WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 16, 2012

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/08/55 ดี เด่น สวยเกินไป..ชั้นทนไม่ได้นะยะ..!

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ใช้กลเกม ใส่ร้าย มุ่งป้ายสี
พวกอัปรีย์ กาลีบ้าน สามานย์สถุน
ขาวเป็นดำ หวังยำใหญ่ ให้เป็นจุล
แถมหมกมุ่น แต่ริษยา หน้าตัวเมีย....

ขุดหาเรื่อง ละเลงชั่ว ตัวอิจฉา
ใช้มารยา ถาโถม สมพวกเฮี่ย
จวบครบปี ผลงานสนอง พี่น้องเชียร์
พวกที่เสีย กลับร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ....

ดี เด่น สวย เกินไป ชั้นไม่ปลื้ม
เลยอึมครึม ในอุรา พาหวั่นไหว
เห็นหญิงแกร่ง มีพลัง สมตั้งใจ
เลยแต๋วแตก กันใหญ่ ไอ้พวกเลว....

ทำเพื่อชาติ บ้านเมือง เป็นเรื่องหลัก
พวกดีดัก กลับฉุดคร่า พาดิ่งเหว
หาช่องเล็ก ช่องน้อย คอยสุมเปลว
หวังแหลกเหลว แล้วสมอ้าง ถึงทางตัน....

คือผลงาน พรรคอัปรีย์ ไม่มีกึ๋น
แต่แสร้งมึน ด้วยมารยา น่าขบขัน
ไล่เลียงตัว ชั่วความคิด เป็นนิจนิรันดร์
ไม่สร้างสรรค์ คอยจิกตอด ตลอดเวลา....

๓ บลา / ๑๖ ส.ค.๕๕

คำปราศรัย อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในการเตรียมการจัดตั้งองค์กรของจังหวัดสมุทรปราการ

ที่มา uddred






เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 55

ได้มาร่วมงานกับสมุทรปราการมายาวนานพอควร แล้วมองเห็นความเข้มแข็ง ก็ต้องขอชมเชย
1. ต้องขอยกย่องมวลชนสมุทรปราการที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ตลอดมา มวลชนสมุทรปราการ คนเสื้อแดงสมุทรปราการนั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นข้อสำคัญ เป็นกองหน้าสำคัญในการต่อสู้
2. ชมเชยสถานีวิทยุ ดีเจ และแกนนำ
3. ชมเชยการประสานงานระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ นปช.สมุทรปราการ เป็นแบบอย่างที่ดี

วันนี้เรามาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าของเดิมไม่ดีที่ทำ ๆ กันอยู่ แต่เขาเรียกว่าดีเป็นความสามารถของบุคคล แต่ว่าจะให้ดียิ่งกว่านี้เพื่อให้เป็นการดีที่ยั่งยืนไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ บุคคล ต้องสร้างระบบรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ยากลำบากกลายเป็นเวลาที่เราเป็นรัฐบาล เวลาเราเป็นฝ่ายค้าน เราถูกกระทำ การรวมตัวกันมันจะง่าย จะเข้มแข็ง แต่ว่ายามที่เราเป็นรัฐบาลมันจะทดสอบ เพราะว่ามันจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ เรื่องตำแหน่งหน้าที่ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนตัวมันก็จะขึ้นมา นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งมันจะทดสอบเพราะอะไร เพราะงานเราคนเสื้อแดงนั้นไม่ใช่เป็นงานส่วนตัวแต่เป็นการเสียสละเพื่อทำงาน ส่วนรวม เพราะฉะนั้นยามที่มีผลประโยชน์เข้ามาทางหน้าต่างมันก็เลยจะกลายเป็นวิ่งออก ทางประตู เสียหาย !

นี่จึงเป็นเรื่องที่บอกว่า วันนี้เราควรจะมาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือ สร้างระบบองค์กรจัดตั้ง และคำถามว่าทำไมเราจึงยิ่งต้องมีในตอนที่เราเป็นรัฐบาล

ขณะนี้เป็นรัฐบาลแต่ปรากฎว่ากำลังถูกท้าทาย รัฐสภาก็ถูกคว่ำไปโดยพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ การที่เขาไปดึงเก้าอี้แล้วเอาแฟ้มปาประธานนี่หมายความว่าอะไร หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการบอกสังคมว่า การต่อสู้ในรัฐสภาไม่เอาแล้ว เลิก แล้วต้องการพังเลย ทำให้เวทีรัฐสภาไม่ดำรงอยู่ นี่คือพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่เขาบอกว่ายกสองมือ เอาสองเท้ายก ก็ยังแพ้ เขาพยายามที่จะขัดขวางการร่างรัฐธรรมนูญมาตลอด จนกระทั่งผ่านญัตติ 1 ญัตติ 2 เขาทำให้ประชาชนเบื่อรัฐสภา ทำให้รัฐสภาเละเทะเป็นน้ำเน่า ต้องการล้มกระดาน แล้วเมื่อประชาธิปัตย์ทำงานไม่ไหว ตุลาการรัฐธรรมนูญก็เข้ามารับไม้ต่อเพื่อต้องการล้มรัฐสภาเหมือนกันคือขัด ขวางไม่ให้ลงมติวาระ 3 เพราะว่าถ้าลงมติวาระ 3 นั้นหมายถึงว่ากล่องดวงใจของเขาคือรัฐธรรมนูญ 50 จะถูกดึงออก เพราะฉะนั้นพี่น้องต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เขาเรียกว่า “สถานการณ์สู้รบ” ไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา พี่น้องลองดูนะ มาเป็นแผงเลย ประชาธิปัตย์เลิกแล้วรัฐสภา ประชาธิปัตย์เอาอย่างคนเสื้อแดงหมดเลย เพราะว่าเขาถือว่าเขาไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทยแต่เขาแพ้คนเสื้อแดง พรรคประชาธิปัตย์เขาคิดว่าเขาก็เก่ง เมื่อพรรคเพื่อไทยทำโครงการเศรษฐกิจเขาก็ลอกหมดเลย ทำเหมือนกัน แต่ถามว่าทำไมเลือกตั้งแพ้ เขาก็สรุปว่าเขาแพ้เพราะงานมวลชน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เลิกต่อสู้ตามรัฐสภาแล้ว หันมาต่อสู้ตามท้องถนน เตรียมตั้งเวทีหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เพราะฉะนั้นอาจารย์เคยเขียนบทความว่าประชาธิปัตย์เลิกสู้ในระบบ หันมาสู้นอกระบบและนอกระบอบประชาธิปไตยด้วย นี่จึงเป็นสถานการณ์สู้รบใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ต้องเข้าใจว่านี่เป็นสถานการณ์สู้รบแบบใหม่ คล้าย ๆ หนังวนกลับแต่เขาเปลี่ยนยุทธวิธีเช่น คาดหัว ออกทีวีทำจอทีวีสายฟ้าฟาด และเปิดเวที แล้วที่อาจารย์ล้อเลียนคือมันปลุกระดมไม่ค่อยเป็น พอเวลาขึ้นเวทีก็พูด “พี่น้องสู้ไม่สู้” พี่น้องบอก “สู้” พูด 3 ที คือเขาคงต้องดูการปราศรัยของ นปช. มากกว่านี้เพราะว่ายังฝึกหัดอยู่ แต่เราประมาทไม่ได้เพราะว่าคนที่เป็นอนุรักษ์นิยมทำอะไรก็ได้ ที่เขาบอกว่าเขาเป็นคนดีนั้นไม่จริงหรอก โกหกอะไรก็ได้ ป้ายสีอะไรก็ได้ ใช้อาวุธในการทำลายคนอื่นแบบไหนก็ได้ เพราะว่าพวกประชาธิปัตย์และพวกอนุรักษ์นิยมนั้นเขาเรียกว่าเป็นพวกไม่มี อนาคต....รอวันตาย..... คนพวกนี้ต้องดิ้นทุกทาง

แต่เราเป็นพวกมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ เราก็ดูมันอย่างสมเพชและทุเรศ แต่ว่าเราต้องไม่ประมาทเพราะว่าคนที่รอวันตายนั้นมันจะดิ้นทุกอย่าง แล้วมันก็จะทำให้สังคมนี้ ประเทศนี้เจ็บปวด มันยินดีที่จะทำลายทุกอย่างกระทั่งตัวเองเช่นในรัฐสภาหรือนอกรัฐสภา ขณะนี้มันก็ตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา ความหมายคือพรรคประชาธิปัตย์นี้เป็นพรรคการเมืองตัวแทนของระบบอำมาตย์ที่ทำ งานแต่มันไม่ได้ผล คือต้องยอมรับว่าในด้านพรรคการเมืองนี้สำหรับระบอบอำมาตย์ซึ่งมีพรรคประชา ธิปัตย์พรรคเดียวหมดอนาคตแล้ว เพราะฉะนั้นในวิถีทางในระบบสำหรับระบอบอำมาตย์ที่จะมีพรรคการเมืองเพื่อเอา ชนะเลือกตั้ง ให้พี่น้องเข้าใจเรื่องนี้ว่าจบแล้วสำหรับระบอบอำมาตย์เพราะมันจะต้องแพ้ ตลอด

ในด้านพรรคการเมืองนี่แพ้ แต่ว่าในอำนาจ 3 อำนาจ อำนาจนิติบัญญัติแพ้ อำนาจบริหารก็แพ้ เขาก็เหลืออำนาจเดียวคืออำนาจตุลาการ เขาจึงสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาจำนวนมากเป็นอำนาจที่ 4 เป็นเครือข่ายระบอบอำมาตย์ แต่ว่าพรรคของประชาชนมีที่เดียวที่ชนะคือสนามเลือกตั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นมวลชนจึงมีความหมายสำคัญมาก และมาถึงตอนนี้ให้พี่น้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์สู้รบแบบ ใหม่ พี่น้องต้องพบกับตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีการตัดสินสองอย่าง หนึ่งยก ก็คือคำร้อง 5 สำนวนนั้นถ้าหากเขาพิจารณาว่าไม่มีปัญหายกมันก็ผ่านไป แต่ไม่ใช่ผ่านไปทั้งหมดนะ แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเขาบอกว่ามีมูลว่าคณะพรรคการเมืองที่ยื่นทำให้มีความสงสัยว่าจะเปลี่ยน แปลงระบอบการเมืองการปกครอง อะไรจะเกิดขึ้น ยุ่งแน่สำหรับประมาณ 399 คน ถูกถอดถอนทั้งพรรคเลย ครม.ก็โดน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง แล้วตามมายุบพรรค แต่ว่าการถอดถอนและตัดอนาคตผู้บริหาร 5 ปี อย่างนี้เขาจึงเรียกว่ารัฐประหารโดยตุลาการ หรือการทำรัฐประหารโดยกฎหมาย

คือเรากำลังสู้กับรัฐประหารด้วยปืนนั้นไม่ยาก พอเจอรัฐประหารตุลาการนี่งงนะ เรายอมให้เขาทำมากี่รอบแล้วตั้งแต่คุณสมัคร ที่เขาใช้พจนานุกรมบอกว่าไปทำกับข้าวหน้าจอทีวีผิดแล้วก็ปลด เพราะฉะนั้นหลายครั้งแล้วเอาว่าสถานการณ์ขณะนี้ รวมทั้งการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมาเล่นงานเรื่องจริยธรรมสำหรับนายกฯ ในปัญหาณัฐวุฒิ นอกจากเล่นณัฐวุฒิแล้วเล่นล่วงหน้าว่าตั้งจตุพรเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ แล้วยังมีองค์กรนอกระบบออกมา เอาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)ซึ่งถูกหลอกจำนวนหนึ่งบอกว่าจะมีการให้เงินหลายแสนบาท ให้ออกมาโจม นปช. คุณจาตุรนต์ และอาจารย์ธิดา อยู่ดี ๆ ผรท. จะมาประท้วงว่าเราไปถอดถอนตุลาการรัฐธรรมนูญว่าไม่มีเหตุผลและไม่ใช่เรื่อง ยกเว้นที่เราสามารถเข้าใจได้ว่าการทำงานของกลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็น เครือข่ายของระบอบอำมาตย์ และเครือข่ายระบอบอำมาตย์สำแดงผ่านองค์กรอิสระ สำแดงผ่านพรรคประชาธิปัตย์ สำแดงผ่านศาลตุลาการรัฐธรรมนูญ สำแดงผ่านองค์กรหน่วยต่าง ๆ ของมวลชนนอกระบบ ในระบบ แม้กระทั่งการจัดตั้งเขาส่งมวลชนมาเป็นเสื้อแดงแล้วตั้งองค์กรซ้อนองค์กร อาจารย์มีเอกสารที่เขาเขียนชัดเลยว่าเป็นการจัดตั้งซ้อนจัดตั้ง

เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่กำลังจะพูดว่า การจัดตั้งองค์กรนั้นสำคัญและแข็งแกร่ง เพราะว่าวิธีที่คนต้องการทำลายเรานั้นส่วนหนึ่งเขาก็จะใช้ “จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง” สมมุติเรามีการจัดตั้ง นปช.สมุทรปราการ มีองค์กรนำ มีประธาน มีคณะกรรมการ การจัดตั้งซ้อนจัดตั้งก็คือเขาจะมาพาประธานหรือประธานกลุ่มต่าง ๆ ไปตั้งองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่ง เขาจะไม่ทำก่อน จะรอให้เราทำให้สำเร็จแล้วเขาก็จะมาเอาหัวหน้ากลุ่มไปจัดตั้งองค์กรใหม่ สมมุติของเราเป็น นปช.สมุทรปราการและกรุงเทพฯ ส่วนตะวันออก เขาก็จะไปตั้ง อาจจะเป็นชื่ออื่นหรือเครือข่ายอื่น มันทำงานง่ายดี ไม่ต้องไปทำใหม่ หรือมิฉะนั้นก็สมมุติว่ามีองค์กรไก่ชนอยู่ที่นี่ อีกองค์กรหนึ่งก็เอาไก่ชนไปอยู่ด้วย ไก่ชนก็เลยบอกว่าอยู่สององค์กร องค์กรที่จัดตั้งใหม่เขาก็จะรู้ด้วยเลยว่าพวกองค์กรที่ทำอยู่นี้ทำอะไรบ้าง ความลับทั้งหลายก็ถูกถ่ายทอดไปหมด แล้วแตกแยกกัน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องการจัดตั้งเป็นอาวุธสำคัญในการเคลื่อนไหวของการ ต่อสู้ของประชาชน ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ต้องการทำลายการต่อสู้ประชาชนก็ใช้อาวุธแบบเดียว กันเข้ามาซ้อน มีเอกสารที่เขียนไว้ชัด แล้วในการปฏิบัติก็ชัด

ทีนี้บางครั้งคนของเราทำเองเพราะอยากได้มวลชนและอื่น ๆ เขาเรียกว่า “แย่งชิงการนำ” นั่นก็แบบหนึ่ง แย่งชิงการนำนั้นอาจจะเป็นผลประโยชน์เช่น คิดว่าถ้าได้เป็นตัวผู้นำก็จะได้ผลประโยชน์แบบใดแบบหนึ่งเช่น เป็นเงินทอง เป็นตำแหน่ง เป็นชื่อเสียงเกียรติยศ แต่อีกแบบหนึ่งก็คือ ฝั่งอำมาตย์หรือฝั่งปฏิปักษ์ประชาชนต้องการแย่งชิงการนำเพื่อทำลายการต่อสู้ ของประชาชน มันจะมีทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย แต่วิธีการถ้าคุณจัดตั้งกันเสร็จแล้วเราจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้มันอยู่ที่จุดเริ่มต้นก่อนก็คือว่า พวกเราต้องสำรวจพวกเรา เช่น เราจะตั้ง นปช.สมุทรปราการ แน่นอน นปช.สมุทรปราการแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีที่ปรึกษา มีสส. เข้ามาร่วมด้วยเต็มที่ รวมทั้งแกนนำ นปช. ก็มาร่วมด้วยสนิทแนบแน่น ในหมู่พวกเรา เราจะสังเกตุเลยว่าคนบางส่วนไม่พอใจการนำ แต่ถามว่าแล้วมาอยู่กับพวกเราอย่างใกล้ชิดเพื่ออะไร นี่ยกตัวอย่างนะ ไม่พอใจการนำแต่จะมาอยู่ใกล้ชิดเราก็ต้องสังเกตุว่าเมื่อไม่พอใจก็ตั้งกลุ่ม แยกก็ได้ เรื่องแบบนี้เป็นความสมัครใจ ไม่ได้บังคับอยู่แล้ว สมมุติว่าไม่พอใจการนำของที่สมุทรปราการก็ตั้งเป็นกลุ่มอิสระได้ แต่ว่าวันนี้เข้าใจว่าที่มาที่นี่เป็นพวกที่ยินดีอยู่ภายใต้การนำของจังหวัด สมุทรปราการและ นปช. หรือเปล่าคะ (เสียงปรบมือ.....) คือที่พูดนี่ คนที่ไม่ต้องการนั้นก็ไม่มีปัญหาแต่ว่าเราแยกการจัดตั้งอยู่คนละจัดตั้ง คือให้เป็นกลุ่มอิสระไปเลย

ยกตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา นปช. อยู่กันหลวม ๆ แล้วก็ทะเลาะกัน วันหนึ่งอาจารย์ธิดาก็เลยบอกว่าถ้าทะเลาะกันแบบนี้ อย่ากระนั้นเลย นปช. ต้องมีหลักนโยบาย ต้องมีหลักการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรตัวหนังสือ แล้วเรามาตกลงร่วมกันว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เราจะทำแบบนี้ แล้วห้ามทำเลยเถิดหรือเกิน อย่างข้อหนึ่ง เราบอกว่าเรายังต้องการให้การเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เป็นระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริง ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีใครจะให้เป็นสาธารณรัฐ ถ้ามีใครบอกว่าต้องการเป็นสาธารณรัฐก็ไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช. แต่ถามว่าถ้าเกิดมีคนอยากได้จริงแล้วเขาบอกว่าเป็นเสื้อแดง ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่คนละองค์กร นี่ยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นครั้งนั้นจึงเกิดการแตก เช่น กลุ่มแดงสยาม ต้องพูดกันตรง ๆ ที่คุณสุรชัยแยกไปเพราะว่าตอนนั้นคุณวีระทำเรื่องฎีกาแล้วเถียงกัน เราจึงต้องคุยว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า มาจับมือร่วมกันว่าเรากอดคอร่วมกันต่อสู้ตามนโยบายกี่ข้อ 6 ข้อ เขียนไว้ที่บัตรด้านหลังเพื่อให้ทุกคนผูกพัน ถ้าไม่มีนโยบายเป็นไปได้ว่ามวลชนและแกนนำนี่ติดคุกหัวโตเลย แต่ว่าในนโยบายข้อ 3 เราบอกเลยว่า “สันติวิธี” เพราะฉะนั้นที่จะมาบอกว่า นปช. ใช้กำลังอาวุธนั้นไม่จริง เราปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

เพราะฉะนั้นความสำคัญของการจัดตั้งจึงมีความสำคัญมาก ทำให้ นปช. เป็นปึกแผ่น มีก้าวย่างที่ตรงกันแม้นว่าไม่ได้คุยกันแต่รู้ว่าเราจะทำอะไร บางครั้งไม่ได้เจอกันเลยแต่เข้าใจกันเพราะว่าเราตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วว่าจะทำอะไรกัน ทีนี้หันมาดูการจัดตั้ง การจัดตั้งองค์กรนี้เพื่ออะไร เพื่อที่จะทำให้องค์กรนี้มีความเป็นเอกภาพ มีก้าวย่างที่พร้อมเพรียงกัน คือไม่ใช่บางพลีทำไปอย่างหนึ่ง บางบ่อทำไปอย่างหนึ่ง บางเมืองทำไปอีกอย่างหนึ่ง ต่างคนต่างทำ แล้วสมมุติ นปช. ทั้งประเทศ คนหนึ่งทำอย่างหนึ่งถามว่าเราจะสู้รบไหวไหม สู้รบไม่ได้ เหมือนเราร้องเพลง คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ต่างคนต่างร้องคนละเพลงแล้วมันจะได้เรื่องไหม พวกคุณต้องซ้อมร้องเพลงเดียวกัน เหมือนการจัดตั้งของเรา บางพลีทำไอ้นี่ บางบ่อทำไอ้โน่น แบ่งงานกันทำแต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำเดียวกัน นี่คือการจัดตั้ง เราต้องทำงานเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนอย่างพร้อมเพรียง อย่างมีพลัง เหมือนกับที่เขาพูดเรื่องไม้ไผ่นั่นแหละ

เพราะฉะนั้นสำหรับขบวนการของนักต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการต่อสู้ที่ต้องเผชิญความยากลำบากมาก หลีกเลี่ยงการจัดตั้งไม่ได้ การจัดตั้งจึงหมายถึงการนำที่เป็นเอกภาพ การขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ แล้วก็มีการแบ่งภาระหน้าที่ เหมือนเราบอกว่าวันที่ 24 เราจะจัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่อีกส่วนหนึ่งบอกว่าจะจัดที่ราชประสงค์ ถามว่าเขาคิดได้ไหม เขาคิดได้ มันก็ไม่เป็นเอกภาพ แต่ว่า นปช. ยังเป็นองค์การจัดตั้งที่ยังหลวม ยังมีพื้นที่แห่งความเป็นอิสระของพวกเราพอสมควร ต่อไปเราทำโรงเรียน เพื่อว่าตรงแกนกลางควรจะต้องเป็นเอกภาพ ออกจากแกนกลางมาเขาเรียกว่าแนวร่วมชั้นใน แนวร่วมชั้นในคือมิตรที่ใกล้ชิด แล้วแนวร่วมชั้นนอกก็ห่างออกไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องการจะพูดเริ่มต้นว่า พวกพี่น้องทั้งหลายมา ณ ที่นี้เพื่อเตรียมการจัดตั้ง ขอให้ทุกคนตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าพี่น้องมีจิตใจวิญญาณต้องการสู้รบให้ได้รับชัยชนะ

ปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะ
• ประการแรกต้องมีองค์ความรู้ มีหลักทฤษฎีที่ถูกต้องนำ
• ประการที่สองที่สำคัญ ก็คือมีการจัดตั้งองค์กรที่เข้มแข็ง
• ประการที่สาม คือ มีการนำที่ถูกต้อง

ต้องมีสามอย่าง การต่อสู้จึงจะได้รับชัยชนะได้ เพราะฉะนั้นการจัดตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อพูดถึงเรื่องการจัดตั้งเราก็จะอธิบาย การจัดตั้งมี 2 แบบ แบบหนึ่งจากบนลงมาล่าง แบบหนึ่งจากล่างขึ้นไป จากบนลงมาล่างเขาใช้ในเงื่อนไขอื่น ในเงื่อนไขอื่นของเราที่เราต้องทำจากล่างขึ้นไปบน สมมุติพี่น้องมวลชนเลือกแกนนำในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล แล้วแกนนำทั้งหลายมาประกอบเป็นอำเภอ หรือพี่น้องมีหลายกลุ่มเพราะว่าเป็นการจัดตั้งโดยธรรมชาติ แต่เราต้องการเอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาประสานกับการจัดตั้งด้วยเขตพื้นที่ เพื่อทำให้การจัดตั้งนั้นมีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและมีพลัง เอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาผนวกกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่ และถ้าเป็นไปได้ให้ทำจากล่างขึ้นบน แต่ในกรณีที่ทำจากบนลงล่างนั้นมันจะมี 2-3 อย่าง เช่น ในกรณีของการจัดตั้งที่มีลักษณะสู้รบสูง แล้วต้องการคนที่ไว้ใจได้มาร่วมกันอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งการคัดคนที่ไว้ใจได้ต้องมีมาตรฐานนะ ไม่ใช่คัดเพราะว่าคนนี้สนิทกับคนนั้น ต้องดูว่าเขาจะนำพาไปได้ นำพาไปในทางที่ถูกต้อง อีกอันหนึ่งก็คือการจัดตั้งจากล่างขึ้นบนคือพยายามให้กลุ่มต่าง ๆ หรือคนในชุมชนต่าง ๆ เลือกหัวหน้ากลุ่มขึ้นมา แล้วหัวหน้ากลุ่มก็มาประชุมรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นเราจะพูดโครงร่างของ นปช.

นปช. นั้นต้องการให้การจัดตั้งโดยธรรมชาติประสานกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่ในขอบ เขตทั่วประเทศ เราจะมีกรรมการภาค กรรมการภาคก็มาจากกรรมการจังหวัด กรรมการจังหวัดก็มาจากกรรมการอำเภอ แต่ว่าในบางจังหวัดทำไม่ได้ เพราะว่าบางอำเภอไม่มีแกนนำเลย แล้วแกนนำจำนวนมากอยู่ในอำเภอเมือง แล้วต่างฝ่ายต่างเคลื่อนไหว แปลว่าอำเภอเดียวมีหลายคน เพราะฉะนั้นเราก็ให้มันเป็นไปตามความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงนั้นถ้าเรามีหลายกลุ่มในอำเภอไหน ทำได้ไหมว่าให้จังหวัดสมุทรปราการมี 7 อำเภอ เพราะฉะนั้นคุณควรมีคณะกรรมการอย่างน้อยสัก 7 คณะ (มีมากกว่านี้ก็ได้) แล้ว 7 คณะนี้เลือกประธานมา 7 คนเพื่อเป็นคณะกรรมการจังหวัด แต่ทั้งหมดนี่อย่าละเลยกลุ่มต่าง ๆ ของพี่น้อง จริง ๆ ถ้าทำได้ ได้จากทุกกลุ่มมาจะดีมาก เราจะบอกเป็นแนวทางเท่านั้นว่า ถ้าเป็นไปได้ขอให้มีคณะกรรมการอย่างน้อย 6 อำเภอ แต่ว่าคณะกรรมการอำเภอนั้นจะมาจากชุมชนหรือมาจากกลุ่มที่พี่น้องทำกันก็ให้ เป็นไปตามความเป็นจริง มันไม่มีอะไรเกินกว่าความเป็นจริง ในบางพื้นที่ที่อาจารย์ธิดาไปตั้งไม่ได้เพราะว่ามีการแยกเป็นสองกลุ่ม สามกลุ่มชัดเจน ไม่ยอมกันเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็รอให้อำมาตย์มาปราบถึงจะยอมกระมัง

ขอให้พี่น้องทำตามความจริง ถ้าได้ประธานชุมชนมา (หมายความว่าประธานชุมชนเสื้อแดงนะไม่ใช่ประธานชุมชนที่เขาแต่งตั้ง) เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบลมา ประกอบกันเป็นกรรมการอำเภอก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็คือเป็นหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ มาประกอบ อย่างน้อยให้มีอำเภอละ 1 คณะ ถ้าอำเภอไหนเป็นอำเภอใหญ่ก็อาจจะเป็นคณะใหญ่ คณะให้มีมากขึ้น มีตัวแทนเข้าสู่กรรมการจังหวัดมากขึ้น เช่น อำเภอนี้มีเสื้อแดงมากแทนที่จะมีตัวแทน 1 คน ก็อาจจะให้มากกว่า 1 คน นี่จึงเป็นเพียงคำแนะนำแบบที่เรียกว่ายืดหยุ่นได้ตามความเป็นจริง ไม่สามารถที่จะบังคับให้ทำอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าพี่น้องสามารถปูพื้นฐานแนวทางว่า เรารวมกลุ่มกันเป็นคณะกรรมการสัก 7-8 คณะ แล้วกรรมการ 7-8 คณะที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ นั้นก็ได้กลายเป็นคณะกรรมการจังหวัด มันมีปัญหาอยู่ว่าบางที่กรรมการอำเภอเมืองมีกลุ่มมากและเป็นกลุ่มใหญ่ พี่น้องก็จัดการยืดหยุ่นเช่นตัวแทนให้มากสักหน่อยเวลามาเป็นกรรมการจังหวัด

ขอพูดถึงวิธีคิดในการนำ พี่น้อง การนำขอให้เป็นการนำรวมหมู่ หลายหัวดีกว่าหัวเดียว อย่าทำคนเดียว คิดคนเดียว หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นขอให้จำคำนี้ไว้ นำรวมหมู่ แบ่งงานกันทำ ไม่ใช่บางคนเอาแต่พูดไม่ทำงาน เราจะพบผู้นำบางส่วนพูดเก่ง แต่ไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นนำรวมหมู่ต้องแบ่งความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ ที่สำคัญก็คือทั้งหมดนี้ต้องมีวินัย สมมุติองค์กรนั้นตกลงอย่างใด พี่น้องต้องมีวินัย แหกมติไม่ได้ เพราะว่าขณะเป็นองค์กรจัดตั้งใหญ่ เช่น กรรมการจังหวัดสมุทรปราการลงมติว่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง กรรมการอำเภอก็ต้องรับเรื่องนี้ไปดำเนินต่อ แล้วออกมาเป็นเอกภาพอย่างนี้ถึงจะมีพลัง สมมุติตกลงว่ามีรัฐประหารแล้ว นปช. ต้องการให้จังหวัดรอบกรุงเทพฯ เป็นที่มั่นใหญ่ แปลว่าสมุทรปราการต้องรับหน้าที่จุดหนึ่ง ปทุมธานีจุดหนึ่ง นนทบุรีจุดหนึ่ง แล้วกรรมการจังหวัดแบ่งงานกันทำว่าจะทำอะไร มันต้องเป็นเอกภาพเหมือนเป่านกหวีดแล้วรู้ว่าใครต้องทำหน้าที่อะไร แต่ถ้าเกิดมีบางคนหรือบางกลุ่มไม่ปฏิบัติตามมติ ถามว่าอย่างนี้การสู้รบแพ้ไหม แพ้แน่นอน รอบก่อนที่ปี 53 เราไม่มีมติพูดเรื่องสีลมเลย มีแกนนำเราคนหนึ่งไปพูดว่าเราจะไปสีลมเท่านั้นแหละทหารมาเต็มเลย หรือว่าเรามีมติไม่ไปบุกรัฐสภา แกนนำเราคนหนึ่งดันเข้าไปที่รัฐสภา คราวนี้รุ่งขึ้นประกาศ พรก.ฉุกเฉินเลย อาจารย์กำลังจะอธิบายว่าวินัยสำคัญที่สุด ตกลงอย่างไรต้องเป็นแบบนั้น ไม่ใช่เขายังไม่มีมติดันไปพูดแล้วทุกอย่างเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ มีการสู้รบ

ขณะนี้ก็เท่ากับอยู่ในบรรยากาศสู้รบแล้ว เพราะว่าเขาสู้รบหลายแนว แนวศาลก็มี แนวองค์กรอิสระก็มี แนวพรรคการเมือง แนวมวลชน แนวกองทัพ แนว กอ.รมน. ออกมาหมดเลยแล้ว แต่ถ้าพวกเราเสรีไม่มีวินัย ไม่ทำตามมติ เสียหาย เพราะฉะนั้นจึงขอเรียกร้องพี่น้องว่า เมื่อพี่น้องทำการจัดตั้งมีการแบ่งภาระหน้าที่กันทำ ที่จะฝากเอาไว้คือ หัวใจสำคัญยิ่งของการต่อสู้ของประชาชนคือวินัย แล้วในกลุ่มองค์กรของเราก็ต้องมีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นหัวหน้าทำตามใจชอบของตัวเองโดยไม่ฟังคนอื่น แต่เมื่อพูดคุยตกลงกันแล้วว่าจะทำอะไรต้องทำตามนั้น ไม่ใช่ไม่ปฏิบัติตามเสียงส่วนใหญ่ เมื่อเสียงส่วนใหญ่บอกอย่างนี้เราพยายามอภิปรายแต่ต้องเปิดโอกาสให้อภิปราย ไม่ใช่ว่าสมมุติประธานยัดลงไปเลยว่าต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ท่วงทำนองประชาธิปไตย ในเมื่อเราต้องการประชาธิปไตย วิธีการของเราก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยรวมศูนย์ ก็คือพี่น้องออกความคิดเห็นกันเต็มที่ เอาจังหวัดสมุทรปราการก่อน ความคิดเห็นจากบางพลี บางบ่อ บางเสาธง มาที่คณะกรรมการจังหวัดสมุทรปราการ แล้วคณะกรรมการจังหวัดต้องฟังว่าพี่น้องกลุ่มต่าง ๆ เขาคิดอย่างไรในประเด็นนี้ ถกเถียงกัน แล้วพอมีมติทุกกลุ่มทำตาม ไม่ใช่ว่ากลุ่มบางเสาธงบอกว่าไม่ไดเคิดอย่างนี้เสนอแตกต่างจากกลุ่มอื่น เพราะฉะนั้นผมไม่ทำ อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่มีการจัดตั้งหรือไร้การจัดตั้ง เพราะว่าถ้าคุณจัดตั้งเป็นคณะกรรมการแล้ว ถ้าเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรคุณต้องทำ ยกเว้นว่าถ้ามันเสียหายจริง ๆ คุณมีอีกช่องทางหนึ่ง ยื่นเสนอต่อแกนนำ นปช.ส่วนกลางเพื่อให้แก้ปัญหา หรือมิฉะนั้นก็คุยกับที่ปรึกษา คุยกับ สส.ว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกแยกอยากให้ที่ปรึกษาช่วยคิดด้วย และขอฟังความคิดเห็นของที่ปรึกษาหรือส่วนกลางเพื่อมาทำให้มันดีขึ้นกว่านี้ แต่ในที่นี้เปลว่าเราต้องไม่จุกจิกนะ ไม่ใช่เรื่องหนึ่งเรื่องใดเรื่องเล็กก็เอาเป็นเอาตาย เรื่องเล็ก ๆ เราก็ต้องข้ามไป เพราะในภาษาเขาเรียกว่า “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” คือเอาเรื่องดีที่เราร่วมกันได้เป็นหลัก บางอย่างต่างกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าไปเอาตายเอาเป็นกับเรื่องเล็ก แล้วที่สำคัญก็คือท่าทีต่อพี่น้องด้วยกัน ต้องเป็นท่าทีมิตรไม่ใช่ท่าทีศัตรู ประเภทออกอากาศด่ากันไม่ถูก เราเห็นแตกต่างกันเราก็คือมิตร หรือเสื้อแดงหรือ นปช. บางทีเห็นไม่ตรงกับพรรค พรรคเพื่อไทยอาจจะคิดอย่างหนึ่ง คนเสื้อแดงอาจจะคิดอย่างหนึ่ง แต่ถามว่าเราคืออะไร เราคือมิตรกัน ที่เราถูกกระทำจากระบอบอำมาตย์ด้วยกัน ถ้าสมมุติว่าเราทะเลาะกันหรือใช้ท่าทีเป็นศัตรู ด่าว่าพวกกันเอง ทำลายน้ำใจ ทำลายกำลังใจ แล้วบ่อนทำลายการนำ ในที่สุดท่าทีแบบนี้จะทำให้ขบวนพัง

เพราะฉะนั้นความจริงเรื่องมันยาวแต่ก็พยายามผนวกเรื่องสำคัญ ๆ ที่มาพูดในที่นี้ว่าการจัดตั้งสำคัญอย่างไร เป็นปัจจัยสำคัญให้ได้รับชัยชนะ และในการจัดตั้งนั้นต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตยแต่ต้องมีการรวมศูนย์ตัดสิน ใจ และรวมศูนย์จากส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่ง นปช. และต่อไปพวกเราก็จะต้องเข้าไปเป็นแกนนำส่วนกลาง แกนนำส่วนกลางที่มีอยู่แม้กระทั่งอาจารย์ธิดาเอง ถ้าการต่อสู้ยืดยาวแกนนำส่วนกลางส่วนหนึ่งอาจจะต้องไปทำภาระหน้าที่อื่นก็ ได้ หรือบางคนอาจจะถอดใจหรือเลิกต่อสู้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา มันต้องมีเลือดใหม่ และต้องเป็นเลือดที่ดี เลือดที่เข้มแข็งเข้าไปแทน และอีกอย่างก็คือเป็นวิธีการประชาธิปไตยก็คือว่า ให้ได้แกนนำที่มาจากการต่อสู้ของประชาชนจริง ไม่ใช่แกนนำเพราะว่าส่งมา อันนี้ต้องค่อย ๆ แก้แต่ในตอนแรกเราไม่ได้สมบูรณ์ ต่อไปมันก็จะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ

ทีนี้ก็ ในที่นี้ก็ต้องบอกว่าการจัดตั้งสำคัญ ต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตย และเมื่อรวมศูนย์มีมติอย่างไร ต้องไม่เสรี ต้องมีวินัย ต้องขึ้นต่อ คำว่าขึ้นต่อไม่ใช่ขึ้นต่อบุคคล แต่ขึ้นต่อการนำรวมหมู่ ขึ้นต่อหลักการ แล้วไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช.สมุทรปราการ พอมีใครยื่นขนมมา มีองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่งเขาบอกว่าคุณจะได้อย่างนั้นคุณจะได้อย่างนี้ ก็ยกเข้าไปเลย ยกตัวเองไม่พอยกมวลชน ยกมวลชนตัวเองไม่พอ เอาเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มอื่นเข้าไปร่วมด้วย นี่ยกตัวอย่าง อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการทำลาย แต่ถ้าหากว่าใครที่มีความแตกต่างทางความคิดทางอุดมการณ์จริง ๆ เขาก็แยกไปตั้งองค์กรใหม่ไม่มีปัญหา 24 มิถุนาของคุณสมยศก็ไม่ใช่ นปช. แดงสยามก็ไม่ใช่ นปช. ก็ต่างคนต่างทำ ไม่เป็นไร อย่างนี้แสดงว่าเป็นการแยกโดยความคิดที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เป็นการแยกเพื่อทำลาย ตรงข้ามคนที่ไม่แยก ด่าเช้าด่าเย็นอยู่ในองค์กรนี่แหละ พวกนี้แหละทำลาย แต่ถ้าเขาเชื่อและเขาก็แยกไปทำของเขาต่างหากแล้วเป็นมิตรจับมือกันก็เข้ม แข็ง แต่ไอ้อยู่ข้างในนี่แหละ ด่าเช้าด่าเย็น ด่าในเน็ตบ้าง ด่าอะไรบ้าง แล้วโกหกพกลมทำตัวเหมือนศัตรู อาจารย์ธิดาขอไว้เลยอย่าทำเป็นอันขาด แต่นี่มักจะไม่เกิดกับรากหญ้า จะเกิดกับปัญญาชนเพราะเสรีไร้วินัยคือคิดว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกคนเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องใช้การจัดตั้งเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็ง เราจะเลิกความคิดที่ว่าตัวเองเก่งเขาเรียกว่า ลัทธิวีรชนเอกชน คนเดียวเก่ง ไม่มีทาง หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็ขอฝากไว้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ ก็ต้องขอขอบคุณ

Tuesday, August 14, 2012

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: คุกตะราง กับบาดแผลและตราบาปของสังคมไทย (1)

ที่มา ประชาไท

 
มนุษย์ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากเสรีภาพ ซึ่งเป็นหลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พัฒนาการของมนุษย์เป็นการต่อสู้ดิ้นรนจากการถูกจำกัดมาสู่อิสระเสรี การจำกัดเสรีภาพจึงต้องมีขอบเขตจำกัดและควบคุมมนุษย์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำ เป็นเท่านั้น โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และสันติสุขของสังคม
มนุษย์เกิดมาย่อมปรารถนาชีวิตที่ดี มีเสรีภาพเต็มที่ การจองจำติดคุกตะราง สูญเสียอิสรภาพย่อมหมายถึงการลดทอนความเป็นมนุษย์ลงไป
คนคุกหรือนักโทษคือ อาชญากรที่ฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นกติการ่วมกันของสังคม นักโทษเหล่านี้ย่อมได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง แม้กระนั้นจำนวนนักโทษมิได้ลดลงแต่อย่างใด กลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น และถึงแม้จะมีการสร้างคุกตะรางมากขึ้น ก็ยังไม่พอรองรับการขยายตัวของนักโทษ จนแต่ละคุกแออัดยัดเยียดแน่นขนัด สภาพความเป็นอยู่ของนักโทษจึงเลวร้ายไม่ต่างไปจากไก่ในเข่งที่ส่งไปเชือด หรือหมาในกรงขังที่ส่งไปขายที่เวียดนาม
นักโทษส่วนใหญ่เป็นคนยากจน เป็นชนชั้นล่างของสังคมถูกจับเข้าคุกด้วยข้อหาลัก-ชิง-ปล้นทรัพย์ หลอกลวง ฉ้อฉล ทำร้ายร่างกายผู้อื่น อาชญากรเหล่านี้สะท้อนปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม กล่าวคือ เป็นคนว่างงาน ยากจน จึงต้องทำผิดกฎหมายเพื่อความอยู่รอดของตนเอง การจับคนเหล่านี้เข้าคุกตะพึดตะพือไม่ได้แก้ปัญหาอาชญากรรมแต่อย่างใด กลับเพิ่มความรุนแรง และความสามารถในการกระทำความผิดได้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก
นักโทษหลายคนเดินเข้า-ออกคุกเป็นว่าเล่น ไม่ได้เข็ดหลาบหรือสะทกสะท้านสภาพการถูกจองจำอันเลวร้ายในคุกแม้แต่น้อย บางคนปล่อยตัวได้เพียง 5 วันก็กลับเข้ามาอีก
มาดี บุญช่วย ชาวศรีสะเกษ วัย 56 ปี เป็นนักโทษที่เข้า-ออกเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถึง 5 ครั้งด้วยกัน ครั้งหลังสุดเข้าไปในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น หยิบบะหมี่สำเร็จรูป 5 ซอง เดินออกจากร้านไปยืนรอให้ตำรวจมาจับกุม เข้ามาขังอยู่ในคุกอย่างน้อยที่สุดก็มีที่ซุกหัวนอนและมีข้าวกิน
อีกจำนวนมากที่ถูกคุมขังเป็นนักโทษ ซึ่งถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่า “ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้”
นั่นเป็นถ้อยคำสวยหรู เป็นการยอมรับหลักการสิทธิมนุษยชนที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ทว่าในความเป็นจริง ศาลมักจะไม่ให้สิทธิการประกันตัว หรือการปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ หนึ่ง คดีมีโทษสูงกลัวการหลบหนี เป็นเหตุผลครอบจักรวาล เพราะเป็นเพียงการใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษา จึงมักปรากฏว่าหากจะได้รับการประกันตัว ตามหลักสิทธิมนุษยชนต้องมีการ “วิ่งเต้น” จ่ายเงินใต้โต๊ะ ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาช้านาน สอง ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีหลักทรัพย์ หรือมีบุคคลน่าเชื่อถือค้ำประกัน ดังนั้นคนยากจนย่อมต้องถูกคุมขัง ไม่ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนคนรวยมักจะได้รับสิทธิกันง่ายดาย
1. นายประสิทธิ์ วัชรบัณฑิตย์ เป็นวิทยากรบรรยายธุรกิจขายตรงให้กับบริษัทอีซี่เน็ตเวิร์คมาเก็ตติ้ง ถูกกล่าวหามีความผิดตามพรบ.ขายตรง และพรก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพกับพวกรวม 13 คน บริษัทดังกล่าวชักชวนและจูงใจให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังการบรรยาย อบรม เพื่อลงทุนซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น ข้าวสาร กาแฟ บะหมี่สำเร็จรูป ฯลฯ โดยคิดมูลค้าการลงทุนซื้อเป็นหุ้น และจ่ายผลตอบแทนเงินปันผลในจำนวนที่สูงขึ้นภายในระยะเวลา 6 เดือน
เขาเป็นนักโทษถูกขังอยู่ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ปัจจุบันอายุ 65 ปี ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน เคยผ่าตัดบายพาสและบอลลูน 2 ครั้ง คดียังอยู่ในระหว่างการไต่สวนของศาลมา 4 ปีแล้ว ยังไต่สวนไม่เสร็จ ได้ขอใช้สิทธิประกันตัว พร้อมหลักทรัพย์ตามเกณฑ์กำหนดมา 9 ครั้งแล้ว ศาลไม่อนุมัติ ช่วง 4 ปีในคุกบุตรสาวล้มป่วยจนเสียชีวิต โดยที่นายประสิทธิ์ไม่สามารถไปร่วมงานศพของลูกสาวได้
2. นายมานพ เอี่ยมสะอาด ผู้ต้องหาในความผิดตามพรบ.ขายตรง และพรก.กู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ในคดีเดียวกันกับนายประสิทธิ์และพวก 13 คน ตำรวจจับกุมตัวเขาได้ และส่งตัวขังคุก เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ได้รับการประกันตัวปล่อยออกไป เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555
3. นายประภากร วรวรรณ ณ อยุธยา ผู้ต้องหาในความผิดฐานลักทรัพย์บัตรเครดิตผู้อื่น นำไปใช้ชำระซื้อสินค้าลงชื่อในบันทึกการขาย เป็นการปลอมเอกสารสิทธิ ศาลตัดสินจำคุก 3 กระทง กระทงละ 2 ปี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษหนึ่งในสาม รวม 4 ปี 16 เดือน
นายประภากรต่อสู้คดี นำสืบเป็นราชนิกูล ร่ำรวยมาก ไม่มีความจำเป็นลักทรัพย์ แต่ที่กระทำลงไป เพราะมีจิตบกพร่อง หรือโรคจิตที่เรียกว่า “Bipolar Disorder” มีหลักฐานเป็นเวชระเบียบ และนายแพทย์โรงพยาบาลวิชัยยุทธ มาเบิกความว่านายประภากรป่วยทางจิต อารมณ์แปรปรวน หากอาการกำเริบไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตนเอง
ศาลวินิจฉัยว่านายประภากรประกอบอาชีพขายน้ำหอมที่ห้างมาบุญครอง สามารถอธิบายสินค้าและเจรจาต่อรองได้ ทำความผิดด้วยการใช้อุบาย ระหว่างสอบสวนโต้ตอบได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ากระทำความผิดเพราะจิตบกพร่อง ตามมาตรา 65 ประมวลกฎหมายอาญา
ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2555 นายประภากรยื่นคำร้องขอประกันตัว ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์ว่าเป็นโรคจิตประเภทอารมณ์แปรปรวน ทำความผิดหลายครั้ง สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของแพทย์ หากปล่อยตัวชั่วคราวจะเป็นอันตรายต่อสังคม และกลัวการหลบหนี จึงไม่อนุญาตประกันตัว
นายประภากรถูกคุมขังมา 2 ปี ไม่มีญาติมาเยี่ยมเยือนปล่อยให้เป็นนักโทษราชนิกูลอนาถา ทำให้ขาดโอกาสการรับการรักษาพยาบาลให้หายขาดเป็นปกติได้
4. นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) ถูกกล่าวหาก่อการร้าย ยุยงปลุกปั่นประชาชนก่อความวุ่นวายหลายครั้งด้วยกัน หลบหนีการจับกุมเป็นเวลา 1 ปี กลับเข้ามามอบตัวถูกจับขังคุกเมื่อ 7 ธันวาตม 54 ได้รับสิทธิการประกันตัวออกไปเมื่อ 28 ธันวาคม 2554
5. นายสุรภักดิ์ อายุ 41 ปี สมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความในเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook จำนวน 5 ครั้ง ถูกจับเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2554 นายสุรภักดิ์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยื่นคำร้องขอประกันตัว 5 ครั้ง ศาลไม่อนุญาตเกรงว่าจะหลบหนี
6. สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกกล่าวหาร่วมกันทำรายงานการประชุมกรรมการบริษัทเป็นเท็จเกี่ยวกับการค้ำ ประกันเงินกู้กับธนาคารกรุงไทย 6 ครั้ง เป็นเงิน 1,078 ล้านบาท โดยไม่ทำรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์เป็นการลวงนักลงทุน ศาลพิพากษาจำคุก 85 ปี นายสนธิรับสารภาพ ลดโทษเหลือ 42 ปี แต่กฎหมายลงโทษสูงสุด 20 ปี แต่นายสนธิได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 10 ล้านบาท
ระยะเวลา 1 ปี ที่ผมถูกคุมขัง เป็นนักโทษการเมืองตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้เจอะเจอผู้ถูกกล่าวหาถูกคุมขัง ได้รับทราบจากการบอกเล่าโดยตรงว่า สำหรับคนร่ำรวยอยู่คุกไม่กี่วันได้รับสิทธิประกันตัวด้วยเงินที่ต้องจ่ายใต้ โต๊ะกันรายละ 1-5 ล้านบาท ส่วนหลักทรัพย์เป็นไปตามกฎเกณฑ์กำหนดจากโทษที่ระบุไว้ในกฎหมาย เช่น โทษ 1 ปี ต้องใช้หลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท โทษ 10 ปีก็ต้องใช้หลักทรัพย์ 1 ล้านบาท เป็นต้น
ในส่วนของผู้พิพากษายังไม่มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ไม่ต้องแสดงทรัพย์สินก่อนและหลังรับตำแหน่ง ไม่มีการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติ เหมือนกับฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร
กระบวนการยุติธรรมจึงเต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น กินสินบาทคาดสินบน ใช้อิทธิพล เส้นสายช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ตลอดจนใช้เป็นช่องทางกลั่นแกล้งทางการเมืองและการละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน “จริยธรรม” และ “ศีลธรรม” เป็นเพียงการแอบอ้าง และการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้ตนเองอยู่เหนือประชาชน เป็นพวกอภิสิทธิ์ชนในสังคม
อีกประเภทหนึ่งของคนไร้สิทธิเสรีภาพโดยสิ้นเชิง คือผู้ถูกกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ที่จะไม่มีโอกาสได้รับสิทธิประกันตัว เว้นแต่บุคคลที่เป็นนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลก็จะเป็นข้อยกเว้นให้ได้รับการประกันตัวเช่นกัน
การไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว เท่ากับเป็นการมัดมือชกผู้ถูกกล่าวหา ไม่สามารถต่อสู้คดีอย่างเที่ยงธรรม ตามหลักนิติธรรม ผู้ถูกกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องยอมรับสารภาพใน ภาวะการถูกบีบบังคับเพื่อรับโทษกึ่งหนึ่ง และขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป
ทุกวันนี้เราจึงมีนักโทษทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้กระทำความผิดจริง เป็นผู้ถูกกักขังอยู่ในคุกทั่วประเทศ 142 แห่ง เป็นจำนวน 2.8 แสนคน ในจำนวนนี้ 40% หรือราว 80,000 คน เป็นผู้ต้องขังอยู่ในระหว่างการไต่สวนของศาล ซึ่งยังไม่มีความผิด แต่ถูกกระทำเสมือนผู้กระทำผิดไปแล้ว
คุกตะรางและเหล่านักโทษที่มีชีวิตเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน คือบาดแผลอักเสบของสังคมไทย ตราบเท่าที่สังคมยังมีชนชั้นและความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ยังมีคนรวยล้นฟ้า และคนจนต่ำติดดิน คนรวยมีอำนาจอิทธิพลต่อกระบวนการยุติธรรม จึงได้รับสิทธิพิเศษเป็นอภิสิทธิ์ชน กฎหมายและศาลมีไว้เพื่อปกป้องทรัพย์สินคนรวย คุกตะรางนอกจากมีไว้กักขังพวกที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรที่เป็นอันตรายต่อ สังคมแล้ว คุกตะรางยังมีไว้เพื่อกลั่นแกล้งผู้บริสุทธิ์ ใช้เป็นเครื่องมือปิดหูปิดตาประชาชน เพื่อความมั่นคงของอำนาจรัฐเผด็จการอีกด้วย

(ติดตามอ่านตอนต่อไป)

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: ศาลสหรัฐฯ ยืนยัน ไทยติดหนี้ ‘ค่าโง่ทางด่วน’

ที่มา ประชาไท

 

คนไทยคงจำ ‘คดีค่าโง่ทางด่วน’ (ดอนเมืองโทลล์เวย์) ที่ ประเทศไทยถูกบริษัทต่างชาติ ‘วาลเทอร์ เบา’ (Walter Bau) ฟ้องรัฐบาลไทยว่า ให้เขามาทำทางด่วน แต่ทำเขาเสียหายขาดทุน สุดท้ายไทยแพ้คดี ถูกสั่งให้จ่ายค่าโง่ประมาณ 1,200 ล้านบาท
 
คดีค่าโง่ ‘ภาคนี้’ น่าสนใจเพราะต่างจากคดีค่าโง่ ‘ภาคอื่น’ ซึ่งมักจบลงที่ ‘ศาลไทย’ แบบ ‘เงียบๆ งงๆ’ เพราะศาลไทยเคยบอกว่า เจ้าหน้าที่ไทยและบริษัทเอกชนร่วมกันโกง สัญญาเป็นโมฆะ แม้เอกชนอาจเสียหาย แต่รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องจ่าย
 
แต่คดีค่าโง่ ‘ภาคดอนเมืองโทลล์เวย์’ นี้ พิเศษตรงที่มี ‘สนธิสัญญา’ ที่ดึงคดีไปถึง ‘อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ’ ซึ่งเป็นเหมือนกรรมการตัดสินคดีแทนศาล
 
‘คณะอนุญาโตตุลาการ’ อาจไม่ค่อยเกรงใจรัฐบาลไทย และคงไม่บอกว่าอะไรๆ ก็โมฆะไปหมด สุดท้าย ไทยแพ้คดี ถูก ‘คณะอนุญาโตตุลาการ’ ชี้ขาดให้จ่ายค่าเสียหายให้ ‘วาลเทอร์ เบา’ ประมาณ 1,200 ล้านบาทบวกดอกเบี้ย
 
หนี้รัฐบาลไทย กระเทือนถึง ‘เครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์’ ?
พอรัฐบาลไทยไม่ยอมจ่าย กลุ่มเจ้าหนี้ของ ‘วาลเทอร์ เบา’ ซึ่งล้มละลาย (ซึ่งไม่แน่อาจมีบริษัทหรือธนาคารชื่อดังที่ตั้งในกรุงเทพรวมอยู่ด้วย) ก็พยายามตามยึดทรัพย์สินแทนหนี้ ลามปามไปจนขอให้ศาลเยอรมนีสั่งอายัด ‘เครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์’ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งบินไปจอดที่เยอรมนีเมื่อปีที่แล้ว
 
ศาลเยอรมนีกล้าสั่งอายัด เพราะมองว่า ‘เครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์’ ซึ่งไม่ได้ใช้ในภารกิจราชการอาจถือเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทยที่ยึดได้ ในขณะที่กฎหมายไทยอาจมีแนวคิดเรื่อง ‘ทรัพย์สินส่วนพระองค์’ ‘ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์’ และ ทรัพย์สินประเภทอื่นของรัฐบาล ที่ต่างกันไป
 
เหตุการณ์นี้น่าสนใจมากทั้งในแง่การเมืองและกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงมีพระราชปณิธานพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ระงับข้อพิพาท (อ่านแถลงการณ์ได้ที่ http://astv.mobi/AgWO7Xa )
 
น่าคิดว่า ‘รัฐบาลหน้าไหน’ จะกล้ารับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์มาแก้ปัญหาที่รัฐบาลเป็นผู้ก่อ ?
 
ตอนนั้น รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ จึงได้นำหลักประกัน (letter of guarantee) มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ไปวางไว้ต่อศาลที่เยอรมนี เพื่อถอนการอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง แล้วสู้คดีต่อ (ซึ่งก็มีคำถามทางกฎหมายว่า การทำแบบนี้ทำให้รูปคดีเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะตามปกติบุคคลฝ่ายที่สามซึ่งสุจริต ย่อมควรอ้างสิทธิของตนด้วยตนเอง)
 
ถอนเครื่องบินได้แล้วไม่พอ รัฐบาลไทยก็ฟ้องกลับไปฝ่ายเจ้าหนี้ตัวดี ที่บังอาจไปขอศาลยึดเครื่องบินพระที่นั่ง
 
ถอน ‘เครื่องบิน’ ที่ ‘เยอรมนี’ เสร็จ จะถูกยึดที่ ‘สหรัฐฯ’ ต่ออีก ?
คดียังไม่จบ เพราะรัฐบาลไทยยังไม่ยอมจ่ายหนี้ง่ายๆ เพราะหากจ่ายไปก็มีเรื่องร้อนย้อนกลับมาหาคนผิด ในกรมโน้น กระทรวงนี้ รัฐบาลนั้น ว่าค่าโง่นี้ ท่านได้แต่ใดมา ต่างจากค่าโง่อื่น ที่ ‘ศาลฎีกาไทย’ บอกว่าเป็นโมฆะอย่างไร ?
 
ประชาชนก็ได้แต่สงสัยว่า แล้วใครจะรับผิดชอบ ตอนนี้ดอกเบี้ยค่าเสียหายก็เพิ่มพูนไปเรื่อยๆ
 
ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 ศาลอุทธรณ์ในสหรัฐฯ (US 2nd Cir.) ได้ตัดสินยืนยันว่า คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการที่ให้ประเทศไทยแพ้คดี 'ค่าโง่ทางด่วนดอนเมือง' นั้น กฎหมายสหรัฐฯ ให้การรับรองได้ (อ่านได้ที่ http://bit.ly/FoolFee )
 
พูดให้เข้าใจโดยง่าย ก็คือ กรณี ‘เครื่องบินพระที่นั่ง’ ที่ ‘เยอรมนี’ นั้นจบไปแล้วเฉพาะในส่วนตัวเครื่องบิน แต่หนี้ยังไม่หายไปไหน ดังนั้น หากรัฐบาลไทยไม่ยอมจ่ายหนี้ ทรัพย์สินของรัฐบาลไทยในนิวยอร์ก (บางอย่าง) ก็อาจถูกศาลสหรัฐฯสั่งยึดได้ เพื่อไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้
 
จึงน่าคิดต่อว่า หาก ‘เครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์’ ไปจอดที่นิวยอร์ก และไม่ได้ใช้ในภารกิจราชการ ศาลสหรัฐฯ จะถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทยที่ยึดได้หรือไม่ ?
 
เจ้าหนี้ต่างชาติ ตามยึดทรัพย์ไทยไปทั่วโลก ?
หลายท่านอาจ ‘งง’ บอกว่า คดียึดเครื่องบินที่เยอรมนี ไฉนมาโผล่ที่สหรัฐฯได้
 
ตอบแบบทั่วไปว่า กระบวนพิจารณาใน ‘เยอรมนี’ และ ‘สหรัฐฯ’ แม้มีที่มาจาก คำชี้ขาดฉบับเดียวกันโดยคณะอนุญาโตตุลาการชุดเดียวกัน แต่ไม่ได้ถือเรื่องเดียวกันเสียทีเดียว และการบังคับคดียึดทรัพย์แบบนี้ ทำได้ในหลายที่ เพราะมีสนธิสัญญารองรับอยู่กว่า 140 ประเทศทั่วโลก
 
ดังนั้น ตราบใดที่รัฐบาลไทยไม่ยอมจ่าย คดีตามยึดทรัพย์รัฐบาลไทย จึงอาจไปโผล่ที่ประเทศอื่นซึ่งมีสนธิสัญญารองรับอยู่ ก็เป็นได้
 
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปยึดได้ทุกอย่างทันที เพราะยังมีขั้นตอนและข้อยกเว้น เพียงแต่หนทางต่อสู้เหลือน้อยเต็มที
 
ค่าโง่ที่พอกพูน?
คดีทั้งหมดไปถึงไหน ? ตกลงไทยฟ้องเอาผิดเจ้าหนี้ที่มายึดเครื่องบินได้หรือไม่ ? ไทยเอาภาษีไปจ่ายค่าทนายไปเท่าไหร่ ? ทนายที่ไทยจ้างในคดีพระวิหาร เคยเป็นทนายฟ้องไทยมาหรือไม่ (ซึ่งถ้าเก่งจริงก็ไม่ผิดอะไร) ? รัฐบาลไทย ไม่ยอมบอกประชาชนเลย
 
ล่าสุด มีข่าวว่า ครม. อนุมัติงบ 157 ล้านบาท เพื่อเป็น ‘เงินประกันศาลในการต่อสู้คดี’ ( http://bit.ly/PiE4Jx )
 
ค่านี้ก็ไม่รู้ว่าค่าอะไรอีก ถ้าร้อยกว่าล้านบาท เดาว่าอาจเป็นค่าทนายและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดี เพราะหนี้พันกว่าล้าน ยังไม่หายไปไหน
 
ที่แน่ๆ ‘ค่าโง่’ อาจจ่ายได้เรื่อยๆ แต่ ‘ความโง่’ จะไม่หายไป หากรัฐบาลไทย ไม่ให้ ‘ความจริงครบๆ’ กับประชาชน !
 
 
 
---
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ ดูเพิ่มได้ที่ http://bit.ly/FoolFee

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: Taxe soda ภาษีบาปที่ไม่ใช่แค่เรื่องเหล้าเบียร์

ที่มา ประชาไท

 

ในสังคมเสรีประชาธิปไตยนั้นการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้าต่างๆเป็น กิจกรรมของปัจเจกบุคคลที่ทำได้โดยอิสระโดยรัฐไม่เข้าไปแทรกแซง รัฐต้องเคารพในการตัดสินใจของประชาชนเพราะไม่มีใครรู้ดีที่สุดว่าอะไรเป็น สิ่งที่ดีที่เหมาะที่สุดและสนองความต้องการได้ดีที่สุดเท่ากับตัวเราเอง และเมื่อประชาชนตัดสินใจบริโภคอะไรแล้ว ตัวเองย่อมเป็นคนรับชะตากรรมที่ตามมาจากการบริโภคนั้นๆไม่ว่าในทางดีหรือทาง แย่ ดังนั้นรัฐไม่สามารถบังคับให้คนยากจนไม่มีฝันไม่มีความอยากได้ซื้อของหรู ราคาแพงตราบใดที่กระเป๋าตังค์ของเขาอำนวยให้ได้ของหรูหรามา
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่ามีสินค้าทุกชนิดเมื่อบริโภคแล้วส่งผลดีผลเสียต่อ เฉพาะคนซื้อเพียงคนเดียว มีสินค้าบางอย่างที่เมื่อบริโภคแล้วส่งผลถึงคนรอบข้างหรือสังคมได้ (externalities) การส่งผลรอบข้างมีได้ 2 กรณีคือ ด้านบวก เช่น การฉีดวัคซีนเป็นต้น ถ้าในสังคมมีการฉีดวัคซีนมากขึ้นอาจส่งผลต่อสังคมในการที่สามารถควบคุมโรค ร้ายให้หายไป และกรณีด้านลบ เช่น การสูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นต้น และเมื่อการบริโภคดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบแต่เฉพาะตัวเองแล้วแต่ยังลามไป ถึงสังคมนั้นจึงเปิดโอกาสให้รัฐเข้ามาแทรกแซงการบริโภคของปัจเจกบุคคลได้บาง ส่วน ในนามของเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ขั้นตอนภาษีบาป

อย่างไรก็ตามการออกกฎหมายห้ามบริโภคหรือริบทำลายสินค้าที่ส่งผลเสียต่อ สังคมอาจเป็นสิ่งที่โหดร้ายและดูเผด็จการเกินไปสำหรับรัฐ รัฐจึงต้องหาวิธีเพื่อให้ผู้บริโภครับผิดชอบต่อสังคมเมื่อไรก็ตามที่บริโภค สินค้านั้น วิธีดังกล่าวคือการเก็บ ภาษีบาป
การเก็บภาษีบาป ขั้นตอนแรกจึงเริ่มจาการกำหนดว่าสินค้าไหนส่งผลเสียต่อสังคม ซึ่งการกำหนดนั้นต้องผ่านกระบวนการเห็นชอบทางสังคมและควรมีหลักฐานและความ เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อสังคมจริงๆ การขาดหลักฐานมายืนยันย่อมสร้างความไม่พอใจกับผู้บริโภคจำนวนมากที่ต้อง แบกรับภาษีมากขึ้น สินค้าที่สามารถเก็บภาษีบาปจึงไม่ได้ถูกตีกรอบแค่บุหรี่หรือเหล้าเท่านั้น แน่นอนละว่ามีรายงานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มเหล้ามี โอกาสที่เกิดโรคหลายๆอย่าง เช่น โรคหัวใจ ตับแข็ง มะเร็งปอด ได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่สูบบุหรี่และกินเหล้าทุกคนต้องเป็นโรคร้ายที่ กล่าวมา สาเหตุจากมะเร็งปอดมีสาเหตุอื่นๆเช่น จากใยหิน หรือพยาธิใบไม้ตับก็ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งตับได้ นอกจากนี้สินค้าอื่นๆที่ถูกมองข้าม เช่น น้ำตาลก็เป็นสาเหตุของฟันผุ โรคอ้วนและโรคหัวใจได้เช่นกัน ซึ่งแนวโน้มในอนาคตที่โลกขาดแคลนอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าการมีน้ำหนักมากอาจถูกตีค่าเป็นภัยต่อสังคมในอนาคตก็ได้

Taxe soda ภาษีรับมือโรคอ้วน

เมื่อ มกราคม 2012 ฝรั่งเศสประกาศใช้เพิ่มภาษีอีกตัวเรียกว่า Taxe soda ซึ่งเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเครื่องดื่มผสมน้ำตาล เช่น น้ำผลไม้ หรือ น้ำอัดลม และคาดว่าเก็บภาษีได้ 120 ล้านยูโรและทำให้ราคาเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 35% ซึ่งการอ้วนมีแนวโน้มสูงขึ้นในฝรั่งเศส และคาดว่าประชากร 20%จะเป็นโรคอ้วนในปี 2020 ค่าใช้จ่ายต่อปีที่เกี่ยวกับโรคอ้วนสูงถึง 2.59พันล้านยูโร [1] เพราะว่าฝรั่งเศสมีระบบประกันสุขภาพโดยรัฐค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อการรักษา รัฐจึงเป็นผู้จ่ายส่วนใหญ่ โดยที่เอกชนรับผิดชอบในบางส่วน การอ้วนจึงเป็นการสร้างภาระให้สังคมโดยรวม และถึงแม้มีตัวเลขยืนยันและความเกี่ยวข้องขนาดนี้ก็ยังส่งผลความไม่พอใจกับ ผู้บริโภคต่อภาษีดังกล่าว
ขั้นตอนต่อมาคือ การเลือกวิธีการเก็บภาษีและอัตราการเก็บภาษี การเก็บภาษีที่นิยมคือภาษีสรรพสามิตรโดยตรงกับสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสังคม เพื่อให้ผู้บริโภคยิ่งซื้อมากเท่าไรยิ่งต้องจ่ายเงินมากขึ้นให้สังคมเท่า นั้น และผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง นอกจากนี้เมื่อสินค้าราคาแพงมากขึ้นจึงเป็นการบังคับทางอ้อมให้ผู้บริโภคมี ความสามารถในการซื้อสินค้าน้อยลงตามมาด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญคือการกำหนดอัตราภาษีให้พอเหมาะ การเก็บภาษีในอัตราต่ำอาจส่งผลไม่มากนักต่อการลดปริมาณการซื้อ และตรงกันข้ามการกำหนดอัตราสูงก็เป็นการกีดกันผู้มีรายได้น้อยออกจากตลาด และอาจส่งผลต่อการเกิดตลาดมืดตามมา มิใช่ว่าคนรวยเท่านั้นที่สามารถสูบบุหรี่กินเหล้าราคาแพงได้และเป็นวัฒนธรรม ที่ดูโก้เก๋ แต่คนจนเองก็มีความต้องการคลายเครียดด้วยบุหรี่และเหล้าเช่นเดียวกัน
ขั้นสุดท้ายคือการนำภาษีที่เก็บได้ไปใช้ โดยทั่วไปแล้วภาษีบาปที่เก็บได้จะถูกโอนไปยังงบประมาณกลางเพื่อให้รัฐใช้ ประโยชน์สาธารณะในด้านอื่นๆ หรืออีกรณีคือนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงกับผู้เสียภาษี เช่นกรณี NHS ในอังกฤษนำภาษีบุหรี่ที่ได้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการ รักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอด เป็นต้น

สถานการณ์ประเทศไทย

จากข้อมูลของ FIT [2] ตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาท นอกจากตลาดเหล้าเบียร์แล้ว ยังมีตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ตลาดชาเขียวประมาณ 3,000 ล้านบาท ตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 30,000 ล้านบาท ตลาดกาแฟมูลค่า 8,000 ล้านบาท ตลาดน้ำผลไม้ 5,700 ล้านบาท และ ตลาดฟังก์ชันนอลดริงก์ 2,000 ล้านบาท ซึ่งแนวโน้มโดยเฉลี่ยตลาดน้ำดื่มสูงขึ้น 11% ต่อปี และเครื่องดื่มที่กล่าวมานั้นมีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ในขณะที่คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงถึง 30 กิโลกรัม สหรัฐอเมริกา 34 กิโลกรัม และ ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 19 กิโลกรัมต่อคนต่อปี [3]
ส่วนสถานการณ์โลกอ้วนจากรายงานคณะแพทย์สงขลานครินทร์ [4] 30.8%ประชากรชายไทยมีค่า BMI≥25 และ 43.5% ประชากรหญิงไทยมีค่า BMI≥25 และในประชากรไทย 15ปีขึ้นไปนั้น 6.9% เป็นเบาหวาน 21% มีความดันโลหิตสูง และ 19.4% มีคลอเรสเตอรอลสูง และ ร้อยละ 22-27 ของผู้ป่วยอ้วนมีโรคเกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึม เช่น โรคความดัน
และจากระบบฐานข้อมูลสังคมและคุณภาพชีวิต [5] แสดงอัตราการตายด้วยโรคต่างๆต่อประชากรแสนคนในแต่ละปี ปรากฏว่าแนวโน้มของการตายด้วยโรคมะเร็งตับ โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง มีแนวโน้มคงที่ และสาเหตุการตายด้วยโรคเบาหวานสูงกว่าสาเหตุการตายด้วยโรคถุงลมโป่งพอง
อ้างอิง:
  1. http://ecoetsante2010.free.fr/article.php3?id_article=90
  2. http://www.foodindustrythailand.com/v17/index.php?option=com_content&view=article&id=1038&Itemid=130
  3. http://ageconsearch.umn.edu/bitstream/115555/2/AAE679.pdf
  4. http://www.nutritionthailand.or.th/upload/docpath/Sym%209.1-%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B2%20%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93.pdf
  5. http://social.nesdb.go.th/SocialStat/StatReport_Final.aspx?reportid=219&template=2R1C&yeartype=M&subcatid=1

ปาตานีและกรุงเทพฯ : ประชาชาติที่ไร้รัฐและความเป็นรัฐประชาชาติใหม่

ที่มา ประชาไท

 

ตลอดระยะเวลา 8 ปีของสถานการณ์การสู้รบกันระหว่างกองทัพไทยกับกองกำลังติดอาวุธอุดมการณ์ปลด ปล่อยปาตานี เป็นที่ชัดเจนในตัวของมันเองแล้วว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างจุดยืนใน อุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันอย่างคู่ขนานของความเป็นปาตานีและความเป็น กรุงเทพฯ
แต่แค่เพียงรู้ชัดเจนว่าใครกำลังสู้อยู่กับใครเท่านั้น คงไม่เพียงพอสำหรับการที่จะมองเห็นภาพแนวทางการคลี่คลายการสู้รบที่ชายแดน ใต้ของประเทศไทย ณ ปัจจุบัน
กล่าวคือในทุกปรากฏการณ์ความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมมีสิ่งที่เรียกว่า “แรงขับ” เป็นตัวผลักให้เกิดขึ้นแทบทั้งสิ้น กรณีของปรากฏการณ์การสู้รบกันที่ชายแดนใต้ก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีแรงขับให้เกิดขึ้นแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะหาเจอหรือไม่และตั้งโจทย์ของปัญหาถูกหรือไม่ แค่นั้นเอง
แรงขับแรก เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1786 ตรงกับปี พ.ศ.2329 เกิดเหตุการณ์การก่อสงครามล่าอาณานิคมโดยอาณาจักรสยามหรือรัตนโกสินทร์หรือ กรุงเทพฯต่ออาณาจักรปาตานี ปรากฏว่าอาณาจักรปาตานีเป็นฝ่ายแพ้และกลายเป็นเมืองขึ้น โดยที่อำนาจอธิปไตยยังมีอยู่
แรงขับที่สอง เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1808 ตรงกับปี พ.ศ.2351 เกิดเหตุการณ์การแบ่งแยกและปกครองอาณาจักรปาตานีเป็นเจ็ดหัวเมือง
แรงขับที่สาม เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1821 ตรงกับปี พ.ศ.2364 เกิดเหตุการณ์การโยกย้ายอพยพคนสยามนับถือศาสนาพุทธมาตั้งรกรากในพื้นที่ของ หัวเมืองทั้งเจ็ด
แรงขับที่สี่ เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1902 ตรงกับปี พ.ศ.2445 เกิดเหตุการณ์การผนวกหัวเมืองทั้งเจ็ดเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯภายใต้โครง สร้างแบบมณฑลเทศาภิบาล
แรงขับที่ห้า เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1909 ตรงกับปี พ.ศ.2452 เกิดเหตุการณ์การทำสนธิสัญญาแบ่งปันการยึดครองดินแดนอาณานิคมระหว่างสยามกับ บรีทิช ภายใต้สัญญาที่เรียกว่า Anglo-Siamese Treaty
ถือได้ว่าแรงขับทั้งห้าข้างต้นเป็นต้นเหตุให้คนปาตานีต้องกลายเป็น “ประชาชาติที่ไร้รัฐ” จนถึงทุกวันนี้
ส่วนทางด้านอาณาจักรสยามหรือกรุงเทพฯ เมื่อแผนการของการล่าอาณานิคมสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะปาตานีเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ ล้านนาและล้านช้างก็ตกเป็นเหยื่อด้วยเหมือนกัน จึงจำเป็นที่กรุงเทพฯ จะต้องมีแผนการใหม่ในการที่จะรักษาดินแดนอาณานิคมที่ยึดมา ด้วยการสรรค์สร้างชุดความคิดที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองให้กับปวงชนที่มี ความหลากหลายอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์และศาสนา ให้รู้สึกมีความเป็นเจ้าของร่วมในอธิปไตยของประเทศที่คิดค้นและสร้างขึ้นมา ใหม่ซึ่งครอบคลุมตัวตนของปวงชนทุกคน นั่นคือ จากชื่อประเทศเดิมว่า “สยาม”เปลี่ยนเป็น “ประเทศไทย” ในสมัยของนายกรัฐมนตรีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อปี พ.ศ.2482 ตรงกับปี ค.ศ.1939 ภายใต้ระบอบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งแผนการดังกล่าวรวมเรียกว่า “อุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุรักษ์”
อุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุรักษ์ หมายถึง “ความเป็นรัฐที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของปวงชนและปวงชนไม่ใช่ชาติ และชาติในทัศนะของอุดมการณ์นี้ คือผู้นำสูงสุดหรือผู้ปกครองสูงสุด”
กรุงเทพฯ ในปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่ามีสถานะทางการเมืองที่ถูกหล่อหลอมจากอุดมการณ์ ชาตินิยมแบบอนุรักษ์อย่างมีพัฒนาการ โดยผ่านสถิติที่ไล่เลี่ยกันของปรากฏการณ์การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดย ประชาชนและการทำรัฐประหารเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีโดยทหาร ซึ่งอำนาจฝ่ายบริหารคุมไม่อยู่
เมื่อการสู้รบระหว่างปาตานีกับกรุงเทพฯต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่า ถ้าจะให้จบโดยผลลัพธ์นั้นตัวเองเป็นฝ่ายชนะ ตัวแปรสำคัญคือ “ความจริง” เมื่อไหร่ความจริงได้ปรากฏสู่สังคมสาธารณะ เมื่อนั้นแหละการสู้รบจึงจะยุติ
แต่ในความเป็นจักรวรรดินิยมกรุงเทพฯที่มีความเป็นรัฐประชาชาติใหม่ซึ่ง ถูกหล่อหลอมจากอุดมการณ์ชาตินิยมแบบอนุรักษ์ ความเป็นไปได้น้อยมากที่จะรู้ความจริงจากโครงสร้างการปกครองแบบ “ลับ ลวง พราง” ซึ่งถือว่าอำนาจสูงสุด นั่นคืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนจริงหรือไม่ หรือจะเป็นไปตามพลพรรคคนเสื้อแดงเรียก นั่นคือ “ประชาธิปไตยซ่อนรูปเผด็จการ” จึงเป็นการยากที่จะรู้ความจริงจากฝ่ายขบวนการอุดมการณ์ปลดปล่อยปาตานีเหมือน กัน ตราบใดที่ท่าทีของกรุงเทพฯ ยังใช้การลับ ลวง พราง ในการบอกว่า “เรามาพูดคุยเพื่อสันติภาพกันนะ”
เพราะถ้าสมมติว่าขบวนการฯ เปิดเผยตัวออกมาพูดคุยเพื่อสันติภาพ ในขณะที่โครงสร้างการปกครองของรัฐไทยโดยการนำของกรุงเทพฯ นั้น ไม่มีความชัดเจนว่าใครคือผู้มีอำนาจสูงสุดและเป็นที่สิ้นสุดในการตัดสินใจ นายกรัฐมนตรี หรือ ผู้บัญชาการทหารบก หรือ มือที่มองไม่เห็น แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับขบวนการฯโดยเฉพาะตัวคนที่ออกมาเปิดเผยตัวเอง  ทางขบวนการฯ ก็เลยใช้การ “ลับ ลวง พราง” ตอบโต้อย่าง “หนามยอกเอาหนามบ่ง”
ก็เลยไม่แปลกที่จนถึงปัจจุบันทางขบวนการฯ ก็ยังไม่เปิดเผยตัวเอง เพราะสถานการณ์ความเป็นจริงของทางกรุงเทพฯ นั้นอยู่ในสถานะที่ไม่พร้อมจะมาพูดคุยเพื่อสันติภาพ ที่เป็นกระแสครึกโครมว่ามีการพูดคุยกันในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียนั้น เป็นแค่ยุทธการที่เรียกว่า “โยนหินถามทาง” และ “แหวกหญ้าให้งูตื่น” แล้วงูก็ตกใจวิ่งหนีตกเข้าไปในบ่อที่ขุดไว้
ถ้ามองในหลักการมีความเป็นไปได้บ้างของการพูดคุยเพื่อสันติภาพแล้ว ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ท่าทีความจริงใจและมีความลึกซึ้งกับความหมายของคำ ว่า “สันติภาพ” มากน้อยแค่ไหนของกรุงเทพฯ หรือรัฐไทย มีแต่แนวทางนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเปิดพื้นที่การพูดคุยเพื่อสันติภาพ ที่ไม่มีการ “ขุดบ่อล่อปลา” เหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ถ้าทางกรุงเทพฯ สามารถพิสูจน์ความจริงใจแบบนี้ได้จริง เชื่อว่าทางฝ่ายขบวนการอุดมการณ์ปลดปล่อยปาตานีเอง ก็คงรู้สึกว่ามันถึงเวลาของการพูดคุยเพื่อสันติภาพจริงๆ แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่า “ใครหละจะกล้าการันตีว่ากรุงเทพฯ จะไม่หลอกปาตานีอีก”


ที่มา: ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ 

นักวิชาการเตรียมล่าชื่อร้องนายกฯ ยัดไส้ชงรัฐทำเอฟทีเอผูกขาดยา

ที่มา ประชาไท

 

รุมประณามกรมเจรจาการค้าฯ ยัดไส้มั่วข้อมูลชงรัฐบาลทำเอฟทีเอผูกขาดยาตามอียู อ้างไม่มีผลกระทบ
13 ส.ค.55 จากการที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการการประชุมระดับสูงเพื่อพิจารณาเตรียมการเปิดการเจรจาการค้าเสรีของไทย เมื่อวันที่ 9ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เสนอต่อรัฐบาลว่า ‘ควรกำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า TRIPs หรือยอมรับ TRIPs Plus ในการจัดทำการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เนื่องจากการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา (Data Exclusivity) เพิ่มเติม 5 ปีจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุ บัน และการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (Generic drugs) วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด’ และจะ เร่งนำร่างกรอบดังกล่าวเข้าสู่ ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้เพื่อทันการพิจารณาของรัฐสภาใน ส.ค.
นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและการรักษาแสดงความเคลือบแคลงความเห็นของกรมเจรจาฯ ว่ามีความผิดปกติอย่างยิ่งเพราะขัดกับหลักฐานทางวิชาการและความเป็นจริง
 
ทางด้าน รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาสภาที่ปรึกษาหลายสมัยได้เคยส่งความเห็นถึงรัฐบาลมาโดยตลอดว่า การเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ควรรับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ในองค์การการค้าโลกเพราะเรื่องนี้มีผลกระทบรุนแรงมาก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านยาที่เพิ่งประกาศใช้ก็ได้กำหนดไว้เช่นกัน
 
“ไม่เข้าใจว่า เหตุใดกรมเจรจาฯจึงมีความเห็นเช่นนั้น เพราะแม้แต่งานศึกษาที่กรมเจรจาฯจัดจ้างสถาบันทีดีอาร์ไอศึกษายังให้ข้อสรุปว่า ‘หากไทยยอมรับข้อเรียกร้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป ปัญหาการเข้าถึงยาสำคัญภายใต้สิทธิบัตรจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และโอกาสที่บริษัทยาไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากการยกระดับการคุ้มครองยาต้นแบบให้สูงขึ้นมีค่อนข้างจำกัด ในขณะที่ผลประโยชน์เกือบทั้งหมดน่าจะตกกับบริษัทยาข้ามชาติ’ ที่สำคัญการยอมตามสหภาพยุโรปจะไม่ใช่แค่เรื่องทวิภาคี เพราะในมาตรา 4 ของความตกลงทริปส์เมื่อให้ประเทศใดก็ต้องให้กับประเทศอื่นๆด้วย หวั่นเกรงว่า เมื่อกรมเจรจาฯไม่มีความรู้ หรือไม่ใช้ความรู้ อาจส่งผลร้ายแรงทำให้รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดได้”
 
ทั้งนี้ รศ.ดร.จิราพร ชี้ว่า การผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) หรือที่กรมเจรจาฯเลี่ยงไปใช้คำว่า การคุ้มครองข้อมูลทางยา เพื่อลดโทนของภาษาลงอย่างผิดทิศผิดทางนั้น เป็นการผูกขาดตลาดที่ไม่มีเหตุผลและมีความเสียหายร้ายแรงที่สุดในบรรดาข้อเรียกร้องทริปส์พลัสทั้งหมด จากการศึกษาค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปีที่ 5จะมีผลกระทบมากกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปเรื่องการจัดการ ณ จุดผ่านแดนที่ต้องการให้มีการยึดยาที่ต้องสงสัยซึ่งจะยิ่งถูกใช้เป็นการกลั่นแกล้งอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญอย่างไม่เป็นธรรมดังที่เกิดขึ้นหลายกรณีพิพาทระหว่างอินเดียและสหภาพยุโรปตามเมืองท่าต่างๆ
 
ดังนั้นในวันพฤหัสบดีที่ 23 นี้ทางคณะทำงานด้านสาธารณสุข สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเชิญกรมเจรจาฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อทำความเห็นเสนอต่อรัฐบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด
 
ทางด้าน ผศ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ชี้ว่า ความเห็นของกรมเจรจาฯเป็นความเห็นที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานวิชาการ และไร้มนุษยธรรม ซึ่งจะชี้นำทิศทางที่ผิดพลาดให้แก่ผู้กำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ
 
“ขณะนี้นักวิชาการด้านเภสัชศาสตร์ การแพทย์ การสาธารณสุข การพัฒนาสังคม การคุ้มครองผู้บริโภค และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อทำหนังสือถึงรัฐบาลขอให้นายกรัฐมนตรียืนยันที่จะกำหนดไว้ในกรอบการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรปที่จะไม่รับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ และขอให้การเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่จะมีขึ้นรอผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่” 
 
นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า กำลังพยายามติดต่อคนในรัฐบาลให้รับรู้ถึงความผิดปกตินี้
 
“หากปล่อยให้กรมเจรจาฯสอดไส้ร่างกรอบเจรจาฯที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเข้า ครม.ในเร็วๆนี้ นี่จะคือหายนะของประเทศ และอาจเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะติดกับดักที่คนในกรมเจรจาฯวางดักให้รัฐบาลเสี่ยงกับการผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดยไม่นำร่างกรอบเจรจาฯรับฟังความคิดเห็นก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา”

โครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าสะอาด ร้องผู้แทน EU ร่วมสังเกตคดีไทรอัมพ์ฯ

ที่มา ประชาไท

 
หวั่นลำเอียงและเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องคดีต่อกรรมการสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ และภาคประชาสังคมที่ใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมในโอกาส ต่อไป
เมื่อวันที่ 6 ส.ค.55 ที่ผ่านมา กลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกดขี่ หรือ Clean Cloth Campaign (CCC) โดย นางสาวเต็ตเซล (Ms. Tessel Pauli) ผู้ประสานงานร้องเรียนเร่งด่วน สำนักเลขาธิการต่างประเทศกลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกด ขี่ (Urgent Appeals Coordinator, Clean Clothes Campaign International Secretariat) ได้ส่งจดหมายถึง ฯพณฯ เดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (Ambassador Lipman Head of the EU Delegation to Thailand) เรียกร้องให้เข้าร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดี ระหว่างวันที่ 23, 24, 28 - 30 ส.ค.นี้ ที่ศาลอาญา รัชดา กังวลอย่างมากว่าการไต่สวนคดีนี้จะลำเอียงและเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องคดีต่อ ต่อกรรมการสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ และภาคประชาสังคมต่อไป
โดยจดหมายร้องเรียนระบุว่าในนามของ กลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกดขี่ ได้เคยติดต่อทางเอกอัครราชทูตฯ มาแล้วหลายครั้งเกี่ยวกับการฟ้องคดีผู้นำแรงงานสามคน คือ น.ส.บุญรอด สายวงศ์(อดีตเลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ) น.ส.จิตรา คชเดช (ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ) และนายสุนทร บุญยอด(เจ้าหน้าที่สภาศูนย์กลางแรงงาน) ที่จัดชุมนุมอย่างสงบเพื่อประท้วงการปลดคนงานไทรอัมพ์ฯ กว่า 2,000 คน ในวันที่ 28 ส.ค. 2552 (27 ส.ค.52 – ประชาไท) ต่อมามีการฟ้องคดีกับผู้นำแรงงานทั้งสามคนตามมารตรา 215 และ 216 ของประมวลกฎหมายอาญา กรณีที่ชุมนุมหน้ารัฐสภา เราได้ขอให้ท่านส่งตัวแทนเข้าสังเกตการณ์พิจารณาคดีในระหว่างวันที่ 23, 24, 28 - 30 ส.ค.นี้ที่ศาลอาญา รัชดา
นอกจากนี้ในจดหมายดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ได้ทราบว่าเอกอัครราชทูตฯ มีความประสงค์เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีในเดือนสิงหาคม ซึ่งทาง CCC ได้เรียกร้องให้ทาง เอกอัครราชทูตฯ ได้ยืนยันกลับมาด้วยว่าจะเข้ารับฟัง โดยทาง CCC กังวลอย่างมากว่าการไต่สวนคดีครั้งนี้จะเป็นกรณีที่ลำเอียงและผู้นำแรงงาน ที่ถูกกล่าวหาเสียเปรียบมาก และถือว่าเป็นคดีสำคัญอย่างยิ่ง โดยจะกลายเป็นบรรทัดฐานในการฟ้องคดีต่อกรรมการสหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ และภาคประชาสังคมที่ใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมในโอกาส ต่อไป
สำหรับ Clean Cloth Campaign (CCC) เป็นองค์กรที่ทำงานรณรงค์คุ้มครองการละเมิดแรงงาน ส่งเสริมการปรับปรุงสภาพการ​จ้างงานและหนุนช่วยการเสริม​สร้างศักยภาพของคน งานในอุตส​าหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วโ​ลก มีสำนักงานประจำอยู่ใน 15 ประเทศในยุโรปและทำงานกับ เค​รือข่าย 250 องค์กรทั่วโลก
ทั้งนี้การชุมนุมเมื่อวันที่ 27 ส.ค.52 ที่เป็นเหตุให้ 3 ผู้นำแรงงานดังกล่าวดำเนินคดี "ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อการวุ่นวานขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สังการในการกระทำความผิดนั้น เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดนั้นให้เลิกแล้วไม่ เลิก" ในคดีหมายเลขดำที่ อ.620/2554 ซึ่งมีพนักงานอัยการ สนง.อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 สนง.อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ นั้น เป็นการชุมนุมของคนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศ ไทย, สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และ แม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ พร้อมองค์กรแรงงานและประชาชนกว่า 1,000 คน ไปยังทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากได้ยื่นเรื่องต่อนายก รัฐมนตรี(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนั้น) ก่อนหน้านั้น
โดยในวันดังกล่าว มีการใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกล หรือ LRAD กับผู้ชุมนุมด้วย ซึ่งหลังจากนั้น นักกิจกรรมกลุ่มหนึ่งได้ทำหนังสือประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับโดยทันที รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย


จดหมายที่ทาง CCC ยื่นต่อเอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย :






เรื่องที่เกี่ยวข้อง :
สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย http://prachatai.com/category/สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ประกาศยุติบทบาททางการเมือง

ที่มา ประชาไท

 
มุ่งไปทำกิจการด้านสังคมและมนุษยธรรมแทน เพื่ออุทิศให้กับการพัฒนาชาติภายใต้รัชสมัยของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ส่วน "พรรคนโรดม รณฤทธิ์" เตรียมประชุมสามัญ 24 ส.ค. นี้ และจะเปลี่ยนชื่อเป็น "พรรคชาตินิยม"

(13 ส.ค.) วันนี้สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า นายเซา รานี รักษาการประธานพรรคนโรดม รณฤทธิ์ (Norodom Ranariddh Party) กล่าวว่าพรรคจะเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคชาตินิยม (Nationalist Party) ในวันที่ 24 ส.ค. นี้ ในการประชุมพรรคสามัญ
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานพรรค สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ (10 ส.ค.) ว่าจะลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง และมุ่งไปที่กิจกรรมด้านมนุษยธรรม
"หลังจากที่กรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคเมื่อสัปดาห์ก่อน คณะกรรมการพรรคตัดสินใจจะเปลี่ยนชื่อพรรคไปเป็นพรรคชาตินิยม ในการประชุมสมัชชาสามัญในวันที่ 24 ส.ค. นี้" เซา รานี กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการพรรค
ทั้งนี้ กรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกจากฝรั่งเศสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าพระองค์จะยุติกิจกรรมทางการเมือง เพื่อมุ่งไปที่กิจการด้านสังคมและด้านมนุษยธรรม เพื่ออุทิศให้กับการพัฒนาชาติภายใต้รัชสมัยของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี
การประกาศของกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสองเดือนก่อน ความพยายามรวมพรรคการเมือง ระหว่างพรรคนโรดม รณฤทธิ์ กับแนวร่วมเอกภาพแห่งชาติกัมพูชาที่เป็นเอกราช เป็นกลาง สงบสุขและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หรือ พรรคฟุนซิกเป็ก (FUNCINPEC) เกิดล้มเหลว ทั้งนี้มีความขัดแย้งภายในระหว่างผู้นำระดับสูงของพรรค
กรมพระนโรดม รณฤทธิ์ เป็นพระโอรสของอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ และเป็นพระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์พระองค์ปัจจุบันของกัมพูชา โดยก่อนหน้านี้เคยประกาศยุติบทบาททางการเมืองครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2551 และกลับเข้าสู่การเมืองอีกเมื่อเดือนธันวาคม 2553 หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษข้อหายักยอกเงิน

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Cambodia's Norodom Ranariddh Party to switchname after Prince Ranariddh quits politicsUpdated: 2012-08-13 13:16:00, Xinhua

บุก ‘ปุโละปุโย’ ดูภารกิจทหารทำกับชาวบ้านช่วงรอมฎอน

ที่มา ประชาไท

 
การปรับเปลี่ยนที่มาพร้อมคำสั่ง กับ‘3 ข้อไม่ 5 ข้อควร’ ให้กำลังพลปฏิบัติ ชาวบ้านยันยังไม่กระทบวิถีชีวิตปกติ
บรรยากาศหลังละศีลอดร่วมกันในเดือนรอมฎอน
ระหว่างทหารพรานกับชาวบ้านกาหยี ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
ค่ำวันหนึ่ง ที่มัสยิดหลังเล็กๆ ของบ้านกาหยี ชายฉกรรจ์ในชุดดำ พร้อมอาวุธครบมือกลุ่มหนึ่ง นั่งลงรับประทานอาหารในช่วงละศีลอดร่วมกับชาวบ้านประมาณ 20 กว่าคนอย่างเฮฮา บรรยากาศจึงดูแปลกแตกต่างไปจากวิถีปกติของชาวบ้าน
ทว่า ทหารชุดดำจากหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 บอกว่าเป็นกิจกรรมปกติในช่วงเดือนรอมฎอน คือการตระเวนไปร่วมกิจกรรมละศีลอดหรือมอบสิ่งของให้กับมัสยิดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ
ครั้งนี้ คือคิวของมัสยิดดารุสสลาม บ้านกาหยี หมู่ที่ 1 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งครั้งหนึ่งในซีกหนึ่งของหมู่บ้าน บริเวณริมทางหลวงหมายเลข 43 ชาวบ้านตันหยงบูโละ อันเป็นกลุ่มบ้านย่อยของบานกาหยี คือจุดเกิดเหตุทหารพราน ยิงชาวบ้านขณะเดินทางไปละหมาดศพ จนเสียชีวิตไป 4 ศพ บาดเจ็บอีก 5 คนเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ความหวาดระแวงระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐจึงเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งทางแม่ทัพภาคที่ 4 มีคำสั่งให้ย้ายกำกังทหารพรานชุดเดิมออกไปจากพื้นที่ และส่งทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 เข้ามาทำหน้าที่แทน เป็นกำลังที่มีฐานที่ตั้งเดิมอยู่ไกลถึงจังหวัดสกลนคร
เป็นทหารพรานชุดใหม่ ภายใต้การนำของ พ.อ.ชาคริต สนิทพ่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 จึงพยายามเข้าหามวลชนมากขึ้น พยายามพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน สร้างความสนิทสนมและความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งกิจกรรมละศีลอดร่วมกับชาวบ้านก็เป็นส่วนหนึ่งของงานมวลชน ทว่าต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อความเหมาะสม
พ.ท.ธีรพงษ์ โอวาท รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ระบุว่า ในช่วงเดือนรอมฎอน ทหารจะไม่มีกิจกรรมพบปะพี่น้องประชาชนในช่วงเวลากลางวัน แต่จะพบปะในช่วงกลางคืนเท่านั้น เช่น ร่วมละศีลอดกับชาวบ้านในพื้นที่หรือการมอบสิ่งของ
“เดือนรอมฎอนเป็นช่วงที่พี่น้องประชาชนที่อยู่นอกพื้นที่ได้กลับมายัง บ้านเกิดจำนวนมาก ดังนั้นการเข้าไปร่วมกิจกรรมละศีลอด จะเป็นช่วงเวลาในการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนถึงการปฏิบัติงานของเจ้า หน้าที่ได้ดีที่สุด หรือหากประชาชนต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลืออะไร ก็สามารถร้องขอมาได้เลย”พ.ท.ธีรพงษ์กล่าว
ส่วนภารกิจทางด้านยุทธการ ก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน เช่น การตั้งด่านและการเดินลาดตระเวน ซึ่ง พ.ท.ธีรพงษ์ ระบุว่า มีการปรับลดกำลังในช่วงกลางวัน แล้วมาเพิ่มจำนวนในเวลากลางคืน เพื่อรักษาความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ซึ่งการลาดตระเวนในช่วงกลางคืนนั้น มีการประสานให้ผู้นำในท้องถิ่นทราบล่วงหน้า
การปรับเปลี่ยนดังกล่าว สอดคล้องกับการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ออกคำสั่ง ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติของกำลังพลต่อราษฎรไทยมุสลิมในห้วงเดือนรอมฎอน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยมี 3 ข้อไม่ควรปฏิบัติ และ 5 ข้อควรปฏิบัติ (หนังสือ มศ.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ นร5119.1 (มศ.)/ 1816) รวมทั้งยังระบุถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอน เพื่อให้กำลังพลได้ทราบด้วย
ชาวบ้านกาหยีคนหนึ่ง บอกว่า การพบปะชาวบ้านในเดือนรอมฎอนของทหาร ก็เป็นหน้าที่ปกติของทหารที่จะมาพบชาวบ้าน ส่วนชาวบ้านก็ทำหน้าที่ปกติในเดือนรอมฎอน คือการประกอบศาสนากิจ ชาวบ้านไม่ได้มองเป็นเรื่องแปลก
เขาระบุว่า ชาวบ้านที่นี่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทหาร เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน ทหารมอบเงิน 100,000 บาท ให้ชาวบ้านได้ต่อเติมมัสยิดจนเสร็จ พร้อมกับมอบสีทามัสยิดด้วย
“ที่สำคัญในหมู่บ้านนี้ไม่เคยเกิดเหตุไม่สงบแม้แต่ครั้งเดียว เจ้าหน้าที่จึงไม่มาตั้งด่านหรือเดินการลาดตระเวนในเวลากลางคืน ชาวบ้านยังสะดวกที่จะไปประกอบศาสนากิจในช่วงกลางคืน”
ขณะที่ชาวบ้าน อีกรายได้ยกกรณีเหตุทหารพรานยิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย เพราะเข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนร้ายว่า ที่เกิดเหตุอยู่อีกซีกหนึ่งของหมู่บ้าน และอยู่ไกลจากมัสยิดประจำหมู่บ้านกาหยีพอสมควร แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้ชาวบ้านรู้สึกระแวงเจ้าหน้าที่พอสมควร
“ตอนนี้น่ะหรือ ถ้าเจอทหาร เราก็ยิ้มครับ ส่งยิ้มไว้ก่อน เป็นเพื่อนกันดีกว่า”



‘3 ข้อไม่ 5 ข้อควร ให้กำลังพลปฏิบัติช่วงรอมฎอน
 
 
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ออกคำสั่ง ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติของกำลังพลต่อราษฎรไทยมุสลิมในห้วงเดือนรอมฎอน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยมี 3 ข้อไม่ควรปฏิบัติ และ 5 ข้อควรปฏิบัติ (หนังสือ มศ.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ นร5119.1 (มศ.)/ 1816)
 
สำหรับ ข้อไม่ควรปฏิบัติ ได้แก่
 
1. ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในสถานที่มีมุสลิมอยู่
 
2. ห้ามพูดจาไม่สุภาพ และใช้วาจาในการดูหมิ่นในการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม
 
3. ไม่สมควรที่จะเชิญประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม พบปะ ตั้งแต่ 12.00 น. หากจำเป็นจำเป็นควรปรึกษาผู้นำศาสนาในท้องถิ่น
 
ส่วนข้อควรปฏิบัติ ได้แก่
 
1. ร่วมละศีลอดกับผู้นำศาสนา และคณะกรรมมัสยิด ตามคำเชิญ
 
2. เยี่ยมเยียน พบปะ และมอบสิ่งของ (ที่ฮาลาล) ให้กับผู้นำศาสนา และคนยากจนตามความเหมาะสม
 
3. อำนวยความสะดวกในกรณีที่พี่น้องมุสลิมต้องเดินทางไปมัสยิดในเวลาก่อนรุ่งอรุณ เพื่อไปปฏิบัติศาสนากิจ
 
4. ในช่วงเวลา 19.30 น.จะต้องอำนวยการความสะดวกต่อพี่น้องมุสลิมที่จะต้องเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดเป็นกรณีพิเศษ และจะสิ้นสุดเวลาประมาณ 21.30 น. ควรวางแผนออกพบปะเยี่ยมเยียนในห้วงเวลาที่เหมาะสม
 
5. ช่วงเวลาประมาณ 03.30 น. ทุกบ้านจะมีการประกอบอาหาร เพื่อรับประทานก่อนรุ่งอรุณ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
 
ในคำสั่งดังกล่าว ยังระบุถึงความสำคัญของเดือนรอมฎอน เพื่อให้กำลังพลได้ทราบด้วยว่า เดือนรอมฎอนเป็นเดือนลำดับที่ 9 (จะ นับเดือนตามจันทรคติ) ตามปฏิทินของอิสลาม เป็นเดือนที่มีความประเสริฐมากกว่าเดือนอื่นๆ เป็นเดือนที่ประตูทุกบานของสวรรค์ถูกเปิดออก ประตูนรกทุกบานจะถูกปิดลงและเหล่ามารร้ายชัยฎอนจะถูกล่ามโซ่เอาไว้
 
อีก ทั้งเป็นเดือนที่มีผลรางวัลตอบแทนอย่างมหาศาลมากกว่าเดือนอื่นๆ เป็นทวีคูณสำหรับบุคคลที่ทำความดีในเดือนนี้ และในเดือนนี้มีซุนนะห์ (แบบอย่างจากศาสดา) ให้ทำเช่น การละหมาดตะรอเวียะห์ การเอียะอติกาฟ (การอยู่ในมัสยิดตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับ 10 วันสุดท้ายในเดือนรอมฎอน) อัล-กิยามุลลัย (การละหมาดหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป) เป็นต้นไป
 
และ ในเดือนรอมฎอนนี้ จะมีค่ำคืนหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดคือคืนอัล-ก็อดร์ ซึ่งเป็นค่ำคืนที่มีความประเสริฐมากกว่าเดือนอื่นๆ ถึง 1,000 เท่า
 
ภารกิจ หลักในช่วงเดือนรอมฎอนของมุสลิมทุกคน(ที่มีความสามารถ)ไม่ว่าผู้ชายหรือ ผู้หญิง จะต้องงดเว้นจากการบริโภคทุกชนิด ตั้งแต่แสงรุ่งอรุณจนถึงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่จะสามารถบริโภคได้ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า (เวลาประมาณ 18.30 น.) จนกว่าก่อนแสงรุ่งอรุณ(เวลาประมาณ 04.20 น.)