ที่มา ประชาไท
Wed, 2012-08-15 15:41
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 16, 2012
ตร.ยันหญิงก่อเหตุหมิ่นฯ ยังถูกอายัดตัว แพทย์เผยเป็นโรคจิตจริง เสนอความเห็น พนง.สืบสวนพรุ่งนี้
ข่ายวิทยุชุมชนยื่นหนังสือ กสทช. ขอเพิ่มกำลังส่งเป็น 500 วัตต์
ที่มา ประชาไท
Wed, 2012-08-15 02:09
6 สมาคมวิทยุ ขอเพิ่มกำลังสัญญาณส่งเป็น 500 วัตต์ เสาส่งสัญญาณสูง
60 เมตร และไม่กำหนดรัศมีครอบคลุมการส่ง พ.อ.นที แจงอยู่ระหว่างพิจารณา
ชัดเจน 22 ส.ค.นี้ ด้านเครือข่ายวิทยุชุมชนอีกกลุ่ม จี้
กสทช.เปิดงบประชาพิจารณ์ ถามสัดส่วนความเห็นที่ได้ต่อการปรับแก้นโยบาย
(14 ส.ค.) เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)
กลุ่มผู้ประกอบการสถานีวิทยุชุมชน 6 สมาคม ได้แก่
สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย
วิทยุเพื่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สมาคมวิทยุท้องถิ่นอุดรธานี
ชมรมวิทยุกระจายเสียงจังหวัดอุบลราชธานี
กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุเพื่อสังคมและพระพุทธศาสนาสังกัดมหาเถรสมาคม
สมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รวมตัวยื่นหนังสือให้ กสทช.
ทบทวนร่างประกาศหลักเกณฑ์
การกำหนดเงื่อนไขในร่างหลักเกณฑ์การกำหนดเทคนิคและอุปกรณ์
เครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง โดยเห็นว่าหลักเกณฑ์ที่ กสทช.กำหนด
ไม่สอดคล้องกับการกระจายเสียงในปัจจุบัน
นายเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย
กล่าวว่า วันนี้มายื่นข้อเสนอกสทช.ใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย
1.ให้กสทช.ยกเลิกข้อกำหนดที่ระบุให้วิทยุชุมชนใช้กำลังส่ง 100 วัตต์
โดยเสนอให้ใช้กำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์
2.เสนอให้เปลี่ยนจากที่กำหนดให้ใช้เสาส่งสัญญาณสูง 40 เมตร
เป็นใช้เสาส่งสัญญาณสูงไม่เกิน 60 เมตร และ
3.ให้ยกเลิกการกำหนดรัศมีการกระจายเสียงที่ระบุว่าไม่เกิน 15 กิโลเมตร
เนื่องจากอยากให้เรื่องรัศมีที่ครอบคลุมเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะกำลังส่ง
500 วัตต์สามารถส่งได้ครอบคลุม 15-20 กิโลเมตร
รวมทั้งการกำหนดรัศมีครอบคลุมการส่งของ
กสทช.ไม่ตอบโจทย์ลักษณะความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์และบริบทด้านพื้นที่ของ
แต่ละภูมิภาค
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.
ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ (กสท.)
สำหรับข้อเรียกร้องของทั้ง 6 สมาคมวิทยุที่มายื่นหนังสือนั้น
กสทช.กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา คาดว่าจะได้ความชัดเจนในการประชุม กสทช.
วันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยคาดว่าร่างประกาศหลักเกณฑ์
การกำหนดเงื่อนไขในร่างหลักเกณฑ์การกำหนดเทคนิคและอุปกรณ์
เครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง จะสามารถประกาศใช้ได้ในต้นเดือน ก.ย.นี้
พ.อ.นที กล่าวด้วยว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน และหน้าที่ของ
กสทช.คือการทำให้สิ่งที่มีอยู่มีประโยชน์สูงสุด
โดยเรื่องของความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์และบริบทด้านพื้นที่ของแต่ละ
ภูมิภาคก็จะนำมาพิจารณาด้วย ซึ่งวันนี้ข้อเรียกร้องคือ
ทุกคนอยากได้กำลังส่งเพิ่มขึ้น และเสาส่งสัญญาณสูงขึ้น ดังนั้นบอร์ด
กสท.ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
จี้ กสทช.เปิดงบประชาพิจารณ์ ถามสัดส่วนความเห็นที่ได้ต่อการปรับแก้นโยบาย
วันเดียวกัน ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน
เครือข่ายสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ (สวชช.)
และสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (สวทท.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึง
กสทช. ถึงประเด็นทิศทางของวิทยุกระจายเสียงขนาดเล็กในประเทศไทย
มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย
1.กสทช.ควรเปิดเผยตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการทำประชาพิจารณ์
พร้อมประเมินประสิทธิภาพการใช้งบประมาณด้วย
ความเห็นที่ได้รับมีคุณค่าหรือประโยชน์ต่อ
กสทช.ในการนำมาปรับใช้หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายตามที่ได้รับฟังมาเป็นสัดส่วน
เท่าใด
2.ขณะจัดทำประกาศฯ
หลักเกณฑ์อนุญาตทดลองประกอบกิจการของสถานีวิทยุขนาดเล็ก
กสทช.ควรมีมาตรการควบคุมสถานีวิทยุหลัก
ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิมให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องกำลังส่งที่ได้รับ
อนุญาตพร้อมกันไปด้วย
3.การพิจารณาออกใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง
ควรคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากการกำหนดขนาดกำลังส่ง
ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคด้วย เช่น ด้านเนื้อหา ความหนาแน่นของประชากร
จำนวนที่เป็นไปได้ของคลื่นความถี่เพื่อให้การส่งกระจายเสียงมีประสิทธิภาพ
4.ตั้งคณะทำงานกำกับดูแลความเรียบร้อยในระดับพื้นที่
เพราะจะเข้าใจปัญหาในพื้นที่และเข้าถึงผู้ประกอบการได้ดีกว่าส่วนกลาง และ
5.เปิดเผยข้อมูลด้านเทคโลโนยีดิจิตอลในอนาคตที่เกี่ยวกับวิทยุขนาดเล็ก
เพื่อป้องกันการหลอกลวงหาประโยชน์จากกลุ่มทุนที่ขายเครื่องส่งมาอย่างต่อ
เนื่อง
อนึ่ง ปัจจุบันมีสถานีวิทยุที่ออกอากาศทั้งที่ได้รับใบอนุญาต
และไม่มีใบอนุญาต กว่า 7,000 สถานี ซึ่ง
กสทช.ยังอยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานในหลายๆ
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระจายเสียงในขณะนี้
และคาดว่าจะจัดระเบียบทั้งหมดได้เรียบร้อยภายในปลายปีนี้
ที่มา: บางส่วนจาก http://www.dailynews.co.th/technology/149464
ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ห่วงภาพลักษณ์ ตรรกะตลก
ที่มา thaifreenews

สั่งการให้เสธไก่อูออกโรงโต้แหลก
16 สิงหาคม 2555 ร่วมฟังการแถลงข่าวงานพิธิศพอากง
15 สิงหาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
อ. สุดา รังกุพันธ์ โพสต์ที่เฟซบุ๊ค Suda Rangkupan
งานศพ...คือ โอกาสของการละวาง และไม่ควรมีใครที่อยากแสดงอาลัยต่อ ผู้วายชนม์ จะต้องรู้สึก "หวาดกลัว" ที่จะมาร่วมงาน ...และเป็นความน่าละอายที่พวกแม่มดจะออกอาละวาด แม้แต่กับผู้ที่แสดงความอ่อนโยนในหัวใจต่อชีวิตมนุษย์
คืนวันที่ 25 อยู่เป็นเพื่อนกันทั้งคืนที่วัดกับร่างของ "อากง"
"ป้าอุ๊" เผยทุกเวลานาทีมีค่า ไม่อยากให้นักโทษ 112 ได้รับอิสรภาพพร้อมกับน้ำตาของครอบครัว
"ป้าอุ๊" ภรรยาอากง กล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และอยากให้นักโทษทุกคนได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ว เพราะทุกเวลานาทีมีค่า ไม่อยากให้นักโทษ 112 ได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับน้ำตาของครอบครัว เหมือนกับที่ตนเองและครอบครัวประสบ อิสรภาพที่ปราศจาก ลมหายใจ มีแต่ซ้ำเติมความเจ็บปวด และไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ
นางรสมาริน ตั้งนพคุณ (ป้าอุ๊) ภรรยานายอำพล ตั้งนพคุณ (อากง) กล่าววิงวอน ขอให้ผู้ที่สามารถให้โอกาสแก่ผู้ต้องหาหรือนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้ ขอพิจารณาให้โอกาส เพื่อให้ได้ ออกมาอยู่กับครอบครัวโดยเร็ว พร้อมแสดงความเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนผู้ประสบภัยเช่นตน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 พฤษภาคม 2555
รายงานจากเว็บไซต์เฟซบุ๊คจากหลายแหล่งแจ้งว่า อากง ซึ่งเป็นชื่อที่หลานๆเรียกขาน โดยมีชื่อจริงว่า อำพน ตั้งนพกุล ซึ่งถูกคุมขังจากกฏหมายมาตรา 112 ได้เสียชีวิตแล้ววันนี้
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ผู้เชียวชาญประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แจ้งว่า "ผมเพิ่งได้โทรศัพท์ จากคุณ อานนท์ นำภา : อากง เสียชีวิตแล้ว (เท่าทีได้รับการบอกจากคุณทนาย, อากง มีอาการปวดท้องตั้งแต่วันศุกร์ วันนี้ "ป้าอุ๊" ไปเยี่ยม พบอากง เสียชีวิต) ............"
ด้านนักข่าวต่างประเทศ มร. Andrew MacGregor Marshall ได้เขียนโพสต์ในเฟซบุ๊คของตนว่า " Ampon Tangnoppakul, the Thai grandfather sentenced to 20 years in jail for allegedly sending four SMS messages critical of Queen Sirikit, died in prison this morning. Heartfelt condolences to his wife Rosmalin and their children and grandchildren. It's really just heartbreaking."
![]() |
| ภาพจาก cover ของคุณ อัยย์ นักล่าน้ำตก |
หนังสือพิมพ์มติชน ได้ตีพิมพ์รายงาน มีเนื้อหาดังนี้
เผย!"อากง" เอสเอ็มเอส เสียชีวิตแล้วเมื่อตอน9โมงเช้า หลังปวดท้องอย่างหนัก
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:54:40 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น.วันที่ 8 พฤษภาคม นายอานนท์ นำภา ทนายความสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อ อานนท์ นำภา ระบุว่า นางรสมาริน ภรรยา นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ อากง อายุ 61 ปี ผู้ต้องขังคดีหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งถูกศาลอาญาฯ พิพากษาจำคุก 20 ปี ในความผิดมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังมีอาการปวดท้อง เนื่องจากคาดว่า น่าจะเป็นผลพวงจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
โดยนายอานนท์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "อากง" เสียชีวิตแล้ว ป้าอุ๊โทรมาแจ้งเมื่อสักครู่ ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนแกที่เรือนจำหน่อยครับ !
ขณะที่พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์ เมื่อเวลา 11.00 น. โดยยืนยันว่า นายอำพลได้เสียชีวิตลงแล้วจริงที่โรงพยาบาลกลาง มีอาการปวดท้องมาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแพทย์ในเรือนจำได้ให้ยาบรรเทาปวดเบื้องต้นก่อนที่ผู้บัญชาการเรือนจำ พิเศษกรุงเทพฯ จะส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกลาง และเสียชีวิตเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ของวันที่ 8 พฤษภาคม อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว
ทั้งนี้ นายอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2553 และถูกคุมขังสองเดือนก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว แต่หลังนายอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2554 ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีกจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวอีกหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี ส่วนการพิพากษานั้นในวันที่ 23 พ.ย. 2554 ศาลได้ตัดสินจำคุกนายอำพล 20 ปี จากการส่งข้อความสั้น (SMS) เข้าข่ายหมิ่นสถาบันไปยังเลขานุการส่วนตัวในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงกลางปี 2553 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรี
ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายอำพล หรือ "อากง" ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี เพิ่งดำเนินการยื่นถอนอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว เนื่องจากเจ้าตัวต้องการจะขอพระราชทานอภัยโทษ ประกอบกับอายุมากและเป็นโรคประจำตัว แตาปรากฏว่า มาเสียชีวิตเสียก่อน
อ่านข่าวจากมติชนเพิ่ม "อากง"เสียชีวิตแล้วตอน9โมงเช้า หลังปวดท้องอย่างหนัก "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล"เสียใจ ปล่อยโฮ - 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:54:40 น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความในใจเลขามาร์คคนเอาอากงเข้าคุก20ปี:อย่าปล่อยให้ความเห็นอกเห็นใจครอบงำความถูกต้อง / thaienews / 24 พ.ย. 2554
รายงาน: เปิดคำแถลงปิดคดี ‘อากง SMS’ ต่อจิ๊กซอว์จากเบอร์ต้นทางถึงชายแก่ปลายทาง / ประชาไท / 26 พ.ย. 2554
ผู้พิพากษาคุก20ปีอากงSMSเคยนั่งบัลลังก์คดีจีรนุชประชาไท พงศ์เทพให้จับตาพิเศษถ้าหน้าซ้ำก็แหม่งๆ / thaienews / 26 พ.ย. 2554
แรง!เปลือยอกเรียกร้องปล่อยอากง / thaienews / 2 ธ.ค. 2554เปลือยอกแรงก็จริงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะปลดปล่อยอากง สมศักดิ์ เจียมฯเสนอนิรโทษกรรมคือทางออก / thaienews / 3 ธ.ค. 2554
กวีศรีประชา:สงสารอากง / thaienews / 11 ธ.ค. 2554
บทกวีจาก “ป้าอุ๊” ถึง “อากง SMS” / ประชาไท / 24 เม.ย. 55
สั้นและกระชับกับ ศ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ "วันสันติภาพไทย (ครับ)"
ที่มา Thai E-News
15 สิงหาคม 2555
เล่าเรื่อง Charnvit Ks
ภาพ Thavatchai Tangsirivanich's photo.
วันสันติภาพ ไทย (ครับ)
Declaration of Peace 16 สิงหา 1945/2488
ก่อนหน้านั้น วันหนึ่ง
End of WW II in Asia 15 สิงหา 1945/2488
(วันเดียวกัน คนละปี วันสถาปนา ศศ มธ 2505)
ครับ หลังปรมาณู 2 ลูก และแล้ว สหรัฐอเมริกา ก็เข้ายึดครองญี่ปุ่น
จับ โตโจ นรม (สงคราม) ญีปุ่นแขวนคอ
เขียน รัฐธรรมนูญ ให้ใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตย
ไม่ให้ญี่ปุ่น มีกองทัพ ไม่ให้มีทหาร
สถาบันกษัตริย์/ จักรพรรดิ
ฮิโรฮิโต (ผู้สนับสนุนทหารทำสงคราม) เกือบถูกล้ม (แบบเยอรมนี
ออสเตรีย/ฮังการี ออตโตมาน/ตุรกี ตอนแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1)
กดดันเรียกร้องให้ล้มสถาบันโดยจ ีน (คณะชาติ) กับ ออสเตรเลีย
แต่สหรัฐฯ ไม่เล่นด้วย เพราะต้องการเก็บจักรพรรดิไว้ เพื่อใช้ช่วย
เป็นสัญญลักษณ์ ในการยึดครอง/ปกครองญี่ปุ่น แต่ก็ไม่อนุญาตให้มี กม หมิ่น ฯ
(ญี่ปุ่น จนบัดนี้ ก็ไม่มี กม หมิ่น แบบ ม 112 ของไทย)
ปวศ เรื่องนี้ ยาว และเกี่ยวกับไทยด้วย
หากไม่มี ขบวนการเสรีไทย (ทั้งใน และนอกประเทศ)
หากไม่มี ประกาศสันติภาพ 16 สิงหา 2488/1945 ของปรีดี พนมยงค์
ไทยจะถูกปรับแพ้สงคราม และถูกยึดครอง ไหมเอ่ย
จะเกิดอะไรกับบรรดานายพล นายทหาร และกองทัพ
และคนอย่าง จอมพล ป พิบูลสงคราม/หลวงวิจิตร
ที่ประกาศสงครามกับอังกฤษ และ สหรัฐ
เมื่อ 25 มกรา 2485/1942
ปวศ ไทยกับสงครามโลก ครั้งที่ 2
ถูกทำให้ลืม มากกว่า ทำให้จำ (ครับ)
Declaration of Peace 16 สิงหา 1945/2488
ก่อนหน้านั้น วันหนึ่ง
End of WW II in Asia 15 สิงหา 1945/2488
ครับ หลังปรมาณู 2 ลูก และแล้ว สหรัฐอเมริกา ก็เข้ายึดครองญี่ปุ่น
จับ โตโจ นรม (สงคราม) ญีปุ่นแขวนคอ
เขียน รัฐธรรมนูญ ให้ใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตย
ไม่ให้ญี่ปุ่น มีกองทัพ ไม่ให้มีทหาร
สถาบันกษัตริย์/
กดดันเรียกร้องให้ล้มสถาบันโดยจ
แต่สหรัฐฯ ไม่เล่นด้วย เพราะต้องการเก็บจักรพรรดิไว้ เพื่อใช้ช่วย เป็นสัญญลักษณ์ ในการยึดครอง/ปกครองญี่ปุ่น แต่ก็ไม่อนุญาตให้มี กม หมิ่น ฯ (ญี่ปุ่น จนบัดนี้ ก็ไม่มี กม หมิ่น แบบ ม 112 ของไทย)
ปวศ เรื่องนี้ ยาว และเกี่ยวกับไทยด้วย
หากไม่มี ขบวนการเสรีไทย (ทั้งใน และนอกประเทศ)
หากไม่มี ประกาศสันติภาพ 16 สิงหา 2488/1945 ของปรีดี พนมยงค์
ไทยจะถูกปรับแพ้สงคราม และถูกยึดครอง ไหมเอ่ย
จะเกิดอะไรกับบรรดานายพล นายทหาร และกองทัพ
และคนอย่าง จอมพล ป พิบูลสงคราม/หลวงวิจิตร
ที่ประกาศสงครามกับอังกฤษ และ สหรัฐ
เมื่อ 25 มกรา 2485/1942
ปวศ ไทยกับสงครามโลก ครั้งที่ 2
ถูกทำให้ลืม มากกว่า ทำให้จำ (ครับ)
ชาวบ้านประจวบฯ รำพัน "คงหวังพึ่งได้แต่เพียงศาลหลักเมือง"
ที่มา Thai E-News
15 สิงหาคม 2555
ที่มา ประชาไท "ศาลปกครองยกฟ้อง คดีร้อง 11 หน่วยงานรัฐนำที่ป่าพรุออกเอกสารสิทธิสร้างโรงถลุงเหล็ก"
ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง กรณีชาวบางสะพาน จ.ประจวบฯ ฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินบริษัทเครือสหวิริยา 18 แปลง ชี้ไม่ใช่ที่หวงห้ามออกหนังสือรับรองได้ -อธิบดีกรมที่ดินตั้ง กก.สอบแล้ว ไม่ละเลยหน้าที่
“ถ้าเป็นจริงตามนี้ พวกเราเห็นว่า ณ บัดนี้ชาวบ้านประจวบฯ ยังคงหวังพึ่งได้แต่เพียงศาลหลักเมือง ให้ทรงสถิตย์ไว้ซึ่งความยุติธรรมในการช่วยปกป้องป่าพรุแม่รำพึงให้ยังคงเป็น สมบัติของแผ่นดินสืบไป” ตัวแทนชาวบ้านกล่าว
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/08/55 ดี เด่น สวยเกินไป..ชั้นทนไม่ได้นะยะ..!
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

พวกอัปรีย์ กาลีบ้าน สามานย์สถุน
ขาวเป็นดำ หวังยำใหญ่ ให้เป็นจุล
แถมหมกมุ่น แต่ริษยา หน้าตัวเมีย....
ขุดหาเรื่อง ละเลงชั่ว ตัวอิจฉา
ใช้มารยา ถาโถม สมพวกเฮี่ย
จวบครบปี ผลงานสนอง พี่น้องเชียร์
พวกที่เสีย กลับร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ....
ดี เด่น สวย เกินไป ชั้นไม่ปลื้ม
เลยอึมครึม ในอุรา พาหวั่นไหว
เห็นหญิงแกร่ง มีพลัง สมตั้งใจ
เลยแต๋วแตก กันใหญ่ ไอ้พวกเลว....
ทำเพื่อชาติ บ้านเมือง เป็นเรื่องหลัก
พวกดีดัก กลับฉุดคร่า พาดิ่งเหว
หาช่องเล็ก ช่องน้อย คอยสุมเปลว
หวังแหลกเหลว แล้วสมอ้าง ถึงทางตัน....
คือผลงาน พรรคอัปรีย์ ไม่มีกึ๋น
แต่แสร้งมึน ด้วยมารยา น่าขบขัน
ไล่เลียงตัว ชั่วความคิด เป็นนิจนิรันดร์
ไม่สร้างสรรค์ คอยจิกตอด ตลอดเวลา....
๓ บลา / ๑๖ ส.ค.๕๕
คำปราศรัย อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในการเตรียมการจัดตั้งองค์กรของจังหวัดสมุทรปราการ
ที่มา uddred
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 55
ได้มาร่วมงานกับสมุทรปราการมายาวนานพอควร แล้วมองเห็นความเข้มแข็ง ก็ต้องขอชมเชย
1. ต้องขอยกย่องมวลชนสมุทรปราการที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ตลอดมา มวลชนสมุทรปราการ คนเสื้อแดงสมุทรปราการนั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นข้อสำคัญ เป็นกองหน้าสำคัญในการต่อสู้
2. ชมเชยสถานีวิทยุ ดีเจ และแกนนำ
3. ชมเชยการประสานงานระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ นปช.สมุทรปราการ เป็นแบบอย่างที่ดี
วันนี้เรามาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าของเดิมไม่ดีที่ทำ ๆ กันอยู่ แต่เขาเรียกว่าดีเป็นความสามารถของบุคคล แต่ว่าจะให้ดียิ่งกว่านี้เพื่อให้เป็นการดีที่ยั่งยืนไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ บุคคล ต้องสร้างระบบรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ยากลำบากกลายเป็นเวลาที่เราเป็นรัฐบาล เวลาเราเป็นฝ่ายค้าน เราถูกกระทำ การรวมตัวกันมันจะง่าย จะเข้มแข็ง แต่ว่ายามที่เราเป็นรัฐบาลมันจะทดสอบ เพราะว่ามันจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ เรื่องตำแหน่งหน้าที่ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนตัวมันก็จะขึ้นมา นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งมันจะทดสอบเพราะอะไร เพราะงานเราคนเสื้อแดงนั้นไม่ใช่เป็นงานส่วนตัวแต่เป็นการเสียสละเพื่อทำงาน ส่วนรวม เพราะฉะนั้นยามที่มีผลประโยชน์เข้ามาทางหน้าต่างมันก็เลยจะกลายเป็นวิ่งออก ทางประตู เสียหาย !
นี่จึงเป็นเรื่องที่บอกว่า วันนี้เราควรจะมาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือ สร้างระบบองค์กรจัดตั้ง และคำถามว่าทำไมเราจึงยิ่งต้องมีในตอนที่เราเป็นรัฐบาล
ขณะนี้เป็นรัฐบาลแต่ปรากฎว่ากำลังถูกท้าทาย รัฐสภาก็ถูกคว่ำไปโดยพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ การที่เขาไปดึงเก้าอี้แล้วเอาแฟ้มปาประธานนี่หมายความว่าอะไร หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการบอกสังคมว่า การต่อสู้ในรัฐสภาไม่เอาแล้ว เลิก แล้วต้องการพังเลย ทำให้เวทีรัฐสภาไม่ดำรงอยู่ นี่คือพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่เขาบอกว่ายกสองมือ เอาสองเท้ายก ก็ยังแพ้ เขาพยายามที่จะขัดขวางการร่างรัฐธรรมนูญมาตลอด จนกระทั่งผ่านญัตติ 1 ญัตติ 2 เขาทำให้ประชาชนเบื่อรัฐสภา ทำให้รัฐสภาเละเทะเป็นน้ำเน่า ต้องการล้มกระดาน แล้วเมื่อประชาธิปัตย์ทำงานไม่ไหว ตุลาการรัฐธรรมนูญก็เข้ามารับไม้ต่อเพื่อต้องการล้มรัฐสภาเหมือนกันคือขัด ขวางไม่ให้ลงมติวาระ 3 เพราะว่าถ้าลงมติวาระ 3 นั้นหมายถึงว่ากล่องดวงใจของเขาคือรัฐธรรมนูญ 50 จะถูกดึงออก เพราะฉะนั้นพี่น้องต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เขาเรียกว่า “สถานการณ์สู้รบ” ไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา พี่น้องลองดูนะ มาเป็นแผงเลย ประชาธิปัตย์เลิกแล้วรัฐสภา ประชาธิปัตย์เอาอย่างคนเสื้อแดงหมดเลย เพราะว่าเขาถือว่าเขาไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทยแต่เขาแพ้คนเสื้อแดง พรรคประชาธิปัตย์เขาคิดว่าเขาก็เก่ง เมื่อพรรคเพื่อไทยทำโครงการเศรษฐกิจเขาก็ลอกหมดเลย ทำเหมือนกัน แต่ถามว่าทำไมเลือกตั้งแพ้ เขาก็สรุปว่าเขาแพ้เพราะงานมวลชน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เลิกต่อสู้ตามรัฐสภาแล้ว หันมาต่อสู้ตามท้องถนน เตรียมตั้งเวทีหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เพราะฉะนั้นอาจารย์เคยเขียนบทความว่าประชาธิปัตย์เลิกสู้ในระบบ หันมาสู้นอกระบบและนอกระบอบประชาธิปไตยด้วย นี่จึงเป็นสถานการณ์สู้รบใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ต้องเข้าใจว่านี่เป็นสถานการณ์สู้รบแบบใหม่ คล้าย ๆ หนังวนกลับแต่เขาเปลี่ยนยุทธวิธีเช่น คาดหัว ออกทีวีทำจอทีวีสายฟ้าฟาด และเปิดเวที แล้วที่อาจารย์ล้อเลียนคือมันปลุกระดมไม่ค่อยเป็น พอเวลาขึ้นเวทีก็พูด “พี่น้องสู้ไม่สู้” พี่น้องบอก “สู้” พูด 3 ที คือเขาคงต้องดูการปราศรัยของ นปช. มากกว่านี้เพราะว่ายังฝึกหัดอยู่ แต่เราประมาทไม่ได้เพราะว่าคนที่เป็นอนุรักษ์นิยมทำอะไรก็ได้ ที่เขาบอกว่าเขาเป็นคนดีนั้นไม่จริงหรอก โกหกอะไรก็ได้ ป้ายสีอะไรก็ได้ ใช้อาวุธในการทำลายคนอื่นแบบไหนก็ได้ เพราะว่าพวกประชาธิปัตย์และพวกอนุรักษ์นิยมนั้นเขาเรียกว่าเป็นพวกไม่มี อนาคต....รอวันตาย..... คนพวกนี้ต้องดิ้นทุกทาง
แต่เราเป็นพวกมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ เราก็ดูมันอย่างสมเพชและทุเรศ แต่ว่าเราต้องไม่ประมาทเพราะว่าคนที่รอวันตายนั้นมันจะดิ้นทุกอย่าง แล้วมันก็จะทำให้สังคมนี้ ประเทศนี้เจ็บปวด มันยินดีที่จะทำลายทุกอย่างกระทั่งตัวเองเช่นในรัฐสภาหรือนอกรัฐสภา ขณะนี้มันก็ตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา ความหมายคือพรรคประชาธิปัตย์นี้เป็นพรรคการเมืองตัวแทนของระบบอำมาตย์ที่ทำ งานแต่มันไม่ได้ผล คือต้องยอมรับว่าในด้านพรรคการเมืองนี้สำหรับระบอบอำมาตย์ซึ่งมีพรรคประชา ธิปัตย์พรรคเดียวหมดอนาคตแล้ว เพราะฉะนั้นในวิถีทางในระบบสำหรับระบอบอำมาตย์ที่จะมีพรรคการเมืองเพื่อเอา ชนะเลือกตั้ง ให้พี่น้องเข้าใจเรื่องนี้ว่าจบแล้วสำหรับระบอบอำมาตย์เพราะมันจะต้องแพ้ ตลอด
ในด้านพรรคการเมืองนี่แพ้ แต่ว่าในอำนาจ 3 อำนาจ อำนาจนิติบัญญัติแพ้ อำนาจบริหารก็แพ้ เขาก็เหลืออำนาจเดียวคืออำนาจตุลาการ เขาจึงสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาจำนวนมากเป็นอำนาจที่ 4 เป็นเครือข่ายระบอบอำมาตย์ แต่ว่าพรรคของประชาชนมีที่เดียวที่ชนะคือสนามเลือกตั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นมวลชนจึงมีความหมายสำคัญมาก และมาถึงตอนนี้ให้พี่น้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์สู้รบแบบ ใหม่ พี่น้องต้องพบกับตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีการตัดสินสองอย่าง หนึ่งยก ก็คือคำร้อง 5 สำนวนนั้นถ้าหากเขาพิจารณาว่าไม่มีปัญหายกมันก็ผ่านไป แต่ไม่ใช่ผ่านไปทั้งหมดนะ แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเขาบอกว่ามีมูลว่าคณะพรรคการเมืองที่ยื่นทำให้มีความสงสัยว่าจะเปลี่ยน แปลงระบอบการเมืองการปกครอง อะไรจะเกิดขึ้น ยุ่งแน่สำหรับประมาณ 399 คน ถูกถอดถอนทั้งพรรคเลย ครม.ก็โดน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง แล้วตามมายุบพรรค แต่ว่าการถอดถอนและตัดอนาคตผู้บริหาร 5 ปี อย่างนี้เขาจึงเรียกว่ารัฐประหารโดยตุลาการ หรือการทำรัฐประหารโดยกฎหมาย
คือเรากำลังสู้กับรัฐประหารด้วยปืนนั้นไม่ยาก พอเจอรัฐประหารตุลาการนี่งงนะ เรายอมให้เขาทำมากี่รอบแล้วตั้งแต่คุณสมัคร ที่เขาใช้พจนานุกรมบอกว่าไปทำกับข้าวหน้าจอทีวีผิดแล้วก็ปลด เพราะฉะนั้นหลายครั้งแล้วเอาว่าสถานการณ์ขณะนี้ รวมทั้งการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมาเล่นงานเรื่องจริยธรรมสำหรับนายกฯ ในปัญหาณัฐวุฒิ นอกจากเล่นณัฐวุฒิแล้วเล่นล่วงหน้าว่าตั้งจตุพรเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ แล้วยังมีองค์กรนอกระบบออกมา เอาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)ซึ่งถูกหลอกจำนวนหนึ่งบอกว่าจะมีการให้เงินหลายแสนบาท ให้ออกมาโจม นปช. คุณจาตุรนต์ และอาจารย์ธิดา อยู่ดี ๆ ผรท. จะมาประท้วงว่าเราไปถอดถอนตุลาการรัฐธรรมนูญว่าไม่มีเหตุผลและไม่ใช่เรื่อง ยกเว้นที่เราสามารถเข้าใจได้ว่าการทำงานของกลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็น เครือข่ายของระบอบอำมาตย์ และเครือข่ายระบอบอำมาตย์สำแดงผ่านองค์กรอิสระ สำแดงผ่านพรรคประชาธิปัตย์ สำแดงผ่านศาลตุลาการรัฐธรรมนูญ สำแดงผ่านองค์กรหน่วยต่าง ๆ ของมวลชนนอกระบบ ในระบบ แม้กระทั่งการจัดตั้งเขาส่งมวลชนมาเป็นเสื้อแดงแล้วตั้งองค์กรซ้อนองค์กร อาจารย์มีเอกสารที่เขาเขียนชัดเลยว่าเป็นการจัดตั้งซ้อนจัดตั้ง
เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่กำลังจะพูดว่า การจัดตั้งองค์กรนั้นสำคัญและแข็งแกร่ง เพราะว่าวิธีที่คนต้องการทำลายเรานั้นส่วนหนึ่งเขาก็จะใช้ “จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง” สมมุติเรามีการจัดตั้ง นปช.สมุทรปราการ มีองค์กรนำ มีประธาน มีคณะกรรมการ การจัดตั้งซ้อนจัดตั้งก็คือเขาจะมาพาประธานหรือประธานกลุ่มต่าง ๆ ไปตั้งองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่ง เขาจะไม่ทำก่อน จะรอให้เราทำให้สำเร็จแล้วเขาก็จะมาเอาหัวหน้ากลุ่มไปจัดตั้งองค์กรใหม่ สมมุติของเราเป็น นปช.สมุทรปราการและกรุงเทพฯ ส่วนตะวันออก เขาก็จะไปตั้ง อาจจะเป็นชื่ออื่นหรือเครือข่ายอื่น มันทำงานง่ายดี ไม่ต้องไปทำใหม่ หรือมิฉะนั้นก็สมมุติว่ามีองค์กรไก่ชนอยู่ที่นี่ อีกองค์กรหนึ่งก็เอาไก่ชนไปอยู่ด้วย ไก่ชนก็เลยบอกว่าอยู่สององค์กร องค์กรที่จัดตั้งใหม่เขาก็จะรู้ด้วยเลยว่าพวกองค์กรที่ทำอยู่นี้ทำอะไรบ้าง ความลับทั้งหลายก็ถูกถ่ายทอดไปหมด แล้วแตกแยกกัน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องการจัดตั้งเป็นอาวุธสำคัญในการเคลื่อนไหวของการ ต่อสู้ของประชาชน ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ต้องการทำลายการต่อสู้ประชาชนก็ใช้อาวุธแบบเดียว กันเข้ามาซ้อน มีเอกสารที่เขียนไว้ชัด แล้วในการปฏิบัติก็ชัด
ทีนี้บางครั้งคนของเราทำเองเพราะอยากได้มวลชนและอื่น ๆ เขาเรียกว่า “แย่งชิงการนำ” นั่นก็แบบหนึ่ง แย่งชิงการนำนั้นอาจจะเป็นผลประโยชน์เช่น คิดว่าถ้าได้เป็นตัวผู้นำก็จะได้ผลประโยชน์แบบใดแบบหนึ่งเช่น เป็นเงินทอง เป็นตำแหน่ง เป็นชื่อเสียงเกียรติยศ แต่อีกแบบหนึ่งก็คือ ฝั่งอำมาตย์หรือฝั่งปฏิปักษ์ประชาชนต้องการแย่งชิงการนำเพื่อทำลายการต่อสู้ ของประชาชน มันจะมีทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย แต่วิธีการถ้าคุณจัดตั้งกันเสร็จแล้วเราจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้มันอยู่ที่จุดเริ่มต้นก่อนก็คือว่า พวกเราต้องสำรวจพวกเรา เช่น เราจะตั้ง นปช.สมุทรปราการ แน่นอน นปช.สมุทรปราการแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีที่ปรึกษา มีสส. เข้ามาร่วมด้วยเต็มที่ รวมทั้งแกนนำ นปช. ก็มาร่วมด้วยสนิทแนบแน่น ในหมู่พวกเรา เราจะสังเกตุเลยว่าคนบางส่วนไม่พอใจการนำ แต่ถามว่าแล้วมาอยู่กับพวกเราอย่างใกล้ชิดเพื่ออะไร นี่ยกตัวอย่างนะ ไม่พอใจการนำแต่จะมาอยู่ใกล้ชิดเราก็ต้องสังเกตุว่าเมื่อไม่พอใจก็ตั้งกลุ่ม แยกก็ได้ เรื่องแบบนี้เป็นความสมัครใจ ไม่ได้บังคับอยู่แล้ว สมมุติว่าไม่พอใจการนำของที่สมุทรปราการก็ตั้งเป็นกลุ่มอิสระได้ แต่ว่าวันนี้เข้าใจว่าที่มาที่นี่เป็นพวกที่ยินดีอยู่ภายใต้การนำของจังหวัด สมุทรปราการและ นปช. หรือเปล่าคะ (เสียงปรบมือ.....) คือที่พูดนี่ คนที่ไม่ต้องการนั้นก็ไม่มีปัญหาแต่ว่าเราแยกการจัดตั้งอยู่คนละจัดตั้ง คือให้เป็นกลุ่มอิสระไปเลย
ยกตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา นปช. อยู่กันหลวม ๆ แล้วก็ทะเลาะกัน วันหนึ่งอาจารย์ธิดาก็เลยบอกว่าถ้าทะเลาะกันแบบนี้ อย่ากระนั้นเลย นปช. ต้องมีหลักนโยบาย ต้องมีหลักการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรตัวหนังสือ แล้วเรามาตกลงร่วมกันว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เราจะทำแบบนี้ แล้วห้ามทำเลยเถิดหรือเกิน อย่างข้อหนึ่ง เราบอกว่าเรายังต้องการให้การเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เป็นระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริง ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีใครจะให้เป็นสาธารณรัฐ ถ้ามีใครบอกว่าต้องการเป็นสาธารณรัฐก็ไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช. แต่ถามว่าถ้าเกิดมีคนอยากได้จริงแล้วเขาบอกว่าเป็นเสื้อแดง ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่คนละองค์กร นี่ยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นครั้งนั้นจึงเกิดการแตก เช่น กลุ่มแดงสยาม ต้องพูดกันตรง ๆ ที่คุณสุรชัยแยกไปเพราะว่าตอนนั้นคุณวีระทำเรื่องฎีกาแล้วเถียงกัน เราจึงต้องคุยว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า มาจับมือร่วมกันว่าเรากอดคอร่วมกันต่อสู้ตามนโยบายกี่ข้อ 6 ข้อ เขียนไว้ที่บัตรด้านหลังเพื่อให้ทุกคนผูกพัน ถ้าไม่มีนโยบายเป็นไปได้ว่ามวลชนและแกนนำนี่ติดคุกหัวโตเลย แต่ว่าในนโยบายข้อ 3 เราบอกเลยว่า “สันติวิธี” เพราะฉะนั้นที่จะมาบอกว่า นปช. ใช้กำลังอาวุธนั้นไม่จริง เราปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้นความสำคัญของการจัดตั้งจึงมีความสำคัญมาก ทำให้ นปช. เป็นปึกแผ่น มีก้าวย่างที่ตรงกันแม้นว่าไม่ได้คุยกันแต่รู้ว่าเราจะทำอะไร บางครั้งไม่ได้เจอกันเลยแต่เข้าใจกันเพราะว่าเราตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วว่าจะทำอะไรกัน ทีนี้หันมาดูการจัดตั้ง การจัดตั้งองค์กรนี้เพื่ออะไร เพื่อที่จะทำให้องค์กรนี้มีความเป็นเอกภาพ มีก้าวย่างที่พร้อมเพรียงกัน คือไม่ใช่บางพลีทำไปอย่างหนึ่ง บางบ่อทำไปอย่างหนึ่ง บางเมืองทำไปอีกอย่างหนึ่ง ต่างคนต่างทำ แล้วสมมุติ นปช. ทั้งประเทศ คนหนึ่งทำอย่างหนึ่งถามว่าเราจะสู้รบไหวไหม สู้รบไม่ได้ เหมือนเราร้องเพลง คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ต่างคนต่างร้องคนละเพลงแล้วมันจะได้เรื่องไหม พวกคุณต้องซ้อมร้องเพลงเดียวกัน เหมือนการจัดตั้งของเรา บางพลีทำไอ้นี่ บางบ่อทำไอ้โน่น แบ่งงานกันทำแต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำเดียวกัน นี่คือการจัดตั้ง เราต้องทำงานเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนอย่างพร้อมเพรียง อย่างมีพลัง เหมือนกับที่เขาพูดเรื่องไม้ไผ่นั่นแหละ
เพราะฉะนั้นสำหรับขบวนการของนักต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการต่อสู้ที่ต้องเผชิญความยากลำบากมาก หลีกเลี่ยงการจัดตั้งไม่ได้ การจัดตั้งจึงหมายถึงการนำที่เป็นเอกภาพ การขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ แล้วก็มีการแบ่งภาระหน้าที่ เหมือนเราบอกว่าวันที่ 24 เราจะจัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่อีกส่วนหนึ่งบอกว่าจะจัดที่ราชประสงค์ ถามว่าเขาคิดได้ไหม เขาคิดได้ มันก็ไม่เป็นเอกภาพ แต่ว่า นปช. ยังเป็นองค์การจัดตั้งที่ยังหลวม ยังมีพื้นที่แห่งความเป็นอิสระของพวกเราพอสมควร ต่อไปเราทำโรงเรียน เพื่อว่าตรงแกนกลางควรจะต้องเป็นเอกภาพ ออกจากแกนกลางมาเขาเรียกว่าแนวร่วมชั้นใน แนวร่วมชั้นในคือมิตรที่ใกล้ชิด แล้วแนวร่วมชั้นนอกก็ห่างออกไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องการจะพูดเริ่มต้นว่า พวกพี่น้องทั้งหลายมา ณ ที่นี้เพื่อเตรียมการจัดตั้ง ขอให้ทุกคนตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าพี่น้องมีจิตใจวิญญาณต้องการสู้รบให้ได้รับชัยชนะ
ปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะ
• ประการแรกต้องมีองค์ความรู้ มีหลักทฤษฎีที่ถูกต้องนำ
• ประการที่สองที่สำคัญ ก็คือมีการจัดตั้งองค์กรที่เข้มแข็ง
• ประการที่สาม คือ มีการนำที่ถูกต้อง
ต้องมีสามอย่าง การต่อสู้จึงจะได้รับชัยชนะได้ เพราะฉะนั้นการจัดตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อพูดถึงเรื่องการจัดตั้งเราก็จะอธิบาย การจัดตั้งมี 2 แบบ แบบหนึ่งจากบนลงมาล่าง แบบหนึ่งจากล่างขึ้นไป จากบนลงมาล่างเขาใช้ในเงื่อนไขอื่น ในเงื่อนไขอื่นของเราที่เราต้องทำจากล่างขึ้นไปบน สมมุติพี่น้องมวลชนเลือกแกนนำในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล แล้วแกนนำทั้งหลายมาประกอบเป็นอำเภอ หรือพี่น้องมีหลายกลุ่มเพราะว่าเป็นการจัดตั้งโดยธรรมชาติ แต่เราต้องการเอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาประสานกับการจัดตั้งด้วยเขตพื้นที่ เพื่อทำให้การจัดตั้งนั้นมีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและมีพลัง เอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาผนวกกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่ และถ้าเป็นไปได้ให้ทำจากล่างขึ้นบน แต่ในกรณีที่ทำจากบนลงล่างนั้นมันจะมี 2-3 อย่าง เช่น ในกรณีของการจัดตั้งที่มีลักษณะสู้รบสูง แล้วต้องการคนที่ไว้ใจได้มาร่วมกันอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งการคัดคนที่ไว้ใจได้ต้องมีมาตรฐานนะ ไม่ใช่คัดเพราะว่าคนนี้สนิทกับคนนั้น ต้องดูว่าเขาจะนำพาไปได้ นำพาไปในทางที่ถูกต้อง อีกอันหนึ่งก็คือการจัดตั้งจากล่างขึ้นบนคือพยายามให้กลุ่มต่าง ๆ หรือคนในชุมชนต่าง ๆ เลือกหัวหน้ากลุ่มขึ้นมา แล้วหัวหน้ากลุ่มก็มาประชุมรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นเราจะพูดโครงร่างของ นปช.
นปช. นั้นต้องการให้การจัดตั้งโดยธรรมชาติประสานกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่ในขอบ เขตทั่วประเทศ เราจะมีกรรมการภาค กรรมการภาคก็มาจากกรรมการจังหวัด กรรมการจังหวัดก็มาจากกรรมการอำเภอ แต่ว่าในบางจังหวัดทำไม่ได้ เพราะว่าบางอำเภอไม่มีแกนนำเลย แล้วแกนนำจำนวนมากอยู่ในอำเภอเมือง แล้วต่างฝ่ายต่างเคลื่อนไหว แปลว่าอำเภอเดียวมีหลายคน เพราะฉะนั้นเราก็ให้มันเป็นไปตามความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงนั้นถ้าเรามีหลายกลุ่มในอำเภอไหน ทำได้ไหมว่าให้จังหวัดสมุทรปราการมี 7 อำเภอ เพราะฉะนั้นคุณควรมีคณะกรรมการอย่างน้อยสัก 7 คณะ (มีมากกว่านี้ก็ได้) แล้ว 7 คณะนี้เลือกประธานมา 7 คนเพื่อเป็นคณะกรรมการจังหวัด แต่ทั้งหมดนี่อย่าละเลยกลุ่มต่าง ๆ ของพี่น้อง จริง ๆ ถ้าทำได้ ได้จากทุกกลุ่มมาจะดีมาก เราจะบอกเป็นแนวทางเท่านั้นว่า ถ้าเป็นไปได้ขอให้มีคณะกรรมการอย่างน้อย 6 อำเภอ แต่ว่าคณะกรรมการอำเภอนั้นจะมาจากชุมชนหรือมาจากกลุ่มที่พี่น้องทำกันก็ให้ เป็นไปตามความเป็นจริง มันไม่มีอะไรเกินกว่าความเป็นจริง ในบางพื้นที่ที่อาจารย์ธิดาไปตั้งไม่ได้เพราะว่ามีการแยกเป็นสองกลุ่ม สามกลุ่มชัดเจน ไม่ยอมกันเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็รอให้อำมาตย์มาปราบถึงจะยอมกระมัง
ขอให้พี่น้องทำตามความจริง ถ้าได้ประธานชุมชนมา (หมายความว่าประธานชุมชนเสื้อแดงนะไม่ใช่ประธานชุมชนที่เขาแต่งตั้ง) เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบลมา ประกอบกันเป็นกรรมการอำเภอก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็คือเป็นหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ มาประกอบ อย่างน้อยให้มีอำเภอละ 1 คณะ ถ้าอำเภอไหนเป็นอำเภอใหญ่ก็อาจจะเป็นคณะใหญ่ คณะให้มีมากขึ้น มีตัวแทนเข้าสู่กรรมการจังหวัดมากขึ้น เช่น อำเภอนี้มีเสื้อแดงมากแทนที่จะมีตัวแทน 1 คน ก็อาจจะให้มากกว่า 1 คน นี่จึงเป็นเพียงคำแนะนำแบบที่เรียกว่ายืดหยุ่นได้ตามความเป็นจริง ไม่สามารถที่จะบังคับให้ทำอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าพี่น้องสามารถปูพื้นฐานแนวทางว่า เรารวมกลุ่มกันเป็นคณะกรรมการสัก 7-8 คณะ แล้วกรรมการ 7-8 คณะที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ นั้นก็ได้กลายเป็นคณะกรรมการจังหวัด มันมีปัญหาอยู่ว่าบางที่กรรมการอำเภอเมืองมีกลุ่มมากและเป็นกลุ่มใหญ่ พี่น้องก็จัดการยืดหยุ่นเช่นตัวแทนให้มากสักหน่อยเวลามาเป็นกรรมการจังหวัด
ขอพูดถึงวิธีคิดในการนำ พี่น้อง การนำขอให้เป็นการนำรวมหมู่ หลายหัวดีกว่าหัวเดียว อย่าทำคนเดียว คิดคนเดียว หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นขอให้จำคำนี้ไว้ นำรวมหมู่ แบ่งงานกันทำ ไม่ใช่บางคนเอาแต่พูดไม่ทำงาน เราจะพบผู้นำบางส่วนพูดเก่ง แต่ไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นนำรวมหมู่ต้องแบ่งความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ ที่สำคัญก็คือทั้งหมดนี้ต้องมีวินัย สมมุติองค์กรนั้นตกลงอย่างใด พี่น้องต้องมีวินัย แหกมติไม่ได้ เพราะว่าขณะเป็นองค์กรจัดตั้งใหญ่ เช่น กรรมการจังหวัดสมุทรปราการลงมติว่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง กรรมการอำเภอก็ต้องรับเรื่องนี้ไปดำเนินต่อ แล้วออกมาเป็นเอกภาพอย่างนี้ถึงจะมีพลัง สมมุติตกลงว่ามีรัฐประหารแล้ว นปช. ต้องการให้จังหวัดรอบกรุงเทพฯ เป็นที่มั่นใหญ่ แปลว่าสมุทรปราการต้องรับหน้าที่จุดหนึ่ง ปทุมธานีจุดหนึ่ง นนทบุรีจุดหนึ่ง แล้วกรรมการจังหวัดแบ่งงานกันทำว่าจะทำอะไร มันต้องเป็นเอกภาพเหมือนเป่านกหวีดแล้วรู้ว่าใครต้องทำหน้าที่อะไร แต่ถ้าเกิดมีบางคนหรือบางกลุ่มไม่ปฏิบัติตามมติ ถามว่าอย่างนี้การสู้รบแพ้ไหม แพ้แน่นอน รอบก่อนที่ปี 53 เราไม่มีมติพูดเรื่องสีลมเลย มีแกนนำเราคนหนึ่งไปพูดว่าเราจะไปสีลมเท่านั้นแหละทหารมาเต็มเลย หรือว่าเรามีมติไม่ไปบุกรัฐสภา แกนนำเราคนหนึ่งดันเข้าไปที่รัฐสภา คราวนี้รุ่งขึ้นประกาศ พรก.ฉุกเฉินเลย อาจารย์กำลังจะอธิบายว่าวินัยสำคัญที่สุด ตกลงอย่างไรต้องเป็นแบบนั้น ไม่ใช่เขายังไม่มีมติดันไปพูดแล้วทุกอย่างเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ มีการสู้รบ
ขณะนี้ก็เท่ากับอยู่ในบรรยากาศสู้รบแล้ว เพราะว่าเขาสู้รบหลายแนว แนวศาลก็มี แนวองค์กรอิสระก็มี แนวพรรคการเมือง แนวมวลชน แนวกองทัพ แนว กอ.รมน. ออกมาหมดเลยแล้ว แต่ถ้าพวกเราเสรีไม่มีวินัย ไม่ทำตามมติ เสียหาย เพราะฉะนั้นจึงขอเรียกร้องพี่น้องว่า เมื่อพี่น้องทำการจัดตั้งมีการแบ่งภาระหน้าที่กันทำ ที่จะฝากเอาไว้คือ หัวใจสำคัญยิ่งของการต่อสู้ของประชาชนคือวินัย แล้วในกลุ่มองค์กรของเราก็ต้องมีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นหัวหน้าทำตามใจชอบของตัวเองโดยไม่ฟังคนอื่น แต่เมื่อพูดคุยตกลงกันแล้วว่าจะทำอะไรต้องทำตามนั้น ไม่ใช่ไม่ปฏิบัติตามเสียงส่วนใหญ่ เมื่อเสียงส่วนใหญ่บอกอย่างนี้เราพยายามอภิปรายแต่ต้องเปิดโอกาสให้อภิปราย ไม่ใช่ว่าสมมุติประธานยัดลงไปเลยว่าต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ท่วงทำนองประชาธิปไตย ในเมื่อเราต้องการประชาธิปไตย วิธีการของเราก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยรวมศูนย์ ก็คือพี่น้องออกความคิดเห็นกันเต็มที่ เอาจังหวัดสมุทรปราการก่อน ความคิดเห็นจากบางพลี บางบ่อ บางเสาธง มาที่คณะกรรมการจังหวัดสมุทรปราการ แล้วคณะกรรมการจังหวัดต้องฟังว่าพี่น้องกลุ่มต่าง ๆ เขาคิดอย่างไรในประเด็นนี้ ถกเถียงกัน แล้วพอมีมติทุกกลุ่มทำตาม ไม่ใช่ว่ากลุ่มบางเสาธงบอกว่าไม่ไดเคิดอย่างนี้เสนอแตกต่างจากกลุ่มอื่น เพราะฉะนั้นผมไม่ทำ อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่มีการจัดตั้งหรือไร้การจัดตั้ง เพราะว่าถ้าคุณจัดตั้งเป็นคณะกรรมการแล้ว ถ้าเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรคุณต้องทำ ยกเว้นว่าถ้ามันเสียหายจริง ๆ คุณมีอีกช่องทางหนึ่ง ยื่นเสนอต่อแกนนำ นปช.ส่วนกลางเพื่อให้แก้ปัญหา หรือมิฉะนั้นก็คุยกับที่ปรึกษา คุยกับ สส.ว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกแยกอยากให้ที่ปรึกษาช่วยคิดด้วย และขอฟังความคิดเห็นของที่ปรึกษาหรือส่วนกลางเพื่อมาทำให้มันดีขึ้นกว่านี้ แต่ในที่นี้เปลว่าเราต้องไม่จุกจิกนะ ไม่ใช่เรื่องหนึ่งเรื่องใดเรื่องเล็กก็เอาเป็นเอาตาย เรื่องเล็ก ๆ เราก็ต้องข้ามไป เพราะในภาษาเขาเรียกว่า “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” คือเอาเรื่องดีที่เราร่วมกันได้เป็นหลัก บางอย่างต่างกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าไปเอาตายเอาเป็นกับเรื่องเล็ก แล้วที่สำคัญก็คือท่าทีต่อพี่น้องด้วยกัน ต้องเป็นท่าทีมิตรไม่ใช่ท่าทีศัตรู ประเภทออกอากาศด่ากันไม่ถูก เราเห็นแตกต่างกันเราก็คือมิตร หรือเสื้อแดงหรือ นปช. บางทีเห็นไม่ตรงกับพรรค พรรคเพื่อไทยอาจจะคิดอย่างหนึ่ง คนเสื้อแดงอาจจะคิดอย่างหนึ่ง แต่ถามว่าเราคืออะไร เราคือมิตรกัน ที่เราถูกกระทำจากระบอบอำมาตย์ด้วยกัน ถ้าสมมุติว่าเราทะเลาะกันหรือใช้ท่าทีเป็นศัตรู ด่าว่าพวกกันเอง ทำลายน้ำใจ ทำลายกำลังใจ แล้วบ่อนทำลายการนำ ในที่สุดท่าทีแบบนี้จะทำให้ขบวนพัง
เพราะฉะนั้นความจริงเรื่องมันยาวแต่ก็พยายามผนวกเรื่องสำคัญ ๆ ที่มาพูดในที่นี้ว่าการจัดตั้งสำคัญอย่างไร เป็นปัจจัยสำคัญให้ได้รับชัยชนะ และในการจัดตั้งนั้นต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตยแต่ต้องมีการรวมศูนย์ตัดสิน ใจ และรวมศูนย์จากส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่ง นปช. และต่อไปพวกเราก็จะต้องเข้าไปเป็นแกนนำส่วนกลาง แกนนำส่วนกลางที่มีอยู่แม้กระทั่งอาจารย์ธิดาเอง ถ้าการต่อสู้ยืดยาวแกนนำส่วนกลางส่วนหนึ่งอาจจะต้องไปทำภาระหน้าที่อื่นก็ ได้ หรือบางคนอาจจะถอดใจหรือเลิกต่อสู้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา มันต้องมีเลือดใหม่ และต้องเป็นเลือดที่ดี เลือดที่เข้มแข็งเข้าไปแทน และอีกอย่างก็คือเป็นวิธีการประชาธิปไตยก็คือว่า ให้ได้แกนนำที่มาจากการต่อสู้ของประชาชนจริง ไม่ใช่แกนนำเพราะว่าส่งมา อันนี้ต้องค่อย ๆ แก้แต่ในตอนแรกเราไม่ได้สมบูรณ์ ต่อไปมันก็จะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ
ทีนี้ก็ ในที่นี้ก็ต้องบอกว่าการจัดตั้งสำคัญ ต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตย และเมื่อรวมศูนย์มีมติอย่างไร ต้องไม่เสรี ต้องมีวินัย ต้องขึ้นต่อ คำว่าขึ้นต่อไม่ใช่ขึ้นต่อบุคคล แต่ขึ้นต่อการนำรวมหมู่ ขึ้นต่อหลักการ แล้วไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช.สมุทรปราการ พอมีใครยื่นขนมมา มีองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่งเขาบอกว่าคุณจะได้อย่างนั้นคุณจะได้อย่างนี้ ก็ยกเข้าไปเลย ยกตัวเองไม่พอยกมวลชน ยกมวลชนตัวเองไม่พอ เอาเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มอื่นเข้าไปร่วมด้วย นี่ยกตัวอย่าง อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการทำลาย แต่ถ้าหากว่าใครที่มีความแตกต่างทางความคิดทางอุดมการณ์จริง ๆ เขาก็แยกไปตั้งองค์กรใหม่ไม่มีปัญหา 24 มิถุนาของคุณสมยศก็ไม่ใช่ นปช. แดงสยามก็ไม่ใช่ นปช. ก็ต่างคนต่างทำ ไม่เป็นไร อย่างนี้แสดงว่าเป็นการแยกโดยความคิดที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เป็นการแยกเพื่อทำลาย ตรงข้ามคนที่ไม่แยก ด่าเช้าด่าเย็นอยู่ในองค์กรนี่แหละ พวกนี้แหละทำลาย แต่ถ้าเขาเชื่อและเขาก็แยกไปทำของเขาต่างหากแล้วเป็นมิตรจับมือกันก็เข้ม แข็ง แต่ไอ้อยู่ข้างในนี่แหละ ด่าเช้าด่าเย็น ด่าในเน็ตบ้าง ด่าอะไรบ้าง แล้วโกหกพกลมทำตัวเหมือนศัตรู อาจารย์ธิดาขอไว้เลยอย่าทำเป็นอันขาด แต่นี่มักจะไม่เกิดกับรากหญ้า จะเกิดกับปัญญาชนเพราะเสรีไร้วินัยคือคิดว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกคนเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องใช้การจัดตั้งเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็ง เราจะเลิกความคิดที่ว่าตัวเองเก่งเขาเรียกว่า ลัทธิวีรชนเอกชน คนเดียวเก่ง ไม่มีทาง หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็ขอฝากไว้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ ก็ต้องขอขอบคุณ
Tuesday, August 14, 2012
สมยศ พฤกษาเกษมสุข: คุกตะราง กับบาดแผลและตราบาปของสังคมไทย (1)
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-08-13 23:49
มนุษย์ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากเสรีภาพ
ซึ่งเป็นหลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
พัฒนาการของมนุษย์เป็นการต่อสู้ดิ้นรนจากการถูกจำกัดมาสู่อิสระเสรี
การจำกัดเสรีภาพจึงต้องมีขอบเขตจำกัดและควบคุมมนุษย์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำ
เป็นเท่านั้น โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และสันติสุขของสังคม
มนุษย์เกิดมาย่อมปรารถนาชีวิตที่ดี มีเสรีภาพเต็มที่ การจองจำติดคุกตะราง สูญเสียอิสรภาพย่อมหมายถึงการลดทอนความเป็นมนุษย์ลงไป
คนคุกหรือนักโทษคือ อาชญากรที่ฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นกติการ่วมกันของสังคม
นักโทษเหล่านี้ย่อมได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง
แม้กระนั้นจำนวนนักโทษมิได้ลดลงแต่อย่างใด กลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น
และถึงแม้จะมีการสร้างคุกตะรางมากขึ้น ก็ยังไม่พอรองรับการขยายตัวของนักโทษ
จนแต่ละคุกแออัดยัดเยียดแน่นขนัด
สภาพความเป็นอยู่ของนักโทษจึงเลวร้ายไม่ต่างไปจากไก่ในเข่งที่ส่งไปเชือด
หรือหมาในกรงขังที่ส่งไปขายที่เวียดนาม
นักโทษส่วนใหญ่เป็นคนยากจน
เป็นชนชั้นล่างของสังคมถูกจับเข้าคุกด้วยข้อหาลัก-ชิง-ปล้นทรัพย์ หลอกลวง
ฉ้อฉล ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
อาชญากรเหล่านี้สะท้อนปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม กล่าวคือ เป็นคนว่างงาน
ยากจน จึงต้องทำผิดกฎหมายเพื่อความอยู่รอดของตนเอง
การจับคนเหล่านี้เข้าคุกตะพึดตะพือไม่ได้แก้ปัญหาอาชญากรรมแต่อย่างใด
กลับเพิ่มความรุนแรง และความสามารถในการกระทำความผิดได้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก
นักโทษหลายคนเดินเข้า-ออกคุกเป็นว่าเล่น
ไม่ได้เข็ดหลาบหรือสะทกสะท้านสภาพการถูกจองจำอันเลวร้ายในคุกแม้แต่น้อย
บางคนปล่อยตัวได้เพียง 5 วันก็กลับเข้ามาอีก
มาดี บุญช่วย ชาวศรีสะเกษ วัย 56 ปี
เป็นนักโทษที่เข้า-ออกเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถึง 5 ครั้งด้วยกัน
ครั้งหลังสุดเข้าไปในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น หยิบบะหมี่สำเร็จรูป 5 ซอง
เดินออกจากร้านไปยืนรอให้ตำรวจมาจับกุม
เข้ามาขังอยู่ในคุกอย่างน้อยที่สุดก็มีที่ซุกหัวนอนและมีข้าวกิน
อีกจำนวนมากที่ถูกคุมขังเป็นนักโทษ
ซึ่งถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามหลักสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่า
“ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย
ไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด
แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น
เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้”
นั่นเป็นถ้อยคำสวยหรู
เป็นการยอมรับหลักการสิทธิมนุษยชนที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ
แต่ทว่าในความเป็นจริง ศาลมักจะไม่ให้สิทธิการประกันตัว
หรือการปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ หนึ่ง
คดีมีโทษสูงกลัวการหลบหนี เป็นเหตุผลครอบจักรวาล
เพราะเป็นเพียงการใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษา
จึงมักปรากฏว่าหากจะได้รับการประกันตัว ตามหลักสิทธิมนุษยชนต้องมีการ
“วิ่งเต้น” จ่ายเงินใต้โต๊ะ ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาช้านาน สอง
ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีหลักทรัพย์ หรือมีบุคคลน่าเชื่อถือค้ำประกัน
ดังนั้นคนยากจนย่อมต้องถูกคุมขัง ไม่ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนคนรวยมักจะได้รับสิทธิกันง่ายดาย
1. นายประสิทธิ์ วัชรบัณฑิตย์
เป็นวิทยากรบรรยายธุรกิจขายตรงให้กับบริษัทอีซี่เน็ตเวิร์คมาเก็ตติ้ง
ถูกกล่าวหามีความผิดตามพรบ.ขายตรง
และพรก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
ถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพกับพวกรวม 13 คน
บริษัทดังกล่าวชักชวนและจูงใจให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังการบรรยาย อบรม
เพื่อลงทุนซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น ข้าวสาร กาแฟ บะหมี่สำเร็จรูป
ฯลฯ โดยคิดมูลค้าการลงทุนซื้อเป็นหุ้น
และจ่ายผลตอบแทนเงินปันผลในจำนวนที่สูงขึ้นภายในระยะเวลา 6 เดือน
เขาเป็นนักโทษถูกขังอยู่ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ปัจจุบันอายุ 65 ปี
ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน เคยผ่าตัดบายพาสและบอลลูน 2 ครั้ง
คดียังอยู่ในระหว่างการไต่สวนของศาลมา 4 ปีแล้ว ยังไต่สวนไม่เสร็จ
ได้ขอใช้สิทธิประกันตัว พร้อมหลักทรัพย์ตามเกณฑ์กำหนดมา 9 ครั้งแล้ว
ศาลไม่อนุมัติ ช่วง 4 ปีในคุกบุตรสาวล้มป่วยจนเสียชีวิต
โดยที่นายประสิทธิ์ไม่สามารถไปร่วมงานศพของลูกสาวได้
2. นายมานพ เอี่ยมสะอาด ผู้ต้องหาในความผิดตามพรบ.ขายตรง
และพรก.กู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ในคดีเดียวกันกับนายประสิทธิ์และพวก
13 คน ตำรวจจับกุมตัวเขาได้ และส่งตัวขังคุก เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555
ได้รับการประกันตัวปล่อยออกไป เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555
3. นายประภากร วรวรรณ ณ อยุธยา
ผู้ต้องหาในความผิดฐานลักทรัพย์บัตรเครดิตผู้อื่น
นำไปใช้ชำระซื้อสินค้าลงชื่อในบันทึกการขาย เป็นการปลอมเอกสารสิทธิ
ศาลตัดสินจำคุก 3 กระทง กระทงละ 2 ปี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษหนึ่งในสาม รวม 4
ปี 16 เดือน
นายประภากรต่อสู้คดี นำสืบเป็นราชนิกูล ร่ำรวยมาก
ไม่มีความจำเป็นลักทรัพย์ แต่ที่กระทำลงไป เพราะมีจิตบกพร่อง
หรือโรคจิตที่เรียกว่า “Bipolar Disorder” มีหลักฐานเป็นเวชระเบียบ
และนายแพทย์โรงพยาบาลวิชัยยุทธ มาเบิกความว่านายประภากรป่วยทางจิต
อารมณ์แปรปรวน หากอาการกำเริบไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตนเอง
ศาลวินิจฉัยว่านายประภากรประกอบอาชีพขายน้ำหอมที่ห้างมาบุญครอง
สามารถอธิบายสินค้าและเจรจาต่อรองได้ ทำความผิดด้วยการใช้อุบาย
ระหว่างสอบสวนโต้ตอบได้
ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ากระทำความผิดเพราะจิตบกพร่อง ตามมาตรา 65
ประมวลกฎหมายอาญา
ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2555 นายประภากรยื่นคำร้องขอประกันตัว
ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์ว่าเป็นโรคจิตประเภทอารมณ์แปรปรวน ทำความผิดหลายครั้ง
สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของแพทย์ หากปล่อยตัวชั่วคราวจะเป็นอันตรายต่อสังคม
และกลัวการหลบหนี จึงไม่อนุญาตประกันตัว
นายประภากรถูกคุมขังมา 2 ปี
ไม่มีญาติมาเยี่ยมเยือนปล่อยให้เป็นนักโทษราชนิกูลอนาถา
ทำให้ขาดโอกาสการรับการรักษาพยาบาลให้หายขาดเป็นปกติได้
4. นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ
(นปช.) ถูกกล่าวหาก่อการร้าย
ยุยงปลุกปั่นประชาชนก่อความวุ่นวายหลายครั้งด้วยกัน
หลบหนีการจับกุมเป็นเวลา 1 ปี กลับเข้ามามอบตัวถูกจับขังคุกเมื่อ 7 ธันวาตม
54 ได้รับสิทธิการประกันตัวออกไปเมื่อ 28 ธันวาคม 2554
5. นายสุรภักดิ์ อายุ 41 ปี
สมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความในเครือข่ายสังคมออนไลน์ Facebook จำนวน 5 ครั้ง
ถูกจับเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2554 นายสุรภักดิ์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ยื่นคำร้องขอประกันตัว 5 ครั้ง ศาลไม่อนุญาตเกรงว่าจะหลบหนี
6. สนธิ ลิ้มทองกุล
ถูกกล่าวหาร่วมกันทำรายงานการประชุมกรรมการบริษัทเป็นเท็จเกี่ยวกับการค้ำ
ประกันเงินกู้กับธนาคารกรุงไทย 6 ครั้ง เป็นเงิน 1,078 ล้านบาท
โดยไม่ทำรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์เป็นการลวงนักลงทุน ศาลพิพากษาจำคุก 85 ปี
นายสนธิรับสารภาพ ลดโทษเหลือ 42 ปี แต่กฎหมายลงโทษสูงสุด 20 ปี
แต่นายสนธิได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 10 ล้านบาท
ระยะเวลา 1 ปี ที่ผมถูกคุมขัง เป็นนักโทษการเมืองตั้งแต่วันที่ 2
พฤษภาคม 2554 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้เจอะเจอผู้ถูกกล่าวหาถูกคุมขัง
ได้รับทราบจากการบอกเล่าโดยตรงว่า
สำหรับคนร่ำรวยอยู่คุกไม่กี่วันได้รับสิทธิประกันตัวด้วยเงินที่ต้องจ่ายใต้
โต๊ะกันรายละ 1-5 ล้านบาท
ส่วนหลักทรัพย์เป็นไปตามกฎเกณฑ์กำหนดจากโทษที่ระบุไว้ในกฎหมาย เช่น โทษ 1
ปี ต้องใช้หลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท โทษ 10 ปีก็ต้องใช้หลักทรัพย์ 1
ล้านบาท เป็นต้น
ในส่วนของผู้พิพากษายังไม่มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส
ไม่ต้องแสดงทรัพย์สินก่อนและหลังรับตำแหน่ง
ไม่มีการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติ เหมือนกับฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร
กระบวนการยุติธรรมจึงเต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น กินสินบาทคาดสินบน
ใช้อิทธิพล เส้นสายช่วยเหลือผู้กระทำความผิด
ตลอดจนใช้เป็นช่องทางกลั่นแกล้งทางการเมืองและการละเมิดสิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน “จริยธรรม” และ “ศีลธรรม” เป็นเพียงการแอบอ้าง และการโฆษณาชวนเชื่อ
เพื่อให้ตนเองอยู่เหนือประชาชน เป็นพวกอภิสิทธิ์ชนในสังคม
อีกประเภทหนึ่งของคนไร้สิทธิเสรีภาพโดยสิ้นเชิง
คือผู้ถูกกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา
ที่จะไม่มีโอกาสได้รับสิทธิประกันตัว เว้นแต่บุคคลที่เป็นนักการเมือง
หรือผู้มีอิทธิพลก็จะเป็นข้อยกเว้นให้ได้รับการประกันตัวเช่นกัน
การไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว เท่ากับเป็นการมัดมือชกผู้ถูกกล่าวหา
ไม่สามารถต่อสู้คดีอย่างเที่ยงธรรม ตามหลักนิติธรรม
ผู้ถูกกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องยอมรับสารภาพใน
ภาวะการถูกบีบบังคับเพื่อรับโทษกึ่งหนึ่ง และขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป
ทุกวันนี้เราจึงมีนักโทษทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้กระทำความผิดจริง
เป็นผู้ถูกกักขังอยู่ในคุกทั่วประเทศ 142 แห่ง เป็นจำนวน 2.8 แสนคน
ในจำนวนนี้ 40% หรือราว 80,000 คน
เป็นผู้ต้องขังอยู่ในระหว่างการไต่สวนของศาล ซึ่งยังไม่มีความผิด
แต่ถูกกระทำเสมือนผู้กระทำผิดไปแล้ว
คุกตะรางและเหล่านักโทษที่มีชีวิตเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน
คือบาดแผลอักเสบของสังคมไทย
ตราบเท่าที่สังคมยังมีชนชั้นและความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ยังมีคนรวยล้นฟ้า
และคนจนต่ำติดดิน คนรวยมีอำนาจอิทธิพลต่อกระบวนการยุติธรรม
จึงได้รับสิทธิพิเศษเป็นอภิสิทธิ์ชน
กฎหมายและศาลมีไว้เพื่อปกป้องทรัพย์สินคนรวย
คุกตะรางนอกจากมีไว้กักขังพวกที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรที่เป็นอันตรายต่อ
สังคมแล้ว คุกตะรางยังมีไว้เพื่อกลั่นแกล้งผู้บริสุทธิ์
ใช้เป็นเครื่องมือปิดหูปิดตาประชาชน
เพื่อความมั่นคงของอำนาจรัฐเผด็จการอีกด้วย
(ติดตามอ่านตอนต่อไป)










