WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 17, 2012

ช่างภาพทีวีเบิกความคดี ‘ลุงบุญมี’ เหยื่อสลายชุมนุม พ.ค.53

ที่มา ประชาไท

 

แสดงหลักฐานภาพถ่ายขณะ ‘ลุงบุญมี’ ถูกยิงโดยทหาร แจงเพื่อนนักข่าวเตือนทหารใช้กระสุนจริง ทนายญาติผู้ตายเผย คดีนี้ไต่สวนทุกพุธถึงต้นปีหน้า
15 ส.ค.55 - เวลาประมาณ 9.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 402 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้อง คดีหมายเลขดำที่ ช. 7/2555  ที่พนักงานอัยการ จากสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4  ขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิต ของนายบุญมี เริ่มสุข อายุ  71 ปี ซึ่งถูกยิงที่ย่านบ่อนไก่ บริเวณท้องด้านซ้ายกระสุนตัดลำไส้เล็กขาดตอน เมื่อวันที่ 14 พ.ค.53 และเสียชีวิตเมื่อ วันที่ 28 ก.ค.53 ขณะถูกยิงเป็นช่วงที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพนักงานอัยการ ได้นำช่างภาพสถานีโทรทัศน์หลักแห่งหนึ่ง มาเบิกความในฐานะพยานที่ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ช่วงเวลาขณะเกิดเหตุได้
ช่างภาพที่เดินทางมาเป็นพยานได้เบิกความต่อศาลว่า ในวันเกิดเหตุ 14 พ.ค.53 ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณที่เกิดเหตุบริเวณหน้าสนามมวยลุมพินี ถนนพระราม 4 เพื่อเก็บภาพ ต่อมาเวลาประมาณ 13.00 น. ได้มีการตอบโต้กันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุม ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตบริเวณหน้าปั๊มน้ำมันปตท. และพยานได้ถ่ายภาพผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ทราบว่าผู้ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตบริเวณดังกล่าวคือใคร จนกระทั่งพนักงานสอบสวนในคดีนี้ได้นำภาพถ่ายที่พยานได้ถ่ายไว้ให้ดู และไม่ทราบว่า หลังจากนั้น ผู้ตายไปรักษาพยาบาลใดและเสียชีวิตเมื่อใด
พยานเบิกความต่ออีกว่า ในวันเกิดเหตุต่อมา เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ นักข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับพยานได้เตือนให้ระวังตัวด้วยเนื่องจากเจ้า หน้าที่ทหารจะมีการใช้กระสุนจริง ขณะที่ถ่ายภาพยังมีเสียงระเบิดดังขึ้นมาจากฝั่งผู้ชุมนุมด้วย ส่วนพลุที่กลุ่มผู้ชุมนุมยิงมาใส่ฝั่งทหารนั้นไม่เป็นเหตุให้ทหารได้รับบาด เจ็บ ขณะบันทึกภาพมีกลุ่มผู้ชุมนุมถือไม้กระบองและขว้างก้อนหิน
นายณัฐพล ปัญญาสูง ทีมทนายจากมูลนิธิไทยรักไทย ในฐานะทนายญาติผู้เสียชีวิตสอบถามพยานถึงสาเหตุที่ทหารปฏิบัติการในบริเวณ นั้นจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตว่าเป็นไปเพื่ออะไร พยานตอบว่าเพื่อที่จะสลายการชุมนุม ตามคำสั่งของคณะรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และขณะที่ถ่ายภาพในวันเกิดเหตุมีรถพยาบาลมารับผู้บาดเจ็บตลอดทั้งวันอีกด้วย
ภาพนายบุญมี เริ่มสุข ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ 
 
หลังจากไต่สวนเสร็จ นายณัฐพล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายบุญมี เป็นผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม วันที่ 14 พ.ค.53 ที่บริเวณหน้าสนามมวยลุมพินี แถวบ่อนไก่ ซึ่งในวันนี้ ช่างภาพคนดังกล่าวที่เป็นพยาน ซึ่งปฏิบัติงานในบริเวณที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 11 - 19 พ.ค.53 ได้นำหลักฐานมาเสนอต่อศาลเพิ่มเติมเพื่อให้พิจารณาถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้น โดยได้นำภาพถ่ายของตนเองที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นที่แสดงถึงการปฏิบัติการ ของทหารที่ใช้อาวุธยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม และแผ่น VCD ที่ถ่ายขณะเกิดเหตุว่ามีทหารเริ่มปฏิบัติการเพื่อสลายการชุมนุม รวมถึงภาพถ่ายเห็นผู้ชุมนุมถูกฝ่ายทหารยิงบริเวณบ่อนไก่ ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นลุงบุญมี (ผู้เสียชีวิตในคดีนี้) มาเสนอต่อศาลด้วย
 
นายณัฐพล กล่าวว่า ลุงบุญมีไม่ได้เป็นผู้ชุมนุมแต่เป็นประชาชนที่อยู่ในที่เกิดเหตุมานั่งรอรับหลานและถูกยิง
 
ทนายญาติผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ในวันนี้ ( 15 ส.ค. 55) เดิมอัยการจะเรียกทหารที่ปฏิบัติการในวันนั้นมาไต่สวน อย่างไรก็ตาม ทางทหารได้ขอเลื่อนจึงได้นำพยานปากนี้มาแทน ซึ่งคาดว่าทหารจะเข้าเบิกความในวันพุธหน้า โดยคดีนี้จะมีการไต่สวนทุกวันพุธ ไปจนจบประมาณต้นปีหน้า
 

“พงศ์จรัส รวยร่ำ” นักกฎหมายด้านสิทธิฯ คว้า “รางวัลสันติประชาธรรม” คนแรก

ที่มา ประชาไท

 
มอบรางวัลเกียรติยศ “สันติประชาธรรม” สำหรับบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคม ตามแนวทางของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ แก่ “พงศ์จรัส รวยร่ำ” ในงานครบรอบ 67 ปี วันสันติภาพไทย
 
 
วันนี้ (16 ส.ค.55) มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป จัดพิธีมอบรางวัลสันติประชาธรรม ครั้งแรก แก่พงศ์จรัส รวยร่ำ นักกฎหมายประเด็นสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ อดีตอนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากองทัพภาค 2 และที่ปรึกษาอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ศาลอาญาธนบุรี สำหรับบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคมตามแนวทางของ นายป๋วย อึ๋งภากรณ์ เพื่อให้สังคมเกิดความยุติธรรม เสมอภาค ไม่มีความเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน และใช้เหตุผลแก้ปัญหาให้เกิดสังคมสันติประชาธรรมอย่างแท้จริง
 
ทั้งนี้ คณะกรรมการหาทุนและเลือกสรรบุคคล ระบุว่า รางวัลเกียรติยศสันติประชาธรรมจะทำการมอบให้บุคคลที่ทำคุณแก่สังคมเป็นประจำ ทุกปีต่อไป โดยในปีนี้มอบรางวัลเป็นเงิน 5 แสน และคำประกาศกิติคุณ นอกจากนี้ การมอบรางวัลในวันสันติภาพไทยนั้นถือเป็นวันที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นวันที่เสรีไทยได้มอบคืนอาวุธที่ใช้ในการเคลื่อนไหวคืนให้ พันธมิตร หลังทำหน้าที่ตามที่ปฏิญาณไว้ โดยไม่ได้หวังลาภยศสรรเสริญ
 
ด้านพงศ์จรัส ในฐานะผู้เคลื่อนไหวประเด็นสิทธิมนุษยชนในภาคใต้กล่าวว่า การที่รัฐใช้เงินไปโถมเพื่อการแก้ปัญหายิ่งเป็นการทำลายทำลาย เพราะเงินถือเป็นตัวปัญหา หากอยากให้คนพุทธและมุสลิมกลับไปอยู่ร่วมกันได้ ต้องหยุดการแก้ปัญหาอย่างที่เคยทำมาอย่างการใช้ความรุนแรง เพราะหากจะฆ่า ก็ฆ่าเท่าไหร่ไม่หมด และคนเหล่านั้นเขาไม่กลัวการใช้กำลัง แต่กลัวบาปตามหลักการศาสนา
 
พงศ์จรัส กล่าวด้วยว่า สำหรับเงินที่ได้รับจะไม่นำไปใช้ส่วนตัว แต่จะเอาไปใช้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นายป๋วย อึ๋งภากรณ์ และผู้มอบรางวัลนี้
 
 
 
 
คำประกาศเกียรติคุณรางวัลเกียรติยศ สันติประชาธรรม 
สำหรับบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคม ตามแนวทางของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์
 
นายพงศ์จรัส รวยร่ำ ปัจจุบันอายุ ๕๖ ปี เกิดวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปริญญาตรีทางนิติศาสตร์และมหาบัณฑิตทางรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และประกาศนียบัตรหลักสูตรการจัดการความขัดแย้งจากสถาบันพระปกเกล้า
 
เส้นทางการทำงานในวิชาชีพกฎหมายมีความหลากหลายอย่างเชื่อมโยงกัน เริ่มต้นจากการเป็นทนายความของสำนักงานกฎหมายเสนีย์ ปราโมช เข้าทำงานในวงการศึกษาในฐานะเป็นเลขานุการของ รศ.ดร.สมศักดิ์ สิงหพันธุ์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และทำงานการเมืองสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจากประสบการณ์ดังกล่าวหล่อหลอมให้นายพงศ์จรัส รวยร่ำเป็นนักกฎหมายที่มีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง ล้ำเลิศในข้อกฎหมาย เจนจัดในข้อเท็จจริง และที่สำคัญมีสมัครพรรคพวกแทบทุกวงการ อีกทั้งอุปนิสัยรักการใฝ่หาความรู้ ชอบอ่านหนังสือแนวปรัชญาและตั้งวงสนทนาวิสาสะกับมิตรสหายอย่างออกรส จึงทำให้ทนายความผู้นี้ก้าวข้ามนักนิติอักษรศาสตร์ไปสู่แก่นสาระของกฎหมายใน ฐานะนักยุติธรรม
 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายพงศ์จรัส รวยร่ำ เป็นทนายความที่มีอุดมการณ์ในการทำงานมุ่งมั่นช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาส ด้วยความเห็นใจในความทุกข์ยากและลำบากของเพื่อนมนุษย์ หรือผู้ที่ถูกเอาเปรียบทางสังคม ด้วยเด่นชัดในบุคลิกภาพที่โผงผาง กล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา และไม่สยบยอมกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม บุคลิกภาพเช่นนี้คือมิตรแท้ที่จริงใจสำหรับผู้ที่รักความเป็นธรรมหรือถูก ระบบรังแก ยิ่งเป็นผู้ด้อยโอกาสด้วยแล้ว นายพงศ์จรัส รวยร่ำเป็นดั่งความหวังและที่พึ่งสุดท้ายของผู้ทุกข์ทน จึงไม่แปลกใจเลยที่พุทธศาสนิกชนศิษย์สำนักสวนโมกขพลารามผู้นี้จะผ่านการคัด สรร และได้รับการประทานโอกาสจากองค์อัลลอฮ์ให้มีศรัทธาร่วมกับพี่น้องมุสลิมใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการต่อสู้จากความอยุติธรรมทั้งปวง เช่น การต่อสู้ทางคดีให้เปิดสอนโรงเรียนอิสลามบูรพา ภายหลังจากถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นแหล่งก่อการร้ายและสั่งปิด การต่อสู้เพื่อพิทักษ์มรดกทางวิถีประชาราษฎร์ (ผลักดันให้มีการจัดการสอนภาษาอาหรับผ่านระบบการศึกษาทางไกลกับมหาวิทยาลัย นานาชาติมาดีนะฮ์และคัดค้านนโยบายปิดโรงเรียนปอเนาะ) ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย หรือ การเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่พี่น้องมลายู ฯลฯ นอกจากประเภทงานร้อนแล้วเขาได้พยายามกระชับพื้นที่ประสานความไว้เนื้อเชื่อ ใจระหว่างเพื่อนฝ่ายรัฐ (การเมือง กองทัพ ฝ่ายปกครอง) กับผู้นำศาสนาอย่างแยบคาย ทั้งนี้ ไม่นับน้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เขาให้การอุดหนุนทางการศึกษาและประกอบอาชีพซึ่งไม่น่าจะ น้อยกว่าหลักพันคน
 
เมื่อครั้ง นายพงศ์จรัส รวยร่ำเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในหลายเรื่อง และเป็นผู้ริเริ่มโครงการฝึกอาชีพและปรับทัศนคติให้กับผู้ต้องสงสัยในคดีก่อ ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยแลกเปลี่ยนกับการไม่ถูกดำเนินคดีจาก ทางการ แม้โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อตัวเขาก็ตาม แต่เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงจุดยืนที่มั่นคงและความกล้าหาญทางจริยธรรมที่ เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นสำคัญกว่าตนเอง 
 
ปัจจุบันนายพงศ์จรัส รวยร่ำได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของกองทัพภาคที่ ๒ และที่ปรึกษาอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา  ศาลอาญาธนบุรี และเป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบันการศึกษา จึงเป็นเครื่องรับรองคุณภาพได้เป็นอย่างดี
 
จากปฏิปทาที่ผ่านมาทำให้เชื่อว่า นายพงศ์จรัส รวยร่ำ ไม่ใคร่ใส่ใจต่อลาภ เกียรติยศ และการสรรเสริญ แต่ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาต่อวงการกฎหมายไทยในปัจจุบัน ยิ่งประจักษ์ว่า นักกฎหมายที่มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณเพื่อสาธารณะเช่นนายพงศ์จรัส รวยร่ำนั้น นับเป็นแบบอย่างของ “นักนิติสามัญสำนึกศาสตร์” ที่มีคุณค่าต่อสังคมไทยประดุจแสงไฟเพื่อส่องทางให้แก่ประชาราษฎร์ผู้ทุกข์ ระทม จึงสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเป็น ผู้ที่เหมาะสมกับการประกาศเกียรติคุณรางวัลเกียรติยศสันติประชาธรรมสำหรับ บุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคมตามแนวทางของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยิ่งนัก 
 
ที่มา: Sulak Sivaraksa 
 
 

ผบ.ทบ.ยัน พ.ค. 53 ไม่มีสไนเปอร์-มีแต่ปืนติดลำกล้อง

ที่มา ประชาไท

 
แถมปืนและกล้องติดปืนก็ไม่ใช่สไนเปอร์ เป็นเพียงกล้องที่ติดสำหรับการระวังป้องกัน-ซึ่งที่ตลาดนัดมีขาย ส่วนกระสุนที่เบิกมา เมื่อเหลือก็จะส่งคืน นอกจากนั้นก็ใช้ฝึกหัดและจำหน่ายต่อไป ส่วนเรื่องทหารเอาปืนไปยิงคน ถามลูกน้องแล้ว ลูกน้องบอกว่าไม่ได้ยิงใครสักคน มีแต่โดนยิง


ที่มาของคลิป: springnews/youtube.com
กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาเปิดเผยผลการสอบสวนคดีการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ว่า การเสียชีวิตของประชาชนเกิดการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เมื่อวานนี้ (16 ส.ค.) นสพ.ไทยรัฐ รายงาน ว่า วันที่ 16 ส.ค. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ถ้ายังไม่ยุติก็ไม่สมควรออกมาพูดจา ซึ่งได้ขอร้องผ่าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ไปแล้ว ซึ่งท่านรับปากว่าจะดูให้ และท่านได้ขอโทษ รวมถึงบอกว่าจะไปบอก พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ให้ ซึ่งทางรัฐบาลตอบกลับมาว่าจะให้ลดเรื่องนี้ลงไป
โดย พล.อ.ประยุทธ์ขอให้ทุกฝ่ายหยุดพูดเพราะคดียังไม่สิ้นสุด และขอความเห็นใจเนื่องจากต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าจะพูดขอให้พูดทั้ง 2 ทาง ขอให้พูดในส่วนของเจ้าหน้าที่ด้วยว่าเขาบาดเจ็บและเสียชีวิตจากใคร ตนไม่อยากไปรื้อฟื้น เพราะตนเป็นผู้บังคับบัญชา รู้ว่า อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด
เมื่อถามถึงกรณีที่ทางดีเอสไอจะเรียกทหารสไนเปอร์ ที่อยู่ในคลิปมาให้ปากคำ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า สไนเปอร์อะไร ใครเป็นคนใช้สไนเปอร์ แล้วรู้หรือไม่ว่า สไนเปอร์เป็นใคร ซึ่งในรูปที่ปรากฏเป็นทหารที่เขาติดกล้องเฉยๆ และกล้องตัวนั้นและปืนตัวนั้นไม่ใช่แบบสไนเปอร์ ถ้าพูดแล้วไม่รู้ อย่าพูดดีกว่า แต่สิ่งที่ใช้เพื่อใช้ระวังป้องกัน ซึ่งในตลาดนัดก็มีขายที่ใช้สำหรับยิงนก ไม่ใช่สไนเปอร์ อย่าพูดเรื่อยเปื่อย
ส่วนที่คณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ในปี 53 มีการเบิกกระสุนมา 3 พันนัด ใช้ไป 800 นัด มีผู้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่า กระสุนที่เหลือหายไปไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กระสุนที่เขาเบิกมา เมื่อเหลือเขาก็จะส่งคืน นอกเหนือจากนั้นใช้ฝึกหัด และจำหน่ายต่อไป ไม่เห็นว่าจะต้องไปยิง อยากถามว่า ถ้าเขาเบิกไป 3 พันนัด ยิงไป 300 นัด ขาดไป 2,700 นัด แสดงว่าต้องมีคนตาย 2,700 คนหรือไม่ ถามว่าคนตายอยู่ที่ไหน มีใครบอกว่า ทหารเอาปืนไปยิงคน สื่อไปเอามาจากไหน ต้องไปถามข้อมูลจากคณะกรรมาธิการทหาร เพราะตนถามลูกน้อง เขาบอกว่าไม่ได้ยิงใครสักคน มีแต่โดนยิง



พ.อ.สรรเสริญชี้แจงคลิปพลแม่นปืนเมื่อ 16 พ.ค. 53 โดยใช้คำเรียกว่า "เจ้าหน้าที่พลแม่นปืนระวังป้องกัน" หรือ sharpshooter
อนึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ถนนราชปรารภ และถนนพระรามสี่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่โฆษก ศอฉ. ขณะนั้นเคยชี้แจง เมื่อ 16 พ.ค. 53 ว่าทหารที่จับปืนเอ็ม 16 ติดลำกล้องเล็งอยู่บนที่สูงนั้นเรียกว่า “เจ้าหน้าที่พลแม่นปืนระวังป้องกัน” มีหน้าที่คอยระวังภัยให้กับทหารในหน่วยที่ปฏิบัติการด้านล่าง ตรวจสอบบุคคลที่ถืออาวุธจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจะยิงคุ้มครอง โดยอาวุธที่ใช้ปืนทราโว่ และปืนเอ็ม 16 แบบติดกล้องเล็ง จะมีเจ้าหน้าที่ทหารอีก 1 คนตรวจสอบพื้นที่มุมกว้างให้ "ไม่ได้ยิงตามอำเภอใจ เขายิงเมื่อเห็นเป้าหมายเท่านั้น"

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาชี้หญิงหมิ่นเบื้องสูง แม้ป่วยทางจิตก็มีสิทธิ์ติดคุก

ที่มา ประชาไท

 

 
16 ส.ค. 55 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ว่านายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึง การดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์ (ประชาไทขอสงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี ที่ก่อเหตุไม่เหมาะสมต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน้าศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาตรา 112 ว่า กรณีที่ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาอ้างในชั้นพนักงานสอบสวนว่ามีความบกพร่อง ทางจิตนั้น พนักงานสอบสวนจะต้องส่งไปตรวจสภาพจิตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ได้ข้อสรุปว่า ผู้ต้องหาป่วยเป็นโรคจิตหรือวิกลจริตจริงดังที่กล่าวอ้างหรือไม่ โดยเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนกระบวนการ เช่น ทำแบบทดสอบสภาพจิต หรือหาข้อมูลว่าเคยมีประวัติรักษาอาการทางจิตหรือไม่ เพื่อให้ข้อสรุปว่า ผู้ต้องหาป่วยเป็นโรคจิตถาวร หรือชั่วคราว แต่ยังพูดคุยรู้เรื่อง รู้สึกผิดชอบอยู่บ้าง
       
เนื่องจากจะมีผลต่อการพิจารณาคดีในชั้นศาล คือ หากผู้ต้องหาเป็นโรคจิตถาวร ก่อเหตุและกระทำผิดไปโดยไม่สามารถบังคับตัวเองได้ ก็อาจจะเข้าข่ายไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าผู้ต้องหามีอาการทางจิตชั่วครั้งชั่วคราว หรือสามารถพูดคุยรู้เรื่องบ้าง ก็อาจจะถูกลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่ระบุไว้ เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ระบุไว้ว่า ผู้ใดกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิด นั้นเพียงใดก็ได้
       
ทั้งนี้ ความผิดมาตรา 112 นั้นมีอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 3-15 ปี ดังนั้นหากผลตรวจของแพทย์ได้ข้อสรุปว่า ผู้ต้องหามีอาการทางจิต แต่รู้สึกผิดชอบ หรือบังคับตัวเองได้บ้าง ศาลก็อาจจะใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกน้อยกว่าที่กำหนดไว้ เช่น จำคุก 1 ปี หรือจำคุก 2 ปี
       
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย เป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ กฎหมายให้งดการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีไว้ก่อน และให้ส่งตัวผู้นั้นไปรักษายังโรงพยาบาลโรคจิตตามแต่สมควรหรือจนกว่าจะ สามารถต่อสู้คดีได้
       
“คดีที่ป่วยทางจิตจะดูไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่จะมีประวัติการป่วยและการรักษา อย่างเช่น คดีคนร้ายกราดยิงผู้ชมหนังแบทแมนที่โรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ ก็พบว่าคนร้ายเคยมีประวัติการรักษาอาการทางจิตมาก่อน ซึ่งกรณีเดียวที่ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ คือต้องป่วยเป็นโรคจิตจริงๆ เท่านั้น เชื่อว่าไม่สามารถแกล้งป่วยกันได้”

"ฐิติมา" แจง "ยิ่งลักษณ์" ไปอินเดียแพงกว่า "อภิสิทธิ์" เพราะเป็นแขก "เกียรติยศ"

ที่มา ประชาไท

 

ฐิติมา ฉายแสง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า นายกมีความจำเป็นต้องเดินทางไปสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยต่อสายนานาชาติ การเดินทางไปประเทศอินเดียดังกล่าวถือว่ามีคุ้มค่ามาก ระบุไม่อยากมานั่งเปรียบเทียบกันให้เกิดปัญหา และที่สำคัญนายกฯอภิสิทธิ์เวลานั้นไม่ใช่แขกเกียรติยศของประเทศอินเดีย
 
16 ส.ค. 55 - หลังจากที่มีการเผยแพร่ข้อมูลการใช้งบประมาณเดินทางต่างประเทศโดยมีการ เปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการและการเดินทางไปประชุม World Economic Forum ที่ประเทศสวิตเซอแลนด์ ในโลกออนไลน์ โดยมีการเทียบเคียงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และคณะได้เดินทางในลักษณะเที่ยวบิน โดยสารทั่วไป รวมค่าใช้จ่ายทั้งคณะไปกลับอยู่ที่ 5,253,000 บาท แต่ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ที่มีการเดินทางในเส้นทางเดียวกัน แต่ใช้งบประมาณในการเดินทางแบบเที่ยวบินพิเศษเหมาลำทั้งสิ้น 13,000,000 บาท ใช้งบประมาณมากกว่าถึง 7,747,000 บาท นั้น
 
ที่มา: http://www.facebook.com/photo.php?fbid=272340256211920&set=a.241428875969725.51821.241066436005969
 
ในวันนี้ประเด็นดังกล่าวถูกนำไปอภิปรายในรัฐสภา โดยเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงาน ว่า เมื่อเวลา 12.30 น. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ. 2556 ได้อภิปรายว่า ตนติดใจ คือ 1.กรณีสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ในรายการ “จัตุรัสข่าว” ที่ออกอากาศประจำวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เป็นรายการของคนภายนอกที่ทำสัญญา คือบริษัท เวิลด์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์เน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งในรายละเอียดมีข้อสงสัย และส่วนที่ต้องซักถาม เนื่องจากไม่ตรงตามนโยบาย เพราะเป็นรายการทางการเมืองอย่างแท้จริง  เพราะตามสัญญา ข้อ 13 ระบุว่า “ห้ามไม่ให้ผู้เช่าเวลาเกี่ยวกับการเมือง หากผู้เช่าเวลาฝ่าฝืนและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้เช่าอีกด้วย” ซึ่งรายการนี้มีผู้จัดรายการคือ คอลัมน์นิสต์นักหนังสือพิมพ์ ครั้งหนึ่งเคยมีการออกอากาศ ในชื่อตอน “รัฐประหาร โดยศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลมีอำนาจรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
 
นายบุญยอด กล่าวอีกว่า และ 2. รายการชนักปักหลังพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในรายการมีการพาดพิงถึงส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นตนอยากถามว่า ได้มีการตักเตือนรายการเหล่านี้หรือไม่ และยังพบความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากรายการเหล่านี้เป็นรายการต้องเช่าเวลา แต่สัญญาฉบับนี้มีการลดราคาให้เหลือ 10เปอร์เซ็นต์ โดยค่าเช่าเวลาอยู่ที่ 250,000 บาท ได้เวลาโฆษณา 7 นาที เดือนละอย่างน้อย 20 ตอน เฉลี่ยเป็นเงิน 1.4 ล้านบาท  ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้เคยชี้แจง เพียงว่า  ต้องการผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า ตามนโยบายของรัฐบาล ต้องไม่ก้าวก่าย และให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชน และขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ 5 เปอร์เซ็นต์
 
ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีปัญหาในการใช้เงินในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเดินทาง โดยพบว่าเมื่อเทียบการเดินทางไปต่างประเทศระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี นับว่ามีความแตกต่างกันมาก อย่างในกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางด้วยสายการบินไทยแบบเช่าเหมาลำไป ประชุมการประชุมเวิลด์ อโคโนมิก ฟอรั่ม เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับไปปฏิบัติภารกิจที่อินเดียในคราวเดียวเมื่อเดือนม.ค.2555
 
"การเช่าเหมาลำถือว่าแพงมากไม่ทราบเดินทางไปด้วยกี่คนไม่มีรายละเอียด แต่พบว่ามีการใช้งบประมาณถึง 13 ล้านบาท เทียบเคียงกับสมัยนายกฯอภิสิทธิ์เมื่อเดือนม.ค.ปี 2554 พบว่านั่งเครื่องบินชั้น1เดินทางไปกลับกทม.และกรุงซูริก สวิตเซอร์แลนด์ จำนวน16คน ใช้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ชั้นธุรกิจ 6 คนเป็นเงินประมาณ 8.4 แสนบาท และชั้นประหยัด 21 คนประมาณ 1 ล้านบาท ที่สำคัญถ้าเดินไปทางอินเดียจะพบว่าเที่ยวบินระหว่างกทม.นิวเดลีชั้นที่1 เพียง4.5 หมื่นบาทต่อคน ชั้นธุรกิจ 3.5 หมื่นคนต่อคน และ ชั้นประหยัด2.3 หมื่นคน รวมตัวเลขทั้งสวิตเซอร์แลนด์และอินเดียเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น" นายบุญยอด กล่าว
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ออสเตรเลียก็เป็นการเดินทางเช่าเหมาลำ ด้วยกันแต่นักธุรกิจและภาคเอกชนที่ร่วมเดินทางไปด้วยได้เดินทางโดยไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่ายในการโดยสารเครื่องบิน ทั้งที่การติดต่อธุรกิจในออสเตรเลียเป็นผลประโยชน์ของภาคเอกชนเท่านั้น ถึงเวลาต้องปรับปรุงแก้ไข
 
"การเดินทางแบบเช่าเหมาลำอาจทำให้เกิดความคล่องแคล่วโดยไม่ต้องรอผู้ โดยสารคนอื่น แต่รัฐบาลชุดนี้แสดงความไม่ประหยัดออกมาทั้งที่รัฐบาลกำลังเตรียมการกู้เงิน อีกจำนวนมาก จึงเห็นว่าไม่มีวินัยการเงินการคลัง" นายบุญยอด กล่าว
นายบุญยอด กล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับการใช้งบประมาณสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยจำนวน 500 ล้านบาท สอบถามส่วนราชการแล้วพบว่าจะใช้ซื้อโฆษณาทั้งนอกและในประเทศ โดยขอเสนอให้ซื้อโฆษณาเฉพาะต่างประเทศเท่านั้นไม่ควรเอามาอุดหนุนสื่อใน ประเทศเพราะอาจจะเป็นการแทรกแซงสื่อมวลชนในประเทศทางหนึ่งเช่นกัน
จากนั้น จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ไม่น่าใส่ใจ ไม่น่าใส่ใจ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เขาถึงเรียก “เจ๊ยอด” เพราะนายกฯเขาทำงาน คนที่เดินทางไปมีเยอะ ก็ต้องใช้เงินเยอะ และรัฐบาลที่ใช้เงิน 6 พันล้านบาทฆ่าคน จากนั้นนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ตัดบทสั่งห้ามจ.ส.ต.ประสิทธิ์  พูดต่อ
ขณะที่นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ถอนคำพูด ที่เรียกนายบุญยอด ว่า “เจ๊ยอด”  จึงทำให้นายบุญยอด ลุกขึ้นชี้แจงว่า เรื่อง 13 ล้านบาท โดยระบุว่าไม่ติดใจกรณีที่จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ในฐานะอดีตตำรวจประท้วง และจะลุกขึ้นประท้วงกี่ครั้งเชิญตามสบาย และไม่ประท้วงซ้อนท่านเลยถ้าไม่เกี่ยวกับตน แต่ถ้าทำการใดให้ฝ่ายค้านทำงานไม่ได้ ก็ต้องมีวิธีการอื่นในการดำเนินการต่อที่ประชุมนี้ และอยากให้สมาชิกเพื่อไทยเข้าใจว่า ถ้าสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปในการประชุมที่เหลือ 2-3 วันนี้ ก็เกิดขึ้นจากจ.ส.ต.ประสิทธิ์ และผู้ที่ประท้วงร่วมโดยไม่มีเหตุผล
ทั้งนี้ อยากชี้แจงว่า กรณีที่จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ระบุว่า เรื่องงบประมาณนายกฯเป็นเรื่องเล็ก ทำไมต้องมองเรื่องเหล่านี้ เพราะเงินจำนวน 13 ล้านบาท หากถามคนสุรินทร์ว่าเงินดัลกล่าวเป็นเรื่องเล็กๆหรือไม่ จะเป็นข้าวได้กี่มื้อ และจะเป็นเงินผู้สูงอายุ 500 บาทได้กี่ปี ทำไมไม่เรียกร้องให้นายกฯใช้เงินดังกล่าวอย่างประหยัดและสมเหตุผลมี ประสิทธิภาพ  และการพาดพิงตนไม่ใช่ลูกผู้ชาย ก็คงไม่จำเป็นต้องไปเทียบความเป็นลูกผู้ชาย หรือเดินไปชกหน้า และไม่อยากตอบโต้อีกแล้ว อยากให้จบเท่านี้ แต่ถ้าไม่จบก็แล่วแต่ และพร้อมท้าทุกเวที
ขณะที่ประสิทธิ์ ชี้แจงว่า ตนได้รับเลือกตั้งเป็นสส.ทำหน้าที่แทนประชาชนในสภา และการที่ตนใช้สิทธิตามข้อบังคับพาดพิงล่วงเกินไม่สุภาพ หากประธานให้ถอนก็พร้อมถอน วันนี้ (16ส.ค.) นายบุญยอดกินยาผิดขวดหรือไม่ ที่ท้าตนชกต่อย หรือเกิดมีอะไรขึ้นในสภาแล้วโทษตน เหมือนเป็นนักเลงท้าตนชกต่อย จากนั้น นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ได้ตัดบทเนื่องจากบรรยากาศในการประชุมเริ่มเป็นไปอย่างตรึงเครียด
อย่างไรก็ตาม นายกุลเดช ได้ย้ำให้จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ถอนคำพูด ทำให้จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ยอมถอนคำพูด โดยระบุว่า ตนเป็นลูกผู้ชายพอ ถ้าพูดอะไรเกินเลยก็ขอถอน ขณะที่นายอรรถพร พลบุตร สส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกร้องให้ประธานฯ ได้ควบคุมการประชุม อย่าให้องค์รักษ์ หัวโขนออกมาประท้วง จากนั้นจึงเข้าสู่การประชุมต่อไป พร้อมสั่งให้จ.ส.ต.ประสิทธิ์นั่งลง พร้อมให้ถอนคำพูด
ด้าน นางฐิติมา ฉายแสง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯจากพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า นายกฯมีความจำเป็นต้องเดินทางไปสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยต่อสายนานาชาติ การเดินทางไปประเทศอินเดียดังกล่าวถือว่ามีคุ้มค่ามาก
"อินเดียมีประชากรถึง 1.1 พันล้านคน ถ้าเอาหารกับราคาเช่าเครื่องบินเหมาลำ 13 ล้านบาทจะคิดเป็น 1.2 สตางค์ต่อหัวเท่านั้น ดังนั้น การใช้งบประมาณถือว่าคุ้มมากๆกับการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ อยากให้เข้าใจว่าเวลาที่กมธ.ได้คิดประเด็นนี้ก็ได้คิดละเอียดเช่นกัน ไม่อยากมานั่งเปรียบเทียบกันให้เกิดปัญหา และที่สำคัญนายกฯอภิสิทธิ์เวลานั้นไม่ใช่แขกเกียรติยศของประเทศอินเดีย" นางฐิติมากล่าว
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า นับตั้งแต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ามารับตำแหน่งนายกฯต้องเดินทางไปทั่วโลกเพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับประเทศ ไทย ไม่มีเวลาท่องเที่ยวหรือพักผ่อน ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาติ โครงการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาโดยมีคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดมีภารกิจสร้างภาพลักษณ์ให้ ประเทศครอบคลุมการค้าการลงทุนเพื่อให้ต่างประเทศเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ให้ต่างชาติได้รับทราบ ซึ่งรัฐบาลในอดีตก็มีงบประมาณลักษณะเช่นนี้กันแต่ในอดีตจะให้น้ำหนักในการ ประชาสัมพันธ์ตัวรัฐบาลมากกว่าประเทศไทย

ศาลพิพากษาให้สองเยาวชนได้รับเงิน คนละหนึ่งแสนบาทเหตุโดนทหารทำร้ายระหว่างตรวจค้น

ที่มา ประชาไท

 

 
16 ส.ค. 55 - มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมแจ้งข่าวว่าเมื่อวันที่ 9  สิงหาคม 2555  ศาลปกครองสงขลาได้มีคำพิพากษาให้สำนักนายกรัฐมนตรี  ในฐานะต้นสังกัดของ กอ.รมน.ภาค 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่นายมะเซาฟี แขวงบู อายุ  20 ปี และเด็กชายอาดิล  สาแม  อายุ  14  ปี  สองเยาวชนที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย ในระหว่างการลาดตระเวนและตรวจค้นตัว   โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก  เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 52  บริเวณถนนริมแม่น้ำปัตตานี  ตำบลสะเตง อำเภอเมือง  จังหวัดยะลา
 
ศาลได้พิพากษาว่า แม้กฎอัยการศึกจะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะ  แต่ในระหว่างตรวจค้นได้มีการทำร้ายเยาวชนทั้งสองจนได้รับบาดเจ็บ  จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิด  เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดของกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรี  สำนักนายกรัฐมนตรีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดให้ นายมะเซาฟี  แขวงบู  เป็นค่าขาดแรงงานในครัวเรือนและประโยชน์จากการทำงาน ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดยะลา วันละ 250 บาท และแพทย์มีความเห็นให้หยุดพัก 5 วัน จึงคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 1,200 บาท ส่วนเด็กชายอาดิล  สาแม  กำลังศึกษาอยู่ จึงไม่มีค่าเสียหายในส่วนนี้  และค่าเยียวยาความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย อนามัย และจิตใจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารได้กระทำการที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย และจิตใจของบุคคลทั้งสอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 32 อันเป็นกฎหมายสูงสุดที่ประกันสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ เพื่อเยียวยาความเสียหายตาม ว.5 จึงกำหนดให้คนละ 100,000 บาท
 
เหตุคดีนี้ เกิดเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 52  เจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายนายมะเซาฟี และด.ช.อาดิล โดยการเตะ ตบ ใช้ด้ามปืนตีที่ศีรษะ และตบที่กกหู และท้ายทอย  จนทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ  โดยต่อมาพนักงานอัยการศาลจังหวัดทหารบกปัตตานีได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ทหาร ดังกล่าวเป็นคดีอาญา  ข้อหาทำร้ายร่างกายจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ  และวันที่ 26 เม.ย. 53  จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา  ศาลจังหวัดทหารบกปัตตานี  ได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 6 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีความประพฤติดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้บังคับโทษปรับ  คดีอาญาดังกล่าวเป็นอันถึงที่สุด  และนำมาสู่การฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดในคดีนี้
 
 
หมายเหตุ:
 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

มาตรา 32  บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือ ว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้

การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ

ในกรณีที่มีการกระทำซึ่งกระทบ ต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหาย พนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย มีสิทธิร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทำเช่นว่านั้น รวมทั้งจะกำหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยก็ ได้

เสวนาวิชาการ "แท็บเล็ตลดช่องว่างทางสังคมได้อย่างไร?"

ที่มา thaifreenews



วิชัย เด็กเชื้อชาติพม่า "ชอบใช้Tablet เรียนวิชาเลข / Photo by แมวอ้วนอ้วน
วันที่ 16 สิงหาคม 2555 ณ โรงเรียนบ้านวังใหญ่ สังกัด สพป.กาญจนบุรี เขต 3 ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานเปิดการเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “แท็บเล็ตลดช่องว่างทางสังคมอย่างไร” โดย สพฐ. ตามโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย จึงมีความประสงค์ในการออกสังเกตการณ์การใช้แท็บเล็ตพีซีเป็นเครื่องมือในการ จัดการเรียนการสอน 

โดยโรงเรียนบ้านวังใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นสถานที่แห่งที่สองของการสัญจรและเป็นสถานที่แรกของการ สัญจรต่างจังหวัด เป็นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ใกล้บริเวณชายแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนชั้น ป.1 กลุ่มชาติพันธุ์ศึกษาอยู่มากมาย ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการที่ต้องการลดช่องว่างทางสังคมด้วยการใช้ Computer for Education แท็บเล็ตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนให้เด็กชั้น ป.1 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้อ่านออกเขียนได้พูดไทยชัด

โดยมี นายอธิวัฒน์ พันธ์ประชา ผอ.สพป.กาญจนบุรี เขต 3 เป็นผู้กล่าวรายงาน และเสวนาโดย ดร.สุชิน เพ็ชรักษ์ นักวิชาการศึกษาตามอัธยาศัยภาคเหนือ (ทวิภาษา) ดร.ซินเทีย หม่อง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเรียนรู้เพื่อเด็กด้อยโอกาส C.D.C. (Children’s Development Centre) และ มร.ไมเคิล อัลเบิร์ต ผู้จัดการองค์กรไรท์ทูเพลย์ประจำประเทศไทย ในการนี้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ สพฐ. ได้ให้เกียรติมอบนโยบายและกล่าวปิดการเสวนาในครั้งนี้ พร้อมเยี่ยมชมการเรียนการสอนโดยใช้แท็บเล็ตของครูและนักเรียน หลังจากนั้นได้เดินทางมายัง สพป.กาญจนบุรี เขต 3 เพื่อเยี่ยมชมบรรยากาศการทำงานและสภาพภูมิทัศน์ของสำนักงาน / ThaiFreeNews

ข้อมูลเพิ่มเติม @ThaiFarmer_Son และ @thomasFATCAT
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.490304114331530.124599.268479133180697&type=1

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/08/55 โชว์งานแรกของท่านประธานใหม่...

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




โชว์งานแรก เถิดท่าน ประธานใหม่
สู้ด้วยใจ เถิดหนอ อย่าท้อถอย
อยู่เคียงบ่า ประชาชน คนเฝ้าคอย
ลบด่างพร้อย ความสามานย์ มานานนัก....

รีบถอดถอน คนชั่ว พวกตัวถ่วง
คลี่ปมบ่วง ลุล่วงไป ให้ประจักษ์
ผลพวงบาป วิปริต ติดชนัก
ถูกฟูมฟัก จากคนพาล มานานปี....

ใช้อำนาจ คำบัญชา ประกาศิต
ทั้งถูกผิด ให้เห็นกัน ในวันนี้
พวกคนชั่ว พวกจัญไร พวกไม่ดี
รีบจัดการ ทันที เดี๋ยวนี้เลย....

ผลงานแรก นั้นหรือ คือความหวัง
เป็นพลัง ทุกที่ทาง อย่างเปิดเผย
กำลังใจ ส่งผ่าน ถึงท่านเลย
หากเฉยเมย คงหมดค่า ราคาคน....

ประชาชน เดินร่วมทาง สว่างไสว
เพื่อวัดใจ คนดีๆ นี้อีกหน
แม้นมีมือ ที่แอบอ้าง อำพรางตน
หากเกินทน เพราะถูกบีบ รีบบอกมา....

๓ บลา / ๑๗ ส.ค.๕๕

หลักฐานว่าทหารไม่ได้ยิง ปชช.แต่ยิงขึ้นฟ้า

ที่มา การ์ตูนมะนาว


หมอตุลย์บุกดงต้าน112ใบตองแห้งชมถึงดื้อแต่ก็แมน

ที่มา Thai E-News


เผชิญหน้า-หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสี เข้าร่วมสานเสวนากับนักคิด นักวิชาการ นักกิจกรรมฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิก หรือปรับปรุงมาตรา112 หลังจากก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์ข้อความว่าจะแจกลูกปืน.358ให้ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล(นั่งหันหลังผมขาว)แต่ต่อมาได้บอกว่าแค่ล้อเล่น


  • Tul Sittisomwong ก่อนเริ่มงาน ผมขอให้ทุกท่านเทข้อมูลและค
วามเชื่อเดิมก่อน จะได้รับฟังข้อมูลและความเห
็นจากคนอื่นบ้าง แต่ดูเหมือนว่าไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จนะ แต่คิดว่าหลายคนก็ได้ฟังข้อมูลที่แตกต่างบ้าง



เมื่อวานไปงานเวทีสานสัมพันธ์ขอ
ง อ.โคทมครั้งที่ 3 อึด ฮึด ฟังในประเด็น“ศักดิ์ศรีความเป็น
มนุษย์...เสรีภาพในการแสดงออกและมา ตรา 112” ผมได้แต่อึด ฮึด ฟัง (ฮา) เพราะหมอตุลย์ไปเจอสมศักดิ์ เจียมฯ กับประัวิตร โรจนพฤกษ์ โต้กันจนผมไม่รู้จะพูดอะไร เพราะพูดไปจะกลายเป็นรุมหมอตุลย์โดยเจตนา 555 (ขณะที่คุณวีรพัฒน์ก็ชักใบไปอีกด้านเพราะแกยืนกรานความเห็นว่าปัญหาของ 112 อยู่ที่การตีความของศาล แต่ผมว่ามันทั้งตัวบทและทัศนะชี้นำของศาลนั่นแหละ)

ถกกันหลายประเด็น ยาว สรุปว่าหมอตุลย์ก็ยังยืนกรานควา
มคิดเห็นตัวเอง (ผมถึงขี้เกียจพูดเพราะรู้ว่าพูดยังไงก็เปลี่ยนความคิดหมอตุลย์ไม่ได้) แต่ก็โอเคว่า หมอตุลย์แฟร์ดีตรงที่ยินดีมานั่งคุยกันในเรื่องล่อแหลม ยินดีให้สมศักดิ์ ประวิตร พูดเต็มที่

ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง นอกจากหมอตุลย์แล้ว เราไม่มีพวก ultra royalist คนไหนเลยที่ยอมมานั่งคุย ถก ฟังเหตุผล ทำความรู้จัก ทำความเ้ข้าใจคนคิดต่าง มีแต่ปิดหู ปิดตา อยู่ในกลุ่มตัวเอง ฉะนั้นแม้หมอตุลย์มาร่วมแล้วยัง
กลับไปยืนกรานความเห็นตัวเอง ยังโพสต์เฟซบุคแบบเดิมๆ เหมือนฟังแล้วไม่เกิดผลอะไรเลย ผมก็ว่ายังดีกว่าพวกที่ไม่ยอมมาถก เอาแต่ปลุกความเกลียดชังบ้าคลั่งอยู่ในมุ้งของตัว

เมื่อวานนี้ · 

เห็นต่างกัน แต่คุยกันได้ : )

การสนทนาครั้งนี้เป็นไปตามห
ลัก Chatham House Rule ดังนั้น เราจะไม่เจาะไปที่ 'ตัวบุคคล' นะครับ ว่าใครพูดว่าอะไรบ้าง แต่สามารถเล่าถึง 'เนื้อหา' ที่พูดคุยกันได้

****************

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

หมอตุลย์ล้อฟรีขู่.358สมศักดิ์เจียมแค่ล้อเล่น พบพิรุธพานักรบศรีวิชัยไปดูลาดเลาที่ธรรมศาสตร์มาแล้ว