ที่มา uddred
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 55
ได้มาร่วมงานกับสมุทรปราการมายาวนานพอควร แล้วมองเห็นความเข้มแข็ง ก็ต้องขอชมเชย
1. ต้องขอยกย่องมวลชนสมุทรปราการที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ตลอดมา
มวลชนสมุทรปราการ คนเสื้อแดงสมุทรปราการนั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นข้อสำคัญ
เป็นกองหน้าสำคัญในการต่อสู้
2. ชมเชยสถานีวิทยุ ดีเจ และแกนนำ
3. ชมเชยการประสานงานระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ นปช.สมุทรปราการ เป็นแบบอย่างที่ดี
วันนี้เรามาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าของเดิมไม่ดีที่ทำ ๆ กันอยู่
แต่เขาเรียกว่าดีเป็นความสามารถของบุคคล
แต่ว่าจะให้ดียิ่งกว่านี้เพื่อให้เป็นการดีที่ยั่งยืนไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ
บุคคล ต้องสร้างระบบรองรับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ยากลำบากกลายเป็นเวลาที่เราเป็นรัฐบาล
เวลาเราเป็นฝ่ายค้าน เราถูกกระทำ การรวมตัวกันมันจะง่าย จะเข้มแข็ง
แต่ว่ายามที่เราเป็นรัฐบาลมันจะทดสอบ เพราะว่ามันจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์
เรื่องตำแหน่งหน้าที่ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนตัวมันก็จะขึ้นมา
นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งมันจะทดสอบเพราะอะไร
เพราะงานเราคนเสื้อแดงนั้นไม่ใช่เป็นงานส่วนตัวแต่เป็นการเสียสละเพื่อทำงาน
ส่วนรวม
เพราะฉะนั้นยามที่มีผลประโยชน์เข้ามาทางหน้าต่างมันก็เลยจะกลายเป็นวิ่งออก
ทางประตู เสียหาย !
นี่จึงเป็นเรื่องที่บอกว่า วันนี้เราควรจะมาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือ
สร้างระบบองค์กรจัดตั้ง
และคำถามว่าทำไมเราจึงยิ่งต้องมีในตอนที่เราเป็นรัฐบาล
ขณะนี้เป็นรัฐบาลแต่ปรากฎว่ากำลังถูกท้าทาย
รัฐสภาก็ถูกคว่ำไปโดยพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์
การที่เขาไปดึงเก้าอี้แล้วเอาแฟ้มปาประธานนี่หมายความว่าอะไร
หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการบอกสังคมว่า
การต่อสู้ในรัฐสภาไม่เอาแล้ว เลิก แล้วต้องการพังเลย
ทำให้เวทีรัฐสภาไม่ดำรงอยู่ นี่คือพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์
ดังที่เขาบอกว่ายกสองมือ เอาสองเท้ายก ก็ยังแพ้
เขาพยายามที่จะขัดขวางการร่างรัฐธรรมนูญมาตลอด จนกระทั่งผ่านญัตติ 1 ญัตติ 2
เขาทำให้ประชาชนเบื่อรัฐสภา ทำให้รัฐสภาเละเทะเป็นน้ำเน่า
ต้องการล้มกระดาน แล้วเมื่อประชาธิปัตย์ทำงานไม่ไหว
ตุลาการรัฐธรรมนูญก็เข้ามารับไม้ต่อเพื่อต้องการล้มรัฐสภาเหมือนกันคือขัด
ขวางไม่ให้ลงมติวาระ 3 เพราะว่าถ้าลงมติวาระ 3
นั้นหมายถึงว่ากล่องดวงใจของเขาคือรัฐธรรมนูญ 50 จะถูกดึงออก
เพราะฉะนั้นพี่น้องต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เขาเรียกว่า
“สถานการณ์สู้รบ” ไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา พี่น้องลองดูนะ มาเป็นแผงเลย
ประชาธิปัตย์เลิกแล้วรัฐสภา ประชาธิปัตย์เอาอย่างคนเสื้อแดงหมดเลย
เพราะว่าเขาถือว่าเขาไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทยแต่เขาแพ้คนเสื้อแดง
พรรคประชาธิปัตย์เขาคิดว่าเขาก็เก่ง
เมื่อพรรคเพื่อไทยทำโครงการเศรษฐกิจเขาก็ลอกหมดเลย ทำเหมือนกัน
แต่ถามว่าทำไมเลือกตั้งแพ้ เขาก็สรุปว่าเขาแพ้เพราะงานมวลชน
ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เลิกต่อสู้ตามรัฐสภาแล้ว หันมาต่อสู้ตามท้องถนน
เตรียมตั้งเวทีหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
เพราะฉะนั้นอาจารย์เคยเขียนบทความว่าประชาธิปัตย์เลิกสู้ในระบบ
หันมาสู้นอกระบบและนอกระบอบประชาธิปไตยด้วย นี่จึงเป็นสถานการณ์สู้รบใหม่
พรรคเพื่อไทยก็ต้องเข้าใจว่านี่เป็นสถานการณ์สู้รบแบบใหม่ คล้าย ๆ
หนังวนกลับแต่เขาเปลี่ยนยุทธวิธีเช่น คาดหัว ออกทีวีทำจอทีวีสายฟ้าฟาด
และเปิดเวที แล้วที่อาจารย์ล้อเลียนคือมันปลุกระดมไม่ค่อยเป็น
พอเวลาขึ้นเวทีก็พูด “พี่น้องสู้ไม่สู้” พี่น้องบอก “สู้” พูด 3 ที
คือเขาคงต้องดูการปราศรัยของ นปช. มากกว่านี้เพราะว่ายังฝึกหัดอยู่
แต่เราประมาทไม่ได้เพราะว่าคนที่เป็นอนุรักษ์นิยมทำอะไรก็ได้
ที่เขาบอกว่าเขาเป็นคนดีนั้นไม่จริงหรอก โกหกอะไรก็ได้ ป้ายสีอะไรก็ได้
ใช้อาวุธในการทำลายคนอื่นแบบไหนก็ได้
เพราะว่าพวกประชาธิปัตย์และพวกอนุรักษ์นิยมนั้นเขาเรียกว่าเป็นพวกไม่มี
อนาคต....รอวันตาย..... คนพวกนี้ต้องดิ้นทุกทาง
แต่เราเป็นพวกมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ เราก็ดูมันอย่างสมเพชและทุเรศ
แต่ว่าเราต้องไม่ประมาทเพราะว่าคนที่รอวันตายนั้นมันจะดิ้นทุกอย่าง
แล้วมันก็จะทำให้สังคมนี้ ประเทศนี้เจ็บปวด
มันยินดีที่จะทำลายทุกอย่างกระทั่งตัวเองเช่นในรัฐสภาหรือนอกรัฐสภา
ขณะนี้มันก็ตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา
ความหมายคือพรรคประชาธิปัตย์นี้เป็นพรรคการเมืองตัวแทนของระบบอำมาตย์ที่ทำ
งานแต่มันไม่ได้ผล
คือต้องยอมรับว่าในด้านพรรคการเมืองนี้สำหรับระบอบอำมาตย์ซึ่งมีพรรคประชา
ธิปัตย์พรรคเดียวหมดอนาคตแล้ว
เพราะฉะนั้นในวิถีทางในระบบสำหรับระบอบอำมาตย์ที่จะมีพรรคการเมืองเพื่อเอา
ชนะเลือกตั้ง
ให้พี่น้องเข้าใจเรื่องนี้ว่าจบแล้วสำหรับระบอบอำมาตย์เพราะมันจะต้องแพ้
ตลอด
ในด้านพรรคการเมืองนี่แพ้ แต่ว่าในอำนาจ 3 อำนาจ อำนาจนิติบัญญัติแพ้
อำนาจบริหารก็แพ้ เขาก็เหลืออำนาจเดียวคืออำนาจตุลาการ
เขาจึงสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาจำนวนมากเป็นอำนาจที่ 4
เป็นเครือข่ายระบอบอำมาตย์
แต่ว่าพรรคของประชาชนมีที่เดียวที่ชนะคือสนามเลือกตั้งเท่านั้น
เพราะฉะนั้นมวลชนจึงมีความหมายสำคัญมาก
และมาถึงตอนนี้ให้พี่น้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์สู้รบแบบ
ใหม่ พี่น้องต้องพบกับตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีการตัดสินสองอย่าง หนึ่งยก
ก็คือคำร้อง 5 สำนวนนั้นถ้าหากเขาพิจารณาว่าไม่มีปัญหายกมันก็ผ่านไป
แต่ไม่ใช่ผ่านไปทั้งหมดนะ แต่ลองคิดดูว่า
ถ้าเขาบอกว่ามีมูลว่าคณะพรรคการเมืองที่ยื่นทำให้มีความสงสัยว่าจะเปลี่ยน
แปลงระบอบการเมืองการปกครอง อะไรจะเกิดขึ้น ยุ่งแน่สำหรับประมาณ 399 คน
ถูกถอดถอนทั้งพรรคเลย ครม.ก็โดน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง
แล้วตามมายุบพรรค แต่ว่าการถอดถอนและตัดอนาคตผู้บริหาร 5 ปี
อย่างนี้เขาจึงเรียกว่ารัฐประหารโดยตุลาการ หรือการทำรัฐประหารโดยกฎหมาย
คือเรากำลังสู้กับรัฐประหารด้วยปืนนั้นไม่ยาก พอเจอรัฐประหารตุลาการนี่งงนะ
เรายอมให้เขาทำมากี่รอบแล้วตั้งแต่คุณสมัคร
ที่เขาใช้พจนานุกรมบอกว่าไปทำกับข้าวหน้าจอทีวีผิดแล้วก็ปลด
เพราะฉะนั้นหลายครั้งแล้วเอาว่าสถานการณ์ขณะนี้
รวมทั้งการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมาเล่นงานเรื่องจริยธรรมสำหรับนายกฯ
ในปัญหาณัฐวุฒิ
นอกจากเล่นณัฐวุฒิแล้วเล่นล่วงหน้าว่าตั้งจตุพรเป็นรัฐมนตรีไม่ได้
แล้วยังมีองค์กรนอกระบบออกมา เอาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
(ผรท.)ซึ่งถูกหลอกจำนวนหนึ่งบอกว่าจะมีการให้เงินหลายแสนบาท ให้ออกมาโจม
นปช. คุณจาตุรนต์ และอาจารย์ธิดา อยู่ดี ๆ ผรท.
จะมาประท้วงว่าเราไปถอดถอนตุลาการรัฐธรรมนูญว่าไม่มีเหตุผลและไม่ใช่เรื่อง
ยกเว้นที่เราสามารถเข้าใจได้ว่าการทำงานของกลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็น
เครือข่ายของระบอบอำมาตย์ และเครือข่ายระบอบอำมาตย์สำแดงผ่านองค์กรอิสระ
สำแดงผ่านพรรคประชาธิปัตย์ สำแดงผ่านศาลตุลาการรัฐธรรมนูญ
สำแดงผ่านองค์กรหน่วยต่าง ๆ ของมวลชนนอกระบบ ในระบบ
แม้กระทั่งการจัดตั้งเขาส่งมวลชนมาเป็นเสื้อแดงแล้วตั้งองค์กรซ้อนองค์กร
อาจารย์มีเอกสารที่เขาเขียนชัดเลยว่าเป็นการจัดตั้งซ้อนจัดตั้ง
เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่กำลังจะพูดว่า
การจัดตั้งองค์กรนั้นสำคัญและแข็งแกร่ง
เพราะว่าวิธีที่คนต้องการทำลายเรานั้นส่วนหนึ่งเขาก็จะใช้
“จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง” สมมุติเรามีการจัดตั้ง นปช.สมุทรปราการ มีองค์กรนำ
มีประธาน มีคณะกรรมการ
การจัดตั้งซ้อนจัดตั้งก็คือเขาจะมาพาประธานหรือประธานกลุ่มต่าง ๆ
ไปตั้งองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่ง เขาจะไม่ทำก่อน
จะรอให้เราทำให้สำเร็จแล้วเขาก็จะมาเอาหัวหน้ากลุ่มไปจัดตั้งองค์กรใหม่
สมมุติของเราเป็น นปช.สมุทรปราการและกรุงเทพฯ ส่วนตะวันออก เขาก็จะไปตั้ง
อาจจะเป็นชื่ออื่นหรือเครือข่ายอื่น มันทำงานง่ายดี ไม่ต้องไปทำใหม่
หรือมิฉะนั้นก็สมมุติว่ามีองค์กรไก่ชนอยู่ที่นี่
อีกองค์กรหนึ่งก็เอาไก่ชนไปอยู่ด้วย ไก่ชนก็เลยบอกว่าอยู่สององค์กร
องค์กรที่จัดตั้งใหม่เขาก็จะรู้ด้วยเลยว่าพวกองค์กรที่ทำอยู่นี้ทำอะไรบ้าง
ความลับทั้งหลายก็ถูกถ่ายทอดไปหมด แล้วแตกแยกกัน
เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องการจัดตั้งเป็นอาวุธสำคัญในการเคลื่อนไหวของการ
ต่อสู้ของประชาชน
ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ต้องการทำลายการต่อสู้ประชาชนก็ใช้อาวุธแบบเดียว
กันเข้ามาซ้อน มีเอกสารที่เขียนไว้ชัด แล้วในการปฏิบัติก็ชัด
ทีนี้บางครั้งคนของเราทำเองเพราะอยากได้มวลชนและอื่น ๆ เขาเรียกว่า
“แย่งชิงการนำ” นั่นก็แบบหนึ่ง แย่งชิงการนำนั้นอาจจะเป็นผลประโยชน์เช่น
คิดว่าถ้าได้เป็นตัวผู้นำก็จะได้ผลประโยชน์แบบใดแบบหนึ่งเช่น เป็นเงินทอง
เป็นตำแหน่ง เป็นชื่อเสียงเกียรติยศ แต่อีกแบบหนึ่งก็คือ
ฝั่งอำมาตย์หรือฝั่งปฏิปักษ์ประชาชนต้องการแย่งชิงการนำเพื่อทำลายการต่อสู้
ของประชาชน มันจะมีทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย
แต่วิธีการถ้าคุณจัดตั้งกันเสร็จแล้วเราจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นอย่างไร
เพราะฉะนั้นขณะนี้มันอยู่ที่จุดเริ่มต้นก่อนก็คือว่า พวกเราต้องสำรวจพวกเรา
เช่น เราจะตั้ง นปช.สมุทรปราการ แน่นอน
นปช.สมุทรปราการแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีที่ปรึกษา มีสส.
เข้ามาร่วมด้วยเต็มที่ รวมทั้งแกนนำ นปช. ก็มาร่วมด้วยสนิทแนบแน่น
ในหมู่พวกเรา เราจะสังเกตุเลยว่าคนบางส่วนไม่พอใจการนำ
แต่ถามว่าแล้วมาอยู่กับพวกเราอย่างใกล้ชิดเพื่ออะไร นี่ยกตัวอย่างนะ
ไม่พอใจการนำแต่จะมาอยู่ใกล้ชิดเราก็ต้องสังเกตุว่าเมื่อไม่พอใจก็ตั้งกลุ่ม
แยกก็ได้ เรื่องแบบนี้เป็นความสมัครใจ ไม่ได้บังคับอยู่แล้ว
สมมุติว่าไม่พอใจการนำของที่สมุทรปราการก็ตั้งเป็นกลุ่มอิสระได้
แต่ว่าวันนี้เข้าใจว่าที่มาที่นี่เป็นพวกที่ยินดีอยู่ภายใต้การนำของจังหวัด
สมุทรปราการและ นปช. หรือเปล่าคะ (เสียงปรบมือ.....) คือที่พูดนี่
คนที่ไม่ต้องการนั้นก็ไม่มีปัญหาแต่ว่าเราแยกการจัดตั้งอยู่คนละจัดตั้ง
คือให้เป็นกลุ่มอิสระไปเลย
ยกตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา นปช. อยู่กันหลวม ๆ แล้วก็ทะเลาะกัน
วันหนึ่งอาจารย์ธิดาก็เลยบอกว่าถ้าทะเลาะกันแบบนี้ อย่ากระนั้นเลย นปช.
ต้องมีหลักนโยบาย ต้องมีหลักการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรตัวหนังสือ
แล้วเรามาตกลงร่วมกันว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เราจะทำแบบนี้
แล้วห้ามทำเลยเถิดหรือเกิน อย่างข้อหนึ่ง
เราบอกว่าเรายังต้องการให้การเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เป็นระบอบประชาธิปไตย
ที่แท้จริง ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีใครจะให้เป็นสาธารณรัฐ
ถ้ามีใครบอกว่าต้องการเป็นสาธารณรัฐก็ไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช.
แต่ถามว่าถ้าเกิดมีคนอยากได้จริงแล้วเขาบอกว่าเป็นเสื้อแดง ก็ไม่เป็นไร
ก็อยู่คนละองค์กร นี่ยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นครั้งนั้นจึงเกิดการแตก เช่น
กลุ่มแดงสยาม ต้องพูดกันตรง ๆ
ที่คุณสุรชัยแยกไปเพราะว่าตอนนั้นคุณวีระทำเรื่องฎีกาแล้วเถียงกัน
เราจึงต้องคุยว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า
มาจับมือร่วมกันว่าเรากอดคอร่วมกันต่อสู้ตามนโยบายกี่ข้อ 6 ข้อ
เขียนไว้ที่บัตรด้านหลังเพื่อให้ทุกคนผูกพัน
ถ้าไม่มีนโยบายเป็นไปได้ว่ามวลชนและแกนนำนี่ติดคุกหัวโตเลย
แต่ว่าในนโยบายข้อ 3 เราบอกเลยว่า “สันติวิธี” เพราะฉะนั้นที่จะมาบอกว่า
นปช. ใช้กำลังอาวุธนั้นไม่จริง เราปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้นความสำคัญของการจัดตั้งจึงมีความสำคัญมาก ทำให้ นปช.
เป็นปึกแผ่น มีก้าวย่างที่ตรงกันแม้นว่าไม่ได้คุยกันแต่รู้ว่าเราจะทำอะไร
บางครั้งไม่ได้เจอกันเลยแต่เข้าใจกันเพราะว่าเราตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร
แล้วว่าจะทำอะไรกัน ทีนี้หันมาดูการจัดตั้ง การจัดตั้งองค์กรนี้เพื่ออะไร
เพื่อที่จะทำให้องค์กรนี้มีความเป็นเอกภาพ มีก้าวย่างที่พร้อมเพรียงกัน
คือไม่ใช่บางพลีทำไปอย่างหนึ่ง บางบ่อทำไปอย่างหนึ่ง
บางเมืองทำไปอีกอย่างหนึ่ง ต่างคนต่างทำ แล้วสมมุติ นปช. ทั้งประเทศ
คนหนึ่งทำอย่างหนึ่งถามว่าเราจะสู้รบไหวไหม สู้รบไม่ได้ เหมือนเราร้องเพลง
คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ต่างคนต่างร้องคนละเพลงแล้วมันจะได้เรื่องไหม
พวกคุณต้องซ้อมร้องเพลงเดียวกัน เหมือนการจัดตั้งของเรา บางพลีทำไอ้นี่
บางบ่อทำไอ้โน่น แบ่งงานกันทำแต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำเดียวกัน
นี่คือการจัดตั้ง เราต้องทำงานเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนอย่างพร้อมเพรียง
อย่างมีพลัง เหมือนกับที่เขาพูดเรื่องไม้ไผ่นั่นแหละ
เพราะฉะนั้นสำหรับขบวนการของนักต่อสู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการต่อสู้ที่ต้องเผชิญความยากลำบากมาก
หลีกเลี่ยงการจัดตั้งไม่ได้ การจัดตั้งจึงหมายถึงการนำที่เป็นเอกภาพ
การขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ แล้วก็มีการแบ่งภาระหน้าที่
เหมือนเราบอกว่าวันที่ 24 เราจะจัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
แต่อีกส่วนหนึ่งบอกว่าจะจัดที่ราชประสงค์ ถามว่าเขาคิดได้ไหม เขาคิดได้
มันก็ไม่เป็นเอกภาพ แต่ว่า นปช. ยังเป็นองค์การจัดตั้งที่ยังหลวม
ยังมีพื้นที่แห่งความเป็นอิสระของพวกเราพอสมควร ต่อไปเราทำโรงเรียน
เพื่อว่าตรงแกนกลางควรจะต้องเป็นเอกภาพ
ออกจากแกนกลางมาเขาเรียกว่าแนวร่วมชั้นใน แนวร่วมชั้นในคือมิตรที่ใกล้ชิด
แล้วแนวร่วมชั้นนอกก็ห่างออกไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องการจะพูดเริ่มต้นว่า
พวกพี่น้องทั้งหลายมา ณ ที่นี้เพื่อเตรียมการจัดตั้ง
ขอให้ทุกคนตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าพี่น้องมีจิตใจวิญญาณต้องการสู้รบให้ได้รับชัยชนะ
ปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะ
• ประการแรกต้องมีองค์ความรู้ มีหลักทฤษฎีที่ถูกต้องนำ
• ประการที่สองที่สำคัญ ก็คือมีการจัดตั้งองค์กรที่เข้มแข็ง
• ประการที่สาม คือ มีการนำที่ถูกต้อง
ต้องมีสามอย่าง การต่อสู้จึงจะได้รับชัยชนะได้
เพราะฉะนั้นการจัดตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
เมื่อพูดถึงเรื่องการจัดตั้งเราก็จะอธิบาย การจัดตั้งมี 2 แบบ
แบบหนึ่งจากบนลงมาล่าง แบบหนึ่งจากล่างขึ้นไป
จากบนลงมาล่างเขาใช้ในเงื่อนไขอื่น
ในเงื่อนไขอื่นของเราที่เราต้องทำจากล่างขึ้นไปบน
สมมุติพี่น้องมวลชนเลือกแกนนำในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล
แล้วแกนนำทั้งหลายมาประกอบเป็นอำเภอ
หรือพี่น้องมีหลายกลุ่มเพราะว่าเป็นการจัดตั้งโดยธรรมชาติ
แต่เราต้องการเอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาประสานกับการจัดตั้งด้วยเขตพื้นที่
เพื่อทำให้การจัดตั้งนั้นมีประสิทธิภาพ
สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและมีพลัง
เอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาผนวกกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่
และถ้าเป็นไปได้ให้ทำจากล่างขึ้นบน แต่ในกรณีที่ทำจากบนลงล่างนั้นมันจะมี
2-3 อย่าง เช่น ในกรณีของการจัดตั้งที่มีลักษณะสู้รบสูง
แล้วต้องการคนที่ไว้ใจได้มาร่วมกันอยู่ในระดับหนึ่ง
ซึ่งการคัดคนที่ไว้ใจได้ต้องมีมาตรฐานนะ
ไม่ใช่คัดเพราะว่าคนนี้สนิทกับคนนั้น ต้องดูว่าเขาจะนำพาไปได้
นำพาไปในทางที่ถูกต้อง
อีกอันหนึ่งก็คือการจัดตั้งจากล่างขึ้นบนคือพยายามให้กลุ่มต่าง ๆ
หรือคนในชุมชนต่าง ๆ เลือกหัวหน้ากลุ่มขึ้นมา
แล้วหัวหน้ากลุ่มก็มาประชุมรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการ
เพราะฉะนั้นเราจะพูดโครงร่างของ นปช.
นปช.
นั้นต้องการให้การจัดตั้งโดยธรรมชาติประสานกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่ในขอบ
เขตทั่วประเทศ เราจะมีกรรมการภาค กรรมการภาคก็มาจากกรรมการจังหวัด
กรรมการจังหวัดก็มาจากกรรมการอำเภอ แต่ว่าในบางจังหวัดทำไม่ได้
เพราะว่าบางอำเภอไม่มีแกนนำเลย แล้วแกนนำจำนวนมากอยู่ในอำเภอเมือง
แล้วต่างฝ่ายต่างเคลื่อนไหว แปลว่าอำเภอเดียวมีหลายคน
เพราะฉะนั้นเราก็ให้มันเป็นไปตามความเป็นจริง
ว่าความเป็นจริงนั้นถ้าเรามีหลายกลุ่มในอำเภอไหน
ทำได้ไหมว่าให้จังหวัดสมุทรปราการมี 7 อำเภอ
เพราะฉะนั้นคุณควรมีคณะกรรมการอย่างน้อยสัก 7 คณะ (มีมากกว่านี้ก็ได้) แล้ว
7 คณะนี้เลือกประธานมา 7 คนเพื่อเป็นคณะกรรมการจังหวัด
แต่ทั้งหมดนี่อย่าละเลยกลุ่มต่าง ๆ ของพี่น้อง จริง ๆ ถ้าทำได้
ได้จากทุกกลุ่มมาจะดีมาก เราจะบอกเป็นแนวทางเท่านั้นว่า
ถ้าเป็นไปได้ขอให้มีคณะกรรมการอย่างน้อย 6 อำเภอ
แต่ว่าคณะกรรมการอำเภอนั้นจะมาจากชุมชนหรือมาจากกลุ่มที่พี่น้องทำกันก็ให้
เป็นไปตามความเป็นจริง มันไม่มีอะไรเกินกว่าความเป็นจริง
ในบางพื้นที่ที่อาจารย์ธิดาไปตั้งไม่ได้เพราะว่ามีการแยกเป็นสองกลุ่ม
สามกลุ่มชัดเจน ไม่ยอมกันเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร
ก็รอให้อำมาตย์มาปราบถึงจะยอมกระมัง
ขอให้พี่น้องทำตามความจริง ถ้าได้ประธานชุมชนมา
(หมายความว่าประธานชุมชนเสื้อแดงนะไม่ใช่ประธานชุมชนที่เขาแต่งตั้ง)
เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบลมา ประกอบกันเป็นกรรมการอำเภอก็ดี
ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็คือเป็นหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ มาประกอบ
อย่างน้อยให้มีอำเภอละ 1 คณะ ถ้าอำเภอไหนเป็นอำเภอใหญ่ก็อาจจะเป็นคณะใหญ่
คณะให้มีมากขึ้น มีตัวแทนเข้าสู่กรรมการจังหวัดมากขึ้น เช่น
อำเภอนี้มีเสื้อแดงมากแทนที่จะมีตัวแทน 1 คน ก็อาจจะให้มากกว่า 1 คน
นี่จึงเป็นเพียงคำแนะนำแบบที่เรียกว่ายืดหยุ่นได้ตามความเป็นจริง
ไม่สามารถที่จะบังคับให้ทำอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าพี่น้องสามารถปูพื้นฐานแนวทางว่า
เรารวมกลุ่มกันเป็นคณะกรรมการสัก 7-8 คณะ แล้วกรรมการ 7-8
คณะที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ นั้นก็ได้กลายเป็นคณะกรรมการจังหวัด
มันมีปัญหาอยู่ว่าบางที่กรรมการอำเภอเมืองมีกลุ่มมากและเป็นกลุ่มใหญ่
พี่น้องก็จัดการยืดหยุ่นเช่นตัวแทนให้มากสักหน่อยเวลามาเป็นกรรมการจังหวัด
ขอพูดถึงวิธีคิดในการนำ พี่น้อง การนำขอให้เป็นการนำรวมหมู่
หลายหัวดีกว่าหัวเดียว อย่าทำคนเดียว คิดคนเดียว หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว
เพราะฉะนั้นขอให้จำคำนี้ไว้ นำรวมหมู่ แบ่งงานกันทำ
ไม่ใช่บางคนเอาแต่พูดไม่ทำงาน เราจะพบผู้นำบางส่วนพูดเก่ง แต่ไม่ทำงาน
เพราะฉะนั้นนำรวมหมู่ต้องแบ่งความรับผิดชอบและตรวจสอบได้
ที่สำคัญก็คือทั้งหมดนี้ต้องมีวินัย สมมุติองค์กรนั้นตกลงอย่างใด
พี่น้องต้องมีวินัย แหกมติไม่ได้ เพราะว่าขณะเป็นองค์กรจัดตั้งใหญ่ เช่น
กรรมการจังหวัดสมุทรปราการลงมติว่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
กรรมการอำเภอก็ต้องรับเรื่องนี้ไปดำเนินต่อ
แล้วออกมาเป็นเอกภาพอย่างนี้ถึงจะมีพลัง สมมุติตกลงว่ามีรัฐประหารแล้ว นปช.
ต้องการให้จังหวัดรอบกรุงเทพฯ เป็นที่มั่นใหญ่
แปลว่าสมุทรปราการต้องรับหน้าที่จุดหนึ่ง ปทุมธานีจุดหนึ่ง นนทบุรีจุดหนึ่ง
แล้วกรรมการจังหวัดแบ่งงานกันทำว่าจะทำอะไร
มันต้องเป็นเอกภาพเหมือนเป่านกหวีดแล้วรู้ว่าใครต้องทำหน้าที่อะไร
แต่ถ้าเกิดมีบางคนหรือบางกลุ่มไม่ปฏิบัติตามมติ
ถามว่าอย่างนี้การสู้รบแพ้ไหม แพ้แน่นอน รอบก่อนที่ปี 53
เราไม่มีมติพูดเรื่องสีลมเลย
มีแกนนำเราคนหนึ่งไปพูดว่าเราจะไปสีลมเท่านั้นแหละทหารมาเต็มเลย
หรือว่าเรามีมติไม่ไปบุกรัฐสภา แกนนำเราคนหนึ่งดันเข้าไปที่รัฐสภา
คราวนี้รุ่งขึ้นประกาศ พรก.ฉุกเฉินเลย
อาจารย์กำลังจะอธิบายว่าวินัยสำคัญที่สุด ตกลงอย่างไรต้องเป็นแบบนั้น
ไม่ใช่เขายังไม่มีมติดันไปพูดแล้วทุกอย่างเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่
มีการสู้รบ
ขณะนี้ก็เท่ากับอยู่ในบรรยากาศสู้รบแล้ว เพราะว่าเขาสู้รบหลายแนว
แนวศาลก็มี แนวองค์กรอิสระก็มี แนวพรรคการเมือง แนวมวลชน แนวกองทัพ แนว
กอ.รมน. ออกมาหมดเลยแล้ว แต่ถ้าพวกเราเสรีไม่มีวินัย ไม่ทำตามมติ เสียหาย
เพราะฉะนั้นจึงขอเรียกร้องพี่น้องว่า
เมื่อพี่น้องทำการจัดตั้งมีการแบ่งภาระหน้าที่กันทำ ที่จะฝากเอาไว้คือ
หัวใจสำคัญยิ่งของการต่อสู้ของประชาชนคือวินัย
แล้วในกลุ่มองค์กรของเราก็ต้องมีประชาธิปไตย
ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นหัวหน้าทำตามใจชอบของตัวเองโดยไม่ฟังคนอื่น
แต่เมื่อพูดคุยตกลงกันแล้วว่าจะทำอะไรต้องทำตามนั้น
ไม่ใช่ไม่ปฏิบัติตามเสียงส่วนใหญ่
เมื่อเสียงส่วนใหญ่บอกอย่างนี้เราพยายามอภิปรายแต่ต้องเปิดโอกาสให้อภิปราย
ไม่ใช่ว่าสมมุติประธานยัดลงไปเลยว่าต้องทำอย่างนี้
อย่างนี้ก็ไม่ใช่ท่วงทำนองประชาธิปไตย ในเมื่อเราต้องการประชาธิปไตย
วิธีการของเราก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยรวมศูนย์
ก็คือพี่น้องออกความคิดเห็นกันเต็มที่ เอาจังหวัดสมุทรปราการก่อน
ความคิดเห็นจากบางพลี บางบ่อ บางเสาธง มาที่คณะกรรมการจังหวัดสมุทรปราการ
แล้วคณะกรรมการจังหวัดต้องฟังว่าพี่น้องกลุ่มต่าง ๆ
เขาคิดอย่างไรในประเด็นนี้ ถกเถียงกัน แล้วพอมีมติทุกกลุ่มทำตาม
ไม่ใช่ว่ากลุ่มบางเสาธงบอกว่าไม่ไดเคิดอย่างนี้เสนอแตกต่างจากกลุ่มอื่น
เพราะฉะนั้นผมไม่ทำ อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่มีการจัดตั้งหรือไร้การจัดตั้ง
เพราะว่าถ้าคุณจัดตั้งเป็นคณะกรรมการแล้ว
ถ้าเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรคุณต้องทำ ยกเว้นว่าถ้ามันเสียหายจริง ๆ
คุณมีอีกช่องทางหนึ่ง ยื่นเสนอต่อแกนนำ นปช.ส่วนกลางเพื่อให้แก้ปัญหา
หรือมิฉะนั้นก็คุยกับที่ปรึกษา คุยกับ
สส.ว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกแยกอยากให้ที่ปรึกษาช่วยคิดด้วย
และขอฟังความคิดเห็นของที่ปรึกษาหรือส่วนกลางเพื่อมาทำให้มันดีขึ้นกว่านี้
แต่ในที่นี้เปลว่าเราต้องไม่จุกจิกนะ
ไม่ใช่เรื่องหนึ่งเรื่องใดเรื่องเล็กก็เอาเป็นเอาตาย เรื่องเล็ก ๆ
เราก็ต้องข้ามไป เพราะในภาษาเขาเรียกว่า “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”
คือเอาเรื่องดีที่เราร่วมกันได้เป็นหลัก บางอย่างต่างกันเล็ก ๆ น้อย ๆ
อย่าไปเอาตายเอาเป็นกับเรื่องเล็ก แล้วที่สำคัญก็คือท่าทีต่อพี่น้องด้วยกัน
ต้องเป็นท่าทีมิตรไม่ใช่ท่าทีศัตรู ประเภทออกอากาศด่ากันไม่ถูก
เราเห็นแตกต่างกันเราก็คือมิตร หรือเสื้อแดงหรือ นปช.
บางทีเห็นไม่ตรงกับพรรค พรรคเพื่อไทยอาจจะคิดอย่างหนึ่ง
คนเสื้อแดงอาจจะคิดอย่างหนึ่ง แต่ถามว่าเราคืออะไร เราคือมิตรกัน
ที่เราถูกกระทำจากระบอบอำมาตย์ด้วยกัน
ถ้าสมมุติว่าเราทะเลาะกันหรือใช้ท่าทีเป็นศัตรู ด่าว่าพวกกันเอง ทำลายน้ำใจ
ทำลายกำลังใจ แล้วบ่อนทำลายการนำ ในที่สุดท่าทีแบบนี้จะทำให้ขบวนพัง
เพราะฉะนั้นความจริงเรื่องมันยาวแต่ก็พยายามผนวกเรื่องสำคัญ ๆ
ที่มาพูดในที่นี้ว่าการจัดตั้งสำคัญอย่างไร เป็นปัจจัยสำคัญให้ได้รับชัยชนะ
และในการจัดตั้งนั้นต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตยแต่ต้องมีการรวมศูนย์ตัดสิน
ใจ และรวมศูนย์จากส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่ง นปช.
และต่อไปพวกเราก็จะต้องเข้าไปเป็นแกนนำส่วนกลาง
แกนนำส่วนกลางที่มีอยู่แม้กระทั่งอาจารย์ธิดาเอง
ถ้าการต่อสู้ยืดยาวแกนนำส่วนกลางส่วนหนึ่งอาจจะต้องไปทำภาระหน้าที่อื่นก็
ได้ หรือบางคนอาจจะถอดใจหรือเลิกต่อสู้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา
มันต้องมีเลือดใหม่ และต้องเป็นเลือดที่ดี เลือดที่เข้มแข็งเข้าไปแทน
และอีกอย่างก็คือเป็นวิธีการประชาธิปไตยก็คือว่า
ให้ได้แกนนำที่มาจากการต่อสู้ของประชาชนจริง ไม่ใช่แกนนำเพราะว่าส่งมา
อันนี้ต้องค่อย ๆ แก้แต่ในตอนแรกเราไม่ได้สมบูรณ์
ต่อไปมันก็จะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ
ทีนี้ก็ ในที่นี้ก็ต้องบอกว่าการจัดตั้งสำคัญ ต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตย
และเมื่อรวมศูนย์มีมติอย่างไร ต้องไม่เสรี ต้องมีวินัย ต้องขึ้นต่อ
คำว่าขึ้นต่อไม่ใช่ขึ้นต่อบุคคล แต่ขึ้นต่อการนำรวมหมู่ ขึ้นต่อหลักการ
แล้วไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช.สมุทรปราการ พอมีใครยื่นขนมมา
มีองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่งเขาบอกว่าคุณจะได้อย่างนั้นคุณจะได้อย่างนี้
ก็ยกเข้าไปเลย ยกตัวเองไม่พอยกมวลชน ยกมวลชนตัวเองไม่พอ
เอาเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มอื่นเข้าไปร่วมด้วย นี่ยกตัวอย่าง
อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการทำลาย
แต่ถ้าหากว่าใครที่มีความแตกต่างทางความคิดทางอุดมการณ์จริง ๆ
เขาก็แยกไปตั้งองค์กรใหม่ไม่มีปัญหา 24 มิถุนาของคุณสมยศก็ไม่ใช่ นปช.
แดงสยามก็ไม่ใช่ นปช. ก็ต่างคนต่างทำ ไม่เป็นไร
อย่างนี้แสดงว่าเป็นการแยกโดยความคิดที่แตกต่างกัน
ไม่ใช่เป็นการแยกเพื่อทำลาย ตรงข้ามคนที่ไม่แยก
ด่าเช้าด่าเย็นอยู่ในองค์กรนี่แหละ พวกนี้แหละทำลาย
แต่ถ้าเขาเชื่อและเขาก็แยกไปทำของเขาต่างหากแล้วเป็นมิตรจับมือกันก็เข้ม
แข็ง แต่ไอ้อยู่ข้างในนี่แหละ ด่าเช้าด่าเย็น ด่าในเน็ตบ้าง ด่าอะไรบ้าง
แล้วโกหกพกลมทำตัวเหมือนศัตรู อาจารย์ธิดาขอไว้เลยอย่าทำเป็นอันขาด
แต่นี่มักจะไม่เกิดกับรากหญ้า
จะเกิดกับปัญญาชนเพราะเสรีไร้วินัยคือคิดว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกคนเดียว
เพราะฉะนั้นเราต้องใช้การจัดตั้งเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็ง
เราจะเลิกความคิดที่ว่าตัวเองเก่งเขาเรียกว่า ลัทธิวีรชนเอกชน คนเดียวเก่ง
ไม่มีทาง หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว
เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็ขอฝากไว้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ ก็ต้องขอขอบคุณ