WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 19, 2012

SIU: ปัญหาของการลดเพดานประมูลคลื่น 3G จาก 20MHz เหลือ 15MHz

ที่มา ประชาไท

 

หมายเหตุ: ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 2.1GHzเพื่อรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT Advanced ของ กสทช. ซึ่งมีส่วนร่วมต่อการร่างประกาศกฎเกณฑ์การประมูล 3G ฉบับนี้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่ได้มีส่วนร่วมกับการตัดสินใจในระดับของ กทค.

ข่าวการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติปรับแก้หลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G 2.1GHz จากร่างฉบับเดิมที่รับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ (เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นต่อประกาศฉบับร่าง จากเว็บไซต์ กสทช.) โดยลดเพดานการถือครองคลื่นสูงสุดจากเดิมที่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมประมูล สามารถยื่นประมูลได้สูงสุดรายละ 20MHz ลงมาเหลือ 15MHz ซึ่ง พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธาน กทค. ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าเหตุผลเป็นเพราะป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใด รายหนึ่งได้คลื่นเพียง 5MHz ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของการให้บริการ (อ้างอิงจากเดลินิวส์)
ผู้เขียนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของเกณฑ์การประมูลในครั้งนี้ มีผลเสียต่อการสร้าง “สภาวะการแข่งขัน” ของการประมูลเป็นอย่างมาก และผิดจากเจตนารมณ์เดิมของประกาศฉบับร่างที่ออกแบบเงื่อนไขนี้ขึ้นมาเพื่อ สร้างการแข่งขันระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล

ใจความสำคัญของร่างประกาศเดิม

ปัญหาของการประมูล 3G ในครั้งนี้อยู่ที่ปริมาณคลื่นที่ว่างอยู่ 45MHz และนำมาจัดสรรนั้นเพียงพอสำหรับ “ว่าที่ผู้เข้าประมูล” ซึ่งก็ได้แก่โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของไทยทั้ง 3 รายพอดี
ถึงแม้การประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้จะเปิดกว้างให้บริษัทใดๆ ก็ได้ (ที่ผ่านคุณสมบัติพื้นฐานตามที่ กสทช. กำหนด เช่น มีสถานะเป็นบริษัทไทย มีเงินประกันตามจำนวนที่ระบุ) แต่ถ้าพิจารณาจากสภาวะการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไทยปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ามีบริษัทที่มีศักยภาพต่อการประมูลในระดับนี้เพียง 3 รายคือ AIS, DTAC และ TRUE เท่านั้น
สภาวะตลาดโทรคมนาคมไทยถือว่าอิ่มตัวมากแล้ว มีจำนวนหมายเลขโทรศัพท์มากกว่าจำนวนประชากร ดังนั้นการฝันเห็นบริษัทโทรคมนาคมในระดับนานาชาติเข้ามาร่วมประมูลคลื่น 3G ด้วยย่อมเป็นไปแทบไม่ได้เลย (และในการประมูล 3G ในปี 2553 ที่ถูกล้มไป ทางคณะกรรมการ กทช. ในสมัยนั้นได้เดินทางโร้ดโชว์ไปยังบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่ง แต่ไม่ได้รับความสนใจจากบริษัทใดเลย) ส่วนบริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจอย่าง TOT และ CAT เองก็มีคลื่น 3G ให้บริการอยู่แล้วในปัจจุบัน ถึงแม้ในกฎการประมูลจะไม่ได้ห้ามทั้งสองบริษัทนี้เข้าร่วมการประมูล แต่พิจารณาจากแรงจูงใจและข้อจำกัดด้านการลงทุนของบริษัททั้งสอง จึงแทบเป็นไปไม่ได้เช่นกันว่าเราจะเห็น TOT หรือ CAT เข้ามาร่วมประมูลด้วย
ในทางเทคนิคแล้ว การให้บริการคลื่น 3G แก่ผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีความกว้างคลื่นอยู่ระหว่าง 10-20MHz (ปัจจุบัน AIS ให้บริการ 3G บนความถี่เดิม 900MHz โดยใช้คลื่นกว้างเพียง 5MHz ซึ่งประสบปัญหาด้านคุณภาพการให้บริการเป็นอย่างมาก) และข้อมูลจากประเทศอื่นๆ ที่เปิดให้บริการ 3G พบว่าส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรรคลื่นอยู่ที่ 15MHz
ดังนั้นเมื่อมีคลื่นอยู่ 45MHz และมีบริษัทที่มีศักยภาพประมูลเพียงแค่ 3 ราย การหารเท่าแล้วนำคลื่นไปใช้งานรายละ 15MHz จึงทำให้อุปสงค์เท่ากับอุปทานพอดี จึงไม่เกิดการแข่งขันระหว่างผู้เข้าร่วมประมูลด้วยกัน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พ.ร.บ. กสทช.) มาตรา 45 ที่ระบุให้จัดสรรคลื่นด้วยการประมูล

กฎ N-1 ของ กทช.
สภาพการแข่งขันของตลาดโทรคมนาคมไทยลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในการประมูลเมื่อ พ.ศ.2553 ทางคณะกรรมการ กทช. ในสมัยนั้นแก้ปัญหาโดยออกกฎที่เรียกกันว่า N-1 หรือการลดใบอนุญาตลง 1 ใบในกรณีมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียง 3 ราย (ใบอนุญาต 1 ใบให้คลื่น 15MHz) เพื่อให้อุปทานน้อยกว่าอุปสงค์ และเกิดการประมูลแข่งขันกันเพื่อชิงใบอนุญาต 2 ใบจากผู้เล่น 3 ราย
ถึงแม้กฎ N-1 จะช่วยเพิ่มการแข่งขันในการประมูลได้ แต่การลดใบอนุญาตลักษณะนั้นก็มีปัญหาด้านอื่น นั่นคือใบอนุญาตอีก 1 ใบที่เหลือจะนำมาเปิดประมูลอีกครั้งในภายหลัง ทำให้บริษัทที่สามเสียเปรียบเรื่องการแข่งขัน เนื่องจากเปิดให้บริการช้ากว่าคู่แข่งอีก 2 รายไปถึง 6 เดือนหรือ 1 ปี

กฎการซอยบล็อคย่อยของร่างประกาศ กสทช.
ในการร่างกฎเกณฑ์การประมูลครั้งนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ จึงปรับแก้เงื่อนไขที่สร้างสภาพการแข่งขันเสียใหม่ โดยแทนที่จะลดจำนวนใบอนุญาตลง ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีปรับขนาดของความถี่ไม่ให้ตายตัวที่ 15MHz แต่เลือกซอยเป็นบล็อคย่อย 9 บล็อค บล็อคละ 5MHz แทน แล้วให้ผู้เข้าร่วมประมูลเลือกประมูลเป็นจำนวนบล็อคแทน
อธิบายง่ายๆ ว่ากฎเกณฑ์เดิมของ กทช. ให้ผู้เข้าร่วมประมูลแข่งกันว่าใครจะได้หรือไม่ได้ใบอนุญาตขนาด 15MHz เปลี่ยนมาเป็นการแข่งกันว่าใครจะได้รับช่วงคลื่นเยอะกว่ากัน แต่เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งกวาดคลื่นไปเยอะจนเกินควร ทางคณะอนุกรรมการฯ จึงเพิ่มเงื่อนไขเป็นเพดาน (ceiling) ว่า ประมูลได้สูงสุดเพียง 4 บล็อค หรือ 20MHz เท่านั้น
ดังนั้นผลลัพธ์ของการประมูลที่เป็นไปได้จึงมีตั้งแต่
  • 15MHz-15MHz-15MHz (ทุกรายได้คลื่นไปเท่ากันหมด)
  • 20MHz-15MHz-10MHz
  • 20MHz-20MHz-5MHz
กรณีแรกเป็นกรณีที่แย่ที่สุด (worst case) เพราะไม่เกิดการแข่งขันในการประมูล แต่เป็นกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด (เพราะราคาประมูลจะไม่สูงจนเกินไป)
กรณีที่สองเป็นกรณีที่ดีที่สุด (best case) เพราะเกิดการแข่งขันชิงคลื่นขนาด 20MHz แต่ผู้แพ้รายสุดท้ายก็ได้คลื่นไม่น้อยจนเกินไปที่ 10MHz ยังให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ
กรณีที่สามถือว่าเป็นไปได้เช่นกัน โดยรายสุดท้ายได้คลื่นไปเพียง 5MHz อาจก่อให้เกิดผลต่อคุณภาพการให้บริการได้
การประมูลโดยแบ่งเป็นบล็อคลักษณะนี้ยังถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิด สถานการณ์ 15-15-15 และที่ผ่านมาหลังกฎเกณฑ์ฉบับร่างเปิดรับฟังความเห็น ผู้ประกอบการทั้งสามรายก็ประกาศชัดเจนว่าจะประมูลคลื่นเพียง 15MHz เท่านั้นเพื่อลดสภาพการแข่งขัน แต่นั่นเป็นเพียงการให้ข่าวต่อสาธารณะ ยังไม่มีอะไรการันตีว่าในการประมูลจริงจะไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง “หักหลัง” และยื่นประมูลคลื่นขนาด 20MHz โดยมีแรงจูงใจเรื่องการถือครองคลื่นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้รองรับ นั่นเอง
ดังนั้นกฎเกณฑ์การประมูลฉบับร่างที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ 15-15-15 แต่ก็เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันชิงคลื่นก้อนใหญ่ 20MHz ได้อยู่

ปัญหาในการปรับเงื่อนไขของ กทค.
การปรับลดเพดาน 20MHz ของที่ประชุม กทค. จะทำให้เกณฑ์การแข่งขันในการประมูลหมดความสำคัญลงไป เพราะเมื่อ “เพดาน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเกณฑ์การประมูลฉบับร่าง ถูกปรับลดลงเหลือ 15MHz ตามที่ผู้ประกอบการแสดงความต้องการ ย่อมทำให้ผลลัพธ์ของการชิงคลื่นแบบ 20-15-10 หรือ 20-20-5 เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น เรียกง่ายๆ ว่าถูกล็อกให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 ตั้งแต่แรกนั่นเอง
เหตุผลที่ กทค. ให้ไว้คือต้องการเลี่ยงสถานการณ์ 20-20-5 ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อผู้ให้บริการรายสุดท้าย ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนคิดว่านั่นเป็นประเด็นที่สำคัญรองลงไป เพราะการสร้างสภาพการแข่งขันในการประมูลเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ 15-15-15 นั้นสำคัญมากกว่ามาก การประมูลเป็นการแข่งขันกันด้วย “กำลังเงิน” ของผู้ประกอบการทุกราย ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการรายที่ได้คลื่นไปเพียง 5MHz มีกำลังเงินเพียงเท่านั้น ก็เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ และไม่ว่า กสทช. จะทำอย่างไร ผู้ประกอบการรายนี้ก็คงไม่มีเงินเพิ่มขึ้นจนมาประมูลแข่งได้มากกว่า 5MHz ได้อยู่ดี
ถ้าหากเงื่อนไขการประมูลเอื้อให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 เพียงแบบเดียว (คงไม่มีรายใดยื่นประมูล 10HMz และทิ้งคลื่นให้ว่างไปเฉยๆ 5MHz) ราคาการประมูลจะเท่ากับราคาตั้งต้น (starting price ซึ่งในกรณีนี้เท่ากับ reserved price) ผู้เข้าร่วมประมูลจะยื่นเสนอราคาเพียงรอบเดียว และได้คลื่นไปครอบครอง ไม่ต่างอะไรกับการยื่นขอรับคลื่นแล้วจ่ายค่าธรรมเนียมโดยไม่ผ่านการประมูล (ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น) ถ้าเรียกด้วยภาษาปากก็อาจจะพูดได้ว่า “กสทช. ล็อกสเปกให้ฮั้วประมูล” นั่นเอง
ผลเสียที่ตามมาคือ ประเทศเสียประโยชน์จากราคาคลื่นที่ต่ำกว่าสภาพการแข่งขันในตลาด เพราะกลไกราคาไม่ทำงาน นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้หน่วยงานต่างๆ ยื่นฟ้อง กสทช. เพื่อล้มประมูลอีกครั้งได้ (ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่ กสทช. เองก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นที่สุด) การประมูลคลื่น 3G ครั้งนี้ล่าช้ามานาน และเป็นการประมูลครั้งแรกของ กสทช. ที่ประชาชนฝากความหวังเอาไว้สูง ทาง กสทช. เองจึงจำเป็นต้องออกกฎเกณฑ์การประมูลให้โปร่งใส และตอบคำถามสังคมได้เป็นสำคัญ ถ้าหากว่าการประมูลครั้งนี้มีปัญหาจนถูกล้มไปแล้ว เครดิตความน่าเชื่อถือของ กสทช. อาจจะหมดไป และส่งผลต่อการดำเนินงานของ กสทช. ในอนาคตต่อไปได้
กฎเกณฑ์การประมูลฉบับร่างมีปัญหาว่าอาจออกผลลัพธ์เป็น 15-15-15 ได้ และในช่วงการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ผู้ประกอบการก็แสดงเจตนาจะยื่นข้อเสนอให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่ง กทค. เองควรนำข้อมูลนี้กลับไปแก้ไขไม่ให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 ได้ในเกณฑ์การประมูลฉบับจริง แต่ผลกลับออกมาตรงข้าม เพราะเงื่อนไขของ กทค. กลับเอื้อให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 เพียงอย่างเดียวแทน

ทางออกที่เป็นไปได้
ถ้าหากว่า กทค. มองว่าผลลัพธ์แบบ 20-20-5 เป็นปัญหาต่อผู้ให้บริการรายที่สามจริงๆ แล้วล่ะก็ ทางออกที่ตอบโจทย์ได้ทั้งสองกรณีคงเป็นการยกเลิกการประมูลแบบบล็อคไปเสีย และล็อกขนาดของใบอนุญาตให้ตายตัวที่ 20-15-10 ไปตั้งแต่ต้นเสียเลย ซึ่งเงื่อนไขแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาการเหลื่อมของเวลาแบบกฎ N-1 และยังรักษาสภาพการแข่งขันระหว่างผู้เข้าประมูลเอาไว้ได้ (โดยแข่งกันที่ขนาดของใบอนุญาตไม่เท่ากัน) แถมยังการันตีว่าผู้เข้าประมูลรายที่ได้คลื่นน้อยที่สุดยังได้คลื่นไป 10MHz ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการให้บริการในระดับสากล




//////////
หมายเหตุ:
เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.siamintelligence.com/nbtc-3g-auction-15mhz-problem/

กวีประชาไท: บทกลอนสะท้อนกลับต่อ “กงกรรม กงแก้ว”

ที่มา ประชาไท

 

 คนหลายคนที่เชื่อกงคงเชียร์แก้ว
ก็ไม่แคล้วโดนกลอนด่าซะอย่างงั้น
ก็พี่เล่นเอาแพะ-แกะมาชนกัน
ก็ได้เพียงแค่ความมันส์เท่านั้นเอง
ทั้งเรื่องศาลและกีฬาก็เหมือนกัน
ต่างต้องการยุติธรรม์อันตรงเผง
มาประชดคนเชียร์แก้ว...ตูละเง็ง
เล่นเอาเบ่งอึไม่ออกตามๆ กัน
ขอเรียกร้องทั้งสองเรื่องจะได้ไหม
ไม่ต้องแขวะเรื่องฝั่งใดได้มั้ยท่าน
หากมันพบอยุติธรรมเหมือนเหมือนกัน
จะแขวะเสียดเหยียดกันเพื่ออะไร?"
(ต่อจากนี้เป็น Short Note เพิ่มเติมเรื่องที่ยัดลงไปในกลอนไม่หมด เนื่องด้วยความอ่อนด้อยทางเชิงวรรณศิลป์ของตัวผมเอง)
ผมเข้าใจแหละ ว่ากรณีอากงมันเป็นเรื่องถึงแก่ชีวิต แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ ถ้าผมเลือกจะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับทั้งสองประเด็นนั้น มันจะดีกว่ามั้ย เพราะทั้งสองเรื่องมันอยู่กันคนละมุมกันเลย
ส่วนไอ้ที่บอกว่าแก้วชนะแล้วประเทศมันจะดีขึ้นมั้ย...ผมรู้เฟ้ย แต่ถ้าผมจะขออนุญาตมีความสุขกับกีฬาบ้างจะได้มั้ย...ผมว่าการประชดแบบกลอน ชิ้นนั้นแม่งบ้าเกิ๊น... (ถ้าใช้มาตรวิธีคิดแบบผู้เขียนกลอนท่านนั้น...ผมว่าประเทศนี้ยกเลิกการแข่ง กีฬาทุกประเภทเลยดีมั้ยครับ จะได้สมเจตนาพี่เค้าไป)

กวีประชาไท: กงกรรม กงแก้ว

ที่มา ประชาไท

 


หะหาย กระต่ายเต้น เป็นฟืนไฟ
เหรียญทอง ถูกปล้นไป ใจเจ็บแสน
เหมือนแก้วแตก ร้าวราน ปานเสียแดน
ไทยทั้งผอง คั่งแค้น เจียนวายปราณ
ได้เหรียญทอง แล้วอย่างไร หรือไทยจะรุ่ง?
บ้านเมืองมุ่ง สู่อารยะ เป็นสุขศานต์?
ไพร่ฟ้า จะหน้าใส ทุกวันวาร?
ทุกหย่อมย่าน จะฟุ้งเฟื่อง ก็เปล่าเลย
แก้วไม่ได้เหรียญทองทำร้องคลั่ง
อากง ตายในห้องขังยังนั่งเฉย
ชีวิตคนทั้งชีวิตกลับละเลย
ไอ้ห่าเอ๊ย...ยังมีหน้า หายุติธรรม
แก้ว...สุกใส ใครๆ ก็วิ่งหา
กง...ชรา ถูกทิ้งตาย ช่างน่าขำ
หนึ่งตาย หนึ่งเกิด เป็นกงกรรม
เป็นมายา สาระยำ ประจำไทย




ที่มาภาพ: ไทยรัฐออนไลน์
               www.bangkokvoice.com
 
 

หมอตุลย์-สมศักดิ์ เจียมฯ ร่วมเวที "อึด ฮึด ฟัง" เปิดใจคุยเรื่องมาตรา 112-สถาบันฯ

ที่มา ประชาไท

 



(16 ส.ค.55) มีการจัดสานเสวนา ประเด็น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์...เสรีภาพในการแสดงออกและมาตรา 112” ภายใต้โครงการเวทีสันติประชาธิปไตย จัดโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยความร่วมมือและสนับสนุนของ โครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย และ USAID ที่ห้องประชุม ศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การเสวนาดังกล่าวมีผู้ร่วมพูดคุยจากกลุ่มต่างๆ อาทิ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น นิธิวัต วรรณศิริ ผู้ประสานงานเครือข่ายเสรีราษฎร สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112 พล.ท.อิสระ วัชรประทีป อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 1 พลเอกไวพจน์ ศรีนวล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมศรี หาญอนันทสุข ผู้อำนวยการเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (มูลนิธิอันเฟรล) สกุล สื่อทรงธรรม มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ
โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการเวทีสันติประชาธิปไตย มีเป้าหมายต้องการให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นแบบสันติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้ารู้จักฟังกัน ทั้งนี้ ต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผ่านการพูดคุย เปิดใจ โดยเมื่อเข้าใจความรู้สึกกันมากขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ไม่เกิดการกล่าวโทษกันง่ายๆ หรือสามารถช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดให้แก่กัน ซึ่งจะสร้างสันติประชาธิปไตยได้ โดยลักษณะการพูดคุยจะเป็นแบบ "อึด ฮึด ฟัง" หมายถึง อดทน หนักแน่น และฟังอย่างตั้งใจ ทั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องเปลี่ยนความคิดใคร แต่อยากให้ฟังความเห็นที่ต่างด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน
อนึ่ง ก่อนการเสวนามีการชี้แจงว่า เนื่องจากเรื่องที่พูดคุยในวันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอให้ไม่มีการบันทึกเสียง รวมถึงขอให้ไม่มีการอ้างอิงคำพูดของผู้ร่วมแลกเปลี่ยน โดยช่วงเวลาพูดคุยกว่า 4 ชั่วโมง บรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่น แม้จะมีการโต้แย้งกันบ้าง แต่เมื่อผู้จัดขอให้พูดทีละคน ผู้ร่วมเสวนาก็รับฟังและยินดีปฏิบัติตาม และหลังการพูดคุยมีการถ่ายรูปร่วมกันด้วย
ในงานสานเสวนาดังกล่าว มีการพูดคุยถึงปัญหาของกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าถูกนำมาใช้เพื่อกลั่นแกล้งกันทางการเมือง กำหนดบทลงโทษที่สูงเกินไปและมีหลายมาตรฐานในการพิจารณาให้ประกันตัว นอกจากนี้ยังทำให้การแลกเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่ามาตรา 112 ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด โดยปัจจุบันมีการหยิบคดีหมิ่นสถาบันฯ มาเป็นเครื่องมือรณรงค์แก้มาตรา 112 รวมถึงสร้างความเข้าใจผิดต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันฯ ซึ่งหากมีการเชื่อและนำข้อมูลผิดๆ ไปใช้ อาจเกิดผลเสียตามมา
อย่างไรก็ตาม มีการพูดถึงข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับสถาบันว่าแบ่งเป็นข้อมูลเท็จซึ่งควรต้อง พิสูจน์ ข้อมูลที่เป็นจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้ไม่ควรปิดกั้น
อีกทั้งยังมีการวิจารณ์ถึงการนำเสนอข้อมูลสถาบันฯ ในด้านดีด้านเดียวโดยสื่อกระแสหลัก และปิดกั้นเว็บไซต์ที่วิจารณ์ด้วยเหตุผล ขณะที่ในโลกออนไลน์นั้นมีการถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ซึ่งท้ายที่สุดในคดีหมิ่นฯ บางคดี สื่อก็ต้องนำเสนอข่าว แสดงให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีทางปิดกั้นได้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามด้วยว่าเวลาพูดถึงสถาบันกษัตริย์นั้น มองในลักษณะปัจเจกบุคคลหรือองค์กร
แนวทางแก้ปัญหามาตรา 112 มีการเสนอว่าศาลฎีกาต้องวางบรรทัดฐานในการตีความมาตรา 112 โดยจำกัดเฉพาะเรื่องของความมั่นคงของรัฐเท่านั้น ส่วนคนที่ใช้คำพูดดูหมิ่นก็ยังมีกฎหมายอื่นจัดการได้ อย่างไรก็ตาม มีการแย้งว่าการตีความของศาลนั้น ในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา เกิดจากหลักการที่ยึดถือร่วมกันคือ The Bill of Rights ไม่ได้ผูกกับสถาบันใด ขณะที่ของไทยยังไม่มี
นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงเรื่องการรายงานข่าวของนิตยสารฟอร์บส์ ที่รายงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงร่ำรวยที่สุดในโลก สถานะของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเงินบริจาค โดยบ้างยกข้อกฎหมาย บ้างยกข้อมูลจากการค้นคว้ามาอ้างอิง
อย่างไรก็ดี มีการเสนอว่า ปัญหาทุกวันนี้ ไม่ใช่แก้มาตรา 112 แล้วจะจบ แต่สังคมไทยควรจะหาคำตอบว่าจะจัดวางที่ทางของสถาบันกษัตริย์อย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น มีการเสนอให้สร้างบรรทัดฐานการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ แบบเดียวกับที่วิจารณ์นักการเมือง โดยชี้ว่าในสังคมสมัยใหม่ที่ทุกคนคิดด้วยตัวเอง เกิดการตัดต่อภาพล้อเลียน คงไม่มีใครหยุดได้แล้ว ขณะเดียวกัน มีการแย้งว่า การเสนอในลักษณะนี้ควรต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงจะมีผลเสียตามมา อีกทั้งมีการถกเถียงถึงจังหวะเวลาในการแก้ปัญหา โดยมีทั้งฝ่ายที่มองว่าควรรีบแก้ไขก่อนเกิดการนองเลือด และฝ่ายที่มองว่าควรค่อยเป็นค่อยไป

กรีนพีซ’ ย้ำ ‘กม.พลังงานหมุนเวียน’ หนุนความเป็นธรรมด้านพลังงาน สร้างเศรษฐกิจไทย

ที่มา ประชาไท

 
เสวนา "จิบชา ปฏิวัติพลังงาน" เห็นพ้องไทยต้องมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เข้มแข็ง ลดละเลิกพลังงานฟอสซิลสกปรก-พลังงานนิวเคลียร์ สร้างรากฐานให้กับเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

 
 
18 สิงหาคม 2555 กรีนพีซ จัดเสวนา "จิบชา ปฏิวัติพลังงาน" ปิดท้ายมหกรรมปฏิวัติพลังงานผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน ที่โดมกู้วิกฤตโลกร้อนซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการการรณรงค์ของกรีนพีซที่มาประจำ การในประเทศไทยตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ณ ลานราชมังคลากีฬาสถาน
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมดในการจัดกิจกรรมที่โดมกู้วิกฤตโลกร้อนมาจากแผง เซลล์แสงอาทิตย์และกังหันลมเพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน นั้นทำได้จริง นอกจากงานเสวนาปฏิวัติพลังงานแล้วกรีนพีซยังจัดฟรีคอนเสิร์ตปฏิวัติพลังงาน โดยมีนักร้องชื่อดัง เช่นสิงโต นำโชค และศิลปินอื่นๆ อีกมากเข้าร่วม
 
นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เข้มแข็งเป็นกลไกที่จำเป็นในการขับเคลื่อนการลง ทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและเพื่อเป็นแรงจูงใจส่งเสริมให้ชุมชนและครัวเรือน ผลิตพลังงานจากแหล่งทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังช่วยกู้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนยังเพิ่มการจ้างงานและลดมลพิษที่เป็น อันตรายได้อีกด้วย
 
ในขณะที่กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการยกร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียน ฉบับแรกของประเทศไทย กรีนพีซได้เชิญชวนคนไทยร่วมลงชื่อเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้กฎหมายฉบับ นี้ให้เกิดขึ้นจริงและมีความเข้มแข็ง กรีนพีซเรียกร้องให้ออกกฎหมายพลังงานที่เข้มแข็งโดยเร็วบนหลักการขั้นพื้น ฐาน 5 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่ สะอาดและยั่งยืนเป็นอันดับแรกผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถ เข้าถึงระบบสายส่งก่อนพลังงานอื่นๆ 2.ทุกคน ทุกบ้าน ทุกหย่อมหญ้าสามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้และขายเข้าสู่ระบบสายส่ง ไฟฟ้าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียน
 
3.การบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องมีความโปร่งใสและราคาไฟฟ้าที่ ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความเป็นธรรม 4.ต้องมีการจัดตั้งกองทุนและพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในทุก จังหวัด และเพิ่มอัตราการจ้างงานจากการลงทุนและการดำเนินงานระบบพลังงานหมุนเวียนที่ สะอาดและยั่งยืน และ 5.ผู้ใช้ไฟฟ้ามีสิทธิเลือกใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และยั่งยืนแทนไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล เพื่อสร้างจิตสาธารณะร่วมกันลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
 
“กฎหมายนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานหมุน เวียน และที่สำคัญคือเป็นการกำหนดนโยบายที่เอื้อให้ชุมชนในพื้นที่ผลิตกระแสไฟฟ้า ตามศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชนได้อย่างเต็มที่” นางสาวณัฐวิภากล่าว
 
นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กทม.ซึ่งติดตามตรวจสอบนโยบายพลังงานของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเสวนาว่า การยกร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนถือว่าเป็นเรื่องที่มีความก้าวหน้าและเห็น ว่าควรมีการรื้อโครงสร้างกระทรวงพลังงานใหม่โดยแบ่งเป็นกระทรวงพลังงานด้าน ปิโตรเลียม และกระทรวงพลังงานที่ดูแลเรื่องพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ไม่เช่นนั้นพลังงานปิโตรเลียมซึ่งมีขนาดใหญ่มากก็จะควบคุมทุกอย่างทำให้ พลังงานหมุนเวียนไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้
 
อีกทั้งยังเป็นการป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะปัจจุบันปลัด กระทรวงพลังงานไปนั่งเป็นบอร์ดของบริษัทพลังงานปิโตรเลียมต่างๆ ดังนั้น หากโครงสร้างยังเป็นแบบเดิมกระทรวงพลังงานจะไม่มีทางส่งเสริมพลังงานหมุน เวียนแน่นอนเพราะจะทำให้ธุรกิจปิโตรเลียมที่มีมูลค่าเป็นล้านๆ บาทเสียประโยชน์
 
ทั้งนี้ ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยสามารถผลิตได้ 8,272.08 เมกะวัตต์หรือ 9.4% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในประเทศ โดยกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 25% ภายใน10 ปี ( 2555-2564) ขณะที่กรีนพีซเชื่อว่าถ้าประเทศไทยมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เข้มแข็งตาม หลักการพื้นฐานที่ระบุไว้ ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียนตามเป้าที่กระทรวงพลังงาน ตั้งไว้ได้ในเวลาไม่ถึง10 ปี โดยผู้สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรีนพีซ (คลิก)

ถือศีลอดแล้วก็ต้องจ่ายซะกาต ตัวอย่างการจัดการที่มัสยิดกลางปัตตานี

ที่มา ประชาไท

 

สัมภาษณ์นายยะโก๊ป หร่ายมณี อิหม่ามมัสยิดกลางปัตตานี ตัวอย่างการจัดการซะกาตหรือทานบังคับของมุสลิม หลักการอิสลามที่อยู่ถัดจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน
 
 
จ่ายซะกาต - ชาวบ้านตะบิงติงงี อ.มายอ จ.ปัตตานี พากันมาจ่ายซะกาต หรือ ทานบังคับสำหรับมุสลิมในช่วงสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ที่มัสยิดประจำหมู่บ้าน (ภาพถ่ายโดย ฮัสซัน โตะดง)
 
เมื่อถือศีลอดแล้วก็ต้องบริจาค นั่นคือหลักการถัดมาหลังจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนของชาวมุสลิม ก็คือการบริจาคที่เป็นภาคบังคับหรือทำทานบังคับ ที่เรียกว่า “ซากาต” เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้มีสิทธิรับซะกาตต่อไปนั่นเอง
 
ในช่วงปลายๆ ของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม ในทุกมัสยิดจึงมีสิ่งผิดสังเกตเพิ่มขึ้นมา นั่นคือถุงข้าวสารที่ตั้งกองพะเนินอยู่ เพื่อรอจำหน่ายให้สัปบุรุษมาซื้อแล้ว นำไปจ่ายซะกาต โดยมอบหมายให้คณะกรรมการมัสยิดเป็นผู้นำไปแจกจ่าย
 
ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ก็เช่นกัน ตั้งแต่คืนวันที่ 16 สิงหาคม 2555 เป็นต้น ชาวบ้านต่างทยอยเดินทางมารอซื้อข้าวสารและรอจ่ายซะกาตกันอย่างคึกคัก ซึ่งบรรยากาศจะเป็นเช่นนี้ต่อไปจนถึงวันสิ้นสุดการถือศีลอด หรือวันอีดิ้ลฟิตรี อันเป็นวันฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดหรือวันฮารีรายอนั่นเอง
 
หะยียะโก๊ป หรือ นายยะโก๊ป หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานี บอกว่า ซะกาติมี 2 ประเภท ได้แก่ ซะกาตมาล หรือซะกาตทรัพย์สินจากการทำธุรกิจ เป็นซะกาตที่เกี่ยวข้องกับรายได้ ซึ่งเมื่อครบ 1 ปี โดยจะต้องจ่ายในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี
 
ส่วนซะกาตประเภทที่ 2 คือ ซะกาตฟิตเราะฮ์ ความหมายคือ ความสะอาดบริสุทธิ์ ซะกาตฟิตเราะฮ์เป็นซะกาตจ่ายเพื่อที่จะล้างมูลทินต่างๆในช่วงเดือนรอมฎอน หรือ เป็นซะกาตที่จะไปทดแทนในสิ่งทำให้สูญเสียผลบุญจากการถือศีลอดในช่วงเดือนรอม ฎอน แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ ซะกาตประเภทนี้บังคับสำหรับทุกคน
 
หะยียะโก๊ป ระบุต่อไปว่า สำหรับสิ่งของที่จะนำมาการจ่ายซะกาตฟิตเราะฮ์นั้น จะเน้นอาหารหลักที่เป็นของท้องถิ่นหรือสิ่งของที่ใช้การรับประทานอาหารใน ชีวิตประจำวัน ซึ่งในบ้านเราก็คือข้าวสารหรือแปลงเป็นเงินก็ได้
 
“ข้าวสารที่จะนำมาจ่ายซะกาต คือปริมาณคนละ 1 กันตัง (มาตรตวงชนิดหนึ่ง) หรือเท่ากับน้ำหนักข้าวสาร 2.4 กิโลกรัม ปัจจุบันมีราคาประมาณ 60 บาทต่อ 1 กันตัง”
 
สำหรับบุคคลที่มีสิทธิในการรับซะกาตมีทั้งหมด 8 จำพวก ได้แก่ 1.คนยากจน 2.คนที่อัตคัดขัดสน 3.คนที่มีหัวใจโน้มมาสู่อิสลาม (เข้ารับอิสลาม) 4.ผู้บริหารการจัดเก็บและการจ่ายซะกาต 5.ทาส 6.ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว 7.คนพลัดถิ่นหลงทาง 8.คนที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
 
หะยียะโก๊ป ระบุว่า ในแต่ละปีมีประชาชนมาจ่ายซะกาตที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีประมาณ 1,000 กว่าคน ส่วนใหญ่จ่ายเป็นข้าวสารและเงิน แต่ละปีจะได้เงินซะกาตประมาณ 200,000 – 300,000 บาท ทางมัสยิดจะไปแจกจ่ายให้กับกลุ่มบุคคลทั้ง 8 จำพวกข้างต้น ส่วนข้าวสารที่ได้ทางมัสยิดนำไปขายเพื่อนำเงินมาแจกจ่ายแทน
 
“คณะกรรมการมัสยิดจะแจกจ่ายภายใน 2-3 วันหลังจากวันอีดิ้ลฟิตรี โดยให้ตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในชุมชน ซึ่งมี 7 ชุมชนที่ขึ้นกับมัสยิดแห่งนี้ เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มยุวมุสลิม ไปสำรวจบุคคลที่มีสิทธิจะได้รับซะกาตเป็นประจำทุกปี โดยปกติมัสยิดแต่ละแห่งจะมีบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิที่จะได้รับซะกา ตฟิตเราะฮ์อยู่แล้ว แต่เหตุที่ต้องสำรวจทุกปี เนื่องจากบางคนอาจจะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ จนกระทั่งพ้นหลักเกณฑ์ของการรับซะกาตแล้ว”
 
แต่ละปีมีผู้ที่มีสิทธิได้รับซะกาตที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีรับผิด ชอบอยู่ประมาณ 50 – 60 คน ตามบัญชีของมัสยิด เฉลี่ยแต่ละคนจะได้รับเงินซะกาตประมาณ 2,000 -3,000 บาทต่อราย
 
โดยกลุ่มบุคคลที่จะได้รับมากกว่าบุคคลอื่นๆ คือมูอัลลัฟ (คนที่มีหัวใจโน้มมาสู่อิสลามหรือผู้เข้ารับอิสลาม) ซึ่งปีนี้มีประมาณ 30 คน รองลงมาเป็นคนยากจน ส่วนคนเดินทางซึ่งมีสิทธิได้รับเงินซะกาตด้วยไม่ค่อยมี
 
หะยียะโก๊ป ยังยกตัวอย่างด้วยว่า เคยมีชาวบ้านคนหนึ่งที่คณะกรรมการมัสยิดเคยนำเงินซะกาตไปมอบให้ แล้วเขานำไปซื้อรถเข็นมาประกอบอาชีพจนสามารถสร้างตัวได้ ปัจจุบันเขากลับเป็นคนจ่ายให้ซะกาตให้คนอื่นได้แล้ว
 
บรรยากาศค่ำคืนนี้ ทุกมัสยิดก็คงจะยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก เพราะทุกคนต่างมุ่งไปยังมัสยิดเพื่อรีบจ่ายซะกาตให้ทันก่อนถึงเวลาละหมาดอี ดิ้ลฟิตรีในวันรุ่งขึ้น หากทางสำนักจุฬาราชมนตรีประกาศว่า มีผู้พบเห็นดวงจันทร์และกำหนดให้เป็นวันสำคัญทางศาสนา “อีดิ้ลฟิตรี” เพราะหากเลยเวลานั้นไปแล้ว ซะกาตจะกลายเป็นแค่การบริจาคทานธรรมดานั่นเอง

สื่อเกาหลีใต้รายงาน ทักษิณหารือโครงการป้องกันน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

 

KBS สถานี โทรทัศน์ของเกาหลีใต้รายงานว่าวานนี้ (18 ส.ค.) พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางถึงเกาหลีใต้เพื่อเยี่ยมชมและศึกษาเกี่ยวกับโครงการป้องกันน้ำท่วม
เดลินิวส์ รายงาน คำสัมภาษณ์ของนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ส.ค.เปิดเผยว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางออกจากเกาะฮาวาย สหรัฐอเมริกาและเดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้แล้ว จากนั้นจะเดินทางไปประเทศจีนซึ่งจะใช้เวลาพำนักที่จีนระยะหนึ่งเพื่อพบปะพูด คุยกับเพื่อนนักธุรกิจ ซึ่งน่าจะมีบางส่วนที่สนใจการลงทุนในประเทศไทย ทั้งนี้การเดินทางออกจากสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไปตามแผนการเดินทางที่มีอยู่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือทางการสหรัฐขอ ให้เดินทางออกนอกประเทศอย่างที่มีข่าวลือแต่อย่างใด
ทักษิณ ชินวัตร เคยเยือนสาธารณรัฐเกาหลีใต้โดยระบุว่าเป็นการเยือนเพื่อศึกษาโครงการป้องกัน น้ำท่วมของเกาหลีเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว โดยครั้งนั้นพำนักอยู่ในเกาหลีเป็นเวลา 3 วัน

Thailand Mirror: สัมภาษณ์"หงา" ผมไม่ชอบสีแดงเท่าไหร่ ไม่ชอบวิธีการที่เขาทำอยู่

ที่มา ประชาไท

 
สุรชัย จันทิมาธร : ผมไม่อยากเป็นอะไร  เพราะการพูดกับการทำมันไม่แมทช์กัน ปรองดองมานานแล้ว เผยเสื้อแดงเคยมาขอโทษชี้เหลืองแตกแยกทำลายกันเอง ส่วนแดงก็ทำลายตัวเอง ย้ำชาวบ้านเขาปรองดองกันได้แต่เหตุที่ปรองดองไม่ได้เพราะนักการเมือง
THAILAND MIRROR(http://www.youtube.com/watch?v=_vwL57tTQyc) สัมภาษณ์ หงา คาราวาน หรือ สุรชัย จันทิมาธร "สหายพันตา" อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต เผยว่าคนเรียกตนเองว่าสีเหลือง “แต่ผมก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสีของผมเท่าไหร่ กับพวกสีแดงผมก็เจอ ตอนหลังผมก็ไปเล่นให้วันเกิดกำนันโน้นกำนันนี่มันก็แดงทั้งเทือก ผมก็เล่นได้เขาก็เชิญผมไป”



VDO Clip วงการวรรณกรรมไม่มีสี : หงา คาราวานโดย THAILAND MIRROR
 
“ผมไม่อยากเป็นอะไร ผมก็ไม่ชอบสีแดงเท่าไหร่ ไม่ชอบวิธีการที่เขาทำอยู่ ถึงแม้ว่าหลายๆคนก็เป็นเพื่อนกัน แต่การพูดกับการทำมันไม่แมทช์กันเท่าไหร่ เอาเรื่องเผาเมืองกันนะ เราก็เข้าใจว่าเผาทำไม เราเข้าใจว่าจะปฏิวัติจะโค่นล้มอะไรกันล่ะ จะยึดเมืองล่ะ แต่มันไม่สำเร็จขึ้นมาแล้วก็บอกว่าตัวเองไม่ได้เผา พูดอย่างนี้มันไม่ถูก ก็ใครเผาล่ะงั้น” หงา คาราวาน กล่าว
 
สำหรับเรื่องการปรองดอง สุรชัย กล่าวว่าตนเองปรองดองมานานแล้ว เจอคุยหมดทุกคน บางคนในซีกของเสื้อแดงที่เคยทำงานร่วมกันมา เขียนรูปก็ดี เขียนหนังสือก็ดี บางคนมาขอโทษ เพราะตลอดมาตนเองไม่เคยไปใช้สื่อ หรือว่าให้สัมภาษณ์ไปด่าเขา พยายามหลีกเลี่ยงตรงนี้มากที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่กล้าแตะ แต่ไม่ได้ใช้สื่อ เขียนข้อความก็ดี เขียนหนังสือพิมพ์ก็ดี ออกวิทยุออกทีวีแล้วก็ด่า ตนเองไม่ทำ แต่เพื่อนตนเองกลับทำกับตนโดยที่ตนไม่สนใจ
 
อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต มองว่าสรรพสิ่งทุกอย่างมันมีเกิดมันก็ต้องมีล่วง เหมือนๆกับสถานการณ์ทางการเมือง มีสีเหลืองในที่สุดเหลืองก็มาแตกแยกทำลายกันเอง พอมีแดงในที่สุดถึงจุดพีคก็มานั่งทำลายตัวเอง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เหมือนกันก่อตัวตั้งปฏิวัติเสร็จเรียบร้อยในที่สุดก็ทำลาย ตัวเอง
สุรชัย ยังได้เสริมเรื่องการปรองดองด้วยว่า ชาวบ้านเขาปรองดองกันได้ ชาวบ้านจริงๆ ถึงแม้ว่าจะเคยด่ากันจะเคยตีกัน แต่ก็คุยกันได้กินเหล้ากันได้ แต่ที่ปรองดองกันไม่ได้คือการเมือง คือการเมืองของพรรคการเมือง ชี้นำชาวบ้านให้แบ่งพวกแบ่งฝ่าย “ผมว่านักการเมืองมีปัญหา” หงา คาราวาน ย้ำ
 
ทั้งนี้เกี่ยวกับเรื่องสีกับการเมือง สุรชัย ได้แต่งกลอน ทวงคืนสีแดง และ facebook  เพจ “วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์” (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=403889876323815 )ได้นำมาเผยแพร่เมื่อ 26 มิ.ย.55 ที่ผ่านมาจนเป็นเหตุให้เกิดวิวาทะผ่านบทกลอนเพื่อโต้บทกลอนของหงาอีกจำนวนมาก
 
 
บทกลอน ทวงคืนสีแดง ของ หงา คาราวาน
 
“ขอเรียนศาลแห่งสีที่เคารพ
สีต้องใช้ไม่ครบกระบวนสี
มีกลุ่มคนผูกขาดในชาตินี้
ยึดสีแดงไปย่ำยีเป็นของตน
ทำให้สีแดงแย่มีแต่ยุ่ง
จะแต่งปรุงงานศิลป์ก็สับสน
ศิลปินเดือดร้อนเกินจะทน
เพราะสีแดงถูกปล้นขโมยไป
เอาสีแดงคืนมาให้ข้าเถิด
ก่อนจะเกิดสงครามห้ามไม่ได้
ทุกวันนี้พวกข้าไม่กล้าใช้
เพราะว่าใจไม่มีให้สีแดง…”
 
ตัวอย่างบทกลอนที่โต้บทกลอนของหงา เช่น บทกวี “จึงเรียนมาด้วยความไม่เคารพศาลแห่งสี” ของ “วิสา คัญทัพ” ที่ว่า
 
“ขอเรียนศาล เลือกข้างสี ที่ไม่เคารพ
สีไม่ครบ เพราะถูกใช้ เติมใส่สี
ไประบาย เลือดไพร่ หาไม่ดี
สาดกระสุนส่องวิถีดับชีวิต
สีแดงคือเลือดมหาประชาชน
ผู้ทุกข์ทนคนไทยผู้ไร้สิทธิ์
ใช่คนปล้นสีไปไร้ความคิด
เขาถูกปลิดชีพเชือดจนเลือดริน
กระหายดื่มสีแดงแห่งเลือดข้น
จึงไล่ยิงกลางถนนคนใจหิน
เนาวรัตน์ สุรชัย ไม่ได้ยิน
จึงลืมดิน ไม่มีใจ ให้สีแดง”
 
ขณะที่ “เกษียร เตชะพีระ” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้เขียนบทกลอนมีเนื้อหาเกี่ยวกับการผูกขาด "สีเหลือง" ผ่าน facebook ส่วนตัว “Kasian Tejapira(https://www.facebook.com/photo.php?fbid=4217639842157 )” ด้วยว่า


“ขอเรียนศาลแห่งสีที่เคารพ
สีต้องใช้ไม่ครบกระบวนสี
มีกลุ่มคนผูกขาดในชาตินี้
ยึดสีเหลืองไปย่ำยีเป็นของตน
ทำให้สีเหลืองแย่มีแต่ยุ่ง
จะแต่งปรุงงานศิลป์ก็สับสน
ศิลปินเดือดร้อนเกินจะทน
เพราะสีเหลืองถูกปล้นขโมยไป
เอาสืเหลืองคืนมาให้ข้าเถิด
ก่อนจะเกิดสงครามห้ามไม่ได้
ทุกวันนี้พวกข้าไม่กล้าใช้
เพราะเหลืองแคบเหลือใจไม่ฟังมิตร”

ประเดิมแจกเงินเยียวยา เลขาฯ ศอ.บต. เผยหวังยืนศักดิ์ศรี - เปลี่ยนความรุนแรงสู่สันติ

ที่มา ประชาไท

 

ศอ.บต. เริ่มมอบเงินเยียวแก่ผู้สูญเสียจากความไม่สงบภาคใต้ เลขาธิการ ศอ.บต. เผยวันนี้ “อยากคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีแก่ประชาชน” และหวังให้การเยียวยาเปลี่ยนความรุนแรงสู่สันติ
 
 
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 สิงหาคม 2555 มีการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผล กระทบอันเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งรวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตากใบ    เหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2547 กรณีกรือเซะและสะบ้าย้อย ผู้ถูกควบคุมตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ผู้ถูกบังคับให้สูญหายและละเมิดสิทธิมนุษยชน      ในงานดังกล่าวมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต.    นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำปัตตานี และผู้แทนจากกงสุลประเทศมาเลเซียประจำจังหวัดสงขลามาเข้าร่วม และมีผู้มาลงทะเบียนรับเงินกว่า 270 คน      
 
“วันนี้เป็นวันที่เราอยากจะพูดว่า เราอยากคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีแก่พี่น้องประชาชนทุกท่าน ไม่ว่าจะพี่น้องที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนถ่ายจากความรุนแรงไปสู่สันตินั้น ไม่มีอะไรดีกว่าการเยียวยาและการให้ความเป็นธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว 
 
พ.ต.อ.ทวีชี้แจงว่าการเยียวยาฟื้นฟูแก่พี่น้องประชาชนในครั้งนี้เป็น ความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะนำความสันติสุขกลับคืนมาสู่จังหวัดชายแดนภาค ใต้จึงได้มีนโยบายเยียวยาฟื้นฟูแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยให้มีความเสมอภาพและให้มีความเป็นธรรมบนพื้นฐานข้อจำกัดของงบประมาณและ ความเป็นไปได้ 
 
นางสาวซัลวานี สาวนิ ผู้สูญเสียพ่อจากเหตุการณ์ตากใบกล่าวว่าแม้ว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวมากถึง 7.5 ล้านบาทแต่เงินไม่สามารถที่จะทดแทนชีวิตของพ่อได้ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่ารัฐมีความใส่ใจและดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย ส่วนเงินในจำนวนดังกล่าวทางครอบครัวจะนำไปทำธุรกิจเพื่อที่จะเลี้ยงดูครอบ ครัว และอีกส่วนหนึ่งเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องๆ 
 
ด้านนายฐานิส ศรียะพันธ์ รองเลขาธิการศอ.บต. ได้แถลงชี้แจงในส่วนของคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบกรณี ถูกบังคับให้สูญหายหรือถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนวิธีอื่นโดยเจ้าหน้าที่รัฐจน บาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิต    โดยชี้แจงว่าทางอนุกรรมการฯ ได้อนุมัติชุดแรก 5 ราย โดยจะให้เงินช่วยเหลือเยียวยาเงินจำนวน 7.5 ล้านบาทสำหรับ 4 ราย ได้แก่ นายฟักรุกดีน บอตอ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนราธิวาสซึ่งถูกยิงบาดเจ็บจนเป็นอัมพฤกษ์    2.นายสุไลมาน แนซา ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหารในปี 2553 3.นายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547 4.นายอัสมีน นูรุลอาดีน ซึ่งถูกทหารพรานยิงเสียชีวิตในปี 2547 ส่วนรายสุดท้าย นายอามีนูดีน กะจิ ครูสอนศาสนาโรงเรียนรุ่งโรจน์วิทยา ซึ่งถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวในปี 2551 จะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา 500,000 บาท    
 
นายฟักรุกดีน บอตอ กล่าวว่าขอบคุณที่ทางรัฐบาลที่มอบเงินเยียวยาให้ 7.5 ล้านบาท แต่ที่ตนอยากเรียกร้องคือให้ทางเจ้าหน้าที่รัฐเร่งรัดดำเนินการกับคู่กรณี ของตนให้เร็วที่สุด เพราะว่าเวลามาผ่าน 6 ปี คดียังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งกลัวว่าคู่กรณีของตนอาจจะมาทำร้ายตนอีก ซึ่งตอนนี้ตนและครอบครัวอยู่อย่างหวาดกลัวอย่างมาก

สาวจีนคว้าตำแหน่่งสาวสวยที่สุดในโลก Miss World 2012

ที่มา thaifreenews



นางงามจีน หยู เหวินเซียะ ครองมงกุฎ  Miss World 2012


ผลการประกวด Miss World 2012 ณ สนามกีฬาตงเชง เมืองออร์โดส เขตปกครองตนเองมองโกเลียในก็ได้ตัดสินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
มงกุฎ การประกวด Miss World 2012  ตกเป็นของ หยู เหวินเซียะ นักศึกษาวิชาการดนตรีวัย 23 ปี ตัวแทนสาวงามจีน ประเทศเจ้าภาพ  คว้ามงกุฎ มิส เวิลด์ 2012  ไปครอง 
ส่วนรองอันดับที่ 1 ตกเป็นของ น.ส. โซฟี เอลิซาเบ็ธ มูลด์ จากแคว้นเวลส์ในสหราชอาณาจักร และรองอันดับที่ 2 ได้แก่ น.ส. เจสสิกา มิเชล คาฮาวาตี จากออสเตรเลีย 
    
ส่วน ณฉัตร – วัลเณซ่า เมืองโคตร มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 ไม่ผ่านเข้ารอบ 15 คนสุดท้าย และไม่ได้รับรางวัลใดใด  นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ สาวจีน คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีนั้ได้ หลังจาก น.ส.จาง ซี่หลิน นางงามจีนรุ่นพี่  เคยคว้ามงกุฎมิสเวิลด์ไปครองในปี 2550 มาแล้ว