WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 14, 2012

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: Taxe soda ภาษีบาปที่ไม่ใช่แค่เรื่องเหล้าเบียร์

ที่มา ประชาไท

 

ในสังคมเสรีประชาธิปไตยนั้นการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้าต่างๆเป็น กิจกรรมของปัจเจกบุคคลที่ทำได้โดยอิสระโดยรัฐไม่เข้าไปแทรกแซง รัฐต้องเคารพในการตัดสินใจของประชาชนเพราะไม่มีใครรู้ดีที่สุดว่าอะไรเป็น สิ่งที่ดีที่เหมาะที่สุดและสนองความต้องการได้ดีที่สุดเท่ากับตัวเราเอง และเมื่อประชาชนตัดสินใจบริโภคอะไรแล้ว ตัวเองย่อมเป็นคนรับชะตากรรมที่ตามมาจากการบริโภคนั้นๆไม่ว่าในทางดีหรือทาง แย่ ดังนั้นรัฐไม่สามารถบังคับให้คนยากจนไม่มีฝันไม่มีความอยากได้ซื้อของหรู ราคาแพงตราบใดที่กระเป๋าตังค์ของเขาอำนวยให้ได้ของหรูหรามา
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่ามีสินค้าทุกชนิดเมื่อบริโภคแล้วส่งผลดีผลเสียต่อ เฉพาะคนซื้อเพียงคนเดียว มีสินค้าบางอย่างที่เมื่อบริโภคแล้วส่งผลถึงคนรอบข้างหรือสังคมได้ (externalities) การส่งผลรอบข้างมีได้ 2 กรณีคือ ด้านบวก เช่น การฉีดวัคซีนเป็นต้น ถ้าในสังคมมีการฉีดวัคซีนมากขึ้นอาจส่งผลต่อสังคมในการที่สามารถควบคุมโรค ร้ายให้หายไป และกรณีด้านลบ เช่น การสูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นต้น และเมื่อการบริโภคดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบแต่เฉพาะตัวเองแล้วแต่ยังลามไป ถึงสังคมนั้นจึงเปิดโอกาสให้รัฐเข้ามาแทรกแซงการบริโภคของปัจเจกบุคคลได้บาง ส่วน ในนามของเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ขั้นตอนภาษีบาป

อย่างไรก็ตามการออกกฎหมายห้ามบริโภคหรือริบทำลายสินค้าที่ส่งผลเสียต่อ สังคมอาจเป็นสิ่งที่โหดร้ายและดูเผด็จการเกินไปสำหรับรัฐ รัฐจึงต้องหาวิธีเพื่อให้ผู้บริโภครับผิดชอบต่อสังคมเมื่อไรก็ตามที่บริโภค สินค้านั้น วิธีดังกล่าวคือการเก็บ ภาษีบาป
การเก็บภาษีบาป ขั้นตอนแรกจึงเริ่มจาการกำหนดว่าสินค้าไหนส่งผลเสียต่อสังคม ซึ่งการกำหนดนั้นต้องผ่านกระบวนการเห็นชอบทางสังคมและควรมีหลักฐานและความ เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อสังคมจริงๆ การขาดหลักฐานมายืนยันย่อมสร้างความไม่พอใจกับผู้บริโภคจำนวนมากที่ต้อง แบกรับภาษีมากขึ้น สินค้าที่สามารถเก็บภาษีบาปจึงไม่ได้ถูกตีกรอบแค่บุหรี่หรือเหล้าเท่านั้น แน่นอนละว่ามีรายงานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มเหล้ามี โอกาสที่เกิดโรคหลายๆอย่าง เช่น โรคหัวใจ ตับแข็ง มะเร็งปอด ได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่สูบบุหรี่และกินเหล้าทุกคนต้องเป็นโรคร้ายที่ กล่าวมา สาเหตุจากมะเร็งปอดมีสาเหตุอื่นๆเช่น จากใยหิน หรือพยาธิใบไม้ตับก็ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งตับได้ นอกจากนี้สินค้าอื่นๆที่ถูกมองข้าม เช่น น้ำตาลก็เป็นสาเหตุของฟันผุ โรคอ้วนและโรคหัวใจได้เช่นกัน ซึ่งแนวโน้มในอนาคตที่โลกขาดแคลนอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าการมีน้ำหนักมากอาจถูกตีค่าเป็นภัยต่อสังคมในอนาคตก็ได้

Taxe soda ภาษีรับมือโรคอ้วน

เมื่อ มกราคม 2012 ฝรั่งเศสประกาศใช้เพิ่มภาษีอีกตัวเรียกว่า Taxe soda ซึ่งเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเครื่องดื่มผสมน้ำตาล เช่น น้ำผลไม้ หรือ น้ำอัดลม และคาดว่าเก็บภาษีได้ 120 ล้านยูโรและทำให้ราคาเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 35% ซึ่งการอ้วนมีแนวโน้มสูงขึ้นในฝรั่งเศส และคาดว่าประชากร 20%จะเป็นโรคอ้วนในปี 2020 ค่าใช้จ่ายต่อปีที่เกี่ยวกับโรคอ้วนสูงถึง 2.59พันล้านยูโร [1] เพราะว่าฝรั่งเศสมีระบบประกันสุขภาพโดยรัฐค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อการรักษา รัฐจึงเป็นผู้จ่ายส่วนใหญ่ โดยที่เอกชนรับผิดชอบในบางส่วน การอ้วนจึงเป็นการสร้างภาระให้สังคมโดยรวม และถึงแม้มีตัวเลขยืนยันและความเกี่ยวข้องขนาดนี้ก็ยังส่งผลความไม่พอใจกับ ผู้บริโภคต่อภาษีดังกล่าว
ขั้นตอนต่อมาคือ การเลือกวิธีการเก็บภาษีและอัตราการเก็บภาษี การเก็บภาษีที่นิยมคือภาษีสรรพสามิตรโดยตรงกับสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสังคม เพื่อให้ผู้บริโภคยิ่งซื้อมากเท่าไรยิ่งต้องจ่ายเงินมากขึ้นให้สังคมเท่า นั้น และผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง นอกจากนี้เมื่อสินค้าราคาแพงมากขึ้นจึงเป็นการบังคับทางอ้อมให้ผู้บริโภคมี ความสามารถในการซื้อสินค้าน้อยลงตามมาด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญคือการกำหนดอัตราภาษีให้พอเหมาะ การเก็บภาษีในอัตราต่ำอาจส่งผลไม่มากนักต่อการลดปริมาณการซื้อ และตรงกันข้ามการกำหนดอัตราสูงก็เป็นการกีดกันผู้มีรายได้น้อยออกจากตลาด และอาจส่งผลต่อการเกิดตลาดมืดตามมา มิใช่ว่าคนรวยเท่านั้นที่สามารถสูบบุหรี่กินเหล้าราคาแพงได้และเป็นวัฒนธรรม ที่ดูโก้เก๋ แต่คนจนเองก็มีความต้องการคลายเครียดด้วยบุหรี่และเหล้าเช่นเดียวกัน
ขั้นสุดท้ายคือการนำภาษีที่เก็บได้ไปใช้ โดยทั่วไปแล้วภาษีบาปที่เก็บได้จะถูกโอนไปยังงบประมาณกลางเพื่อให้รัฐใช้ ประโยชน์สาธารณะในด้านอื่นๆ หรืออีกรณีคือนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงกับผู้เสียภาษี เช่นกรณี NHS ในอังกฤษนำภาษีบุหรี่ที่ได้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการ รักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอด เป็นต้น

สถานการณ์ประเทศไทย

จากข้อมูลของ FIT [2] ตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาท นอกจากตลาดเหล้าเบียร์แล้ว ยังมีตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ตลาดชาเขียวประมาณ 3,000 ล้านบาท ตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 30,000 ล้านบาท ตลาดกาแฟมูลค่า 8,000 ล้านบาท ตลาดน้ำผลไม้ 5,700 ล้านบาท และ ตลาดฟังก์ชันนอลดริงก์ 2,000 ล้านบาท ซึ่งแนวโน้มโดยเฉลี่ยตลาดน้ำดื่มสูงขึ้น 11% ต่อปี และเครื่องดื่มที่กล่าวมานั้นมีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ในขณะที่คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงถึง 30 กิโลกรัม สหรัฐอเมริกา 34 กิโลกรัม และ ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 19 กิโลกรัมต่อคนต่อปี [3]
ส่วนสถานการณ์โลกอ้วนจากรายงานคณะแพทย์สงขลานครินทร์ [4] 30.8%ประชากรชายไทยมีค่า BMI≥25 และ 43.5% ประชากรหญิงไทยมีค่า BMI≥25 และในประชากรไทย 15ปีขึ้นไปนั้น 6.9% เป็นเบาหวาน 21% มีความดันโลหิตสูง และ 19.4% มีคลอเรสเตอรอลสูง และ ร้อยละ 22-27 ของผู้ป่วยอ้วนมีโรคเกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึม เช่น โรคความดัน
และจากระบบฐานข้อมูลสังคมและคุณภาพชีวิต [5] แสดงอัตราการตายด้วยโรคต่างๆต่อประชากรแสนคนในแต่ละปี ปรากฏว่าแนวโน้มของการตายด้วยโรคมะเร็งตับ โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง มีแนวโน้มคงที่ และสาเหตุการตายด้วยโรคเบาหวานสูงกว่าสาเหตุการตายด้วยโรคถุงลมโป่งพอง
อ้างอิง:
  1. http://ecoetsante2010.free.fr/article.php3?id_article=90
  2. http://www.foodindustrythailand.com/v17/index.php?option=com_content&view=article&id=1038&Itemid=130
  3. http://ageconsearch.umn.edu/bitstream/115555/2/AAE679.pdf
  4. http://www.nutritionthailand.or.th/upload/docpath/Sym%209.1-%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B2%20%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93.pdf
  5. http://social.nesdb.go.th/SocialStat/StatReport_Final.aspx?reportid=219&template=2R1C&yeartype=M&subcatid=1

ปาตานีและกรุงเทพฯ : ประชาชาติที่ไร้รัฐและความเป็นรัฐประชาชาติใหม่

ที่มา ประชาไท

 

ตลอดระยะเวลา 8 ปีของสถานการณ์การสู้รบกันระหว่างกองทัพไทยกับกองกำลังติดอาวุธอุดมการณ์ปลด ปล่อยปาตานี เป็นที่ชัดเจนในตัวของมันเองแล้วว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างจุดยืนใน อุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันอย่างคู่ขนานของความเป็นปาตานีและความเป็น กรุงเทพฯ
แต่แค่เพียงรู้ชัดเจนว่าใครกำลังสู้อยู่กับใครเท่านั้น คงไม่เพียงพอสำหรับการที่จะมองเห็นภาพแนวทางการคลี่คลายการสู้รบที่ชายแดน ใต้ของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน
กล่าวคือในทุกปรากฏการณ์ความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมมีสิ่งที่เรียกว่า “แรงขับ” เป็นตัวผลักให้เกิดขึ้นแทบทั้งสิ้น กรณีของปรากฏการณ์การสู้รบกันที่ชายแดนใต้ก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีแรงขับให้เกิดขึ้นแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะหาเจอหรือไม่และตั้งโจทย์ของปัญหาถูกหรือไม่ แค่นั้นเอง
แรงขับแรก เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1786 ตรงกับปี พ.ศ.2329 เกิดเหตุการณ์การก่อสงครามล่าอาณานิคมโดยอาณาจักรสยามหรือรัตนโกสินทร์หรือ กรุงเทพฯต่ออาณาจักรปาตานี ปรากฏว่าอาณาจักรปาตานีเป็นฝ่ายแพ้และกลายเป็นเมืองขึ้น โดยที่อำนาจอธิปไตยยังมีอยู่
แรงขับที่สอง เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1808 ตรงกับปี พ.ศ.2351 เกิดเหตุการณ์การแบ่งแยกและปกครองอาณาจักรปาตานีเป็นเจ็ดหัวเมือง
แรงขับที่สาม เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1821 ตรงกับปี พ.ศ.2364 เกิดเหตุการณ์การโยกย้ายอพยพคนสยามนับถือศาสนาพุทธมาตั้งรกรากในพื้นที่ของ หัวเมืองทั้งเจ็ด
แรงขับที่สี่ เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1902 ตรงกับปี พ.ศ.2445 เกิดเหตุการณ์การผนวกหัวเมืองทั้งเจ็ดเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯภายใต้โครง สร้างแบบมณฑลเทศาภิบาล
แรงขับที่ห้า เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1909 ตรงกับปี พ.ศ.2452 เกิดเหตุการณ์การทำสนธิสัญญาแบ่งปันการยึดครองดินแดนอาณานิคมระหว่างสยามกับ บรีทิช ภายใต้สัญญาที่เรียกว่า Anglo-Siamese Treaty
ถือได้ว่าแรงขับทั้งห้าข้างต้นเป็นต้นเหตุให้คนปาตานีต้องกลายเป็น “ประชาชาติที่ไร้รัฐ” จนถึงทุกวันนี้
ส่วนทางด้านอาณาจักรสยามหรือกรุงเทพฯ เมื่อแผนการของการล่าอาณานิคมสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะปาตานีเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ ล้านนาและล้านช้างก็ตกเป็นเหยื่อด้วยเหมือนกัน จึงจำเป็นที่กรุงเทพฯ จะต้องมีแผนการใหม่ในการที่จะรักษาดินแดนอาณานิคมที่ยึดมา ด้วยการสรรค์สร้างชุดความคิดที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองให้กับปวงชนที่มี ความหลากหลายอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์และศาสนา ให้รู้สึกมีความเป็นเจ้าของร่วมในอธิปไตยของประเทศที่คิดค้นและสร้างขึ้นมา ใหม่ซึ่งครอบคลุมตัวตนของปวงชนทุกคน นั่นคือ จากชื่อประเทศเดิมว่า “สยาม”เปลี่ยนเป็น “ประเทศไทย” ในสมัยของนายกรัฐมนตรีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อปี พ.ศ.2482 ตรงกับปี ค.ศ.1939 ภายใต้ระบอบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งแผนการดังกล่าวรวมเรียกว่า “อุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุรักษ์”
อุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุรักษ์ หมายถึง “ความเป็นรัฐที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของปวงชนและปวงชนไม่ใช่ชาติ และชาติในทัศนะของอุดมการณ์นี้ คือผู้นำสูงสุดหรือผู้ปกครองสูงสุด”
กรุงเทพฯ ในปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่ามีสถานะทางการเมืองที่ถูกหล่อหลอมจากอุดมการณ์ ชาตินิยมแบบอนุรักษ์อย่างมีพัฒนาการ โดยผ่านสถิติที่ไล่เลี่ยกันของปรากฏการณ์การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดย ประชาชนและการทำรัฐประหารเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีโดยทหาร ซึ่งอำนาจฝ่ายบริหารคุมไม่อยู่
เมื่อการสู้รบระหว่างปาตานีกับกรุงเทพฯต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่า ถ้าจะให้จบโดยผลลัพธ์นั้นตัวเองเป็นฝ่ายชนะ ตัวแปรสำคัญคือ “ความจริง” เมื่อไหร่ความจริงได้ปรากฏสู่สังคมสาธารณะ เมื่อนั้นแหละการสู้รบจึงจะยุติ
แต่ในความเป็นจักรวรรดินิยมกรุงเทพฯที่มีความเป็นรัฐประชาชาติใหม่ซึ่ง ถูกหล่อหลอมจากอุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุรักษ์ ความเป็นไปได้น้อยมากที่จะรู้ความจริงจากโครงสร้างการปกครองแบบ “ลับ ลวง พราง” ซึ่งถือว่าอำนาจสูงสุด นั่นคืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนจริงหรือไม่ หรือจะเป็นไปตามพลพรรคคนเสื้อแดงเรียก นั่นคือ “ประชาธิปไตยซ่อนรูปเผด็จการ” จึงเป็นการยากที่จะรู้ความจริงจากฝ่ายขบวนการอุดมการณ์ปลดปล่อยปาตานีเหมือน กัน ตราบใดที่ท่าทีของกรุงเทพฯ ยังใช้การลับ ลวง พราง ในการบอกว่า “เรามาพูดคุยเพื่อสันติภาพกันนะ”
เพราะถ้าสมมติว่าขบวนการฯ เปิดเผยตัวออกมาพูดคุยเพื่อสันติภาพ ในขณะที่โครงสร้างการปกครองของรัฐไทยโดยการนำของกรุงเทพฯ นั้น ไม่มีความชัดเจนว่าใครคือผู้มีอำนาจสูงสุดและเป็นที่สิ้นสุดในการตัดสินใจ นายกรัฐมนตรี หรือ ผู้บัญชาการทหารบก หรือ มือที่มองไม่เห็น แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับขบวนการฯโดยเฉพาะตัวคนที่ออกมาเปิดเผยตัวเอง  ทางขบวนการฯ ก็เลยใช้การ “ลับ ลวง พราง” ตอบโต้อย่าง “หนามยอกเอาหนามบ่ง”
ก็เลยไม่แปลกที่จนถึงปัจจุบันทางขบวนการฯ ก็ยังไม่เปิดเผยตัวเอง เพราะสถานการณ์ความเป็นจริงของทางกรุงเทพฯ นั้นอยู่ในสถานะที่ไม่พร้อมจะมาพูดคุยเพื่อสันติภาพ ที่เป็นกระแสครึกโครมว่ามีการพูดคุยกันในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียนั้น เป็นแค่ยุทธการที่เรียกว่า “โยนหินถามทาง” และ “แหวกหญ้าให้งูตื่น” แล้วงูก็ตกใจวิ่งหนีตกเข้าไปในบ่อที่ขุดไว้
ถ้ามองในหลักการมีความเป็นไปได้บ้างของการพูดคุยเพื่อสันติภาพแล้ว ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ท่าทีความจริงใจและมีความลึกซึ้งกับความหมายของคำ ว่า “สันติภาพ” มากน้อยแค่ไหนของกรุงเทพฯ หรือรัฐไทย มีแต่แนวทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเปิดพื้นที่การพูดคุยเพื่อสันติภาพ ที่ไม่มีการ “ขุดบ่อล่อปลา” เหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ถ้าทางกรุงเทพฯ สามารถพิสูจน์ความจริงใจแบบนี้ได้จริง เชื่อว่าทางฝ่ายขบวนการอุดมการณ์ปลดปล่อยปาตานีเอง ก็คงรู้สึกว่ามันถึงเวลาของการพูดคุยเพื่อสันติภาพจริงๆ แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่า “ใครหละจะกล้าการันตีว่ากรุงเทพฯ จะไม่หลอกปาตานีอีก”


ที่มา: ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ 

นักวิชาการเตรียมล่าชื่อร้องนายกฯ ยัดไส้ชงรัฐทำเอฟทีเอผูกขาดยา

ที่มา ประชาไท

 

รุมประณามกรมเจรจาการค้าฯ ยัดไส้มั่วข้อมูลชงรัฐบาลทำเอฟทีเอผูกขาดยาตามอียู อ้างไม่มีผลกระทบ
13 ส.ค.55 จากการที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการการประชุมระดับสูงเพื่อพิจารณาเตรียมการเปิดการเจรจาการค้าเสรีของไทย เมื่อวันที่ 9ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เสนอต่อรัฐบาลว่า ‘ควรกำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า TRIPs หรือยอมรับ TRIPs Plus ในการจัดทำการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เนื่องจากการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา (Data Exclusivity) เพิ่มเติม 5 ปีจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุ บัน และการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (Generic drugs) วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด’ และจะ เร่งนำร่างกรอบดังกล่าวเข้าสู่ ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้เพื่อทันการพิจารณาของรัฐสภาใน ส.ค.
นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและการรักษาแสดงความเคลือบแคลงความเห็นของกรมเจรจาฯ ว่ามีความผิดปกติอย่างยิ่งเพราะขัดกับหลักฐานทางวิชาการและความเป็นจริง
 
ทางด้าน รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาสภาที่ปรึกษาหลายสมัยได้เคยส่งความเห็นถึงรัฐบาลมาโดยตลอดว่า การเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ควรรับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ในองค์การการค้าโลกเพราะเรื่องนี้มีผลกระทบรุนแรงมาก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านยาที่เพิ่งประกาศใช้ก็ได้กำหนดไว้เช่นกัน
 
“ไม่เข้าใจว่า เหตุใดกรมเจรจาฯจึงมีความเห็นเช่นนั้น เพราะแม้แต่งานศึกษาที่กรมเจรจาฯจัดจ้างสถาบันทีดีอาร์ไอศึกษายังให้ข้อสรุปว่า ‘หากไทยยอมรับข้อเรียกร้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป ปัญหาการเข้าถึงยาสำคัญภายใต้สิทธิบัตรจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และโอกาสที่บริษัทยาไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากการยกระดับการคุ้มครองยาต้นแบบให้สูงขึ้นมีค่อนข้างจำกัด ในขณะที่ผลประโยชน์เกือบทั้งหมดน่าจะตกกับบริษัทยาข้ามชาติ’ ที่สำคัญการยอมตามสหภาพยุโรปจะไม่ใช่แค่เรื่องทวิภาคี เพราะในมาตรา 4 ของความตกลงทริปส์เมื่อให้ประเทศใดก็ต้องให้กับประเทศอื่นๆด้วย หวั่นเกรงว่า เมื่อกรมเจรจาฯไม่มีความรู้ หรือไม่ใช้ความรู้ อาจส่งผลร้ายแรงทำให้รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดได้”
 
ทั้งนี้ รศ.ดร.จิราพร ชี้ว่า การผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) หรือที่กรมเจรจาฯเลี่ยงไปใช้คำว่า การคุ้มครองข้อมูลทางยา เพื่อลดโทนของภาษาลงอย่างผิดทิศผิดทางนั้น เป็นการผูกขาดตลาดที่ไม่มีเหตุผลและมีความเสียหายร้ายแรงที่สุดในบรรดาข้อเรียกร้องทริปส์พลัสทั้งหมด จากการศึกษาค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปีที่ 5จะมีผลกระทบมากกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปเรื่องการจัดการ ณ จุดผ่านแดนที่ต้องการให้มีการยึดยาที่ต้องสงสัยซึ่งจะยิ่งถูกใช้เป็นการกลั่นแกล้งอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญอย่างไม่เป็นธรรมดังที่เกิดขึ้นหลายกรณีพิพาทระหว่างอินเดียและสหภาพยุโรปตามเมืองท่าต่างๆ
 
ดังนั้นในวันพฤหัสบดีที่ 23 นี้ทางคณะทำงานด้านสาธารณสุข สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเชิญกรมเจรจาฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อทำความเห็นเสนอต่อรัฐบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด
 
ทางด้าน ผศ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ชี้ว่า ความเห็นของกรมเจรจาฯเป็นความเห็นที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานวิชาการ และไร้มนุษยธรรม ซึ่งจะชี้นำทิศทางที่ผิดพลาดให้แก่ผู้กำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ
 
“ขณะนี้นักวิชาการด้านเภสัชศาสตร์ การแพทย์ การสาธารณสุข การพัฒนาสังคม การคุ้มครองผู้บริโภค และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อทำหนังสือถึงรัฐบาลขอให้นายกรัฐมนตรียืนยันที่จะกำหนดไว้ในกรอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรปที่จะไม่รับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ และขอให้การเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่จะมีขึ้นรอผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่” 
 
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า กำลังพยายามติดต่อคนในรัฐบาลให้รับรู้ถึงความผิดปกตินี้
 
“หากปล่อยให้กรมเจรจาฯสอดไส้ร่างกรอบเจรจาฯที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเข้า ครม.ในเร็วๆนี้ นี่จะคือหายนะของประเทศ และอาจเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะติดกับดักที่คนในกรมเจรจาฯวางดักให้รัฐบาลเสี่ยงกับการผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดยไม่นำร่างกรอบเจรจาฯรับฟังความคิดเห็นก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา”

โครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าสะอาด ร้องผู้แทน EU ร่วมสังเกตคดีไทรอัมพ์ฯ

ที่มา ประชาไท

 
หวั่นลำเอียงและเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องคดีต่อกรรมการสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ และภาคประชาสังคมที่ใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมในโอกาส ต่อไป
เมื่อวันที่ 6 ส.ค.55 ที่ผ่านมา กลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกดขี่ หรือ Clean Cloth Campaign (CCC) โดย นางสาวเต็ตเซล (Ms. Tessel Pauli) ผู้ประสานงานร้องเรียนเร่งด่วน สำนักเลขาธิการต่างประเทศกลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกด ขี่ (Urgent Appeals Coordinator, Clean Clothes Campaign International Secretariat) ได้ส่งจดหมายถึง ฯพณฯ เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (Ambassador Lipman Head of the EU Delegation to Thailand) เรียกร้องให้เข้าร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดี ระหว่างวันที่ 23, 24, 28 - 30 ส.ค.นี้ ที่ศาลอาญา รัชดา กังวลอย่างมากว่าการไต่สวนคดีนี้จะลำเอียงและเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องคดีต่อ ต่อกรรมการสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ และภาคประชาสังคมต่อไป
โดยจดหมายร้องเรียนระบุว่าในนามของ กลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกดขี่ ได้เคยติดต่อทางเอกอัครราชทูตฯ มาแล้วหลายครั้งเกี่ยวกับการฟ้องคดีผู้นำแรงงานสามคน คือ น.ส.บุญรอด สายวงศ์(อดีตเลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ) น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ) และนายสุนทร บุญยอด(เจ้าหน้าที่สภาศูนย์กลางแรงงาน) ที่จัดชุมนุมอย่างสงบเพื่อประท้วงการปลดคนงานไทรอัมพ์ฯ กว่า 2,000 คน ในวันที่ 28 ส.ค. 2552 (27 ส.ค.52 – ประชาไท) ต่อมามีการฟ้องคดีกับผู้นำแรงงานทั้งสามคนตามมารตรา 215 และ 216 ของประมวลกฎหมายอาญา กรณีที่ชุมนุมหน้ารัฐสภา เราได้ขอให้ท่านส่งตัวแทนเข้าสังเกตการณ์พิจารณาคดีในระหว่างวันที่ 23, 24, 28 - 30 ส.ค.นี้ที่ศาลอาญา รัชดา
นอกจากนี้ในจดหมายดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ได้ทราบว่าเอกอัครราชทูตฯ มีความประสงค์เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีในเดือนสิงหาคม ซึ่งทาง CCC ได้เรียกร้องให้ทาง เอกอัครราชทูตฯ ได้ยืนยันกลับมาด้วยว่าจะเข้ารับฟัง โดยทาง CCC กังวลอย่างมากว่าการไต่สวนคดีครั้งนี้จะเป็นกรณีที่ลำเอียงและผู้นำแรงงาน ที่ถูกกล่าวหาเสียเปรียบมาก และถือว่าเป็นคดีสำคัญอย่างยิ่ง โดยจะกลายเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องคดีต่อกรรมการสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ และภาคประชาสังคมที่ใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมในโอกาส ต่อไป
สำหรับ Clean Cloth Campaign (CCC) เป็นองค์กรที่ทำงานรณรงค์คุ้มครองการละเมิดแรงงาน ส่งเสริมการปรับปรุงสภาพการ​จ้างงานและหนุนช่วยการเสริม​สร้างศักยภาพของคน งานในอุตส​าหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วโ​ลก มีสำนักงานประจำอยู่ใน 15 ประเทศในยุโรปและทำงานกับ เค​รือข่าย 250 องค์กรทั่วโลก
ทั้งนี้การชุมนุมเมื่อวันที่ 27 ส.ค.52 ที่เป็นเหตุให้ 3 ผู้นำแรงงานดังกล่าวดำเนินคดี "ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อการวุ่นวานขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สังการในการกระทำความผิดนั้น เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดนั้นให้เลิกแล้วไม่ เลิก" ในคดีหมายเลขดำที่ อ.620/2554 ซึ่งมีพนักงานอัยการ สนง.อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 สนง.อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ นั้น เป็นการชุมนุมของคนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศ ไทย, สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และ แม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ พร้อมองค์กรแรงงานและประชาชนกว่า 1,000 คน ไปยังทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากได้ยื่นเรื่องต่อนายก รัฐมนตรี(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนั้น) ก่อนหน้านั้น
โดยในวันดังกล่าว มีการใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกล หรือ LRAD กับผู้ชุมนุมด้วย ซึ่งหลังจากนั้น นักกิจกรรมกลุ่มหนึ่งได้ทำหนังสือประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับโดยทันที รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย


จดหมายที่ทาง CCC ยื่นต่อเอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย :






เรื่องที่เกี่ยวข้อง :
สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย http://prachatai.com/category/สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ประกาศยุติบทบาททางการเมือง

ที่มา ประชาไท

 
มุ่งไปทำกิจการด้านสังคมและมนุษยธรรมแทน เพื่ออุทิศให้กับการพัฒนาชาติภายใต้รัชสมัยของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ส่วน "พรรคนโรดม รณฤทธิ์" เตรียมประชุมสามัญ 24 ส.ค. นี้ และจะเปลี่ยนชื่อเป็น "พรรคชาตินิยม"

(13 ส.ค.) วันนี้สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า นายเซา รานี รักษาการประธานพรรคนโรดม รณฤทธิ์ (Norodom Ranariddh Party) กล่าวว่าพรรคจะเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคชาตินิยม (Nationalist Party) ในวันที่ 24 ส.ค. นี้ ในการประชุมพรรคสามัญ
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานพรรค สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (10 ส.ค.) ว่าจะลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง และมุ่งไปที่กิจกรรมด้านมนุษยธรรม
"หลังจากที่กรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคเมื่อสัปดาห์ก่อน คณะกรรมการพรรคตัดสินใจจะเปลี่ยนชื่อพรรคไปเป็นพรรคชาตินิยม ในการประชุมสมัชชาสามัญในวันที่ 24 ส.ค. นี้" เซา รานี กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการพรรค
ทั้งนี้ กรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกจากฝรั่งเศสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าพระองค์จะยุติกิจกรรมทางการเมือง เพื่อมุ่งไปที่กิจการด้านสังคมและด้านมนุษยธรรม เพื่ออุทิศให้กับการพัฒนาชาติภายใต้รัชสมัยของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี
การประกาศของกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสองเดือนก่อน ความพยายามรวมพรรคการเมือง ระหว่างพรรคนโรดม รณฤทธิ์ กับแนวร่วมเอกภาพแห่งชาติกัมพูชาที่เป็นเอกราช เป็นกลาง สงบสุขและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หรือ พรรคฟุนซิกเป็ก (FUNCINPEC) เกิดล้มเหลว ทั้งนี้มีความขัดแย้งภายในระหว่างผู้นำระดับสูงของพรรค
กรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เป็นพระโอรสของอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ และเป็นพระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์พระองค์ปัจจุบันของกัมพูชา โดยก่อนหน้านี้เคยประกาศยุติบทบาททางการเมืองครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2551 และกลับเข้าสู่การเมืองอีกเมื่อเดือนธันวาคม 2553 หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษข้อหายักยอกเงิน

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Cambodia's Norodom Ranariddh Party to switchname after Prince Ranariddh quits politicsUpdated: 2012-08-13 13:16:00, Xinhua

บุก ‘ปุโละปุโย’ ดูภารกิจทหารทำกับชาวบ้านช่วงรอมฎอน

ที่มา ประชาไท

 
การปรับเปลี่ยนที่มาพร้อมคำสั่ง กับ‘3 ข้อไม่ 5 ข้อควร’ ให้กำลังพลปฏิบัติ ชาวบ้านยันยังไม่กระทบวิถีชีวิตปกติ
บรรยากาศหลังละศีลอดร่วมกันในเดือนรอมฎอน
ระหว่างทหารพรานกับชาวบ้านกาหยี ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
ค่ำวันหนึ่ง ที่มัสยิดหลังเล็กๆ ของบ้านกาหยี ชายฉกรรจ์ในชุดดำ พร้อมอาวุธครบมือกลุ่มหนึ่ง นั่งลงรับประทานอาหารในช่วงละศีลอดร่วมกับชาวบ้านประมาณ 20 กว่าคนอย่างเฮฮา บรรยากาศจึงดูแปลกแตกต่างไปจากวิถีปกติของชาวบ้าน
ทว่า ทหารชุดดำจากหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 บอกว่าเป็นกิจกรรมปกติในช่วงเดือนรอมฎอน คือการตระเวนไปร่วมกิจกรรมละศีลอดหรือมอบสิ่งของให้กับมัสยิดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ
ครั้งนี้ คือคิวของมัสยิดดารุสสลาม บ้านกาหยี หมู่ที่ 1 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งครั้งหนึ่งในซีกหนึ่งของหมู่บ้าน บริเวณริมทางหลวงหมายเลข 43 ชาวบ้านตันหยงบูโละ อันเป็นกลุ่มบ้านย่อยของบานกาหยี คือจุดเกิดเหตุทหารพราน ยิงชาวบ้านขณะเดินทางไปละหมาดศพ จนเสียชีวิตไป 4 ศพ บาดเจ็บอีก 5 คนเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ความหวาดระแวงระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐจึงเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งทางแม่ทัพภาคที่ 4 มีคำสั่งให้ย้ายกำกังทหารพรานชุดเดิมออกไปจากพื้นที่ และส่งทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 เข้ามาทำหน้าที่แทน เป็นกำลังที่มีฐานที่ตั้งเดิมอยู่ไกลถึงจังหวัดสกลนคร
เป็นทหารพรานชุดใหม่ ภายใต้การนำของ พ.อ.ชาคริต สนิทพ่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 จึงพยายามเข้าหามวลชนมากขึ้น พยายามพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน สร้างความสนิทสนมและความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งกิจกรรมละศีลอดร่วมกับชาวบ้านก็เป็นส่วนหนึ่งของงานมวลชน ทว่าต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อความเหมาะสม
พ.ท.ธีรพงษ์ โอวาท รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ระบุว่า ในช่วงเดือนรอมฎอน ทหารจะไม่มีกิจกรรมพบปะพี่น้องประชาชนในช่วงเวลากลางวัน แต่จะพบปะในช่วงกลางคืนเท่านั้น เช่น ร่วมละศีลอดกับชาวบ้านในพื้นที่หรือการมอบสิ่งของ
“เดือนรอมฎอนเป็นช่วงที่พี่น้องประชาชนที่อยู่นอกพื้นที่ได้กลับมายัง บ้านเกิดจำนวนมาก ดังนั้นการเข้าไปร่วมกิจกรรมละศีลอด จะเป็นช่วงเวลาในการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนถึงการปฏิบัติงานของเจ้า หน้าที่ได้ดีที่สุด หรือหากประชาชนต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลืออะไร ก็สามารถร้องขอมาได้เลย”พ.ท.ธีรพงษ์กล่าว
ส่วนภารกิจทางด้านยุทธการ ก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน เช่น การตั้งด่านและการเดินลาดตระเวน ซึ่ง พ.ท.ธีรพงษ์ ระบุว่า มีการปรับลดกำลังในช่วงกลางวัน แล้วมาเพิ่มจำนวนในเวลากลางคืน เพื่อรักษาความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ซึ่งการลาดตระเวนในช่วงกลางคืนนั้น มีการประสานให้ผู้นำในท้องถิ่นทราบล่วงหน้า
การปรับเปลี่ยนดังกล่าว สอดคล้องกับการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ออกคำสั่ง ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติของกำลังพลต่อราษฎรไทยมุสลิมในห้วงเดือนรอมฎอน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยมี 3 ข้อไม่ควรปฏิบัติ และ 5 ข้อควรปฏิบัติ (หนังสือ มศ.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ นร5119.1 (มศ.)/ 1816) รวมทั้งยังระบุถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอน เพื่อให้กำลังพลได้ทราบด้วย
ชาวบ้านกาหยีคนหนึ่ง บอกว่า การพบปะชาวบ้านในเดือนรอมฎอนของทหาร ก็เป็นหน้าที่ปกติของทหารที่จะมาพบชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านก็ทำหน้าที่ปกติในเดือนรอมฎอน คือการประกอบศาสนากิจ ชาวบ้านไม่ได้มองเป็นเรื่องแปลก
เขาระบุว่า ชาวบ้านที่นี่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทหาร เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน ทหารมอบเงิน 100,000 บาท ให้ชาวบ้านได้ต่อเติมมัสยิดจนเสร็จ พร้อมกับมอบสีทามัสยิดด้วย
“ที่สำคัญในหมู่บ้านนี้ไม่เคยเกิดเหตุไม่สงบแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าหน้าที่จึงไม่มาตั้งด่านหรือเดินการลาดตระเวนในเวลากลางคืน ชาวบ้านยังสะดวกที่จะไปประกอบศาสนากิจในช่วงกลางคืน”
ขณะที่ชาวบ้าน อีกรายได้ยกกรณีเหตุทหารพรานยิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย เพราะเข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนร้ายว่า ที่เกิดเหตุอยู่อีกซีกหนึ่งของหมู่บ้าน และอยู่ไกลจากมัสยิดประจำหมู่บ้านกาหยีพอสมควร แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้ชาวบ้านรู้สึกระแวงเจ้าหน้าที่พอสมควร
“ตอนนี้น่ะหรือ ถ้าเจอทหาร เราก็ยิ้มครับ ส่งยิ้มไว้ก่อน เป็นเพื่อนกันดีกว่า”



‘3 ข้อไม่ 5 ข้อควร ให้กำลังพลปฏิบัติช่วงรอมฎอน
 
 
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ออกคำสั่ง ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติของกำลังพลต่อราษฎรไทยมุสลิมในห้วงเดือนรอมฎอน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยมี 3 ข้อไม่ควรปฏิบัติ และ 5 ข้อควรปฏิบัติ (หนังสือ มศ.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ นร5119.1 (มศ.)/ 1816)
 
สำหรับ ข้อไม่ควรปฏิบัติ ได้แก่
 
1. ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในสถานที่มีมุสลิมอยู่
 
2. ห้ามพูดจาไม่สุภาพ และใช้วาจาในการดูหมิ่นในการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม
 
3. ไม่สมควรที่จะเชิญประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม พบปะ ตั้งแต่ 12.00 น. หากจำเป็นจำเป็นควรปรึกษาผู้นำศาสนาในท้องถิ่น
 
ส่วนข้อควรปฏิบัติ ได้แก่
 
1. ร่วมละศีลอดกับผู้นำศาสนา และคณะกรรมมัสยิด ตามคำเชิญ
 
2. เยี่ยมเยียน พบปะ และมอบสิ่งของ (ที่ฮาลาล) ให้กับผู้นำศาสนา และคนยากจนตามความเหมาะสม
 
3. อำนวยความสะดวกในกรณีที่พี่น้องมุสลิมต้องเดินทางไปมัสยิดในเวลาก่อนรุ่งอรุณ เพื่อไปปฏิบัติศาสนากิจ
 
4. ในช่วงเวลา 19.30 น.จะต้องอำนวยการความสะดวกต่อพี่น้องมุสลิมที่จะต้องเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดเป็นกรณีพิเศษ และจะสิ้นสุดเวลาประมาณ 21.30 น. ควรวางแผนออกพบปะเยี่ยมเยียนในห้วงเวลาที่เหมาะสม
 
5. ช่วงเวลาประมาณ 03.30 น. ทุกบ้านจะมีการประกอบอาหาร เพื่อรับประทานก่อนรุ่งอรุณ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
 
ในคำสั่งดังกล่าว ยังระบุถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอน เพื่อให้กำลังพลได้ทราบด้วยว่า เดือนรอมฎอนเป็นเดือนลำดับที่ 9 (จะ นับเดือนตามจันทรคติ) ตามปฏิทินของอิสลาม เป็นเดือนที่มีความประเสริฐมากกว่าเดือนอื่นๆ เป็นเดือนที่ประตูทุกบานของสวรรค์ถูกเปิดออก ประตูนรกทุกบานจะถูกปิดลงและเหล่ามารร้ายชัยฎอนจะถูกล่ามโซ่เอาไว้
 
อีก ทั้งเป็นเดือนที่มีผลรางวัลตอบแทนอย่างมหาศาลมากกว่าเดือนอื่นๆ เป็นทวีคูณสำหรับบุคคลที่ทำความดีในเดือนนี้ และในเดือนนี้มีซุนนะห์ (แบบอย่างจากศาสดา) ให้ทำเช่น การละหมาดตะรอเวียะห์ การเอียะอติกาฟ (การอยู่ในมัสยิดตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับ 10 วันสุดท้ายในเดือนรอมฎอน) อัล-กิยามุลลัย (การละหมาดหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป) เป็นต้นไป
 
และ ในเดือนรอมฎอนนี้ จะมีค่ำคืนหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดคือคืนอัล-ก็อดร์ ซึ่งเป็นค่ำคืนที่มีความประเสริฐมากกว่าเดือนอื่นๆ ถึง 1,000 เท่า
 
ภารกิจ หลักในช่วงเดือนรอมฎอนของมุสลิมทุกคน(ที่มีความสามารถ)ไม่ว่าผู้ชายหรือ ผู้หญิง จะต้องงดเว้นจากการบริโภคทุกชนิด ตั้งแต่แสงรุ่งอรุณจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่จะสามารถบริโภคได้ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า (เวลาประมาณ 18.30 น.) จนกว่าก่อนแสงรุ่งอรุณ(เวลาประมาณ 04.20 น.)
 

"ร่วมจ่าย 30 บาทรักษาโรค" ดีเดย์ 1 ก.ย. นี้ - 21 กลุ่มได้สิทธิยกเว้น

ที่มา ประชาไท

 

(13 ส.ค.55) วิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการร่วมจ่ายค่าธรรมเนียมบริการ 30 บาทในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตามนโยบายรัฐบาลว่า โครงการดังกล่าวจะเริ่มในวันที่ 1 กันยายน 2555 พร้อมกันทั่วประเทศ โดยดำเนินการในระดับโรงพยาบาลชุมชนขึ้นไปจนถึงโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ และในโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยประชาชนจะร่วมจ่าย ในกรณีที่มีการรับยาเท่านั้น หากรายใดไม่ประสงค์จะจ่าย 30 บาท ก็สามารถใช้สิทธิ์ได้
โดยผู้ที่เคยได้รับสิทธิยกเว้นการร่วมจ่าย 30 บาทมีทั้งหมด 21 กลุ่ม ก็จะได้รับการยกเว้นร่วมจ่ายเหมือนเดิม ขณะนี้ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด เร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ และให้โรงพยาบาลทุกแห่งพัฒนาความพร้อมให้บริการที่ดีขึ้นทุกด้านทั้งผู้ป่วย ฉุกเฉิน ผู้ป่วยเรื้อรัง บริการผู้สูงอายุ ผู้พิการ โดยไม่มีเวลาหยุดพักเที่ยง
นอกจากนั้น ยังให้ให้สิทธิประชาชน สามารถเปลี่ยนหน่วยบริการที่พอใจได้ปีละ 4 ครั้ง จากเดิมเปลี่ยนได้ปีละ 2 ครั้ง โดยใช้บัตรประชาชนหรือเอกสารทางราชการที่มีเลข 13 หลักเป็นหลักฐาน เพิ่มความสะดวกประชาชนยิ่งขึ้น ในเขต กทม.สามารถยื่นเปลี่ยนได้ที่สำนักงานเขต ส่วนต่างจังหวัดยื่นที่สถานบริการสาธารณสุข
ด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จะมีการประชุมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ในวันที่ 21 สิงหาคม 2555 เพื่อให้ระบบบริการราบรื่นเหมือนกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลชุมชนที่มี 875 แห่ง ให้จัดแพทย์ตรวจรักษาอย่างน้อย 2 คน โครงการร่วมจ่ายนี้ จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนไปใช้บริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิใน พื้นที่ใกล้บ้านมากขึ้น ซึ่งสามารถดูแลประชาชนได้ดี เหมือนโรงพยาบาลใหญ่ ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน ความดัน การตรวจรักษาโรคทั่วไป โดยใช้ระบบการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตพูดคุยปรึกษากับแพทย์ผู้รักษาในโรง พยาบาลใหญ่โดยตรง
ขณะที่นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.กล่าวว่า ขณะนี้ สปสช.ได้จัดทำคู่มือบัตรทองจำนวน 3 ล้านฉบับ เพื่อชี้แจงเรื่องการร่วมจ่ายด้วย แจกให้ประชาชน โดยกลุ่มประชาชนที่ได้รับการยกเว้นการร่วมจ่าย 30 บาท มีทั้งหมด 21 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้เข้ารับบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ฉุกเฉินเร่งด่วน หรือเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่ระดับต่ำกว่าโรงพยาบาลชุมชน 2.ผู้มีรายได้น้อย 3.ผู้นำชุมชน ได้แก่ กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และบุคคลในครอบครัว
4.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร และบุคคลในครอบครัว 5.ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี 6.เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี 7.คนพิการทั้งที่มีบัตรและไม่มีบัตรประจำตัว 8.พระภิกษุ สามเณร แม่ชี นักบวช นักพรต ผู้นำศาสนาอิสลามที่มีหนังสือรับรอง และบุคคลในครอบครัวของผู้นำศาสนาอิสลาม 9.ทหารผ่านศึกทุกระดับที่มีบัตร และบุคคลในครอบครัว รวมถึงผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิและทายาท 10.นักเรียนไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 11.นักเรียนทหารและทหารเกณฑ์ 12.ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญงานพระราชสงครามในทวีปยุโรปและบุคคลในครอบครัว
13.อาสาสมัครมาเลเรีย ตามโครงการของกระทรวงสาธารณสุขและบุคคลในครอบครัว 14.ช่างสุขภัณฑ์หมู่บ้านตามโครงการของกรมอนามัยและบุคคลในครอบครัว 15.ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญชายแดน 16.ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน 17.สมาชิกผู้บริจาคโลหิตของสภากาชาดไทย ที่มีหนังสือรับรองว่าได้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป 18.หมออาสาหมู่บ้านตามโครงการกระทรวงกลาโหม 19.อาสาสมัครคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม 20.อาสาสมัครทหารพรานในสังกัดกองทัพบก 21.บุคคลที่แสดงความประสงค์ไม่จ่ายค่าบริการ


ที่มา: เว็บไซต์มติชนออนไลน์

โฆษก ปชป. ยืนยันว่า "อภิสิทธิ์" จะเป็นหัวหน้าพรรคต่อ

ที่มา ประชาไท

 
โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะแนบชื่ออภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ด้วย พร้อมแนะรัฐบาลเอาเวลาไปเตรียมตอบคำถามศึกซักฟอก ดีกว่าตรวจสอบเรื่องเกณฑ์ทหารของอภิสิทธิ์
วันนี้ (13 ส.ค.) เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ รายงานคำพูดของนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคยังคงสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป แม้นายอภิสิทธิ์จะไม่สามารถทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ แต่ก็ทำให้พรรคได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการแนบรายชื่อให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายก รัฐมนตรีด้วย
และนายชวนนท์กล่วด้วยว่า ฝ่ายค้านจะอภิปรายแต่ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนเท่านั้น พร้อมแนะนำฝ่ายรัฐบาลว่าขอให้เอาเวลาที่เหลือกลับไปเตรียมข้อมูลมาตอบคำถาม ของฝ่ายค้านมากกว่ามาตรวจสอบเรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์
ขณะเดียวกัน มติชนออนไลน์ รายงานความเห็นของนายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลไทยเห็นชอบด้วยกับการเดินทางไปประเทศต่างๆ ของทักษิณ ไม่ได้ทำหน้าที่ในการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยนายกษิตเห็นว่าเป็นการไม่เคารพกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำหน้าที่เป็นสมุนรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนในกรณีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกานั้น ก็รู้อยู่ตลอดว่า กระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตั้งข้อหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ยุยงให้เผาบ้านเผาเมือง มีกองกำลังติดอาวุธ  แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับทำอะไรที่สวนทางกับความเชื่อถือของคนอเมริกัน

4 เดือน "นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิฯ" จ่ายชดเชยแล้วกว่า 50 ล้าน

ที่มา ประชาไท

 
(12 ส.ค.55) นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จากผลการดำเนินงานนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ผลการดำเนินการ 4 เดือน จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 พบว่า มีผู้ป่วยเข้าถึงบริการ 4,080 ราย จากโรงพยาบาลเอกชน 205 แห่ง เป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพ 2,526 ราย หรือร้อยละ 69.91 สิทธิข้าราชการ 1,135 รายหรือร้อยละ 27.82 สิทธิประกันสังคม 409 รายหรือร้อยละ 10.01 ผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ 6 รายหรือร้อยละ 0.15 และสิทธิรัฐวิสาหกิจ 4 รายหรือร้อยละ 0.10
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของแต่ละสิทธิพบว่า สิทธิข้าราชการเข้าถึงบริการสูงสุด ในอัตรา 23 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่สิทธิหลักประกันสุขภาพ อัตรา 5 คนต่อประชากร 10,000 คน และสิทธิประกันสังคม 4 คนต่อประชากร 10,000 คน
เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า สำหรับประเภทการบริการ เป็นบริการผู้ป่วยนอก 939 รายหรือร้อยละ 23.01 ผู้ป่วยใน 3,137 รายหรือร้อยละ 76.89 เป็นผู้ป่วยเร่งด่วน 2,100 รายหรือร้อยละ 51.47 ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต 1,980 รายหรือร้อยละ 48.53 ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการรักษาจนกระทั่งหายร้อยละ 57.3 ร้อยละ 31.2 มีการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นต่อ และร้อยละ 9.5 เสียชีวิตเนื่องจากการเจ็บป่วยขั้นวิกฤต
ผู้ป่วยส่วนมากนอกรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 วัน และมีวันนอนเฉลี่ย 3.4 วัน จำนวนวันนอนสูงสุดคือ 48 วัน อย่างไรก็ตามพบว่า ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ให้บริการผู้ป่วยมากที่สุด 1,745 รายหรือร้อยละ 42.8 รองลงมาคือสาขาเขตสระบุรี 470 ราย และสาขาเขตเชียงใหม่ 410 ราย
นายแพทย์วินัย กล่าวว่า ในส่วนของการจ่ายชดเชยนั้น จ่ายเงินชดเชยแล้ว 2,982 ราย จำนวนเงิน 57,406,274 บาท ยังไม่สามารถจ่ายชดเชยได้ 1,098 ราย เนื่องจากข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ ต้องมีการแก้ไขข้อมูลใหม่ ขณะที่ยอดเรียกเก็บเงินเฉลี่ย ต่อครั้ง 61,175 บาท และจากข้อมูลรายที่จ่ายชดเชยแล้วเป็นกรณีผู้ประสบภัยจากรถ 251 ราย ซึ่ง สปสช.ในฐานะเคลียริ่งเฮาส์ ได้ทำการหักค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 15,000 บาททั้งหมด ซึ่งเงินที่หักนี้ผู้ป่วยหรือโรงพยาบาลต้องไปเรียกเก็บจากกองทุนผู้ประสบภัย จากรถเอง
และเมื่อหักเงินส่วนนี้แล้วจะแย่งเป็น 2 กรณีคือ 1. ที่ยังต้องจ่ายเงินส่วนเกินให้โรงพยาบาล 149 ราย เป็นเงิน 5,585,905 บาท 2.ไม่ต้องจ่ายเงินให้โรงพยาบาล เพราะอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 15,000 บาท จำนวน 106 ราย เป็นยอดที่ผู้ป่วยหรือโรงพยาบาลต้องไปเรียกเก็บจากกองทุนผู้ประสบภัยจากรถ 689,094 บาท ซึ่งตรงนี้เกิดปัญหากับทางโรงพยาบาล เพราะมีผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถเก็บหลักฐานเพื่อประกอบการเบิกจ่ายได้ทัน
“ในส่วนปัญหาและอุปสรรคนั้น ยังคงมีปัญหาที่โรงพยาบาลเอกชนเห็นว่าอัตราเงินชดเชยน้อยกว่าต้นทุน การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเมื่อพ้นภาวะวิกฤต และกรณีผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งโรงพยาบาลเรียกเก็บเงินไม่ได้ รวมถึงการรับรู้ของผู้ป่วยกับการใช้สิทธิ และการปรับระเบียบของแต่ละกองทุนเพื่อรองรับหลักเกณฑ์กลาง เช่น กรณีฆ่าตัวตาย ที่สิทธิประกันสังคมยังไม่ครอบคลุม เป็นต้น ซึ่งปัญหานี้ สปสช.จะนำเสนอเพื่อปรับปรุงและแก้ไขตามกระบวนการต่อไป” เลขาธิการ สปสช.กล่าว

ทำไมท่านนายกฯทักษิณเปลี่ยนแผนเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ LA

ที่มา thaifreenews







 

ทำไมท่านนายกฯทักษิณเปลี่ยนแผนเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับที่แอลเอ...กะทันหัน


เชิญอ่านเลยครับ....จะได้รู้ไว้ว่าประเทศเราเป็นอย่างไร....

ที่ท่านนายกฯทักษิณเปลี่ยนแผนกระทันหัน
เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องของระบบความปลอดภัย
และพวกเสื้อเหลือง 200 ไม่เกิน 300 คนก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ประเด็นหลักมันอยู่ที่ว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากเกินไป
ของที่เคยแบ่งปันกันกินระหว่างในและต่างประเทศจะร่อยหรอ
ถ้าพี่ชายน้องสาวคู่นี้ยังเดินหน้ามุ่งทำเพื่อประชาชนต่อไป

จะด้วยคำสั่งของใครหรือจากการประสานผลประโยชน์ระหว่างใครก็ตาม
ทำให้ LAPD และ Law Enforcement ไม่ค่อยเต็มไม้เต็มมือนัก

ข่าวลึกๆคือต้องการให้เกิดปัญหา
เพื่อนำไปสู่การถอนวีซ่าของท่านนายกฯทักษิณ
ด้วยสาเหตุเป็นตัวเจ้าปัญหาก่อให้เกิดความวุ่น
ทำให้ท่านนายกฯทักษิณกลายเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาของรัฐบาลอเมริกัน
การปฏิเสธวิซ่าเข้าประเทศจึงมีความชอบธรรม

และหากแผนเชือดท่านนายกฯทักษิณเกิดขึ้นจริงตามความต้องการของใครก็ตาม
มันคือการฉีกหน้าทางการเมืองข้ามโลกครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ที่จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์มากกว่าอุทกภัยครั้งที่เพิ่งผ่านมาหลายเท่านัก
การเปลี่ยนแผนไม่เข้าร่วมงานของคนเสื้อแดงแอลเอจึงเป็นความจำเป็น
แต่ท่านนายกฯทักษิณก็ได้โฟนอินเข้ามาเป็นการชดเชย

คนเสื้อเหลืองใช้วิชามารสารพัดอย่างเพื่อสะกัดกั้น
ไม่ให้คนเสื้อแดงไหลบ่าเข้าศูนย์อาหารไทยแลนด์พลาซ่า
โดยการออกข่าวไปทั่วว่ามีการวางระเบิดถ้าใครเข้าร่วมงานอาจต้องสูญเสียชีวิต
รวมทั้งเป่าประกาศไปทั่วว่าใครไม่มีใบเขียวถ้าเข้าร่วมจะแจ้งอิมมิเกรชั่น
ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการก่อกวนเพื่อปลดป้ายต้อนรับ ในเวลากลางดึกก่อนวันงาน
เอาของสกปรกสีเหลืองๆของคนเสื้อเหลืองไปที่ขับถ่ายออกมาไปขว้างปา
สถานที่จัดงานในยามวิกาล
อีกทั้งพยายามปิดล้อมทางเข้าไม่ให้คนเสื้อแดงเข้าไปยังสถานที่จัดงานในตอนกลางวัน

แต่คนเสื้อแดงก็ยังมารวมตัวกันมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทั้งที่คนเป็นร้อยเข้าสถานที่จัดงานไม่ได้ บ้างเกิดความกลัวจากการถูกข่มขู่
ก็เปลี่ยนใจไม่มา บ้างขับรถผ่านมาถึงที่แล้วเกรงเกิดความวุ่นวายก็ขับรถเลยไป

ประมาณจำนวนคนที่มาร่วมงาน
ไม่น่าจะตำกว่า 700-800 คงมีคนอัพโหลดรูปให้ได้ชมกันบ้างแล้วมัง
คุณอาข่าประมาณเอาจากรูปก็แล้วกัน คงจะคำนวนจำนวนได้นะ

ผมคงบอกคุณอาข่าไม่ได้มาก เหตุผลทางการเมืองลึกๆ
คงมีอีกหลายประการ ซึ่งมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่สามารถดลบันดาลให้เกิดขึ้นได้

ที่มา Red USA FB Page : www.facebook.com/red.usa.LA