้วการเรียนการสอนภาษามลายูโดยใช้ตัวอักษรไทย ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์มลายูไม่สามารถ อ่านและเขียนโดยใช้ตัวอักษรยาวีได้ ชาวมลายูมุสลิมในประเทศไทยได้ถูกแบ่งแยกออกจากโลกของชาว มลายูมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุใดชาวมลายูมุสลิมไม่ ต้องการส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียนรัฐบาล
นอกจากนั้น รัฐบาลไทยไม่ให้โอกาสที่จะใช้ภาษามลายูในสื่อของรัฐ ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ รัฐนิยมฉบับที่ 9 ห้ามไม่ให้เขียนภาษามลายูในโฆษณาต่อสาธารณะหรือในการเขียน ป้ายชื่อถนน รวมทั้งชื่อของหมู่บ้านด้วย และยังมีการปฏิบัติเช่นนี้จนปัจจุบัน ในอดีตมีการแปลชื่อภาษามลายูของถนนและหมู่บ้านเป็นภาษาไทย แต่คำแปลภาษาไทยไม่สอดคล้องกับความหมายในภาษามลายู โดยป้ายไม่มีการใช้ตัวอักษรยาวี จึงถูกตีความว่ารัฐไทยไม่ยอมรับภาษามลายู โดยถูกมองว่าตัวอักษรเหล่านั้นสะท้อนอุดมการณ์ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ในปัจจุบัน มีข้อเรียกร้องให้แปลชื่อถนนและอำเภอเป็น ภาษามลายู แต่กระทรวงคมนาคมไม่อนุญาต โดยยอมให้มีเพียงการใช้ภาษาไทยในป้ายบอกชื่อเหล่านั้น
รวมถึงยังระบุข้อเสนอแนะในย่อหน้าที่ 114 ไว้ด้วยว่า รัฐบาลควรส่งเสริมและพัฒนาการใช้ การเรียนและการสอนภาษามลายูในประเทศไทย โดยทันที ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาภาษามลายู โดยให้ปัญญาชน ในพื้นที่จากชุมชนชาวมลายูมุสลิมมีส่วนร่วม รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณและบุคลากรอย่างเพียงพอ และศูนย์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต ด้วย

เผยดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกทหารให้การยิงสลายเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

 

ดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกทหาร-ตำรวจที่ร่วมปฏิบัติการ ให้การ ภารกิจยิงกดดันสลายมวลชนเสื้อแดง มั่นใจหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไขความจริง 
 
10 ส.ค. 55 - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจราย งานว่าพ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิตของประชาชน 91 ศพจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2553 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนจะนำเอกสาร การสั่งการของศอฉ.ที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจภูธร ไปประจำการในจุดใดบ้าง มีจำนวนกี่คน และหัวชุดปฏิบัติการณ์เป็นใคร รวมทั้งตำรวจทีี่เป็นกำลังเสริมมาจากกองบัญชาการต่างจังหวัด โดยตำรวจชุดนี้จะขึ้นตรงการสั่งการของศอฉ.ไม่ใช่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น. )
 
สำหรับกลุ่มแรกที่ดีเอสไอจะเรียกมาสอบปากคำ คือ ทหารที่ประจำการจุดต่างๆ และมีภาพปรากฎผ่านสื่อ ขณะทหารใช้ปืนยิงเพื่อกดดันมวลชนให้ถอยร่น ซึ่งจะสอบถามว่าใช้ปืนอะไร และนำกระสุนมาจากไหน เพื่อบันทึกปากคำในสำนวนคดี โดยจะมีการออกหมายเรียกมาให้ข้อมูล ไปยังต้นสังกัด ส่วนกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหาร 3 ราย ที่ปรากฎภาพผ่านสื่อมวลชน ขณะกำลังใช้ปืนยิงจากด้านสูงลงไปด้านล่าง และบริเวณที่เกิดเหตุก็มีบุคคลได้รับบาดเจ็บจากอาวุธปืน พนักงานสอบสวนจะเร่งหาข้อมูลว่าเป็นทหารจริงหรือไม่ หากเป็นทหาร อยู่สังกัดใด จากนั้นออกหมายเรียกมาสอบปากคำต่อไป
 
พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมปฏิบัติการก็ต้องสอบปากคำเช่นกัน โดยจะสอบถาม ภาพเหตุการณ์โดยร่วมจุดที่ประจำการขณะนั้นว่ามีพบเหตุการณ์ยิงหรือการใช้ อาวุธปืนลักษณะใดบ้าง ทั้งนี้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี เช่น หากให้การว่าใช้กระสุนซ้อม ที่ไม่มีหัวกระสุน ทางข้อเท็จจริงสามารถระบุได้ ว่าอาวุธที่เบิกมาใช้มีกระสุนซ้อม หรือกระสุนชนิดใดตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

2475 คือผู้สร้างเอกราชทางศาลของเมืองไทยอย่างแท้จริง

ที่มา thaifreenews



ถ้าไม่มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมหลังการอภิวัฒน์แล้ว 
ศาลไทยก็คงไม่มีระบบที่เป็นมาตรฐานสากลจนนานาชาติเขายอมรับ




















ความจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ 
มีความพยายามสร้างภาพว่า 

องค์กรศาลยุติธรรมของไทยนั้น มีความเป็นมา

ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตยน้อย 

ต่างจากรัฐสภาและรัฐบาล แต่ความเป็นจริงก็คือ 
ถ้าไม่มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 
เพื่อกำหนดลักษณะปัจจุบันของศาลไทย
ที่เป็นผลพวงจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้ว 
เอกราชทางศาลของเราก็ยังไม่เป็นอย่างปัจจุบัน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/08/55 เดินตามหลังผู้ใหญ่..ผีไม่หลอก?

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เดินตามหลัง ผู้ใหญ่ ผีไม่หลอก
เจอทางออก ดีแน่ แก้ปัญหา
ช่วยดับไฟ ลุกท่วม อ่วมพารา
เป็นหูตา โอบเอื้อ เพื่อนำทาง....

กปต.ศปก.จชต.
ที่เกิดก่อ ไม่สับสน ให้หม่นหมาง
ไม่ซับซ้อน แยกกันทำ ไม่อำพราง
เพื่อสะสาง ปัญหาใต้ ให้ร่มเย็น....

ข้าราชการ ประชาชน ผู้ทนทุกข์
ช่วยปลอบปลุก พ้นลำบาก ที่ยากเข็ญ
ตำราจ ทหาร ที่ชอกช้ำ สุดลำเค็ญ
ทำให้เห็น ว่าสงบ จบเสียที....

ไฟแดนใต้ ยังลุกโชน โหมกระหน่ำ
ลงมือทำ แก้ปัญหา อย่าหน่ายหนี
ร่วมพลัง ทำเรื่องร้าย กลายเป็นดี
รักสามัคคี ให้เกิดก่อ ทอประกาย....

ดวงตะวัน ยอแสง ยิ้มแฉ่งสวย
อบอวยด้วย รอยยิ้มงาม เมื่อยามสาย
สมานใจ ที่รุ่มร้อน ให้ผ่อนคลาย
เพื่อจุดหมาย ใต้สุขสม แล้วร่มเย็น ....

๓ บลา / ๑๑ ส.ค.๕๕

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/08/55 วุฒิสภาเกมส์ 2012

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ฝั่งหนึ่ง..มา จากประชาชน คือคนเลือก
ฝั่งหนึ่ง..เสือก จากผลพวง บ่วงรัฐประหาร
ฝั่งหนึ่ง..มา จากครรลอง ที่ต้องการ
ฝั่งหนึ่ง..มาร จากลากตั้ง ใบสั่งโจร....

ยามเผด็จการ ครองเมือง เรืองอำนาจ
มันรุกฆาต พร้อมฉกฉวย ด้วยหัวโขน
ผลงานชั่ว จากตราบาป ที่หยาบโลน
ใคร? จ้องโค่น อยู่ตรงข้าม หยามประชา....

ก่อนจะถึง เส้นชัย ที่ไกลลิบ 
ความหวังหยิบ ประธานวุฒิ สุดเลอค่า
ควรย้อนดู เรื่องวันวาน ที่ผ่านมา
เลือดน้ำตา บ่ารินไหล ใครเฉยเมย....

แพ้ชนะ หรือพวกมาก ไม่อยากพูด
บทพิสูจน์ การกระทำ ย้ำเปิดเผย
หากคิดดี ก็ำดีไป ได้อย่างเคย
ลงมือเลย สร้างคุณค่า ประชาธิปไตย....

ประชาชน มองดู ต่างรู้แจ้ง
ตัวแสดง ยังคุ้นหน้า อย่าเฉไฉ
หากอวดฉลาด เพลิดเพลิน เกินทำใจ
ยามฟ้าใหม่ ใครอยู่-ดับ นับเรียงตัว....

๓ บลา / ๑๐ ส.ค.๕๕

กำเนิดวันหยุดราชการ12สิงหาคม ไทยเป็นเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่มีหยุดวันเกิดคู่สมรสประมุขประเทศ

ที่มา Thai E-News




โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

หมายเหตุ: บทความสั้นๆนี้ เขียนและเผยแพร่ครั้งแรก ในกลางเดือนมีนาคม 2548 (ดูเหมือนจะที่บอร์ด ม.เที่ยงคืน) ผมนำมาเผยแพร่ซ้ำ เผื่อจะเป็นประโยชน์ กับใครที่ยังไม่เคยอ่านและสนใจในแง่ข้อมูล ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อความที่เล่า เช่น เรื่องผมเจอการประดับประดาถนนราชดำเนินในปีนั้นอย่างไรในตอนต้น เพราะคิดว่าถือเป็นการทบทวนบรรยากาศทั้งการเตรียมงานในช่วงนั้น และลักษณะงานเขียนของผมเอง ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีกว่ามาแล้ว (หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดร.สมศักดิ์เขียนในเฟซบุ๊คเมื่ิอ 14 สิงหาคม 2554)

เมื่อ หลายสัปดาห์ก่อน (ประมาณกลางกุมภาพันธ์) ระหว่างขับรถไปทำงานที่ท่าพระจันทร์ ผมอดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน เริ่มมีการก่อสร้างโครงไม้ขนาดใหญ่ แบบที่ไว้สำหรับติดภาพ "คัดเอ๊าท์" เวลามีงานหรือวันสำคัญๆทางราชการ 

ที่ ประหลาดใจก็เพราะนึกไม่ออกว่า ในช่วงใกล้ๆนี้จะมีงานหรือวันสำคัญๆอะไร วันสำคัญที่ใกล้ที่สุดที่ผมนึกออกคือ 12 สิงหาคม แต่นั่นก็อยู่ห่างออกไป 6 เดือน 

และ ที่ผมจำได้ เมื่อ 5 ปีก่อน ในช่วงงาน 72 พรรษา 5 ธันวา การติด "คัดเอ๊าท์" เกาะกลางถนนราชดำเนิน ก็ไม่ได้เริ่มล่วงหน้า 6 เดือน (เหตุที่จำได้ เพราะสนใจเรื่องนี้ และที่สำคัญ อาศัยการคิดแบบตรรกะธรรมดา เพราะการติด "คัดเอ๊าท์" 5 ธันวา จะต้องไม่ก่อน กลางสิงหา - ต้องหลัง 12 สิงหาไปแล้ว - คืออย่างมากก็ติดก่อนได้ไม่ถึง 4 เดือน อันที่จริงเท่าที่จำได้ ดูเหมือนปีนั้นจะติดไม่ก่อนเดือนตุลา) 

เมื่อ ไม่กี่วันก่อน ระหว่างขับรถไปท่าพระจันทร์ จึงพบว่า โครงไม้เหล่านั้น ไว้สำหรับติด "คัดเอ๊าท์" 12 สิงหา จริงๆ ซึ่งขณะนี้ได้ติดตั้งเสร็จหมดแล้ว ผู้ผ่านไปมาบริเวณนั้นคงได้เห็นแล้ว . . . 

ผม เพิ่งเสร็จบทความเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ "ประวัติศาสตร์วันชาติไทย" ซึ่งอาจจะนำบางส่วนมาโพสต์ในไม่กี่วันข้างหน้า จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อมูลประวัติศาสตร์บางอย่างที่ได้จากการเขียนบทความ นั้น 

คือ ในบทความ ผมจะพูดถึงวันหยุดราชการต่างๆ ในช่วงหลัง 2475 มาจนถึงสมัยสฤษดิ์ การกำหนดให้วันที่ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการนั้น เพิ่งมีขึ้นครั้งแรกในปี 2495 มีการประกาศหลังผ่าน 12 สิงหา ปีนั้นไม่กี่วัน (ประกาศลงวันที่ 25 สิงหาคม 2495 ลงใน ราชกิจจานุเบกษา 9 กันยายน) 

ความน่าสนใจ หรือความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ว่า การกำหนดให้วันประสูติของพระราชินีเป็นวันหยุดราชการนี้ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชยังไม่มี การ กำหนดวันหยุดราชการสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช (ซึ่ง ร.6 กล่าวว่า มีไว้เพื่อเหตุ 3 ประการ คือ "สำหรับพักผ่อนร่างกาย", "แสดงความเคารพต่อพระบรมราชวงษ์" และ "เคารพต่อพระสาสนา") มีอยู่ 2 ครั้งใหญ่ คือ สมัย ร.6 กับสมัย ร.7

สมัย ร.6 มีวันหยุดราชการ ดังนี้ (ผมเปลี่ยนตัวสะกดให้เป็นแบบปัจจุบันเพื่ออ่านง่าย)

สงกรานต์.....................19 วัน
วิสาขะบูชา.....................3 วัน
เข้าพรรษา......................7 วัน
ทำบุญพระอัฐิ ร.5..............1 วัน (คือที่มารู้จักกันปัจจุบันว่า "วันปิยะ" 23 ตุลา)
ฉัตรมงคล......................4 วัน
เฉลิมพระชนมในหลวง.........5 วัน
มาฆะบูชา.......................1 วัน
(สำหรับ ผู้ที่แปลกใจว่า สงกรานต์หยุดนาน ความจริง ร.6 มีประกาศเพิ่มวันหยุดให้เฉพาะข้าราชการกระทรวงยุติธรรมในช่วงสงกรานต์เป็น 30 วัน!)



วันหยุดสมัย ร.7 เป็นดังนี้

สงกรานต์................................4 วัน (ร.7 บอกว่าของ ร.6 หยุดมากไป!)
จักรี (เป็นครั้งแรก)......................1 วัน
วิสาขะบูชา...............................3 วัน
เข้าพรรษา................................3 วัน
สวรรคตพระพุทธเจ้าหลวง (23 ตุลา)....1 วัน
เฉลิมพระชนมในหลวง..................3 วัน
ฉัตรมงคล................................3 วัน

ผม สงสัยด้วยว่า (แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ ใครขยันลองเช็คดูก็ได้) การกำหนดให้วันเกิดของ spouse ของกษัตริย์เป็นวันหยุดราชการ น่าจะไม่ใช่เรื่องทั่วไป แม้ในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข (อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เสปน) แต่เฉพาะกรณีของไทย จะเห็นว่า เป็นสิ่งใหม่ 

ซึ่ง ผมเสนอในบทความนั้นว่า ต้องอธิบายสาเหตุจากบริบททางการเมืองขณะนั้น คือ (สิ่งที่ผมเรียกว่า) ภาวะ "ความว่างเปล่าทางอุดมการณ์" ของคณะรัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการล่มสลาย (dissolution) ของ "คณะราษฎร" ในระหว่างสงคราม เปิดทางให้อุดมการณ์แบบนิยมเจ้ากลับเข้ามามีบทบาทได้ และคณะรัฐประหารต้องยอมอ่อนข้อ ต่อกลุ่มและอุดมการร์นิยมเจ้าหลายอย่าง

ใน แง่วันหยุดราชการเอง ผมจะไม่อธิบายหรือให้ตัวอย่างวันหยุดราชการของคณะราษฎรก่อนสงครามในที่นี้ เพราะจะยาว แต่อยากชี้ให้เห็นว่า หลัง 2490 จอมพล ป.สั่งลดวันหยุดทั้ง 10 ธันวา และ 24 มิถุนา จากกรณีละ 3 วันเหลือกรณีละ 1 วัน (กรณี 10 ธันวาเป็นครั้งแรกหลัง 2475) 

ต่อ มาแม้จะกลับเป็น 3 วันแบบเดิมทั้ง 2 กรณี แต่ในช่วงเดียวกัน ก็เพิ่มวันหยุดเฉลิมพระชนม์ เป็น 3 วัน (เป็นครั้งแรกหลัง 2475) และเพิ่มวันหยุดที่มีลักษณะที่เรียกว่า "จารีต" (traditional) เช่น สงกรานต์ (นำกลับมาหลังเลิกไปสมัยหลวงพิบูลยุคแรก), เข้าพรรษาและมาฆะ (เพิ่มวัน), ฉัตรมงคล และพืชมงคล (มีครั้งแรกหลัง 2475) ในบริบทเช่นนี้เองที่มีการกำหนดให้ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการด้วย

อัน ที่จริง ประกาศฉบับที่กำหนดให้ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการครั้งแรกนั้น (2495) ต้องนับว่าเป็นประวัติการณ์สำหรับหลัง 2475 เพราะมีวันหยุดมากที่สุด ถึง 14 รายการ รวม 28 วัน ต่อมาจึงต้องสั่งลดเหลือวันเดียวหมด 

การ ให้เป็นวันหยุดราชการ เป็นวิธีหรือระดับการให้ความสำคัญอย่างหนึ่งแก่วันของรัฐบาล ความจริง มีวิธีหรือระดับการให้ความสำคัญ 4 ระดับ เรียงจากน้อยไปมาก คือ

ประดับธง
หยุดราชการ
ประดับไฟ
งานมหกรรม (มหรสพ, งานแสดงกลางแจ้งต่างๆ ฯลฯ)

2 ระดับแรก คือ ประดับธง กับ หยุดราชการนั้น ส่วนใหญ่มีคำสั่งควบคู่กันไป เกือบเหมือนๆกัน เช่น หยุด 3 วัน ก็ให้ประดับธง 3 วัน แต่ก็มีบางกรณีที่ให้ประดับธงเฉยๆ ไม่หยุด 

ประดับไฟนั้น เป็นการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นมาอีก 

ถ้าสำคัญมากๆ ก็จะให้มีงานมหกรรมด้วย 

สมัยสมบูรณาญาสิทธราช ก็มีวันเฉลิมฯของในหลวง ที่มีประดับไฟ กับ จัดมหกรรมด้วย แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำสมัย ร.7 ก็เลิกมหกรรมไป 

เมื่อคณะราษฎรขึ้นสู่อำนาจ มีอยู่ 2 งาน ที่ถูกให้ความสำคัญถึง "ระดับ 4" คือ 10 ธันวา และ 24 มิถุนา 

กรณี 24 มิถุนา นั้น มีมหกรรมอยู่ได้เพียง 5 ปี (ถึงปี 2486) ก็เลิกเพราะสงคราม และหลังสงครามก็ไม่ได้กลับมาจัดอีก 

ส่วน 10 ธันวา นั้น งานมหกรรม เมื่อเกิดสงครม ถูกเลิกไปก่อน 24 มิถุนา แต่พอหลังสงคราม ก็รื้อฟื้นใหม่ และเป็นวันสำคัญวันเดียวทั้งปี ที่ถูกให้ความสำคัญถึงระดับนี้ วันเฉลิมพระชนมในหลวงนั้น หลัง 2475 ไม่เคยมีงานระดับมหกรรม

เมื่อ สฤษดิ์เป็นใหญ่ และประกาศรื้อฟื้นประเพณีที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นระบบ (ช่วงจากครึ่งหลังของ 2502 ถึงต้นปี 2504 ซึ่งผมกล่าวในบทความว่าเป็น ช่วงปีเศษที่เปลี่ยนสถานะของสถาบันกษัตริย์ในวัฒนธรรมการเมืองไทยหลัง 2475) ก็รื้อฟื้นงานเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวง (ที่เลิกไปตั้งแต่ก่อน 2475) ขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี (5 ธันวา 2502) และเลิกงาน 10 ธันวาไปพร้อมๆกัน แต่สฤษดิ์เองไม่ได้ "รื้อฟื้น" งานเฉลิมฯพระราชินี เพราะอย่างที่เห็นกันว่า ไม่มีประเพณีให้ความสำคัญกับพระราชนีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ให้ "รื้อฟื้น" ได้ อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจว่า การให้ความสำคัญระดับ ประดับไฟ สำหรับ 12 สิงหา คงเกิดขึ้นในสมัยสฤษดิ์หรือถนอมนี้เอง ตรงนี้ยังไม่ยืนยัน

แต่ เฉพาะระดับมหกรรม ที่ปัจจุบันรู้จักในนาม "12 สิงหา มหาราชินี" นั้น ความจริง ต้องนับว่าเป็นสิ่งใหม่มาก เพราะเพิ่งจัดครั้งแรกในปี 2542 นี้เองงาน "5 ธันวา มหาราช" เริ่มจัดครั้งแรกปี 2520 ซึ่งต้องนับว่าเป็นผลผลิตของการเมืองในช่วง 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา โดยตรง 

แม้จะมีการจัด 12 สิงหา ในระดับ "มหกรรม" ครั้งหนึ่ง ในปี 2535 แต่ถือเป็นกรณีพิเศษครั้งเดียว (one-off) เพราะเป็นปี 60 พรรษา 

ผม ได้รับการบอกเล่าว่า ความจริง ผู้จัดงาน "5 ธันวา มหาราช" คือ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช มีความต้องการจัด "12 สิงหา มหาราชินี" ตั้งแต่ก่อนปี 2542 (งานปี 2535 รัฐบาลเป็นคนจัดให้เป็นพิเศษ) 

แต่ ทางสำนักพระราชวังเอง เกรงว่าจะทำให้ดูเหมือน "ใหญ่" เทียบกับงาน "5 ธันวา มหาราช" จึงไม่สนับสนุน สำนักพระราชวัง เพิ่งมา "ไฟเขียว" ให้มูลนิธิฯจัด "12 สิงหา มหาราชินี" ด้วยได้ในปี 2542 โดยถือเอาช่วงครบ 50 ปี ราชาภิเศกสมรส นั่นเอง 

และจัดต่อมาจนถึงปัจจุบัน (มูลนิธิฯ เป็นเจ้าภาพจัด แต่ตั้งเป็นคณะกรรมการคนละชุด กับ "5 ธันวามหาราช")

*****
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ส่วนเรื่องต่อไปนี้ดร.สมศักดิ์เขียนเพิ่มเติมในเฟซบุ๊ค เมื่อ 12 สิงหาคม 2554

ข้อมูล อันหนึ่งที่ผมเขียนเมื่อ 7 กว่าปีก่อนว่า ผมไม่แน่ใจ ตอนนี้ ผมได้เช็คแล้ว ยืนยันสิ่งที่เขียนแบบเดาๆไว้ คือ เรื่องวันหยุดราชการสำหรับคู่สมรสของกษัตริย์ หรือราชินีที่เป็นประมุขในประเทศสำคัญๆอื่นๆ ว่า ไม่มีจริงๆ

ดังที่ผมเขียนในบทความดังกล่าว

ประเทศไทย ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ไม่เคยมี วันหยุดราชการสำหรับพระราชินี

ที่ อยากจะเขียนเพิ่มเติมในทีนี้​คือ ในประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่มีวันหยุดราชการสำหร​ับวันเกิดของกษัตริย์ (หรือราชินีที่เป็นประมุข) ด้วยซ้ำ 

ยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงคู่สมรสของกษัตริย์หรือราชินีที่เป็นประมุข (แม้แต่ สหราชอาณาจักร วัน Queen's Birthday ก็ไม่นับเป็นวันหยุดราชการพิเศษ​ special public holiday - ดูคำอธิบายข้างล่าง)

ยก เว้นญี่ปุ่น ที่มีวันหยุดราชการ วันเกิดจักรพรรดิ (แต่ก็ไม่มีวันหยุดราชการสำหรับจักรพรรดินี) และ เนเธอร์แลนด์ มีวันที่เรียกว่า Queen's Day อยู่ แต่ไมใช่วันเกิดจริงๆของ ควีนเบียทริกซ์ - เป็นวันเกิดของแม่ของเธอ ผุ้ล่วงลับไปแล้ว - แต่ก็นับเป็นวันหยุดในฐานะ "วันเกิดราชินี" ทีเป็นทางการให้ แต่เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เนเธอแลนด์ ไม่มีวันหยุดราชการสำหรับคู่สมร​สของประมุข เช่นกัน


เบลเยี่ยม
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Belgium

เดนมาร์ค
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Denmark

ญี่ปุ่น
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Japan

เนเธอร์แลนด์
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_the_Netherla​nds

สเปน
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Spain

สวีเดน
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_Sweden

สหราชอาณาจักร
http://en.wikipedia.org/wiki/P​ublic_holidays_in_the_United_K​ingdom

กรณี ที่ Queen's Birthday ไม่ใช่วันหยุดราชการพิเศษ หรือ special public holiday นั้น ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่า Queen's Birthday ไมใช่วันเกิดจริงๆของควีน เป็นวันที่เขากำหนดให้เป็นวัน Queen's Birthday โดยกำหนดไว้ให้ตรงกับวันเสาร์แรกหรือ เสาร์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นวันหยุดโดยปกติ ไม่ใช่วันทำงานอยู่แล้ว จึงไม่นับเป็นวันหยุดราชการพิเศษ
http://en.wikipedia.org/wiki/Q​ueen's_Official_Birthday#Unite​d_Kingdom

แน่นอน สหราชอาณาจักร ไม่มีวันหยุดราชการ หรือไม่มีการให้ความสำคัญสำหรับวันเกิดของคู​่สมรสควีน (ปริ้นซ์ฟิลลิปส์) เช่นกัน

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า 12สิงหาฯมาน้อมรำลึกถึงบรรพชนปฏิวัติ นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช

ที่มา Thai E-News

 




ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า-นายทหารอ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่1เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยมีนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช(ซ้ายสุดภาพล่าง)เป็นนักยุทธวิธีคนสำคัญในการวางแผนยึดอำนาจโดยปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2555

กล่าวแบบฟันธงก็ต้องว่า หากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้บัญชาการ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราชนรุ่นหลังรับรู้ ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือเอาวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันรำลึกพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีการรำลึกถึงสามัญชนไทย มักนับเอาวันเกิดเป็นวันสำคัญของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ เป็นต้น

เมื่อ วันที่12 สิงหาคมของทุกปีเวียนมาถึง ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนไทย ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวล อดหวนรำลึกนึกถึงพระคุณบรรพชนนักปฏิวัติผู้นำสยามประเทศก้าวสู่ระบอบ ประชาธิปไตยไม่ได้

4ทหารเสือคณะราษฎร์-(จากซ้าย) นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช,นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา,นายพันเอกพระยาฤทธิอาคเนย์ และนายพันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ์
นอก จากคุณูปการต่อบ้านเมืองแล้ว ยังนับเป็นบุคคลที่นักการทหาร นักการเมืองเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการใช้ชีวิตด้วย เพราะท่านได้ชื่อว่าทำการเพื่อชาติ ไม่เบียดบังชาติและราษฎรแม้แต่น้อย

นาย พันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นผู้นำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 โดยหากขาดท่านผู้นี้ ก็ต้องฟันธงได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จะไม่มีวันสำเร็จได้เลยในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้วางแผนบัญชาการปฏิวัติ

หลัง การปฏิวัติสำเร็จลง พระยาทรงฯไม่ขอรับตำแหน่งใดในรัฐบาล ไม่ขอเพิ่มยศเป็นนายพล ไม่ขอคุมกำลังทางทหาร แต่ท่านถูกขอให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงจำต้องรับเป็น เพราะแสดงถึงความศรัทธาต่อระบอบการปกครองใหม่

แต่ ในภายหลังสถานการณ์พลิกผันทำให้ชะตากรรมของพระยาทรงฯต้องถูกเนรเทศไปอยู่ใน อินโดจีนของฝรั่งเศส คือเวียดนาม และสุดท้ายที่เขมร อย่างอนาถา ส่วนลูกน้องถูกประหารชีวิตไป 18 ศพ ( อ่านรายละเอียดกรณีนี้ คลิ้กที่นี่ )

แม้ กระทั่งยามยากช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่2ขณะพำนักลี้ภัยในญวนและเขมร ต้องอยู่บ้านเช่าโกโรโกโส ปั่นจักรยานถีบ และทำขนมไทยขายเลี้ยงประทังชีวิต แต่เมื่อไทยตกอยู่ใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ก็พยายามอย่างโดดเดี่ยวที่จะขับไล่ญี่ปุ่นอย่างมืดมนลำพัง

แม้ ว่าต้องตกระกำลำบากในเขมรขนาดนั้น และเป็นเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองทั่วเอเชีย รวมทั้งเขมรและไทยด้วยนั้น ญี่ปุ่นได้ติดต่อลับๆจะให้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชกลับไปมีอำนาจโค่นล้ม ปฏิปักษ์ทางการเมืองของท่าน คือจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งญี่ปุ่นชักไม่ไว้ใจ แต่พระยาทรงฯปฏิเสธ เพราะเห็นเป็นการทรยศบ้านเมือง ยอมระกำลำบากดีกว่า อันนี้นับเป็นจิตใจที่น่าเชิดชูยิ่ง

สุด ท้ายเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีอำนาจขณะนั้นส่งนายทหารคนหนึ่งไปลอบวางยาพิษพระยาทรงฯถึงแก่ความตายใน เขมร ทั้งที่มีหวังกำลังจะได้กลับจากการลี้ภัย สุดท้ายคุณหญิงของท่านและทหารคนสนิทต้องทำพิธีศพอย่างอนาถา ไร้กองเกียรติยศใดๆในต่างแดน

พระยาทรงฯเกิดเมื่อ 12 สิงหาคม 2435 หรือเมื่อ 119 ปีที่แล้ว 

ขณะ เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านอายุย่าง 40 ปี และได้ชื่อว่าเป็นมันสมองในการทำปฏิวัติ 2475 และมีกำลังในการปฏิวัติจริงๆ โดยอาศัยยุทธวิธีลวงทหารมายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คนไทยค่อนประเทศอาจจะลืมพระยาทรงฯไปแล้ว แต่วันที่12สิงหาคมนั้นได้ชื่อว่าเป็นวันที่คนไทยต้องรำลึกถึงพระยาทรงฯ บรรพชนปฏิวัติไทย 

ความ ต่อไปนี้ เก็บความจากหนังสือ"ชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดน"เขียนโดยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส.พระยาทรงฯซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่มาร่วมๆ 30 ปีแล้ว หากคลาดเคลื่อนประการใด ขอให้ผู้รู้ได้เสริมเพิ่มหรือแก้ไขด้วย

นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน)[12 สิงหาคม พ.ศ. 2435 - 1 มิถุนายน พ.ศ. 2487]

นักยุทธวิธีของคณะราษฎร์ 

หาก เทียบกับการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย มีเลนินเป็นผู้ชี้นำทางความคิด มีทร็อตสกี้เป็นนักยุทธวิธีปฏิวัติ ในเหตุการณ์2475นายปรีดี พนมยงค์ ก็คือผู้ชี้นำทางความคิด ส่วนนักยุทธวิธีที่วางแผนและลงมือปฏิวัติก็คือนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช

พระยา ทรงฯมีชื่อเดิมคือเทพ พันธุมเสน เป็นบุตรของร้อยโท ไท้ นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารช่าง ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อจบแล้วได้ยศนายสิบ แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรี ก่อนไปประจำการที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2458

จาก นั้นเริ่มรับราชการทหารจนได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยเอกหลวงรณรงค์สงคราม เมื่อ พ.ศ. 2461 และย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟ กองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 มีผลงานสำคัญคือ ก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก จากแปดริ้วถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนครราชสีมา ได้รับพระราชทานยศนายพันเอก และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทรงสุรเดช

เมื่อ ปี พ.ศ. 2475 ในการก่อการ2475ปัญหาคือคณะราษฎร์ไม่มีคนคุมกำลังทหารในมือเลย พระยาทรงฯซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายร้อย จึงลวงนักเรียนนายร้อยด้วยการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี3แล้วบอกว่าจะพาไปฝึกภาค สนามที่พระที่นั่งอนันต์ พร้อมกับการที่นายพันเอกพระยาพหลฯไปลวงค่ายทหารให้นำกำลังทหารและรถทหารออก มาสมทบกัน และพระประศาสน์(ซึ่งใกล้ชิดกับพระยาทรง)ไปควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯซึ่งทรง อำนาจในประเทศมาเป็นตัวประกัน

เมื่อ นักเรียนทหารที่นายพันเอกพระยาทรงฯลวงมาสมทบกับรถทหาร และทหารจากค่ายที่นายพันเอกพระยาพหลฯลวงมา กับนายพันโทพระประศาสน์ฯควบคุมกรมพระนครสวรรค์มาที่นั่งอนันต์ฯได้ การปฏิวัติที่ปราศจากเลือดเนื้อก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ของไทย

ใน หนังสือบันทึกชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดนนั้น พระยาทรงแสดงความเป็นนักยุทธวิธีอย่างเต็มที่ โดยพระยาทรงฯได้กล่าวว่าการปฏิวัติ2475เป็นเรื่องของยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้มาจากการตื่นตัวต้องการปฏิวัติของประชาชนเลย เพราะหากไปปลุกเร้าให้ประชาชนตื่นตัวขึ้นปฏิวัติ การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ความลับรั่วไหลแล้วจะกลายเป็นกบฎ เหมือนเหตุการณ์กบฎร.ศ.130 (อ่านเพิ่มเติม:กรณีกบฎร.ศ.130ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ )

หลัง การปฏิวัติพระยาทรงฯปฏิเสธที่จะขอรับยศเพิ่ม เช่นเดียวกับนายพันเอกพระยาพหลฯและคณะทุกๆคน ไม่ขอรับตำแหน่งคุมกำลังใดๆ ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่สุดก็จำนนรับตำแหน่งส.ส.จากการแต่งตั้ง เพื่อแสดงถึงความศรัทธาเชื่อมั่นต่อระบอบปกครองใหม่

ขัดแย้งกับปรีดีและแตกหักกับจอมพลป.ก่อนถูกเนรเทศ 


เมื่อ แรกหลังปฏิว้ติ นายพันเอกพระยาทรงฯอยู่ในปีกที่ไม่เห็นด้วยกับสมุดปกเหลืองเค้าโครงเศรษฐกิจ ของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยฝ่ายปฏิกริยาปฏิวัติโจมตีว่าเป็นนโยบายคอมมิวนิสต์แบบเดียวกับรัสเซีย อันมีผลให้นายปรีดีถูกเนรเทศไปฝรั่งเศสระยะหนึ่ง ก่อนจะได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

ใน พ.ศ.2476 เกิดกบฎบวรเดช นายพันโทแปลก ขีตสังคะ มีบทบาทสำคัญเป็นคนนำปราบปรามกบฎ และเปล่งบารมีขึ้นมา ในสายตาของพันเอกพระยาทรงเห็นว่านายพันโทแปลกนั้นเป็น"ทหารยศต่ำ แต่มักใหญ่ใฝ่สูง" ต่อมานายพันโทแปลกเพิ่มยศพรวดพราดและก้าวขึ้นเป็นนายกฯ แล้วถูกลอบสังหารหลายหน

นาย พันเอกหลวงพิบูลฯ(ต่อมาเป็นจอมพลป.)สงสัยว่านายพันเอกพระยาทรงฯน่าจะเป็นผู้ อยู่เบื้องหลัง จึงได้มีคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส. ประจำตัว พร้อมกันนั้นได้มีการกวาดล้าง จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2482 และสั่งประหารไป18 ราย จึงเรียกกันต่อมาว่ากบฎ18ศพ (เดิมจะประหาร 21 ราย แต่ปล่อยไป3 ซึ่ง 1 ในนั้นคือกรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งเป็นพระปิตุลาฯของในหลวง)

บั้นปลายอนาถาของนักปฏิวัติที่โลกลืม 

นาย พันเอกพระยาทรงสุรเดชพร้อมนายทหารคนสนิทเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จึงถูกให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดและถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปพร้อมกับ ร.อ.สำรวจ กาญจนสิทธิ์ โดยถูกควบคุมตัวขึ้นรถไฟไปที่ อ.อรัญประเทศ และเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณานิคมของฝรั่งเศส และไปพำนักในเวียดนามระยะหนึ่ง

โดย คุณหญิงทรงสุรเดช ต้องขายสมบัติเก่าส่งไปให้ประทังชีพ เมื่อสมบัติพร่องลง ต้องย้ายกลับมากัมพูชา อาศัยห้องเช่าโกโรโกโส ก่อนที่ต่อมาจะได้พักในตำหนักร้างของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสที่พระยาทรงฯ เคยช่วยชีวิตให้พ้นคมหอกคมดาบของญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองในคราวสงครามมหา เอเชียบูรพา

ชีวิต พระยาทรงสุรเดชที่กัมพูชา ไม่มีทรัพย์เงินทองเหลือติดตัวอยู่เลย ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทอดแหหาปลาเลี้ยงตัว และทำขนมกล้วยขนมไทยขายในตลาดสด ซึ่งต้องโม่แป้งด้วยตนเอง จากนั้นต้องปั่นจักรยานถีบไปมาเพื่อขายขนม(ซึ่งจะเห็นว่าต่างจากนายทหารนัก ทำรัฐประหารในระยะหลังที่มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน ทั้งที่ก็มักกล่าวหาว่านักการเมืองขี้โกง เลยเข้ามายึดอำนาจ...ประหลาดไหม?)

ช่วง สงครามไทยตกอยู่ใต้การยึดครองญี่ปุ่น นายพันเอกพระยาทรงฯไม่ล่วงรู้เลยว่าคนไทยทั่วโลกมีขบวนการใต้ดินเสรีไทยต่อ ต้านญี่ปุ่น เพราะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็อุตสาหะดิ้นรนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเพียงลำพัง โดยคิดจะเดินข้ามประเทศไปแสวงหาความร่วมมือจากอเมริกาที่ตั้งฐานในจีน แต่ก็ต้องระงับไว้เพราะมืดแปดด้านอยู่คนเดียว

หลัง สงครามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งเดินนโยบายเป็นมิตรกับญี่ปุ่น ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม นายพันเอกพระยาทรงฯซึ่งนับวันเดือนปีจะได้กลับสู่มาตุภูมิก็กลับไม่มีโอกาส นั้นเลย เมื่อมีนายทหารไทยคนหนึ่งอ้างว่า ไปศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนกลับไทยเลยแวะมาเยี่ยม แล้ววางยาพิษพระยาทรงฯตายด้วยความทรมานอนาถา และจัดทำพิธีศพเยี่ยงคนไร้ญาติ โดยถึงแก่อนิจกรรมลงในปี พ.ศ. 2487 ขณะมีอายุเพียง 52 ปี ที่ตำหนักร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ

ทส.พระยา ทรงเขียนไว้ให้แปลความระหว่างบันทัด โดยตั้งข้อสงสัยไปในทำนองว่า ปฏิปักษ์ทางการเมืองคือจอมพลป.อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตาย เพราะเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง จอมพลป.ถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม หากพระยาทรงได้กลับไทยและกลับสู่อำนาจ อาจเป็นอันตรายต่อจอมพลป.ได้

กระดูก ของพระยาทรงฯกลับถึงประเทศไทย พร้อมกับบันทึกส่วนตัวที่กล่าวถึงการปฏิวัติ2475 และกลายมาเป็นหนังสือชื่อ "บันทึกพระยาทรงฯ:เมื่อวันปฏิวัติ24มิถุนายน2475"(อ่านบันทึกบางส่วน คลิ้กที่นี่ ) และหนังสือ "ชีวิตในต่างแดนของพระยาทรงฯ"ออกเผยแพร่ราวปีพ.ศ.2525

อัฐิ ของพระยาทรงฯถูกนำมาบรรจุไว้ที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้นหลังปฏิวัติ2475 ซึ่งบรรพชนปฏิวัติผู้วายชนม์ล้วนถูกนำอัฐิมาบรรจุที่วัดนี้ รวมถึงอัฐิของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย นายพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันโทหลวงอำนวยสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ นายเฉลียว ปทุมรส นายทวี บุญยเกตุ นายดิเรก ชัยนาม รวมทั้งนายกระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้ายที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552ที่ผ่านมา

ฝ่ายจารีตนิยมและจิตนิยมบอกว่าเพราะพระยาทรงฯทรยศพระมหากรุณาธิคุณทำการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงพบเคราะห์กรรมเลวร้าย

แต่ ฝ่ายที่สนับสนุนและโปรประชาธิปไตยนับเอาว่าพระยาทรงฯเป็นบุคคลสำคัญของชาติ เพราะหากไม่มีพระยาทรงฯที่เป็นดั่งเสนาธิการในการปฏิวัติ ก็ไม่แน่นักว่าการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จะสำเร็จราบรื่นไร้การนองเลือดอย่าง ที่เรารับรู้หรือไม่

ประกอบ กับคุณงามความดีไม่ฉ้อราษฎร์ ไม่บังหลวง ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือว่าวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนายพันเอกนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุดังนี้

อนึ่ง สำหรับสามัญชนไทยมักนับเอาวันเกิดเป็นวันรำลึกถึงของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ ดังนั้นจึงถือเอาวันเกิด 12 สิงหาคม เป็นวันพระยาทรงสุรเดชด้วยประการฉะนี้

0000000


บันทึกพระยาทรงสุรเดช:ในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

พระยา ทรงสุรเดชได้บันทึกจากความทรงจำถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ไว้ระหว่างลี้ภัยในเวียดนามและกัมพูชา เมื่อถึงแก่อสัญกรรมลง นายทหารคนสนิทได้นำบันทึกนี้กลับประเทศไทย และตีพิมพ์เผยแพร่ในระยะต่อมาอีกหลายสิบปี

โดยได้บันทึกเหตุการณ์ ปฏิวัติ24มิถุนายนไว้อย่างละเอียด ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้ที่เชื่อมให้นายทหารระดับสูงที่มีแนวคิดเดียวกัน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา เข้าร่วมกับคณะราษฎร ซึ่งตัวพระยาทรงสุรเดชเองเคยพูดว่า "
พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วย วิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..."


ในแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น การประชุมในประเทศไทย คณะราษฎรได้ประชุมกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกประชุมกันเพียงไม่กี่เดือนก่อนลงมือ ที่บ้านพักของพระยาทรงสุรเดชที่สะพานควาย

และครั้งที่ 2 ที่บ้านพักของ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ที่ถนนเศรษฐศิริ ซึ่งพระยาทรงสุรเดชในตอนแรกนั้นได้เสนอแผนการว่า ใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายความอารักขาแก่ในหลวงในฐานองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย แต่แผนนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดการปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขึ้นนอง เลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการของการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือด จะต้องไม่กระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร และตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล

การประชุมกันหนที่ 2 ที่บ้านของร้อยโทประยูร ในวันที่ 12 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชจึงเสนอแผนการทั้งหมด 3 แผน

แผนที่ 1 ให้ นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ

แผนที่ 2 ให้ จัดส่งหน่วยต่าง ๆ ไปคุมตามวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้า ทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับ บัญชาคนเดิมแล้ว ทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน

แผนที่ 3 ให้ หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันต สมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่น ๆ ตามที่กล่าวแล้วในแผนที่ 2

ซึ่งทั้งหมดเห็นด้วยกับแผนที่2ควบกับแผนที่ 3 จึงตกลงทำตามนี้ และได้กำหนดวันดำเนินการในชั้นแรกว่าให้เป็นวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน

โอกาส ในการลงมือยึดอำนาจการปกครองนั้น ต้องอยู่ในช่วงระยะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองการยิงปืนใหญ่ ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกอง ไปร่วมในการประลองอาวุธในครั้งนั้นเป็นส่วนมาก

ส่วนการเข้า ควบคุม จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตนั้น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สืบทราบมาว่า จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตมักจะเสด็จประพาสลำน้ำเจ้าพระยาในวัน เสาร์และจะเสด็จกลับในวันจันทร์ ถ้าดำเนินการในวันอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้พระองค์ท่านมาเป็นองค์ประกันจึงได้ เลื่อนการปฏิบัติการไปเป็นวันอังคารที่ 21 มิถุนายน

ต่อมาที่ประชุม ได้ตกลงเลื่อนวันปฏิบัติการไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน เนื่องจากได้รับรายงานว่า ในวันอังคาร เรือรบยามฝั่งยังไม่กลับ หากตกลงทำการในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก็จะขาดทหารเรือ

ในวันที่ 22 มิถุนายน ก็มีรายงานว่า บรรดาสมาชิกคณะราษฎรยังไม่พร้อมที่จะทำการยึดอำนาจในวันที่ 23 มิถุนายน ดังนั้นวันปฏิบัติจึงเลื่อนไปวันที่ 24 มิถุนายน แทน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่รู้ว่า พระยาทรงสุรเดชจะนำทหารออกมาใช้ยึดอำนาจได้อย่างไร

บทบาทของ พระยาทรงสุรเดชในวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คือ การปล่อยข่าวลวงและล่อหลอก เพื่อชักนำให้ทหารแต่ละกรมกองมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไม่ขัดขืน

วัน ที่ 23 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้ไปพบ พันโทพระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดพร้อมอาววุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้า พระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการ ฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่บางซื่อ เพื่อขอร้องให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง

เช้าวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชตื่นตั้งแต่เวลา 4.00 น. และได้รับประทานข้าวผัดที่เหลือจากมื้อเมื่อคืน ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับ ร้อยเอกหลวงทัศนัยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่มารับถึงบ้านตามแผนที่วางได้ โดยได้บอกกับภรรยาตั้งแต่คืนก่อนว่าจะไปดู การสวนสนามที่หน้าพระลาน

จากนั้นแผนการนำทหารออกมาใช้เปลี่ยนแปลงการ ปกครองของพระยาทรงสุรเดชก็ได้เปิดเผยออกมาเป็นลำดับ ทั้งหมดในเวลา 5.00น. ก็ได้มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย มีเป้าหมายเพื่อยึดรถเกราะ ยึดรถรบ ยึดคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาฤทธิอัคเนย์ ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า

เมื่อไปถึงกรมทหารม้า ด่านแรกที่จะต้องฝ่าไปให้ได้คือกองรักษาการณ์ที่ด้านหน้า สามทหารเสือ คือ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระประศาสน์พิยายุทธ เข้าไปในกองรักษาการณ์ ถามหาตัวผู้บังคับการกองรักษาการณ์ แล้วผู้ก่อการก็พูดด้วยเสียงดุว่า

"เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะ รถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้"

ฝ่าย ผู้บังคับการที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ ชั่วอึดใจเดียวเสียงเป่าแตรแจ้งสัญญาณเหตุสำคัญก็ปลุกทหารทั้งกรมตื่นขึ้นมา ด้วยความโกลาหล

ช่วงเวลาแห่งความระทึกนี้ นายทหารผู้ก่อการต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็แยกย้ายกันไป

พระยาพหลพลพยุหเสนา ใช้กรรไกรตัดเหล็กที่เตรียมมาตัดโซ่กุญแจคลังกระสุนได้สำเร็จ ช่วยกันลำเลียงกระสุนออกมาอย่างรวดเร็ว

พระประศาสน์พิทยายุทธ ตรงไปยังโรงเก็บรถพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยนิยมศึก เร่งระดมให้ทหารสตาร์ตรถถัง รถเกราะ ออกมาโดยเร็ว

ร้อย เอกหลวงรณสิทธิชัย และพรรคพวกพากันขึ้นไปยังโรงทหาร เร่งให้ทหารแต่งเครื่องแบบโดยเร็วด้วยคำสั่งที่ว่า "ทหารไม่ต้องล้างหน้า แต่งเครื่องแบบทันที"

ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารม้าก็พร้อมแล้วที่ออกเดินทางไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ ได้นัดแนะเอาไว้แล้ว พระยาฤทธิอัคเนย์สั่งให้ทหารปืนใหญ่ขึ้นรถ พระประศาสน์พิทยายุทธ นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบาราว 15 คัน ออกมาจากที่ตั้งกรม นำหน้าขบวนรถทั้งหมด มุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า สมทบกับทหารหน่วยอื่น ๆ ที่นัดหมายกันไว้

เมื่อขบวนรถบรรทุกทหารแล่นผ่านกองพันทหารช่าง ซึ่งเหล่าทหารกำลังฝึกอยู่บนสนามหน้ากองพัน พระยาทรงสุรเดชก็กวักมือพลางตะโกนเรียกให้ขึ้นรถ ผู้บังคับการทหารช่างเข้าใจว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลง กันเมื่อเย็นวาน จึงสั่งทหารช่างขึ้นรถบรรทุกไปด้วย

ปฏิบัติการยึด กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์สำเร็จลงอย่างรวดเร็วตามความคาดหมายภายในเวลาไม่ถึงครึ่ง ชั่วโมง มีคำถามมากมายว่า เพราะเหตุใดกองรักษาการณ์กรมทหารม้าจึงไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมยามคลังกระสุนจึงปล่อยให้พระยาพหลพลพยุหเสนา งัดประตูเอากระสุนออกไปได้ ทำไมนายทหารในกรมนี้จึงปล่อยให้นายทหารที่อื่นนำทหารของตัวออกไปได้โดยไม่ แสดงปฏิกิริยาอันใดเลย

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่า

เป็นเพราะนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ...เปล่าเลย ทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหาร ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ การปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ ! สำหรับพลทหารทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย เขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขาถูกฝึกมาเช่นนั้น และหากนายทหารอื่นมาสั่งให้ทำโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขาก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมเขาจะไม่ทำ เพราะในชีวิตเป็นทหารของเขา เขายังไม่เคยถูกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นการลวง ในเมื่อเขาโดนเป็นครั้งแรก ...นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่ผู้อำนวยการ ฝ่ายทหารเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงในฐานผู้ใหญ่

**************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


นาทีปฏิวัติ ๒๔๗๕ : อยากรู้ “ย่ำรุ่ง” คือกี่โมง, พระยาพหลฯ ยืนอ่านประกาศตรงไหน, อ่านอะไรแน่?


1911โลกจารึกต้นแบบปฏิวัติรศ.130-24มิถุนา2475

>



ต้นแบบปฏิวัติ 2475-ภาพยนตร์ 1911 ซึ่งออกฉายในปี 2554 ที่ผ่านมา เฉลิมฉลองโอกาส 100 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนจากราชาธิปไตยสู่สาธารณรัฐ ทั้งนี้คณะก่อการ รศ.130ของไทยได้เอาอย่างการปฏิวัตินี้เป็นแม่แบบ ทั้งการแต่งตั้งนายแพทย์เหล็งให้เป็นหัวหน้าคณะก่อการ แบบเดียวกับนายแพทย์ซุนยัดเซ็น และอุดมการณ์ อย่างไรก็ตามการก่อการของคณะรศ.130ในปีพ.ศ.2555 หรือ 100 ปีที่แล้วล้มเหลวกลายเป็นกบฎ แต่คณะราษฎรได้สืบสานสายธารการปฏิวัติจนสำเร็๋จในปี2475

เชิญชมคลิปภาพยนตร์ 1911