WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 20, 2012

จาก FTA ไทย-ยุโรป ถึง ACTA เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไม่เข้าใครออกใคร

ที่มา ประชาไท

 

เรื่องของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของไทยกับประเทศมหาอำนาจทั้งหลายหลายเงียบไปพักใหญ่ ทั้งจากเงื่อนไขประเทศคู่เจรจา และเขื่อนไขภายในของไทยเอง
เอฟทีเอ วอทช์ หรือหน่วยจับตาการทำเอฟทีเอ ของภาคประชาชน เริ่มส่งเสียงเรื่องนี้อีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวเรียกประชุมหน่วยงานด้านการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป (อียู)
โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวการเร่งนำร่างกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เข้าสู่ ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้เพื่อทันการพิจารณาของรัฐสภาใน ส.ค.นี้
เอกสารการประชุมว่าด้วยกรอบการเจรจาที่เล็ดรอดออกมา ทำให้เห็นข้อเรียกร้องของอียูอย่างชัดเจน และที่ชัดเจนกว่าคือความเห็นของหน่วยงานไทย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
“กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ควรกำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า TRIPs หรือยอมรับ TRIPs Plus ในการจัดทำการค้าเสรีเนื่องจาก การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาเพิ่มเติม 5 ปีจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุบัน และการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (Generic drugs) วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด”
เอกสารร่างกรอบการเจรจาระบุ
หากใครตามเรื่องเอฟทีเอ ก็คงทราบดีว่านักวิชาการและเอ็นจีโอในแวดวงสาธารณสุขค้านกันแข็งขันในเรื่องนี้
ในเอฟทีเอของอียู ในส่วนที่เกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญานั้น มุ่งเน้นให้ไทยยอมรับทริปส์พลัส  บวกเพิ่มเติมข้อกำหนดกันเข้ามาหลายเรื่อง มีความห่วงกังวลว่าการรับทริปส์พลัสที่ว่าจะกระทบกับการเข้าถึงยาของประชาชน
ทริปส์ (เฉยๆ )คือข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขององค์การการค้าโลกที่สมาชิกภาคี 155 ประเทศ รวมทั้งไทย ต้องผูกพัน 
ทริปส์กำหนดข้อปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งมีมาตรการยืดหยุ่นให้ประเทศกำลังพัฒนาได้หายใจหายคอบ้าง อันที่เราน่าจะคุ้นหูดีคือ มาตรการการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล ที่ไทยเคยเอามาใช้นำเข้ายาสามัญ ไม่ว่ายาต้านไวรัส ยารักษาโรคหลอดเลือดฯ เมื่อปี 2550
ส่วนทริปพลัส (หรือทริปส์บวก)  ง่ายๆ คืออะไรก็ตามที่เข้มงวดมากเกินไปกว่าที่ทริปส์กำหนด
หากจะเข้าใจเสียงค้านในประเด็นนี้ ก็คงต้องกล่าวถึงรายละเอียดของเรื่อง
จิราพร ลิ้มปานานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปประเด็นปัญหาไว้ว่า
ข้อกังวลหลักๆ คือ
-มีการจัดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะยา ให้เป็น “ยาปลอม” แม้แต่ยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็เข้าข่าย “ยาปลอม” ด้วย ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง ยาปลอมในความหมายขององค์การอนามัยโลกหมายถึงยาที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ บริโภค มีฉลากเป็นเท็จ มีส่วนผสมปลอม ฯ การขยายนิยามเช่นนี้ง่ายต่อการกีดกันยาชื่อสามัญ
-มีการคุ้มรองข้อมูลทดสอบยา 5 ปี (Data Exclusivity : DE) คือห้ามใครจดทะเบียนยาชื่อสามัญในระหว่างที่ยาต้นกำเนิดของยุโรปวางตลาดใน 5 ปีแรก  ทำให้หลายคนเรียกมาตรการนี้ว่า การผูกขาดข้อมูลยาแทนด้วย ปัจจุบันในไทยไม่มี DE หรือข้อห้ามนี้ นับเป็นการผูกขาดตลาดผู้เดียวเหนาะๆ 5 ปี ไม่ว่ายาต้นกำเนิดจะมีสิทธิบัตรหรือไม่ หรือยาชื่อสามัญจะใช้วิธีแตกต่างไปหรือไม่
-กรมเจราการค้าบอกว่า “การมี DE อาจมีผลทำให้ยาสามัญ  วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด” แต่จากการศึกษาของจิราพรและคณะ 1 ศึกษาผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านยาหากมี DE พบว่า
ถ้ามี DE ค่าใช้จ่ายด่านยา จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในปีที่ 5 จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท
ถ้าให้มีการขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร ในปีที่ 5 ค่าใช้จ่ายด้านยาจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท
ดังนั้น การมี DE จึงเป็นการผูกขาดตลาดที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และสร้างภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก และไม่น่าจะกระทบต่อการเข้าถึงยาอย่าง “จำกัด” อย่างที่กรมเจรจาการค้าคาด
-ให้อียู แล้วต้องให้ประเทศอื่นที่มาทำเอฟทีเอด้วย ตามมาตรา 4 ของ TRIPS ระบุว่าถ้าให้การคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประเทศหนึ่งประเทศใด ก็ต้องทำกับทุกประเทศใน WTO ดังนั้น จึงเชื่อว่าความเสียหายที่เกิดจากเรื่องนี้ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับ “ยา” จะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์เรื่องอื่นที่ได้รับจาก EU
สภาอียูยังคว่ำ ACTA  เกรงคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาละเมิดสิทธิประชาชน
“แม้ว่า ร่างความตกลง ACTA ล้มไป แต่สาระเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงยา การเข้าถึงความรู้และฐานทรัพยากรชีวภาพไม่ได้หายไปด้วย แต่ยังมีความพยายามผลักดันสาระเหล่านี้ในการเจรจาเขตการค้าเสรีหรือ FTA ใน หลายประเทศโดยเฉพาะในเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป และ ในการเจรจาการค้าในรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อว่า “ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิค หรือ Trans-Pacific Partnership เรียกย่อๆว่า TPPAโดยมีหลายประเทศเข้าร่วมในวงเจรจาทั้งประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและสหรัฐอเมริกา”
ความเห็นร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพหลายแห่ง
ACTA หรือ Anti-Counterfeiting Trade Agreement  หรือข้อตกลงว่าด้วยการต่อต้านสินค้าปลอมแปลง นับเป็นทริปส์พลัสแบบหนึ่ง เน้นควบคุมสินค้าปลอม ซึ่งรวมถึงยาปลอม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญหาทางอินเตอร์เน็ต เข้มข้นกว่าทริปส์
เรื่องนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเกี่ยวพันกับเรื่องยาด้วย และเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อ สภายุโรปเองก็ยังโหวตไม่รับเรื่องนี้
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล จาก FOCUS  เล่าว่า ใน ACTA มีความพยายามขยายนิยาม “ยาปลอม” ซึ่งโดยปกติองค์การอนามัยโลก หรือ WHO พูดถึงมันในแง่คุณภาพ และความปลอดภัย แต่ ACTA คลุมไปถึงเรื่องยาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ยาชื่อสามัญสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิบัตร และยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้มาตรการยืดหยุ่นที่มีในทริปส์
ใน ACTA ยังมีมาตรการชายแดน ซึ่งยึดจับยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ระหว่างขนส่ง และสามารถเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด โดยเพิ่มโทษอาญาเข้าไปด้วย นอกจากนี้ยังยกเลิกคำสั่งศาลให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ACTA เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ พ.ค.2008 แต่รั่วสู่สายตา NGOs ทั่วโลกเสียก่อนจะมีการเจรจาในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน คุยกัน 9 ครั้ง จนกระทั่งปี 2011 จึงได้ข้อสรุป และมีการลงนาม โดยประเทศหลักที่ลงนามแล้วได้แก่ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น โมรอคโค แคนาดา สิงคโปร์ เกาหลีใต้
จนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สภายุโปรมีมติไม่ลงนามใน ACTA ด้วยคะแนน 478 ต่อ 39 (165 งดออกเสียง)
ด้วยเหตุผลว่า การเจรจาเป็นความลับตลอดมา ขาดความโปร่งใส และไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ขาดการรับฟังเสียงประชาชน, เนื้อหามีความคลุมเครือ, ผสมหลายเรื่องเข้าได้กัน ทั้งที่ควรจะแก้ไขแบบแยกส่วน, ละเมิดสิทธิขั้นพื้นที่ของประชาชน, เอื้อประโยชน์ต่อยาชื่อยี่ห้อต้นตำรับ บั่นทอนยาชื่อสามัญ
ถึงที่สุดคงต้องรอดูคำอธิบายใน “ภาพรวม”จากหน่วยงานของรัฐหรือภาคส่วนอื่นด้วยว่า จะได้อะไรบ้าง  คุ้มกับที่เสียหรือไม่  ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องผ่านด่านแรกเสียก่อน คือ เปิดโอกาสให้ได้รับรู้และถกเถียงอย่างกว้างขวางโดยแท้จริง

==============
1  จิราพร ลิ้มปานานนท์, นุศราพร เกษสมบูรณ์, วิทยา กุลสมบูรณ์, อุษาวดี มาลีวงศ์, อัจฉรา เอกแสงศรี และปริญญา เปาทอง (2553) โครงการวิจัยผลกระทบของข้อเรียกร้องด้านสิทธิบัตรในข้อตกลงเขตการค้าเสรี ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในประเทศ
และ โครงการวิจัย “ผลกระทบและมาตรการรองรับ กรณีขยายความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อเปิด เขตการค้าเสรี ไทย – สหรัฐอเมริกา : มิติผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและต่อสุขภาพ”, Southeast Asian Journal Tropical Medicine Public Health. หน้า 667-677.

แม่น้องเกด ระบุศาลอาญาระหว่างประเทศแม้จะริบหรี่แต่ดีกว่าไม่มีหวัง ปิยบุตรเรียกร้องรัฐบาลจริงใจ

ที่มา ประชาไท

 

แม่น้องเกดเปิดใจ รู้ศาลอาญาระหว่างประเทศริบหรี่ แต่ดีกว่าไม่มีหวัง ปิยบุตร แสงกนกกุลเรียกร้องรัฐบาลจริงใจจะให้สัตยาบันหรือจะประกาศฝ่ายเดียวให้ศาลา อาญาระหว่างประเทศมีอำนาจเข้ามาพิจารณาย้องหลังหรือไม่ ก็ควรพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลี้ยงกระแสให้ความหวังกับคนเสื้อแดง
19 ส.ค. การเสวนาที่จัดขึ้นโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการ ชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 2553 ในช่วงบ่าย นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของอาสาพยาบาลกมนเกด อัคฮาดที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 ที่วัดปทุมวนารามกล่าวถึงเหตุที่เธอต้องการดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าแม้จะได้คำแนะนำจากนายโรเบิร์ต
อัมสเตอร์ดัม ทนายความว่า เป็นช่องทางที่เหมือนไฟริบหรี่ แต่ก็เพียงพอแล้วต่อความหวังที่จะไม่ให้คดีที่ลูกสาวเสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมจะจบลงด้วยการนิรโทษกรรมเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นกับการสังหารหมู่ ประชาชนที่ผ่านมาในอดีต และพร้อมจะโหมไฟที่ริบหรี่ให้ลุกโชนขึ้น ความกังวลของเธอขณะนี้คือ รัฐบาลจะใช้คำว่าปรองดองมาครอบหัวให้ยอมรับการนิรโทษกรรม
โดยเธอกล่าวว่า เธอยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศว่า แม้ครั้งนี้คนตายอาจจะไม่มาก แต่ถ้าย้อนพิจารณาประวัติศาสต์ของไทยจะพบว่าคนไทยตายไปหลายพันศพแล้วจากการ กระทำของรัฐ
วิธีการไปศาลาอาญาระหว่างประเทศริบหรี่แค่ไหน เพียงใด มีโอกาสไหม
ปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายว่า วิธีการที่ไทยจะเข้าสู่กระบวนการศาลอาญาระหว่างประเทศมี 2ทาง ที่จะให้ไทยอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลฯ ได้ 1) คือ ไปลงนามให้สัตยาบัน ซึ่งจะมีผลต้องบวก 60 วัน บวกวันที่ 1 ของวันถัดไปจากนั้น คือมีผลไปข้างหน้าไม่มีผลถอยไปข้างหลัง 2) อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ไม่ได้ลงสัตยาบันสามารถประกาศให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจย้อน หลังได้
กรณีที่สอง คือ (โกตดิวัวร์)ไอวอรี่โคสต์ ลงนามประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลเมื่อ 18 เม.ย. 2003 เขียนยอมรับว่า ตามมาตรา 12 วรรค 3 ของธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ รัฐบาลไอวอรี่โคสต์ยอมรับให้เข้ามามีอำนาจตั้งแต่ 19 กันยายน 2002 จากนั้นมีการให้สัตยาบัน แล้วเมื่อปี 2010 เมื่อเปลี่ยนประธานาธิบดีคนใหม่ก็ประกาศซ้ำอีกรอบหนึ่ง สุดท้ายวันที่ 10 ก.พ. 2012 ให้ย้อนกลับไปสอบสวนตั้งแต่ 19 กันยายน 2002
อย่างไรก็ตาม การยอมรับเขตอำนาจศาลนั้นถอยไปไม่เกิน 1 ก.ค. 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญกรุงโรมประกาศใช้
นายปิยบุตรกล่าวว่า หากถามเขาว่าจะให้เลือกทางไหน ถ้าพูดแบบฝันก็เอาทั้งสองทาง คือ หนึ่งประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลก่อน จากนั้นให้สัตยาบัณซ้ำอีกที แต่กรณีของไทย แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังไม่ได้ ถ้าให้หวังว่ารัฐบาลไทยจะทำทั้งสองอย่างยิ่งเป็นไปไม่ได้
นายปิยบุตรอธิบายต่อไปว่า เมื่อประกาศรับเขตอำนาจศาลแล้ว ศาลจะรับพิจารณาคดีของเราหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ซึ่งศาลมี
ฆ่าล่งเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ, สงคราม และการรุกราน
ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างระเทศเป็นศาลเสริม ศาลเสริมในที่นี่มาตรา 17 ธรรมนูญกรุงโรมก็เขียนไว้ว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศของคุณต้องดำเนินการ ให้เสร็จครบถ้วนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประเทศต่างๆ แต่ธรรมนูญกรุงโรมก็ระบุลักษณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศที่จะมีอำนาจเข้ามา พิจารณาคดีว่า กระบวนการยุติธรรมของประเทศไม่มีเจตจำนงจะดำเนินคดี หรือไม่มีความสามารถในการดำเนินคดี
คดีที่วางบรรทัดฐานไว้คือคดีซูดานซึ่งไม่ได้เป็นรัฐสมาชิก แต่ไปสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้เพราะคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติให้ ส่งให้ แต่ของไทยโรเบิร์ตอัมสเตอร์ดัมส่งคดีให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นกัน แต่หวังยากเพราะเมื่อเทียบซูดานนั้นมีคนตายจำนวนมาก
ส่วนคำว่า ไม่มีความสามารถหรือไม่มีเจตจำนงในการดำเนินคดีมีความหมาย เช่น ประเทศที่มีการนิรโทษกรรมบ่อยๆ แสดงว่าไม่มีเจตจำนง ส่วนคำว่าไม่มีความสามารถคือศาลไม่เป็นกลาง ไม่มีความน่าเชื่อถือ ถ้าเกิดเหตุการเช่นนี้ศาลเสริมก็มีอำนาจที่จะเข้ามาพิจารณาได้
จากเงื่อนไขเหล่านี้ เงื่อนไขการกระทำความผิด ต้องเป็นความผิดร้ายแรงอย่างยิ่ง ซึ่งแนวบรรทัดฐานที่ผ่านมามีคดีที่ได้พิพากษาไป 1 คดีที่วางแนวว่าร้ายแรงเพียงพอคือ มีขนาดใหญ่มาก และวิธีการที่กระทำความผิดเป็นวิธีการที่รุนแรงร้ายแรงอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าหลักเกณฑ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็จะมาสู่การพิจารณาในประเด็นสุดท้ายคือ คนๆ หนึ่งถูกพิพากษาไปแล้วจะไม่ถูกพิพากษาซ้ำอีก
“ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขึ้นตอนต่างๆ ที่จะไปสู่การพิจารณาของศาลาอญาระหว่างประเทศนั้นยากมาก แต่ถ้าจะไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ถูกต้อง และเมื่อผมได้ฟังจากผู้ได้รับผลกระทบแล้วมันสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมของ ไทยไม่มีใครเชื่อถือ เขาจึงต้องไปฝันถึงสิ่งไกลตัวแม้มันจะริบหรี่
“เราต้องพยายามทำใหเรื่องของศาลอาญาระวห่าปงระเทศไม่ใช่เป็นหัวข้อเฉพาะ คนเสื้อแดงเท่านั้น มันเป็นประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลทุกคน เพราะไม่ว่านรัฐภายหน้าจะเป็นใครแต่ถ้าคิดจะทำความรุนแรงกับประชาชนก็จะฉุก คิดได้ถึงเขตอำนาจของศาล
“แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงกล่าวกันบ่อยๆ ว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่พร้อม อ้างว่าเราต้องทำการศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัฐ เป็นเหตุผลคลาสสิกเพื่อดึงเวลา เหตุผลประการที่สองคือ สี่ฐานความผิดนั้นประเทศไทยไม่เคบมีองค์ประกอบความผิดนี้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย เขาใช้ธรรมนูญกรุงโรมตัดสิน เหตุผลนี้ไม่สมบูรณ์”
ปิยบุตรวิพากษ์ว่าหตุผลอีกประการที่สำคัญคืออ้างว่าธรรมนูญกรุงโรมขัดกับ มาตรา 8 รธน.วรรค 2 ของไทยที่ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ไม่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมระบุว่า ถ้ากฎหมายภายในให้เอกสิทธิ์คุ้มกันบุคคลใดๆ นั้นอ้างไม่ได้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ “วิธีอธิบายที่ง่ายที่สุดเลยว่า แล้ว 121 ประเทศที่ให้สัตยาบันมีประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในยุโรปทั้งหมดที่มีพระมหากษัตริย์ก็ให้สัตยาบันทั้งหมด ญี่ปุ่น กัมพูชา ก็เช่นกัน” โดยนายปิยบุตรตั้งข้อสังเกตว่าประเทศที่ไม่ยอมลงนาม เพาะรู้สึกว่าวันข้างหน้าจะโดนหรือไม่ เช่น อเมริกา รัสเซีย
“การอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ต่างประเทศเขาก็ถามว่าประเทศคุณพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญหรือ ก็เรียนไปยังส่วนราชการต่างๆ อย่าอ้างเหตุผลมาตรา 8 เลยเพราะไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์”
สถิติศาลอาญาระหว่างประเทศเพิ่งดำเนินคดี 7 กรณีจากสามพันกว่ากรณี
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากคดีที่ฟ้องร้องไปยังศาลฯ กว่าสามพันคดี มี 7 คดีเท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณา คือยูกานดา คองโก เป็นสมาชิก รัฐบาลส่งเอง เคนยา เป็นสมาชิก อัยการศาลอาญาระหว่าประเทศลงมาขอเปิดการสอบสวนเอง ลิเบีย และโกตดิวัวร์ ทั้งหมดเป็นประเทศอาฟริกา
อีกแปดกรณีกำลังอยู่ชั้นการไต่สวนเบื้องต้น มีเกาหลีใต้ มาลี ฮอนดูรัส จอร์เจีย โซมาลี เป็นต้น กรณีมาลี กับฮอนดูรัสพัวพันกับการรัฐประหารด้วย
ส่วนขั้นตอนของญาติฯ ที่ร้องโดยโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเป็นทนายนั้นจะใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน และเมื่อเป็นกฎหมายระหว่างประเทศก็พันกับการเมืองระหว่างประเทศ
“เราจะเห็นกรณีโกตดิวัวร์ ยื่นคำร้องปี 2002 กว่าจะพิจารณาคดีก็ปี 2012 ซึ่งประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามา ปนะเทศยุโรปหนุนหลังเกือบทั้งหมด
“สิ่งที่ฝากถึงรัฐบาลก็คือ น่าจะพูดกันตรงไปตรงาว่าไม่ลง หรือลง จะให้เขตอำนาจย้อนหลัง หรือจะให้สัตยาบัน ก็บอกมา แต่อย่าขายความฝันว่ายังศึกษาอยู่ แล้วคนเสื้อแดงที่สู้เรื่องนี้ ผมก็นับถือหัวจิตหัวใจ คือคนที่ไม่รู้จะหวังกับอะไร แล้วความหวังริบหรี่แบบนี้มันมีคุณค่ามหาศาลมากกว่าให้นักการเมืองเอาความ หวังที่ริบหนี่นี้โหนกระแสไปเรื่อยๆ”
ส่วนกรณีที่จะอาศัยช่องทางสัญชาติอังกฤษ ต้องมีการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ประเทศอังกฤษก่อน ปัญหาคือใครจะไปดำเนินการดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศระบุว่า อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คนทำเพียงคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องกลับไปที่ช่องทางการให้สัตยยาบันธรรมนูญกรุงโรม หรือประกาศฝ่ายเดียวให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี

หมอนิรันดร์ ร่วม “ปฏิญญาหน้าศาล” ย้ำการมีนักโทษการเมืองคือการละเมิดสิทธิฯ

ที่มา ประชาไท

 

ชี้หลักสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยกำลังถูกท้าทาย และเปลี่ยนผ่าน เสนอสิทธิในการรับรู้ความจริง-สิทธิในการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ-สิทธิที่จะ ได้รับการชดเชยและเยียวยา คือสิทธิสำคัญ ต้องสู้ต่อไป
 
19 ส.ค.55 เวลา 14.00 น. บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดาภิเษก กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลซึ่งจัดกิจกรรมหน้าศาลอาญาทุกอาทิตย์ ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “นักโทษการเมืองกับสิทธิมนุษยชน” โดยมี นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาเป็นวิทยากร
 
นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าคำที่ตรงกว่าคำว่านักโทษการเมือง คือนักโทษที่มีความคิดเห็นที่ต่าง การมีความคิดเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตยถือว่าเป็นเรื่องดี และสะท้อนความเป็นประชาธิปไตย ถ้ากำหนดให้คิดเหมือนกันนั่นคือระบอบเผด็จการ ปัญหาการมีคนคิดเห็นต่างแล้วต้องเข้าไปอยู่ในคุก โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือนั้น ยืนยันว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น
 
ในอดีต คนที่เห็นต่างทางการเมืองหรือเห็นต่างในเรื่องนโยบายสาธารณะ ก็มักถูกกล่าวโทษด้วยกฎหมายอาญา เช่น ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น หรือนักศึกษาในสมัย 6 ตุลา 2519 ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กรณี 4 รัฐมนตรีจากภาคอีสานสมัยทศวรรษ 2490 ที่ถูกมองว่าจะแบ่งแยกดินแดน รางวัลที่ได้รับคือถูกฆ่าตาย รวมทั้งพี่น้องภาคใต้ เช่น กรณีหะยีสุหลง ก็มีความเห็นต่างทางนโยบายให้สามจังหวัดภาคใต้มีอิสระในการจัดการนโยบายตน เอง ก็ถูกกล่าวหาว่าแบ่งแยกดินแดน และรางวัลที่ได้รับคือถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน
 
ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าการต่อสู้ในเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองมีมาตลอด และใน 4-5 ปีนี้ก็มีกรณีหลายอย่างที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิคนที่มีความเห็นต่าง อันทำให้เกิดนักโทษการเมือง เช่น การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, กฎหมายความมั่นคง, กฎหมายการชุมนุมต่างๆ
 
แม้แต่กรณีชาวบ้านชุมนุมเรียกร้องประเด็นทรัพยากร อย่างกรณีเขื่อนปากมูนหรือเขื่อนราษีไศลที่ถูกจับ ก็คือข้อหาก่อการร้าย ฉะนั้นเวลาที่จะจัดการกับคนที่เห็นต่างหรือขัดต่ออำนาจ มักจะถูกหาเหตุจากในเรื่องกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องทรัพยากรก็จะเอากฎหมายสิ่งแวดล้อมมาใช้ เช่น ชาวบ้านที่อยู่ในป่าก็โดนข้อหาทำให้โลกร้อน หรือที่หนองแซง ซึ่งคัดค้านโรงไฟฟ้า ก็ถูกตำรวจใช้กฎหมายสลายการชุมนุม
 
ส่วนกรณีมาตรา 112 ปัญหาของกฎหมายนี้คือการบังคับใช้ และคนที่ใช้อำนาจ เช่น ตำรวจ อัยการ และตุลาการ จุดอ่อนสำคัญของกฎหมายคือใครไปแจ้งความก็ได้ ทำให้เกิดปัญหาว่าคนที่กล่าวหานำสถาบันมาใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม คู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือคนที่คิดเห็นต่างทางการเมือง
 
ประเด็นที่สำคัญของการแก้ปัญหาจากมาตรา 112 คือการสร้างความชัดเจนให้เกิดความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมต้องแยกให้ออกว่าตรงไหนคือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แบบไหนคือการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย รวมทั้งความสับสนระหว่างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับพื้นที่สาธารณะ ต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกจะเป็นช่องทำให้คนนำสถาบันมาทำลายล้างกัน และจะทำให้สถาบันเสื่อมเสียเสียเอง นอกจากนั้น 112 ยังถูกใช้พ้องไปกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ในการปิดเว็บไซต์หลายหมื่นเว็บ มีส่วนที่กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
 
ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 โดยมีนายจอน อึ้งภากรณ์เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งรายงานการศึกษาปัญหาเรื่องนี้ใกล้แล้วเสร็จ จึงจะได้มีการแถลงถึงข้อสรุปดังกล่าวต่อไป
 
นายแพทย์นิรันดร์ยังกล่าวถึงการใช้กฎหมายความมั่นคง เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้และในการชุมนุทางการเมือง ว่าล้วนเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดและทำให้ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะนำไปสู่การใช้อำนาจละเมิดสิทธิต่างๆ ทำให้มีการใช้แนวทางการทหารมานำการเมือง ทั้งที่ปัญหาต่างๆ ล้วนเป็นปัญหาทางการเมือง ตนมีความเห็นไปถึงนายกฯ ว่าไม่ควรประกาศใช้ไม่ว่ารัฐบาลไหนทั้งสิ้น และต้องเน้นการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ การชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิการ ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก รวมถึงการฆ่ากันตาย 90 กว่าศพ
 
ส่วนในหลายกรณีที่ถูกจำคุกไปแล้ว ก็ต้องเน้นที่สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น การถูกพิจารณาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะตัดสิน การให้สิทธิการประกันตัว สิทธิการดูแลสุขภาพ กระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว ซึ่งสิทธิเหล่านี้รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ทั้งสิ้น แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
 
นายแพทย์นิรันดร์ย้ำว่าปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่คนต้องการ สิทธิ ต้องเป็นฝ่ายต่อสู้เรียกร้อง ถ้าไม่ต่อสู้ ก็ไม่มีใครอยู่ๆ มามอบให้ ไม่มีรัฐบาลไหนมอบให้ บางเรื่องที่ยากก็อาจต้องใช้เวลานาน และยังต้องทำให้หน่วยงานรัฐยอมรับว่าอำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของคุณ ถ้าหากอ้างกฎหมาย แล้วบอกว่าคุณใหญ่กว่า ก็มีลักษณะของนักเลง
 
นายแพทย์นิรันดร์เสนอว่าสิทธิ 3 ประการที่สำคัญและต้องต่อสู้เรียกร้องต่อไป คือ หนึ่ง สิทธิในการรับรู้ความจริง เพราะสังคมไทยมักไม่ยอมรับความจริงและความจริงไม่ถูกทำให้ปรากฏ สอง สิทธิในการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการอาฆาตแค้น แต่ประเด็นคือไม่ต้องการให้มีการทำผิดซ้ำอีก ส่วนจะให้อภัยกันหรือนิรโทษกรรมนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที แต่ต้องคุยกันให้ได้ก่อนว่าใครผิด และสาม สิทธิที่จะได้รับการชดเชยและเยียวยา
 
นายแพทย์นิรันดร์มองว่ากระบวนการต่อสู้ของประชาชนในขณะนี้ ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องการแบ่งฝ่าย แต่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและความถูกต้องด้วย และต้องยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมได้ทำลายสิทธิและความเป็นธรรมในสังคม โดยตนก็ไม่รู้เหมือนว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ได้ บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น
 
ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สอบถามนายแพทย์นิรันดร์ว่าคิดอย่างไรเรื่องการปฏิบัติ กับนักโทษที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีเหมือนกับนักโทษในคดีที่สิ้นสุดแล้ว นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าเป็นเรื่องที่มีมาตลอด คุกถูกทำให้เป็นที่ขังคนจน ตัวอย่างในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ปัญหาเรื่องการประกันตัว การมีทนายดูแล จะหนักกว่านี้อีก หลายคนไม่กล้ามาร้องเรียน รวมทั้งยังมีการซ้อมทรมานต่างๆ ซึ่งเราคงจะหวังให้คนภายในแก้ไม่ได้ แต่ประชาชนคงต้องเป็นฝ่ายต่อสู้เรียกร้องเอง
 
นอกจากนั้นยังมีคำถามจากผู้ฟังอีกว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องทำงานภายใต้ การแบ่งขั้วทางการเมือง และทำงานอย่างไรภายใต้แรงกดดัน  นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าไม่ค่อยลำบากใจ ก่อนเป็นคณะกรรมการสิทธิฯ ตนก็เคยเป็น ส.ว.มาก่อน ก็ถูกหาว่าเป็นเสื้อเหลือง บางทีก็ถูกเสื้อเหลืองหาว่าเข้าข้างเสื้อแดง แต่ยืนยันว่าส่วนตัวทำงานโดยหลักการมาตลอด ไม่ได้ยึดในสีเสื้อหรือตัวบุคคล แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างก็ทำได้ บางอย่างทำได้ช้า หรือบางอย่างก็ทำไม่ได้ แต่ในภาพรวมเห็นว่าการเมืองภาคประชาชนมันโตขึ้น มีคนใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่างกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลนี้เป็นต้น และตอนนี้สังคมไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่ต้องระวังคือความขัดแย้งและแตกต่างกลายเป็นการฆ่ากันและละเมิดสิทธิ ต่อกัน  ส่วนการวิจารณ์คณะกรรมการสิทธิฯ ก็เป็นเรื่องที่รับฟังได้
 
นายแพทย์นิรันดร์ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ประเด็นนักโทษการเมืองเกิดขึ้นจากผลพวงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและระบอบ ประชาธิปไตย โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชนเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค ที่ถูกละเมิดมาก และคนละเมิดก็คือคนที่มีอำนาจทางการเมือง เมื่อมีปรากฏการณ์เกิดขึ้น มีคนต้องการการเปลี่ยนแปลง คนมีอำนาจเห็นว่าคุณต่างก็ต้องโดนจับ แต่หลักสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยในช่วงนี้กำลังถูกท้าทาย และกำลังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในทุกด้าน ทั้งสิทธิชุมชน สิทธิความเป็นคน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งกำลังตื่นขึ้นทั่วประเทศ

"มึงไทยมาก" วลีใหม่ชาวเน็ต มาจากไหน?

ที่มา thaifreenews



หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ วลีที่ฮิตในโลกโซเชี่ยลมีเดีย #มึงไทยมาก กำลังระบาดไปทั่วโลกออนไลน์ 
มี บ้างที่ไม่เข้าใจที่มาที่ไป หากใครอ่านผ่านๆ อาจหลงคิดว่าเป็นคำชม (เพราะคนไทยยังไง๊ยังไงก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกนะสิ) แต่ขอโทษ เขาด่าต่างหาก!!!!! 
  
มี การวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่าอารมณ์ของวลีนี้คล้ายกับที่เราไปเอาชื่อ ประเทศเพื่อนบ้านมาล้อในเชิงดูถูกเพื่อให้คนที่ถูกล้อเป็นตัวตลก เช่น ไอ้ลาว เป็นต้น

จาก การตรวจสอบ มีการอ้างว่าที่มาของวลีนี้ มาจากคนไทยคนหนึ่งซึ่งสรุปมาจาก ข้อความ 15 ข้อ ที่อ้างว่าเป็นชาวฟิลิปปินส์เขียนถึงคนไทยในเพจที่อ้างว่าเป็นเพจของ AEC หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะทนความดราม่าเหลือเกินของคนไทยไม่ไหวอีกต่อไป 

ในเนื้อหาระบุว่า 
let me tell you 15 reasons why Thais sucks!!!!!

1. they′re bad at english. they′re terrible!!
2. they think their country is better than other countries (or best in the world)
3. they use Thai language on global websites because they′re too
dumb and they have no manners.
4. they′re Steve Jobs′ slaves.
5. they′re retarded. very close to the north korean level.
6. they use pirated softwares.
7. they hate democracy. they don′t even have it right now.
8. feudalism!!
9. they snub other countries in ASEAN. especially Laos and Cambodia. they think their country is better... no they′re not.
10. faith is bigger than reasons.
11. they destroyed Buddhist.
12. they′re hypocrites. their country is one of the biggest sex market in the world, they still refuse to admit it.
13. their football team sucks!!!
14. their gov killed their own citizens!!
15. ...........

หมายเหตุ ข้อ 15 ไม่สามารถเผยแพร่ได้ มันจะคือเรื่องอะไรเชิญจิตนาการกันเอาเอง

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=41324.0

ทนายฝรั่งปกป้องชื่อเสียงกองทัพไทย ด้วยการลั่นลากคอเหล่เข้าคุกฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ที่มา Thai E-News


ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมท... by VoiceTV

ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมที่รัฐทำต่อปชช.


เว็บไซต์   Robert Amsterdam  นำเสนอรายงานเรื่อง แนะนำพลเอกประยุทธ์เรื่องการปกป้องชื่อเสียงกองทัพ ว่าหนึ่ง วันหลังจากประกาศแผนการแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมที่ปรึกษากฎหมายของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอธิบายต่อสื่อว่าทำไปตามหน้าที่เพื่อ “ปกป้องชื่อเสียงของทุกคนในกองทัพ”




นายอัมสเตอร์ดัมต้องการย้ำเตือนพล เอกประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าชื่อเสียงอันย่ำแย่ซึ่งกองทัพไทยได้รับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดจากการที่ผู้นำกองทัพโปรดปรานการทำรัฐประหารและการทำลายประชาธิปไตย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของกลุ่มบุคคลที่ต้องการปกป้องสิทธิมนุษยชน
หากพลเอกประยุทธ์ต้องการที่จะปรับ ปรุงชื่อเสียงกองทัพ จริงๆ ซึ่งตรงข้ามกับการปกป้องการทำผิดแล้วลอยนวลของตนเอง พลเอกประยุทธ์ควรหยุดข่มขู่เจ้าหน้าที่สอบสวนและร่วมมือกับนายอัมสเตอร์ดัม เรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีการปราบปรามปี 2553 อย่างเต็มที่และสมบูรณ์ และเมื่อพิจารณาจากหลักฐานจำนวนมากที่ยืนยันการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งก่อโดยกองทัพของพลเอกประยุทธ์ การโจมตีผู้ส่งสารจะนำมาซึ่งความฉ่าวโฉ่อันมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านั้นเว็บไซต์โรเ้บิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้เผยแพร่รายงานเรื่อง แถลงการณ์นายอัมสเตอร์ดัมกรณีกองทัพไทยเข้าแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท






นาย อัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำปราศรัยของเขา และมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน
ในวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555 หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยมติชนรายงาน ว่าผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามอบหมายให้ พ.ท.สายัณห์ ขุนขจีฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)
การแจ้งความเกิดจากคำปราศรัยของนาย อัมสเตอร์ดัมในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 วันครบรอบที่กองทัพปราบปรามการชุมุนมอย่างทารุณซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของ ประชาชน 98 ราย ในระหว่างการปราศรัย ซึ่งสามารถเข้าไปดูวิดีโอแบบเต็มได้ที่นี่ นาย อัมสเตอร์ดัมประณามประวัติการสังหารหมู่พลเรือนของกองทัพไทยและวิจารณ์ รัฐบาลสหรัฐว่าขายอาวุธและฝึกกองทัพไทยเพื่อสังหารพลเรือนอยู่เป็นประจำ คำปราศรัยของนายอัมสเตอร์ดัมถูกแปลเป็นภาษาไทย ดังนั้นจึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อล่ามด้วยเช่นกัน พลเอกประยุทธ์กล่าวหาว่าข้อความดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของกองทัพไทย
ข่าวเรื่องการแจ้งความทางอาญาต่อ นายอัมสเตอร์ดัมและล่ามเกิดขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพ ไทยและอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ออกมาข่มขู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนการปราบปรามการชุมนุมปี 2553 อย่างเปิดเผย รวมถึงตอบโต้สื่อที่ถามเรื่องการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนในปี 2553 อย่างรุนแรง เป็นเรื่องชัดเจนที่นายอภิสิทธิ์และพลเอกประยุทธ์รู้สึกจนตรอกมากขึ้น เรื่อยๆ ในความพยายามที่จะปกป้องระบบการทำผิดแล้วลอยนวลซึ่งบ่งบอกถึงถึงความมี ประสิทธิภาพของการทำงานของนายอัมสเตอร์ดัมและทีมงาน
นายอัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำ ปราศรัยของเขาและมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน

2ปี3เดือน19พฤษภา53:เราไม่มีวันยอม

ที่มา Thai E-News




“เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย..เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล" ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ หนึ่งในทีม ศปช. 
การกลับลำแบบ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือของDSIนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวแพร่ออกมาว่า ผู้บัญชาการทหารบกสายเหยี่ยว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ไปพบนายธาริต อธิบดีDSI เพื่อต่อว่าต่อขานเกี่ยวกับข้อสรุปที่ระบุไว้ในรายงานเบื้องต้น กองทัพไทยยืนกรานกระต่ายขาเดียว อย่างพิลึกพิสดารและไม่น่าเชื่อถือ—เลยว่า กองทัพไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการตาย ของประชาชนคนใด (รายงานของอดีตนักข่าวรอยเตอร์แอนดรูว์ มาร์แชล)


วัดปทุมวนาราม


ชื่อ  นายสุวัน ศรีรักษา
อายุ 31 ปี  อาชีพ ทำนา
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. ข้างหลังมุมกำแพงวัดปทุมวนาราม  ด้านติดกับป้อมจราจรแยกเฉลิมเผ่า
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจเสียโลหิตปริมาณมาก

ชื่อ  นายอัฐชัย ชุมจันทร์
อายุ 28 ปี  อาชีพ -
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. บริเวณเกาะกลางหน้าประตูวัดด้านใกล้เซ็นทรัลเวิลด์
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด
ชื่อ  นายมงคล เข็มทอง
อายุ 37 ปี  อาชีพ อาสาพยาบาลปอเต็กตึ๊ง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น.  (หลังจากนายอัฐชัยถูกยิงแล้ว) ภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอดหัวใจ
ชื่อ  นายรพ สุขสถิตย์
อายุ 66 ปี  อาชีพ รับจ้าง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น. หน้าวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด,ตับ
ชื่อ  นายอัครเดช ขันแก้ว
อายุ 22 ปี  อาชีพ อาสากู้ชีพ
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : เลือดออกใต้เนื้อหุ้มสมองชั้นนอก เนื้อสมองช้ำ จากถูกแรงกระแทก จากบาดแผลกระสุนปืนทะลุเข้าในช่องปาก
ชื่อ  นางสาวกมนเกด อัคฮาด
อายุ 25 ปี  อาชีพ อาสาพยาบาล
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง

หมายเหตุ:ดูแผนที่แห่งความตาย 98 ศพ 10 เมษา-19พฤษภา 53 เพิ่มเติมที่ แผนที่ผู้เสียชีวิต โดย 

ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช. ซึ่งนำเสนอในวัีนนี้
ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช.

เว็บชั่วคราว
www.flickpeople.com/19may/main/

เว็บจริง
www.pic2010.org

รายงานฉบับเต็ม
- วางแผงทั่วไป ราคา 300 บาท 1 กันยายนนี้
- ดาวโหลดได้ฟรีที่เว็บ www.pic2010.org วันที่ 1 กันยายนนี้เช่นกัน
 
ศปช.-ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้
ได้รับผลกระทบจากการสลายการ






ชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 เปิดตัวรายงานฉบับเต็มในวัน






นี้ เกือบ 1,000 หน้า วางขาย (ราคาถูก) 1 ก.ย.นี้ หวังเปิดเผยข้อมูลความรุนแร





งที่เกิดกับประชาชน พร้อมจัดเวทีสัมมนาเต็มวันท




ี่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

หน้าปกรายงาน มีอะไร

94 คือจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม
7 ในผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้หญิง
87 ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้ชาย
32 คือจำนวนคนที่โดยยิงที่ศรีษะ
14 ปี คือ ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุด
76 คือพลเรือนที่เสียชีวิต
1,283 คือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ
117,923 คือจำนวนกระสุนที่ใช้ไปในการสลายการชุมนุม
2,120 คือจำนวนกระสุนสำหรับการซุ่มยิง
3,000,000,000 คืองบประมาณที่กองทัพใช้ในการจัดการการชุมนุม
67,000 คือจำนวนกำลังพล(ทหาร)
700,000,000 คืองบประมาณที่ตำรวจใช้ในการจัดการการชุมนุม
25,000 คือจำนวนกำลังพล(ตำรวจ)
1,857 คือจำนวนผู้ถูกจับกุมระหว่างชุมนุม
1,763 คือจำนวนคดีทั้งหมด ในศาล 56 แห่ง
167 คือจำนวนคดีเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกดำเนินคดี

รูปภาพ : ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช.

เว็บชั่วคราว 
www.flickpeople.com/19may/main/

เว็บจริง (ใช้ได้เย็นนี้) 
www.pic2010.org 

รายงานฉบับเต็ม 
-  วางแผงทั่วไป ราคา 300 บาท 1 กันยายนนี้
-   ดาวโหลดได้ฟรีที่เว็บ www.pic2010.org วันที่ 1 กันยายนนี้เช่นกัน 

หน้าปกรายงาน มีอะไร 

94       คือจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม 
7         ในผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้หญิง
87       ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้ชาย
32       คือจำนวนคนที่โดยยิงที่ศรีษะ 
14       ปี คือ ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุด 
76       คือพลเรือนที่เสียชีวิต
1,283   คือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ
117,923 คือจำนวนกระสุนที่ใช้ไปในการสลายการชุมนุม
2,120     คือจำนวนกระสุนสำหรับการซุ่มยิง
3,000,000,000 คืองบประมาณที่กองทัพใช้ในการจัดการการชุมนุม
67,000  คือจำนวนกำลังพล(ทหาร)
700,000,000   คืองบประมาณที่ตำรวจใช้ในการจัดการการชุมนุม
25,000  คือจำนวนกำลังพล(ตำรวจ) 
1,857    คือจำนวนผู้ถูกจับกุมระหว่างชุมนุม 
1,763    คือจำนวนคดีทั้งหมด ในศาล 56 แห่ง
167       คือจำนวนคดีเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกดำเนินคดี


***************


นักวิชาการฟันธงมีการใช้สไนเปอร์สลายม็อบแดง

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555 เวลา 
วันนี้ ( 19 ส.ค.) ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์  อาคารอเนกประสงค์ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 ( ศปช.)  เปิดแถลงรายงาน“ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลาย การชุมนุม เมษา-พฤษภา 53 โดยมีการนำหลักฐาน เอกสารพร้อมภาพถ่ายต่างๆที่รวบรวมตลอดระยะเวลา 2 ปี มายืนยัน พร้อมระบุว่าทหารได้ใช้กำลังอาวุธสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
 ดร.บัณฑิต  จันทร์โรจนกิจ  อาจารย์คณะรัฐศาสตร์  รามคำแหง กล่าวว่าผังล้มเจ้าทำให้คนในสังคมเชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุม มีวัตถุประสงค์ที่จะล้มล้างสถาบัน สังคมจึงเกิดความเพิกเฉยในการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง สิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.53 จึงไม่ได้แค่เป็นการกระชับวงล้อม แต่เป็นการปฏิบัติการทางทหารต่อประชาชน ระดับยุทธการการรบ กรณีการเสียชีวิตของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือเสธแดง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรง หลังจากนั้นการดำเนินการของผู้ชุมนุมเป็นไปเพื่อการป้องกันพลซุ่มยิง จากข่าวที่ผ่านมาที่กองทัพออกมาบอกว่าไม่มีสไนเปอร์ เรื่องนี้ควรยอมรับความจริง เพราะภาพและเอกสารต่างๆที่ออกมานั้นมีความชัดเจน      
ด้าน ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม  มหาวิทยาลัยมหิดล สิ่งที่น่ากลัวในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ คือมีคนส่วนหนึ่งในสังคมเห็นชอบ ทั้งเรียกร้องให้มีการจัดการผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด จากรายงานของการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม บางรายไม่สมควรจะถูกยิง เช่นญาติของนักร้องชื่อดัง ที่ถูกยิงบนอาคารสูง ทำให้มองว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารที่สะเปะสะปะ ยิงคนตายและบาดเจ็บโดยไม่มีเหตุผล ส่วนการที่ ผบ.ทบ.ออกมาปฏิเสธและไม่พอใจที่มีการพูดว่าทหารใช้อาวุธสลายการชุมนุมนั้น  เป็นการปฏิเสธที่ตลกแบบขำไม่ออกมากกว่า   และไม่น่าเชื่อที่ คนเป็น ผบ.ทบ.จะพูดว่าเป็นยิงนกไม่ใช่สไนเปอร์ อยากให้ควบคุมอารมณ์มากขึ้นจะได้เห็นความจริง
 น.ส.ขวัญระวี วังอุดม อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการวิเคราะห์เหตุการณ์จากหลักฐานที่เป็น ศอฉ. เอกสารการประกอบการชันสูตรพลิกศพ ฯลฯ พบว่ามีการใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุมมือเปล่าจนเสียชีวิตจำนวนมาก โดย ศอฉ.ไม่ได้ควบคุมการใช้อาวุธกับผู้ชุมนุมให้เป็นไปตามหลักสากล ทั้งไม่เคยมีหลักฐานยืนยันว่ามีชายชุดดำจริง การที่โยนความผิดทุกอย่างให้ชายชุดดำถือเป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบ  การอ้างว่ามีชายชุดดำและกองกำลังติดอาวุธขนาดใหญ่ ทำให้สังคมเชื่อและต้องการขจัดให้หมดไป  อย่างไรก็ตามหลังจากนี้หากสังคมจะเดินต่อไปได้ ต้องสร้างความจริงให้ปรากฏ  นำคนที่ผิดมาลงโทษ สร้างบรรทัดฐานให้สังคมว่า การกระทำของรัฐนั้นหากมีผู้เสียชีวิต ก็จะต้องมีคนรับความผิดและถือว่าการกระทำครั้งนี้ของทหารเป็นรูปแบบเดียวกับ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ทหารทำเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุม เรื่องนี้ไม่ควรมีการนิรโทษกรรมแบบเหวี่ยงแห เพราะเหตุการณ์นี้ต้องมีผู้รับผิดชอบอย่าทำให้เหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และ 14 ตุลา 16 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งสังคมไทยไม่ได้ผระโยนช์และไม่เกิดการเรียนรู้.

ดูเพิ่มเติม


CNN Exclusive Footage Thai army snipers shooting at civilians in Bangkok 15-5-2010

เหล่ทิ้งโง่ฟ้องโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมหมิ่นประมาท พ่อค้าความสวนขู่ลากคอชดใช้คดีสังหารเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News





นาย อัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำปราศรัยของเขา และมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน
ที่มา เว็บไซต์   Robert Amsterdam 
ในวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555 หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยมติชนรายงาน ว่าผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามอบหมายให้ พ.ท.สายัณห์ ขุนขจีฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)
การแจ้งความเกิดจากคำปราศรัยของนาย อัมสเตอร์ดัมในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 วันครบรอบที่กองทัพปราบปรามการชุมุนมอย่างทารุณซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของ ประชาชน 98 ราย ในระหว่างการปราศรัย ซึ่งสามารถเข้าไปดูวิดีโอแบบเต็มได้ที่นี่ นาย อัมสเตอร์ดัมประณามประวัติการสังหารหมู่พลเรือนของกองทัพไทยและวิจารณ์ รัฐบาลสหรัฐว่าขายอาวุธและฝึกกองทัพไทยเพื่อสังหารพลเรือนอยู่เป็นประจำ คำปราศรัยของนายอัมสเตอร์ดัมถูกแปลเป็นภาษาไทย ดังนั้นจึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อล่ามด้วยเช่นกัน พลเอกประยุทธ์กล่าวหาว่าข้อความดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของกองทัพไทย
ข่าวเรื่องการแจ้งความทางอาญาต่อ นายอัมสเตอร์ดัมและล่ามเกิดขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพ ไทยและอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ออกมาข่มขู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนการปราบปรามการชุมนุมปี 2553 อย่างเปิดเผย รวมถึงตอบโต้สื่อที่ถามเรื่องการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนในปี 2553 อย่างรุนแรง เป็นเรื่องชัดเจนที่นายอภิสิทธิ์และพลเอกประยุทธ์รู้สึกจนตรอกมากขึ้น เรื่อยๆ ในความพยายามที่จะปกป้องระบบการทำผิดแล้วลอยนวลซึ่งบ่งบอกถึงถึงความมี ประสิทธิภาพของการทำงานของนายอัมสเตอร์ดัมและทีมงาน
นายอัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำ ปราศรัยของเขาและมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/08/55 ประเทศนี้...มีอะไรแปลกๆ ดีนะ

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




น่าสมเพช ประเทศนี้ มีแปลกๆ
พูดซอกแซก เล่ห์ลิ้น ทั้งดิ้น..แถ
คนวิปริต บิดเบือน มิเชือนแช
สมชื่อเมือง โคตรตอแหล แย่..เหลือเกิน....

แหกปากลั่น คืออะไร สไนเปอร์
โถ..พวกเธอว์ พูดมาได้ ไม่เคอะเขิน
ไอ้ที่เห็น ใช้ยิงนก ตกปลาเพลิน
แสนกว่านัด ซัดยับเยิน พูดเกินไป....

ตลาดนัด มีขาย มากมายเกลื่อน
ช่างเลอะเลือน ไอ้ระยำ ทำเฉไฉ
เป็นหัวโจก มันแถแถก สุดแปลกใจ
คนจัญไร อุ้มคนชั่ว มั่วทั้งปี....

งบสลาย หกพันล้าน หว่าน..เพื่อฆ่า
ยังมารยา กระดกลิ้น สิ้นศักดิ์ศรี
ชายชาติทหาร ใยตกต่ำ ถูกย่ำยี
ประเทศนี้ มีแปลกๆ แหกกฎเกณฑ์....

หนังสติ๊ก อาวุธร้าย ฆ่าตายสิ้น
ยิงด่าวดิ้น โถ..ไอ้ชั่ว มั่วเห็นๆ
ไม่อยากฟัง คำสำราก พวกกากเดน
พูดพิเรน..สุดสามานย์ หน้าด้านจัง....

๓ บลา / ๒๐ ส.ค.๕๕

เผยความลับพระแม่ธรณีหน้าพรรคเก่าแก่

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ไก่อูรับ-คำสั่งศอฉ. ของจริง ให้ใช้"สไนเปอร์"

ที่มา uddred

 ข่าวสด 20 สิงหาคม 2555 >>>



 

อ้างกฎ-จากเบาไปหาหนัก ไม่ยิงฟุ่มเฟือย-แค่จำเป็น "โรเบิร์ต"ลั่นสู้คดีทบ.ฟ้อง ศปช.เปิดรายงานพค.เลือด


รำลึก - นาง พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ"น้องเกด" อาสาพยาบาล 1 ใน 6 ศพวัดปทุมฯ ขึ้นเวทีงานรำลึกคนเสื้อเเดงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพ.ค.2553 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 ส.ค.
"ไก่ อู" อดีตโฆษกศอฉ. รับเป็นเอกสารของจริง คำสั่งใช้ "สไนเปอร์" พลซุ่มยิงในเหตุการณ์สลายม็อบ 98 ศพ ชี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยชี้แจงต่อสังคมไปแล้ว เป็นการใช้กำลัง จากเบาไปหาหนัก อ้างพลแม่นปืนเป็นมาตรการสุดท้าย หากไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำผิดได้ ก็มีความจำเป็น แต่ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย หรือตามอำเภอใจ ขณะที่ "บิ๊กตู่" แจงเหตุฟ้อง "โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" พาดพิงกองทัพเสียหาย ผิด-ถูกว่าไปตามกระบวนการ รองผบช.น.ตั้งทีมสอบ สวน สั่งแปลคำปราศรัยภาษาอังกฤษ ตรวจสอบเข้าข่ายหมิ่นหรือไม่ ด้านโรเบิร์ตยืนยันตามคำปราศรัย ลั่นเดินหน้าเอาผิดผู้สั่งฆ่าประชาชน

เปิดรายงานสลายม็อบ 98 ศพ

เมื่อ วันที่ 19 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผล กระทบจากเหตุสลายการชุมนุม (ศปช.) แถลงเปิดรายงานความจริงเพื่อความยุติธรรม เหตุ การณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 โดยมีนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมอภิปราย ประกอบด้วย ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, น.ส.ขวัญระวี วังอุดม จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม และนายคารม พลพรกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ดร.พวง ทองกล่าวว่า ศปช.เริ่มต้นจากคนหนุ่มสาวกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระทำต่อประชาชนในเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ผนวกกับความไม่เชื่อมั่นในความเป็นกลางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่าจะทำหน้าที่คืนความยุติธรรมให้แก่เหยื่อในเหตุการณ์สลายการชุมนุมได้ อย่างแท้จริง คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้จึงร่วมมือกับนักวิชาการกลุ่มสันติประชาธรรม จัดตั้งศปช.เพื่อทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานในเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อทวงความยุติธรรมและนำตัวคนผิดมาลงโทษ

วัน10เม.ย.เริ่มต้นเจ็บ-ตาย

จาก นั้นดร.เกษมกล่าวว่า ปฏิบัติการขอ คืนพื้นที่ของรัฐบาลในวันที่ 10 เม.ย.2553 นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่และพลเรือน ทั้งที่เป็นผู้ชุมนุม และไม่ใช่ผู้ชุมนุม แบ่งเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. เป็น 3 ช่วงเวลา คือ 07.30-13.00 น. หลังจากมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้กองกำลังทหารหน่วยต่างๆ และเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ ก็เคลื่อนกำลังพลออกจากฐานที่ตั้งในกองทัพภาคที่ 1 เพื่อประจำจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน นอก บริเวณถนนเพลินจิต บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้า มีการปะทะระหว่างกองทหารและกลุ่มผู้ชุมนุมในจุดต่างๆ เป็นระยะ

ดร.เกษม กล่าวว่า โดยฝ่ายทหารใช้โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และปืนประเภทต่างๆ พร้อมกระสุนยาง ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมใช้ก้อนหิน อิฐ ขวดน้ำ หนังยาง ไม้ และสิ่งของที่หาได้ในบริเวณนั้นๆ เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงช่วงบ่าย จนในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายถอยร่นกลับฐานที่ตั้งของฝ่ายตนเอง ช่วงที่ 2 เวลา 13.00-17.00 น. กำลังพล 5,000 นาย พร้อมด้วยรถถัง รถบรรทุก 6 ล้อ รถยีเอ็มซี และรถน้ำกว่า 20 คัน เคลื่อนออกจากกองทัพภาคที่ 1 มุ่งหน้าไปยังสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อเข้าคุมพื้นที่ถนนพิษณุโลก รวมทั้งจุดต่างๆ สามารถสรุปจุดปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนี้ บริเวณด้านหน้ากองทัพภาคที่ 1 สะพานชมัยมรุเชฐ แยกวังแดงคุรุสภา สะพานอรทัย ถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา สนามม้านางเลิ้ง บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม


ชี้กุ"ผังล้มเจ้า"อ้างเหตุปราบ

ดร.เกษม กล่าวต่อว่า บรรยากาศในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างตึงเครียด และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งผู้ชุมนุมและทหาร รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนจริง ขณะที่ช่วงเวลา 18.00-21.00 น. มีผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตบริเวณสี่แยกคอกวัว รวม 10 ราย และที่บริเวณถนนดินสอ โรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อีก 9 ราย ช่วงสุดท้ายคือ 21.00-24.00 น. มีคำสั่งให้ถอนกำลังจากบริเวณถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว และถนนประชาธิปไตย หลังจากมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งการปรากฏตัวของชายชุดดำ ทั้ง 2 ฝ่ายนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และในช่วงนี้ นายมานะ อาจราญ ลูกจ้างสวนสัตว์ดุสิตถูกยิงเสียชีวิตภายในสวนสัตว์เพิ่มอีก 1 ราย
ส่วน ดร.บัณฑิตกล่าวว่า การใช้คำว่า "กระชับวงล้อม? แทนคำว่า "การสลายม็อบ? ของเจ้าหน้าที่ ทำให้สังคมมีความรู้สึกผ่อนคลาย และเชื่อว่าจะไม่มีความสูญเสียร้าย แรง นอกจากนี้ การจัดทำ "ผังล้มเจ้า? ซึ่งเป็นแผนผังเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เมินเฉยต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีคนซุ่มยิงผู้ชุมนุม และคนที่ถูกยิงส่วนใหญ่นั้นไม่มีอาวุธอยู่ในมือ รวมทั้งไม่มีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ก่อน เห็นได้ชัดว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการ 7 ขั้น ของการควบคุมสถาน การณ์จากเบาไปหนัก รวมถึงหลายกรณีที่พบว่า คนที่ถูกยิงไม่ได้เกี่ยว ข้องกับการชุมนุม แต่เป็นคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ

ยันรัฐบาลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
ขณะ ที่น.ส.ขวัญระวีกล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้รับการรับรองไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ไทยเป็นภาคี อย่างไรก็ตาม รัฐสามารถสั่งห้าม หรือสลายการชุมนุมได้ หากการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการสลายการชุมนุมต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐจะทำ และต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐพยายามปกป้องสิทธิในการชุมนุม รวมทั้งเอื้อให้ผู้ชุมนุมสามารถชุมนุมได้โดยสงบ ขณะที่การใช้กำลังสลายการชุมนุม ในช่วงเม.ย.-พ.ค.53 นั้น รัฐบาลยืนยันว่าปฏิบัติการทุกขั้นตอน ที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นเป็นไปโดยชอบธรรมตามกรอบกฎการใช้กำลังของกองทัพ และกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

น.ส.ขวัญ ระวีกล่าวว่า แต่จากการศึกษาของศปช. พบว่าไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กล่าวอ้าง เพราะปรากฏว่ามีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ชุมนุม ดังนี้ คือไม่แจ้งให้ผู้ชุมนุม และผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงทราบเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมล่วงหน้า ใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า หรือปราศจากอาวุธหนักจนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ใช้กระบอง แก๊สน้ำตา และกระสุนยางอย่างไม่ได้สัดส่วนและไม่แยกแยะ สลายการชุมนุมในยามวิกาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

"แม่เกด"ร่วมถกคดีสู่ศาลโลก

ด้าน นางพะเยาว์กล่าวว่า หลังจากน.ส.กมนเกด เสียชีวิตในวัดปทุมฯ นั้น ไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมได้ และรู้สึกไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะจากบทเรียนในอดีต ผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน มักได้รับการนิรโทษกรรม จนภายหลังมีโอกาสได้พูดคุยกับนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จึงได้รับคำแนะนำให้นำเรื่องนี้ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่นายโรเบิร์ตก็ได้ย้ำว่า ความหวังนั้นริบหรี่ อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ให้ความสนใจคดีนี้พอสมควร จากที่ให้เวลาไต่สวนมูลฟ้อง 1 ชั่วโมง ก็ขยายไปอีกกว่าครึ่งชั่วโมง แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่ยืนยันจะเดินหน้าต่อไป ไม่ยอมแพ้

ส่วนนาย ปิยบุตรกล่าวว่า แม้รัฐบาลตัดสินใจลงนามยอมรับเขตอำนาจศาล ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับคดีนี้ไว้ เพราะมีเงื่อนไขอยู่หลายข้อ เช่น ต้องเป็นคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และสงคราม อีกทั้งสถานะของศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นเพียงศาลเสริม คือต้องให้กระบวนการยุติธรรมในประเทศดำเนินเสร็จสิ้นก่อน หรือกระบวนการยุติธรรมในประเทศไม่มีเจต จำนงจะดำเนินคดี หรือไร้ความสามารถในการดำเนินคดีอย่างสิ้นเชิง ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงจะมีอำนาจในการพิจารณาคดี ส่วนรัฐบาลควรมีความตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ หากจะลงนามก็ควรดำเนินการ แต่ถ้าไม่ลงนาม ก็ควรออกมาให้เหตุผล ไม่ควรขายความฝันโดยการบอกว่ากำลังศึกษาอยู่ หรือต้องรอคุยกับกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ก่อน หรือยอมรับตามตรงว่าไม่ลงเพราะกลัว


"ไก่อู"รับจริง-คำสั่งสไนเปอร์

ส่วน กรณีมีผู้นำเอกสารมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต โดยอ้างว่าเป็นหนังสือราชการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สไนเปอร์ ในเหตุ การณ์สลายม็อบ 98 ศพ นั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และอดีตโฆษกศอฉ. กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นฉบับจริง เนื้อหาในรายละเอียดทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เคยอธิบายความไปเมื่อสมัยศอฉ. ฉะนั้น จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องเดิม หมายความว่าการปฏิบัตินั้นมีมาตรการตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก

โฆษก กองทัพบกกล่าวว่า เพียงแต่ว่าเอกสารที่ถูกเปิดเผยออกมานี้ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะ เป็นความตั้งใจของใครไม่รู้ ที่เอาเฉพาะใบสุดท้ายมาเปิดเผย ทำให้สังคมไม่ได้เห็นว่า ในใบแรกๆ คือใบที่ 1, 2, 3, และ 4 เขียนถึงมาตรการในการใช้กำลัง ตั้งแต่เบาไปหาหนัก เริ่มจากการชี้แจงทำความเข้าใจ อธิบายความเป็นต้นมา แต่กลับไปนำใบสุดท้ายมาเปิดเพียงใบเดียว ซึ่งใบสุดท้ายก็หมายความว่า เมื่อผ่านมาตรการทั้งหมดมาแล้ว ยังไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการกระทำผิดกฎหมายได้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธ แต่ไม่ได้ใช้แบบฟุ่มเฟือย หรือใช้ตามอำเภอใจ

ยันชี้แจงได้-ไม่มีซ่อนเร้น

"เจ้า หน้าที่มีหลักการใช้อาวุธอยู่ คือเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ติดอาวุธสงคราม กำลังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือกำลังจะทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ เราก็มีพลแม่นปืนระวังป้องกัน ที่จะดำเนินการตามขั้นตอน ด้วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเอกสารใบสุดท้ายนี้ ก็ว่าด้วยหลักการอย่างนี้? พ.อ.สรรเสริญกล่าว

อดีตโฆษกศอฉ.กล่าวต่อ ว่า ถ้ามาถามก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าในใบแรกๆ ที่พูดถึงมาตรการในการดำเนินการตามขั้นตอนของหลักสากล ตั้งแต่เบาไปหาหนัก ทำไม่ไม่เอามาเปิดเผย ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่ต้องวิตกกังวล เพราะเป็นเรื่องที่ศอฉ.ในสมัยนั้นได้ชี้แจงอธิบายความ ทำความเข้าใจกับประชาชนมาโดยตลอดอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติที่สามารถชี้แจงได้ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นที่เจ้าหน้าที่จะทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่มีอาวุธไม่มีในนั้นแน่นอน และการออกมาเปิดเอกสารนี้ไม่มีผลกับคดีอะไร เพราะการตัดสินคดีความก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม และเนื้อหาที่ออกมาเปิดเผย ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าให้ยิงทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์

เคยอธิบายให้สังคมทราบแล้ว

"ถ้า ถามว่ามีคนผู้ไม่หวังดีเดินถืออาวุธสงครามกำลังจะทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือกำลังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ให้ได้รับอันตราย บาดเจ็บ อาจถึงขั้นเสียชีวิต มันมีวิธีการอย่างอื่นบ้างไหม ที่ไม่ใช้วิธีนี้ที่จะป้องกัน? อดีตโฆษกศอฉ.กล่าว และเมื่อถามว่าคิดว่าผู้ที่ นำมาเผยแพร่มีจุดประสงค์อย่างไร พ.อ. สรรเสริญกล่าวว่า คิดว่าเป็นเรื่องของผู้ที่ต้องการจะทำให้สังคมเกิดความเข้าใจไปในทิศทางที่ พยายามจะสร้างข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว ถ้าได้ลองวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีบางกลุ่มบางฝ่ายพยายามสร้างกระแส เพื่อให้สังคมไทยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารใช้การปฏิบัติการที่เกินเลยกับความ เหมาะสม เจ้าหน้าที่ทหารนั้นใช้อาวุธ ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือผู้ชุมนุม

โฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า นี่คือความพยายามที่จะทำให้เกิดข่าวแบบนี้ เพราะฉะนั้นการนำเอกสารเหล่านี้มาปล่อย ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า คงจะเป็นวิธีการที่จะสนับสนุน เพื่อให้ข่าวทั้งหลายเหล่านั้นเกิดความรู้สึกกระจายไปในวงกว้าง น่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ทางกองทัพมั่นใจว่า ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ ที่จะต้องปิดบัง เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ได้เคยชี้แจงให้สังคมทราบมาแล้ว

เผยรายละเอียดในคำสั่งศอฉ.

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือคำสั่งศอฉ.ดังกล่าว ระบุว่าส่วนราชการ สยก.ศอฉ. ที่ กห.1407.55 (สยก.) ลงวันที่ 17 เม.ย.2553 เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการ ใช้อาวุธเพื่อรปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่ ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. ในเวลา นั้น ก่อนที่นายสุเทพจะลงนามอนุมัติในวันที่ 18 เม.ย.2553

โดยเฉพาะใน ความสำคัญในข้อ 2.5 ที่ระบุว่า ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ ที่ศอฉ.กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้ หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จากศอฉ.ได้

"บิ๊กตู่"ชี้เหตุต้องฟ้อง"โรเบิร์ต"

ขณะ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสั่งการกรมพระธรรมนูญแจ้งความดำเนินคดีนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายเสื้อแดง ในข้อหาหมิ่นประมาทกองทัพบก โดยปราศรัยว่ารัฐบาลซื้ออาวุธจากสหรัฐมาเข่นฆ่าประชาชน และรัฐบาลสหรัฐส่งสไนเปอร์มาสอนสไนเปอร์ไทยว่า เป็นเรื่องของกระบวนการ สถาบัน และหน่วยงาน เพราะฉะนั้นกรณีที่มีใครมาพาดพิงหน่วยงาน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็มีคณะทำงานคือกรมพระธรรมนูญที่เป็นฝ่ายกฎหมาย ก็เหมือนกับบริษัทที่เวลามีใครมาหมิ่นประมาท ก็ต้องดำเนินการ จะผิดหรือถูกก็ต้องไปว่ากันตามกระบวนการ

"ผมเปรียบเสมือนเจ้าของ บริษัท ก็ต้องอนุมัติเมื่อมีการเสนอมาว่ามีความผิด ก็ว่ากันไป ถ้าไม่ผิดศาลก็ว่ามา ถ้าเป็นท่านหรือครอบครัวจะฟ้องหรือไม่ หรือจะปล่อยเขา ถ้ามาหมิ่นประมาท เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำ งาน กรมพระธรรมนูญในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมก็จะมีคณะทำงาน โดยนำเรื่องคดีความต่างๆ กลั่นกรองก่อนจะขออนุมัติจากผบ.ทบ. และคณะกรรมการว่าจะดำเนินการอย่างไร หากผิดผมก็จะอนุมัติเพื่อไปดำเนินการตามกระบวน การยุติธรรม จะผิดจะถูกก็ว่ามา อย่าเอาเราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ จำไว้ว่าเรื่องสถาบันทหาร เกี่ยวกับชื่อเสียงเกียรติยศของคนทุกคนในกองทัพบก ก็ต้องรักษาชื่อเสียงของคนทุกคนในกองทัพบก ท่านต้องเห็นใจผม ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ หากท่านสร้างความไม่น่าเชื่อถือกับกองทัพบก แล้วจะไปหากองทัพไหนมาช่วยท่าน? ผบ.ทบ.กล่าว

บช.น.ตั้งทีมสอบทันที

ส่วน พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า มอบหมายพล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว ผบก.น.5 ตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยมีรองผบก.น.5 เป็นหัวหน้า และเสนอรายชื่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 21 ส.ค.นี้ ส่วนจะเรียกนายโรเบิร์ตมาสอบปากคำหรือไม่นั้น ต้องขอตรวจสอบพยาน และหลักฐานแผ่นซีดีบันทึกคำปราศรัย โดยจะให้กองกำกับการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือผู้เชี่ยวชาญแปลคำปราศรัยก่อน เนื่องจากเป็นคำพูดภาษาอังกฤษ จากนั้นก็จะพิจารณาว่าข้อความดังกล่าว เข้าองค์ประกอบความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทหรือไม่

รองผบช.น.กล่าวต่อ ว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 20 ส.ค. เวลา 09.30 น. พนักงานสอบสวนคดีสลายม็อบ 98 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน จะร่วมประชุมหารือกันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้กำหนดแนวทาง และมอบหมายหน้าที่ ส่วนการเรียกตัวผู้ปฏิบัติ หรือสไนเปอร์มาสอบสวนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดีเอสไอว่าจะพิจารณาให้เรียกใครมาสอบสวน โดยใช้ดีเอสไอเป็นสถานที่สอบปากคำ

"โรเบิร์ต"ยันตามคำปราศรัย

วัน เดียวกัน เว็บไซต์ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ระบุถึงข่าวที่พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้พ.ท.สายัณห์ ขุนขจี แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม และล่ามแปลภาษา กรณีนายอัมสเตอร์ดัมปราศรัยโจมตี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ในวาระวันครบรอบ 2 ปีเหตุ การณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง 98 ศพ โดยนายอัมสเตอร์ดัมกล่าวประณามการสังหารหมู่ประชาชน พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาสนับสนุนอาวุธ รวมถึงฝึกกองทัพไทย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้อย คำดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของกองทัพ

นาย อัมสเตอร์ดัมกล่าวว่า ขอยืนยันตามคำปราศรัย และจะเดินหน้าทำงานเพื่อลงโทษผู้นำระดับสูงที่สั่งสังหารประชาชนตามข้อหา อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ สิ่งที่แน่นอนคือ คนที่สังหารประชาชนเพื่อปกป้องอำนาจ และความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตนเอง จะไม่สามารถรอดพ้นความผิดที่กระทำลงไปอย่างแน่นอน


เสื้อแดงจัดเวที"จับศอฉ.มัด"


เวลา 15.00 น ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คนเสื้อแดงในนามกลุ่มเสรีราษฎร นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด และนายณัทภัช อัคฮาด แม่และน้องชายของ น.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมฯ จัดเวทีปราศรัยในหัวข้อ "จับ ศอฉ.มัด บินรัดสู่ศาลโลก? พร้อมทั้งมีการแสดงดนตรี

นางพะเยาว์กล่าว ว่า มาเรียกร้องความยุติธรรมให้พี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลลงนามรับรองขอบเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ เฉพาะกรณีสลายม็อบเม.ย.-พ.ค.2553 ให้เข้ามาขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบคดีอีกทางหนึ่ง โดยทำควบคู่ไปกับการตรวจสอบของศาลไทย เพราะเกรงว่าจะมีกระบวนการขัดขวาง และการเมืองในขณะนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเราจึงไว้ใจใครไม่ได้

"หาก เดือนนี้รัฐบาลยังไม่ให้คำตอบเรื่องลงนามรับรอง เดือนหน้าเราก็จะทวงถามอีก และจะมีมาตรการเคลื่อนไหวกดดันไป เรื่อยๆ ไม่ว่ารัฐบาลจะลงนามหรือไม่ก็ต้องมีคำตอบให้ประชาชน เพราะเราให้เวลารัฐบาลพิจารณาอยู่แล้ว? นางพะเยาว์กล่าว