WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 17, 2012

นี่ก็สั้นและกระชับ เพื่อการทำความเข้าใจ "เส้นทางสถาปนาระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐฝรั่งเศส"

ที่มา Thai E-News

 16 สิงหาคม 2555
โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร "เส้นทางสถาปนาระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐฝรั่งเศส"



การปฏิวัติฝรั่งเศสกว่า จะเสร็จสิ้นลงจากการลุกขึ้นสู้และโจมตีคุกบาสตีย์ 1789 ตามมาด้วยการเกิดสาธารณรัฐที่ 1 ในปี 1793 จนถึงสาธารณรัฐที่ 3 ในปี 1875 เอาเข้าจริงๆ ก็ 86 ปี กว่าจะสิ้นสุดระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วยังมีช่วงการปกครองวิชี 1940 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมาถึงสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5 และรัฐธรรมนูญ 1958 ปมเงื่อนคือ ถ้าใช้วาทกรรมตัดตอนประวัติศาสตร์ เป็นท่อนๆ ไม่เกี่ยวเนื่องกัน ก็จะทำให้มองไม่เห็น "ช้างทั้งตัว"

ในช่วงปฏิวัติใหญ่ 1789 มาจนถึง "คอมมูนปารีส 1871" และการสถาปนาสาธารณรัฐที่ 3 ทั้งฝ่ายประชาธิปไตย/สังคมนิยม และฝ่ายราชาธิปไตย ต่างฆ่าฟันล้มตายเป็นจำนวนมาก กิโยตินดื่มเลือดของทั้ง 2 ฝ่าย

ในขบวนการมักกล่าวอ้างหรือประกาศความเป็นประชาธิปไตยของไทย มักถูกทำให้ให้เข้าใจผิดในประเด็นการลุกขึ้นสู้ในสงครามปฏิวัติเสมอมา

รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐที่ 5 (the Fifth Republic) ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐ หรืออาจเรียกว่า มหาชนรัฐ ก็ได้ โดยมุ่งรักษาหลักการใหญ่ของระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐที่ 3 และ 4 เอาไว้บ้างแต่นำเอาส่วนดีหรือส่วนที่แข็งแกร่งของระบบประธานาธิบดีแบบ สหรัฐอเมริกามาผสมเข้าด้วยกัน จึงมีผู้เรียกระบบที่เกิดขึ้นใหม่นี้ว่า ระบบกึ่งรัฐสภา กึ่งประธานาธิบดี (semi-parliamentary-presidential system) ซึ่งทำให้ดูห่างไกลจากระบบรัฐสภาแบบขนานแท้และดั้งเดิม (classical parliamentary regime) ไม่ใช่น้อย และในขณะเดียวกันก็กระเดียดไปในทางระบบประธานาธิบดีมากกว่า ยิ่งเมื่อประกอบกับบุคลิกและความสามารถส่วนตัวของ ชาร์ลส์ เดอโกลล์ ประธานาธิบดีคนแรกของสมัยสาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งได้รับคะแนนนิยมและความไว้วางใจจากชาวฝรั่งเศสอย่างมาก ประธานาธิบดีจึงกลายเป็นสถาบันแห่งอำนาจ ซึ่งมีอำนาจมหาศาลกว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และมีฐานะเหนือองค์กรอื่นใด โดยเฉพาะรัฐสภากลับถดถอยลงจนไม่อาจทัดทานประธานาธิบดีได้

ต่อ มาเมื่อหลังสมัยของเดอโกลล์พ้นไปแล้วอำนาจประธานาธิบดีคนต่อมา จึงได้ลดลงเหลือแต่เฉพาะตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น ส่วนแนวความคิดที่ว่าจะให้ฝ่ายบริหารไม่เป็นรองฝ่ายนิติบัญญัตินั้นเชื่อกัน ว่ามีที่มาจากความต้องการของเดอโกลล์เป็นหลัก จะเห็นได้ว่าความพยายามที่จะสร้างระบบการเมืองให้มีความมั่นคงและมี ประสิทธิภาพนั้น ได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลานาน จากตอนนั้น (ตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789) จนถึงตอนนี้ ประเทศฝรั่งเศสได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหลายครั้ง คือ ได้มีการจัดตั้งสาธารณรัฐ 5 ครั้งและได้มีการเปลี่ยนมาใช้ระบอบจักรวรรดิ 2 ครั้ง ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอาจจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ ฉะนั้น ฝรั่งเศส ในรอบ 200 กว่าปีมานี้ จึงมีรัฐธรรมนูญมาแล้วไม่น้อยกว่า 9 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงมากในยุโรปตะวันตก สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น มีชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า la Cinqui?me R?publique หรือ รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐที่ 5 นั่นเอง

รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐที่ 5 หรือที่มักเรียกกันว่า "ฉบับเดอโกลล์" ประกาศใช้เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1958 มาจนกระทั่งถึงบัดนี้กว่า 46 ปีแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าได้กับสถานการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดเปลี่ยนแปลงไป ในแต่ละยุค แต่ละสมัย รัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงถูกแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วนอยู่เสมอๆ หลายครั้ง เช่น การ ให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง (1962) การเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับการรับโทษทางอาญาของรัฐมนตรี (1993) การให้มีการประชุมสภาเพียงสมัยเดียว การขยายขอบข่ายที่จะให้มีการออกเสียงประชามติ (1995) การกำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับสถานภาพของนิวแคลีโดเนีย (1998) การจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจและเงินตรา การให้หญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกันสำหรับการอยู่ในวาระเลือกตั้งและการ ดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้ง การยอมรับขอบข่ายอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (1999) การลดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี (2000) เป็นต้น ดังนั้น รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับนี้ ซึ่งรวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมด้วย จึงมีทั้งสิ้น 15 หมวด (Title) รวมจำนวน 90 มาตรา (Article)

เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ปรากฏอยู่ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้ยืนยันรับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและมนุษยชนที่ได้ประกาศเมื่อ ค.ศ. 1789 และคำปรารภอันยืดยาวของรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐที่ 4 ค.ศ. 1946 เขียนไว้ 3 หน้า รวมถึงได้ประกาศสิทธิในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพิ่มเติมรวมไว้ในส่วนต้นนี้ด้วย

ส.ส.แพร่-น่านจี้ 'พิเชษฐ' ขอโทษ อ้างดูหมิ่นเหยียดหยาม

ที่มา uddred

ไทยรัฐ 17 สิงหาคม 2555 >>>





“พิเชษฐ” ส.ส.กระบี่ ปชป. ปากพาจนจนได้ ส.ส.ในพื้นที่ ออกโรงจี้ให้ขอโทษ หลังอ้างพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามคนแพร่-น่าน เตรียมทำหนังสือถึง “อภิสิทธิ์” แสดงความรับผิดชอบ

วันที่ 17 ส.ค.รัฐสภา นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.แพร่ พร้อมด้วย นางปานหหัย เสรีรักษ์ ส.ส.แพร่ และนางสิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย แถลงเรียกร้อง นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาขอโทษชาว จ.แพร่ และน่าน หลังจากอภิปรายเสียดสีคนแพร่และน่าน ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ว่า สิ่งที่นายพิเชษฐพูดถึงคนแพร่ว่า “มีลูกระเบิดตกมาจากฟ้า ชาวแพร่คิดว่าเป็นระเบิดจากเทวดา นำไปแห่จนระเบิดตายทั้งเมือง เลยเป็นที่มาของเมืองแพร่แห่ระเบิด” ถือเป็นการดูถูกเหยียดหยามคนแพร่ว่า ไร้การศึกษา และยังเป็นข้อมูลเท็จ เพราะความจริง ระเบิดที่คนแพร่นำมาแห่ไม่ได้เกิดระเบิดขึ้น ทุกวันนี้ยังนำระเบิดทั้งสามลูก มาทำเป็นระฆังอยู่ที่วัดใน อ.ลอง จ.แพร่

ทั้ง นี้ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้ายังเพิกเฉย คนแพร่และน่านจะมีมาตรการเข้มข้นดำเนินการต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนแพร่และน่านไม่พอใจ เพราะหลังจากนายพิเชษฐพูดเรื่องนี้ ทำให้ชาวแพร่ร้อนระอุไปทั้งเมือง

นางสิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่นายพิเชษฐพูดถึงคนน่านว่า “เมืองน่านข้าวหลามแจ้ง” ถือเป็นการดูถูกชาวน่าน รู้สึกเสียใจที่เป็นถึงผู้ใหญ่ในพรรคแต่แสดงความรู้สึกเช่นนี้ แม้นายพิเชษฐจะขอโทษและถอนคำพูดในสภาไปแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ นายพิเชษฐต้องออกมาขอโทษคนแพร่และคนน่านจากการพูดดูถูกเหยียดหยาม

จุดเปลี่ยนประเทศไทย 15-8-2012

ที่มา speedhorse



Thursday, August 16, 2012

คมนาคม เร่ง ผุดรถไฟฟ้าสายสีเขียว 'หมอชิต-สะพานใหม่'

ที่มา Voice TV



กระทรวงคมนาคม เร่งเดินหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ หลังปรับแบบสถานีเสร็จ เพื่อให้เปิดประมูลได้ทันในปลายปีนี้

นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ ปลัดกระทรวงคมนาคม เผยว่า สัปดาห์หน้าจะเสนอโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ ระยะทาง 12 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ 3.65 หมื่นล้านบาท ให้คณะกรรมการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมพิจารณาอีกครั้ง
 
ภายหลังที่มีการปรับแบบก่อสร้างสถานีบริเวณ วงเวียนหลักสี่ ตามที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวเสนอแนะเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยแบบก่อสร้างใหม่จะมีการเชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ที่บริเวณวงเวียนหลักสี่ด้วย 
 
โดยการนำเสนอครั้งนี้ จะเสนอทั้งแบบก่อสร้างเดิมและแบบก่อสร้างใหม่ เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาเปรียบเทียบ หากไม่มีปัญหา จะเสนอคณะรัฐมนตรีและสามารถเปิดประกวดราคาได้ปลายปีนี้ 
 
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ยังได้พิจารณาให้มีการก่อสร้างส่วนต่อขยายช่วงสะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร วงเงินงบประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ไปพร้อมกับช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่โครงการดังกล่าวจะต้องก่อสร้างในช่วงหลัง คือ ประมาณปี 2558 
 
ขณะเดียวกัน การก่อสร้างไปพร้อมกันยังจะส่งผลดีต่อช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ เนื่องจากศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าจะอยู่ในช่วงสะพานใหม่-คูคต หากไม่มีศูนย์ซ่อมบำรุงก็อาจจะมีปัญหาในการเดินรถได้ 
 
ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวว่า ขณะนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงสะพานใหม่-คูคต ผ่านกระบวนการต่างๆ เสร็จหมดแล้ว หากช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ผ่านการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ก็นำเข้าคณะรัฐมนตรีและประกวดราคาได้ทันที
16 สิงหาคม 2555 เวลา 09:13 น.

'เฟซบุ๊กโอ๊ค' เมิน 'มาร์ค' ชม 'น้องแต้ว' โชว์แมนเป็นทหาร

ที่มา Voice TV

 'เฟซบุ๊กโอ๊ค' เมิน 'มาร์ค' ชม 'น้องแต้ว' โชว์แมนเป็นทหาร



เฟซบุ๊กพานทองแท้ รายงานความคืบหน้า เลิกโพสต์ 'มาร์ค'ทหาร แพล็มมีถึงตอนที่ 7 แต่ขออุบไว้ก่อน หันไปชื่นชมทัพนักกีฬาไทย ปลื้มใจ 'น้องแต้ว'โชว์แมนขอเป็นทหาร

ประกาศ ฉบับที่ 2
 
 
เนื่องจาก เฟซบุ๊คเพจนี้ได้โพสต์ข้อความ ที่ก่อให้เกิด "อาฟเตอร์ช๊อค" อันอาจจะส่งผลกระทบถึง "วิกฤติศรัทธา" จนกระทั่งเกิดกระแสข่าวตามสื่อหลักทั่วไปว่า จะมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งอาจกระทบถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน
 
 
จึงขอเลื่อนการโพสต์บทความต่อไปนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าสถานะการณ์ "วิกฤติศรัทธา" จะคลี่คลายลง ได้แก่บทความดังต่อไปนี้
 
 
หนีทหารเดอะซีรีส์ ตอนที่5 "ลิงแก้แห" 
 
หนีทหารเดอะซีรีส์ ตอนที่6 "เออ....กรูหนี!! แล้วเมิงจาทามมัยหราาาาา"
 
หนีทหารเดอะซีรีส์ ตอนที่7(ตอนจบ) "ข้อกฎหมาย vs จริยธรรม"
 
 
แล้วเปลี่ยนเป็นโพสต์บทความต่อไปนี้แทน
 
 
ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาไทย ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก2012 ทุกท่าน นอกจากรางวัลและแรงใจที่ได้จากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศแล้ว ฮีโร่ที่ได้ เหรียญเงินทั้ง2ท่าน ได้แก่ แก้ว พงษ์ประยูร ก็จะได้ติดยศร้อยตรี
 
 
และที่น่าปลื้มใจยิ่งกว่าชายอก3ศอกบางคน ก็คือน้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักเหรียญเงินโอลิมปิก ที่เป็นผู้หญิงแท้ๆแต่ได้ขอท่าน ผบ.ทบ. ว่า น้องเรียนจบเมื่อไหร่ จะขออาสาไปเป็นทหารรับใช้ชาติ ซึ่งท่าน ผบ.ทบ. ได้ตอบตกลง
ด้วยความเต็มใจ
 
 
อืมมม...น่าชื่นใจจริงๆนะครับ
 
 
(ไม่เขียนเรื่องหนีทหาร เขียนเรื่องอาสาเป็นทหารก็ได้ครับ)
 
 
จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
 
 
ฮิ้วววววววว!!
15 สิงหาคม 2555 เวลา 16:57 น.

พักเบรคการเมืองร้อน มาดูวิกฤตธรรมชาติร้อน

ที่มา Thai E-News

 15 สิงหาคม 2555
ที่มา มติชนออนไลน์ "ผลกระทบน่ากลัว จากสภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย"




ข้อมูล ใหม่ล่าสุดที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้รับจากดาวเทียม ครายโอแซท-2 ของสำนักงานอวกาศแห่งยุโรป ที่เป็นดาวเทียมสำรวจสภาวะอากาศและภูมิศาสตร์โลกที่ทันสมัยที่สุดในเวลานี้ ตอกย้ำความคาดหมายก่อนหน้านี้ที่ว่า ภาวะโลกร้อนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทำให้การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเกิดขึ้น เร็วกว่าที่ควรจะเป็น

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ได้แต่อาศัยเครื่อง มือในดาวเทียมตรวจอากาศรุ่นก่อนๆ พบว่าพื้นที่ที่เป็นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ข้อมูลใหม่ที่ได้จากครายโอแซท-2 ที่เป็นดาวเทียมดวงแรกและดวงเดียวในเวลานี้ที่ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรโดยมีเป้า หมายเพื่อสำรวจสภาพน้ำแข็งขั้วโลก แสดงให้เห็นว่า ความเร็วในการลดลงของปริมาณน้ำแข็งขั้วโลกเหนือนั้น เร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก

ข้อมูลใหม่ดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า แผ่นน้ำแข็งในหน้าร้อนในมหาสมุทรอาร์กติกนั้นลดลงเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กัน ไว้ก่อนหน้านี้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ผลก็คือ ต่อไปในอีกแค่ 2-3 ปี ในหน้าร้อน แผ่นน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะไม่หลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป

ผลกระทบ นั้นมีทั้งทางดีและทางร้าย แต่ดูเหมือนผลกระทบในทางลบจะมีมหาศาลกว่ามาก เพราะในขณะที่พื้นที่ทะเลในมหาสมุทรอาร์กติก เปิดกว้างออกส่งผลให้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน สามารถเข้าถึงได้ ก็จะมีคนแห่กันเข้าไปสำรวจหาตั้งแต่ฝูงปลาเรื่อยไปจนถึงน้ำมันและสินแร่ ต่างๆ เส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ตามมา

ข้อมูลของครายโอ แซท-2 แสดงให้เห็นว่า แผ่นน้ำแข็งอาร์กติกไม่เพียงมีขนาดลดลงเร็วมากเท่านั้น ยังบางลงเร็วอย่างยิ่งพร้อมๆ กันไปอีกด้วย ตัวอย่างเช่น พื้นที่ทางเหนือของแคนาดากับกรีนแลนด์ ที่เมื่อ 10 ปีก่อนแผ่นน้ำแข็งบริเวณนั้นจะหนาระหว่าง 5-6 เมตรในหน้าร้อน ตอนนี้ความหนากลับลดลงเหลือเพียง 1-3 เมตรเท่านั้นเอง

ดร.ซีมัวร์ แล็กซ์ซัน จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (ยูซีแอล) หนึ่งในทีมวิเคราะห์ข้อมูลของครายโอแซทระบุว่า เมื่อขนาดก็ลดลง ความหนาก็ลดลง ทำให้การละลายของน้ำแข็งนั้นเร็วกว่าที่คิดกันไว้ จะส่งผลให้พื้นที่ที่ใช้สำหรับการสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศลดลง ทำให้บริเวณที่เคยเย็นจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ก๊าซมีเทนที่ถูกกักอยู่บริเวณพื้นมหาสมุทร ก็จะได้รับความร้อนขยายตัวแทรกมวลน้ำขึ้นสู่บรรยากาศได้มากขึ้น ทั้งที่เป็นฟอง หรือเป็นลำ มีเทนที่มีการพบเห็นกันมากครั้งขึ้นในระยะหลัง

มีเทน เป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญที่สุดตัวหนึ่ง ปริมาณที่สูงขึ้นของมีเทนในบรรยากาศจะยิ่งไปเร่งกระบวนการเกิดโลกร้อนให้ เร็วและรุนแรงขึ้น น้ำแข็งละลายเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก ระดับน้ำทะเลก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์คริส แรพลีย์ หนึ่งในทีมนักวิชาการของยูซีแอลชี้ไว้ด้วยว่า เมื่อความชันหรือความต่างระหว่างอุณหภูมิที่เส้นศูนย์สูตรกับอาร์กติกลดลง จะส่งผลให้เกิดกระแสอากาศที่เรียกว่า ?เจ็ตสตรีม? ขึ้นในชั้นบรรยากาศตอนบนจากที่เคยมีเสถียรภาพ ยิ่งมีเสถียรภาพน้อยลง ผลลัพธ์ก็คือ การเกิดภาวะอากาศผันผวน วิปริตรุนแรง หรือที่เราเรียกกันว่า เอ็กซตรีม เวเธอร์ อย่างที่เราเคยพบเห็นกันในช่วงปี หรือ 2 ปีที่ผ่านมานี้มากขึ้นและรุนแรงขึ้นนั่นเอง

หน้า 9,มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 15 สิงหาคม 2555

หลักฐานเด็ด:พธม.ถ่อยโดดถีบรถขบวนแม้วเต็มตีน

ที่มา Thai E-News







หลัก ฐานในคลิปวิดิโอ มีบางตอนที่ตำรวจLA(LAPD)ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุรุนแีรงพันธมิตรและสวมใส่ กุญแจมือ ซึ่งหลักฐานนี้ค้านกับข่าวที่ASTVกระบอกเสียงชวนเชื่อของพันธมิตรนำเสนอข่าว ว่า พันธมิตรไม่ได้ถูกจับกุมและไม่ได้มีพฤติกรรมถ่อยในการประท้วง ดังรายงานข่าวตอนหนึ่งดังนี้



ข่าวที่มาดิสเครดิตพันธมิตรฯ ทั้งเรื่องความถ่อย แล้วถูกตำรวจจับไป..ถ้า พันธมิตรฯ เถื่อน ถ่อย ดารณีที่เดินผ่านหน้าพันธมิตรฯ จะมีสภาพเป็นอย่างไร คนคนนี้เคยขึ้นเวทีจาบจ้วงสถาบัน เราแค้นขนาดไหน แต่เท่าที่ทำได้คือด่ากันไล่หลัง ไม่ได้กรูกันไปประชาทัณฑ์ หรือขว้างปาอะไร ลองคิดให้ดีครับ เพราะเป้าอย่างดารณี ถ้าพวกเราจะเล่นกันจริงๆ ไม่เหลือหรอก แต่เราอารยะมาก ขนาดคำด่า ก็ไม่ได้มีอวัยวะเพศลอยไปลอยมา เหมือนพวกเสื้อแดงที่ยืนหลังพี่มืดตะโกนด่าเรา
       
ยึดสนามบินประเทศสารขัณฑ์ลอยนวล ป่วนแม้วทีั่LAโดนจับสับกุญแจมือ


เว็บเพจRED USAได้นำเสนอ ภาพตำรวจแอลเอ(LAPD)จับกุมพันธมิตรหัวรุนแรงที่ก่อการประท้วงขัดขวางพ.ต.ท. ทักษิณ ชิินวัตร ไม่ให้เข้าไปในงานที่RED USAจัดที่นครลอสแอนเจลีส เมืื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

กร่างที่เมืองไทยยึดสนามบินผ่านไป3ปีเศษไม่โดนจับ ย่ามใจไปกร่างที่อเมริกา ผลคือโดนรวบ!

ว่าด้วยบักโฮมผีบ้า “เหยื่อ” ของความขัดแย้งทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

 

ที่จะเขียนต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นการวิจารณ์วรรณกรรม เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องวรรณกรรม เพียงแต่อยากจะบอกว่าผมรู้สึกอย่างไรกับความคิดที่เสนอผ่านเรื่องสั้น “บุญโฮมผีบ้า” ซึ่งเป็นหนึ่งในรวมเรื่องสั้น “กลับบ้านเก่า” ของสมภาร พรมทา

ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.stc.arts.chula.ac.th/WisdomMag/index.html
บักโฮมผีบ้าเป็นเรื่องราวชีวิตอันน่าเศร้าของคนที่เราบอกไม่ถูกว่า เขาเกิดมาเพื่อตกเป็น “เหยื่อ” หรือว่าเขาถูกระบบสังคมทำให้ต้องกลายเป็นเหยื่อกันแน่ เรารู้เรื่องราวของเหยื่อที่ชื่อบุญโฮม หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกเขาว่า “บักโฮมผีบ้า” จากคำบอกเล่าของตัวละครที่เป็นครูบ้านนอก ซึ่งเป็นเพื่อนของบุญโฮมมาตั้งแต่วัยเด็ก
พิจารณาจากบุคลิกภาพ จะเห็นว่าบุญโฮมเป็นคนหัวไม่ดี ตอนเรียนประถมสอบตกซ้ำชั้นบ่อยๆ จบประถมหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ออกโรงเรียน” มาได้ก็ถูกล้อว่า “เอาไก่แลกออก” เพื่อนที่เป็นครูในหมู่บ้านเดียวกันบรรยายบุคลิกภาพในวัยเด็กของบุญโฮมว่า
บางวันในห้องเรียน เวลาทำข้อสอบ เช่นเลข ผมเห็นบุญโฮมนั่งคิด สายตาเหม่อลอย ปากอมดินสอ หน้าตาเหมือนคนหมดทางไป แต่ก็ไม่เป็นทุกข์ ดวงตาของบุญโฮมถ้าใครได้เห็นใกล้ๆ อย่างผม จะรู้ว่าเป็นดวงตาที่ซื่อใสเหมือนดวงตาของหมาน้อยอายุสักสามเดือน (ขออภัยผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ) หมานั้นเวลาถูกเจ้าของตีไม่ว่าจะหนักหนาอย่างไร มันก็ไม่เคยแสดงอาการโกรธแค้นเจ้าของ เวลาที่บุญโฮมถูกพ่อตี ผมก็รู้สึกอย่างเดียวกันนั้น
การเป็นคนป้ำๆ เป๋อๆ ของบุญโฮม อาจไม่ได้มาจากธรรมชาติทางชีววิทยา หรือว่าความเป็นคนสมองทึบเป็นด้านหลัก แต่สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการทารุณกรรมของพ่อขี้เมา อารมณ์โมโหร้าย เมื่อเมามาก็มักจะมาลงที่บุญโฮมเป็นประจำ ความจริงอันน่าเศร้าอย่างแรกคือบุญโฮมกลายเป็นเหยื่ออารมณ์ร้ายของพ่อตนเอง อย่างที่สองคือเขาตกเป็นเหยื่อของชาวบ้าน ถูกชาวบ้านเรียกว่า “บักโฮมผีบ้า” ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เดินไปไหนในหมู่บ้านก็มักจะถูกเด็กๆ ปาก้อนหินใส่ ในที่สุดเขาก็ไปปลูกกระท่อมอยู่ที่ทุ่งนาใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงที่ชาวบ้าน เรียกว่า “อีกืก” (หญิงใบ้) ที่ว่ากันว่าเคยเป็นโสเภณีอยู่ในเมือง ต่อมาติดโรคที่รักษาไม่หาย เขาเลยเอามาปล่อยในหมู่บ้าน และกลายมาเป็นเมียของบุญโฮม
แล้วชะตากรรมก็เล่นตลกกับบุญโฮมไม่เลิก เมื่อเขาต้องกลายมาเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องราวมีว่า ผู้ใหญ่บ้านได้รับคำสั่งจาก “ท่าน ส.ส.” ให้หาคนในหมู่บ้านไปร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ 20 คน แต่หาคนได้ไม่ครบในที่สุดก็พาบุญโฮมไปด้วย เขาไม่รู้ว่าไปทำอะไร จะได้หรือไม่ได้อะไร เขารู้สึกดีใจหน่อยตอนที่ผู้ใหญ่บ้านขอตัวกลับก่อนแล้วทิ้งเงินไว้ให้คนละ 300 บาทต่อวัน รู้สึกเขาจะได้ราวๆ 900 บาท เป็นเงินก้อนแรกที่เขามีโอกาสได้จับในชีวิต เขาอยู่ในที่ชุมนุมโดยไม่รู้เรื่องอะไร แต่ที่เขาช่วยอะไรได้บ้างคือช่วยดูแลลุงใสขี้เมาที่บังเอิญเป็นไข้ในระหว่าง ชุมนุม ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลุงใสนั้นเคยรังเกียจความเป็น “บักโฮมผีบ้า” ของเขามากเพียงใด เพื่อนของเขาเล่าฉากสุดท้ายของชีวิตบุญโฮมว่า
คืนสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย เปลวไฟรอบๆ เริ่มสงบลงมาก เหลือเพียงควันสีดำๆ และฝุ่นผงที่ลอยกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ลุงใสไข้ขึ้น กินยาแล้วยังไม่ดี ตอนนั้นบุญโฮมต้องนอนอยู่ข้างแก ตกดึกผมกำลังจะเคลิ้มหลับ คลับคล้ายคลับคลาว่าลุงใสแกปวดท้องจะเข้าส้วมแต่ลุกไม่ได้ แกตะโกน “บักผีบ้า พากูไปส้วมเร็ว ขี้จะแตก” บุญโฮมลุกขึ้น เอามือช้อนไปที่ใต้รักแร้ของลุงใส แล้วหิ้วแกขึ้นเหมือนหิ้วของเบาๆ เนื่องจากร่างกายของเขาใหญ่โตแข็งแรง และลุงใสผอมกะหร่องอย่างนั้น ผมมองตามไปสักพักก็เห็นสองคนนั้นล้มลงเต็มแรง ลุงใสด่า “บักห่าเอ๊ย พากูล้ม มึงไม่มีตาหรือไงวะ” แต่ร่างของบุญโฮมที่ล้มไปนั้นไม่ไหวติง ลุงใสที่นอนอยู่พยายามเอาตีนไปกระทุ้ง “ลุกๆ บักผีบ้า” ไม่มีเสียงตอบ ผมเอะใจ จึงถลันไปที่ร่างนั้น บุญโฮมนอนคว่ำหน้า เมื่อผมกับเพื่อนครูอีกคนช่วยกันพลิกร่างของเขากลับมาในท่านอนหงาย ผมก็ตกใจสุดขีด ที่หน้าผากของเพื่อนผู้อับโชคของผมมีรอยกระสุนและคราบเลือดตรงปากทางกระสุน นิดหน่อย แต่บริเวณท้ายทอยที่มือของผมกำลังอุ้มประคองอยู่นั้น ผมสัมผัสได้ถึงเลือดที่เหนียวเหนอะนองเต็มไปหมด สองตาของเพื่อนยังเปิดอยู่ ดวงตานั้นยังใสซื่อเหมือนเมื่อก่อน ต่างเพียงตอนนี้ดวงตาคู่นี้กำลังอยู่ในร่างที่ไร้วิญญาณ
ผมอ่านเรื่องสั้น “บักโฮมผีบ้า” จบลงด้วยความรู้สึกหดหู่ บอกไม่ถูกว่าโลกของความเป็นจริงกับโลกในนิยายอันไหนน่าเศร้ามากกว่ากัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตที่ตกเป็น “เหยื่อ” ในแทบทุกสังคมนั้นมีอยู่จริง คนอย่างบุญโฮม ก็ไม่ใช่คนที่เราไม่อาจพบได้ในโลกของความเป็นจริง
จะว่าไปแล้ว โลกในความเป็นจริงอาจโหดร้ายกว่าโลกในนิยายด้วยซ้ำ อย่าง 6 ศพที่วัดปทุมพวกเขาคงไม่ได้เขียนนิยายให้ตนเองต้องมาปิดฉากลงเช่นนั้น แต่มีคนอื่นเขียนฉากสุดท้ายของชีวิตพวกเขา หรือแม้แต่ เสธ.แดงที่เราเห็นได้ชัดว่าเขาเลือกที่จะกำหนดบทบาทของเขาเอง ไม่ได้ถูกใครจูงจมูก แต่แน่นอน เขาไม่เขียนนิยายชีวิตของตนเองให้ต้องปิดฉากลงเช่นนั้น คนอื่นเป็นคนเขียน 6 ศพที่วัดปทุม เสธ.แดง หรือรวมแล้ว 98 ศพ พวกเขาคือ “เหยื่อ” ของใครหรือระบบอำนาจใดก็ตามที่เป็นผู้เขียนฉากสุดท้ายของชีวิตพวกเขา
ผมสนใจมุมมองบางอย่างที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครผู้เล่าเรื่องราวชีวิตของบุญโฮม ตอนหนึ่งตัวละครนี้พูดถึงจุดยืนทางการเมืองของตนเองว่า
ผมไม่ใส่เสื้อสีไหนทั้งนั้น แต่ลึกๆ นั้น ผมเองว่าไปแล้วค่อนข้างเอนเอียงมาทางแดง เพราะรู้สึกว่าเหลืองนั้นในช่วงหลังๆ มีหลายเรื่องที่ผมเห็นว่าอธิบายด้วยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ แต่หากกล่าวถึงแกนนำทั้งเหลืองทั้งแดง ผมไม่ไว้ใจฝ่ายไหนทั้งนั้น คนที่เป็นแกนนำในทางการเมืองบ้านเรา นับร้อยทั้งร้อยเป็นคนที่สืบประวัติได้ทั้งหมดว่า เคยเคลื่อนไหวมาก่อนทั้งสิ้น แกนนำแบบนี้ผมมองว่าเหมือนคนติดยาเสพติด การเมืองเป็นยาเสพติดอย่างหนึ่ง เมื่ออยู่ใกล้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยั่วยวน คนพวกนี้ก็จะอดไม่ได้ และที่น่าเศร้าก็คือคนพวกนี้แหละที่พาผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายไปล้มตายมานักต่อ นักแล้ว
หลายคนอ่านประโยคสุดท้ายแล้วอาจโกรธจน “ของขึ้น” เพราะคำว่า “แกนนำพาคนไปตาย” เป็นวาทกรรมทางการเมืองที่เถียงกันได้มาก บ้างก็มองว่ามันไม่แฟร์เพราะเป็นการลงโทษฝ่ายที่ไม่ได้ลงมือฆ่ามากกว่า ไม่ได้โทษความผิดของฝ่ายที่ลงมือฆ่าไปแล้ว และไม่มีความหมายในเชิงว่าจะมีแนวทางป้องกันฝ่ายที่ลงมือฆ่าไปหลายต่อหลาย ครั้งแล้วไม่ให้ฆ่าอีกได้อย่างไร
วาทกรรมนี้หากจะมีเหตุผลอยู่บ้างก็ในแง่ของการเรียกร้องความรับผิดชอบจาก แกนนำให้ถือว่า การปกป้องชีวิตของมวลชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดกว่าชัยชนะทางการเมือง จำได้ว่าผมเคยเขียนบทความชื่อ “แกนนำ นปช. อย่าพาคนไปตาย” ลงประชาไทวันที่ 16 เม.ย.53 (ในเวลานั้น อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ออกมาเตือนประมาณว่า “เพียงเพื่อให้ได้การเลือกตั้ง ตาย 1ศพ ยังไงก็ไม่คุ้ม นี่ตั้ง 25 ศพแล้วจะบวกอีกเท่าไรยังไม่ทราบ ถ้าไม่เปลี่ยนยุทธวิธีต่อสู้”) ในบทความนั้นเนื้อหาไม่ได้มุ่งตำหนิแกนนำ แต่ผมเห็นว่า ในขณะนั้นแกนนำสามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่า หากไม่หาทางคืนสู่โต๊ะเจรจาให้ได้ และยังเดินเกมกดดันต่อไปเช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้น!
ส่วนเรื่องไม่เลือกสีเพราะไม่ไว้ใจแกนนำนั้น มีหลายคนที่คิดเช่นนั้น ผมเคยสัมภาษณ์หลวงพี่ไพศาล วิสาโล ท่านก็ตอบแบบนี้ บางคนนั้นถึงขนาดอึดอัดไม่อยากแสดงความเห็นทางการเมือง เพราะกลัวถูกผลักไปเป็นสีนั้นสีนี้ เหตุผลของแต่ละคนก็ต่างกันไป บางคนไม่เลือกสีแต่ก็พยายามเข้าใจและเคารพเหตุผลของทุกสี บางคนไม่เลือกเพราะรังเกียจหรือเบื่อหน่ายทุกสี บางคนไม่เลือกเพราะเห็นว่าทุกสีต่างก็ “ไม่บริสุทธิ์” เพราะต่างมี “วาระซ่อนเร้น” ของตนเอง หรือต่างตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และอำมาตย์ หรือกระทั่งมองว่าพวกเลือกสีไม่รู้ประชาธิปไตย ไม่ได้สู้ด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยจริงๆ พวกนี้ก็จะพยายามมาเทศนาให้ทุกสีลดพฤติกรรมก้าวร้าว หยาบคาย หันมาเจรจาด้วยเหตุผล รับฟังกันและกัน ฯลฯ แต่ไม่รู้ว่า พวกเขามีข้อเสนออะไรที่จะแก้ระบบอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ส่วนตัวผมนั้นเห็นว่า เหตุผลเรื่องไม่ไว้ใจแกนนำนั้น เป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักมากนัก ผมคิดตรงไปตรงมาว่า แกนนำก็คือคนที่แสดงบทบาทหนึ่งในการต่อสู้ทางการเมืองตามความสามารถที่เขามี ส่วนที่คนออกมาร่วมต่อสู้จำนวนมากนั้น ขึ้นอยู่กับว่า “วาระทางการเมือง” ที่แกนนำเสนอประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่จริงสามารถปลุกเร้า มโนธรรมทางสังคมได้มากน้อยเพียงใด ถึงที่สุดแล้วการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองก็ไม่ได้ผูกอยู่กับแกนนำ และแกนนำแต่ละยุคก็ไม่ใช่คนที่ดีหรือเลวบริสุทธิ์
บางคนชอบนำ “สามเกลอหัวขวด” ไปเปรียบเทียบกับแกนนำยุค 14 /6 ตุลา เพื่อสรุปว่าแกนนำยุคนั้นสู้ด้วยอุดมการณ์มากกว่า แต่ผมเคยเห็น “ท่านพี่ใบตองแห้ง” ซึ่งเป็นคนเดือนตุลา พูดออกทีวีว่า กระบวนการ 6 ตุลา กับกระบวนการเสื้อแดงปัจจุบันก็เหมือนกันนั่นแหละคือไม่ได้บริสุทธิ์ชนิดที่ มองได้แบบขาว-ดำ เขาจึงแปลกใจว่าทำไมคนที่เคยเป็นอดีตนักศึกษา 6 ตุลา จึงเชียร์ให้ล้อมปราบคนเสื้อแดงได้ลงคอทั้งที่ต่างก็ถูกล้อมปราบด้วยการอ้าง สถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกัน (พูดจบก็ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่) นี่ยังไม่ต้องพูดถึง “กวีธรรม” ที่เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาว่ามองเสื้อแดงเป็น “ควายแดง” อย่างไร หรือคนอย่าง “หงา คราวาน” ยังต้องออกมาทวงสีแดงคืนด้วยอ้างว่าเป็นสีเลือดในกายของทุกคน ใครจะผูกขาดสีแดงไม่ได้ เป็นต้น นี่คือตัวอย่างให้เห็นว่า แกนนำไม่ว่ายุคไหนก็ไม่ใช่คนที่เราอาจฝากความเชื่อใจไว้ได้ แต่เราควรเชื่อและเลือกฝ่ายที่สู้ด้วยวาระประชาธิปไตยและอ้างอิงวาระดัง กล่าวในการตรวจสอบแกนนำด้วย
จริงอยู่คนที่เลือกฝ่ายเสื้อแดง นักการเมือง พรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุนก็ไม่ใช่บริสุทธิ์ ไร้บาดแผล ซึ่งคนเสื้อแดงย่อมรู้ความจริงนี้ แต่ที่ผมมองว่า พวกเขาเลือกฝ่ายถูกก็คือพวกเขาเลือกฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ (ไม่มีกฎหมายห้าม) ประชาธิปไตยมันก็เป็นแบบนี้ จะหาอะไรที่ดีบริสุทธิ์ส่วนเดียวได้อย่างไร (สมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือระบบอะไรก็ไม่มีที่ดีบริสุทธิ์หรอก) มันคือการเดินทาง การร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันท่ามกลางความกึ่งดิบกึ่งดีนี่แหละ
ประเด็นสุดท้าย คือมุมมองเกี่ยวกับ “ความไม่รู้เรื่อง” ของชาวบ้าน ตัวละครที่เล่าเรื่องพูดถึงความไม่รู้เรื่องของชาวบ้านที่มาชุมนุมทางการ เมืองว่า
วันหนึ่งคนบนเวทีพูดเรื่อง “สองมาตรฐาน” ลุงใสแกได้ยิน แกหันมาถามผมว่า “อาจารย์เขาพูดเรื่องสองอีหยังวะ สองถานสามถานมันเกี่ยวอีหยังกับถาน (ส้วม-ผู้เขียน) พระวะ” ....
ลุงใสนี้ผมคิดว่า เป็นตัวอย่างของชาวบ้านธรรมดาๆ ที่บางครั้งก็เข้ามาเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในอีกแบบหนึ่ง แกไม่รู้เรื่องส่วนใหญ่ที่คนพูดบนเวที แกรู้จักทักษิณคนเดียว และแกเชื่อของแกว่าทักษิณดี เพราะแกเคยเห็นทักษิณนั่งรถอีแต๋นในโทรทัศน์ และมีข่าวในช่วงทักษิณตระเวนอีสาน ใครเข้าไปขออะไรทักษิณให้หมด นายกอย่างทักษิณนี่แหละที่ลุงใสแกเชื่อว่าดี แกมาคราวนี้เพราะแกเชื่อว่าจะช่วยให้ทักษิณได้กลับมาเป็นนายกอีก
อันที่จริงผมชอบตัวละครตัวนี้นะครับในแง่ที่เขาเป็นคนที่มีจิตใจละเอียด อ่อนต่อ “บักโฮมผีบ้า” เพื่อนผู้อับโชคของเขา และช่วงท้ายๆ ของเรื่องเขาก็เล่าถึงลุงใสอย่างให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของแก แต่มุมมองข้างบนนี้ผม “รู้สึก” ว่าจะขัดกับบุคลิกภาพของตัวละครที่เป็น “ครูบ้านนอก” ผู้ไม่ติดจานดาวเทียมเกาะติดการชุมนุมทางการเมืองอย่างที่เขาเล่าแต่ต้น
เพราะอ่านมุมมองนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงนักธุรกิจคนหนึ่งออกทีวี (ที่ผมจำได้ไม่ลืม) เขาพูดถึงชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า “แกนนำเขาชวนมาโค่นอำมาตย์ก็มาตามเขา ไม่รู้ว่าอำมาตย์คืออะไร พอมาถึงก็ถามว่า ไหนต้นอำมาตย์อยู่ไหนพวกเราจะได้ช่วยกันโค่น” ผมเลยสงสัยว่าทำไมครูบ้านนอกคนนี้จึงมีมุมมองต่อชาวบ้านเหมือนมุมมองของคน ชั้นกลางในเมืองเหลือเกิน ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าอาจมีชาวบ้านอีสานจำนวนหนึ่งมีมุมมองเช่นนี้อยู่จริง แต่ผมไม่เชื่อว่าการเกิดขึ้นของหมู่บ้านเสื้อแดง หรือเป็นเสื้อแดงเกือบทั้งภาค หรือการที่ชาวบ้านธรรมดาออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมหาศาลขนาดนี้จะเป็น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงเพราะพวกเขาไม่มีสำนึกทางการเมือง หรือเพียงแค่นิยมชมชอบทักษิณอย่างผิวเผิน
ว่าโดยสรุป เรื่องสั้น “บักโฮมผีบ้า” สะท้อนโศกนาฏกรรมของคนที่ตกเป็น “เหยื่อ” ได้อย่างสะเทือนใจ ผมชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้ อ่านแล้วทำให้ผมคิดถึงเหยื่อรายอื่นๆ นึกถึงอากง นักโทษมโนธรรมสำนึกในคดี 112 นึกถึงชาวบ้านหลายจึงหวัดที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 20-30 ปี (ที่เพิ่งได้ประกันตัวไปบ้างในระยะหลังๆ) หลายคนสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ และอิสรภาพที่แลกมาได้เพียง “การเลือกตั้ง” แต่รัฐบาลที่เลือกมาไม่มีอำนาจจะทำอะไรเลย ไม่ต้องพูดถึงแก้ 112 แม้แต่จะแก้รัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นขบถล้มล้างการปกครองเสียแล้ว นี่หมายความว่าเราตกเป็นเหยื่อของใคร และมีใครบ้างที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ
พูดก็พูดเถอะ อย่างอากงที่ต้องตายในคุกเพราะทำผิดด้วยข้อความเพียง 4 ข้อความ นี่คือเหยื่อในโลกความจริงที่น่าเศร้ายิ่งกว่าเหยื่อในนิยายเสียอีก อย่างอาจารย์สมศักดิ์จะว่าไปก็คือ “เหยื่อ” ที่ถูกสังคมตัดสินว่า “มีอคติต่อเจ้า” ที่ว่า “สังคม” ตัดสินเพราะไม่ใช่เสื้อเหลืองเท่านั้น แม้แต่สื่อหรือนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าบางคนก็มองว่าเขามีอคติต่อเจ้า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเขาสู้กับอคติเชิงโครงสร้างที่กำหนดให้พูดถึง สถาบันเฉพาะด้านบวกเพียงด้านเดียว
ความมีเหตุผลหรือเป็นวิทยาศาสตร์ก็คือ บุคคลที่มีบทบาทสาธารณะทุกคนต้องพูดถึงได้ทั้งด้านบวกและลบ หรือต้องถูกวิจารณ์ตรวจสอบได้ แต่ประหลาดไหม คนที่ต่อสู้ด้วยจุดยืนของเหตุผลเช่นนี้กลับกลายเป็นเหยื่อถูกพิพากษาว่ามี อคติ ขณะที่ฝ่ายปกป้องโครงสร้างอคติกลับไม่มีใครว่าอะไร
แน่นอน นิติราษฎร์ก็ตกเป็นเหยื่อ เช่นที่อาจารย์วรเจตน์ถูกทำร้ายร่างกาย และกลุ่มนิติราษฎร์ถูกโจมตีใส่ร้ายต่างๆ จะว่าไปคนที่นิยามตนเองว่าเป็นกลาง หรือไม่เลือกฝ่ายอาจกำลังตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัวในความหมายใดความหมาย หนึ่งอยู่ก็ได้
แต่เหยื่ออย่างเราๆ ก็ยังดีกว่าบักโฮมผีบ้า เพราะเรายังมีสติสตังสมประกอบ และสามารถเลือกได้ว่าจะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตนเอง ปลดปล่อยกันและกันไม่ให้ต้องอยู่ในสภาพที่ตกเป็น “เหยื่อ” เช่นนี้ตลอดไปได้อย่างไร!


หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม: บักโฮมผีบ้า “เหยื่อ” ของความขัดแย้งทางการเมือง: เรื่องสั้นของ สมภาร พรมทา

ส่องเทรนด์ "หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง" เครือข่ายชั้นนำใหม่?

ที่มา ประชาไท

 

"นวลน้อย ตรีรัตน์" ศึกษาหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบันชั้นนำ เชื่อเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนใหม่ขึ้นเป็นชนชั้นนำ แต่คนข้างล่างยังไร้การต่อรองเหมือนเดิม "อานันท์ กาญจนพันธุ์" ชี้หลักสูตรฯ เป็นพื้นที่กลั่นกรองผู้นำ ที่ภาครัฐ-ธุรกิจวางใจ สะท้อนภาพ "ประชาธิปไตยไทย"

(15 ส.ค.55) นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนองานวิจัยเรื่อง "เครือข่ายผู้บริหารระดับสูง" ซึ่งจัดทำร่วมกับ ภาคภูมิ วาณิชกะ ในงานสัมมนาทางวิชาการเพื่อการเสนอผลงานวิจัย "สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป" ที่ศูนย์สารนิเทศ จุฬาฯ
โดยงานวิจัยดังกล่าวศึกษาโครงสร้างอำนาจจากการวิเคราะห์เครือข่ายความ สัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและองค์กรในระดับสูง หรือชนชั้นนำในสังคมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโดยพิจารณากลไก วิธีการ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดความร่วมมือที่ทำให้เกิดการสร้าง รักษา และสืบทอดอำนาจ และเชื่อมโยงถึงการสะสมความมั่งคั่ง โดยศึกษาหลักสูตรผู้บริหาร 6 หลักสูตร ได้แก่
(1) หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
(2) หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) ของวิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
(3) หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) ของสถาบันพระปกเกล้า
(4) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ของสถาบันวิทยาการตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(5) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) ของหอการค้าไทย
(6) หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จาก 6 หลักสูตรแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย 4 หลักสูตร คือ วปอ. (รวมทั้งหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) และหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐเอกชนและการเมือง (วปม.)) บ.ย.ส., ปปร. และ พตส.
กลุ่มที่ 2 คือ หลักสูตรที่บริหารจัดการโดยหน่วยงานที่ไม่ใช่ภาครัฐ ประกอบด้วย 2 หลักสูตร คือ วตท. และ (2) TEPCoT
เป้าหมายของกลุ่มที่ 1 จะเน้นพัฒนาศักยภาพหรือแนวคิดของผู้เข้าเรียน มีการประเมินผลอย่างชัดเจน เป้าหมายของการศึกษามีลักษณะกว้างและเป็นประโยชน์สาธารณะ โดยเครือข่ายที่หลักสูตรสร้างขึ้นไม่มีบทบาทในการผลักดันผลประโยชน์ที่ เกี่ยวข้องกับเจ้าของหลักสูตรชัดเจนนัก ขณะที่กลุ่มที่ 2 เน้น "กล่อมเกลาทางความคิด" ให้คนที่เข้ามาเกิดความเชื่อแบบเดียวกันเป็นหลัก และจะมีการผลักดันข้อตกลงหรือแนวคิดบางประการจากเครือข่ายที่หลักสูตรสร้าง ออกไปด้วย
การสร้างเครือข่ายของหลักสูตร แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ 1.การคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษา โดยกลุ่มที่ 1 ซึ่งจัดโดยราชการ เน้นผู้เรียนที่เป็นผู้บริหารระดับกลางที่เป็นดาวรุ่ง หรือผู้นำในอนาคต ขณะที่กลุ่มที่ 2 เน้นที่ผู้มีอำนาจบทบาททางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม 2.การสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของหลักสูตร โดยทั้งสองกลุ่มเน้นการสร้างกิจกรรมทางสังคมที่ก่อให้เกิดการสร้างความ สัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของผู้เรียน โดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ ปฐมนิเทศ การรับน้อง มีสายรหัส 3.ตอกย้ำหรือรักษาความสัมพันธ์หลังสำเร็จการศึกษา โดยตั้งสมาคมศิษย์เก่า เพื่อดำเนินกิจกรรมความร่วมมือระหว่างรุ่น

อาชีพของผู้เข้าเรียนในหลักสูตรต่างๆ

การตั้งเครือข่ายศิษย์เก่า
(ที่มา: สไลด์ประกอบการบรรยาย)

 
นวลน้อยยกตัวอย่างเครือข่ายที่เกิดขึ้นในระดับปัจเจก อาทิ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งผ่านการศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงมา 3 หลักสูตร คือ วปอ. 34 (2534) วตท. 4 (2550) และ TEPCoT 2 (2552) ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ. ที.เค.เอส.เทคโนโลยี ซึ่งมีสุพันธุ์ มงคลสุธี กรรมการและรองประธานกรรมการบริษัทเป็นนักศึกษา วตท.รุ่นที่ 3 และณรงค์ จุนเจือศุภฤกษ์ กรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบเป็นนักศึกษา วตท.รุ่น 4 และณรงค์เป็นรองประธานกรรมการ บมจ.มติชนในปัจจุบัน
ส่วนตัวอย่างของเครือข่ายเชิงสถาบันกับการผลักดันผลประโยชน์องค์กร นวลน้อยยกตัวอย่างของการจัดสัมมนาใหญ่ "ตลาดทุนไทย...ใครจะผ่าตัด" เมื่อปี 2551 โดย วตท.รุ่น 1-5 ซึ่งสามารถเชิญ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง ในขณะนั้นมาร่วมงาน และหลังจากนั้น นพ.สุรพงษ์ ได้เซ็นคำสั่งจัดตั้งแผนพัฒนาตลาดทุน ซึ่งมีคณะทำงานเกือบ 90% ผ่าน วตท.ทั้งสิ้น แผนนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วใน 1-2 ปี โดยมีเรื่องสำคัญคือ การเปลี่ยนสภาพตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นวาระของคนส่วนหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในแผนดังกล่าว การผลักดันนี้เข้าสู่กฤษฎีกาได้ในสมัยรัฐบาล ปชป. แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็พลิกล็อค โดยกิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยกับการแปรสภาพเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้ว ในฐานะผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เองมีความเกี่ยวเนื่องกับคนในตลาดบางส่วนที่ ต้องสูญเสียประโยชน์ สุดท้ายปลายปี 2554 เขาได้ขอถอนร่างออกจากกฤษฎีกา โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นนโยบายรัฐบาล
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการรวมตัวเชิงสถาบัน และกล่อมเกลาทางความคิด หลายเรื่องเดินหน้าไปได้เร็ว แต่เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ใช่คนกลุ่มดียวในสังคม กลุ่มอื่นๆ จึงสามารถปะทะขัดขวางแรงขับเคลื่อนเหล่านี้ได้
นอกจากนี้ เมื่อเทียบหลักสูตรการศึกษาพิเศษเหล่านี้กับมหาเศรษฐีไทย 40 อันดับ จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ พบว่า นักธุรกิจที่มีธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ จะไม่นิยมเข้าเรียน นอกจากนี้ พบว่า จาก 40 ตระกูล คนในแต่ละตระกูลนิยมเข้าเรียน วตท. 19 ตระกูล วปอ. 13 ตระกูล และ บ.ย.ส. และ ปปร. อย่างละ 6 ตระกูล
นวลน้อยตั้งคำถามว่า การรวมตัวของบุคคลชั้นนำผ่านหลักสูตรเหล่านี้จะก่อให้เกิดการผูกขาดอำนาจชน ชั้นนำมากขึ้นหรือไม่ หรือจะเกิดในลักษณะที่สองคือ เป็นช่องทางให้กลุ่มทุนใหม่ที่เติบโตจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว แทรกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ ซึ่งส่วนตัวแล้วเชื่อแบบที่สองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม นวลน้อยชี้ว่า แต่เมื่อพิจารณาทั้งหมด ไม่ว่าจะส่งผลแบบใด ก็คงไม่ทำให้สังคมไทยเสมอหน้ามากขึ้น เพราะการเกาะเกี่ยวกันไม่ว่ารูปแบบไหน ทำให้การแสวงหาผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ชนชั้นนำมากขึ้น โดยที่ประชาชนที่อยู่ภายนอกหรือระดับล่างย่อมเข้าไม่ถึง และสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปัญหาในอนาคต

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง: พื้นที่การเมืองใหม่

อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์งานวิจัย กล่าวว่า หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงนี้เป็นพื้นที่ทางการเมืองใหม่ในสังคมไทย ที่คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญนัก โดยถือเป็นพื้นที่กลั่นกรองผู้นำทางการเมืองและธุรกิจ ในแบบที่ไม่ใช่การเลือกตั้ง
อานันท์ กล่าวเสริมว่า ที่สังคมไทยมักคิดว่าผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือความสามารถในระบบราชการนั้นไม่ใช่ เพราะระบบเมืองไทยไม่เปิด ระบบราชการและธุรกิจจึงต้องเปิดพื้นที่ของตัวเอง เพื่อกลั่นกรองผู้นำของตัวเองที่ตัวเองให้การยอมรับ หรือที่เรียกว่า "ความไว้วางใจ" ดังนั้นสำหรับตัวอย่างเรื่องตลาดหลักทรัพย์ข้างต้น เขามองว่าเป็นเรื่องของอำนาจกับความไว้วางใจมากกว่าเรื่องของเครือข่ายหรือ กลุ่มพรรคพวก เพราะจะเห็นว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็เปลี่ยน
อานันท์กล่าวว่า จากเรื่องดังกล่าว อาจมองได้ว่า ในสังคมไทยที่คิดว่ามีการเลือกตั้ง จริงๆ แล้วใช้รูปแบบเชิงซ้อนอยู่ตลอด ดึงอำนาจจากประชาชนไปหลายรูปแบบ อยู่ในที่ที่เขาควบคุมได้ จัดการได้ ประชาชนก็เล่นไปตามเกมที่เขาให้เล่น เลือกตั้งกันไป ดีใจกันไป แต่จริงๆ พื้นที่ที่เขาดึงเอาไว้มันมีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ เขากล่าวด้วยว่า เป้าหมายหนึ่งของหลักสูตรต่างๆ ที่ต้องการหลอมความเข้าใจ ให้เกิดการทำงานเข้าขากันนั้น จริงๆ ไม่ต้องทำก็ได้ เพราะกลไกเสรีนิยมทำงานอย่างดีผ่านกลไกข่าวสารอยู่แล้ว ดังนั้น หลักสูตรเหล่านี้จึงไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะเลย เพราะประโยชน์สาธารณะไม่ใช่การเห็นด้วยแต่ต้องทำให้เห็นต่าง เพราะสังคมไทยต้องการการถกเถียงในกระแสเสรีนิยมใหม่ การคิดเหมือนกันจะยิ่งทำให้ปัญหาการขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปได้ยากขึ้น และทำให้ไทยยังติดกับดับรายได้ชนชั้นกลางอย่างที่เป็นอยู่
สำหรับงานสัมมนาทางวิชาการเพื่อการเสนอผลงานวิจัย "สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่งคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สนับสนุนโดย สกว. สกอ.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 15-16 ส.ค.


ผาสุก พงษ์ไพจิตร : ภาพรวมความเหลื่อมล้ำ กับสัญญาณการเปลี่ยนแปลง(จากชั้นล่าง)

ที่มา ประชาไท

 
 15 ส.ค.55 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดสัมมนาทางวิชาการเพื่อการเสนอผลงานวิจัย
“สู่สังคมไทยเสมอหน้า การศึกษาโครงสร้างความมั่นคั่งและโครงสร้างอำนาจเพื่อการปฏิรูป” ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สนับสนุนโดย สกว. สกอ.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในช่วงแรกของรายการเป็นการกล่าวถึงภาพรวมโครงการโดย ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร หัวหน้าโครงการวิจัย  รายละเอียดมีดังนี้

เป็นที่ชัดเจนว่ารายได้ของครัวเรือนไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง ความเหลื่อมล้ำนี้เพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูมากๆ ระหว่างปี 2533-2538 และมีแนวโน้มลดลงเพียงเล็กน้อยหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ปัจจุบันระดับความเหลื่อมล้ำของไทยเป็นรองก็แต่เพียงลาตินอเมริกาและอาฟริกา เท่านั้น
ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ส่งผลต่อไปถึงความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ได้แก่ ความมั่งมี (ที่ดิน ทรัพย์สินอื่นๆ ) ความเหลื่อมล้ำด้านสังคม (การแบ่งช่วงชั้นทางสังคม การเข้าถึงการศึกษา การได้รับการยอมรับนับถือ ศักดิ์ศรี) ความเหลื่อมล้ำด้านการเมือง (เข้าไม่ถึงอำนาจทางการเมืองและการกำหนดนโยบาย)
ประเทศอื่นๆ ในโลกกำลังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำสูงเช่นกัน ทั้งนี้เป็นผลพวงของการดำเนินนโยบายตามแนวทาง “เสรีนิยมใหม่” (เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำเป็นผลดีกับความเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับกลไกตลาดเป็นตัวกำหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นหลัก พร้อมทั้งลดบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจ การเปิดเสรีการค้า การลงทุน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การลดบทบาทของสหภาพแรงงาน ฯลฯ)  ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้จึงเป็นปัญหาของโลก ทั้งภายในแต่ละประเทศและระหว่างประเทศ
ถึงกระนั้น ข่าวดีก็พอมีอยู่ บางประเทศ ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจและการเมือง จนสามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เราน่าจะเรียนรู้ได้บ้างจากประเทศเหล่านี้
ที่ลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางพอๆ กับไทย และยังเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมากที่สุดในโลกก็ยังดีขึ้น บางประเทศดำเนินมาตรการใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เช่น อุดหนุนให้เด็กๆ ของครัวเรือนมีฐานไม่ดีไปโรงเรียน และรับการตรวจรักษาอย่างทั่วถึง อาร์เจนจินาและบราซิล ปฏิรูประบบภาษีจนสามารถเก็บภาษีได้คิดเป็นร้อยละ 34 ของจีดีพี (ของไทยเท่ากับร้อยละ 17) เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศโออีซีดี (เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สแกนดิเนวีย สหรัฐฯ) ทำให้มีเงินรายได้พอจะใช้จ่ายด้านสังคม ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก เช่น อิควาดอร์และอาร์เจนตินา ต่อรองกับบริษัทข้ามชาติ (น้ำมันและเหมืองแร่) ให้เพิ่มส่วนแบ่งรายได้จากกำไรให้รัฐบาล เอามาใช้จ่ายด้านประกันสังคม
ประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียนของเรา ล้วนมีการกระจายรายได้ดีกว่าของไทยทั้งสิ้น ซึ่งก็น่าแปลกใจเพราะว่าต่างก็มีสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คล้ายๆ กับเราอยู่ อีกทั้งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจก็ไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น มาเลเซีย เคยมีความเหลื่อมล้ำสูง แต่ได้ลดลงจนขณะนี้ต่ำกว่าไทยมาก เพราะว่าทำโครงการสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ทศวรรษ 2513 รัฐบาลแบ่งที่ดินของรัฐให้กับเกษตรกรผู้เช่าและจงใจอุดหนุนเพิ่มโอกาสให้ ครัวเรือนระดับล่างได้รับการศึกษาดีถึงขึ้นอุดมศึกษา ทำไมมาเลเซียจึงทำได้สำเร็จ เพราะว่ารัฐบาลและคนส่วนใหญ่ของประเทศเชื่อว่า การลดความเหลื่อมล้ำจะลดความขัดแย้งด้านเชื้อชาติระหว่างคนจีนกับคนมาเลย์ลง ได้นั่นเอง
ตรงนี้มีบทเรียนอีก คนฐานะดีมักจะต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับมาตรการลดความเหลื่อมล้ำเพราะเชื่อ ว่าพวกเขาจะเสียประโยชน์ แต่นั่นเป็นความคิดสั้น คือ คิดแบบ “ถ้าเธอได้ ฉันไม่ได้” (Zero-sum game) สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำไม่มาก และมีระบบประกันสังคมที่ดีจะเป็นสังคมที่มีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพทาง การผลิตมากกว่า
ในช่วงห้าหกปีมานี้ การเรียกร้องด้านการเมืองได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองไทยร่วมสมัย ขบวนการเสื้อแดงได้ใช้คำว่า “ไพร่” และ “อำมาตย์” เสียดสีถึงผู้ที่ยังคิดแบบสังคมมีช่วงชั้นในระบอบการเมืองเดิมสมัยก่อน ซึ่งมีคนจำนวนน้อยอยู่เหนือคนจำนวนมาก และคนจำนวนมากต้อง “เกรงใจ” คนมีอำนาจจำนวนน้อยนั้น ชาวเสื้อแดงคนหนึ่งบอกนักวิชาการว่า ในความเห็นของเขา ประชาธิปไตยคือความยุติธรรม ทั้งทางด้านกฎหมาย การเมือง และการศึกษา
ข้อเรียกร้องนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้น เราพบเห็นได้ทั่วไป เช่น ปรากฏการณ์ Arab Spring ในตะวันออกกลาง และการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งที่ลาตินอเมริกา ซึ่งได้นำรัฐบาลปฏิรูปสู่อำนาจและแม้แต่ที่ยุโรปใต้ที่กำลังมีวิกฤตเงินยูโร อยู่ขณะนี้
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเมืองใหม่ ในแต่ละประเทศมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ได้แก่ คนระดับล่างของประเทศ ได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ผู้คนต้องโยกย้ายไปทำงานต่างถิ่นทั้งภายในประเทศของตนเองและทำงานต่าง ประเทศก็มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากประสบการณ์และได้เห็นความแตกต่าง ผู้คนใช้อินเทอร์เน็ต ฟังวิทยุชุมชน และดูเคเบิลทีวี หลายสถานี ทุกๆ คนได้รับการศึกษาแบบไม่เป็นทางการเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน
อีกปัจจัยหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกแห่ง ก็คือ การต่อต้าน เศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ เพราะว่าทำให้ผลได้ทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของคนเพียงหยิบมือหนึ่งเท่านั้น
แต่ทุกแห่งก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้วย ที่เมืองไทยรายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในเวลา 30 ปีหรือในชั่วอายุคนเดียว เมื่อผู้คนมีรายได้สูงขึ้น ก็จะเปลี่ยนทัศนคติ ความคาดหวังในชีวิตและความต้องการต่างๆ จะหลากหลายขึ้น รู้สึกว่าเขาควรจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ เขาควรจะมีสินค้าและบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา ถนนลาดยาง รถไฟฟ้า เขาควรจะได้พูดคุยกับนักการเมืองเพื่อบอกว่าเขาอยากได้อะไร เขาเห็นกับตาว่า คนบางคนเข้าถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาอยากได้ได้ดีกว่าตนเอง และเขาก็อยากอยู่ในสภาพเช่นนั้นบ้าง เส้นแบ่งระหว่างเมือง-ชนบท จน-รวย  ผู้ใหญ่-ผู้น้อย ได้ลางเลือนลงกระบวนการดังกล่าวนี้ คือกระบวนการสร้างความรู้สึกเป็น “พลเมือง” (citizen) และมีศักยภาพที่จะนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและก้าวหน้าได้
ที่สำคัญคือ คนชั้นกลางเมือง ไม่อาจผูกขาดความต้องการเสรีภาพ การสร้างเส้นสายธรรมาภิบาล ความเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเมืองประชาธิปไตยได้อีกต่อไป ประชาชนคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่อยู่ในบริเวณที่เรียกว่าชนบท หรือกึ่งชนบท หรือกึ่งเมือง ก็ต้องการสิ่งเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในชั่วหนึ่งอายุคนที่ผ่านมานั้น จึงได้สร้าง “วัฒนธรรมความเสมอหน้า” ขึ้นมาด้วย หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับการเมืองแบบเก่า ซึ่งคนชั้นกลางมีการศึกษาสูง เป็นผู้กำหนดหรือพยายามกำกับอีกต่อไป
ที่บ้านเราก็มีข่าวดีเหมือนกัน ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ก็ได้ลดลงหลังปี 2544 เพราะผลพวงจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น นโยบายสุขภาพถ้วนหน้า นโยบายขยายสินเชื่อให้กับคนรายได้น้อยและนโยบายการศึกษาฟรี 12 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ แต่การลดลงนี้ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก เพราะเราก็ยังสูงกว่ามาเลเซีย และใกล้เคียงกับลาตินอเมริกา รัฐบาลเรายังสามารถทำอะไรได้อีกมาก เพื่อให้ครัวเรือนรายได้น้อยได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนคุณภาพดี และได้เรียนถึงอุดมศึกษา เพื่อให้เกษตรกรรายได้น้อยได้เข้าถึงสินเชื่อราคาพอสมควร และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้สูงกว่าเดิม และเพื่อให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลปืนเที่ยงได้เข้าถึงสินค้าและบริการ สาธารณะต่างๆ เสมือนผู้อยู่ใกล้ สินค้าและบริการสาธารณะของเรามีไม่เพียงพอและคุณภาพย่ำแย่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ารัฐบาลมีงบประมาณจำกัด และงบประมาณจำกัดนี้ ก็เพราะเก็บภาษีได้น้อย (ร้อยละ 17 ของจีดีพี) เพียงแต่ปรับปรุงการเก็บภาษีก็จะเพิ่มรายได้ได้อีกถึงมากกว่าหนึ่งในห้า และถ้าปฏิรูประบบภาษีเสียหน่อยก็จะได้อีกถึงหนึ่งในสาม ก็จะทำได้มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อมาใช้จ่ายสร้างสินค้าสาธารณะที่จำเป็นต่อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพื่อลดทอนความเหลื่อมล้ำโดยไม่ต้องมีภาระหนี้สินสาธารณะ สิ่งที่เสนอไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นเพียงทำตามอย่างประเทศอื่นๆ ที่กำลังทำอยู่เช่นกันเท่านั้น
ในด้านสังคมและการเมือง เป็นเรื่องต้องช่วยกันหลายฝ่ายทั้ง นักเขียน นักวิชาการและสื่อ ในการปรับแปลงวัฒนธรรมที่ดูเหมือนจะส่งเสริมความเหลื่อมล้ำให้ดีขึ้น เช่น การยอมรับว่าผู้คนอาจมีความคิด ความพอใจในการเมืองที่ต่างกันเป็นเรื่องปกติ เป็นการเริ่มต้นที่ดี การกระจายอำนาจและการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนด นโยบายทุกรูปแบบต้องเดินหน้าต่อไป การสร้างความตื่นรู้ให้กับสังคมถึงวิธีการอันแยบยลต่างๆ ที่ผู้อยู่ในอำนาจพยายามส่งอิทธิพลต่อทิศทางของการเมืองและนโยบาย โดยผลของความพยายามดังกล่าว อาจจะปิดกั้นหรือเป็นผลเสียกับคนจำนวนมาก เป็นที่สิ่งที่ต้องทำ เพราะจะนำไปสู่การอภิปรายกันถึงแนวทางที่ตัดตอนแนวโน้มดังกล่าว และสร้างความเสมอหน้า
นักเศรษฐศาสตร์บางคนเห็นว่า ความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งดีและจำเป็นเพื่อจูงใจให้คนทำงาน แต่ขณะนี้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักพูดถึง การลดความเหลื่อมล้ำ เป็นวิธีสร้างกำลังใจให้ทำงานหนัก และเพื่อให้เกิดสังคมสันติสุข จะเห็นได้ในกรณีประเทศแถบสแกนดิเนเวียเช่น เดนมาร์ค สวีเดน เป็นสังคมเสมอนห้าสูง มีความราบรื่น และยังมีเศรษฐกิจที่น่าพอใจกว่าประเทศอื่นๆ  อีกด้วย

ตร.ยันหญิงก่อเหตุหมิ่นฯ ยังถูกอายัดตัว แพทย์เผยเป็นโรคจิตจริง เสนอความเห็น พนง.สืบสวนพรุ่งนี้

ที่มา ประชาไท

 

รองผบช.น.ยันหญิงก่อเหตุหมิ่นฯ ยังถูกอายัดตัวอยู่ ที่สถาบันกัลยาณ์ ราชนครินทร์ ปัดข่าวลือหนีออกต่างประเทศ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เผยผลการตรวจวินิจฉัยทางนิติจิตเวชจากทีมจิตแพทย์ทั้ง11 คนสรุปเข้าข่ายป่วยเป็นโรคจิตจริง ก่อนทำเรื่องพร้อมเสนอความเห็นต่อพนักงานสอบสวนวันพรุ่งนี้ (16 ส.ค.)
 
15 ส.ค. 55 - เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงาน ว่า เมื่อเวลา 12.00 น.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน  เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่ นางฐิตินันท์ (ประชาไทขอสงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี แสดงพฤติกรรมหมิ่นประมาทและอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ที่บริเวณหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ติดกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ ขณะมีการพิพากษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า คดีดังกล่าว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผบช.น. รับผิดชอบในการทำสำนวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนเบื้องต้นส่งไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาเข้าคณะกรรมการสอบสวนคดีหมิ่นฯของสตช.แล้ว เมื่อวันที่ 1ส.ค. ที่ผ่านมา
 
ทั้งนี้ในส่วนนางฐิตินันท์ขณะนี้ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่สถาบัน กัลยาณ์ ราชนครินทร์ เพื่อตรวจสอบและรอความเห็นของแพทย์ จากนั้นก็จะนำผลมาประกอบในการดำเนินคดีด้วยส่วนหนึ่ง แพทย์ระบุว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 40 วัน ซึ่งบช.น.ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนของสน.ทุ่งสองห้อง เดินทางไปติดตามผลแพทย์เป็นระยะเบื้องต้นได้รับรายงานว่าแพทย์ยังไม่ได้มี การลงความเห็นใดๆ 
 
“ส่วนกระแสข่าวที่ว่านางฐิตินันท์หนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง นางฐิตินันท์ยังคงอยู่ที่สถาบันกัลยาณ์ฯ ตำรวจสน.ศาลาแดงจัดกำลังเฝ้าอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้บช.น.ยังได้ประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อที่จะอายัดตัว ไม่ให้นางฐิตินันท์เดินทางออกนอกประเทศ”
 
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อหลากสีของนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่เป็นแกนนำ จะเดินทางมาที่บช.น. เพื่อถามความคืบหน้าคดีดังกล่าว รองผบช.น.กล่าวว่า ได้ทราบจากฝ่ายสืบสวนว่า กลุ่มคนเสื้อหลากสีเดินทางมาที่บช.น. เพื่อถามความคืบหน้าของนางฐิตินันท์ จึงอยากแจ้งผ่านสื่อมวลชนว่า ยังมีการดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์อยู่ แต่ยังไม่สามารถสรุปสำนวนได้ เนื่องจากต้องรอผลจากแพทย์
 
พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 16 ส.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะเรียกประชุมเพื่อรายงานความคืบหน้าในคดีที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการเสีย ชีวิต 98 ศพ ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนของบช.น. ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ไปร่วมทำการสอบสวนในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบไปด้วยตนซึ่งจะเป็นหัวหน้าฝ่ายตำรวจ และพนักงานสอบสวนที่ร่วมกันทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพในสำนวน 23 ศพเดิม
 
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศบริเวณด้านหน้าบช.น.ยังคงมีกำลังจากบก.อคฝ.จำนวนประมาณ 30 นายคอยดูแลความเรียบร้อยโดยรอบ เพื่อรอกลุ่มของนายแทพย์ตุลย์ ที่จะมาถามความคืบหน้าในคดีของนางฐิตินันท์ แต่ยังคงไม่มีการเดินทางมาแต่อย่างใด
 
จิตแพทย์ชี้เข้าข่ายโรคจิตจริง
 
ด้าน ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน วันเดียวกันนี้ว่านพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวถึงความคืบหน้าถึงกรณีการรับตัว นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 63 ปี ก่อเหตุไม่เหมาะสมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหตุเกิดหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งติดกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ ขณะมีการพิพากษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อทำการ“เคสคอนเฟอเรนซ์” ที่ต้องอาศัยการเฝ้าสังเกตอาการจากนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ พยาบาล ก่อนประเมินอาการผู้ป่วยว่า หลังจากเข้ารับการบำบัดเป็นเเวลา 1 เดือน
       
โดยนายแพทย์ศิริศักดิ์ กล่าวถึงผลการตรวจวินิจฉัยทางนิติจิตเวชประกอบไปด้วยจิตแพทย์จำนวน11 คน พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช นักจิตวิทยาคลินิก นักสังคมสงเคราะห์ นักกิจกรรมบำบัด โดยมีที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตนายแพทย์หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธาน โดยการประชุมวินิจฉัย ซึ่งการวินิจฉัยได้เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 17.30 น. ซึ่งสรุปว่านางฐิตินันท์ เข้าข่ายป่วยเป็นโรคจิตจริง
       
ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เปิดเผยต่อว่าการนำเสนอข้อมูลเพื่อการประชุมวินิจฉัยในครั้งนี้ได้ดำเนินการ รวบรวมข้อมูลประกอบการวินิจฉัยด้วยความรอบคอบและครอบคลุมตามบทบาทและมาตรฐาน วิชาชีพ เนื่องจากเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ และก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและติดตามการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ของวุฒิสภาได้ให้ตนไปให้ข้อมูลและกำชับให้ ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาพร้อมกับให้เร่งรัดให้มีตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว ทางสถาบันฯก็ได้ดำเนินการตามมติของคณะอนุกรรมมาธิการฯแล้วโดยในวันพรุ่งนี้ จะได้ส่งรายงานซึ่งจะมีผลการวินิจฉัยจากกรรมการประชุมวินิจฉัยพร้อมให้ความ เห็นแก่พนักงานสอบสวนที่ส่งตัวผู้ป่วยมาตรวจ ซึ่งก็ได้ประสานกับทางสน.ทุ่งสองห้องไปบ้างแล้ว คาดว่าน่าจะมารับผลการตรวจด้วยตนเอง สำหรับการดำเนินการต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
       
ด้านพล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีว่า ขณะนี้ พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รอง ผบช.น. หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ได้สรุปสำนวนเบื้องต้นไปแล้วผ่านทาง บช.น. และส่งไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ส่วนทางด้าน นางฐิตินันท์ ได้อยู่ในความดูแลของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ รวมทั้ง ได้ประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) เพื่ออายัดตัวไว้ไม่ให้ออกนอกประเทศแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในการดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา
       
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีกลุ่มมวลชนต่างๆมาติดตามความคืบหน้าของคดีดัง กล่าวที่บช.น.ในวันนี้ พล.ต.ต.อนุชัย กล่าวว่า ได้ทราบข่าวแล้ว ทางพนักงานสอบสวนไม่ได้นิ่งนอนใจพร้อมดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์ ในข้อกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
 
อัพเดทข่าวเพิ่มเติมเมื่อเวลา 20.21 น.

ข่ายวิทยุชุมชนยื่นหนังสือ กสทช. ขอเพิ่มกำลังส่งเป็น 500 วัตต์

ที่มา ประชาไท

 
6 สมาคมวิทยุ ขอเพิ่มกำลังสัญญาณส่งเป็น 500 วัตต์ เสาส่งสัญญาณสูง 60 เมตร และไม่กำหนดรัศมีครอบคลุมการส่ง พ.อ.นที แจงอยู่ระหว่างพิจารณา ชัดเจน 22 ส.ค.นี้ ด้านเครือข่ายวิทยุชุมชนอีกกลุ่ม จี้ กสทช.เปิดงบประชาพิจารณ์ ถามสัดส่วนความเห็นที่ได้ต่อการปรับแก้นโยบาย
(14 ส.ค.) เวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) กลุ่มผู้ประกอบการสถานีวิทยุชุมชน 6 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย วิทยุเพื่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สมาคมวิทยุท้องถิ่นอุดรธานี ชมรมวิทยุกระจายเสียงจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุเพื่อสังคมและพระพุทธศาสนาสังกัดมหาเถรสมาคม สมาคมกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รวมตัวยื่นหนังสือให้ กสทช. ทบทวนร่างประกาศหลักเกณฑ์ การกำหนดเงื่อนไขในร่างหลักเกณฑ์การกำหนดเทคนิคและอุปกรณ์ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง โดยเห็นว่าหลักเกณฑ์ที่ กสทช.กำหนด ไม่สอดคล้องกับการกระจายเสียงในปัจจุบัน
นายเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย กล่าวว่า วันนี้มายื่นข้อเสนอกสทช.ใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ให้กสทช.ยกเลิกข้อกำหนดที่ระบุให้วิทยุชุมชนใช้กำลังส่ง 100 วัตต์ โดยเสนอให้ใช้กำลังส่งไม่เกิน 500 วัตต์ 2.เสนอให้เปลี่ยนจากที่กำหนดให้ใช้เสาส่งสัญญาณสูง 40 เมตร เป็นใช้เสาส่งสัญญาณสูงไม่เกิน 60 เมตร และ 3.ให้ยกเลิกการกำหนดรัศมีการกระจายเสียงที่ระบุว่าไม่เกิน 15 กิโลเมตร เนื่องจากอยากให้เรื่องรัศมีที่ครอบคลุมเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะกำลังส่ง 500 วัตต์สามารถส่งได้ครอบคลุม 15-20 กิโลเมตร รวมทั้งการกำหนดรัศมีครอบคลุมการส่งของ กสทช.ไม่ตอบโจทย์ลักษณะความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์และบริบทด้านพื้นที่ของ แต่ละภูมิภาค
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ (กสท.) สำหรับข้อเรียกร้องของทั้ง 6 สมาคมวิทยุที่มายื่นหนังสือนั้น กสทช.กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา คาดว่าจะได้ความชัดเจนในการประชุม กสทช. วันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยคาดว่าร่างประกาศหลักเกณฑ์ การกำหนดเงื่อนไขในร่างหลักเกณฑ์การกำหนดเทคนิคและอุปกรณ์ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียง จะสามารถประกาศใช้ได้ในต้นเดือน ก.ย.นี้
พ.อ.นที กล่าวด้วยว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน และหน้าที่ของ กสทช.คือการทำให้สิ่งที่มีอยู่มีประโยชน์สูงสุด โดยเรื่องของความแตกต่างในเชิงภูมิศาสตร์และบริบทด้านพื้นที่ของแต่ละ ภูมิภาคก็จะนำมาพิจารณาด้วย ซึ่งวันนี้ข้อเรียกร้องคือ ทุกคนอยากได้กำลังส่งเพิ่มขึ้น และเสาส่งสัญญาณสูงขึ้น ดังนั้นบอร์ด กสท.ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน


จี้ กสทช.เปิดงบประชาพิจารณ์ ถามสัดส่วนความเห็นที่ได้ต่อการปรับแก้นโยบาย
วันเดียวกัน ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน เครือข่ายสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ (สวชช.) และสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (สวทท.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. ถึงประเด็นทิศทางของวิทยุกระจายเสียงขนาดเล็กในประเทศไทย มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย
1.กสทช.ควรเปิดเผยตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการทำประชาพิจารณ์ พร้อมประเมินประสิทธิภาพการใช้งบประมาณด้วย ความเห็นที่ได้รับมีคุณค่าหรือประโยชน์ต่อ กสทช.ในการนำมาปรับใช้หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายตามที่ได้รับฟังมาเป็นสัดส่วน เท่าใด
2.ขณะจัดทำประกาศฯ หลักเกณฑ์อนุญาตทดลองประกอบกิจการของสถานีวิทยุขนาดเล็ก กสทช.ควรมีมาตรการควบคุมสถานีวิทยุหลัก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิมให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องกำลังส่งที่ได้รับ อนุญาตพร้อมกันไปด้วย
3.การพิจารณาออกใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ควรคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากการกำหนดขนาดกำลังส่ง ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคด้วย เช่น ด้านเนื้อหา ความหนาแน่นของประชากร จำนวนที่เป็นไปได้ของคลื่นความถี่เพื่อให้การส่งกระจายเสียงมีประสิทธิภาพ
4.ตั้งคณะทำงานกำกับดูแลความเรียบร้อยในระดับพื้นที่ เพราะจะเข้าใจปัญหาในพื้นที่และเข้าถึงผู้ประกอบการได้ดีกว่าส่วนกลาง และ 5.เปิดเผยข้อมูลด้านเทคโลโนยีดิจิตอลในอนาคตที่เกี่ยวกับวิทยุขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการหลอกลวงหาประโยชน์จากกลุ่มทุนที่ขายเครื่องส่งมาอย่างต่อ เนื่อง
อนึ่ง ปัจจุบันมีสถานีวิทยุที่ออกอากาศทั้งที่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีใบอนุญาต กว่า 7,000 สถานี ซึ่ง กสทช.ยังอยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานในหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระจายเสียงในขณะนี้ และคาดว่าจะจัดระเบียบทั้งหมดได้เรียบร้อยภายในปลายปีนี้


ที่มา: บางส่วนจาก http://www.dailynews.co.th/technology/149464

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ห่วงภาพลักษณ์ ตรรกะตลก

ที่มา thaifreenews

 



ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข 
รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI 
ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน
คดีสลายการชุมนุมได้ออกมาให้สัมภาษณ์
เกี่ยวกับผลการสอบสวนคดีโดยระบุว่า 
บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีหลักฐานยืนยันว่า
การเสียชีวิตน่าจะมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ 
พร้อมทั้งระบุว่า มีคลิปสไนเปอร์ขณะที่มีการยิงอยู่ด้วย 
โดยเตรียมจะออกหมายเรียก
กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีพยานหลักฐานมาสอบสวน 
จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก 
เกิดความไม่สบายใจ คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว
จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก 
สั่งการให้เสธไก่อูออกโรงโต้แหลก
ขัดกับตรรกะของตัวผบ.ทบ.เอง
ที่ก่อนหน้านี้แนะให้ทหารดูหนังซีรีย์
CSI Crime Scene Investigation 
การทำงาน การแกะรอยติดตามคนร้าย
ของตำรวจอเมริกา ประหนึ่งเอามาแกะรอยโจรใต้
ดูดูแล้วก็ตลกในตรรกะวิธีคิดของผบ.ทบ.
เพราะวิธีการทำงานของ DSI ก็ไม่ได้แตกต่างจาก CSI เลยนะชิบอกให้

เพลงรำวงบ้านราษฏร์

ที่มา การ์ตูนมะนาว



16 สิงหาคม 2555 ร่วมฟังการแถลงข่าวงานพิธิศพอากง

ที่มา Thai E-News

 15 สิงหาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์




  อ. สุดา รังกุพันธ์ โพสต์ที่เฟซบุ๊ค Suda Rangkupan
งานศพ...คือ โอกาสของการละวาง และไม่ควรมีใครที่อยากแสดงอาลัยต่อ ผู้วายชนม์ จะต้องรู้สึก "หวาดกลัว" ที่จะมาร่วมงาน ...และเป็นความน่าละอายที่พวกแม่มดจะออกอาละวาด แม้แต่กับผู้ที่แสดงความอ่อนโยนในหัวใจต่อชีวิตมนุษย์ 

  26 สิงหา 55 ...ฌาปนกิจ "อากง"
คืนวันที่ 25 อยู่เป็นเพื่อนกันทั้งคืนที่วัดกับร่างของ "อากง" 



โพสต์จาก Thailand Mirror 
"ป้าอุ๊" เผยทุกเวลานาทีมีค่า ไม่อยากให้นักโทษ 112 ได้รับอิสรภาพพร้อมกับน้ำตาของครอบครัว
"ป้าอุ๊" ภรรยาอากง กล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และอยากให้นักโทษทุกคนได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ว เพราะทุกเวลานาทีมีค่า ไม่อยากให้นักโทษ 112 ได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับน้ำตาของครอบครัว เหมือนกับที่ตนเองและครอบครัวประสบ อิสรภาพที่ปราศจาก ลมหายใจ มีแต่ซ้ำเติมความเจ็บปวด และไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ
นางรสมาริน ตั้งนพคุณ (ป้าอุ๊) ภรรยานายอำพล ตั้งนพคุณ (อากง) กล่าววิงวอน ขอให้ผู้ที่สามารถให้โอกาสแก่ผู้ต้องหาหรือนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้ ขอพิจารณาให้โอกาส เพื่อให้ได้ ออกมาอยู่กับครอบครัวโดยเร็ว พร้อมแสดงความเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนผู้ประสบภัยเช่นตน
-------------------


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 พฤษภาคม 2555

รายงานจากเว็บไซต์เฟซบุ๊คจากหลายแหล่งแจ้งว่า อากง ซึ่งเป็นชื่อที่หลานๆเรียกขาน โดยมีชื่อจริงว่า อำพน ตั้งนพกุล ซึ่งถูกคุมขังจากกฏหมายมาตรา 112 ได้เสียชีวิตแล้ววันนี้

ภาพประกอบจากคุณกุหลาบ ซาตาน

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ผู้เชียวชาญประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แจ้งว่า "ผมเพิ่งได้โทรศัพท์ จากคุณ อานนท์ นำภา : อากง เสียชีวิตแล้ว (เท่าทีได้รับการบอกจากคุณทนาย,​ อากง มีอาการปวดท้องตั้งแต่วันศุกร์ วันนี้ "ป้าอุ๊" ไปเยี่ยม พบอากง เสียชีวิต) ............"

ด้านนักข่าวต่างประเทศ มร. Andrew MacGregor Marshall ได้เขียนโพสต์ในเฟซบุ๊คของตนว่า " Ampon Tangnoppakul, the Thai grandfather sentenced to 20 years in jail for allegedly sending four SMS messages critical of Queen Sirikit, died in prison this morning. Heartfelt condolences to his wife Rosmalin and their children and grandchildren. It's really just heartbreaking."



ภาพจาก cover ของคุณ อัยย์ นักล่าน้ำตก

หนังสือพิมพ์มติชน ได้ตีพิมพ์รายงาน มีเนื้อหาดังนี้
เผย!"อากง" เอสเอ็มเอส เสียชีวิตแล้วเมื่อตอน9โมงเช้า หลังปวดท้องอย่างหนัก
วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:54:40 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลาประมาณ  10.20 น.วันที่  8 พฤษภาคม นายอานนท์ นำภา ทนายความสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์   ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กในชื่อ อานนท์ นำภา  ระบุว่า  นางรสมาริน ภรรยา  นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ อากง อายุ 61 ปี     ผู้ต้องขังคดีหมิ่นเบื้องสูง   ซึ่งถูกศาลอาญาฯ  พิพากษาจำคุก 20 ปี    ในความผิดมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ  ได้เสียชีวิตแล้ว  เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา   หลังมีอาการปวดท้อง เนื่องจากคาดว่า น่าจะเป็นผลพวงจากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง  ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

โดยนายอานนท์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  "อากง" เสียชีวิตแล้ว ป้าอุ๊โทรมาแจ้งเมื่อสักครู่ ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนแกที่เรือน​จำหน่อยครับ !

ขณะที่พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว มติชนออนไลน์  เมื่อเวลา 11.00 น.   โดยยืนยันว่า    นายอำพลได้เสียชีวิตลงแล้วจริงที่โรงพยาบาลกลาง  มีอาการปวดท้องมาตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยแพทย์ในเรือนจำได้ให้ยาบรรเทาปวดเบื้องต้นก่อนที่ผู้บัญชาการเรือนจำ พิเศษกรุงเทพฯ จะส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกลาง และเสียชีวิตเมื่อเวลา 09.00 น.  ที่ผ่านมา ของวันที่ 8 พฤษภาคม อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรสาเหตุของการเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ นายอำพลถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. 2553 และถูกคุมขังสองเดือนก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว แต่หลังนายอำพลไปรายงานตัวเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2554 ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีกจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวอีกหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี ส่วนการพิพากษานั้นในวันที่ 23 พ.ย. 2554 ศาลได้ตัดสินจำคุกนายอำพล 20 ปี จากการส่งข้อความสั้น (SMS) เข้าข่ายหมิ่นสถาบันไปยังเลขานุการส่วนตัวในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงกลางปี 2553 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3  เมษายน ที่ผ่านมา   นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายอำพล   หรือ "อากง" ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี  เพิ่งดำเนินการยื่นถอนอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว เนื่องจากเจ้าตัวต้องการจะขอพระราชทานอภัยโทษ ประกอบกับอายุมากและเป็นโรคประจำตัว แตาปรากฏว่า มาเสียชีวิตเสียก่อน

อ่านข่าวจากมติชนเพิ่ม "อากง"เสียชีวิตแล้วตอน9โมงเช้า หลังปวดท้องอย่างหนัก "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล"เสียใจ ปล่อยโฮ - 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:54:40 น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ความในใจเลขามาร์คคนเอาอากงเข้าคุก20ปี:อย่าปล่อยให้ความเห็นอกเห็นใจครอบงำความถูกต้อง / thaienews / 24 พ.ย. 2554







รายงาน: เปิดคำแถลงปิดคดี ‘อากง SMS’ ต่อจิ๊กซอว์จากเบอร์ต้นทางถึงชายแก่ปลายทาง / ประชาไท /  26 พ.ย. 2554

ผู้พิพากษาคุก20ปีอากงSMSเคยนั่งบัลลังก์คดีจีรนุชประชาไท พงศ์เทพให้จับตาพิเศษถ้าหน้าซ้ำก็แหม่งๆ / thaienews / 26 พ.ย. 2554

แรง!เปลือยอกเรียกร้องปล่อยอากง / thaienews / 2 ธ.ค. 2554










เปลือยอกแรงก็จริงแต่ยังไม่เพียงพอที่จะปลดปล่อยอากง สมศักดิ์ เจียมฯเสนอนิรโทษกรรมคือทางออก / thaienews / 3 ธ.ค. 2554

กวีศรีประชา:สงสารอากง / thaienews / 11 ธ.ค. 2554

บทกวีจาก “ป้าอุ๊” ถึง “อากง SMS” / ประชาไท / 24 เม.ย. 55

สั้นและกระชับกับ ศ. ชาญวิทย์​ เกษตรศิริ "วันสันติภาพไทย (ครับ)"

ที่มา Thai E-News

 15 สิงหาคม 2555
เล่าเรื่อง Charnvit Ks 
ภาพ  Thavatchai Tangsirivanich's photo.


 
วันสันติภาพ ไทย (ครับ)
Declaration of Peace 16 สิงหา 1945/2488

ก่อนหน้านั้น วันหนึ่ง
End of WW II in Asia 15 สิงหา 1945/2488
(วันเดียวกัน คนละปี วันสถาปนา ศศ มธ 2505)

ครับ หลังปรมาณู 2 ลูก   และแล้ว สหรัฐอเมริกา ก็เข้ายึดครองญี่ปุ่น
จับ โตโจ นรม (สงคราม) ญีปุ่นแขวนคอ
เขียน รัฐธรรมนูญ ให้ใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตย
ไม่ให้ญี่ปุ่น มีกองทัพ ไม่ให้มีทหาร

สถาบันกษัตริย์/จักรพรรดิ ฮิโรฮิโต (ผู้สนับสนุนทหารทำสงคราม) เกือบถูกล้ม (แบบเยอรมนี ออสเตรีย/ฮังการี ออตโตมาน/ตุรกี ตอนแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1)
กดดันเรียกร้องให้ล้มสถาบันโดยจีน (คณะชาติ) กับ ออสเตรเลีย

แต่สหรัฐฯ ไม่เล่นด้วย เพราะต้องการเก็บจักรพรรดิไว้ เพื่อใช้ช่วย เป็นสัญญลักษณ์ ในการยึดครอง/ปกครองญี่ปุ่น แต่ก็ไม่อนุญาตให้มี กม หมิ่น ฯ (ญี่ปุ่น จนบัดนี้ ก็ไม่มี กม หมิ่น แบบ ม 112 ของไทย)

ปวศ เรื่องนี้ ยาว และเกี่ยวกับไทยด้วย
หากไม่มี ขบวนการเสรีไทย (ทั้งใน และนอกประเทศ)
หากไม่มี ประกาศสันติภาพ 16 สิงหา 2488/1945 ของปรีดี พนมยงค์

ไทยจะถูกปรับแพ้สงคราม และถูกยึดครอง ไหมเอ่ย
จะเกิดอะไรกับบรรดานายพล นายทหาร และกองทัพ
และคนอย่าง จอมพล ป พิบูลสงคราม/หลวงวิจิตร
ที่ประกาศสงครามกับอังกฤษ และ สหรัฐ
เมื่อ 25 มกรา 2485/1942

ปวศ ไทยกับสงครามโลก ครั้งที่ 2
ถูกทำให้ลืม มากกว่า ทำให้จำ (ครับ)

ชาวบ้านประจวบฯ รำพัน "คงหวังพึ่งได้แต่เพียงศาลหลักเมือง"

ที่มา Thai E-News

 15 สิงหาคม 2555
 ที่มา ประชาไท "ศาลปกครองยกฟ้อง คดีร้อง 11 หน่วยงานรัฐนำที่ป่าพรุออกเอกสารสิทธิสร้างโรงถลุงเหล็ก"
 

ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง กรณีชาวบางสะพาน จ.ประจวบฯ ฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินบริษัทเครือสหวิริยา 18 แปลง ชี้ไม่ใช่ที่หวงห้ามออกหนังสือรับรองได้ -อธิบดีกรมที่ดินตั้ง กก.สอบแล้ว ไม่ละเลยหน้าที่
 
ภาพโดย: Nipawan Kaewkhow
 
วันที่ 15 ส.ค.55 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้าน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวม 51 คน ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ 11 หน่วยงาน เมื่อเดือน ธ.ค.51กรณีหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยปล่อยให้มีการนำพื้นที่ป่าพรุ ป่าชายเลน หรือป่าเสม็ด ไปออกเอกสารสิทธิ พร้อมร้องขอให้กรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของบริษัทในเครือ สหวิริยา จำนวน 18 แปลง รวมเนื้อที่ 310 ไร่ 74 ตารางวา โดยมี บริษัทประจวบพัฒนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (บริษัทสหวิริยา) เป็นผู้ร้องสอด
 
หน่วยงานรัฐ ผู้ถูกฟ้องที่ 1-11 ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่รำพึง นายก อบต.กำเนิดนพคุณ เจ้าพนักงานที่ดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สาขาบางสะพาน นายอำเภอบางสะพาน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 
ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยระบุว่า ศาลพิเคราะห์คำฟ้อง ข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 18 แปลง เป็นกรณีการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 จำนวน 8 แปลง และกรณีการขอออกตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองทำ ประโยชน์ตามมาตรา 58 จำนวน 10 แปลง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานเอกสารในการออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ น.ส.3, น.ส.3 ก. สอดคล้องกับรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงวันที่ 2 ก.ค.50 ที่คณะกรรมการซึ่งผู้ถูกฟ้องที่ 6 ตั้งขึ้น
 
กรณีมีผู้ร้องเรียนการออกเอกสารสิทธิ ซึ่งฟังได้ว่าการออก น.ส.3 และ น.ส.3 ก.ที่ดิน 18 แปลงระหว่างปี 2507-2523 หลักเกณฑ์ขณะนั้นเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 และฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ที่ออกตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 โดยอาศัยหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) และได้มีการสอบสวนพิสูจน์การทำประโยชน์ ซึ่งทุกแปลงผู้ยื่นคำขอต่างยืนยันว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์จากที่ดินดัง กล่าว และมีการประกาศคำขอ คำรับรองเพื่อให้มีการคัดค้าน และผู้ปกครองท้องที่ก็ได้รับรองว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินที่ราษฎรใช้ ประโยชน์ร่วมกัน หรือที่สงวนหวงห้าม หรือที่ดินซึ่งราชการเห็นว่าควรสงวนไว้ เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีจำนวน 14 แปลงที่ผู้ยื่นคำขอมีหลักฐานเป็นแบบการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ กรณีนี้จึงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเกณฑ์ที่อาจออกหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์ น.ส.3 และ น.ส.3 ก.ให้ได้ กรณีจึงถือว่ามีการออกหนังสือรับรองตามหลักเกณฑ์ประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว
 
ส่วนที่เมื่อมูลนิธิสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย กล่าวหาว่ามีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินป่าพรุ ม.7 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 22 แปลงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องที่ 6 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้เพิกถอน น.ส.3 ก.จำนวน 1 ฉบับที่มีการนำหลักฐานสำหรับที่ดินแปลงอื่นมาใช้เป็นหลักฐานแล้ว ผู้ถูกฟ้องจึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงพิพากษายกฟ้อง
 
นางจินตนา  แก้วขาว  ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพื่อคัดค้านการเดินหน้าของกลุ่มนายทุน ที่จะทำ EIA และนำไปสู่การตั้งนิคมอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรและโรงถลุงเหล็ก
 
ทั้งนี้ ข้อมูลของชาวบ้าน พื้นที่ดังกล่าวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยคณะอนุกรรมการชุดที่ดิน และป่าไม้ตรวจสอบแล้วพบว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าว ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ หรือเป็นอยู่อาศัย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และมีสภาพระบบนิเวศเป็นป่ากระจูด ป่าจาก ป่าเสม็ด ซึ่งเป็นป่าพรุที่สมบูรณ์มีอายุไม่ต่ำกว่า 300 ปี จึงไม่ควรมีการออกเอกสารสิทธิ์
 
ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 14 ส.ค.55 เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 8 องค์กร และชาวบ้านเสื้อเขียวกว่า 200 คน ร่วมกิจกรรมที่ศาลหลักเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยนำหัวหมู ไก่ ผลไม้ ดอกไม้ ธูปเทียนมาถวายเพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอช่วยดลบันดาลให้ชาวประ จวบฯ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการปกป้องป่าพรุแม่รำพึงเพื่อลูกหลานสืบไป ก่อนเดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลปกครอง
 
ภาพโดย: R-thitaya Yeesan
 
ทั้งนี้ ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า ในการประชุมร่วมระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และเครือสหวิริยา เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนจากเครือสหวิริยาได้แจ้งต่อ กนอ.ว่า เรื่องที่ดินบริเวณดังกล่าวซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงถลุงเหล็กและเป็นส่วน หนึ่งของพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมร่วมกับ กนอ.ได้มีข้อยุติแล้วตามคำสั่งศาลและพร้อมส่งเอกสารคำสั่งศาลให้แก่ กนอ. สื่อความหมายว่าเอกชนได้รู้คำพิพากษาของศาลก่อนศาลปกครองจะอ่านคำพิพากษาใน วันที่ 15 ส.ค.นี้ เป็นระยะเวลาเกือบ 1 เดือน
 
“ถ้าเป็นจริงตามนี้ พวกเราเห็นว่า ณ บัดนี้ชาวบ้านประจวบฯ ยังคงหวังพึ่งได้แต่เพียงศาลหลักเมือง ให้ทรงสถิตย์ไว้ซึ่งความยุติธรรมในการช่วยปกป้องป่าพรุแม่รำพึงให้ยังคงเป็น สมบัติของแผ่นดินสืบไป” ตัวแทนชาวบ้านกล่าว
 
 
เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก: ผู้จัดการออนไลน์, วอยซ์ทีวี, สำนักข่าวไทย

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/08/55 ดี เด่น สวยเกินไป..ชั้นทนไม่ได้นะยะ..!

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ใช้กลเกม ใส่ร้าย มุ่งป้ายสี
พวกอัปรีย์ กาลีบ้าน สามานย์สถุน
ขาวเป็นดำ หวังยำใหญ่ ให้เป็นจุล
แถมหมกมุ่น แต่ริษยา หน้าตัวเมีย....

ขุดหาเรื่อง ละเลงชั่ว ตัวอิจฉา
ใช้มารยา ถาโถม สมพวกเฮี่ย
จวบครบปี ผลงานสนอง พี่น้องเชียร์
พวกที่เสีย กลับร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ....

ดี เด่น สวย เกินไป ชั้นไม่ปลื้ม
เลยอึมครึม ในอุรา พาหวั่นไหว
เห็นหญิงแกร่ง มีพลัง สมตั้งใจ
เลยแต๋วแตก กันใหญ่ ไอ้พวกเลว....

ทำเพื่อชาติ บ้านเมือง เป็นเรื่องหลัก
พวกดีดัก กลับฉุดคร่า พาดิ่งเหว
หาช่องเล็ก ช่องน้อย คอยสุมเปลว
หวังแหลกเหลว แล้วสมอ้าง ถึงทางตัน....

คือผลงาน พรรคอัปรีย์ ไม่มีกึ๋น
แต่แสร้งมึน ด้วยมารยา น่าขบขัน
ไล่เลียงตัว ชั่วความคิด เป็นนิจนิรันดร์
ไม่สร้างสรรค์ คอยจิกตอด ตลอดเวลา....

๓ บลา / ๑๖ ส.ค.๕๕

คำปราศรัย อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในการเตรียมการจัดตั้งองค์กรของจังหวัดสมุทรปราการ

ที่มา uddred






เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 55

ได้มาร่วมงานกับสมุทรปราการมายาวนานพอควร แล้วมองเห็นความเข้มแข็ง ก็ต้องขอชมเชย
1. ต้องขอยกย่องมวลชนสมุทรปราการที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ตลอดมา มวลชนสมุทรปราการ คนเสื้อแดงสมุทรปราการนั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นข้อสำคัญ เป็นกองหน้าสำคัญในการต่อสู้
2. ชมเชยสถานีวิทยุ ดีเจ และแกนนำ
3. ชมเชยการประสานงานระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ นปช.สมุทรปราการ เป็นแบบอย่างที่ดี

วันนี้เรามาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าของเดิมไม่ดีที่ทำ ๆ กันอยู่ แต่เขาเรียกว่าดีเป็นความสามารถของบุคคล แต่ว่าจะให้ดียิ่งกว่านี้เพื่อให้เป็นการดีที่ยั่งยืนไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ บุคคล ต้องสร้างระบบรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ยากลำบากกลายเป็นเวลาที่เราเป็นรัฐบาล เวลาเราเป็นฝ่ายค้าน เราถูกกระทำ การรวมตัวกันมันจะง่าย จะเข้มแข็ง แต่ว่ายามที่เราเป็นรัฐบาลมันจะทดสอบ เพราะว่ามันจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ เรื่องตำแหน่งหน้าที่ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนตัวมันก็จะขึ้นมา นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งมันจะทดสอบเพราะอะไร เพราะงานเราคนเสื้อแดงนั้นไม่ใช่เป็นงานส่วนตัวแต่เป็นการเสียสละเพื่อทำงาน ส่วนรวม เพราะฉะนั้นยามที่มีผลประโยชน์เข้ามาทางหน้าต่างมันก็เลยจะกลายเป็นวิ่งออก ทางประตู เสียหาย !

นี่จึงเป็นเรื่องที่บอกว่า วันนี้เราควรจะมาทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็คือ สร้างระบบองค์กรจัดตั้ง และคำถามว่าทำไมเราจึงยิ่งต้องมีในตอนที่เราเป็นรัฐบาล

ขณะนี้เป็นรัฐบาลแต่ปรากฎว่ากำลังถูกท้าทาย รัฐสภาก็ถูกคว่ำไปโดยพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่ายอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ การที่เขาไปดึงเก้าอี้แล้วเอาแฟ้มปาประธานนี่หมายความว่าอะไร หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการบอกสังคมว่า การต่อสู้ในรัฐสภาไม่เอาแล้ว เลิก แล้วต้องการพังเลย ทำให้เวทีรัฐสภาไม่ดำรงอยู่ นี่คือพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่เขาบอกว่ายกสองมือ เอาสองเท้ายก ก็ยังแพ้ เขาพยายามที่จะขัดขวางการร่างรัฐธรรมนูญมาตลอด จนกระทั่งผ่านญัตติ 1 ญัตติ 2 เขาทำให้ประชาชนเบื่อรัฐสภา ทำให้รัฐสภาเละเทะเป็นน้ำเน่า ต้องการล้มกระดาน แล้วเมื่อประชาธิปัตย์ทำงานไม่ไหว ตุลาการรัฐธรรมนูญก็เข้ามารับไม้ต่อเพื่อต้องการล้มรัฐสภาเหมือนกันคือขัด ขวางไม่ให้ลงมติวาระ 3 เพราะว่าถ้าลงมติวาระ 3 นั้นหมายถึงว่ากล่องดวงใจของเขาคือรัฐธรรมนูญ 50 จะถูกดึงออก เพราะฉะนั้นพี่น้องต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เขาเรียกว่า “สถานการณ์สู้รบ” ไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา พี่น้องลองดูนะ มาเป็นแผงเลย ประชาธิปัตย์เลิกแล้วรัฐสภา ประชาธิปัตย์เอาอย่างคนเสื้อแดงหมดเลย เพราะว่าเขาถือว่าเขาไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทยแต่เขาแพ้คนเสื้อแดง พรรคประชาธิปัตย์เขาคิดว่าเขาก็เก่ง เมื่อพรรคเพื่อไทยทำโครงการเศรษฐกิจเขาก็ลอกหมดเลย ทำเหมือนกัน แต่ถามว่าทำไมเลือกตั้งแพ้ เขาก็สรุปว่าเขาแพ้เพราะงานมวลชน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เลิกต่อสู้ตามรัฐสภาแล้ว หันมาต่อสู้ตามท้องถนน เตรียมตั้งเวทีหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เพราะฉะนั้นอาจารย์เคยเขียนบทความว่าประชาธิปัตย์เลิกสู้ในระบบ หันมาสู้นอกระบบและนอกระบอบประชาธิปไตยด้วย นี่จึงเป็นสถานการณ์สู้รบใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ต้องเข้าใจว่านี่เป็นสถานการณ์สู้รบแบบใหม่ คล้าย ๆ หนังวนกลับแต่เขาเปลี่ยนยุทธวิธีเช่น คาดหัว ออกทีวีทำจอทีวีสายฟ้าฟาด และเปิดเวที แล้วที่อาจารย์ล้อเลียนคือมันปลุกระดมไม่ค่อยเป็น พอเวลาขึ้นเวทีก็พูด “พี่น้องสู้ไม่สู้” พี่น้องบอก “สู้” พูด 3 ที คือเขาคงต้องดูการปราศรัยของ นปช. มากกว่านี้เพราะว่ายังฝึกหัดอยู่ แต่เราประมาทไม่ได้เพราะว่าคนที่เป็นอนุรักษ์นิยมทำอะไรก็ได้ ที่เขาบอกว่าเขาเป็นคนดีนั้นไม่จริงหรอก โกหกอะไรก็ได้ ป้ายสีอะไรก็ได้ ใช้อาวุธในการทำลายคนอื่นแบบไหนก็ได้ เพราะว่าพวกประชาธิปัตย์และพวกอนุรักษ์นิยมนั้นเขาเรียกว่าเป็นพวกไม่มี อนาคต....รอวันตาย..... คนพวกนี้ต้องดิ้นทุกทาง

แต่เราเป็นพวกมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ เราก็ดูมันอย่างสมเพชและทุเรศ แต่ว่าเราต้องไม่ประมาทเพราะว่าคนที่รอวันตายนั้นมันจะดิ้นทุกอย่าง แล้วมันก็จะทำให้สังคมนี้ ประเทศนี้เจ็บปวด มันยินดีที่จะทำลายทุกอย่างกระทั่งตัวเองเช่นในรัฐสภาหรือนอกรัฐสภา ขณะนี้มันก็ตั้งองค์กรมวลชนขึ้นมา ความหมายคือพรรคประชาธิปัตย์นี้เป็นพรรคการเมืองตัวแทนของระบบอำมาตย์ที่ทำ งานแต่มันไม่ได้ผล คือต้องยอมรับว่าในด้านพรรคการเมืองนี้สำหรับระบอบอำมาตย์ซึ่งมีพรรคประชา ธิปัตย์พรรคเดียวหมดอนาคตแล้ว เพราะฉะนั้นในวิถีทางในระบบสำหรับระบอบอำมาตย์ที่จะมีพรรคการเมืองเพื่อเอา ชนะเลือกตั้ง ให้พี่น้องเข้าใจเรื่องนี้ว่าจบแล้วสำหรับระบอบอำมาตย์เพราะมันจะต้องแพ้ ตลอด

ในด้านพรรคการเมืองนี่แพ้ แต่ว่าในอำนาจ 3 อำนาจ อำนาจนิติบัญญัติแพ้ อำนาจบริหารก็แพ้ เขาก็เหลืออำนาจเดียวคืออำนาจตุลาการ เขาจึงสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาจำนวนมากเป็นอำนาจที่ 4 เป็นเครือข่ายระบอบอำมาตย์ แต่ว่าพรรคของประชาชนมีที่เดียวที่ชนะคือสนามเลือกตั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นมวลชนจึงมีความหมายสำคัญมาก และมาถึงตอนนี้ให้พี่น้องเข้าใจว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์สู้รบแบบ ใหม่ พี่น้องต้องพบกับตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีการตัดสินสองอย่าง หนึ่งยก ก็คือคำร้อง 5 สำนวนนั้นถ้าหากเขาพิจารณาว่าไม่มีปัญหายกมันก็ผ่านไป แต่ไม่ใช่ผ่านไปทั้งหมดนะ แต่ลองคิดดูว่า ถ้าเขาบอกว่ามีมูลว่าคณะพรรคการเมืองที่ยื่นทำให้มีความสงสัยว่าจะเปลี่ยน แปลงระบอบการเมืองการปกครอง อะไรจะเกิดขึ้น ยุ่งแน่สำหรับประมาณ 399 คน ถูกถอดถอนทั้งพรรคเลย ครม.ก็โดน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูง แล้วตามมายุบพรรค แต่ว่าการถอดถอนและตัดอนาคตผู้บริหาร 5 ปี อย่างนี้เขาจึงเรียกว่ารัฐประหารโดยตุลาการ หรือการทำรัฐประหารโดยกฎหมาย

คือเรากำลังสู้กับรัฐประหารด้วยปืนนั้นไม่ยาก พอเจอรัฐประหารตุลาการนี่งงนะ เรายอมให้เขาทำมากี่รอบแล้วตั้งแต่คุณสมัคร ที่เขาใช้พจนานุกรมบอกว่าไปทำกับข้าวหน้าจอทีวีผิดแล้วก็ปลด เพราะฉะนั้นหลายครั้งแล้วเอาว่าสถานการณ์ขณะนี้ รวมทั้งการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมาเล่นงานเรื่องจริยธรรมสำหรับนายกฯ ในปัญหาณัฐวุฒิ นอกจากเล่นณัฐวุฒิแล้วเล่นล่วงหน้าว่าตั้งจตุพรเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ แล้วยังมีองค์กรนอกระบบออกมา เอาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.)ซึ่งถูกหลอกจำนวนหนึ่งบอกว่าจะมีการให้เงินหลายแสนบาท ให้ออกมาโจม นปช. คุณจาตุรนต์ และอาจารย์ธิดา อยู่ดี ๆ ผรท. จะมาประท้วงว่าเราไปถอดถอนตุลาการรัฐธรรมนูญว่าไม่มีเหตุผลและไม่ใช่เรื่อง ยกเว้นที่เราสามารถเข้าใจได้ว่าการทำงานของกลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็น เครือข่ายของระบอบอำมาตย์ และเครือข่ายระบอบอำมาตย์สำแดงผ่านองค์กรอิสระ สำแดงผ่านพรรคประชาธิปัตย์ สำแดงผ่านศาลตุลาการรัฐธรรมนูญ สำแดงผ่านองค์กรหน่วยต่าง ๆ ของมวลชนนอกระบบ ในระบบ แม้กระทั่งการจัดตั้งเขาส่งมวลชนมาเป็นเสื้อแดงแล้วตั้งองค์กรซ้อนองค์กร อาจารย์มีเอกสารที่เขาเขียนชัดเลยว่าเป็นการจัดตั้งซ้อนจัดตั้ง

เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่กำลังจะพูดว่า การจัดตั้งองค์กรนั้นสำคัญและแข็งแกร่ง เพราะว่าวิธีที่คนต้องการทำลายเรานั้นส่วนหนึ่งเขาก็จะใช้ “จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง” สมมุติเรามีการจัดตั้ง นปช.สมุทรปราการ มีองค์กรนำ มีประธาน มีคณะกรรมการ การจัดตั้งซ้อนจัดตั้งก็คือเขาจะมาพาประธานหรือประธานกลุ่มต่าง ๆ ไปตั้งองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่ง เขาจะไม่ทำก่อน จะรอให้เราทำให้สำเร็จแล้วเขาก็จะมาเอาหัวหน้ากลุ่มไปจัดตั้งองค์กรใหม่ สมมุติของเราเป็น นปช.สมุทรปราการและกรุงเทพฯ ส่วนตะวันออก เขาก็จะไปตั้ง อาจจะเป็นชื่ออื่นหรือเครือข่ายอื่น มันทำงานง่ายดี ไม่ต้องไปทำใหม่ หรือมิฉะนั้นก็สมมุติว่ามีองค์กรไก่ชนอยู่ที่นี่ อีกองค์กรหนึ่งก็เอาไก่ชนไปอยู่ด้วย ไก่ชนก็เลยบอกว่าอยู่สององค์กร องค์กรที่จัดตั้งใหม่เขาก็จะรู้ด้วยเลยว่าพวกองค์กรที่ทำอยู่นี้ทำอะไรบ้าง ความลับทั้งหลายก็ถูกถ่ายทอดไปหมด แล้วแตกแยกกัน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องการจัดตั้งเป็นอาวุธสำคัญในการเคลื่อนไหวของการ ต่อสู้ของประชาชน ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ต้องการทำลายการต่อสู้ประชาชนก็ใช้อาวุธแบบเดียว กันเข้ามาซ้อน มีเอกสารที่เขียนไว้ชัด แล้วในการปฏิบัติก็ชัด

ทีนี้บางครั้งคนของเราทำเองเพราะอยากได้มวลชนและอื่น ๆ เขาเรียกว่า “แย่งชิงการนำ” นั่นก็แบบหนึ่ง แย่งชิงการนำนั้นอาจจะเป็นผลประโยชน์เช่น คิดว่าถ้าได้เป็นตัวผู้นำก็จะได้ผลประโยชน์แบบใดแบบหนึ่งเช่น เป็นเงินทอง เป็นตำแหน่ง เป็นชื่อเสียงเกียรติยศ แต่อีกแบบหนึ่งก็คือ ฝั่งอำมาตย์หรือฝั่งปฏิปักษ์ประชาชนต้องการแย่งชิงการนำเพื่อทำลายการต่อสู้ ของประชาชน มันจะมีทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย แต่วิธีการถ้าคุณจัดตั้งกันเสร็จแล้วเราจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นขณะนี้มันอยู่ที่จุดเริ่มต้นก่อนก็คือว่า พวกเราต้องสำรวจพวกเรา เช่น เราจะตั้ง นปช.สมุทรปราการ แน่นอน นปช.สมุทรปราการแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีที่ปรึกษา มีสส. เข้ามาร่วมด้วยเต็มที่ รวมทั้งแกนนำ นปช. ก็มาร่วมด้วยสนิทแนบแน่น ในหมู่พวกเรา เราจะสังเกตุเลยว่าคนบางส่วนไม่พอใจการนำ แต่ถามว่าแล้วมาอยู่กับพวกเราอย่างใกล้ชิดเพื่ออะไร นี่ยกตัวอย่างนะ ไม่พอใจการนำแต่จะมาอยู่ใกล้ชิดเราก็ต้องสังเกตุว่าเมื่อไม่พอใจก็ตั้งกลุ่ม แยกก็ได้ เรื่องแบบนี้เป็นความสมัครใจ ไม่ได้บังคับอยู่แล้ว สมมุติว่าไม่พอใจการนำของที่สมุทรปราการก็ตั้งเป็นกลุ่มอิสระได้ แต่ว่าวันนี้เข้าใจว่าที่มาที่นี่เป็นพวกที่ยินดีอยู่ภายใต้การนำของจังหวัด สมุทรปราการและ นปช. หรือเปล่าคะ (เสียงปรบมือ.....) คือที่พูดนี่ คนที่ไม่ต้องการนั้นก็ไม่มีปัญหาแต่ว่าเราแยกการจัดตั้งอยู่คนละจัดตั้ง คือให้เป็นกลุ่มอิสระไปเลย

ยกตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา นปช. อยู่กันหลวม ๆ แล้วก็ทะเลาะกัน วันหนึ่งอาจารย์ธิดาก็เลยบอกว่าถ้าทะเลาะกันแบบนี้ อย่ากระนั้นเลย นปช. ต้องมีหลักนโยบาย ต้องมีหลักการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรตัวหนังสือ แล้วเรามาตกลงร่วมกันว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เราจะทำแบบนี้ แล้วห้ามทำเลยเถิดหรือเกิน อย่างข้อหนึ่ง เราบอกว่าเรายังต้องการให้การเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เป็นระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริง ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีใครจะให้เป็นสาธารณรัฐ ถ้ามีใครบอกว่าต้องการเป็นสาธารณรัฐก็ไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช. แต่ถามว่าถ้าเกิดมีคนอยากได้จริงแล้วเขาบอกว่าเป็นเสื้อแดง ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่คนละองค์กร นี่ยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นครั้งนั้นจึงเกิดการแตก เช่น กลุ่มแดงสยาม ต้องพูดกันตรง ๆ ที่คุณสุรชัยแยกไปเพราะว่าตอนนั้นคุณวีระทำเรื่องฎีกาแล้วเถียงกัน เราจึงต้องคุยว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า มาจับมือร่วมกันว่าเรากอดคอร่วมกันต่อสู้ตามนโยบายกี่ข้อ 6 ข้อ เขียนไว้ที่บัตรด้านหลังเพื่อให้ทุกคนผูกพัน ถ้าไม่มีนโยบายเป็นไปได้ว่ามวลชนและแกนนำนี่ติดคุกหัวโตเลย แต่ว่าในนโยบายข้อ 3 เราบอกเลยว่า “สันติวิธี” เพราะฉะนั้นที่จะมาบอกว่า นปช. ใช้กำลังอาวุธนั้นไม่จริง เราปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

เพราะฉะนั้นความสำคัญของการจัดตั้งจึงมีความสำคัญมาก ทำให้ นปช. เป็นปึกแผ่น มีก้าวย่างที่ตรงกันแม้นว่าไม่ได้คุยกันแต่รู้ว่าเราจะทำอะไร บางครั้งไม่ได้เจอกันเลยแต่เข้าใจกันเพราะว่าเราตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วว่าจะทำอะไรกัน ทีนี้หันมาดูการจัดตั้ง การจัดตั้งองค์กรนี้เพื่ออะไร เพื่อที่จะทำให้องค์กรนี้มีความเป็นเอกภาพ มีก้าวย่างที่พร้อมเพรียงกัน คือไม่ใช่บางพลีทำไปอย่างหนึ่ง บางบ่อทำไปอย่างหนึ่ง บางเมืองทำไปอีกอย่างหนึ่ง ต่างคนต่างทำ แล้วสมมุติ นปช. ทั้งประเทศ คนหนึ่งทำอย่างหนึ่งถามว่าเราจะสู้รบไหวไหม สู้รบไม่ได้ เหมือนเราร้องเพลง คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ต่างคนต่างร้องคนละเพลงแล้วมันจะได้เรื่องไหม พวกคุณต้องซ้อมร้องเพลงเดียวกัน เหมือนการจัดตั้งของเรา บางพลีทำไอ้นี่ บางบ่อทำไอ้โน่น แบ่งงานกันทำแต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำเดียวกัน นี่คือการจัดตั้ง เราต้องทำงานเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนอย่างพร้อมเพรียง อย่างมีพลัง เหมือนกับที่เขาพูดเรื่องไม้ไผ่นั่นแหละ

เพราะฉะนั้นสำหรับขบวนการของนักต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการต่อสู้ที่ต้องเผชิญความยากลำบากมาก หลีกเลี่ยงการจัดตั้งไม่ได้ การจัดตั้งจึงหมายถึงการนำที่เป็นเอกภาพ การขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ แล้วก็มีการแบ่งภาระหน้าที่ เหมือนเราบอกว่าวันที่ 24 เราจะจัดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่อีกส่วนหนึ่งบอกว่าจะจัดที่ราชประสงค์ ถามว่าเขาคิดได้ไหม เขาคิดได้ มันก็ไม่เป็นเอกภาพ แต่ว่า นปช. ยังเป็นองค์การจัดตั้งที่ยังหลวม ยังมีพื้นที่แห่งความเป็นอิสระของพวกเราพอสมควร ต่อไปเราทำโรงเรียน เพื่อว่าตรงแกนกลางควรจะต้องเป็นเอกภาพ ออกจากแกนกลางมาเขาเรียกว่าแนวร่วมชั้นใน แนวร่วมชั้นในคือมิตรที่ใกล้ชิด แล้วแนวร่วมชั้นนอกก็ห่างออกไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องการจะพูดเริ่มต้นว่า พวกพี่น้องทั้งหลายมา ณ ที่นี้เพื่อเตรียมการจัดตั้ง ขอให้ทุกคนตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าพี่น้องมีจิตใจวิญญาณต้องการสู้รบให้ได้รับชัยชนะ

ปัจจัยแห่งการได้รับชัยชนะ
• ประการแรกต้องมีองค์ความรู้ มีหลักทฤษฎีที่ถูกต้องนำ
• ประการที่สองที่สำคัญ ก็คือมีการจัดตั้งองค์กรที่เข้มแข็ง
• ประการที่สาม คือ มีการนำที่ถูกต้อง

ต้องมีสามอย่าง การต่อสู้จึงจะได้รับชัยชนะได้ เพราะฉะนั้นการจัดตั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อพูดถึงเรื่องการจัดตั้งเราก็จะอธิบาย การจัดตั้งมี 2 แบบ แบบหนึ่งจากบนลงมาล่าง แบบหนึ่งจากล่างขึ้นไป จากบนลงมาล่างเขาใช้ในเงื่อนไขอื่น ในเงื่อนไขอื่นของเราที่เราต้องทำจากล่างขึ้นไปบน สมมุติพี่น้องมวลชนเลือกแกนนำในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล แล้วแกนนำทั้งหลายมาประกอบเป็นอำเภอ หรือพี่น้องมีหลายกลุ่มเพราะว่าเป็นการจัดตั้งโดยธรรมชาติ แต่เราต้องการเอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาประสานกับการจัดตั้งด้วยเขตพื้นที่ เพื่อทำให้การจัดตั้งนั้นมีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วและมีพลัง เอาการจัดตั้งโดยธรรมชาติมาผนวกกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่ และถ้าเป็นไปได้ให้ทำจากล่างขึ้นบน แต่ในกรณีที่ทำจากบนลงล่างนั้นมันจะมี 2-3 อย่าง เช่น ในกรณีของการจัดตั้งที่มีลักษณะสู้รบสูง แล้วต้องการคนที่ไว้ใจได้มาร่วมกันอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งการคัดคนที่ไว้ใจได้ต้องมีมาตรฐานนะ ไม่ใช่คัดเพราะว่าคนนี้สนิทกับคนนั้น ต้องดูว่าเขาจะนำพาไปได้ นำพาไปในทางที่ถูกต้อง อีกอันหนึ่งก็คือการจัดตั้งจากล่างขึ้นบนคือพยายามให้กลุ่มต่าง ๆ หรือคนในชุมชนต่าง ๆ เลือกหัวหน้ากลุ่มขึ้นมา แล้วหัวหน้ากลุ่มก็มาประชุมรวมตัวกันเป็นคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นเราจะพูดโครงร่างของ นปช.

นปช. นั้นต้องการให้การจัดตั้งโดยธรรมชาติประสานกับการจัดตั้งในเขตพื้นที่ในขอบ เขตทั่วประเทศ เราจะมีกรรมการภาค กรรมการภาคก็มาจากกรรมการจังหวัด กรรมการจังหวัดก็มาจากกรรมการอำเภอ แต่ว่าในบางจังหวัดทำไม่ได้ เพราะว่าบางอำเภอไม่มีแกนนำเลย แล้วแกนนำจำนวนมากอยู่ในอำเภอเมือง แล้วต่างฝ่ายต่างเคลื่อนไหว แปลว่าอำเภอเดียวมีหลายคน เพราะฉะนั้นเราก็ให้มันเป็นไปตามความเป็นจริง ว่าความเป็นจริงนั้นถ้าเรามีหลายกลุ่มในอำเภอไหน ทำได้ไหมว่าให้จังหวัดสมุทรปราการมี 7 อำเภอ เพราะฉะนั้นคุณควรมีคณะกรรมการอย่างน้อยสัก 7 คณะ (มีมากกว่านี้ก็ได้) แล้ว 7 คณะนี้เลือกประธานมา 7 คนเพื่อเป็นคณะกรรมการจังหวัด แต่ทั้งหมดนี่อย่าละเลยกลุ่มต่าง ๆ ของพี่น้อง จริง ๆ ถ้าทำได้ ได้จากทุกกลุ่มมาจะดีมาก เราจะบอกเป็นแนวทางเท่านั้นว่า ถ้าเป็นไปได้ขอให้มีคณะกรรมการอย่างน้อย 6 อำเภอ แต่ว่าคณะกรรมการอำเภอนั้นจะมาจากชุมชนหรือมาจากกลุ่มที่พี่น้องทำกันก็ให้ เป็นไปตามความเป็นจริง มันไม่มีอะไรเกินกว่าความเป็นจริง ในบางพื้นที่ที่อาจารย์ธิดาไปตั้งไม่ได้เพราะว่ามีการแยกเป็นสองกลุ่ม สามกลุ่มชัดเจน ไม่ยอมกันเลย ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็รอให้อำมาตย์มาปราบถึงจะยอมกระมัง

ขอให้พี่น้องทำตามความจริง ถ้าได้ประธานชุมชนมา (หมายความว่าประธานชุมชนเสื้อแดงนะไม่ใช่ประธานชุมชนที่เขาแต่งตั้ง) เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบลมา ประกอบกันเป็นกรรมการอำเภอก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็คือเป็นหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ มาประกอบ อย่างน้อยให้มีอำเภอละ 1 คณะ ถ้าอำเภอไหนเป็นอำเภอใหญ่ก็อาจจะเป็นคณะใหญ่ คณะให้มีมากขึ้น มีตัวแทนเข้าสู่กรรมการจังหวัดมากขึ้น เช่น อำเภอนี้มีเสื้อแดงมากแทนที่จะมีตัวแทน 1 คน ก็อาจจะให้มากกว่า 1 คน นี่จึงเป็นเพียงคำแนะนำแบบที่เรียกว่ายืดหยุ่นได้ตามความเป็นจริง ไม่สามารถที่จะบังคับให้ทำอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าพี่น้องสามารถปูพื้นฐานแนวทางว่า เรารวมกลุ่มกันเป็นคณะกรรมการสัก 7-8 คณะ แล้วกรรมการ 7-8 คณะที่มาจากกลุ่มต่าง ๆ นั้นก็ได้กลายเป็นคณะกรรมการจังหวัด มันมีปัญหาอยู่ว่าบางที่กรรมการอำเภอเมืองมีกลุ่มมากและเป็นกลุ่มใหญ่ พี่น้องก็จัดการยืดหยุ่นเช่นตัวแทนให้มากสักหน่อยเวลามาเป็นกรรมการจังหวัด

ขอพูดถึงวิธีคิดในการนำ พี่น้อง การนำขอให้เป็นการนำรวมหมู่ หลายหัวดีกว่าหัวเดียว อย่าทำคนเดียว คิดคนเดียว หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นขอให้จำคำนี้ไว้ นำรวมหมู่ แบ่งงานกันทำ ไม่ใช่บางคนเอาแต่พูดไม่ทำงาน เราจะพบผู้นำบางส่วนพูดเก่ง แต่ไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นนำรวมหมู่ต้องแบ่งความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ ที่สำคัญก็คือทั้งหมดนี้ต้องมีวินัย สมมุติองค์กรนั้นตกลงอย่างใด พี่น้องต้องมีวินัย แหกมติไม่ได้ เพราะว่าขณะเป็นองค์กรจัดตั้งใหญ่ เช่น กรรมการจังหวัดสมุทรปราการลงมติว่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง กรรมการอำเภอก็ต้องรับเรื่องนี้ไปดำเนินต่อ แล้วออกมาเป็นเอกภาพอย่างนี้ถึงจะมีพลัง สมมุติตกลงว่ามีรัฐประหารแล้ว นปช. ต้องการให้จังหวัดรอบกรุงเทพฯ เป็นที่มั่นใหญ่ แปลว่าสมุทรปราการต้องรับหน้าที่จุดหนึ่ง ปทุมธานีจุดหนึ่ง นนทบุรีจุดหนึ่ง แล้วกรรมการจังหวัดแบ่งงานกันทำว่าจะทำอะไร มันต้องเป็นเอกภาพเหมือนเป่านกหวีดแล้วรู้ว่าใครต้องทำหน้าที่อะไร แต่ถ้าเกิดมีบางคนหรือบางกลุ่มไม่ปฏิบัติตามมติ ถามว่าอย่างนี้การสู้รบแพ้ไหม แพ้แน่นอน รอบก่อนที่ปี 53 เราไม่มีมติพูดเรื่องสีลมเลย มีแกนนำเราคนหนึ่งไปพูดว่าเราจะไปสีลมเท่านั้นแหละทหารมาเต็มเลย หรือว่าเรามีมติไม่ไปบุกรัฐสภา แกนนำเราคนหนึ่งดันเข้าไปที่รัฐสภา คราวนี้รุ่งขึ้นประกาศ พรก.ฉุกเฉินเลย อาจารย์กำลังจะอธิบายว่าวินัยสำคัญที่สุด ตกลงอย่างไรต้องเป็นแบบนั้น ไม่ใช่เขายังไม่มีมติดันไปพูดแล้วทุกอย่างเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ มีการสู้รบ

ขณะนี้ก็เท่ากับอยู่ในบรรยากาศสู้รบแล้ว เพราะว่าเขาสู้รบหลายแนว แนวศาลก็มี แนวองค์กรอิสระก็มี แนวพรรคการเมือง แนวมวลชน แนวกองทัพ แนว กอ.รมน. ออกมาหมดเลยแล้ว แต่ถ้าพวกเราเสรีไม่มีวินัย ไม่ทำตามมติ เสียหาย เพราะฉะนั้นจึงขอเรียกร้องพี่น้องว่า เมื่อพี่น้องทำการจัดตั้งมีการแบ่งภาระหน้าที่กันทำ ที่จะฝากเอาไว้คือ หัวใจสำคัญยิ่งของการต่อสู้ของประชาชนคือวินัย แล้วในกลุ่มองค์กรของเราก็ต้องมีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นหัวหน้าทำตามใจชอบของตัวเองโดยไม่ฟังคนอื่น แต่เมื่อพูดคุยตกลงกันแล้วว่าจะทำอะไรต้องทำตามนั้น ไม่ใช่ไม่ปฏิบัติตามเสียงส่วนใหญ่ เมื่อเสียงส่วนใหญ่บอกอย่างนี้เราพยายามอภิปรายแต่ต้องเปิดโอกาสให้อภิปราย ไม่ใช่ว่าสมมุติประธานยัดลงไปเลยว่าต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ท่วงทำนองประชาธิปไตย ในเมื่อเราต้องการประชาธิปไตย วิธีการของเราก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยรวมศูนย์ ก็คือพี่น้องออกความคิดเห็นกันเต็มที่ เอาจังหวัดสมุทรปราการก่อน ความคิดเห็นจากบางพลี บางบ่อ บางเสาธง มาที่คณะกรรมการจังหวัดสมุทรปราการ แล้วคณะกรรมการจังหวัดต้องฟังว่าพี่น้องกลุ่มต่าง ๆ เขาคิดอย่างไรในประเด็นนี้ ถกเถียงกัน แล้วพอมีมติทุกกลุ่มทำตาม ไม่ใช่ว่ากลุ่มบางเสาธงบอกว่าไม่ไดเคิดอย่างนี้เสนอแตกต่างจากกลุ่มอื่น เพราะฉะนั้นผมไม่ทำ อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่มีการจัดตั้งหรือไร้การจัดตั้ง เพราะว่าถ้าคุณจัดตั้งเป็นคณะกรรมการแล้ว ถ้าเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรคุณต้องทำ ยกเว้นว่าถ้ามันเสียหายจริง ๆ คุณมีอีกช่องทางหนึ่ง ยื่นเสนอต่อแกนนำ นปช.ส่วนกลางเพื่อให้แก้ปัญหา หรือมิฉะนั้นก็คุยกับที่ปรึกษา คุยกับ สส.ว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกแยกอยากให้ที่ปรึกษาช่วยคิดด้วย และขอฟังความคิดเห็นของที่ปรึกษาหรือส่วนกลางเพื่อมาทำให้มันดีขึ้นกว่านี้ แต่ในที่นี้เปลว่าเราต้องไม่จุกจิกนะ ไม่ใช่เรื่องหนึ่งเรื่องใดเรื่องเล็กก็เอาเป็นเอาตาย เรื่องเล็ก ๆ เราก็ต้องข้ามไป เพราะในภาษาเขาเรียกว่า “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” คือเอาเรื่องดีที่เราร่วมกันได้เป็นหลัก บางอย่างต่างกันเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าไปเอาตายเอาเป็นกับเรื่องเล็ก แล้วที่สำคัญก็คือท่าทีต่อพี่น้องด้วยกัน ต้องเป็นท่าทีมิตรไม่ใช่ท่าทีศัตรู ประเภทออกอากาศด่ากันไม่ถูก เราเห็นแตกต่างกันเราก็คือมิตร หรือเสื้อแดงหรือ นปช. บางทีเห็นไม่ตรงกับพรรค พรรคเพื่อไทยอาจจะคิดอย่างหนึ่ง คนเสื้อแดงอาจจะคิดอย่างหนึ่ง แต่ถามว่าเราคืออะไร เราคือมิตรกัน ที่เราถูกกระทำจากระบอบอำมาตย์ด้วยกัน ถ้าสมมุติว่าเราทะเลาะกันหรือใช้ท่าทีเป็นศัตรู ด่าว่าพวกกันเอง ทำลายน้ำใจ ทำลายกำลังใจ แล้วบ่อนทำลายการนำ ในที่สุดท่าทีแบบนี้จะทำให้ขบวนพัง

เพราะฉะนั้นความจริงเรื่องมันยาวแต่ก็พยายามผนวกเรื่องสำคัญ ๆ ที่มาพูดในที่นี้ว่าการจัดตั้งสำคัญอย่างไร เป็นปัจจัยสำคัญให้ได้รับชัยชนะ และในการจัดตั้งนั้นต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตยแต่ต้องมีการรวมศูนย์ตัดสิน ใจ และรวมศูนย์จากส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่ง นปช. และต่อไปพวกเราก็จะต้องเข้าไปเป็นแกนนำส่วนกลาง แกนนำส่วนกลางที่มีอยู่แม้กระทั่งอาจารย์ธิดาเอง ถ้าการต่อสู้ยืดยาวแกนนำส่วนกลางส่วนหนึ่งอาจจะต้องไปทำภาระหน้าที่อื่นก็ ได้ หรือบางคนอาจจะถอดใจหรือเลิกต่อสู้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา มันต้องมีเลือดใหม่ และต้องเป็นเลือดที่ดี เลือดที่เข้มแข็งเข้าไปแทน และอีกอย่างก็คือเป็นวิธีการประชาธิปไตยก็คือว่า ให้ได้แกนนำที่มาจากการต่อสู้ของประชาชนจริง ไม่ใช่แกนนำเพราะว่าส่งมา อันนี้ต้องค่อย ๆ แก้แต่ในตอนแรกเราไม่ได้สมบูรณ์ ต่อไปมันก็จะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ

ทีนี้ก็ ในที่นี้ก็ต้องบอกว่าการจัดตั้งสำคัญ ต้องใช้ท่วงทำนองประชาธิปไตย และเมื่อรวมศูนย์มีมติอย่างไร ต้องไม่เสรี ต้องมีวินัย ต้องขึ้นต่อ คำว่าขึ้นต่อไม่ใช่ขึ้นต่อบุคคล แต่ขึ้นต่อการนำรวมหมู่ ขึ้นต่อหลักการ แล้วไม่ใช่อยู่ในองค์กร นปช.สมุทรปราการ พอมีใครยื่นขนมมา มีองค์กรใหม่อีกองค์กรหนึ่งเขาบอกว่าคุณจะได้อย่างนั้นคุณจะได้อย่างนี้ ก็ยกเข้าไปเลย ยกตัวเองไม่พอยกมวลชน ยกมวลชนตัวเองไม่พอ เอาเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มอื่นเข้าไปร่วมด้วย นี่ยกตัวอย่าง อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการทำลาย แต่ถ้าหากว่าใครที่มีความแตกต่างทางความคิดทางอุดมการณ์จริง ๆ เขาก็แยกไปตั้งองค์กรใหม่ไม่มีปัญหา 24 มิถุนาของคุณสมยศก็ไม่ใช่ นปช. แดงสยามก็ไม่ใช่ นปช. ก็ต่างคนต่างทำ ไม่เป็นไร อย่างนี้แสดงว่าเป็นการแยกโดยความคิดที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เป็นการแยกเพื่อทำลาย ตรงข้ามคนที่ไม่แยก ด่าเช้าด่าเย็นอยู่ในองค์กรนี่แหละ พวกนี้แหละทำลาย แต่ถ้าเขาเชื่อและเขาก็แยกไปทำของเขาต่างหากแล้วเป็นมิตรจับมือกันก็เข้ม แข็ง แต่ไอ้อยู่ข้างในนี่แหละ ด่าเช้าด่าเย็น ด่าในเน็ตบ้าง ด่าอะไรบ้าง แล้วโกหกพกลมทำตัวเหมือนศัตรู อาจารย์ธิดาขอไว้เลยอย่าทำเป็นอันขาด แต่นี่มักจะไม่เกิดกับรากหญ้า จะเกิดกับปัญญาชนเพราะเสรีไร้วินัยคือคิดว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกคนเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องใช้การจัดตั้งเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็ง เราจะเลิกความคิดที่ว่าตัวเองเก่งเขาเรียกว่า ลัทธิวีรชนเอกชน คนเดียวเก่ง ไม่มีทาง หลายหัวต้องดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็ขอฝากไว้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ ก็ต้องขอขอบคุณ