WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 12, 2012

ประวิตร โรจนพฤกษ์: การเชียร์โอลิมปิกกับความเท่าทันชาตินิยม

ที่มา ประชาไท

 

การเชียร์เทควันโดหญิงไทยแข่งโอลิมปิกอย่างมีอารมณ์ร่วมทำให้ผู้เขียน ตระหนักอีกครั้งถึงอำนาจอันหยั่งลึกไพศาลของลัทธิชาตินิยมที่แม้แต่ตนเองก็ มักหนีไม่พ้นอย่างสมบูรณ์
การเชียร์ ‘น้องเล็ก’ ชนาธิป ซ้อนขำ แข่งกับสเปนทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า ผู้เขียนเชียร์เพียงเพราะเกิดเป็นคนไทย และหากผู้เขียนดันเกิดเป็นคนสเปน ก็คงหันไปเชียร์นักกีฬาสเปนแข่งกับไทยเป็นแน่แท้ (หรือกรณีเชียร์นักมวยโอลิมปิกไทย แก้ว พงษ์ประยูร ชิงเหรียญทองกับจีนก็เช่นกัน)
การเชียร์ทีมชาติของตนเองในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกช่วยย้ำเตือนให้ผู้ เขียนตระหนักว่าหลายอย่างที่เราอาจคิดว่าเป็นสิ่งที่เราตัดสินเลือกเองอย่าง เป็นอิสระ (free will) แท้จริงแล้วหาได้เป็นอิสระจริงๆ อย่างที่คิดไม่ และไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือนับถือในศาสนาใดหรือไม่เชื่อในอะไรเลย คุณก็มิสามารถปฏิเสธได้ว่าทุกคนเลือกสังคม ครอบครัว เพศ และยุคสมัยที่เราเกิดไม่ได้ ปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความเป็นตัวตนของเราเองอย่างมหาศาล หากคนจำนวนมิน้อยอาจมิได้ฉุกคิด
หากเราไม่ตระหนักคิดเท่าทันต่อปัจจัยเหล่านี้ เราก็อาจไม่ต่างจากปลาทองที่หลงคิดว่าตนได้เป็นคนเลือกตู้ปลาหรือขวดโหลแก้ว ที่อาศัยอยู่ด้วยตนเอง แต่ถ้าเราตระหนัก มันจะช่วยเราตั้งคำถามถึงสิ่งที่เรียกว่า free will หรือการตัดสินใจเลือกด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ
เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วคนส่วนมากมิได้เลือกที่จะเชียร์ทีมชาติตนเองแข่งกับชาติอื่น หากถูกอุดมการณ์ชาตินิยมหล่อหลอมให้เชื่อว่าการเชียร์ทีมชาติตน การเข้าข้างชาติตนและการยึดถือผลประโยชน์ชาติตนเป็นหลักนั้นเป็นเรื่องปกติ ถูกต้องและธรรมชาติเป็นที่สุด
(ตัวอย่างอื่นที่สะท้อนอิทธิพลของสังคมและยุคสมัยที่เราเกิดได้แก่: ความรู้สึกที่คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่าอาหารชาติตนนั้นอร่อยที่สุดในโลกหรือ อย่างน้อยก็ถูกปากที่สุด/ หลายคนที่สนใจเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือประหยัดพลังงานคงไม่ได้สนใจ เรื่องเหล่านี้หากเกิดมามีชีวิตเมื่อสามศตวรรษที่แล้ว/ หากคุณดันเกิดในสมัยอยุธยา คุณจะสนใจเรื่องประชาธิปไตยไหมและทำไม?/ ถ้าคุณดันเกิดเป็นคนที่ถูกกดขี่ในยุคสงครามปลดแอกเพื่อเอกราชของอเมริกาจาก พระเจ้าจอร์ชที่ 3 ของอังกฤษ โอกาสที่คุณจะเป็นพวกเจ้านิยมนั้นสูงหรือต่ำแค่ไหนและทำไม?/ ในสงครามแต่ละคนก็มักเลือกที่จะสู้เพื่อบ้านเกิดตนทั้งๆ ที่บ้านเกิดตนเป็นสิ่งที่ตนมิสามารถเลือกเองได้และหากตนดันไปเกิดเป็นทหาร ของประเทศคู่อริก็คงไปต่อสู้อยู่ฝั่งตรงข้ามของสงคราม)
ในมุมมองผู้เขียน หากคุณสามารถเชียร์ทีมชาติอื่นแข่งกับชาติคุณเองได้ ก็แสดงว่าคุณมิได้ติดอยู่ใต้อิทธิพลของลัทธิชาตินิยมอย่างสมบูรณ์แบบ (และแม้แต่ผู้เขียนก็ยังอดเชียร์ทั้งชนาธิปกับจ่าแก้วมิได้) และแม้เราจะตระหนักและรู้เท่าทัน มันก็ยังเป็นสิ่งยากลำบากที่จะหลีกเลี่ยงการมีความรู้สึกผูกพันกับประเทศ บ้านเกิดเพราะมันเป็นเรื่องของอารมณ์ที่หยั่งลึกซึ่งต่างจากเหตุผล – แต่การตระหนักก็ดีกว่าการไม่รู้ตัวหรือไม่ตระหนักอะไรเลยถึงอิทธิพลของสถาน ที่และยุคสมัย (กาละและเทศะ) ที่เราเกิดและอาศัยอยู่ ที่มีต่อการปลูกฝังบ่มเพาะตัวตนของเรา
ผู้เขียนไม่มีทางออกอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าเลือกได้ ผู้เขียนขอเลือกเป็นปลาทองที่ตระหนักว่าตนมิได้เป็นผู้เลือกตู้ปลาหรือขวด โหลที่อาศัยอยู่ แม้ว่าอาจไม่มีวันว่ายหนีออกจากตู้ปลาไปอยู่ที่อื่นหรือนอกตู้ได้ก็ตาม และผู้เขียนก็จะขอเป็นปลาทองที่ตั้งถามต่อไปว่าใครหรืออะไรเอาเรามาใส่อยู่ ในตู้ที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

วาด รวี: ผู้จัดจำหน่ายหนังสือ, เหยื่อรายแรกของการเก็บค่ากระจายสินค้าร้านหนังสือซีเอ็ด-นายอินทร์

ที่มา ประชาไท

 


หากถามว่าใครคือผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดและอาจต้องตกที่นั่งลำบากมาก ที่สุดหากมีการเก็บค่ากระจายสินค้า 1% จากร้านหนังสือซีเอ็ด บุ๊ค เซ็นเตอร์ และร้านนายอินทร์ คำตอบก็คือ ผู้จัดจำหน่ายหนังสือ (book distributors) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สายส่ง
 
ผู้จัดจำหน่ายหนังสือคือใคร?
 
ผู้จัดจำหน่ายหนังสือคือผู้ทำหน้าที่กระจายหนังสือไปยังร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือจะเรียกว่าเป็นผู้ “ค้าส่ง” หนังสือ ก็คงไม่ผิด
 
ผู้จัดจำหน่ายก็คือหน่วยสำคัญที่อยู่ตรงกลางระหว่าง สำนักพิมพ์ กับ ร้านหนังสือ ทำหน้าที่ให้บริการจัดจำหน่ายหนังสือให้กับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ และ ส่งหนังสือให้กับร้านหนังสือ ติดตามยอดขายจากร้านหนังสือ ดูแลหนังสือที่ส่งคืนกลับมาจากร้านหนังสือให้มาถึงมือสำนักพิมพ์ กล่าวคือ บรรดากิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับหนังสือที่อยู่ระหว่างเส้นทางจากสำนักพิมพ์กับร้านหนังสือ ล้วนมีผู้จัดจำหน่ายเป็นผู้ดูแล
 
บางครั้งสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเป็นจำนวนมาก ก็เป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือของตนเอง สำหรับธุรกิจหนังสือในประเทศไทย สำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วนมากจัดจำหน่ายหนังสือของตนเอง
 
แต่ผู้จัดจำหน่ายที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน คือผู้จัดจำหน่ายอาชีพ ที่รับจัดจำหน่ายหนังสือของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เป็นหลัก ไม่ได้เป็นสำนักพิมพ์ หรือทำสำนักพิมพ์เป็นหลัก
 
ผู้จัดจำหน่ายอาชีพที่ทำสายส่งอย่างเดียวเหล่านี้มีเป็นจำนวนไม่มาก  แต่ก็เป็นที่ที่สำนักพิมพ์จำนวนมาก โดยเฉพาะสำนักพิมพ์เล็ก ๆ จะต้องใช้บริการ
 
ค่า DC (distribution center fee) 1% ของราคาปกจากยอดส่งสินค้าทั้งหมด เรียกเก็บโดยร้านซีเอ็ด บุ๊ค เซ็นเตอร์ และร้านนายอินทร์ ให้ผู้จัดจำหน่ายทุกเจ้าต้องชำระหากต้องการวางจำหน่ายหนังสือในร้านทั้งสอง
 
โดยปรกติ ผู้จัดจำหน่ายย่อมเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง จากสายส่งไปถึงร้านหนังสือทุกแห่ง รวมทั้งค่าขนส่งหนังสือที่จำหน่ายไม่ได้ จากร้านหนังสือกลับคืนไปยังสายส่ง ในกรณีของร้านค้าต่างจังหวัด บางครั้งเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งขากลับ (หนังสือคืน)
 
แต่ร้านหนังสือที่มีสาขาจำนวนมากดังเช่นร้านซีเอ็ด บุ๊ค เซ็นเตอร์ และร้านนายอินทร์ จะมีศูนย์กระจายสินค้าของตนเอง เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการภายใน ผู้จัดจำหน่ายจึงไม่ต้องส่งหนังสือไปถึงร้านสาขาต่าง ๆ จำนวนมาก แต่จะส่งไปที่ศูนย์กระจายสินค้าของร้านเพียงแห่งเดียว
 
ที่ผ่านมาไม่เคยมีการเรียกเก็บค่ากระจายสินค้าจากทั้งสองร้าน เนื่องจาก แม้ว่าผู้จัดจำหน่ายจะไม่ต้องส่งหนังสือไปยังสาขาต่าง ๆ ของทั้งสองร้าน แต่ก็ชดเชยให้ด้วยส่วนลด หรือส่วนแบ่งกำไรให้กับร้านทั้งสองในสัดส่วนที่สูงกว่าร้านหนังสืออื่น ๆ 5 – 10%
 
ค่า DC จึงเหมือนอยู่ในส่วนลดที่ผู้จัดจำหน่ายให้กับร้านหนังสือทั้งสองอยู่แล้ว
 
ร้านซีเอ็ด บุ๊ค เซ็นเตอร์ และ ร้านนายอินทร์ อ้างว่า ก่อนหน้านี้ ร้าน B2S ได้เรียกเก็บค่า DC มาก่อนแล้ว และขณะนี้ ร้านทั้งสองก็มีความจำเป็นต้องเรียกเก็บค่า DC เช่นเดียวกับ B2S
 
ข้อเท็จจริงก็คือ B2S เรียกเก็บค่า DC จริง แต่ไม่ใช่ว่าผู้จัดจำหน่ายทุกรายจะต้องจ่าย  บางส่วนก็ไม่จ่าย (ไม่มีค่า DC) แต่ทดแทนให้ด้วยส่วนลดเช่นเดียวกับกรณีของร้านซีเอ็ด และร้านนายอินทร์ บางส่วนยินดีจ่ายค่า DC แต่ก็ให้ส่วนลดกับร้าน B2S น้อยกว่าร้านซีเอ็ด และร้านนายอินทร์มาก
 
กรณี B2S จึงไม่ใช่การเรียกเก็บจากผู้จัดจำหน่ายทุกเจ้าเสมอเหมือนกัน แต่เป็นการต่อรองกันของคู่ค้าแต่ละราย และสัมพันธ์กับส่วนลดที่ผู้จัดจำหน่ายกับร้านหนังสือตกลงกัน
 
แต่ร้านซีเอ็ด บุ๊ค เซ็นเตอร์ และ ร้านนายอินทร์ ซึ่งปรกติได้ส่วนลดสูงมากอยู่แล้ว ประกาศจะเรียกเก็บค่า DC 1% จากผู้จัดจำหน่ายทุกเจ้า และจะปรับเพิ่มอีกในอนาคต
 
นโยบายดังกล่าวจะทำให้ผู้จัดจำหน่ายมีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นทันที 1% เป็นต้นทุนที่ต้องเสียไม่ว่าหนังสือจะขายได้หรือไม่ ซึ่งกระทบกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้จัดจำหน่ายทั้งหมดโดยตรง
 
ร้านหนังสือซีเอ็ด บุ๊ค เซ็นเตอร์ และร้านหนังสือนายอินทร์ เมื่อรวมกันแล้วมีทั้งจำนวนร้าน และส่วนแบ่งยอดขายของตลาดทั้งระบบ มากกว่า 50%  ดังนั้นจึงอยู่ในฐานะครอบงำตลาดที่ ผู้จัดจำหน่ายหนังสือใด ๆ ก็ไม่สามารถปฏิเสธไม่จำหน่ายยังร้านหนังสือทั้งสองได้
 
นโยบายดังกล่าว จึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ผู้จัดจำหน่ายหนังสือ ทั้งระบบ
 
ยกเว้นเพียงสองเจ้าที่ไม่ได้รับผลกระทบในทางลบ คือ บ.ซีเอ็ด และ บ.อมรินทร์ ซึ่งทำธุรกิจจัดจำหน่ายหนังสือด้วยเช่นเดียวกัน และถือเป็นสายส่งรายใหญ่ที่เป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจของสายส่งอื่น ๆ
 
โดยปรกติส่วนแบ่งกำไร (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) ของผู้จัดจำหน่ายอยู่ที่ 15% ของราคาปกหนังสือ  แต่เนื่องจากอำนาจต่อรองของร้านเชนสโตร์ที่มีสาขาจำนวนมากในปัจจุบัน ทำให้ต้องเพิ่มส่วนลดให้ร้านหนังสือรายใหญ่เหล่านี้ ส่งผลให้ ส่วนแบ่งของผู้จัดจำหน่ายในปัจจุบัน เหลือเพียง 5 – 10% โดยที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย
 
หากต้องจ่ายค่า DC จากยอดส่งหนังสือ (ไม่ใช่ยอดขาย) จะทำให้ส่วนแบ่งกำไรของผู้จัดจำหน่ายลดลงมาอีกเหลือ 5 – 8% กว่า ๆ  และอาจจะลดลงกว่านี้อีก หากร้านทั้งสองปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมดังกล่าว
 
ผลกระทบนี้อาจส่งผลให้ บริษัทผู้จัดจำหน่ายอาชีพซึ่งไม่ได้ทำธุรกิจอื่น และถูกกดดันจากการที่ต้องแข่งขันกับบริษัทครบวงจรอย่างเช่น ซีเอ็ด และ อมรินทร์ อยู่แล้ว ต้องประสบความยากลำบากยิ่งขึ้น และไม่สามารถอยู่รอดได้ ต้องเลิกกิจการไปหมด
 
เหลือแต่ผู้จัดจำหน่ายที่เป็นบริษัทครบวงจรอย่างเช่น ซีเอ็ด และ อมรินทร์ ที่ยังแข็งแรงอยู่ และจะสามารถผูกขาดตลาดการจัดจำหน่ายได้ทั้งระบบในที่สุด
 
 
หมายเหตุ: จากบทความเดิมชื่อ"ผู้จัดจำหน่ายหนังสือ, เหยื่อรายแรกของการเก็บค่ากระจายสินค้าร้านหนังสือซีเอ็ด-นายอินทร์  ข้อต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานซึ่งกำลังถูกระบบผูกขาดไล่ล่า"
 
 
 

ศาลมาเลย์ยกฟ้อง 3 มือระเบิด บททดสอบความร่วมมือไทย-มาเลเซียดับไฟใต้

ที่มา ประชาไท

 

แม้มีการคาดการณ์หรือกล่าวหากันอยู่บ่อยครั้งว่า ขบวนการต่อต้านรัฐในภาคใต้ของไทยใช้มาเลเซียเป็นฐานในการวางแผนก่อเหตุ รุนแรง แต่ก็ยังไม่มีการจับกุมกันอย่างคาหนังคาเขา ตราบจนกระทั่งในปี 2552 ที่ตำรวจมาเลเซียได้เข้ารวบตัวชายมุสลิม 3 คนจากนราธิวาสได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใกล้ชายแดนไทย – มาเลเซีย
 
นายมูฮัมหมัดซิดี อาลี (ซ้าย) นายมามะคอยรี สือแม (กลาง) และ นายมะยูไน เจ๊ะดอเลาะ (ขวา)


อุปกรณ์บางส่วนที่พบขณะตำรวจ มาเลเซียเข้าตรวจค้นในบ้านเช่าในรัฐกลันตันในวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ซึ่งอดีตจำเลยคดีระเบิดทั้งสามคนอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว หมายเลข 1) กระสุนปืนขนาด.38 2) กล่องเหล็ก 3) ไดนาไมค์ 4) โทรศัพท์มือถือ 5) พาวเวอร์เจล และ 6) แอมโมเนียมไนเตรท
 
การดำเนินคดีกับทั้งสามคนเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียในการร่วมมือกับดับ ไฟใต้ได้อย่างดี
 
คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ในวันที่ 14 ธันวาคม 2552 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกรมสอบสวนอาชญากรรมในรัฐกลันตัน (Kelantan Criminal Investigation Department) บุกเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องสงสัยที่คาดว่ามีสารเสพติดในครอบครองภายใน บ้านเช่าในหมู่บ้านเกเบง อำเภอปาเซร์มัส ประเทศมาเลเซียพร้อมสื่อมวลชน แต่เมื่อเข้าจับกุมกลับพบอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก ได้แก่ ไดนาไมต์จำนวน 160 แท่ง กล่องโลหะ ถังดับเพลิง สารแอมโมเนียมไนเตรท โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์รีโมทคอนโทรล และกระสุนกว่า 248 นัด
 
ชายมุสลิมสัญชาติไทยทั้ง 3 คนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น คือ นายมามะคอยรี สือแม นายมูฮัมหมัดซิดี อาลี และนายมะยูไน เจ๊ะดอเลาะ ทั้ง 3 คนถูกศาลมาเลเซียตัดสินลงโทษจำคุก 10 เดือนและโบย 3 ครั้งในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นก็ถูกดำเนินคดีฐานมีเครื่องกระสุนและวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นคดีที่ทางการไทยเฝ้าติดตามมาโดยตลอด
 
ผู้ต้องหาคดีนี้เป็นใคร
 
นายมามะคอยรี เป็นผู้ต้องหา 1 ใน 7 คนที่ถูกจับกุมในโรงเรียนอิสลามบูรพา อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 หลังเจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้นโรงเรียนและพบอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก
 
ต่อมาระหว่างถูกคุมขัง มามะคอยรีได้แจ้งเจ้าหน้าที่เรือนจำว่า ตนเองป่วยและขอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ แม้ว่าเขาจะถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล แต่มามะคอยรีก็ยังสามารถหาวิธีหลบหนีไปได้สำเร็จ ชื่อของเขาก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อถูกตำรวจมาเลเซียจับกุมตัวที่บ้านเช่าหลังนั้น
 
ในขณะที่มามะคอยรีถูกควบคุมตัว และถูกศาลมาเลเซียพิจารณาคดีอยู่นั้น จำเลยอีก 6 คนที่ถูกจับกุมพร้อมกับเขาที่โรงเรียนอิสลามบูรพาได้ถูกศาลจังหวัดนราธิวาส พิพากษาลงโทษประหารชีวิตไป 5 คน ส่วนอีกหนึ่งคนให้จำคุก 27 ปี โดยข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายและเป็นซ่องโจร โดยศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่ “เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบ เรียบร้อยของสังคม”
 
หากนายมามะคอยรีถูกนำตัวกลับมายังประเทศไทยก็จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นกัน
 
ส่วนนายมูฮัมหมัดซิดี เคยถูกออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) ข้อมูลของตำรวจระบุว่า เขาเป็นมือระเบิดในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่วนนายมะยูไนไม่พบประวัติในฐานข้อมูล
 
คำพิพากษาของศาลมาเลเซีย
 
หลังจากทั้ง 3 คนถูกตำรวจมาเลเซียจับกุม วันที่ 27 ธันวาคม 2552 ทางการมาเลเซียได้นำผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไปยังศาลแผนกคดีอาญา ศาสปาเสมัส อ.ปาเสมัส รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียเพื่อทำการไต่สวน แต่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงเลื่อนการไต่สวนออกไป
 
การพิจารณาคดีว่างเว้นไปนาน จนกระทั่งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลมาเลเซียจึงได้ทำการไต่สวนและตัดสินว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่า นายมูฮัมหมัดซิดีและนายมะยูไนมีส่วนเกี่ยวข้องในการครอบครองวัตถุระเบิดศาล จึงมีคำสั่งให้ปล่อยตัวจำเลย 2 คนในชั้นของการไต่สวน โดยให้เหตุผลว่า อัยการไม่สามารถที่จะหาหลักฐานเบื้องต้นมาชี้มูลผูกมัดจำเลยทั้งสองได้ จำเลยเพียงมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเท่านั้น
 
ในเอกสารของทางการไทยที่บันทึกคำสั่งศาลปาเสมัสในวันนั้น ระบุว่า เจ้าของบ้านได้ให้การว่า จำหน้าจำเลยสองคนนี้ไม่ได้ และจำเลยให้การว่า มาเยี่ยมเพียงหนึ่งวันและจะเดินทางกลับ นอกจากนี้ของกลางได้ถูกเก็บไว้ที่ใต้ถุนบันไดและหลังประตูในห้องของบ้านหลัง ดังกล่าว ซึ่งแขกคงจะไม่ได้เข้าไปในบริเวณนั้นซึ่งอยู่ลึกเข้าไป
         
คดีนี้จึงมีมามะคอยรีคนเดียวที่เป็นจำเลย โดยในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ศาลสูงโกตาบารูได้พิพากษาให้ยกฟ้อง โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยที่ไปนั่งฟังคำพิพากษาด้วย เล่าว่า นายมามะคอยรีอ้างกับศาลว่า เหตุที่ตนหลบหนีออกจากโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และเดินทางเข้าไปยังประเทศมาเลเซียนั้น ก็เนื่องจากมีอาการปวดหลังและปวดท้องจากการถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของ ไทย และได้มาพักอาศัยที่บ้านเพื่อนในมาเลเซีย ซึ่งเพื่อนคนดังกล่าวเป็นบ้านของนายอัมรานซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต ที่ จ.นราธิวาสไปก่อนหน้านี้ ศาลเห็นว่านายมามะคอยรี เพียงมาอาศัยพักพิงและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิดและอาวุธที่พบใน บ้านดังกล่าว
         
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทย ระบุว่าคำพิพากษานี้ทำให้ทางการไทย “ผิดหวังมาก” หากจำเลยทั้งสามได้รับการลงโทษ ก็จะแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนและให้ที่พักพิงแก่ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่หลบหนีเข้าไปยังมาเลเซีย ซึ่งน่าจะส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติการของกลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในชาย แดนใต้
 
เจ้าหน้าที่คนเดิม ชี้ว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ ทางมาเลเซียเองจะต้องดูประเด็นเรื่องการเมืองภายในประเทศด้วย เพราะว่าทั้งพรรค UMNO ซึ่งคุมรัฐบาลกลางอยู่และพรรค PAS ซึ่งคุมรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐกลันตัน ต่างก็ต้องการแย่งฐานคะแนนเสียงของคนมุสลิม และไม่ต้องการที่จะดำเนินการใดๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อฐานเสียงของตัวเองได้ คนมลายูในภาคใต้ของไทยกับตอนเหนือของมาเลเซียมีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และร่วมชาติพันธุ์กัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือกัน คนมาเลเซียมองว่า การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชไม่ใช่การก่อการร้าย
 
การส่งผู้ร้ายข้ามแดน
 
นอกจากจะผิดหวังกับคำพิพากษาแล้ว ทางการไทยยังผิดหวังกับความไม่ร่วมมือของทางการมาเลเซียในการส่งผู้ร้ายข้าม แดนด้วย เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอธิบายว่า การส่งกลับนั้นทำได้ 2 ทาง คือ หนึ่ง เป็นการส่งกลับด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียงในเชิงกฎหมายว่าไทยกับมาเลเซียนั้นมีสนธิสัญญาส่ง ผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition Treaty) ระหว่างกันหรือไม่ ไทยชี้แจงว่า มีโดยการอ้างสนธิสัญญาที่เคยทำไว้กับอังกฤษซึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคมของ มาเลเซีย แต่ฝ่ายมาเลเซียถือว่าไม่มีผลบังคับใช้แล้ว วิธีที่สองคือการผลักดันกลับฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย
 
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงไทยเล่าว่า ทางการไทยส่งคนไปเฝ้าถามทุกวันว่าจะมีการปล่อยตัวจำเลยเมื่อใด แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบจากทางการมาเลเซีย
 
“เขาจงใจปกปิด” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว
 
ฝ่ายทหารเองก็พยายามที่จะใช้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพในการขอให้ส่ง ตัวกลับมา นายมูฮัมหมัดซิดีและนายมะยูไน ได้ถูกปล่อยตัวที่บริเวณชายแดนในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมาโดยทางการไทยไม่ได้รับทราบ ส่วนนายมามะคอยรี หลังจากศาลได้ยกฟ้องและสั่งปล่อยตัว เจ้าหน้าที่มาเลเซียได้นำไปควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจที่ปาเสร์มัส รัฐกลันตัน ปัจจุบันไม่แน่ชัดว่าทั้งสามคนอยู่ที่ใด

12 สิงหา....ตามแม่ไปคุก

ที่มา ประชาไท

 
เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ใครๆ ก็ต้องพูดเรื่องแม่ 'ประชาไท' จึงขอนำเสนอเรื่องราวของแม่ผู้ชราคนหนึ่งที่ต้องเดินทางไปเยี่ยมลูกชายซึ่ง เป็นผู้ต้องหาและถูกคุมขังที่เรือนจำด้วยข้อหาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และมาตรา 112



แม่พยาบาลเกด เผาพริกเผาเกลือ ประท้วง ผบ.ทบ.บิดเบือน 6 ศพวัดปทุม

ที่มา ประชาไท

 
พร้อมเผาข้อความ “งบเยอะ แต่สติน้อย” เตือนผู้นำกองทัพอย่าร้อนรนควรมีวุฒิภาวะ หากไม่หยุดจะร้องนายกฯ เล็งติดตามการทำงานกรรมการสิทธิฯ ต่อ

   
ภาพการเผาพริกเผาเกลือ หน้ากองทัพบก (ภาพโดย: Nithiwat Wannasiri)
เมื่อวันที่ 10 ส.ค.55 เวลา 13.00 น. ที่บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณวัดปทุมวนารามวรวิหาร ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม วันที่ 19 พ.ค.2553 พร้อมด้วยนายณัทพัช อัคฮาด น้องชายของ น.ส.กมนเกด และกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 10 คน ทำพิธีเผาพริกเผาเกลือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และเผากระดาษที่มีข้อความเขียนว่า “งบเยอะ แต่สติน้อย” เพื่อคัดค้าน ผบ.ทบ.ที่ได้ออกมาตีโพยตีพาย กล่าวหาว่าแม่พยาบาลเกดและพยายานในการไต่สวน 6 ศพวัดปทุมฯ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หลังการไปศาลโลกของนางพะเยาว์และพยานในการไต่สวนคดีดังกล่าวเปิดเผยว่าการ เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากนี้แม่พยาบาลเกดยังเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีวุฒิภาวะในการแสดงออกต่อสาธารณะในฐานะที่เป็นผู้นำกองทัพด้วย หากไม่หยุดจะร้องเรียนนายกรัฐมนตรีต่อ
นางพะเยาว์ อัคฮาด เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงการทำกิจกรรมดังกล่าวว่า เนื่องจากมีการไต่สวนกรณี 6 ศพ วัดปทุมฯ ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน และมีการพูดว่าคิดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็ได้พูดไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา กลับออกมาโต้ว่าคำไต่สวนของศาลว่าไม่น่าออกมาต่อสาธารณะและไม่ควรพูดว่าเป็น การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารนั้น นางพะเยาว์ มองว่าในเมื่อกระบวนการยุติธรรมกำลังขับเคลื่อน กองทัพก็มีหน้าที่รอเวลา ถึงเวลาที่เขาจะเรียกเอาเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาไต่สวน ไม่ควรออกมาร้อนรนก่อนมาตีโพยตีพายว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำ แม้ว่าจะเป็นหน้าที่ของผู้นำที่จะต้องปกป้องลูกน้อง แต่ไม่ควรที่จะหลับหูหลับตาปกป้อง
แม่พยาบาลเกดได้โต้ การที่ ผบ.ทบ. ออกมาตำหนิการไปศาลโลกของตนเป็นเรื่องไม่เหมาะสมว่า เอาอะไรมาตัดสินว่าตนเองไปศาลโลกแล้วไม่เหมาะ การไปกลับเป็นผลดีกับสังคมไทยมากว่า เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินคู่ขนานกันไป
นางพะเยาว์ เปิดเผยว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมาพูดมากอีก จะไม่ยื่นกับกองทัพแล้ว แต่จะยื่นกับผู้บังคับบัญชากับเขาโดยตรงคือนายกรัฐมนตรี สำหรับกิจกรรมต่อไป จะมีการติดตามความคืบหน้าต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในเร็วๆนี้
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา นางพะเยาว์ อัคฮาด ได้เดินทางไปเบิกความต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีดังกล่าว โดยเชื่อได้ว่าการเสียชีวิตของบุตรสาวตนเป็นการเสียชีวิตจากการปฏิบัติการ ของเจ้าหน้าที่ทหาร สำหรับการไต่สวนในคดีนี้ ศาลได้นัดไต่สวนฯ ครั้งต่อไปในวันพฤหัสบดีที่ 16 ส.ค.55 โดยตามกำหนดจะเป็นการเบิกความของญาตินายสุวรรณ ศรีรักษา นายอัฐชัย ชุมจันทร์ และนายอัครเดช ขันแก้ว
ผบ.ทบ. ซัดตำรวจแถลงคำไต่สวนไม่เหมาะสมจึงต้องส่งคนแจงบ้าง
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีการพิจารณาไต่สวนพยานจากคดี การเสียชีวิต 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม โดยหนึ่งในพยานที่เป็นตำรวจเชื่อว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารว่า เป็นเรื่องของการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม สิ่งสำคัญต้องเข้าใจว่า กองทัพบกเป็นกองทัพที่ใหญ่ มีคนหลายแสนคน ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ การปกครองคนและการให้ความดูแลปกป้องให้ความเป็นธรรมผู้ใต้บังคับบัญชา ในการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งไม่ใช่หน้าที่เฉพาะของ ผบ.ทบ. แต่เป็นหน้าที่ของระบบที่จะต้องปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาในการทำหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมา เราก็มีการติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด และเราก็ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนที่มีปัญหา หรือคนที่ถูกเรียกตัวไปไต่สวนต่างๆ เราก็ดูแล ไม่ใช่เราจะปล่อยให้เผชิญชะตากรรม ผู้บังคับบัญชาต้องดูแล และตนดูแลมาตลอด
“จะถูกจะผิดก็ว่ากันในกระบวนการยุติธรรม แต่การที่นำออกมาพูดจาข้างนอก หรือแสดงความคิดเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่เหมาะสม เมื่อไม่เหมาะสมกองทัพก็ต้องออกมาชี้แจง ประเด็นสำคัญ คือ ถ้าเป็นเรื่องของกระบวนการไต่สวน หรือการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมใดๆ ก็ตาม คิดว่าควรจะอยู่ในชั้นความลับ ไม่ใช่ออกมาพูดให้ออกมาข้างนอก ถ้าพูดข้างนอกเราก็ต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นการตอบโต้ หรือกล่าวร้ายอะไรทั้งสิ้น ต่างคนต่างมองไปคนละมุมก็ว่าไป แล้วปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเขาว่าไปใครจะผิดจะถูก ถ้าไม่มีการพูดจาออกมาข้างนอกเราก็คงไม่อยากจะพูดออกไป ไม่ควรเอาออมาแพร่ในที่สาธารณะ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ไม่ห้าม “แม่พยาบาลเกด” ฟ้องศาลโลก ระบุเรื่องในไทยต้องใช้กฎหมายไทย ถามจะอยู่ร่วมกันไม่ได้หรือไง ชี้ถ้ารื้อแต่ส่วนไม่ดีประชาธิปไตยไม่เกิดแน่
หลังจากนั้น (26 มิ.ย.) ASTV ผู้จัดการออนไลน์ได้ รายงานอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามฯ เดินทางไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อหารือแนวทางการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้อง และผู้สั่งการสลายการชุมนุมในปี 2553 ว่า ขณะนี้คดียังอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนของอัยการ แต่หากคิดว่าทำแล้วจะดีก็คงไม่สามารถห้ามได้ แต่โดยความเห็นส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะใช่ เพราะประเทศไทยก็ต้องใช้กฎหมายของเรา ใช้สิทธิให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากจะเอาทุกอย่างคงไม่ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องขึ้น ตนพูดไปก็จะทะเลาะกันอีก ดังนั้นจึงอยากพูดสั้นๆ ว่า ขอให้เข้าใจว่าทหารทุกคนทำหน้าที่และพยายามทำให้ดีที่สุด แต่หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็ไปสอบสวนหาคนผิดก็ว่ากันไป
ภาพกิจกรรม โดย Nithiwat Wannasiri
เรื่องที่เกี่ยวข้อง :
ไต่สวนการตายวัดปทุมหลักฐานชัดกระสุนสงครามสีเขียวยิงจากบนลงล่าง http://prachatai.com/journal/2012/06/41138
ไต่สวนการตาย 6 ศพวัดปทุม แม่น้องเกด-พี่ชายอาสาปอเต็กตึ๊ง เชื่อฝีมือทหาร http://www.prachatai.com/journal/2012/08/41984
เปิดเอกสาร DSI (?) : กรณี 6 ศพวัดปทุมฯ
http://prachatai.com/journal/2010/12/32440
กองทัพบกแจง 6 ศพวัดปทุมฯ
http://www.prachatai.com/journal/2012/06/41153
รายงานสถาบันนิติเวช เปิดผลชันสูตร 6 ศพวัดปทุมฯ
http://www.prachatai.com/journal/2010/06/29859
“บิ๊กตู่” ซัด ตร.พูดคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ไม่เหมาะ-ทหารต้องแถลงโต้ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000076843
“บิ๊กตู่” ปัดปลด “ไก่อู” อ้างทำเบื้องหลัง ถามแดงจะอยู่ร่วมกันไม่ได้หรือไง http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000078498

รองนายกฯ รมว.กลาโหม ควง ผบ.ทบ.เยือนใต้ ปรับแผนระงับเหตุ-คุมเข้ม 10 วันรอมฎอน

ที่มา ประชาไท

 

รองนายกฯ เผยชี้แจงแผนบูรณาการใหม่ของรัฐบาล คุมเข้ม 7 หัวเมืองเศรษฐกิจ 13 พื้นที่เฝ้าระวัง เน้น 10 วันสุดท้ายรอมฏอน เกรงความรุนแรงต่อเนื่องจะถูกนำไปถกใน OIC
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ พล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกเดินทางมาถึงค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี 
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม 2555 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติและคณะได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้และร่วมประชุมกับผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี
พล.อ.ยุทธศักดิ์เปิดเผยว่าการประชุมในครั้งนี้เป็นการชี้แจงเพื่อให้ เกิดความเข้าใจถึงแผนที่ได้มีการปรับใหม่เพื่อทำการบูรณาการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่หลังจากที่ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา  ได้มีการนำแผนการที่ทางนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้สั่งการไว้มาชี้แจงให้ทราบ รวมถึงเตือนให้หน่วยต่างๆ ในพื้นที่เข้าใจว่าจะต้องระมัดระวังและตรวจสอบความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่   ถึงแม้ว่าการแก้ปัญหาของเราจะดีอย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็คงจะยังไม่ลดความรุนแรง โดยจะก่อเหตุต่อไปเพื่อสร้างสถานการณ์ว่าพวกเขายังมีอำนาจและมีอิทธิพลอยู่ ในพื้นที่ 
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และหากสถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีการนำประเด็นดังกล่าวเข้าที่ประชุม OIC ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9 กันยายนนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ได้” พล.อ. ยุทธศักดิ์กล่าว  
พล.อ.ยุทธศักดิ์ชี้แจงอีกว่าในที่ประชุมยังมีการชี้แจงในอีกหลาย ประเด็น อาทิ เรื่อง CCTV และการจัดหาเครื่องมือในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งจะได้สรุปนำเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีต่อไป การประชุมวันนี้นับเป็นนิมิตรหมายอันดีอย่างยิ่งในการที่จะทำงานให้มี ประสิทธิภาพต่อไป เพราะสิ่งที่ทุกคนต้องการก็คือความเป็นเอกภาพของการทำงาน โดยทางผู้บัญชาการทหารบกก็ได้ให้สิทธิแก่แม่ทัพภาคที่ 4 ในการที่จะเลือกบุคคลเข้ามาทำงานในพื้นที่ 
พล.อ.ยุทธศักดิ์ได้กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่ม มาตรการเข้มในการดูแลพื้นที่ 7 หัวเมืองเศรษฐกิจและ 13 พื้นที่เฝ้าระวังในชายแดนใต้ ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้มีการเตรียมแผนการดำเนินมาตรการในการดูแล พื้นที่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ด้วยการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยหรือเขต safety zone เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น 
สำหรับกรณีที่จะมีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้ามารายงานตัวกับทางเจ้า หน้าที่จำนวน 40 คนนั้น พล.อ.ยุทธศักดิ์เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าได้มีการพูดคุยถึงประเด็นดัง กล่าว แต่ติดเรื่องเงื่อนไขของการออกมารายงานตัวตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
ในช่วงเช้าวันเดียวกันที่หน้าค่ายสิรินธรได้มีกลุ่มชาวบ้านไทยพุทธและ ไทยมุสลิมกว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมตัวกันมาเพื่อทวงถามเรื่องเงินเยียวยาหลังจากได้เดิน ทางไปยื่นหนังสือที่ ศอ.บต. มาแล้ว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ผ่านมา โดยมี พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 ออกมารับหนังสือ  โดยผู้ชุมนุมได้แสดงความไม่พอใจในการกำหนดเกณฑ์ในการเยียวยาต่างกัน มากระหว่างผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ก่อ ความไม่สงบ

เปิดข้อเสนอภาคประชาสังคมต่อ UN ขจัดเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

 
เปิดรายงานเงาการขจัดเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ภาคประชาสังคมเสนอยูเอ็นในเวทีที่เจนีวา เสนอรัฐเลิกกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ขจัดวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวล แนะรัฐส่งเสริมการเรียนภาษามลายูด้วยอักษรยาวี
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการ เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination - ICERD) มาเกือบหนึ่งทศวรรษแล้วหลังจากที่ได้มีการให้สัตยาบันไปเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 แต่ประเทศไทยก็ยังไม่เคยส่งรายงานประเทศให้กับ สหประชาชาติ (UN)
ทว่า ปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ไทยส่งรายงานสถานการณ์การดำเนินการในเรื่องการขจัด การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ  ให้กับคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (CERD Committee) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  (UN  Office of the High Commissioner for Human Rights (UNOHCHR) ซึ่งมีการประชุมในกรณีของประเทศไทยระหว่างวันที่ 9 – 10 สิงหาคม 2555 นี้ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
การประชุมจะได้พิจารณารายงานสถานการณ์การดำเนินการเรื่องการขจัดการเลือก ปฏิบัติทางเชื้อชาติของรัฐบาล (state report) ควบคู่กับรายงานของภาคประชาสังคมที่เรียกกันว่า "รายงานเงา"(shadow reports)  ซึ่งเป็นรายงานคู่ขนานกับของรัฐบาล ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้จึงมีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าร่วมประชุมเพื่อนำเสนอ รายงานดังกล่าวด้วย
รายงานเงาที่ได้มีการส่งไปมี 4 ฉบับ คือ หนึ่ง รายงานที่จัดทำโดย “พันธมิตรเฝ้าระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” (Coaliation of Racial Discrimination Watch) ซึ่งเป็นเครือข่ายหลวมๆ ขององค์กรภาคประชาสังคมที่ตั้งขึ้นเพื่อเตรียมการเขียนรายงานนี้  โดยมีมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์ปฎิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง เป็นองค์กรหลัก  สอง รายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สาม รายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) และ สุดท้ายเป็นรายงานที่จัดทำโดย “Alliance for CERD Alternative Report on Racial Discrimination towards Malayu in Southern Border Provinces of Thailand” (ACARM) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประชาสังคม 21  กลุ่มและมีมูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชนเป็นเลขานุการ
นางสาวเกาซัร อาลีมามะ ผู้ช่วยทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม สำนักงานจังหวัดยะลาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนร่างรายงานของพันธมิตรเฝ้า ระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติระบุว่าตนพยายามรวบรวมข้อมูลที่มีคนร้อง เรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมบันทึกลงในรายงานคู่ขนานซึ่งจะได้เดิน ทางไปนำไปเสนอต่อ OHCHR ด้วยตัวเอง ซึ่งมี 8 ข้อ
ส่วนหนึ่งของรายงานเงาของพันธมิตรเฝ้าระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ได้ยกประเด็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เปิด ช่องให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนในพื้นที่   และไม่ได้มีการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังก่อให้เกิด วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด หรือการไม่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำผิดดังกล่าว (impunity)
โดยรายงานฉบับดังกล่าวเสนอให้รัฐยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกและพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ และยกเลิกการเฝ้าระวังโดยใช้เหตุผลด้านเชื้อชาติ ซึ่งทำให้เกิดการคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางชาติพันธุ์ (Racial Profiling) ในมาตรการปราบปรามการก่อความไม่สงบ และปราบปรามการกระทำผิดด้านความมั่นคง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัว ให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมและการควบคุมตัว บุคคลของกฎหมายไทยและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยควรมีการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ควบคุมตัวที่กำหนดขึ้นตามกฎหมาย
รายงานยังระบุด้วยว่าแม้ว่าปัจจุบันไม่มีกฎหมายห้ามการสอนภาษามลายูใน โรงเรียนไทย แต่ก็ไม่มีหลักสูตรที่เป็นภาษามลายูและโรงเรียนต่าง ๆ ก็ไม่ใช้ภาษามลายูในการสอน  แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้มีโครงการส่งเสริมภาษามลายูที่เขียนโดยใช้ตัวอักษรไทย แต่โครงการดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับความต้อง การของคนในพื้นที่ ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นชาติพันธุ์มลายู พวกเขาต้องการพูดและเขียน ภาษามลายูด้วยอักษรยาวี
หลังจาก OHCHR ได้พิจารณารายงานทั้งสองส่วนแล้ว จะมีการจัดทำข้อเสนอแนะและส่งกลับมายังรัฐบาลไทยเพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตาม   น่าติดตามว่าทาง OHCHR  จะมีข้อเสนอแนะอย่างไร และรัฐบาลไทยจะตอบสนองมากน้อยแค่ไหน  และส่งผลต่อทิศทางการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
หมายเหตุ: สำหรับผู้สนใจอ่านรายงานฉบับเต็มของรัฐบาลและของภาคประชาสังคมทั้ง 4 ฉบับโปรดดู  http://www2.ohchr.org/english/bodies/cerd/cerds81.htm


เปิดเนื้อหารายงานเงา “พันธมิตรเฝ้าระวังการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” ส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติต่อคนชายแดนใต้
สิทธิด้านการศึกษา
สิทธิด้านการศึกษาของชุมชนมลายูมุสลิมในย่อหน้าที่ 110 ระบุว่า ภาษามลายูเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ชีวิตประจำวันและการสื่อสารในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย
ในอดีตรัฐบาลสั่งห้ามการสอนภาษาภาษามลายูในทุกโรงเรียนในประเทศไทย ทั้งนี้ตามรัฐนิยมฉบับที่ 9 ซึ่งประกาศใช้ในปี 2483 โดยระบุว่า ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติและห้ามการสอน ภาษาอื่น แม้ว่าจะยกเลิกประกาศเช่นนี้ไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีผลเหมือนเดิมสำหรับโรงเรียนในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาฉบับนี้
ย่อหน้าที่ 34 ระบุว่า นอกจากนั้น ในปัจจุบันชาวมลายูมุสลิม บางส่วนใช้คำเรียกว่าชาวมลายูปาตานี หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ที่กำเนิดและตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ ไทย กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน โดยพวกเขาถูกมองว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในขณะเดียวกัน นโยบายปราบปรามการก่อความไม่สงบเป็นเหตุให้ชาวมลายูมุสลิมเชื้อสายมาเลหลาย ร้อยคนเสียชีวิต ตั้งแต่ปี 2547 ในกรณีตากใบ กรณีมัสยิดกรือเซะในวันที่ 28 เมษายน และที่ผ่านมาไม่เคยมีการประณาม ผู้ก่อความผิดเหล่านี้ และมีการสร้างทัศนคติในเชิงลบว่าบุคคลเหล่านี้สมควรแล้วที่จะถูกฆ่าให้ตาย
การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ
ย่อหน้าที่ 36 ระบุว่า นับแต่ปี 2547 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ทั้งที่ปัตตานี ยะลานราธิวาส และสี่อำเภอของ สงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ สะบ้าย้อย เทพาและนาทวี มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกและกฎหมาย พิเศษอีกสองฉบับได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและพระราชบัญญัติการรักษาความ มั่นคงภายในราชอาณาจักร
ตามกฎหมายดังกล่าว มีการควบคุมสิทธิและเสรีภาพบางประการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ หน่วยงานสามารถแก้ไขและปราบปรามการก่อความไม่สงบ กฎหมายความมั่นคงเหล่านี้บังคับใช้เฉพาะ ชาวมุสลิม ที่ผ่านมาไม่มีการจับกุม ควบคุมตัวระหว่างรอการไต่สวน หรือระหว่างการไต่สวน หรือไม่มี การตั้งข้อหาตามกฎหมายเหล่านี้ต่อชาวพุทธหรือกลุ่มบุคคลอื่นๆ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ส่งมอบรายงาน “สิทธิมนุษยชนในระบบยุติธรรมทางอาญาในความ ขัดแย้งภาคใต้และนโยบายปราบปรามการก่อความไม่สงบของรัฐ” ให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในระหว่างกระบวนการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนตามกลไก UPR ในเดือนตุลาคม 2554 สามารถดู รายงานได้ที่ http://voicefromthais.files.wordpress.com/2554/09/upr_report-eng-thai_on-administrationof-justice-in-southern-thailand.pdf
ภายหลังเหตุการณ์ในปี 2547 รัฐบาลได้ตอบโต้เป็นครั้งแรกด้วยการบังคับใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 เพื่อปราบปรามและป้องกัน การก่อความไม่สงบ
ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและนำพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาใช้แทน และประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินร้ายแรงขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ยกเว้นสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา
ภายหลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอีกครั้ง และจนถึงปัจจุบันพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อยู่ใต้อำนาจของกฎหมายพิเศษทั้งสอง ฉบับ
มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในสี่ อำเภอของจังหวัดสงขลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 หลังจากการยกเลิกกฎอัยการศึก ที่อำเภอแม่ลาน ปัตตานี มีการยกเลิกพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในเดือนมกราคม 2554 แต่ยังประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่ พ.ร.บ.ความ มั่นคงฯ เป็นกฎหมายใหม่อีกฉบับที่มีปัญหาและทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อหลัก นิติธรรมกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในระบบยุติธรรมทางอาญาไม่น้อยไป กว่าพ.ร.ก.ความมั่นคงฯ
ข้อเสนอแนะ:
ย่อหน้าที่ 37 ระบุว่า รัฐจะต้องยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกและพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ และยกเลิกการเฝ้าระวังโดยใช้เหตุผลด้านเชื้อชาติ ซึ่งทำให้เกิดการคัดกรองบุคคลโดยดูจากลักษณะทางชาติพันธุ์ (Racial Profiling) ในมาตรการปราบปรามการก่อความไม่สงบ และปราบปรามการกระทำผิดด้านความมั่นคง
นอกจากนั้น ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติต่อบุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัว ให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมและการควบคุมตัว บุคคลของกฎหมายไทยและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยควรมีการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ควบคุมตัวที่กำหนดขึ้นตามกฎหมาย
วัฒนธรรมของการลอยนวลพ้นผิด
ย่อหน้าที่ 65 ระบุว่า นับแต่ปี 2540 – 2550 มีการไต่สวนอิสระในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และ/หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เนื่องจากตำรวจและพนักงานอัยการมักจะยุติการสอบสวน โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการวิสามัญฆาตกรรมและข้อกล่าวหาว่ามีการทรมาน อย่างในกรณีเหตุการณ์ตากใบ กรือเซะ สะบ้าย้อย หรือกรณีคนหายอย่างนายมะยูนี โลนิยา นายมะยะเต็ง มะรานอ การตายระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวของนายอัสฮารี สะมะแอ นายยาการียาปาโอ๊ะมานิ อิหม่ามนะพากาเซ็ง นายสุไลมาน แนซา ทั้งนี้เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่นับตั้งแต่ปี 2547 ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดที่ถูกลงโทษ แม้จะมีเสียงเรียกร้องรวมทั้งกรณีซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างมาก คือ การหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวมลายูมุสลิมในความขัดแย้ง ของภาคใต้ ยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด โดยตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการนำตัวผู้ กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย
เหตุการณ์กรือเซะ ปี 2547
ระบุในย่อหน้าที่ 66 ว่า ในวันที่ 28 เมษายน 2547 ประชาชน 32 คนถูกยิงจนเสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะ ปัตตานี โดยผู้ยิงเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงซึ่งทำงานในช่วงประกาศกฎอัยการศึก การไต่สวนการตายเริ่มขึ้นเมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2547 และสิ้นสุดลงในวันที่ 14 กันยายน 2549 ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ศาล จังหวัดปัตตานีได้อ่านคำสั่งเกี่ยวกับสาเหตุและพฤติการณ์ของการตายซึ่งเป็น ผลมาจากการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจด้วยการใช้อาวุธปืนและมีด โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจปฏิบัติการภายใต้คำสั่ง ของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี พ.อ. มนัส คงแป้น และพ.ท.ธนภัทร นาคชัยยะ บุคคลทั้งหมดเสียชีวิตจาก อาการบาดเจ็บที่อวัยวะสำคัญอันเนื่องมาจากลูกกระสุนปืนและระเบิดในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาต่อผู้บังคับบัญชาเหล่านี้
เหตุการณ์ตากใบ
ระบุในย่อหน้าที่ 67 ว่า ในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ประชาชนกว่า1,300 คน ได้ประท้วงอย่างสงบที่บริเวณด้านหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จากนั้นได้ถูกควบคุมตัว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตระหว่าง การควบคุมตัว 78 คน การไต่สวนการตายในกรณีนี้เริ่มขึ้นในปี 2550 และสิ้นสุดลงในปี 2552 ผลการ ไต่สวนการตายไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้ใด ซึ่งทำให้มีการเสียชีวิตของบุคคลทั้งสิ้น 78 คน รวมทั้งผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนในที่เกิดเหตุอีก 6 คน
กรณีของอิหม่ามยะผา กาเซ็ง
ระบุในย่อหน้าที่ 68 ว่า อิหม่ามยะผากาเซ็งได้ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยเฉพาะกิจที่ 39 อำเภอรือเสาะ นราธิวาส พร้อมกับลูกชายสองคนและนายรายู อายุ 18 ปีซึ่งเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 อิหม่ามยะผาเสียชีวิตในตอนเช้าของวันที่ 21 มีนาคม ทันทีหลังจากการเสียชีวิต ทาง กองทัพได้อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาเพื่อแก้ตัว ศาลได้ยกคำร้องของทนายความเนื่องจากเห็นว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการควบคุม ตัวผู้ต้องสงสัยตามกฎอัยการศึก และพรก.ฉุกเฉินฯ ผลการไต่สวนการตายซึ่งมีขึ้น ในปี 2551 ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการทรมานจนทำให้อิหม่ามยะผาเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพได้ยอมจ่ายเงินจำนวน 5.2 ล้านบาทเป็นค่าชดเชยเพื่อยอมความในคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาต่อ เจ้าหน้าที่ทหารยังไม่มีความคืบหน้า
รายงานดังกล่าวยังระบุอีกว่า ปัจจุบันไม่มีกฎหมายห้ามการสอนภาษามลายูในโรงเรียนไทย แต่ก็ไม่มีหลักสูตรที่เป็นภาษามลายูและโรงเรียนต่าง ๆ ก็ไม่ใช้ภาษามลายูในการสอน เมื่อเร็ว ๆ นี้ โรงเรียนต่าง ๆ ในภาคใต้ได้ ส่งเสริมภาษามลายูที่เขียนโดยใช้ตัวอักษรไทย แทนที่จะใช้ตัวอักษรแบบในท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นชาติพันธุ์มลายู พวกเขาต้องการพูดและเขียน ภาษามลายู และใช้ตัวอักษรของตนเอง ที่ผ่านมามีการใช้ตัวอักษรยาวีสำหรับการสอนศาสนาอิสลาม และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน รวมทั้งการปฏิบัติศาสนกิจ
โดยแท้จริงแล้วการเรียนการสอนภาษามลายูโดยใช้ตัวอักษรไทย ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์มลายูไม่สามารถ อ่านและเขียนโดยใช้ตัวอักษรยาวีได้ ชาวมลายูมุสลิมในประเทศไทยได้ถูกแบ่งแยกออกจากโลกของชาว มลายูมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุใดชาวมลายูมุสลิมไม่ ต้องการส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียนรัฐบาล
นอกจากนั้น รัฐบาลไทยไม่ให้โอกาสที่จะใช้ภาษามลายูในสื่อของรัฐ ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ รัฐนิยมฉบับที่ 9 ห้ามไม่ให้เขียนภาษามลายูในโฆษณาต่อสาธารณะหรือในการเขียน ป้ายชื่อถนน รวมทั้งชื่อของหมู่บ้านด้วย และยังมีการปฏิบัติเช่นนี้จนปัจจุบัน ในอดีตมีการแปลชื่อภาษามลายูของถนนและหมู่บ้านเป็นภาษาไทย แต่คำแปลภาษาไทยไม่สอดคล้องกับความหมายในภาษามลายู โดยป้ายไม่มีการใช้ตัวอักษรยาวี จึงถูกตีความว่ารัฐไทยไม่ยอมรับภาษามลายู โดยถูกมองว่าตัวอักษรเหล่านั้นสะท้อนอุดมการณ์ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ในปัจจุบัน มีข้อเรียกร้องให้แปลชื่อถนนและอำเภอเป็น ภาษามลายู แต่กระทรวงคมนาคมไม่อนุญาต โดยยอมให้มีเพียงการใช้ภาษาไทยในป้ายบอกชื่อเหล่านั้น
รวมถึงยังระบุข้อเสนอแนะในย่อหน้าที่ 114 ไว้ด้วยว่า รัฐบาลควรส่งเสริมและพัฒนาการใช้ การเรียนและการสอนภาษามลายูในประเทศไทย โดยทันที ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาภาษามลายู โดยให้ปัญญาชน ในพื้นที่จากชุมชนชาวมลายูมุสลิมมีส่วนร่วม รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณและบุคลากรอย่างเพียงพอ และศูนย์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต ด้วย

เผยดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกทหารให้การยิงสลายเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

 

ดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียกทหาร-ตำรวจที่ร่วมปฏิบัติการ ให้การ ภารกิจยิงกดดันสลายมวลชนเสื้อแดง มั่นใจหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไขความจริง 
 
10 ส.ค. 55 - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจราย งานว่าพ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิตของประชาชน 91 ศพจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2553 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนจะนำเอกสาร การสั่งการของศอฉ.ที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจภูธร ไปประจำการในจุดใดบ้าง มีจำนวนกี่คน และหัวชุดปฏิบัติการณ์เป็นใคร รวมทั้งตำรวจทีี่เป็นกำลังเสริมมาจากกองบัญชาการต่างจังหวัด โดยตำรวจชุดนี้จะขึ้นตรงการสั่งการของศอฉ.ไม่ใช่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น. )
 
สำหรับกลุ่มแรกที่ดีเอสไอจะเรียกมาสอบปากคำ คือ ทหารที่ประจำการจุดต่างๆ และมีภาพปรากฎผ่านสื่อ ขณะทหารใช้ปืนยิงเพื่อกดดันมวลชนให้ถอยร่น ซึ่งจะสอบถามว่าใช้ปืนอะไร และนำกระสุนมาจากไหน เพื่อบันทึกปากคำในสำนวนคดี โดยจะมีการออกหมายเรียกมาให้ข้อมูล ไปยังต้นสังกัด ส่วนกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหาร 3 ราย ที่ปรากฎภาพผ่านสื่อมวลชน ขณะกำลังใช้ปืนยิงจากด้านสูงลงไปด้านล่าง และบริเวณที่เกิดเหตุก็มีบุคคลได้รับบาดเจ็บจากอาวุธปืน พนักงานสอบสวนจะเร่งหาข้อมูลว่าเป็นทหารจริงหรือไม่ หากเป็นทหาร อยู่สังกัดใด จากนั้นออกหมายเรียกมาสอบปากคำต่อไป
 
พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมปฏิบัติการก็ต้องสอบปากคำเช่นกัน โดยจะสอบถาม ภาพเหตุการณ์โดยร่วมจุดที่ประจำการขณะนั้นว่ามีพบเหตุการณ์ยิงหรือการใช้ อาวุธปืนลักษณะใดบ้าง ทั้งนี้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี เช่น หากให้การว่าใช้กระสุนซ้อม ที่ไม่มีหัวกระสุน ทางข้อเท็จจริงสามารถระบุได้ ว่าอาวุธที่เบิกมาใช้มีกระสุนซ้อม หรือกระสุนชนิดใดตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

2475 คือผู้สร้างเอกราชทางศาลของเมืองไทยอย่างแท้จริง

ที่มา thaifreenews



ถ้าไม่มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมหลังการอภิวัฒน์แล้ว 
ศาลไทยก็คงไม่มีระบบที่เป็นมาตรฐานสากลจนนานาชาติเขายอมรับ




















ความจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ 
มีความพยายามสร้างภาพว่า 

องค์กรศาลยุติธรรมของไทยนั้น มีความเป็นมา

ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตยน้อย 

ต่างจากรัฐสภาและรัฐบาล แต่ความเป็นจริงก็คือ 
ถ้าไม่มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 
เพื่อกำหนดลักษณะปัจจุบันของศาลไทย
ที่เป็นผลพวงจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้ว 
เอกราชทางศาลของเราก็ยังไม่เป็นอย่างปัจจุบัน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/08/55 เดินตามหลังผู้ใหญ่..ผีไม่หลอก?

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เดินตามหลัง ผู้ใหญ่ ผีไม่หลอก
เจอทางออก ดีแน่ แก้ปัญหา
ช่วยดับไฟ ลุกท่วม อ่วมพารา
เป็นหูตา โอบเอื้อ เพื่อนำทาง....

กปต.ศปก.จชต.
ที่เกิดก่อ ไม่สับสน ให้หม่นหมาง
ไม่ซับซ้อน แยกกันทำ ไม่อำพราง
เพื่อสะสาง ปัญหาใต้ ให้ร่มเย็น....

ข้าราชการ ประชาชน ผู้ทนทุกข์
ช่วยปลอบปลุก พ้นลำบาก ที่ยากเข็ญ
ตำราจ ทหาร ที่ชอกช้ำ สุดลำเค็ญ
ทำให้เห็น ว่าสงบ จบเสียที....

ไฟแดนใต้ ยังลุกโชน โหมกระหน่ำ
ลงมือทำ แก้ปัญหา อย่าหน่ายหนี
ร่วมพลัง ทำเรื่องร้าย กลายเป็นดี
รักสามัคคี ให้เกิดก่อ ทอประกาย....

ดวงตะวัน ยอแสง ยิ้มแฉ่งสวย
อบอวยด้วย รอยยิ้มงาม เมื่อยามสาย
สมานใจ ที่รุ่มร้อน ให้ผ่อนคลาย
เพื่อจุดหมาย ใต้สุขสม แล้วร่มเย็น ....

๓ บลา / ๑๑ ส.ค.๕๕