ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-08-20 02:23
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 20, 2012
หมอนิรันดร์ ร่วม “ปฏิญญาหน้าศาล” ย้ำการมีนักโทษการเมืองคือการละเมิดสิทธิฯ
"มึงไทยมาก" วลีใหม่ชาวเน็ต มาจากไหน?
ที่มา thaifreenews
มี บ้างที่ไม่เข้าใจที่มาที่ไป หากใครอ่านผ่านๆ อาจหลงคิดว่าเป็นคำชม (เพราะคนไทยยังไง๊ยังไงก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกนะสิ) แต่ขอโทษ เขาด่าต่างหาก!!!!!
มี การวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่าอารมณ์ของวลีนี้คล้ายกับที่เราไปเอาชื่อ ประเทศเพื่อนบ้านมาล้อในเชิงดูถูกเพื่อให้คนที่ถูกล้อเป็นตัวตลก เช่น ไอ้ลาว เป็นต้น
จาก การตรวจสอบ มีการอ้างว่าที่มาของวลีนี้ มาจากคนไทยคนหนึ่งซึ่งสรุปมาจาก ข้อความ 15 ข้อ ที่อ้างว่าเป็นชาวฟิลิปปินส์เขียนถึงคนไทยในเพจที่อ้างว่าเป็นเพจของ AEC หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะทนความดราม่าเหลือเกินของคนไทยไม่ไหวอีกต่อไป
ในเนื้อหาระบุว่า
let me tell you 15 reasons why Thais sucks!!!!!
1. they′re bad at english. they′re terrible!!
2. they think their country is better than other countries (or best in the world)
3. they use Thai language on global websites because they′re too
dumb and they have no manners.
4. they′re Steve Jobs′ slaves.
5. they′re retarded. very close to the north korean level.
6. they use pirated softwares.
7. they hate democracy. they don′t even have it right now.
8. feudalism!!
9. they snub other countries in ASEAN. especially Laos and Cambodia. they think their country is better... no they′re not.
10. faith is bigger than reasons.
11. they destroyed Buddhist.
12. they′re hypocrites. their country is one of the biggest sex market in the world, they still refuse to admit it.
13. their football team sucks!!!
14. their gov killed their own citizens!!
15. ...........
หมายเหตุ ข้อ 15 ไม่สามารถเผยแพร่ได้ มันจะคือเรื่องอะไรเชิญจิตนาการกันเอาเอง
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=41324.0
ทนายฝรั่งปกป้องชื่อเสียงกองทัพไทย ด้วยการลั่นลากคอเหล่เข้าคุกฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ที่มา Thai E-News
ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมท... by VoiceTV
ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมที่รัฐทำต่อปชช.
เว็บไซต์ Robert Amsterdam นำเสนอรายงานเรื่อง แนะนำพลเอกประยุทธ์เรื่องการปกป้องชื่อเสียงกองทัพ ว่าหนึ่ง
วันหลังจากประกาศแผนการแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อนายโรเบิร์ต
อัมสเตอร์ดัมที่ปรึกษากฎหมายของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ
(นปช.)ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์
จันทร์โอชาอธิบายต่อสื่อว่าทำไปตามหน้าที่เพื่อ
“ปกป้องชื่อเสียงของทุกคนในกองทัพ”
ก่อนหน้านั้นเว็บไซต์โรเ้บิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้เผยแพร่รายงานเรื่อง แถลงการณ์นายอัมสเตอร์ดัมกรณีกองทัพไทยเข้าแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท
นาย อัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำปราศรัยของเขา และมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน
2ปี3เดือน19พฤษภา53:เราไม่มีวันยอม
ที่มา Thai E-News
“เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย..เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล" ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ หนึ่งในทีม ศปช.
การกลับลำแบบ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือของDSIนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวแพร่ออกมาว่า ผู้บัญชาการทหารบกสายเหยี่ยว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ไปพบนายธาริต อธิบดีDSI เพื่อต่อว่าต่อขานเกี่ยวกับข้อสรุปที่ระบุไว้ในรายงานเบื้องต้น กองทัพไทยยืนกรานกระต่ายขาเดียว อย่างพิลึกพิสดารและไม่น่าเชื่อถือ—เลยว่า กองทัพไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการตาย ของประชาชนคนใด (รายงานของอดีตนักข่าวรอยเตอร์แอนดรูว์ มาร์แชล)
วัดปทุมวนาราม
อายุ 31 ปี อาชีพ ทำนา
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. ข้างหลังมุมกำแพงวัดปทุมวนาราม ด้านติดกับป้อมจราจรแยกเฉลิมเผ่า
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจเสียโลหิตปริมาณมาก
อายุ 28 ปี อาชีพ -
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. บริเวณเกาะกลางหน้าประตูวัดด้านใกล้เซ็นทรัลเวิลด์
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด
อายุ 37 ปี อาชีพ อาสาพยาบาลปอเต็กตึ๊ง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. (หลังจากนายอัฐชัยถูกยิงแล้ว) ภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอดหัวใจ
อายุ 66 ปี อาชีพ รับจ้าง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น. หน้าวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด,ตับ
อายุ 22 ปี อาชีพ อาสากู้ชีพ
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : เลือดออกใต้เนื้อหุ้มสมองชั้นนอก เนื้อสมองช้ำ จากถูกแรงกระแทก จากบาดแผลกระสุนปืนทะลุเข้าในช่องปาก
อายุ 25 ปี อาชีพ อาสาพยาบาล
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง
หมายเหตุ:ดูแผนที่แห่งความตาย 98 ศพ 10 เมษา-19พฤษภา 53 เพิ่มเติมที่ แผนที่ผู้เสียชีวิต โดย
ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช. ซึ่งนำเสนอในวัีนนี้
www.flickpeople.com/19may/main/
เว็บชั่วคราว
www.flickpeople.com/19may/main/
เว็บจริง
รายงานฉบับเต็ม
- วางแผงทั่วไป ราคา 300 บาท 1 กันยายนนี้
- ดาวโหลดได้ฟรีที่เว็บ www.pic2010.org วันที่ 1 กันยายนนี้เช่นกัน
ชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 เปิดตัวรายงานฉบับเต็มในวัน
นี้ เกือบ 1,000 หน้า วางขาย (ราคาถูก) 1 ก.ย.นี้ หวังเปิดเผยข้อมูลความรุนแร
งที่เกิดกับประชาชน พร้อมจัดเวทีสัมมนาเต็มวันท
ี่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หน้าปกรายงาน มีอะไร
94 คือจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม
7 ในผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้หญิง
87 ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้ชาย
32 คือจำนวนคนที่โดยยิงที่ศรีษะ
14 ปี คือ ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุด
76 คือพลเรือนที่เสียชีวิต
1,283 คือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ
117,923 คือจำนวนกระสุนที่ใช้ไปในการสลายการชุมนุม
2,120 คือจำนวนกระสุนสำหรับการซุ่มยิง
3,000,000,000 คืองบประมาณที่กองทัพใช้ในการจัดการการชุมนุม
67,000 คือจำนวนกำลังพล(ทหาร)
700,000,000 คืองบประมาณที่ตำรวจใช้ในการจัดการการชุมนุม
25,000 คือจำนวนกำลังพล(ตำรวจ)
1,857 คือจำนวนผู้ถูกจับกุมระหว่างชุมนุม
1,763 คือจำนวนคดีทั้งหมด ในศาล 56 แห่ง
167 คือจำนวนคดีเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกดำเนินคดี
***************
นักวิชาการฟันธงมีการใช้สไนเปอร์สลายม็อบแดง
ดูเพิ่มเติม
CNN Exclusive Footage Thai army snipers shooting at civilians in Bangkok 15-5-2010
เหล่ทิ้งโง่ฟ้องโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมหมิ่นประมาท พ่อค้าความสวนขู่ลากคอชดใช้คดีสังหารเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
นาย อัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำปราศรัยของเขา และมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/08/55 ประเทศนี้...มีอะไรแปลกๆ ดีนะ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

พูดซอกแซก เล่ห์ลิ้น ทั้งดิ้น..แถ
คนวิปริต บิดเบือน มิเชือนแช
สมชื่อเมือง โคตรตอแหล แย่..เหลือเกิน....
แหกปากลั่น คืออะไร สไนเปอร์
โถ..พวกเธอว์ พูดมาได้ ไม่เคอะเขิน
ไอ้ที่เห็น ใช้ยิงนก ตกปลาเพลิน
แสนกว่านัด ซัดยับเยิน พูดเกินไป....
ตลาดนัด มีขาย มากมายเกลื่อน
ช่างเลอะเลือน ไอ้ระยำ ทำเฉไฉ
เป็นหัวโจก มันแถแถก สุดแปลกใจ
คนจัญไร อุ้มคนชั่ว มั่วทั้งปี....
งบสลาย หกพันล้าน หว่าน..เพื่อฆ่า
ยังมารยา กระดกลิ้น สิ้นศักดิ์ศรี
ชายชาติทหาร ใยตกต่ำ ถูกย่ำยี
ประเทศนี้ มีแปลกๆ แหกกฎเกณฑ์....
หนังสติ๊ก อาวุธร้าย ฆ่าตายสิ้น
ยิงด่าวดิ้น โถ..ไอ้ชั่ว มั่วเห็นๆ
ไม่อยากฟัง คำสำราก พวกกากเดน
พูดพิเรน..สุดสามานย์ หน้าด้านจัง....
๓ บลา / ๒๐ ส.ค.๕๕
ไก่อูรับ-คำสั่งศอฉ. ของจริง ให้ใช้"สไนเปอร์"
ที่มา uddred
ข่าวสด 20 สิงหาคม 2555 >>>
อ้างกฎ-จากเบาไปหาหนัก ไม่ยิงฟุ่มเฟือย-แค่จำเป็น "โรเบิร์ต"ลั่นสู้คดีทบ.ฟ้อง ศปช.เปิดรายงานพค.เลือด
รำลึก - นาง พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ"น้องเกด" อาสาพยาบาล 1 ใน 6 ศพวัดปทุมฯ ขึ้นเวทีงานรำลึกคนเสื้อเเดงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพ.ค.2553 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 ส.ค.
"ไก่ อู" อดีตโฆษกศอฉ. รับเป็นเอกสารของจริง คำสั่งใช้ "สไนเปอร์" พลซุ่มยิงในเหตุการณ์สลายม็อบ 98 ศพ ชี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยชี้แจงต่อสังคมไปแล้ว เป็นการใช้กำลัง จากเบาไปหาหนัก อ้างพลแม่นปืนเป็นมาตรการสุดท้าย หากไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำผิดได้ ก็มีความจำเป็น แต่ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย หรือตามอำเภอใจ ขณะที่ "บิ๊กตู่" แจงเหตุฟ้อง "โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" พาดพิงกองทัพเสียหาย ผิด-ถูกว่าไปตามกระบวนการ รองผบช.น.ตั้งทีมสอบ สวน สั่งแปลคำปราศรัยภาษาอังกฤษ ตรวจสอบเข้าข่ายหมิ่นหรือไม่ ด้านโรเบิร์ตยืนยันตามคำปราศรัย ลั่นเดินหน้าเอาผิดผู้สั่งฆ่าประชาชน
เปิดรายงานสลายม็อบ 98 ศพ
เมื่อ วันที่ 19 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผล กระทบจากเหตุสลายการชุมนุม (ศปช.) แถลงเปิดรายงานความจริงเพื่อความยุติธรรม เหตุ การณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 โดยมีนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมอภิปราย ประกอบด้วย ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, น.ส.ขวัญระวี วังอุดม จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม และนายคารม พลพรกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ดร.พวง ทองกล่าวว่า ศปช.เริ่มต้นจากคนหนุ่มสาวกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระทำต่อประชาชนในเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ผนวกกับความไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่าจะทำหน้าที่คืนความยุติธรรมให้แก่เหยื่อในเหตุการณ์สลายการชุมนุมได้ อย่างแท้จริง คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้จึงร่วมมือกับนักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรม จัดตั้งศปช.เพื่อทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานในเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อทวงความยุติธรรมและนำตัวคนผิดมาลงโทษ
วัน10เม.ย.เริ่มต้นเจ็บ-ตาย
จาก นั้นดร.เกษมกล่าวว่า ปฏิบัติการขอ คืนพื้นที่ของรัฐบาลในวันที่ 10 เม.ย.2553 นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่และพลเรือน ทั้งที่เป็นผู้ชุมนุม และไม่ใช่ผู้ชุมนุม แบ่งเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. เป็น 3 ช่วงเวลา คือ 07.30-13.00 น. หลังจากมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้กองกำลังทหารหน่วยต่างๆ และเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ ก็เคลื่อนกำลังพลออกจากฐานที่ตั้งในกองทัพภาคที่ 1 เพื่อประจำจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน นอก บริเวณถนนเพลินจิต บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้า มีการปะทะระหว่างกองทหารและกลุ่มผู้ชุมนุมในจุดต่างๆ เป็นระยะ
ดร.เกษม กล่าวว่า โดยฝ่ายทหารใช้โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และปืนประเภทต่างๆ พร้อมกระสุนยาง ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมใช้ก้อนหิน อิฐ ขวดน้ำ หนังยาง ไม้ และสิ่งของที่หาได้ในบริเวณนั้นๆ เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงช่วงบ่าย จนในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายถอยร่นกลับฐานที่ตั้งของฝ่ายตนเอง ช่วงที่ 2 เวลา 13.00-17.00 น. กำลังพล 5,000 นาย พร้อมด้วยรถถัง รถบรรทุก 6 ล้อ รถยีเอ็มซี และรถน้ำกว่า 20 คัน เคลื่อนออกจากกองทัพภาคที่ 1 มุ่งหน้าไปยังสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อเข้าคุมพื้นที่ถนนพิษณุโลก รวมทั้งจุดต่างๆ สามารถสรุปจุดปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนี้ บริเวณด้านหน้ากองทัพภาคที่ 1 สะพานชมัยมรุเชฐ แยกวังแดงคุรุสภา สะพานอรทัย ถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา สนามม้านางเลิ้ง บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม
ชี้กุ"ผังล้มเจ้า"อ้างเหตุปราบ
ดร.เกษม กล่าวต่อว่า บรรยากาศในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างตึงเครียด และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งผู้ชุมนุมและทหาร รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนจริง ขณะที่ช่วงเวลา 18.00-21.00 น. มีผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตบริเวณสี่แยกคอกวัว รวม 10 ราย และที่บริเวณถนนดินสอ โรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อีก 9 ราย ช่วงสุดท้ายคือ 21.00-24.00 น. มีคำสั่งให้ถอนกำลังจากบริเวณถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว และถนนประชาธิปไตย หลังจากมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งการปรากฏตัวของชายชุดดำ ทั้ง 2 ฝ่ายนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และในช่วงนี้ นายมานะ อาจราญ ลูกจ้างสวนสัตว์ดุสิตถูกยิงเสียชีวิตภายในสวนสัตว์เพิ่มอีก 1 ราย
ส่วน ดร.บัณฑิตกล่าวว่า การใช้คำว่า "กระชับวงล้อม? แทนคำว่า "การสลายม็อบ? ของเจ้าหน้าที่ ทำให้สังคมมีความรู้สึกผ่อนคลาย และเชื่อว่าจะไม่มีความสูญเสียร้าย แรง นอกจากนี้ การจัดทำ "ผังล้มเจ้า? ซึ่งเป็นแผนผังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เมินเฉยต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีคนซุ่มยิงผู้ชุมนุม และคนที่ถูกยิงส่วนใหญ่นั้นไม่มีอาวุธอยู่ในมือ รวมทั้งไม่มีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ก่อน เห็นได้ชัดว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการ 7 ขั้น ของการควบคุมสถาน การณ์จากเบาไปหนัก รวมถึงหลายกรณีที่พบว่า คนที่ถูกยิงไม่ได้เกี่ยว ข้องกับการชุมนุม แต่เป็นคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ
ยันรัฐบาลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
ขณะ ที่น.ส.ขวัญระวีกล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้รับการรับรองไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ไทยเป็นภาคี อย่างไรก็ตาม รัฐสามารถสั่งห้าม หรือสลายการชุมนุมได้ หากการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการสลายการชุมนุมต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐจะทำ และต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐพยายามปกป้องสิทธิในการชุมนุม รวมทั้งเอื้อให้ผู้ชุมนุมสามารถชุมนุมได้โดยสงบ ขณะที่การใช้กำลังสลายการชุมนุม ในช่วงเม.ย.-พ.ค.53 นั้น รัฐบาลยืนยันว่าปฏิบัติการทุกขั้นตอน ที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นเป็นไปโดยชอบธรรมตามกรอบกฎการใช้กำลังของกองทัพ และกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
น.ส.ขวัญ ระวีกล่าวว่า แต่จากการศึกษาของศปช. พบว่าไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวอ้าง เพราะปรากฏว่ามีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุม ดังนี้ คือไม่แจ้งให้ผู้ชุมนุม และผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงทราบเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมล่วงหน้า ใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า หรือปราศจากอาวุธหนักจนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ใช้กระบอง แก๊สน้ำตา และกระสุนยางอย่างไม่ได้สัดส่วนและไม่แยกแยะ สลายการชุมนุมในยามวิกาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
"แม่เกด"ร่วมถกคดีสู่ศาลโลก
ด้าน นางพะเยาว์กล่าวว่า หลังจากน.ส.กมนเกด เสียชีวิตในวัดปทุมฯ นั้น ไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมได้ และรู้สึกไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะจากบทเรียนในอดีต ผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน มักได้รับการนิรโทษกรรม จนภายหลังมีโอกาสได้พูดคุยกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงได้รับคำแนะนำให้นำเรื่องนี้ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่นายโรเบิร์ตก็ได้ย้ำว่า ความหวังนั้นริบหรี่ อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ให้ความสนใจคดีนี้พอสมควร จากที่ให้เวลาไต่สวนมูลฟ้อง 1 ชั่วโมง ก็ขยายไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่ยืนยันจะเดินหน้าต่อไป ไม่ยอมแพ้
ส่วนนาย ปิยบุตรกล่าวว่า แม้รัฐบาลตัดสินใจลงนามยอมรับเขตอำนาจศาล ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับคดีนี้ไว้ เพราะมีเงื่อนไขอยู่หลายข้อ เช่น ต้องเป็นคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และสงคราม อีกทั้งสถานะของศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นเพียงศาลเสริม คือต้องให้กระบวนการยุติธรรมในประเทศดำเนินเสร็จสิ้นก่อน หรือกระบวนการยุติธรรมในประเทศไม่มีเจต จำนงจะดำเนินคดี หรือไร้ความสามารถในการดำเนินคดีอย่างสิ้นเชิง ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงจะมีอำนาจในการพิจารณาคดี ส่วนรัฐบาลควรมีความตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ หากจะลงนามก็ควรดำเนินการ แต่ถ้าไม่ลงนาม ก็ควรออกมาให้เหตุผล ไม่ควรขายความฝันโดยการบอกว่ากำลังศึกษาอยู่ หรือต้องรอคุยกับกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ก่อน หรือยอมรับตามตรงว่าไม่ลงเพราะกลัว
"ไก่อู"รับจริง-คำสั่งสไนเปอร์
ส่วน กรณีมีผู้นำเอกสารมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต โดยอ้างว่าเป็นหนังสือราชการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สไนเปอร์ ในเหตุ การณ์สลายม็อบ 98 ศพ นั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และอดีตโฆษกศอฉ. กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นฉบับจริง เนื้อหาในรายละเอียดทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เคยอธิบายความไปเมื่อสมัยศอฉ. ฉะนั้น จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องเดิม หมายความว่าการปฏิบัตินั้นมีมาตรการตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก
โฆษก กองทัพบกกล่าวว่า เพียงแต่ว่าเอกสารที่ถูกเปิดเผยออกมานี้ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะ เป็นความตั้งใจของใครไม่รู้ ที่เอาเฉพาะใบสุดท้ายมาเปิดเผย ทำให้สังคมไม่ได้เห็นว่า ในใบแรกๆ คือใบที่ 1, 2, 3, และ 4 เขียนถึงมาตรการในการใช้กำลัง ตั้งแต่เบาไปหาหนัก เริ่มจากการชี้แจงทำความเข้าใจ อธิบายความเป็นต้นมา แต่กลับไปนำใบสุดท้ายมาเปิดเพียงใบเดียว ซึ่งใบสุดท้ายก็หมายความว่า เมื่อผ่านมาตรการทั้งหมดมาแล้ว ยังไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการกระทำผิดกฎหมายได้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธ แต่ไม่ได้ใช้แบบฟุ่มเฟือย หรือใช้ตามอำเภอใจ
ยันชี้แจงได้-ไม่มีซ่อนเร้น
"เจ้า หน้าที่มีหลักการใช้อาวุธอยู่ คือเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ติดอาวุธสงคราม กำลังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือกำลังจะทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ เราก็มีพลแม่นปืนระวังป้องกัน ที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ด้วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเอกสารใบสุดท้ายนี้ ก็ว่าด้วยหลักการอย่างนี้? พ.อ.สรรเสริญกล่าว
อดีตโฆษกศอฉ.กล่าวต่อ ว่า ถ้ามาถามก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าในใบแรกๆ ที่พูดถึงมาตรการในการดำเนินการตามขั้นตอนของหลักสากล ตั้งแต่เบาไปหาหนัก ทำไม่ไม่เอามาเปิดเผย ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่ต้องวิตกกังวล เพราะเป็นเรื่องที่ศอฉ.ในสมัยนั้นได้ชี้แจงอธิบายความ ทำความเข้าใจกับประชาชนมาโดยตลอดอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติที่สามารถชี้แจงได้ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นที่เจ้าหน้าที่จะทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่มีอาวุธไม่มีในนั้นแน่นอน และการออกมาเปิดเอกสารนี้ไม่มีผลกับคดีอะไร เพราะการตัดสินคดีความก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม และเนื้อหาที่ออกมาเปิดเผย ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าให้ยิงทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์
เคยอธิบายให้สังคมทราบแล้ว
"ถ้า ถามว่ามีคนผู้ไม่หวังดีเดินถืออาวุธสงครามกำลังจะทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือกำลังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ให้ได้รับอันตราย บาดเจ็บ อาจถึงขั้นเสียชีวิต มันมีวิธีการอย่างอื่นบ้างไหม ที่ไม่ใช้วิธีนี้ที่จะป้องกัน? อดีตโฆษกศอฉ.กล่าว และเมื่อถามว่าคิดว่าผู้ที่ นำมาเผยแพร่มีจุดประสงค์อย่างไร พ.อ. สรรเสริญกล่าวว่า คิดว่าเป็นเรื่องของผู้ที่ต้องการจะทำให้สังคมเกิดความเข้าใจไปในทิศทางที่ พยายามจะสร้างข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว ถ้าได้ลองวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามสร้างกระแส เพื่อให้สังคมไทยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารใช้การปฏิบัติการที่เกินเลยกับความ เหมาะสม เจ้าหน้าที่ทหารนั้นใช้อาวุธ ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือผู้ชุมนุม
โฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า นี่คือความพยายามที่จะทำให้เกิดข่าวแบบนี้ เพราะฉะนั้นการนำเอกสารเหล่านี้มาปล่อย ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า คงจะเป็นวิธีการที่จะสนับสนุน เพื่อให้ข่าวทั้งหลายเหล่านั้นเกิดความรู้สึกกระจายไปในวงกว้าง น่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ทางกองทัพมั่นใจว่า ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ ที่จะต้องปิดบัง เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ได้เคยชี้แจงให้สังคมทราบมาแล้ว
เผยรายละเอียดในคำสั่งศอฉ.
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือคำสั่งศอฉ.ดังกล่าว ระบุว่าส่วนราชการ สยก.ศอฉ. ที่ กห.1407.55 (สยก.) ลงวันที่ 17 เม.ย.2553 เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการ ใช้อาวุธเพื่อรปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่ ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. ในเวลา นั้น ก่อนที่นายสุเทพจะลงนามอนุมัติในวันที่ 18 เม.ย.2553
โดยเฉพาะใน ความสำคัญในข้อ 2.5 ที่ระบุว่า ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ ที่ศอฉ.กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้ หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จากศอฉ.ได้
"บิ๊กตู่"ชี้เหตุต้องฟ้อง"โรเบิร์ต"
ขณะ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสั่งการกรมพระธรรมนูญแจ้งความดำเนินคดีนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายเสื้อแดง ในข้อหาหมิ่นประมาทกองทัพบก โดยปราศรัยว่ารัฐบาลซื้ออาวุธจากสหรัฐมาเข่นฆ่าประชาชน และรัฐบาลสหรัฐส่งสไนเปอร์มาสอนสไนเปอร์ไทยว่า เป็นเรื่องของกระบวนการ สถาบัน และหน่วยงาน เพราะฉะนั้นกรณีที่มีใครมาพาดพิงหน่วยงาน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็มีคณะทำงานคือกรมพระธรรมนูญที่เป็นฝ่ายกฎหมาย ก็เหมือนกับบริษัทที่เวลามีใครมาหมิ่นประมาท ก็ต้องดำเนินการ จะผิดหรือถูกก็ต้องไปว่ากันตามกระบวนการ
"ผมเปรียบเสมือนเจ้าของ บริษัท ก็ต้องอนุมัติเมื่อมีการเสนอมาว่ามีความผิด ก็ว่ากันไป ถ้าไม่ผิดศาลก็ว่ามา ถ้าเป็นท่านหรือครอบครัวจะฟ้องหรือไม่ หรือจะปล่อยเขา ถ้ามาหมิ่นประมาท เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำ งาน กรมพระธรรมนูญในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมก็จะมีคณะทำงาน โดยนำเรื่องคดีความต่างๆ กลั่นกรองก่อนจะขออนุมัติจากผบ.ทบ. และคณะกรรมการว่าจะดำเนินการอย่างไร หากผิดผมก็จะอนุมัติเพื่อไปดำเนินการตามกระบวน การยุติธรรม จะผิดจะถูกก็ว่ามา อย่าเอาเราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ จำไว้ว่าเรื่องสถาบันทหาร เกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศของคนทุกคนในกองทัพบก ก็ต้องรักษาชื่อเสียงของคนทุกคนในกองทัพบก ท่านต้องเห็นใจผม ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ หากท่านสร้างความไม่น่าเชื่อถือกับกองทัพบก แล้วจะไปหากองทัพไหนมาช่วยท่าน? ผบ.ทบ.กล่าว
บช.น.ตั้งทีมสอบทันที
ส่วน พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า มอบหมายพล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว ผบก.น.5 ตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมีรองผบก.น.5 เป็นหัวหน้า และเสนอรายชื่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 21 ส.ค.นี้ ส่วนจะเรียกนายโรเบิร์ตมาสอบปากคำหรือไม่นั้น ต้องขอตรวจสอบพยาน และหลักฐานแผ่นซีดีบันทึกคำปราศรัย โดยจะให้กองกำกับการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือผู้เชี่ยวชาญแปลคำปราศรัยก่อน เนื่องจากเป็นคำพูดภาษาอังกฤษ จากนั้นก็จะพิจารณาว่าข้อความดังกล่าว เข้าองค์ประกอบความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทหรือไม่
รองผบช.น.กล่าวต่อ ว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 20 ส.ค. เวลา 09.30 น. พนักงานสอบสวนคดีสลายม็อบ 98 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน จะร่วมประชุมหารือกันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้กำหนดแนวทาง และมอบหมายหน้าที่ ส่วนการเรียกตัวผู้ปฏิบัติ หรือสไนเปอร์มาสอบสวนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดีเอสไอว่าจะพิจารณาให้เรียกใครมาสอบสวน โดยใช้ดีเอสไอเป็นสถานที่สอบปากคำ
"โรเบิร์ต"ยันตามคำปราศรัย
วัน เดียวกัน เว็บไซต์ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ระบุถึงข่าวที่พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้พ.ท.สายัณห์ ขุนขจี แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และล่ามแปลภาษา กรณีนายอัมสเตอร์ดัมปราศรัยโจมตี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ในวาระวันครบรอบ 2 ปีเหตุ การณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง 98 ศพ โดยนายอัมสเตอร์ดัมกล่าวประณามการสังหารหมู่ประชาชน พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาสนับสนุนอาวุธ รวมถึงฝึกกองทัพไทย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้อย คำดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของกองทัพ
นาย อัมสเตอร์ดัมกล่าวว่า ขอยืนยันตามคำปราศรัย และจะเดินหน้าทำงานเพื่อลงโทษผู้นำระดับสูงที่สั่งสังหารประชาชนตามข้อหา อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ สิ่งที่แน่นอนคือ คนที่สังหารประชาชนเพื่อปกป้องอำนาจ และความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตนเอง จะไม่สามารถรอดพ้นความผิดที่กระทำลงไปอย่างแน่นอน
เสื้อแดงจัดเวที"จับศอฉ.มัด"
เวลา 15.00 น ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนเสื้อแดงในนามกลุ่มเสรีราษฎร นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด และนายณัทภัช อัคฮาด แม่และน้องชายของ น.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมฯ จัดเวทีปราศรัยในหัวข้อ "จับ ศอฉ.มัด บินรัดสู่ศาลโลก? พร้อมทั้งมีการแสดงดนตรี
นางพะเยาว์กล่าว ว่า มาเรียกร้องความยุติธรรมให้พี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลลงนามรับรองขอบเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ เฉพาะกรณีสลายม็อบเม.ย.-พ.ค.2553 ให้เข้ามาขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบคดีอีกทางหนึ่ง โดยทำควบคู่ไปกับการตรวจสอบของศาลไทย เพราะเกรงว่าจะมีกระบวนการขัดขวาง และการเมืองในขณะนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเราจึงไว้ใจใครไม่ได้
"หาก เดือนนี้รัฐบาลยังไม่ให้คำตอบเรื่องลงนามรับรอง เดือนหน้าเราก็จะทวงถามอีก และจะมีมาตรการเคลื่อนไหวกดดันไป เรื่อยๆ ไม่ว่ารัฐบาลจะลงนามหรือไม่ก็ต้องมีคำตอบให้ประชาชน เพราะเราให้เวลารัฐบาลพิจารณาอยู่แล้ว? นางพะเยาว์กล่าว
Sunday, August 19, 2012
SIU: ปัญหาของการลดเพดานประมูลคลื่น 3G จาก 20MHz เหลือ 15MHz
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-08-19 01:21
Siam Intelligence Unit
ข่าวการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติปรับแก้หลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G 2.1GHz จากร่างฉบับเดิมที่รับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ (เอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นต่อประกาศฉบับร่าง จากเว็บไซต์ กสทช.) โดยลดเพดานการถือครองคลื่นสูงสุดจากเดิมที่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมประมูล สามารถยื่นประมูลได้สูงสุดรายละ 20MHz ลงมาเหลือ 15MHz ซึ่ง พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธาน กทค. ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าเหตุผลเป็นเพราะป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใด รายหนึ่งได้คลื่นเพียง 5MHz ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของการให้บริการ (อ้างอิงจากเดลินิวส์)
ผู้เขียนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของเกณฑ์การประมูลในครั้งนี้ มีผลเสียต่อการสร้าง “สภาวะการแข่งขัน” ของการประมูลเป็นอย่างมาก และผิดจากเจตนารมณ์เดิมของประกาศฉบับร่างที่ออกแบบเงื่อนไขนี้ขึ้นมาเพื่อ สร้างการแข่งขันระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล
ใจความสำคัญของร่างประกาศเดิม
ปัญหาของการประมูล 3G ในครั้งนี้อยู่ที่ปริมาณคลื่นที่ว่างอยู่ 45MHz และนำมาจัดสรรนั้นเพียงพอสำหรับ “ว่าที่ผู้เข้าประมูล” ซึ่งก็ได้แก่โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของไทยทั้ง 3 รายพอดี
ถึงแม้การประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้จะเปิดกว้างให้บริษัทใดๆ ก็ได้ (ที่ผ่านคุณสมบัติพื้นฐานตามที่ กสทช. กำหนด เช่น มีสถานะเป็นบริษัทไทย มีเงินประกันตามจำนวนที่ระบุ) แต่ถ้าพิจารณาจากสภาวะการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไทยปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ามีบริษัทที่มีศักยภาพต่อการประมูลในระดับนี้เพียง 3 รายคือ AIS, DTAC และ TRUE เท่านั้น
สภาวะตลาดโทรคมนาคมไทยถือว่าอิ่มตัวมากแล้ว มีจำนวนหมายเลขโทรศัพท์มากกว่าจำนวนประชากร ดังนั้นการฝันเห็นบริษัทโทรคมนาคมในระดับนานาชาติเข้ามาร่วมประมูลคลื่น 3G ด้วยย่อมเป็นไปแทบไม่ได้เลย (และในการประมูล 3G ในปี 2553 ที่ถูกล้มไป ทางคณะกรรมการ กทช. ในสมัยนั้นได้เดินทางโร้ดโชว์ไปยังบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่ง แต่ไม่ได้รับความสนใจจากบริษัทใดเลย) ส่วนบริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจอย่าง TOT และ CAT เองก็มีคลื่น 3G ให้บริการอยู่แล้วในปัจจุบัน ถึงแม้ในกฎการประมูลจะไม่ได้ห้ามทั้งสองบริษัทนี้เข้าร่วมการประมูล แต่พิจารณาจากแรงจูงใจและข้อจำกัดด้านการลงทุนของบริษัททั้งสอง จึงแทบเป็นไปไม่ได้เช่นกันว่าเราจะเห็น TOT หรือ CAT เข้ามาร่วมประมูลด้วย
ในทางเทคนิคแล้ว การให้บริการคลื่น 3G แก่ผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีความกว้างคลื่นอยู่ระหว่าง 10-20MHz (ปัจจุบัน AIS ให้บริการ 3G บนความถี่เดิม 900MHz โดยใช้คลื่นกว้างเพียง 5MHz ซึ่งประสบปัญหาด้านคุณภาพการให้บริการเป็นอย่างมาก) และข้อมูลจากประเทศอื่นๆ ที่เปิดให้บริการ 3G พบว่าส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรรคลื่นอยู่ที่ 15MHz
ดังนั้นเมื่อมีคลื่นอยู่ 45MHz และมีบริษัทที่มีศักยภาพประมูลเพียงแค่ 3 ราย การหารเท่าแล้วนำคลื่นไปใช้งานรายละ 15MHz จึงทำให้อุปสงค์เท่ากับอุปทานพอดี จึงไม่เกิดการแข่งขันระหว่างผู้เข้าร่วมประมูลด้วยกัน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พ.ร.บ. กสทช.) มาตรา 45 ที่ระบุให้จัดสรรคลื่นด้วยการประมูล
กฎ N-1 ของ กทช.
สภาพการแข่งขันของตลาดโทรคมนาคมไทยลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในการประมูลเมื่อ พ.ศ.2553 ทางคณะกรรมการ กทช. ในสมัยนั้นแก้ปัญหาโดยออกกฎที่เรียกกันว่า N-1 หรือการลดใบอนุญาตลง 1 ใบในกรณีมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียง 3 ราย (ใบอนุญาต 1 ใบให้คลื่น 15MHz) เพื่อให้อุปทานน้อยกว่าอุปสงค์ และเกิดการประมูลแข่งขันกันเพื่อชิงใบอนุญาต 2 ใบจากผู้เล่น 3 ราย
ถึงแม้กฎ N-1 จะช่วยเพิ่มการแข่งขันในการประมูลได้ แต่การลดใบอนุญาตลักษณะนั้นก็มีปัญหาด้านอื่น นั่นคือใบอนุญาตอีก 1 ใบที่เหลือจะนำมาเปิดประมูลอีกครั้งในภายหลัง ทำให้บริษัทที่สามเสียเปรียบเรื่องการแข่งขัน เนื่องจากเปิดให้บริการช้ากว่าคู่แข่งอีก 2 รายไปถึง 6 เดือนหรือ 1 ปี
กฎการซอยบล็อคย่อยของร่างประกาศ กสทช.
ในการร่างกฎเกณฑ์การประมูลครั้งนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ จึงปรับแก้เงื่อนไขที่สร้างสภาพการแข่งขันเสียใหม่ โดยแทนที่จะลดจำนวนใบอนุญาตลง ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีปรับขนาดของความถี่ไม่ให้ตายตัวที่ 15MHz แต่เลือกซอยเป็นบล็อคย่อย 9 บล็อค บล็อคละ 5MHz แทน แล้วให้ผู้เข้าร่วมประมูลเลือกประมูลเป็นจำนวนบล็อคแทน
อธิบายง่ายๆ ว่ากฎเกณฑ์เดิมของ กทช. ให้ผู้เข้าร่วมประมูลแข่งกันว่าใครจะได้หรือไม่ได้ใบอนุญาตขนาด 15MHz เปลี่ยนมาเป็นการแข่งกันว่าใครจะได้รับช่วงคลื่นเยอะกว่ากัน แต่เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งกวาดคลื่นไปเยอะจนเกินควร ทางคณะอนุกรรมการฯ จึงเพิ่มเงื่อนไขเป็นเพดาน (ceiling) ว่า ประมูลได้สูงสุดเพียง 4 บล็อค หรือ 20MHz เท่านั้น
ดังนั้นผลลัพธ์ของการประมูลที่เป็นไปได้จึงมีตั้งแต่
- 15MHz-15MHz-15MHz (ทุกรายได้คลื่นไปเท่ากันหมด)
- 20MHz-15MHz-10MHz
- 20MHz-20MHz-5MHz
กรณีที่สองเป็นกรณีที่ดีที่สุด (best case) เพราะเกิดการแข่งขันชิงคลื่นขนาด 20MHz แต่ผู้แพ้รายสุดท้ายก็ได้คลื่นไม่น้อยจนเกินไปที่ 10MHz ยังให้บริการได้อย่างมีคุณภาพ
กรณีที่สามถือว่าเป็นไปได้เช่นกัน โดยรายสุดท้ายได้คลื่นไปเพียง 5MHz อาจก่อให้เกิดผลต่อคุณภาพการให้บริการได้
การประมูลโดยแบ่งเป็นบล็อคลักษณะนี้ยังถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิด สถานการณ์ 15-15-15 และที่ผ่านมาหลังกฎเกณฑ์ฉบับร่างเปิดรับฟังความเห็น ผู้ประกอบการทั้งสามรายก็ประกาศชัดเจนว่าจะประมูลคลื่นเพียง 15MHz เท่านั้นเพื่อลดสภาพการแข่งขัน แต่นั่นเป็นเพียงการให้ข่าวต่อสาธารณะ ยังไม่มีอะไรการันตีว่าในการประมูลจริงจะไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง “หักหลัง” และยื่นประมูลคลื่นขนาด 20MHz โดยมีแรงจูงใจเรื่องการถือครองคลื่นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้รองรับ นั่นเอง
ดังนั้นกฎเกณฑ์การประมูลฉบับร่างที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็น ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ 15-15-15 แต่ก็เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันชิงคลื่นก้อนใหญ่ 20MHz ได้อยู่
ปัญหาในการปรับเงื่อนไขของ กทค.
การปรับลดเพดาน 20MHz ของที่ประชุม กทค. จะทำให้เกณฑ์การแข่งขันในการประมูลหมดความสำคัญลงไป เพราะเมื่อ “เพดาน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเกณฑ์การประมูลฉบับร่าง ถูกปรับลดลงเหลือ 15MHz ตามที่ผู้ประกอบการแสดงความต้องการ ย่อมทำให้ผลลัพธ์ของการชิงคลื่นแบบ 20-15-10 หรือ 20-20-5 เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น เรียกง่ายๆ ว่าถูกล็อกให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 ตั้งแต่แรกนั่นเอง
เหตุผลที่ กทค. ให้ไว้คือต้องการเลี่ยงสถานการณ์ 20-20-5 ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อผู้ให้บริการรายสุดท้าย ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนคิดว่านั่นเป็นประเด็นที่สำคัญรองลงไป เพราะการสร้างสภาพการแข่งขันในการประมูลเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ 15-15-15 นั้นสำคัญมากกว่ามาก การประมูลเป็นการแข่งขันกันด้วย “กำลังเงิน” ของผู้ประกอบการทุกราย ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการรายที่ได้คลื่นไปเพียง 5MHz มีกำลังเงินเพียงเท่านั้น ก็เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ และไม่ว่า กสทช. จะทำอย่างไร ผู้ประกอบการรายนี้ก็คงไม่มีเงินเพิ่มขึ้นจนมาประมูลแข่งได้มากกว่า 5MHz ได้อยู่ดี
ถ้าหากเงื่อนไขการประมูลเอื้อให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 เพียงแบบเดียว (คงไม่มีรายใดยื่นประมูล 10HMz และทิ้งคลื่นให้ว่างไปเฉยๆ 5MHz) ราคาการประมูลจะเท่ากับราคาตั้งต้น (starting price ซึ่งในกรณีนี้เท่ากับ reserved price) ผู้เข้าร่วมประมูลจะยื่นเสนอราคาเพียงรอบเดียว และได้คลื่นไปครอบครอง ไม่ต่างอะไรกับการยื่นขอรับคลื่นแล้วจ่ายค่าธรรมเนียมโดยไม่ผ่านการประมูล (ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น) ถ้าเรียกด้วยภาษาปากก็อาจจะพูดได้ว่า “กสทช. ล็อกสเปกให้ฮั้วประมูล” นั่นเอง
ผลเสียที่ตามมาคือ ประเทศเสียประโยชน์จากราคาคลื่นที่ต่ำกว่าสภาพการแข่งขันในตลาด เพราะกลไกราคาไม่ทำงาน นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้หน่วยงานต่างๆ ยื่นฟ้อง กสทช. เพื่อล้มประมูลอีกครั้งได้ (ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่ กสทช. เองก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นที่สุด) การประมูลคลื่น 3G ครั้งนี้ล่าช้ามานาน และเป็นการประมูลครั้งแรกของ กสทช. ที่ประชาชนฝากความหวังเอาไว้สูง ทาง กสทช. เองจึงจำเป็นต้องออกกฎเกณฑ์การประมูลให้โปร่งใส และตอบคำถามสังคมได้เป็นสำคัญ ถ้าหากว่าการประมูลครั้งนี้มีปัญหาจนถูกล้มไปแล้ว เครดิตความน่าเชื่อถือของ กสทช. อาจจะหมดไป และส่งผลต่อการดำเนินงานของ กสทช. ในอนาคตต่อไปได้
กฎเกณฑ์การประมูลฉบับร่างมีปัญหาว่าอาจออกผลลัพธ์เป็น 15-15-15 ได้ และในช่วงการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ผู้ประกอบการก็แสดงเจตนาจะยื่นข้อเสนอให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่ง กทค. เองควรนำข้อมูลนี้กลับไปแก้ไขไม่ให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 ได้ในเกณฑ์การประมูลฉบับจริง แต่ผลกลับออกมาตรงข้าม เพราะเงื่อนไขของ กทค. กลับเอื้อให้เกิดสถานการณ์ 15-15-15 เพียงอย่างเดียวแทน
ทางออกที่เป็นไปได้
ถ้าหากว่า กทค. มองว่าผลลัพธ์แบบ 20-20-5 เป็นปัญหาต่อผู้ให้บริการรายที่สามจริงๆ แล้วล่ะก็ ทางออกที่ตอบโจทย์ได้ทั้งสองกรณีคงเป็นการยกเลิกการประมูลแบบบล็อคไปเสีย และล็อกขนาดของใบอนุญาตให้ตายตัวที่ 20-15-10 ไปตั้งแต่ต้นเสียเลย ซึ่งเงื่อนไขแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาการเหลื่อมของเวลาแบบกฎ N-1 และยังรักษาสภาพการแข่งขันระหว่างผู้เข้าประมูลเอาไว้ได้ (โดยแข่งกันที่ขนาดของใบอนุญาตไม่เท่ากัน) แถมยังการันตีว่าผู้เข้าประมูลรายที่ได้คลื่นน้อยที่สุดยังได้คลื่นไป 10MHz ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการให้บริการในระดับสากล
//////////
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.siamintelligence.com/nbtc-3g-auction-15mhz-problem/
กวีประชาไท: บทกลอนสะท้อนกลับต่อ “กงกรรม กงแก้ว”
ที่มา ประชาไท
Sat, 2012-08-18 16:53
ก็ไม่แคล้วโดนกลอนด่าซะอย่างงั้น
ก็พี่เล่นเอาแพะ-แกะมาชนกัน
ก็ได้เพียงแค่ความมันส์เท่านั้นเอง
ต่างต้องการยุติธรรม์อันตรงเผง
มาประชดคนเชียร์แก้ว...ตูละเง็ง
เล่นเอาเบ่งอึไม่ออกตามๆ กัน
ไม่ต้องแขวะเรื่องฝั่งใดได้มั้ยท่าน
หากมันพบอยุติธรรมเหมือนเหมือนกัน
จะแขวะเสียดเหยียดกันเพื่ออะไร?"
ผมเข้าใจแหละ ว่ากรณีอากงมันเป็นเรื่องถึงแก่ชีวิต แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ ถ้าผมเลือกจะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับทั้งสองประเด็นนั้น มันจะดีกว่ามั้ย เพราะทั้งสองเรื่องมันอยู่กันคนละมุมกันเลย
ส่วนไอ้ที่บอกว่าแก้วชนะแล้วประเทศมันจะดีขึ้นมั้ย...ผมรู้เฟ้ย แต่ถ้าผมจะขออนุญาตมีความสุขกับกีฬาบ้างจะได้มั้ย...ผมว่าการประชดแบบกลอน ชิ้นนั้นแม่งบ้าเกิ๊น... (ถ้าใช้มาตรวิธีคิดแบบผู้เขียนกลอนท่านนั้น...ผมว่าประเทศนี้ยกเลิกการแข่ง กีฬาทุกประเภทเลยดีมั้ยครับ จะได้สมเจตนาพี่เค้าไป)
กวีประชาไท: กงกรรม กงแก้ว
ที่มา ประชาไท
Sat, 2012-08-18 13:53
หะหาย กระต่ายเต้น เป็นฟืนไฟ
เหรียญทอง ถูกปล้นไป ใจเจ็บแสน
เหมือนแก้วแตก ร้าวราน ปานเสียแดน
ไทยทั้งผอง คั่งแค้น เจียนวายปราณ
ได้เหรียญทอง แล้วอย่างไร หรือไทยจะรุ่ง?
บ้านเมืองมุ่ง สู่อารยะ เป็นสุขศานต์?
ไพร่ฟ้า จะหน้าใส ทุกวันวาร?
ทุกหย่อมย่าน จะฟุ้งเฟื่อง ก็เปล่าเลย
แก้วไม่ได้เหรียญทองทำร้องคลั่ง
อากง ตายในห้องขังยังนั่งเฉย
ชีวิตคนทั้งชีวิตกลับละเลย
ไอ้ห่าเอ๊ย...ยังมีหน้า หายุติธรรม
แก้ว...สุกใส ใครๆ ก็วิ่งหา
กง...ชรา ถูกทิ้งตาย ช่างน่าขำ
หนึ่งตาย หนึ่งเกิด เป็นกงกรรม
เป็นมายา สาระยำ ประจำไทย
หมอตุลย์-สมศักดิ์ เจียมฯ ร่วมเวที "อึด ฮึด ฟัง" เปิดใจคุยเรื่องมาตรา 112-สถาบันฯ
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-08-19 00:58
(16 ส.ค.55) มีการจัดสานเสวนา ประเด็น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์...เสรีภาพในการแสดงออกและมาตรา 112” ภายใต้โครงการเวทีสันติประชาธิปไตย จัดโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยความร่วมมือและสนับสนุนของ โครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย และ USAID ที่ห้องประชุม ศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การเสวนาดังกล่าวมีผู้ร่วมพูดคุยจากกลุ่มต่างๆ อาทิ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น นิธิวัต วรรณศิริ ผู้ประสานงานเครือข่ายเสรีราษฎร สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112 พล.ท.อิสระ วัชรประทีป อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 1 พลเอกไวพจน์ ศรีนวล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมศรี หาญอนันทสุข ผู้อำนวยการเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (มูลนิธิอันเฟรล) สกุล สื่อทรงธรรม มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ
โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการเวทีสันติประชาธิปไตย มีเป้าหมายต้องการให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นแบบสันติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้ารู้จักฟังกัน ทั้งนี้ ต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผ่านการพูดคุย เปิดใจ โดยเมื่อเข้าใจความรู้สึกกันมากขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ไม่เกิดการกล่าวโทษกันง่ายๆ หรือสามารถช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดให้แก่กัน ซึ่งจะสร้างสันติประชาธิปไตยได้ โดยลักษณะการพูดคุยจะเป็นแบบ "อึด ฮึด ฟัง" หมายถึง อดทน หนักแน่น และฟังอย่างตั้งใจ ทั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องเปลี่ยนความคิดใคร แต่อยากให้ฟังความเห็นที่ต่างด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน
อนึ่ง ก่อนการเสวนามีการชี้แจงว่า เนื่องจากเรื่องที่พูดคุยในวันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอให้ไม่มีการบันทึกเสียง รวมถึงขอให้ไม่มีการอ้างอิงคำพูดของผู้ร่วมแลกเปลี่ยน โดยช่วงเวลาพูดคุยกว่า 4 ชั่วโมง บรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่น แม้จะมีการโต้แย้งกันบ้าง แต่เมื่อผู้จัดขอให้พูดทีละคน ผู้ร่วมเสวนาก็รับฟังและยินดีปฏิบัติตาม และหลังการพูดคุยมีการถ่ายรูปร่วมกันด้วย
ในงานสานเสวนาดังกล่าว มีการพูดคุยถึงปัญหาของกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าถูกนำมาใช้เพื่อกลั่นแกล้งกันทางการเมือง กำหนดบทลงโทษที่สูงเกินไปและมีหลายมาตรฐานในการพิจารณาให้ประกันตัว นอกจากนี้ยังทำให้การแลกเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่ามาตรา 112 ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด โดยปัจจุบันมีการหยิบคดีหมิ่นสถาบันฯ มาเป็นเครื่องมือรณรงค์แก้มาตรา 112 รวมถึงสร้างความเข้าใจผิดต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันฯ ซึ่งหากมีการเชื่อและนำข้อมูลผิดๆ ไปใช้ อาจเกิดผลเสียตามมา
อย่างไรก็ตาม มีการพูดถึงข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับสถาบันว่าแบ่งเป็นข้อมูลเท็จซึ่งควรต้อง พิสูจน์ ข้อมูลที่เป็นจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้ไม่ควรปิดกั้น
อีกทั้งยังมีการวิจารณ์ถึงการนำเสนอข้อมูลสถาบันฯ ในด้านดีด้านเดียวโดยสื่อกระแสหลัก และปิดกั้นเว็บไซต์ที่วิจารณ์ด้วยเหตุผล ขณะที่ในโลกออนไลน์นั้นมีการถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ซึ่งท้ายที่สุดในคดีหมิ่นฯ บางคดี สื่อก็ต้องนำเสนอข่าว แสดงให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีทางปิดกั้นได้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามด้วยว่าเวลาพูดถึงสถาบันกษัตริย์นั้น มองในลักษณะปัจเจกบุคคลหรือองค์กร
แนวทางแก้ปัญหามาตรา 112 มีการเสนอว่าศาลฎีกาต้องวางบรรทัดฐานในการตีความมาตรา 112 โดยจำกัดเฉพาะเรื่องของความมั่นคงของรัฐเท่านั้น ส่วนคนที่ใช้คำพูดดูหมิ่นก็ยังมีกฎหมายอื่นจัดการได้ อย่างไรก็ตาม มีการแย้งว่าการตีความของศาลนั้น ในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา เกิดจากหลักการที่ยึดถือร่วมกันคือ The Bill of Rights ไม่ได้ผูกกับสถาบันใด ขณะที่ของไทยยังไม่มี
นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงเรื่องการรายงานข่าวของนิตยสารฟอร์บส์ ที่รายงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงร่ำรวยที่สุดในโลก สถานะของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และเงินบริจาค โดยบ้างยกข้อกฎหมาย บ้างยกข้อมูลจากการค้นคว้ามาอ้างอิง
อย่างไรก็ดี มีการเสนอว่า ปัญหาทุกวันนี้ ไม่ใช่แก้มาตรา 112 แล้วจะจบ แต่สังคมไทยควรจะหาคำตอบว่าจะจัดวางที่ทางของสถาบันกษัตริย์อย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น มีการเสนอให้สร้างบรรทัดฐานการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ แบบเดียวกับที่วิจารณ์นักการเมือง โดยชี้ว่าในสังคมสมัยใหม่ที่ทุกคนคิดด้วยตัวเอง เกิดการตัดต่อภาพล้อเลียน คงไม่มีใครหยุดได้แล้ว ขณะเดียวกัน มีการแย้งว่า การเสนอในลักษณะนี้ควรต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงจะมีผลเสียตามมา อีกทั้งมีการถกเถียงถึงจังหวะเวลาในการแก้ปัญหา โดยมีทั้งฝ่ายที่มองว่าควรรีบแก้ไขก่อนเกิดการนองเลือด และฝ่ายที่มองว่าควรค่อยเป็นค่อยไป
กรีนพีซ’ ย้ำ ‘กม.พลังงานหมุนเวียน’ หนุนความเป็นธรรมด้านพลังงาน สร้างเศรษฐกิจไทย
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-08-19 10:31
เสวนา "จิบชา ปฏิวัติพลังงาน"
เห็นพ้องไทยต้องมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เข้มแข็ง
ลดละเลิกพลังงานฟอสซิลสกปรก-พลังงานนิวเคลียร์
สร้างรากฐานให้กับเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืนและเป็นธรรม






