WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 16, 2012

ว่าด้วยบักโฮมผีบ้า “เหยื่อ” ของความขัดแย้งทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

 

ที่จะเขียนต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นการวิจารณ์วรรณกรรม เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องวรรณกรรม เพียงแต่อยากจะบอกว่าผมรู้สึกอย่างไรกับความคิดที่เสนอผ่านเรื่องสั้น “บุญโฮมผีบ้า” ซึ่งเป็นหนึ่งในรวมเรื่องสั้น “กลับบ้านเก่า” ของสมภาร พรมทา

ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.stc.arts.chula.ac.th/WisdomMag/index.html
บักโฮมผีบ้าเป็นเรื่องราวชีวิตอันน่าเศร้าของคนที่เราบอกไม่ถูกว่า เขาเกิดมาเพื่อตกเป็น “เหยื่อ” หรือว่าเขาถูกระบบสังคมทำให้ต้องกลายเป็นเหยื่อกันแน่ เรารู้เรื่องราวของเหยื่อที่ชื่อบุญโฮม หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกเขาว่า “บักโฮมผีบ้า” จากคำบอกเล่าของตัวละครที่เป็นครูบ้านนอก ซึ่งเป็นเพื่อนของบุญโฮมมาตั้งแต่วัยเด็ก
พิจารณาจากบุคลิกภาพ จะเห็นว่าบุญโฮมเป็นคนหัวไม่ดี ตอนเรียนประถมสอบตกซ้ำชั้นบ่อยๆ จบประถมหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ออกโรงเรียน” มาได้ก็ถูกล้อว่า “เอาไก่แลกออก” เพื่อนที่เป็นครูในหมู่บ้านเดียวกันบรรยายบุคลิกภาพในวัยเด็กของบุญโฮมว่า
บางวันในห้องเรียน เวลาทำข้อสอบ เช่นเลข ผมเห็นบุญโฮมนั่งคิด สายตาเหม่อลอย ปากอมดินสอ หน้าตาเหมือนคนหมดทางไป แต่ก็ไม่เป็นทุกข์ ดวงตาของบุญโฮมถ้าใครได้เห็นใกล้ๆ อย่างผม จะรู้ว่าเป็นดวงตาที่ซื่อใสเหมือนดวงตาของหมาน้อยอายุสักสามเดือน (ขออภัยผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ) หมานั้นเวลาถูกเจ้าของตีไม่ว่าจะหนักหนาอย่างไร มันก็ไม่เคยแสดงอาการโกรธแค้นเจ้าของ เวลาที่บุญโฮมถูกพ่อตี ผมก็รู้สึกอย่างเดียวกันนั้น
การเป็นคนป้ำๆ เป๋อๆ ของบุญโฮม อาจไม่ได้มาจากธรรมชาติทางชีววิทยา หรือว่าความเป็นคนสมองทึบเป็นด้านหลัก แต่สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการทารุณกรรมของพ่อขี้เมา อารมณ์โมโหร้าย เมื่อเมามาก็มักจะมาลงที่บุญโฮมเป็นประจำ ความจริงอันน่าเศร้าอย่างแรกคือบุญโฮมกลายเป็นเหยื่ออารมณ์ร้ายของพ่อตนเอง อย่างที่สองคือเขาตกเป็นเหยื่อของชาวบ้าน ถูกชาวบ้านเรียกว่า “บักโฮมผีบ้า” ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เดินไปไหนในหมู่บ้านก็มักจะถูกเด็กๆ ปาก้อนหินใส่ ในที่สุดเขาก็ไปปลูกกระท่อมอยู่ที่ทุ่งนาใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงที่ชาวบ้าน เรียกว่า “อีกืก” (หญิงใบ้) ที่ว่ากันว่าเคยเป็นโสเภณีอยู่ในเมือง ต่อมาติดโรคที่รักษาไม่หาย เขาเลยเอามาปล่อยในหมู่บ้าน และกลายมาเป็นเมียของบุญโฮม
แล้วชะตากรรมก็เล่นตลกกับบุญโฮมไม่เลิก เมื่อเขาต้องกลายมาเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องราวมีว่า ผู้ใหญ่บ้านได้รับคำสั่งจาก “ท่าน ส.ส.” ให้หาคนในหมู่บ้านไปร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ 20 คน แต่หาคนได้ไม่ครบในที่สุดก็พาบุญโฮมไปด้วย เขาไม่รู้ว่าไปทำอะไร จะได้หรือไม่ได้อะไร เขารู้สึกดีใจหน่อยตอนที่ผู้ใหญ่บ้านขอตัวกลับก่อนแล้วทิ้งเงินไว้ให้คนละ 300 บาทต่อวัน รู้สึกเขาจะได้ราวๆ 900 บาท เป็นเงินก้อนแรกที่เขามีโอกาสได้จับในชีวิต เขาอยู่ในที่ชุมนุมโดยไม่รู้เรื่องอะไร แต่ที่เขาช่วยอะไรได้บ้างคือช่วยดูแลลุงใสขี้เมาที่บังเอิญเป็นไข้ในระหว่าง ชุมนุม ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลุงใสนั้นเคยรังเกียจความเป็น “บักโฮมผีบ้า” ของเขามากเพียงใด เพื่อนของเขาเล่าฉากสุดท้ายของชีวิตบุญโฮมว่า
คืนสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย เปลวไฟรอบๆ เริ่มสงบลงมาก เหลือเพียงควันสีดำๆ และฝุ่นผงที่ลอยกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ลุงใสไข้ขึ้น กินยาแล้วยังไม่ดี ตอนนั้นบุญโฮมต้องนอนอยู่ข้างแก ตกดึกผมกำลังจะเคลิ้มหลับ คลับคล้ายคลับคลาว่าลุงใสแกปวดท้องจะเข้าส้วมแต่ลุกไม่ได้ แกตะโกน “บักผีบ้า พากูไปส้วมเร็ว ขี้จะแตก” บุญโฮมลุกขึ้น เอามือช้อนไปที่ใต้รักแร้ของลุงใส แล้วหิ้วแกขึ้นเหมือนหิ้วของเบาๆ เนื่องจากร่างกายของเขาใหญ่โตแข็งแรง และลุงใสผอมกะหร่องอย่างนั้น ผมมองตามไปสักพักก็เห็นสองคนนั้นล้มลงเต็มแรง ลุงใสด่า “บักห่าเอ๊ย พากูล้ม มึงไม่มีตาหรือไงวะ” แต่ร่างของบุญโฮมที่ล้มไปนั้นไม่ไหวติง ลุงใสที่นอนอยู่พยายามเอาตีนไปกระทุ้ง “ลุกๆ บักผีบ้า” ไม่มีเสียงตอบ ผมเอะใจ จึงถลันไปที่ร่างนั้น บุญโฮมนอนคว่ำหน้า เมื่อผมกับเพื่อนครูอีกคนช่วยกันพลิกร่างของเขากลับมาในท่านอนหงาย ผมก็ตกใจสุดขีด ที่หน้าผากของเพื่อนผู้อับโชคของผมมีรอยกระสุนและคราบเลือดตรงปากทางกระสุน นิดหน่อย แต่บริเวณท้ายทอยที่มือของผมกำลังอุ้มประคองอยู่นั้น ผมสัมผัสได้ถึงเลือดที่เหนียวเหนอะนองเต็มไปหมด สองตาของเพื่อนยังเปิดอยู่ ดวงตานั้นยังใสซื่อเหมือนเมื่อก่อน ต่างเพียงตอนนี้ดวงตาคู่นี้กำลังอยู่ในร่างที่ไร้วิญญาณ
ผมอ่านเรื่องสั้น “บักโฮมผีบ้า” จบลงด้วยความรู้สึกหดหู่ บอกไม่ถูกว่าโลกของความเป็นจริงกับโลกในนิยายอันไหนน่าเศร้ามากกว่ากัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตที่ตกเป็น “เหยื่อ” ในแทบทุกสังคมนั้นมีอยู่จริง คนอย่างบุญโฮม ก็ไม่ใช่คนที่เราไม่อาจพบได้ในโลกของความเป็นจริง
จะว่าไปแล้ว โลกในความเป็นจริงอาจโหดร้ายกว่าโลกในนิยายด้วยซ้ำ อย่าง 6 ศพที่วัดปทุมพวกเขาคงไม่ได้เขียนนิยายให้ตนเองต้องมาปิดฉากลงเช่นนั้น แต่มีคนอื่นเขียนฉากสุดท้ายของชีวิตพวกเขา หรือแม้แต่ เสธ.แดงที่เราเห็นได้ชัดว่าเขาเลือกที่จะกำหนดบทบาทของเขาเอง ไม่ได้ถูกใครจูงจมูก แต่แน่นอน เขาไม่เขียนนิยายชีวิตของตนเองให้ต้องปิดฉากลงเช่นนั้น คนอื่นเป็นคนเขียน 6 ศพที่วัดปทุม เสธ.แดง หรือรวมแล้ว 98 ศพ พวกเขาคือ “เหยื่อ” ของใครหรือระบบอำนาจใดก็ตามที่เป็นผู้เขียนฉากสุดท้ายของชีวิตพวกเขา
ผมสนใจมุมมองบางอย่างที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครผู้เล่าเรื่องราวชีวิตของบุญโฮม ตอนหนึ่งตัวละครนี้พูดถึงจุดยืนทางการเมืองของตนเองว่า
ผมไม่ใส่เสื้อสีไหนทั้งนั้น แต่ลึกๆ นั้น ผมเองว่าไปแล้วค่อนข้างเอนเอียงมาทางแดง เพราะรู้สึกว่าเหลืองนั้นในช่วงหลังๆ มีหลายเรื่องที่ผมเห็นว่าอธิบายด้วยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ แต่หากกล่าวถึงแกนนำทั้งเหลืองทั้งแดง ผมไม่ไว้ใจฝ่ายไหนทั้งนั้น คนที่เป็นแกนนำในทางการเมืองบ้านเรา นับร้อยทั้งร้อยเป็นคนที่สืบประวัติได้ทั้งหมดว่า เคยเคลื่อนไหวมาก่อนทั้งสิ้น แกนนำแบบนี้ผมมองว่าเหมือนคนติดยาเสพติด การเมืองเป็นยาเสพติดอย่างหนึ่ง เมื่ออยู่ใกล้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยั่วยวน คนพวกนี้ก็จะอดไม่ได้ และที่น่าเศร้าก็คือคนพวกนี้แหละที่พาผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายไปล้มตายมานักต่อ นักแล้ว
หลายคนอ่านประโยคสุดท้ายแล้วอาจโกรธจน “ของขึ้น” เพราะคำว่า “แกนนำพาคนไปตาย” เป็นวาทกรรมทางการเมืองที่เถียงกันได้มาก บ้างก็มองว่ามันไม่แฟร์เพราะเป็นการลงโทษฝ่ายที่ไม่ได้ลงมือฆ่ามากกว่า ไม่ได้โทษความผิดของฝ่ายที่ลงมือฆ่าไปแล้ว และไม่มีความหมายในเชิงว่าจะมีแนวทางป้องกันฝ่ายที่ลงมือฆ่าไปหลายต่อหลาย ครั้งแล้วไม่ให้ฆ่าอีกได้อย่างไร
วาทกรรมนี้หากจะมีเหตุผลอยู่บ้างก็ในแง่ของการเรียกร้องความรับผิดชอบจาก แกนนำให้ถือว่า การปกป้องชีวิตของมวลชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดกว่าชัยชนะทางการเมือง จำได้ว่าผมเคยเขียนบทความชื่อ “แกนนำ นปช. อย่าพาคนไปตาย” ลงประชาไทวันที่ 16 เม.ย.53 (ในเวลานั้น อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ออกมาเตือนประมาณว่า “เพียงเพื่อให้ได้การเลือกตั้ง ตาย 1ศพ ยังไงก็ไม่คุ้ม นี่ตั้ง 25 ศพแล้วจะบวกอีกเท่าไรยังไม่ทราบ ถ้าไม่เปลี่ยนยุทธวิธีต่อสู้”) ในบทความนั้นเนื้อหาไม่ได้มุ่งตำหนิแกนนำ แต่ผมเห็นว่า ในขณะนั้นแกนนำสามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่า หากไม่หาทางคืนสู่โต๊ะเจรจาให้ได้ และยังเดินเกมกดดันต่อไปเช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้น!
ส่วนเรื่องไม่เลือกสีเพราะไม่ไว้ใจแกนนำนั้น มีหลายคนที่คิดเช่นนั้น ผมเคยสัมภาษณ์หลวงพี่ไพศาล วิสาโล ท่านก็ตอบแบบนี้ บางคนนั้นถึงขนาดอึดอัดไม่อยากแสดงความเห็นทางการเมือง เพราะกลัวถูกผลักไปเป็นสีนั้นสีนี้ เหตุผลของแต่ละคนก็ต่างกันไป บางคนไม่เลือกสีแต่ก็พยายามเข้าใจและเคารพเหตุผลของทุกสี บางคนไม่เลือกเพราะรังเกียจหรือเบื่อหน่ายทุกสี บางคนไม่เลือกเพราะเห็นว่าทุกสีต่างก็ “ไม่บริสุทธิ์” เพราะต่างมี “วาระซ่อนเร้น” ของตนเอง หรือต่างตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และอำมาตย์ หรือกระทั่งมองว่าพวกเลือกสีไม่รู้ประชาธิปไตย ไม่ได้สู้ด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยจริงๆ พวกนี้ก็จะพยายามมาเทศนาให้ทุกสีลดพฤติกรรมก้าวร้าว หยาบคาย หันมาเจรจาด้วยเหตุผล รับฟังกันและกัน ฯลฯ แต่ไม่รู้ว่า พวกเขามีข้อเสนออะไรที่จะแก้ระบบอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ส่วนตัวผมนั้นเห็นว่า เหตุผลเรื่องไม่ไว้ใจแกนนำนั้น เป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักมากนัก ผมคิดตรงไปตรงมาว่า แกนนำก็คือคนที่แสดงบทบาทหนึ่งในการต่อสู้ทางการเมืองตามความสามารถที่เขามี ส่วนที่คนออกมาร่วมต่อสู้จำนวนมากนั้น ขึ้นอยู่กับว่า “วาระทางการเมือง” ที่แกนนำเสนอประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่จริงสามารถปลุกเร้า มโนธรรมทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด ถึงที่สุดแล้วการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองก็ไม่ได้ผูกอยู่กับแกนนำ และแกนนำแต่ละยุคก็ไม่ใช่คนที่ดีหรือเลวบริสุทธิ์
บางคนชอบนำ “สามเกลอหัวขวด” ไปเปรียบเทียบกับแกนนำยุค 14 /6 ตุลา เพื่อสรุปว่าแกนนำยุคนั้นสู้ด้วยอุดมการณ์มากกว่า แต่ผมเคยเห็น “ท่านพี่ใบตองแห้ง” ซึ่งเป็นคนเดือนตุลา พูดออกทีวีว่า กระบวนการ 6 ตุลา กับกระบวนการเสื้อแดงปัจจุบันก็เหมือนกันนั่นแหละคือไม่ได้บริสุทธิ์ชนิดที่ มองได้แบบขาว-ดำ เขาจึงแปลกใจว่าทำไมคนที่เคยเป็นอดีตนักศึกษา 6 ตุลา จึงเชียร์ให้ล้อมปราบคนเสื้อแดงได้ลงคอทั้งที่ต่างก็ถูกล้อมปราบด้วยการอ้าง สถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกัน (พูดจบก็ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่) นี่ยังไม่ต้องพูดถึง “กวีธรรม” ที่เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาว่ามองเสื้อแดงเป็น “ควายแดง” อย่างไร หรือคนอย่าง “หงา คราวาน” ยังต้องออกมาทวงสีแดงคืนด้วยอ้างว่าเป็นสีเลือดในกายของทุกคน ใครจะผูกขาดสีแดงไม่ได้ เป็นต้น นี่คือตัวอย่างให้เห็นว่า แกนนำไม่ว่ายุคไหนก็ไม่ใช่คนที่เราอาจฝากความเชื่อใจไว้ได้ แต่เราควรเชื่อและเลือกฝ่ายที่สู้ด้วยวาระประชาธิปไตยและอ้างอิงวาระดัง กล่าวในการตรวจสอบแกนนำด้วย
จริงอยู่คนที่เลือกฝ่ายเสื้อแดง นักการเมือง พรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุนก็ไม่ใช่บริสุทธิ์ ไร้บาดแผล ซึ่งคนเสื้อแดงย่อมรู้ความจริงนี้ แต่ที่ผมมองว่า พวกเขาเลือกฝ่ายถูกก็คือพวกเขาเลือกฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ (ไม่มีกฎหมายห้าม) ประชาธิปไตยมันก็เป็นแบบนี้ จะหาอะไรที่ดีบริสุทธิ์ส่วนเดียวได้อย่างไร (สมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบบอะไรก็ไม่มีที่ดีบริสุทธิ์หรอก) มันคือการเดินทาง การร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันท่ามกลางความกึ่งดิบกึ่งดีนี่แหละ
ประเด็นสุดท้าย คือมุมมองเกี่ยวกับ “ความไม่รู้เรื่อง” ของชาวบ้าน ตัวละครที่เล่าเรื่องพูดถึงความไม่รู้เรื่องของชาวบ้านที่มาชุมนุมทางการ เมืองว่า
วันหนึ่งคนบนเวทีพูดเรื่อง “สองมาตรฐาน” ลุงใสแกได้ยิน แกหันมาถามผมว่า “อาจารย์เขาพูดเรื่องสองอีหยังวะ สองถานสามถานมันเกี่ยวอีหยังกับถาน (ส้วม-ผู้เขียน) พระวะ” ....
ลุงใสนี้ผมคิดว่า เป็นตัวอย่างของชาวบ้านธรรมดาๆ ที่บางครั้งก็เข้ามาเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในอีกแบบหนึ่ง แกไม่รู้เรื่องส่วนใหญ่ที่คนพูดบนเวที แกรู้จักทักษิณคนเดียว และแกเชื่อของแกว่าทักษิณดี เพราะแกเคยเห็นทักษิณนั่งรถอีแต๋นในโทรทัศน์ และมีข่าวในช่วงทักษิณตระเวนอีสาน ใครเข้าไปขออะไรทักษิณให้หมด นายกอย่างทักษิณนี่แหละที่ลุงใสแกเชื่อว่าดี แกมาคราวนี้เพราะแกเชื่อว่าจะช่วยให้ทักษิณได้กลับมาเป็นนายกอีก
อันที่จริงผมชอบตัวละครตัวนี้นะครับในแง่ที่เขาเป็นคนที่มีจิตใจละเอียด อ่อนต่อ “บักโฮมผีบ้า” เพื่อนผู้อับโชคของเขา และช่วงท้ายๆ ของเรื่องเขาก็เล่าถึงลุงใสอย่างให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของแก แต่มุมมองข้างบนนี้ผม “รู้สึก” ว่าจะขัดกับบุคลิกภาพของตัวละครที่เป็น “ครูบ้านนอก” ผู้ไม่ติดจานดาวเทียมเกาะติดการชุมนุมทางการเมืองอย่างที่เขาเล่าแต่ต้น
เพราะอ่านมุมมองนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงนักธุรกิจคนหนึ่งออกทีวี (ที่ผมจำได้ไม่ลืม) เขาพูดถึงชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า “แกนนำเขาชวนมาโค่นอำมาตย์ก็มาตามเขา ไม่รู้ว่าอำมาตย์คืออะไร พอมาถึงก็ถามว่า ไหนต้นอำมาตย์อยู่ไหนพวกเราจะได้ช่วยกันโค่น” ผมเลยสงสัยว่าทำไมครูบ้านนอกคนนี้จึงมีมุมมองต่อชาวบ้านเหมือนมุมมองของคน ชั้นกลางในเมืองเหลือเกิน ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าอาจมีชาวบ้านอีสานจำนวนหนึ่งมีมุมมองเช่นนี้อยู่จริง แต่ผมไม่เชื่อว่าการเกิดขึ้นของหมู่บ้านเสื้อแดง หรือเป็นเสื้อแดงเกือบทั้งภาค หรือการที่ชาวบ้านธรรมดาออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมหาศาลขนาดนี้จะเป็น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงเพราะพวกเขาไม่มีสำนึกทางการเมือง หรือเพียงแค่นิยมชมชอบทักษิณอย่างผิวเผิน
ว่าโดยสรุป เรื่องสั้น “บักโฮมผีบ้า” สะท้อนโศกนาฏกรรมของคนที่ตกเป็น “เหยื่อ” ได้อย่างสะเทือนใจ ผมชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้ อ่านแล้วทำให้ผมคิดถึงเหยื่อรายอื่นๆ นึกถึงอากง นักโทษมโนธรรมสำนึกในคดี 112 นึกถึงชาวบ้านหลายจึงหวัดที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 20-30 ปี (ที่เพิ่งได้ประกันตัวไปบ้างในระยะหลังๆ) หลายคนสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ และอิสรภาพที่แลกมาได้เพียง “การเลือกตั้ง” แต่รัฐบาลที่เลือกมาไม่มีอำนาจจะทำอะไรเลย ไม่ต้องพูดถึงแก้ 112 แม้แต่จะแก้รัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นขบถล้มล้างการปกครองเสียแล้ว นี่หมายความว่าเราตกเป็นเหยื่อของใคร และมีใครบ้างที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ
พูดก็พูดเถอะ อย่างอากงที่ต้องตายในคุกเพราะทำผิดด้วยข้อความเพียง 4 ข้อความ นี่คือเหยื่อในโลกความจริงที่น่าเศร้ายิ่งกว่าเหยื่อในนิยายเสียอีก อย่างอาจารย์สมศักดิ์จะว่าไปก็คือ “เหยื่อ” ที่ถูกสังคมตัดสินว่า “มีอคติต่อเจ้า” ที่ว่า “สังคม” ตัดสินเพราะไม่ใช่เสื้อเหลืองเท่านั้น แม้แต่สื่อหรือนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าบางคนก็มองว่าเขามีอคติต่อเจ้า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเขาสู้กับอคติเชิงโครงสร้างที่กำหนดให้พูดถึง สถาบันเฉพาะด้านบวกเพียงด้านเดียว
ความมีเหตุผลหรือเป็นวิทยาศาสตร์ก็คือ บุคคลที่มีบทบาทสาธารณะทุกคนต้องพูดถึงได้ทั้งด้านบวกและลบ หรือต้องถูกวิจารณ์ตรวจสอบได้ แต่ประหลาดไหม คนที่ต่อสู้ด้วยจุดยืนของเหตุผลเช่นนี้กลับกลายเป็นเหยื่อถูกพิพากษาว่ามี อคติ ขณะที่ฝ่ายปกป้องโครงสร้างอคติกลับไม่มีใครว่าอะไร
แน่นอน นิติราษฎร์ก็ตกเป็นเหยื่อ เช่นที่อาจารย์วรเจตน์ถูกทำร้ายร่างกาย และกลุ่มนิติราษฎร์ถูกโจมตีใส่ร้ายต่างๆ จะว่าไปคนที่นิยามตนเองว่าเป็นกลาง หรือไม่เลือกฝ่ายอาจกำลังตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัวในความหมายใดความหมาย หนึ่งอยู่ก็ได้
แต่เหยื่ออย่างเราๆ ก็ยังดีกว่าบักโฮมผีบ้า เพราะเรายังมีสติสตังสมประกอบ และสามารถเลือกได้ว่าจะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเอง ปลดปล่อยกันและกันไม่ให้ต้องอยู่ในสภาพที่ตกเป็น “เหยื่อ” เช่นนี้ตลอดไปได้อย่างไร!


หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม: บักโฮมผีบ้า “เหยื่อ” ของความขัดแย้งทางการเมือง: เรื่องสั้นของ สมภาร พรมทา

ส่องเทรนด์ "หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง" เครือข่ายชั้นนำใหม่?

ที่มา ประชาไท

 

"นวลน้อย ตรีรัตน์" ศึกษาหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบันชั้นนำ เชื่อเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนใหม่ขึ้นเป็นชนชั้นนำ แต่คนข้างล่างยังไร้การต่อรองเหมือนเดิม "อานันท์ กาญจนพันธุ์" ชี้หลักสูตรฯ เป็นพื้นที่กลั่นกรองผู้นำ ที่ภาครัฐ-ธุรกิจวางใจ สะท้อนภาพ "ประชาธิปไตยไทย"

(15 ส.ค.55) นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนองานวิจัยเรื่อง "เครือข่ายผู้บริหารระดับสูง" ซึ่งจัดทำร่วมกับ ภาคภูมิ วาณิชกะ ในงานสัมมนาทางวิชาการเพื่อการเสนอผลงานวิจัย "สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป" ที่ศูนย์สารนิเทศ จุฬาฯ
โดยงานวิจัยดังกล่าวศึกษาโครงสร้างอำนาจจากการวิเคราะห์เครือข่ายความ สัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและองค์กรในระดับสูง หรือชนชั้นนำในสังคมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโดยพิจารณากลไก วิธีการ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดความร่วมมือที่ทำให้เกิดการสร้าง รักษา และสืบทอดอำนาจ และเชื่อมโยงถึงการสะสมความมั่งคั่ง โดยศึกษาหลักสูตรผู้บริหาร 6 หลักสูตร ได้แก่
(1) หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
(2) หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) ของวิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
(3) หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) ของสถาบันพระปกเกล้า
(4) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ของสถาบันวิทยาการตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(5) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) ของหอการค้าไทย
(6) หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จาก 6 หลักสูตรแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 4 หลักสูตร คือ วปอ. (รวมทั้งหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) และหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐเอกชนและการเมือง (วปม.)) บ.ย.ส., ปปร. และ พตส.
กลุ่มที่ 2 คือ หลักสูตรที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานที่ไม่ใช่ภาครัฐ ประกอบด้วย 2 หลักสูตร คือ วตท. และ (2) TEPCoT
เป้าหมายของกลุ่มที่ 1 จะเน้นพัฒนาศักยภาพหรือแนวคิดของผู้เข้าเรียน มีการประเมินผลอย่างชัดเจน เป้าหมายของการศึกษามีลักษณะกว้างและเป็นประโยชน์สาธารณะ โดยเครือข่ายที่หลักสูตรสร้างขึ้นไม่มีบทบาทในการผลักดันผลประโยชน์ที่ เกี่ยวข้องกับเจ้าของหลักสูตรชัดเจนนัก ขณะที่กลุ่มที่ 2 เน้น "กล่อมเกลาทางความคิด" ให้คนที่เข้ามาเกิดความเชื่อแบบเดียวกันเป็นหลัก และจะมีการผลักดันข้อตกลงหรือแนวคิดบางประการจากเครือข่ายที่หลักสูตรสร้าง ออกไปด้วย
การสร้างเครือข่ายของหลักสูตร แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ 1.การคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษา โดยกลุ่มที่ 1 ซึ่งจัดโดยราชการ เน้นผู้เรียนที่เป็นผู้บริหารระดับกลางที่เป็นดาวรุ่ง หรือผู้นำในอนาคต ขณะที่กลุ่มที่ 2 เน้นที่ผู้มีอำนาจบทบาททางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม 2.การสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของหลักสูตร โดยทั้งสองกลุ่มเน้นการสร้างกิจกรรมทางสังคมที่ก่อให้เกิดการสร้างความ สัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของผู้เรียน โดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ ปฐมนิเทศ การรับน้อง มีสายรหัส 3.ตอกย้ำหรือรักษาความสัมพันธ์หลังสำเร็จการศึกษา โดยตั้งสมาคมศิษย์เก่า เพื่อดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างรุ่น

อาชีพของผู้เข้าเรียนในหลักสูตรต่างๆ

การตั้งเครือข่ายศิษย์เก่า
(ที่มา: สไลด์ประกอบการบรรยาย)

 
นวลน้อยยกตัวอย่างเครือข่ายที่เกิดขึ้นในระดับปัจเจก อาทิ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งผ่านการศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงมา 3 หลักสูตร คือ วปอ. 34 (2534) วตท. 4 (2550) และ TEPCoT 2 (2552) ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ. ที.เค.เอส.เทคโนโลยี ซึ่งมีสุพันธุ์ มงคลสุธี กรรมการและรองประธานกรรมการบริษัทเป็นนักศึกษา วตท.รุ่นที่ 3 และณรงค์ จุนเจือศุภฤกษ์ กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบเป็นนักศึกษา วตท.รุ่น 4 และณรงค์เป็นรองประธานกรรมการ บมจ.มติชนในปัจจุบัน
ส่วนตัวอย่างของเครือข่ายเชิงสถาบันกับการผลักดันผลประโยชน์องค์กร นวลน้อยยกตัวอย่างของการจัดสัมมนาใหญ่ "ตลาดทุนไทย...ใครจะผ่าตัด" เมื่อปี 2551 โดย วตท.รุ่น 1-5 ซึ่งสามารถเชิญ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง ในขณะนั้นมาร่วมงาน และหลังจากนั้น นพ.สุรพงษ์ ได้เซ็นคำสั่งจัดตั้งแผนพัฒนาตลาดทุน ซึ่งมีคณะทำงานเกือบ 90% ผ่าน วตท.ทั้งสิ้น แผนนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วใน 1-2 ปี โดยมีเรื่องสำคัญคือ การเปลี่ยนสภาพตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นวาระของคนส่วนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในแผนดังกล่าว การผลักดันนี้เข้าสู่กฤษฎีกาได้ในสมัยรัฐบาล ปชป. แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็พลิกล็อค โดยกิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยกับการแปรสภาพเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้ว ในฐานะผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เองมีความเกี่ยวเนื่องกับคนในตลาดบางส่วนที่ ต้องสูญเสียประโยชน์ สุดท้ายปลายปี 2554 เขาได้ขอถอนร่างออกจากกฤษฎีกา โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นนโยบายรัฐบาล
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการรวมตัวเชิงสถาบัน และกล่อมเกลาทางความคิด หลายเรื่องเดินหน้าไปได้เร็ว แต่เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ใช่คนกลุ่มดียวในสังคม กลุ่มอื่นๆ จึงสามารถปะทะขัดขวางแรงขับเคลื่อนเหล่านี้ได้
นอกจากนี้ เมื่อเทียบหลักสูตรการศึกษาพิเศษเหล่านี้กับมหาเศรษฐีไทย 40 อันดับ จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ พบว่า นักธุรกิจที่มีธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ จะไม่นิยมเข้าเรียน นอกจากนี้ พบว่า จาก 40 ตระกูล คนในแต่ละตระกูลนิยมเข้าเรียน วตท. 19 ตระกูล วปอ. 13 ตระกูล และ บ.ย.ส. และ ปปร. อย่างละ 6 ตระกูล
นวลน้อยตั้งคำถามว่า การรวมตัวของบุคคลชั้นนำผ่านหลักสูตรเหล่านี้จะก่อให้เกิดการผูกขาดอำนาจชน ชั้นนำมากขึ้นหรือไม่ หรือจะเกิดในลักษณะที่สองคือ เป็นช่องทางให้กลุ่มทุนใหม่ที่เติบโตจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว แทรกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ ซึ่งส่วนตัวแล้วเชื่อแบบที่สองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม นวลน้อยชี้ว่า แต่เมื่อพิจารณาทั้งหมด ไม่ว่าจะส่งผลแบบใด ก็คงไม่ทำให้สังคมไทยเสมอหน้ามากขึ้น เพราะการเกาะเกี่ยวกันไม่ว่ารูปแบบไหน ทำให้การแสวงหาผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ชนชั้นนำมากขึ้น โดยที่ประชาชนที่อยู่ภายนอกหรือระดับล่างย่อมเข้าไม่ถึง และสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปัญหาในอนาคต

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง: พื้นที่การเมืองใหม่

อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์งานวิจัย กล่าวว่า หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงนี้เป็นพื้นที่ทางการเมืองใหม่ในสังคมไทย ที่คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญนัก โดยถือเป็นพื้นที่กลั่นกรองผู้นำทางการเมืองและธุรกิจ ในแบบที่ไม่ใช่การเลือกตั้ง
อานันท์ กล่าวเสริมว่า ที่สังคมไทยมักคิดว่าผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือความสามารถในระบบราชการนั้นไม่ใช่ เพราะระบบเมืองไทยไม่เปิด ระบบราชการและธุรกิจจึงต้องเปิดพื้นที่ของตัวเอง เพื่อกลั่นกรองผู้นำของตัวเองที่ตัวเองให้การยอมรับ หรือที่เรียกว่า "ความไว้วางใจ" ดังนั้นสำหรับตัวอย่างเรื่องตลาดหลักทรัพย์ข้างต้น เขามองว่าเป็นเรื่องของอำนาจกับความไว้วางใจมากกว่าเรื่องของเครือข่ายหรือ กลุ่มพรรคพวก เพราะจะเห็นว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็เปลี่ยน
อานันท์กล่าวว่า จากเรื่องดังกล่าว อาจมองได้ว่า ในสังคมไทยที่คิดว่ามีการเลือกตั้ง จริงๆ แล้วใช้รูปแบบเชิงซ้อนอยู่ตลอด ดึงอำนาจจากประชาชนไปหลายรูปแบบ อยู่ในที่ที่เขาควบคุมได้ จัดการได้ ประชาชนก็เล่นไปตามเกมที่เขาให้เล่น เลือกตั้งกันไป ดีใจกันไป แต่จริงๆ พื้นที่ที่เขาดึงเอาไว้มันมีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ เขากล่าวด้วยว่า เป้าหมายหนึ่งของหลักสูตรต่างๆ ที่ต้องการหลอมความเข้าใจ ให้เกิดการทำงานเข้าขากันนั้น จริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะกลไกเสรีนิยมทำงานอย่างดีผ่านกลไกข่าวสารอยู่แล้ว ดังนั้น หลักสูตรเหล่านี้จึงไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะเลย เพราะประโยชน์สาธารณะไม่ใช่การเห็นด้วยแต่ต้องทำให้เห็นต่าง เพราะสังคมไทยต้องการการถกเถียงในกระแสเสรีนิยมใหม่ การคิดเหมือนกันจะยิ่งทำให้ปัญหาการขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปได้ยากขึ้น และทำให้ไทยยังติดกับดับรายได้ชนชั้นกลางอย่างที่เป็นอยู่
สำหรับงานสัมมนาทางวิชาการเพื่อการเสนอผลงานวิจัย "สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สนับสนุนโดย สกว. สกอ.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 15-16 ส.ค.


ผาสุก พงษ์ไพจิตร : ภาพรวมความเหลื่อมล้ำ กับสัญญาณการเปลี่ยนแปลง(จากชั้นล่าง)

ที่มา ประชาไท

 
 15 ส.ค.55 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดสัมมนาทางวิชาการเพื่อการเสนอผลงานวิจัย
“สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่นคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สนับสนุนโดย สกว. สกอ.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในช่วงแรกของรายการเป็นการกล่าวถึงภาพรวมโครงการโดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร หัวหน้าโครงการวิจัย  รายละเอียดมีดังนี้

เป็นที่ชัดเจนว่ารายได้ของครัวเรือนไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง ความเหลื่อมล้ำนี้เพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูมากๆ ระหว่างปี 2533-2538 และมีแนวโน้มลดลงเพียงเล็กน้อยหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ปัจจุบันระดับความเหลื่อมล้ำของไทยเป็นรองก็แต่เพียงลาตินอเมริกาและอาฟริกา เท่านั้น
ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ส่งผลต่อไปถึงความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ได้แก่ ความมั่งมี (ที่ดิน ทรัพย์สินอื่นๆ ) ความเหลื่อมล้ำด้านสังคม (การแบ่งช่วงชั้นทางสังคม การเข้าถึงการศึกษา การได้รับการยอมรับนับถือ ศักดิ์ศรี) ความเหลื่อมล้ำด้านการเมือง (เข้าไม่ถึงอำนาจทางการเมืองและการกำหนดนโยบาย)
ประเทศอื่นๆ ในโลกกำลังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงเช่นกัน ทั้งนี้เป็นผลพวงของการดำเนินนโยบายตามแนวทาง “เสรีนิยมใหม่” (เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำเป็นผลดีกับความเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับกลไกตลาดเป็นตัวกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลัก พร้อมทั้งลดบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจ การเปิดเสรีการค้า การลงทุน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การลดบทบาทของสหภาพแรงงาน ฯลฯ)  ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้จึงเป็นปัญหาของโลก ทั้งภายในแต่ละประเทศและระหว่างประเทศ
ถึงกระนั้น ข่าวดีก็พอมีอยู่ บางประเทศ ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจและการเมือง จนสามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เราน่าจะเรียนรู้ได้บ้างจากประเทศเหล่านี้
ที่ลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางพอๆ กับไทย และยังเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมากที่สุดในโลกก็ยังดีขึ้น บางประเทศดำเนินมาตรการใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เช่น อุดหนุนให้เด็กๆ ของครัวเรือนมีฐานไม่ดีไปโรงเรียน และรับการตรวจรักษาอย่างทั่วถึง อาร์เจนจินาและบราซิล ปฏิรูประบบภาษีจนสามารถเก็บภาษีได้คิดเป็นร้อยละ 34 ของจีดีพี (ของไทยเท่ากับร้อยละ 17) เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศโออีซีดี (เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สแกนดิเนวีย สหรัฐฯ) ทำให้มีเงินรายได้พอจะใช้จ่ายด้านสังคม ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก เช่น อิควาดอร์และอาร์เจนตินา ต่อรองกับบริษัทข้ามชาติ (น้ำมันและเหมืองแร่) ให้เพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากกำไรให้รัฐบาล เอามาใช้จ่ายด้านประกันสังคม
ประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียนของเรา ล้วนมีการกระจายรายได้ดีกว่าของไทยทั้งสิ้น ซึ่งก็น่าแปลกใจเพราะว่าต่างก็มีสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คล้ายๆ กับเราอยู่ อีกทั้งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจก็ไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น มาเลเซีย เคยมีความเหลื่อมล้ำสูง แต่ได้ลดลงจนขณะนี้ต่ำกว่าไทยมาก เพราะว่าทำโครงการสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ทศวรรษ 2513 รัฐบาลแบ่งที่ดินของรัฐให้กับเกษตรกรผู้เช่าและจงใจอุดหนุนเพิ่มโอกาสให้ ครัวเรือนระดับล่างได้รับการศึกษาดีถึงขึ้นอุดมศึกษา ทำไมมาเลเซียจึงทำได้สำเร็จ เพราะว่ารัฐบาลและคนส่วนใหญ่ของประเทศเชื่อว่า การลดความเหลื่อมล้ำจะลดความขัดแย้งด้านเชื้อชาติระหว่างคนจีนกับคนมาเลย์ลง ได้นั่นเอง
ตรงนี้มีบทเรียนอีก คนฐานะดีมักจะต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับมาตรการลดความเหลื่อมล้ำเพราะเชื่อ ว่าพวกเขาจะเสียประโยชน์ แต่นั่นเป็นความคิดสั้น คือ คิดแบบ “ถ้าเธอได้ ฉันไม่ได้” (Zero-sum game) สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำไม่มาก และมีระบบประกันสังคมที่ดีจะเป็นสังคมที่มีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพทาง การผลิตมากกว่า
ในช่วงห้าหกปีมานี้ การเรียกร้องด้านการเมืองได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองไทยร่วมสมัย ขบวนการเสื้อแดงได้ใช้คำว่า “ไพร่” และ “อำมาตย์” เสียดสีถึงผู้ที่ยังคิดแบบสังคมมีช่วงชั้นในระบอบการเมืองเดิมสมัยก่อน ซึ่งมีคนจำนวนน้อยอยู่เหนือคนจำนวนมาก และคนจำนวนมากต้อง “เกรงใจ” คนมีอำนาจจำนวนน้อยนั้น ชาวเสื้อแดงคนหนึ่งบอกนักวิชาการว่า ในความเห็นของเขา ประชาธิปไตยคือความยุติธรรม ทั้งทางด้านกฎหมาย การเมือง และการศึกษา
ข้อเรียกร้องนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้น เราพบเห็นได้ทั่วไป เช่น ปรากฏการณ์ Arab Spring ในตะวันออกกลาง และการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งที่ลาตินอเมริกา ซึ่งได้นำรัฐบาลปฏิรูปสู่อำนาจและแม้แต่ที่ยุโรปใต้ที่กำลังมีวิกฤตเงินยูโร อยู่ขณะนี้
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเมืองใหม่ ในแต่ละประเทศมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ได้แก่ คนระดับล่างของประเทศ ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ผู้คนต้องโยกย้ายไปทำงานต่างถิ่นทั้งภายในประเทศของตนเองและทำงานต่าง ประเทศก็มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากประสบการณ์และได้เห็นความแตกต่าง ผู้คนใช้อินเทอร์เน็ต ฟังวิทยุชุมชน และดูเคเบิลทีวี หลายสถานี ทุกๆ คนได้รับการศึกษาแบบไม่เป็นทางการเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน
อีกปัจจัยหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกแห่ง ก็คือ การต่อต้าน เศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ เพราะว่าทำให้ผลได้ทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของคนเพียงหยิบมือหนึ่งเท่านั้น
แต่ทุกแห่งก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้วย ที่เมืองไทยรายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในเวลา 30 ปีหรือในชั่วอายุคนเดียว เมื่อผู้คนมีรายได้สูงขึ้น ก็จะเปลี่ยนทัศนคติ ความคาดหวังในชีวิตและความต้องการต่างๆ จะหลากหลายขึ้น รู้สึกว่าเขาควรจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ เขาควรจะมีสินค้าและบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา ถนนลาดยาง รถไฟฟ้า เขาควรจะได้พูดคุยกับนักการเมืองเพื่อบอกว่าเขาอยากได้อะไร เขาเห็นกับตาว่า คนบางคนเข้าถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาอยากได้ได้ดีกว่าตนเอง และเขาก็อยากอยู่ในสภาพเช่นนั้นบ้าง เส้นแบ่งระหว่างเมือง-ชนบท จน-รวย  ผู้ใหญ่-ผู้น้อย ได้ลางเลือนลงกระบวนการดังกล่าวนี้ คือกระบวนการสร้างความรู้สึกเป็น “พลเมือง” (citizen) และมีศักยภาพที่จะนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและก้าวหน้าได้
ที่สำคัญคือ คนชั้นกลางเมือง ไม่อาจผูกขาดความต้องการเสรีภาพ การสร้างเส้นสายธรรมาภิบาล ความเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเมืองประชาธิปไตยได้อีกต่อไป ประชาชนคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่อยู่ในบริเวณที่เรียกว่าชนบท หรือกึ่งชนบท หรือกึ่งเมือง ก็ต้องการสิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในชั่วหนึ่งอายุคนที่ผ่านมานั้น จึงได้สร้าง “วัฒนธรรมความเสมอหน้า” ขึ้นมาด้วย หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับการเมืองแบบเก่า ซึ่งคนชั้นกลางมีการศึกษาสูง เป็นผู้กำหนดหรือพยายามกำกับอีกต่อไป
ที่บ้านเราก็มีข่าวดีเหมือนกัน ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ก็ได้ลดลงหลังปี 2544 เพราะผลพวงจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น นโยบายสุขภาพถ้วนหน้า นโยบายขยายสินเชื่อให้กับคนรายได้น้อยและนโยบายการศึกษาฟรี 12 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ แต่การลดลงนี้ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก เพราะเราก็ยังสูงกว่ามาเลเซีย และใกล้เคียงกับลาตินอเมริกา รัฐบาลเรายังสามารถทำอะไรได้อีกมาก เพื่อให้ครัวเรือนรายได้น้อยได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนคุณภาพดี และได้เรียนถึงอุดมศึกษา เพื่อให้เกษตรกรรายได้น้อยได้เข้าถึงสินเชื่อราคาพอสมควร และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้สูงกว่าเดิม และเพื่อให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยงได้เข้าถึงสินค้าและบริการ สาธารณะต่างๆ เสมือนผู้อยู่ใกล้ สินค้าและบริการสาธารณะของเรามีไม่เพียงพอและคุณภาพย่ำแย่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ารัฐบาลมีงบประมาณจำกัด และงบประมาณจำกัดนี้ ก็เพราะเก็บภาษีได้น้อย (ร้อยละ 17 ของจีดีพี) เพียงแต่ปรับปรุงการเก็บภาษีก็จะเพิ่มรายได้ได้อีกถึงมากกว่าหนึ่งในห้า และถ้าปฏิรูประบบภาษีเสียหน่อยก็จะได้อีกถึงหนึ่งในสาม ก็จะทำได้มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อมาใช้จ่ายสร้างสินค้าสาธารณะที่จำเป็นต่อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อลดทอนความเหลื่อมล้ำโดยไม่ต้องมีภาระหนี้สินสาธารณะ สิ่งที่เสนอไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นเพียงทำตามอย่างประเทศอื่นๆ ที่กำลังทำอยู่เช่นกันเท่านั้น
ในด้านสังคมและการเมือง เป็นเรื่องต้องช่วยกันหลายฝ่ายทั้ง นักเขียน นักวิชาการและสื่อ ในการปรับแปลงวัฒนธรรมที่ดูเหมือนจะส่งเสริมความเหลื่อมล้ำให้ดีขึ้น เช่น การยอมรับว่าผู้คนอาจมีความคิด ความพอใจในการเมืองที่ต่างกันเป็นเรื่องปกติ เป็นการเริ่มต้นที่ดี การกระจายอำนาจและการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนด นโยบายทุกรูปแบบต้องเดินหน้าต่อไป การสร้างความตื่นรู้ให้กับสังคมถึงวิธีการอันแยบยลต่างๆ ที่ผู้อยู่ในอำนาจพยายามส่งอิทธิพลต่อทิศทางของการเมืองและนโยบาย โดยผลของความพยายามดังกล่าว อาจจะปิดกั้นหรือเป็นผลเสียกับคนจำนวนมาก เป็นที่สิ่งที่ต้องทำ เพราะจะนำไปสู่การอภิปรายกันถึงแนวทางที่ตัดตอนแนวโน้มดังกล่าว และสร้างความเสมอหน้า
นักเศรษฐศาสตร์บางคนเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งดีและจำเป็นเพื่อจูงใจให้คนทำงาน แต่ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักพูดถึง การลดความเหลื่อมล้ำ เป็นวิธีสร้างกำลังใจให้ทำงานหนัก และเพื่อให้เกิดสังคมสันติสุข จะเห็นได้ในกรณีประเทศแถบสแกนดิเนเวียเช่น เดนมาร์ค สวีเดน เป็นสังคมเสมอนห้าสูง มีความราบรื่น และยังมีเศรษฐกิจที่น่าพอใจกว่าประเทศอื่นๆ  อีกด้วย

ตร.ยันหญิงก่อเหตุหมิ่นฯ ยังถูกอายัดตัว แพทย์เผยเป็นโรคจิตจริง เสนอความเห็น พนง.สืบสวนพรุ่งนี้

ที่มา ประชาไท

 

รองผบช.น.ยันหญิงก่อเหตุหมิ่นฯ ยังถูกอายัดตัวอยู่ ที่สถาบันกัลยาณ์ ราชนครินทร์ ปัดข่าวลือหนีออกต่างประเทศ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เผยผลการตรวจวินิจฉัยทางนิติจิตเวชจากทีมจิตแพทย์ทั้ง11 คนสรุปเข้าข่ายป่วยเป็นโรคจิตจริง ก่อนทำเรื่องพร้อมเสนอความเห็นต่อพนักงานสอบสวนวันพรุ่งนี้ (16 ส.ค.)
 
15 ส.ค. 55 - เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงาน ว่า เมื่อเวลา 12.00 น.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน  เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่ นางฐิตินันท์ (ประชาไทขอสงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี แสดงพฤติกรรมหมิ่นประมาทและอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ที่บริเวณหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ติดกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ ขณะมีการพิพากษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า คดีดังกล่าว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผบช.น. รับผิดชอบในการทำสำนวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนเบื้องต้นส่งไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาเข้าคณะกรรมการสอบสวนคดีหมิ่นฯของสตช.แล้ว เมื่อวันที่ 1ส.ค. ที่ผ่านมา
 
ทั้งนี้ในส่วนนางฐิตินันท์ขณะนี้ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่สถาบัน กัลยาณ์ ราชนครินทร์ เพื่อตรวจสอบและรอความเห็นของแพทย์ จากนั้นก็จะนำผลมาประกอบในการดำเนินคดีด้วยส่วนหนึ่ง แพทย์ระบุว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 40 วัน ซึ่งบช.น.ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนของสน.ทุ่งสองห้อง เดินทางไปติดตามผลแพทย์เป็นระยะเบื้องต้นได้รับรายงานว่าแพทย์ยังไม่ได้มี การลงความเห็นใดๆ 
 
“ส่วนกระแสข่าวที่ว่านางฐิตินันท์หนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง นางฐิตินันท์ยังคงอยู่ที่สถาบันกัลยาณ์ฯ ตำรวจสน.ศาลาแดงจัดกำลังเฝ้าอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้บช.น.ยังได้ประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อที่จะอายัดตัว ไม่ให้นางฐิตินันท์เดินทางออกนอกประเทศ”
 
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อหลากสีของนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่เป็นแกนนำ จะเดินทางมาที่บช.น. เพื่อถามความคืบหน้าคดีดังกล่าว รองผบช.น.กล่าวว่า ได้ทราบจากฝ่ายสืบสวนว่า กลุ่มคนเสื้อหลากสีเดินทางมาที่บช.น. เพื่อถามความคืบหน้าของนางฐิตินันท์ จึงอยากแจ้งผ่านสื่อมวลชนว่า ยังมีการดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์อยู่ แต่ยังไม่สามารถสรุปสำนวนได้ เนื่องจากต้องรอผลจากแพทย์
 
พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 16 ส.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะเรียกประชุมเพื่อรายงานความคืบหน้าในคดีที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการเสีย ชีวิต 98 ศพ ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนของบช.น. ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ไปร่วมทำการสอบสวนในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบไปด้วยตนซึ่งจะเป็นหัวหน้าฝ่ายตำรวจ และพนักงานสอบสวนที่ร่วมกันทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพในสำนวน 23 ศพเดิม
 
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศบริเวณด้านหน้าบช.น.ยังคงมีกำลังจากบก.อคฝ.จำนวนประมาณ 30 นายคอยดูแลความเรียบร้อยโดยรอบ เพื่อรอกลุ่มของนายแทพย์ตุลย์ ที่จะมาถามความคืบหน้าในคดีของนางฐิตินันท์ แต่ยังคงไม่มีการเดินทางมาแต่อย่างใด
 
จิตแพทย์ชี้เข้าข่ายโรคจิตจริง
 
ด้าน ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน วันเดียวกันนี้ว่านพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวถึงความคืบหน้าถึงกรณีการรับตัว นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 63 ปี ก่อเหตุไม่เหมาะสมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหตุเกิดหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งติดกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ ขณะมีการพิพากษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อทำการ“เคสคอนเฟอเรนซ์” ที่ต้องอาศัยการเฝ้าสังเกตอาการจากนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ พยาบาล ก่อนประเมินอาการผู้ป่วยว่า หลังจากเข้ารับการบำบัดเป็นเเวลา 1 เดือน
       
โดยนายแพทย์ศิริศักดิ์ กล่าวถึงผลการตรวจวินิจฉัยทางนิติจิตเวชประกอบไปด้วยจิตแพทย์จำนวน11 คน พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช นักจิตวิทยาคลินิก นักสังคมสงเคราะห์ นักกิจกรรมบำบัด โดยมีที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตนายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธาน โดยการประชุมวินิจฉัย ซึ่งการวินิจฉัยได้เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 17.30 น. ซึ่งสรุปว่านางฐิตินันท์ เข้าข่ายป่วยเป็นโรคจิตจริง
       
ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เปิดเผยต่อว่าการนำเสนอข้อมูลเพื่อการประชุมวินิจฉัยในครั้งนี้ได้ดำเนินการ รวบรวมข้อมูลประกอบการวินิจฉัยด้วยความรอบคอบและครอบคลุมตามบทบาทและมาตรฐาน วิชาชีพ เนื่องจากเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ และก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและติดตามการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ของวุฒิสภาได้ให้ตนไปให้ข้อมูลและกำชับให้ ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาพร้อมกับให้เร่งรัดให้มีตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว ทางสถาบันฯก็ได้ดำเนินการตามมติของคณะอนุกรรมมาธิการฯแล้วโดยในวันพรุ่งนี้ จะได้ส่งรายงานซึ่งจะมีผลการวินิจฉัยจากกรรมการประชุมวินิจฉัยพร้อมให้ความ เห็นแก่พนักงานสอบสวนที่ส่งตัวผู้ป่วยมาตรวจ ซึ่งก็ได้ประสานกับทางสน.ทุ่งสองห้องไปบ้างแล้ว คาดว่าน่าจะมารับผลการตรวจด้วยตนเอง สำหรับการดำเนินการต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
       
ด้านพล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีว่า ขณะนี้ พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รอง ผบช.น. หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ได้สรุปสำนวนเบื้องต้นไปแล้วผ่านทาง บช.น. และส่งไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ส่วนทางด้าน นางฐิตินันท์ ได้อยู่ในความดูแลของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ รวมทั้ง ได้ประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) เพื่ออายัดตัวไว้ไม่ให้ออกนอกประเทศแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในการดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา
       
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีกลุ่มมวลชนต่างๆมาติดตามความคืบหน้าของคดีดัง กล่าวที่บช.น.ในวันนี้ พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า ได้ทราบข่าวแล้ว ทางพนักงานสอบสวนไม่ได้นิ่งนอนใจพร้อมดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์ ในข้อกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
 
อัพเดทข่าวเพิ่มเติมเมื่อเวลา 20.21 น.

ข่ายวิทยุชุมชนยื่นหนังสือ กสทช. ขอเพิ่มกำลังส่งเป็น 500 วัตต์

ที่มา ประชาไท

 
6 สมาคมวิทยุ ขอเพิ่มกำลังสัญญาณส่งเป็น 500 วัตต์ เสาส่งสัญญาณสูง 60 เมตร และไม่กำหนดรัศมีครอบคลุมการส่ง พ.อ.นที แจงอยู่ระหว่างพิจารณา ชัดเจน 22 ส.ค.นี้ ด้านเครือข่ายวิทยุชุมชนอีกกลุ่ม จี้ กสทช.เปิดงบประชาพิจารณ์ ถามสัดส่วนความเห็นที่ได้ต่อการปรับแก้นโยบาย
(14 ส.ค.) เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) กลุ่มผู้ประกอบการสถานีวิทยุชุมชน 6 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย วิทยุเพื่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สมาคมวิทยุท้องถิ่นอุดรธานี ชมรมวิทยุกระจายเสียงจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุเพื่อสังคมและพระพุทธศาสนาสังกัดมหาเถรสมาคม สมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รวมตัวยื่นหนังสือให้ กสทช. ทบทวนร่างประกาศหลักเกณฑ์ การกำหนดเงื่อนไขในร่างหลักเกณฑ์การกำหนดเทคนิคและอุปกรณ์ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง โดยเห็นว่าหลักเกณฑ์ที่ กสทช.กำหนด ไม่สอดคล้องกับการกระจายเสียงในปัจจุบัน
นายเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย กล่าวว่า วันนี้มายื่นข้อเสนอกสทช.ใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ให้กสทช.ยกเลิกข้อกำหนดที่ระบุให้วิทยุชุมชนใช้กำลังส่ง 100 วัตต์ โดยเสนอให้ใช้กำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ 2.เสนอให้เปลี่ยนจากที่กำหนดให้ใช้เสาส่งสัญญาณสูง 40 เมตร เป็นใช้เสาส่งสัญญาณสูงไม่เกิน 60 เมตร และ 3.ให้ยกเลิกการกำหนดรัศมีการกระจายเสียงที่ระบุว่าไม่เกิน 15 กิโลเมตร เนื่องจากอยากให้เรื่องรัศมีที่ครอบคลุมเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะกำลังส่ง 500 วัตต์สามารถส่งได้ครอบคลุม 15-20 กิโลเมตร รวมทั้งการกำหนดรัศมีครอบคลุมการส่งของ กสทช.ไม่ตอบโจทย์ลักษณะความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์และบริบทด้านพื้นที่ของ แต่ละภูมิภาค
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ (กสท.) สำหรับข้อเรียกร้องของทั้ง 6 สมาคมวิทยุที่มายื่นหนังสือนั้น กสทช.กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา คาดว่าจะได้ความชัดเจนในการประชุม กสทช. วันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยคาดว่าร่างประกาศหลักเกณฑ์ การกำหนดเงื่อนไขในร่างหลักเกณฑ์การกำหนดเทคนิคและอุปกรณ์ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง จะสามารถประกาศใช้ได้ในต้นเดือน ก.ย.นี้
พ.อ.นที กล่าวด้วยว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน และหน้าที่ของ กสทช.คือการทำให้สิ่งที่มีอยู่มีประโยชน์สูงสุด โดยเรื่องของความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์และบริบทด้านพื้นที่ของแต่ละ ภูมิภาคก็จะนำมาพิจารณาด้วย ซึ่งวันนี้ข้อเรียกร้องคือ ทุกคนอยากได้กำลังส่งเพิ่มขึ้น และเสาส่งสัญญาณสูงขึ้น ดังนั้นบอร์ด กสท.ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน


จี้ กสทช.เปิดงบประชาพิจารณ์ ถามสัดส่วนความเห็นที่ได้ต่อการปรับแก้นโยบาย
วันเดียวกัน ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน เครือข่ายสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ (สวชช.) และสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (สวทท.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. ถึงประเด็นทิศทางของวิทยุกระจายเสียงขนาดเล็กในประเทศไทย มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย
1.กสทช.ควรเปิดเผยตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการทำประชาพิจารณ์ พร้อมประเมินประสิทธิภาพการใช้งบประมาณด้วย ความเห็นที่ได้รับมีคุณค่าหรือประโยชน์ต่อ กสทช.ในการนำมาปรับใช้หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายตามที่ได้รับฟังมาเป็นสัดส่วน เท่าใด
2.ขณะจัดทำประกาศฯ หลักเกณฑ์อนุญาตทดลองประกอบกิจการของสถานีวิทยุขนาดเล็ก กสทช.ควรมีมาตรการควบคุมสถานีวิทยุหลัก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิมให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องกำลังส่งที่ได้รับ อนุญาตพร้อมกันไปด้วย
3.การพิจารณาออกใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ควรคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากการกำหนดขนาดกำลังส่ง ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคด้วย เช่น ด้านเนื้อหา ความหนาแน่นของประชากร จำนวนที่เป็นไปได้ของคลื่นความถี่เพื่อให้การส่งกระจายเสียงมีประสิทธิภาพ
4.ตั้งคณะทำงานกำกับดูแลความเรียบร้อยในระดับพื้นที่ เพราะจะเข้าใจปัญหาในพื้นที่และเข้าถึงผู้ประกอบการได้ดีกว่าส่วนกลาง และ 5.เปิดเผยข้อมูลด้านเทคโลโนยีดิจิตอลในอนาคตที่เกี่ยวกับวิทยุขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการหลอกลวงหาประโยชน์จากกลุ่มทุนที่ขายเครื่องส่งมาอย่างต่อ เนื่อง
อนึ่ง ปัจจุบันมีสถานีวิทยุที่ออกอากาศทั้งที่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีใบอนุญาต กว่า 7,000 สถานี ซึ่ง กสทช.ยังอยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานในหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระจายเสียงในขณะนี้ และคาดว่าจะจัดระเบียบทั้งหมดได้เรียบร้อยภายในปลายปีนี้


ที่มา: บางส่วนจาก http://www.dailynews.co.th/technology/149464

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ห่วงภาพลักษณ์ ตรรกะตลก

ที่มา thaifreenews

 



ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข 
รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI 
ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน
คดีสลายการชุมนุมได้ออกมาให้สัมภาษณ์
เกี่ยวกับผลการสอบสวนคดีโดยระบุว่า 
บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีหลักฐานยืนยันว่า
การเสียชีวิตน่าจะมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ 
พร้อมทั้งระบุว่า มีคลิปสไนเปอร์ขณะที่มีการยิงอยู่ด้วย 
โดยเตรียมจะออกหมายเรียก
กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีพยานหลักฐานมาสอบสวน 
จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก 
เกิดความไม่สบายใจ คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว
จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก 
สั่งการให้เสธไก่อูออกโรงโต้แหลก
ขัดกับตรรกะของตัวผบ.ทบ.เอง
ที่ก่อนหน้านี้แนะให้ทหารดูหนังซีรีย์
CSI Crime Scene Investigation 
การทำงาน การแกะรอยติดตามคนร้าย
ของตำรวจอเมริกา ประหนึ่งเอามาแกะรอยโจรใต้
ดูดูแล้วก็ตลกในตรรกะวิธีคิดของผบ.ทบ.
เพราะวิธีการทำงานของ DSI ก็ไม่ได้แตกต่างจาก CSI เลยนะชิบอกให้

เพลงรำวงบ้านราษฏร์

ที่มา การ์ตูนมะนาว



16 สิงหาคม 2555 ร่วมฟังการแถลงข่าวงานพิธิศพอากง

ที่มา Thai E-News

 15 สิงหาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์




  อ. สุดา รังกุพันธ์ โพสต์ที่เฟซบุ๊ค Suda Rangkupan
งานศพ...คือ โอกาสของการละวาง และไม่ควรมีใครที่อยากแสดงอาลัยต่อ ผู้วายชนม์ จะต้องรู้สึก "หวาดกลัว" ที่จะมาร่วมงาน ...และเป็นความน่าละอายที่พวกแม่มดจะออกอาละวาด แม้แต่กับผู้ที่แสดงความอ่อนโยนในหัวใจต่อชีวิตมนุษย์ 

  26 สิงหา 55 ...ฌาปนกิจ "อากง"
คืนวันที่ 25 อยู่เป็นเพื่อนกันทั้งคืนที่วัดกับร่างของ "อากง" 



โพสต์จาก Thailand Mirror 
"ป้าอุ๊" เผยทุกเวลานาทีมีค่า ไม่อยากให้นักโทษ 112 ได้รับอิสรภาพพร้อมกับน้ำตาของครอบครัว
"ป้าอุ๊" ภรรยาอากง กล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และอยากให้นักโทษทุกคนได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ว เพราะทุกเวลานาทีมีค่า ไม่อยากให้นักโทษ 112 ได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับน้ำตาของครอบครัว เหมือนกับที่ตนเองและครอบครัวประสบ อิสรภาพที่ปราศจาก ลมหายใจ มีแต่ซ้ำเติมความเจ็บปวด และไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ
นางรสมาริน ตั้งนพคุณ (ป้าอุ๊) ภรรยานายอำพล ตั้งนพคุณ (อากง) กล่าววิงวอน ขอให้ผู้ที่สามารถให้โอกาสแก่ผู้ต้องหาหรือนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้ ขอพิจารณาให้โอกาส เพื่อให้ได้ ออกมาอยู่กับครอบครัวโดยเร็ว พร้อมแสดงความเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนผู้ประสบภัยเช่นตน
-------------------


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 พฤษภาคม 2555

รายงานจากเว็บไซต์เฟซบุ๊คจากหลายแหล่งแจ้งว่า อากง ซึ่งเป็นชื่อที่หลานๆเรียกขาน โดยมีชื่อจริงว่า อำพน ตั้งนพกุล ซึ่งถูกคุมขังจากกฏหมายมาตรา 112 ได้เสียชีวิตแล้ววันนี้

ภาพประกอบจากคุณกุหลาบ ซาตาน

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ผู้เชียวชาญประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แจ้งว่า "ผมเพิ่งได้โทรศัพท์ จากคุณ อานนท์ นำภา : อากง เสียชีวิตแล้ว (เท่าทีได้รับการบอกจากคุณทนาย,​ อากง มีอาการปวดท้องตั้งแต่วันศุกร์ วันนี้ "ป้าอุ๊" ไปเยี่ยม พบอากง เสียชีวิต) ............"

ด้านนักข่าวต่างประเทศ มร. Andrew MacGregor Marshall ได้เขียนโพสต์ในเฟซบุ๊คของตนว่า " Ampon Tangnoppakul, the Thai grandfather sentenced to 20 years in jail for allegedly sending four SMS messages critical of Queen Sirikit, died in prison this morning. Heartfelt condolences to his wife Rosmalin and their children and grandchildren. It's really just heartbreaking."



ภาพจาก cover ของคุณ อัยย์ นักล่าน้ำตก

หนังสือพิมพ์มติชน ได้ตีพิมพ์รายงาน มีเนื้อหาดังนี้
เผย!"อากง" เอสเอ็มเอส เสียชีวิตแล้วเมื่อตอน9โมงเช้า หลังปวดท้องอย่างหนัก
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:54:40 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลาประมาณ  10.20 น.วันที่  8 พฤษภาคม นายอานนท์ นำภา ทนายความสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์   ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อ อานนท์ นำภา  ระบุว่า  นางรสมาริน ภรรยา  นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ อากง อายุ 61 ปี     ผู้ต้องขังคดีหมิ่นเบื้องสูง   ซึ่งถูกศาลอาญาฯ  พิพากษาจำคุก 20 ปี    ในความผิดมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ได้เสียชีวิตแล้ว  เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา   หลังมีอาการปวดท้อง เนื่องจากคาดว่า น่าจะเป็นผลพวงจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง  ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

โดยนายอานนท์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  "อากง" เสียชีวิตแล้ว ป้าอุ๊โทรมาแจ้งเมื่อสักครู่ ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนแกที่เรือน​จำหน่อยครับ !

ขณะที่พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์  เมื่อเวลา 11.00 น.   โดยยืนยันว่า    นายอำพลได้เสียชีวิตลงแล้วจริงที่โรงพยาบาลกลาง  มีอาการปวดท้องมาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแพทย์ในเรือนจำได้ให้ยาบรรเทาปวดเบื้องต้นก่อนที่ผู้บัญชาการเรือนจำ พิเศษกรุงเทพฯ จะส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกลาง และเสียชีวิตเมื่อเวลา 09.00 น.  ที่ผ่านมา ของวันที่ 8 พฤษภาคม อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ นายอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2553 และถูกคุมขังสองเดือนก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว แต่หลังนายอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2554 ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีกจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวอีกหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี ส่วนการพิพากษานั้นในวันที่ 23 พ.ย. 2554 ศาลได้ตัดสินจำคุกนายอำพล 20 ปี จากการส่งข้อความสั้น (SMS) เข้าข่ายหมิ่นสถาบันไปยังเลขานุการส่วนตัวในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงกลางปี 2553 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3  เมษายน ที่ผ่านมา   นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายอำพล   หรือ "อากง" ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี  เพิ่งดำเนินการยื่นถอนอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว เนื่องจากเจ้าตัวต้องการจะขอพระราชทานอภัยโทษ ประกอบกับอายุมากและเป็นโรคประจำตัว แตาปรากฏว่า มาเสียชีวิตเสียก่อน

อ่านข่าวจากมติชนเพิ่ม "อากง"เสียชีวิตแล้วตอน9โมงเช้า หลังปวดท้องอย่างหนัก "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล"เสียใจ ปล่อยโฮ - 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:54:40 น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ความในใจเลขามาร์คคนเอาอากงเข้าคุก20ปี:อย่าปล่อยให้ความเห็นอกเห็นใจครอบงำความถูกต้อง / thaienews / 24 พ.ย. 2554







รายงาน: เปิดคำแถลงปิดคดี ‘อากง SMS’ ต่อจิ๊กซอว์จากเบอร์ต้นทางถึงชายแก่ปลายทาง / ประชาไท /  26 พ.ย. 2554

ผู้พิพากษาคุก20ปีอากงSMSเคยนั่งบัลลังก์คดีจีรนุชประชาไท พงศ์เทพให้จับตาพิเศษถ้าหน้าซ้ำก็แหม่งๆ / thaienews / 26 พ.ย. 2554

แรง!เปลือยอกเรียกร้องปล่อยอากง / thaienews / 2 ธ.ค. 2554










เปลือยอกแรงก็จริงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะปลดปล่อยอากง สมศักดิ์ เจียมฯเสนอนิรโทษกรรมคือทางออก / thaienews / 3 ธ.ค. 2554

กวีศรีประชา:สงสารอากง / thaienews / 11 ธ.ค. 2554

บทกวีจาก “ป้าอุ๊” ถึง “อากง SMS” / ประชาไท / 24 เม.ย. 55

สั้นและกระชับกับ ศ. ชาญวิทย์​ เกษตรศิริ "วันสันติภาพไทย (ครับ)"

ที่มา Thai E-News

 15 สิงหาคม 2555
เล่าเรื่อง Charnvit Ks 
ภาพ  Thavatchai Tangsirivanich's photo.


 
วันสันติภาพ ไทย (ครับ)
Declaration of Peace 16 สิงหา 1945/2488

ก่อนหน้านั้น วันหนึ่ง
End of WW II in Asia 15 สิงหา 1945/2488
(วันเดียวกัน คนละปี วันสถาปนา ศศ มธ 2505)

ครับ หลังปรมาณู 2 ลูก   และแล้ว สหรัฐอเมริกา ก็เข้ายึดครองญี่ปุ่น
จับ โตโจ นรม (สงคราม) ญีปุ่นแขวนคอ
เขียน รัฐธรรมนูญ ให้ใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตย
ไม่ให้ญี่ปุ่น มีกองทัพ ไม่ให้มีทหาร

สถาบันกษัตริย์/จักรพรรดิ ฮิโรฮิโต (ผู้สนับสนุนทหารทำสงคราม) เกือบถูกล้ม (แบบเยอรมนี ออสเตรีย/ฮังการี ออตโตมาน/ตุรกี ตอนแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1)
กดดันเรียกร้องให้ล้มสถาบันโดยจีน (คณะชาติ) กับ ออสเตรเลีย

แต่สหรัฐฯ ไม่เล่นด้วย เพราะต้องการเก็บจักรพรรดิไว้ เพื่อใช้ช่วย เป็นสัญญลักษณ์ ในการยึดครอง/ปกครองญี่ปุ่น แต่ก็ไม่อนุญาตให้มี กม หมิ่น ฯ (ญี่ปุ่น จนบัดนี้ ก็ไม่มี กม หมิ่น แบบ ม 112 ของไทย)

ปวศ เรื่องนี้ ยาว และเกี่ยวกับไทยด้วย
หากไม่มี ขบวนการเสรีไทย (ทั้งใน และนอกประเทศ)
หากไม่มี ประกาศสันติภาพ 16 สิงหา 2488/1945 ของปรีดี พนมยงค์

ไทยจะถูกปรับแพ้สงคราม และถูกยึดครอง ไหมเอ่ย
จะเกิดอะไรกับบรรดานายพล นายทหาร และกองทัพ
และคนอย่าง จอมพล ป พิบูลสงคราม/หลวงวิจิตร
ที่ประกาศสงครามกับอังกฤษ และ สหรัฐ
เมื่อ 25 มกรา 2485/1942

ปวศ ไทยกับสงครามโลก ครั้งที่ 2
ถูกทำให้ลืม มากกว่า ทำให้จำ (ครับ)

ชาวบ้านประจวบฯ รำพัน "คงหวังพึ่งได้แต่เพียงศาลหลักเมือง"

ที่มา Thai E-News

 15 สิงหาคม 2555
 ที่มา ประชาไท "ศาลปกครองยกฟ้อง คดีร้อง 11 หน่วยงานรัฐนำที่ป่าพรุออกเอกสารสิทธิสร้างโรงถลุงเหล็ก"
 

ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง กรณีชาวบางสะพาน จ.ประจวบฯ ฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินบริษัทเครือสหวิริยา 18 แปลง ชี้ไม่ใช่ที่หวงห้ามออกหนังสือรับรองได้ -อธิบดีกรมที่ดินตั้ง กก.สอบแล้ว ไม่ละเลยหน้าที่
 
ภาพโดย: Nipawan Kaewkhow
 
วันที่ 15 ส.ค.55 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้าน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวม 51 คน ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ 11 หน่วยงาน เมื่อเดือน ธ.ค.51กรณีหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยปล่อยให้มีการนำพื้นที่ป่าพรุ ป่าชายเลน หรือป่าเสม็ด ไปออกเอกสารสิทธิ พร้อมร้องขอให้กรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของบริษัทในเครือ สหวิริยา จำนวน 18 แปลง รวมเนื้อที่ 310 ไร่ 74 ตารางวา โดยมี บริษัทประจวบพัฒนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (บริษัทสหวิริยา) เป็นผู้ร้องสอด
 
หน่วยงานรัฐ ผู้ถูกฟ้องที่ 1-11 ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่รำพึง นายก อบต.กำเนิดนพคุณ เจ้าพนักงานที่ดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สาขาบางสะพาน นายอำเภอบางสะพาน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 
ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยระบุว่า ศาลพิเคราะห์คำฟ้อง ข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 18 แปลง เป็นกรณีการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 จำนวน 8 แปลง และกรณีการขอออกตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองทำ ประโยชน์ตามมาตรา 58 จำนวน 10 แปลง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานเอกสารในการออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ น.ส.3, น.ส.3 ก. สอดคล้องกับรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงวันที่ 2 ก.ค.50 ที่คณะกรรมการซึ่งผู้ถูกฟ้องที่ 6 ตั้งขึ้น
 
กรณีมีผู้ร้องเรียนการออกเอกสารสิทธิ ซึ่งฟังได้ว่าการออก น.ส.3 และ น.ส.3 ก.ที่ดิน 18 แปลงระหว่างปี 2507-2523 หลักเกณฑ์ขณะนั้นเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 และฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ที่ออกตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 โดยอาศัยหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) และได้มีการสอบสวนพิสูจน์การทำประโยชน์ ซึ่งทุกแปลงผู้ยื่นคำขอต่างยืนยันว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์จากที่ดินดัง กล่าว และมีการประกาศคำขอ คำรับรองเพื่อให้มีการคัดค้าน และผู้ปกครองท้องที่ก็ได้รับรองว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินที่ราษฎรใช้ ประโยชน์ร่วมกัน หรือที่สงวนหวงห้าม หรือที่ดินซึ่งราชการเห็นว่าควรสงวนไว้ เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีจำนวน 14 แปลงที่ผู้ยื่นคำขอมีหลักฐานเป็นแบบการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ กรณีนี้จึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเกณฑ์ที่อาจออกหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์ น.ส.3 และ น.ส.3 ก.ให้ได้ กรณีจึงถือว่ามีการออกหนังสือรับรองตามหลักเกณฑ์ประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว
 
ส่วนที่เมื่อมูลนิธิสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย กล่าวหาว่ามีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินป่าพรุ ม.7 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 22 แปลงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องที่ 6 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้เพิกถอน น.ส.3 ก.จำนวน 1 ฉบับที่มีการนำหลักฐานสำหรับที่ดินแปลงอื่นมาใช้เป็นหลักฐานแล้ว ผู้ถูกฟ้องจึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงพิพากษายกฟ้อง
 
นางจินตนา  แก้วขาว  ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพื่อคัดค้านการเดินหน้าของกลุ่มนายทุน ที่จะทำ EIA และนำไปสู่การตั้งนิคมอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรและโรงถลุงเหล็ก
 
ทั้งนี้ ข้อมูลของชาวบ้าน พื้นที่ดังกล่าวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยคณะอนุกรรมการชุดที่ดิน และป่าไม้ตรวจสอบแล้วพบว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าว ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ หรือเป็นอยู่อาศัย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และมีสภาพระบบนิเวศเป็นป่ากระจูด ป่าจาก ป่าเสม็ด ซึ่งเป็นป่าพรุที่สมบูรณ์มีอายุไม่ต่ำกว่า 300 ปี จึงไม่ควรมีการออกเอกสารสิทธิ์
 
ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 14 ส.ค.55 เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 8 องค์กร และชาวบ้านเสื้อเขียวกว่า 200 คน ร่วมกิจกรรมที่ศาลหลักเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยนำหัวหมู ไก่ ผลไม้ ดอกไม้ ธูปเทียนมาถวายเพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอช่วยดลบันดาลให้ชาวประ จวบฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการปกป้องป่าพรุแม่รำพึงเพื่อลูกหลานสืบไป ก่อนเดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลปกครอง
 
ภาพโดย: R-thitaya Yeesan
 
ทั้งนี้ ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า ในการประชุมร่วมระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และเครือสหวิริยา เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนจากเครือสหวิริยาได้แจ้งต่อ กนอ.ว่า เรื่องที่ดินบริเวณดังกล่าวซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงถลุงเหล็กและเป็นส่วน หนึ่งของพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมร่วมกับ กนอ.ได้มีข้อยุติแล้วตามคำสั่งศาลและพร้อมส่งเอกสารคำสั่งศาลให้แก่ กนอ. สื่อความหมายว่าเอกชนได้รู้คำพิพากษาของศาลก่อนศาลปกครองจะอ่านคำพิพากษาใน วันที่ 15 ส.ค.นี้ เป็นระยะเวลาเกือบ 1 เดือน
 
“ถ้าเป็นจริงตามนี้ พวกเราเห็นว่า ณ บัดนี้ชาวบ้านประจวบฯ ยังคงหวังพึ่งได้แต่เพียงศาลหลักเมือง ให้ทรงสถิตย์ไว้ซึ่งความยุติธรรมในการช่วยปกป้องป่าพรุแม่รำพึงให้ยังคงเป็น สมบัติของแผ่นดินสืบไป” ตัวแทนชาวบ้านกล่าว
 
 
เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก: ผู้จัดการออนไลน์, วอยซ์ทีวี, สำนักข่าวไทย