ที่มา Voice TV
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 20, 2012
'มัลลิกา' โพสต์เฟซบุ๊กแฉกลุ่มกองกำลังชุดดำ
เหตุผลทางปรัชญากับคุณค่าของสถาบันกษัตริย์
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-08-19 18:13
รัฐบาล: “ฟังผล”งานปี 1 เพื่อ “สร้างผล” งานปี 2 ดีกว่ามั๊ย?
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-08-19 16:07
ศปช.นำเสนอรายงาน เม.ย.-พ.ค. อำมหิต
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-08-20 14:03
ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน
เม.ย.-พ.ค.53 หรือ (ศปช.) จัดแถลงข่าวนำเสนอรายงาน
"ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม
เมษา-พฤษภา 53" เมื่อ19 ส.ค.55 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการจากกลุ่มสันติประชาธรรม
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า
รายงานฉบับนี้ถือเป็นการบันทึกข้อเท็จจริง
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยมุ่งหวังว่าในอนาคต
การรวบรวมข้อมูลนี้จะสามารถนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบ
และนำคนผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม
ข้อจำกัดสำคัญของคณะทำงานคือการเข้าไม่ถึงข้อมูลจากภาครัฐ
ไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารหรือเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูล
แต่ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลเอกสารทางการเท่าที่มีการเผยแพร่และหามาได้ไว้
ทั้งหมด รวมถึงหลักฐานจำพวกคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก
และส่วนใหญ่ถูกลบไปแล้ว
"นี่เป็นรายงานที่สะท้อนเสียงและมุมมองของประชานที่ตกเป็นเหยื่อ
และเป็นเสมือนคำประกาศต่อสังคมไทย ว่า เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ
ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม
เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม
เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย
เราไม่มีวันไม่ยอมรับวัฒนธรรมการบูชาความปรองดองและความมั่นคงของรัฐ
แต่ดูถูกเหยียบย่ำสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ
เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้
ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล" พวงทอง กล่าว ประชาไท
นำวิดีโอส่วนหนึ่งจากการแถลงข่าวดังกล่าวมานำเสนอ
จาก FTA ไทย-ยุโรป ถึง ACTA เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไม่เข้าใครออกใคร
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-08-20 13:53
เรื่องของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)
ของไทยกับประเทศมหาอำนาจทั้งหลายหลายเงียบไปพักใหญ่
ทั้งจากเงื่อนไขประเทศคู่เจรจา และเขื่อนไขภายในของไทยเอง
เอฟทีเอ วอทช์ หรือหน่วยจับตาการทำเอฟทีเอ ของภาคประชาชน
เริ่มส่งเสียงเรื่องนี้อีกครั้ง
หลังมีความเคลื่อนไหวเรียกประชุมหน่วยงานด้านการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป
(อียู)
โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวการเร่งนำร่างกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เข้าสู่ ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้เพื่อทันการพิจารณาของรัฐสภาใน ส.ค.นี้
เอกสารการประชุมว่าด้วยกรอบการเจรจาที่เล็ดรอดออกมา
ทำให้เห็นข้อเรียกร้องของอียูอย่างชัดเจน
และที่ชัดเจนกว่าคือความเห็นของหน่วยงานไทย
โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
“กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า
ควรกำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า
TRIPs หรือยอมรับ TRIPs Plus ในการจัดทำการค้าเสรีเนื่องจาก
การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาเพิ่มเติม 5 ปีจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุบัน
และการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (Generic drugs)
วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด”
เอกสารร่างกรอบการเจรจาระบุ
หากใครตามเรื่องเอฟทีเอ ก็คงทราบดีว่านักวิชาการและเอ็นจีโอในแวดวงสาธารณสุขค้านกันแข็งขันในเรื่องนี้
ในเอฟทีเอของอียู ในส่วนที่เกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญานั้น
มุ่งเน้นให้ไทยยอมรับทริปส์พลัส บวกเพิ่มเติมข้อกำหนดกันเข้ามาหลายเรื่อง
มีความห่วงกังวลว่าการรับทริปส์พลัสที่ว่าจะกระทบกับการเข้าถึงยาของประชาชน
ทริปส์ (เฉยๆ )คือข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขององค์การการค้าโลกที่สมาชิกภาคี 155 ประเทศ รวมทั้งไทย ต้องผูกพัน
ทริปส์กำหนดข้อปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
พร้อมทั้งมีมาตรการยืดหยุ่นให้ประเทศกำลังพัฒนาได้หายใจหายคอบ้าง
อันที่เราน่าจะคุ้นหูดีคือ มาตรการการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล
ที่ไทยเคยเอามาใช้นำเข้ายาสามัญ ไม่ว่ายาต้านไวรัส ยารักษาโรคหลอดเลือดฯ
เมื่อปี 2550
ส่วนทริปพลัส (หรือทริปส์บวก) ง่ายๆ คืออะไรก็ตามที่เข้มงวดมากเกินไปกว่าที่ทริปส์กำหนด
หากจะเข้าใจเสียงค้านในประเด็นนี้ ก็คงต้องกล่าวถึงรายละเอียดของเรื่อง
จิราพร ลิ้มปานานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปประเด็นปัญหาไว้ว่า
ข้อกังวลหลักๆ คือ
-มีการจัดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะยา ให้เป็น “ยาปลอม”
แม้แต่ยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็เข้าข่าย “ยาปลอม” ด้วย
ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง
ยาปลอมในความหมายขององค์การอนามัยโลกหมายถึงยาที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้
บริโภค มีฉลากเป็นเท็จ มีส่วนผสมปลอม ฯ
การขยายนิยามเช่นนี้ง่ายต่อการกีดกันยาชื่อสามัญ
-มีการคุ้มรองข้อมูลทดสอบยา 5 ปี (Data Exclusivity : DE)
คือห้ามใครจดทะเบียนยาชื่อสามัญในระหว่างที่ยาต้นกำเนิดของยุโรปวางตลาดใน 5
ปีแรก ทำให้หลายคนเรียกมาตรการนี้ว่า การผูกขาดข้อมูลยาแทนด้วย
ปัจจุบันในไทยไม่มี DE หรือข้อห้ามนี้ นับเป็นการผูกขาดตลาดผู้เดียวเหนาะๆ 5
ปี ไม่ว่ายาต้นกำเนิดจะมีสิทธิบัตรหรือไม่
หรือยาชื่อสามัญจะใช้วิธีแตกต่างไปหรือไม่
-กรมเจราการค้าบอกว่า “การมี DE อาจมีผลทำให้ยาสามัญ
วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด”
แต่จากการศึกษาของจิราพรและคณะ 1 ศึกษาผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านยาหากมี DE พบว่า
ถ้ามี DE ค่าใช้จ่ายด่านยา จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในปีที่ 5 จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท
ถ้าให้มีการขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร ในปีที่ 5 ค่าใช้จ่ายด้านยาจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท
ดังนั้น การมี DE จึงเป็นการผูกขาดตลาดที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
และสร้างภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก และไม่น่าจะกระทบต่อการเข้าถึงยาอย่าง
“จำกัด” อย่างที่กรมเจรจาการค้าคาด
-ให้อียู แล้วต้องให้ประเทศอื่นที่มาทำเอฟทีเอด้วย ตามมาตรา 4 ของ TRIPS
ระบุว่าถ้าให้การคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประเทศหนึ่งประเทศใด
ก็ต้องทำกับทุกประเทศใน WTO ดังนั้น
จึงเชื่อว่าความเสียหายที่เกิดจากเรื่องนี้ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับ “ยา”
จะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์เรื่องอื่นที่ได้รับจาก EU
สภาอียูยังคว่ำ ACTA เกรงคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาละเมิดสิทธิประชาชน
“แม้ว่า ร่างความตกลง ACTA ล้มไป
แต่สาระเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงยา
การเข้าถึงความรู้และฐานทรัพยากรชีวภาพไม่ได้หายไปด้วย
แต่ยังมีความพยายามผลักดันสาระเหล่านี้ในการเจรจาเขตการค้าเสรีหรือ FTA ใน
หลายประเทศโดยเฉพาะในเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป และ
ในการเจรจาการค้าในรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อว่า “ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์
เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิค หรือ Trans-Pacific
Partnership เรียกย่อๆว่า TPPAโดยมีหลายประเทศเข้าร่วมในวงเจรจาทั้งประเทศ
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและสหรัฐอเมริกา”
ความเห็นร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพหลายแห่ง
ACTA หรือ Anti-Counterfeiting Trade Agreement
หรือข้อตกลงว่าด้วยการต่อต้านสินค้าปลอมแปลง นับเป็นทริปส์พลัสแบบหนึ่ง
เน้นควบคุมสินค้าปลอม ซึ่งรวมถึงยาปลอม
การละเมิดทรัพย์สินทางปัญหาทางอินเตอร์เน็ต เข้มข้นกว่าทริปส์
เรื่องนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเกี่ยวพันกับเรื่องยาด้วย และเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อ สภายุโรปเองก็ยังโหวตไม่รับเรื่องนี้
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล จาก FOCUS เล่าว่า ใน ACTA
มีความพยายามขยายนิยาม “ยาปลอม” ซึ่งโดยปกติองค์การอนามัยโลก หรือ WHO
พูดถึงมันในแง่คุณภาพ และความปลอดภัย แต่ ACTA
คลุมไปถึงเรื่องยาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ทำให้ยาชื่อสามัญสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิบัตร
และยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้มาตรการยืดหยุ่นที่มีในทริปส์
ใน ACTA ยังมีมาตรการชายแดน
ซึ่งยึดจับยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ระหว่างขนส่ง
และสามารถเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด โดยเพิ่มโทษอาญาเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ยังยกเลิกคำสั่งศาลให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ
ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ACTA เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ พ.ค.2008 แต่รั่วสู่สายตา NGOs
ทั่วโลกเสียก่อนจะมีการเจรจาในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน คุยกัน 9 ครั้ง
จนกระทั่งปี 2011 จึงได้ข้อสรุป และมีการลงนาม
โดยประเทศหลักที่ลงนามแล้วได้แก่ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น โมรอคโค
แคนาดา สิงคโปร์ เกาหลีใต้
จนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สภายุโปรมีมติไม่ลงนามใน ACTA ด้วยคะแนน 478 ต่อ 39 (165 งดออกเสียง)
ด้วยเหตุผลว่า การเจรจาเป็นความลับตลอดมา ขาดความโปร่งใส
และไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ขาดการรับฟังเสียงประชาชน,
เนื้อหามีความคลุมเครือ, ผสมหลายเรื่องเข้าได้กัน
ทั้งที่ควรจะแก้ไขแบบแยกส่วน, ละเมิดสิทธิขั้นพื้นที่ของประชาชน,
เอื้อประโยชน์ต่อยาชื่อยี่ห้อต้นตำรับ บั่นทอนยาชื่อสามัญ
ถึงที่สุดคงต้องรอดูคำอธิบายใน
“ภาพรวม”จากหน่วยงานของรัฐหรือภาคส่วนอื่นด้วยว่า จะได้อะไรบ้าง
คุ้มกับที่เสียหรือไม่ ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องผ่านด่านแรกเสียก่อน
คือ เปิดโอกาสให้ได้รับรู้และถกเถียงอย่างกว้างขวางโดยแท้จริง
==============
1 จิราพร ลิ้มปานานนท์,
นุศราพร เกษสมบูรณ์, วิทยา กุลสมบูรณ์, อุษาวดี มาลีวงศ์, อัจฉรา
เอกแสงศรี และปริญญา เปาทอง (2553)
โครงการวิจัยผลกระทบของข้อเรียกร้องด้านสิทธิบัตรในข้อตกลงเขตการค้าเสรี
ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในประเทศ
และ โครงการวิจัย
“ผลกระทบและมาตรการรองรับ
กรณีขยายความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อเปิด
เขตการค้าเสรี ไทย – สหรัฐอเมริกา :
มิติผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและต่อสุขภาพ”, Southeast Asian Journal
Tropical Medicine Public Health. หน้า 667-677.
แม่น้องเกด ระบุศาลอาญาระหว่างประเทศแม้จะริบหรี่แต่ดีกว่าไม่มีหวัง ปิยบุตรเรียกร้องรัฐบาลจริงใจ
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-08-19 16:18
19 ส.ค. การเสวนาที่จัดขึ้นโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการ ชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 2553 ในช่วงบ่าย นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของอาสาพยาบาลกมนเกด อัคฮาดที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 ที่วัดปทุมวนารามกล่าวถึงเหตุที่เธอต้องการดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าแม้จะได้คำแนะนำจากนายโรเบิร์ต
อัมสเตอร์ดัม ทนายความว่า เป็นช่องทางที่เหมือนไฟริบหรี่ แต่ก็เพียงพอแล้วต่อความหวังที่จะไม่ให้คดีที่ลูกสาวเสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมจะจบลงด้วยการนิรโทษกรรมเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นกับการสังหารหมู่ ประชาชนที่ผ่านมาในอดีต และพร้อมจะโหมไฟที่ริบหรี่ให้ลุกโชนขึ้น ความกังวลของเธอขณะนี้คือ รัฐบาลจะใช้คำว่าปรองดองมาครอบหัวให้ยอมรับการนิรโทษกรรม
โดยเธอกล่าวว่า เธอยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศว่า แม้ครั้งนี้คนตายอาจจะไม่มาก แต่ถ้าย้อนพิจารณาประวัติศาสต์ของไทยจะพบว่าคนไทยตายไปหลายพันศพแล้วจากการ กระทำของรัฐ
วิธีการไปศาลาอาญาระหว่างประเทศริบหรี่แค่ไหน เพียงใด มีโอกาสไหม
ปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายว่า วิธีการที่ไทยจะเข้าสู่กระบวนการศาลอาญาระหว่างประเทศมี 2ทาง ที่จะให้ไทยอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลฯ ได้ 1) คือ ไปลงนามให้สัตยาบัน ซึ่งจะมีผลต้องบวก 60 วัน บวกวันที่ 1 ของวันถัดไปจากนั้น คือมีผลไปข้างหน้าไม่มีผลถอยไปข้างหลัง 2) อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ไม่ได้ลงสัตยาบันสามารถประกาศให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจย้อน หลังได้
กรณีที่สอง คือ (โกตดิวัวร์)ไอวอรี่โคสต์ ลงนามประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลเมื่อ 18 เม.ย. 2003 เขียนยอมรับว่า ตามมาตรา 12 วรรค 3 ของธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ รัฐบาลไอวอรี่โคสต์ยอมรับให้เข้ามามีอำนาจตั้งแต่ 19 กันยายน 2002 จากนั้นมีการให้สัตยาบัน แล้วเมื่อปี 2010 เมื่อเปลี่ยนประธานาธิบดีคนใหม่ก็ประกาศซ้ำอีกรอบหนึ่ง สุดท้ายวันที่ 10 ก.พ. 2012 ให้ย้อนกลับไปสอบสวนตั้งแต่ 19 กันยายน 2002
อย่างไรก็ตาม การยอมรับเขตอำนาจศาลนั้นถอยไปไม่เกิน 1 ก.ค. 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญกรุงโรมประกาศใช้
นายปิยบุตรกล่าวว่า หากถามเขาว่าจะให้เลือกทางไหน ถ้าพูดแบบฝันก็เอาทั้งสองทาง คือ หนึ่งประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลก่อน จากนั้นให้สัตยาบัณซ้ำอีกที แต่กรณีของไทย แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังไม่ได้ ถ้าให้หวังว่ารัฐบาลไทยจะทำทั้งสองอย่างยิ่งเป็นไปไม่ได้
นายปิยบุตรอธิบายต่อไปว่า เมื่อประกาศรับเขตอำนาจศาลแล้ว ศาลจะรับพิจารณาคดีของเราหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ซึ่งศาลมี
ฆ่าล่งเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ, สงคราม และการรุกราน
ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างระเทศเป็นศาลเสริม ศาลเสริมในที่นี่มาตรา 17 ธรรมนูญกรุงโรมก็เขียนไว้ว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศของคุณต้องดำเนินการ ให้เสร็จครบถ้วนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประเทศต่างๆ แต่ธรรมนูญกรุงโรมก็ระบุลักษณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศที่จะมีอำนาจเข้ามา พิจารณาคดีว่า กระบวนการยุติธรรมของประเทศไม่มีเจตจำนงจะดำเนินคดี หรือไม่มีความสามารถในการดำเนินคดี
คดีที่วางบรรทัดฐานไว้คือคดีซูดานซึ่งไม่ได้เป็นรัฐสมาชิก แต่ไปสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้เพราะคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติให้ ส่งให้ แต่ของไทยโรเบิร์ตอัมสเตอร์ดัมส่งคดีให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นกัน แต่หวังยากเพราะเมื่อเทียบซูดานนั้นมีคนตายจำนวนมาก
ส่วนคำว่า ไม่มีความสามารถหรือไม่มีเจตจำนงในการดำเนินคดีมีความหมาย เช่น ประเทศที่มีการนิรโทษกรรมบ่อยๆ แสดงว่าไม่มีเจตจำนง ส่วนคำว่าไม่มีความสามารถคือศาลไม่เป็นกลาง ไม่มีความน่าเชื่อถือ ถ้าเกิดเหตุการเช่นนี้ศาลเสริมก็มีอำนาจที่จะเข้ามาพิจารณาได้
จากเงื่อนไขเหล่านี้ เงื่อนไขการกระทำความผิด ต้องเป็นความผิดร้ายแรงอย่างยิ่ง ซึ่งแนวบรรทัดฐานที่ผ่านมามีคดีที่ได้พิพากษาไป 1 คดีที่วางแนวว่าร้ายแรงเพียงพอคือ มีขนาดใหญ่มาก และวิธีการที่กระทำความผิดเป็นวิธีการที่รุนแรงร้ายแรงอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าหลักเกณฑ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็จะมาสู่การพิจารณาในประเด็นสุดท้ายคือ คนๆ หนึ่งถูกพิพากษาไปแล้วจะไม่ถูกพิพากษาซ้ำอีก
“ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขึ้นตอนต่างๆ ที่จะไปสู่การพิจารณาของศาลาอญาระหว่างประเทศนั้นยากมาก แต่ถ้าจะไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ถูกต้อง และเมื่อผมได้ฟังจากผู้ได้รับผลกระทบแล้วมันสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมของ ไทยไม่มีใครเชื่อถือ เขาจึงต้องไปฝันถึงสิ่งไกลตัวแม้มันจะริบหรี่
“เราต้องพยายามทำใหเรื่องของศาลอาญาระวห่าปงระเทศไม่ใช่เป็นหัวข้อเฉพาะ คนเสื้อแดงเท่านั้น มันเป็นประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลทุกคน เพราะไม่ว่านรัฐภายหน้าจะเป็นใครแต่ถ้าคิดจะทำความรุนแรงกับประชาชนก็จะฉุก คิดได้ถึงเขตอำนาจของศาล
“แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงกล่าวกันบ่อยๆ ว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่พร้อม อ้างว่าเราต้องทำการศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัฐ เป็นเหตุผลคลาสสิกเพื่อดึงเวลา เหตุผลประการที่สองคือ สี่ฐานความผิดนั้นประเทศไทยไม่เคบมีองค์ประกอบความผิดนี้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย เขาใช้ธรรมนูญกรุงโรมตัดสิน เหตุผลนี้ไม่สมบูรณ์”
ปิยบุตรวิพากษ์ว่าหตุผลอีกประการที่สำคัญคืออ้างว่าธรรมนูญกรุงโรมขัดกับ มาตรา 8 รธน.วรรค 2 ของไทยที่ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ไม่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมระบุว่า ถ้ากฎหมายภายในให้เอกสิทธิ์คุ้มกันบุคคลใดๆ นั้นอ้างไม่ได้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ “วิธีอธิบายที่ง่ายที่สุดเลยว่า แล้ว 121 ประเทศที่ให้สัตยาบันมีประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในยุโรปทั้งหมดที่มีพระมหากษัตริย์ก็ให้สัตยาบันทั้งหมด ญี่ปุ่น กัมพูชา ก็เช่นกัน” โดยนายปิยบุตรตั้งข้อสังเกตว่าประเทศที่ไม่ยอมลงนาม เพาะรู้สึกว่าวันข้างหน้าจะโดนหรือไม่ เช่น อเมริกา รัสเซีย
“การอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ต่างประเทศเขาก็ถามว่าประเทศคุณพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญหรือ ก็เรียนไปยังส่วนราชการต่างๆ อย่าอ้างเหตุผลมาตรา 8 เลยเพราะไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์”
สถิติศาลอาญาระหว่างประเทศเพิ่งดำเนินคดี 7 กรณีจากสามพันกว่ากรณี
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากคดีที่ฟ้องร้องไปยังศาลฯ กว่าสามพันคดี มี 7 คดีเท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณา คือยูกานดา คองโก เป็นสมาชิก รัฐบาลส่งเอง เคนยา เป็นสมาชิก อัยการศาลอาญาระหว่าประเทศลงมาขอเปิดการสอบสวนเอง ลิเบีย และโกตดิวัวร์ ทั้งหมดเป็นประเทศอาฟริกา
อีกแปดกรณีกำลังอยู่ชั้นการไต่สวนเบื้องต้น มีเกาหลีใต้ มาลี ฮอนดูรัส จอร์เจีย โซมาลี เป็นต้น กรณีมาลี กับฮอนดูรัสพัวพันกับการรัฐประหารด้วย
ส่วนขั้นตอนของญาติฯ ที่ร้องโดยโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเป็นทนายนั้นจะใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน และเมื่อเป็นกฎหมายระหว่างประเทศก็พันกับการเมืองระหว่างประเทศ
“เราจะเห็นกรณีโกตดิวัวร์ ยื่นคำร้องปี 2002 กว่าจะพิจารณาคดีก็ปี 2012 ซึ่งประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามา ปนะเทศยุโรปหนุนหลังเกือบทั้งหมด
“สิ่งที่ฝากถึงรัฐบาลก็คือ น่าจะพูดกันตรงไปตรงาว่าไม่ลง หรือลง จะให้เขตอำนาจย้อนหลัง หรือจะให้สัตยาบัน ก็บอกมา แต่อย่าขายความฝันว่ายังศึกษาอยู่ แล้วคนเสื้อแดงที่สู้เรื่องนี้ ผมก็นับถือหัวจิตหัวใจ คือคนที่ไม่รู้จะหวังกับอะไร แล้วความหวังริบหรี่แบบนี้มันมีคุณค่ามหาศาลมากกว่าให้นักการเมืองเอาความ หวังที่ริบหนี่นี้โหนกระแสไปเรื่อยๆ”
ส่วนกรณีที่จะอาศัยช่องทางสัญชาติอังกฤษ ต้องมีการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ประเทศอังกฤษก่อน ปัญหาคือใครจะไปดำเนินการดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศระบุว่า อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คนทำเพียงคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องกลับไปที่ช่องทางการให้สัตยยาบันธรรมนูญกรุงโรม หรือประกาศฝ่ายเดียวให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี
หมอนิรันดร์ ร่วม “ปฏิญญาหน้าศาล” ย้ำการมีนักโทษการเมืองคือการละเมิดสิทธิฯ
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-08-20 02:23
"มึงไทยมาก" วลีใหม่ชาวเน็ต มาจากไหน?
ที่มา thaifreenews
มี บ้างที่ไม่เข้าใจที่มาที่ไป หากใครอ่านผ่านๆ อาจหลงคิดว่าเป็นคำชม (เพราะคนไทยยังไง๊ยังไงก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกนะสิ) แต่ขอโทษ เขาด่าต่างหาก!!!!!
มี การวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่าอารมณ์ของวลีนี้คล้ายกับที่เราไปเอาชื่อ ประเทศเพื่อนบ้านมาล้อในเชิงดูถูกเพื่อให้คนที่ถูกล้อเป็นตัวตลก เช่น ไอ้ลาว เป็นต้น
จาก การตรวจสอบ มีการอ้างว่าที่มาของวลีนี้ มาจากคนไทยคนหนึ่งซึ่งสรุปมาจาก ข้อความ 15 ข้อ ที่อ้างว่าเป็นชาวฟิลิปปินส์เขียนถึงคนไทยในเพจที่อ้างว่าเป็นเพจของ AEC หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะทนความดราม่าเหลือเกินของคนไทยไม่ไหวอีกต่อไป
ในเนื้อหาระบุว่า
let me tell you 15 reasons why Thais sucks!!!!!
1. they′re bad at english. they′re terrible!!
2. they think their country is better than other countries (or best in the world)
3. they use Thai language on global websites because they′re too
dumb and they have no manners.
4. they′re Steve Jobs′ slaves.
5. they′re retarded. very close to the north korean level.
6. they use pirated softwares.
7. they hate democracy. they don′t even have it right now.
8. feudalism!!
9. they snub other countries in ASEAN. especially Laos and Cambodia. they think their country is better... no they′re not.
10. faith is bigger than reasons.
11. they destroyed Buddhist.
12. they′re hypocrites. their country is one of the biggest sex market in the world, they still refuse to admit it.
13. their football team sucks!!!
14. their gov killed their own citizens!!
15. ...........
หมายเหตุ ข้อ 15 ไม่สามารถเผยแพร่ได้ มันจะคือเรื่องอะไรเชิญจิตนาการกันเอาเอง
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=41324.0
ทนายฝรั่งปกป้องชื่อเสียงกองทัพไทย ด้วยการลั่นลากคอเหล่เข้าคุกฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ที่มา Thai E-News
ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมท... by VoiceTV
ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมที่รัฐทำต่อปชช.
เว็บไซต์ Robert Amsterdam นำเสนอรายงานเรื่อง แนะนำพลเอกประยุทธ์เรื่องการปกป้องชื่อเสียงกองทัพ ว่าหนึ่ง
วันหลังจากประกาศแผนการแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อนายโรเบิร์ต
อัมสเตอร์ดัมที่ปรึกษากฎหมายของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ
(นปช.)ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์
จันทร์โอชาอธิบายต่อสื่อว่าทำไปตามหน้าที่เพื่อ
“ปกป้องชื่อเสียงของทุกคนในกองทัพ”
ก่อนหน้านั้นเว็บไซต์โรเ้บิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้เผยแพร่รายงานเรื่อง แถลงการณ์นายอัมสเตอร์ดัมกรณีกองทัพไทยเข้าแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท
นาย อัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำปราศรัยของเขา และมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน
2ปี3เดือน19พฤษภา53:เราไม่มีวันยอม
ที่มา Thai E-News
“เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย..เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล" ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ หนึ่งในทีม ศปช.
การกลับลำแบบ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือของDSIนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวแพร่ออกมาว่า ผู้บัญชาการทหารบกสายเหยี่ยว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ไปพบนายธาริต อธิบดีDSI เพื่อต่อว่าต่อขานเกี่ยวกับข้อสรุปที่ระบุไว้ในรายงานเบื้องต้น กองทัพไทยยืนกรานกระต่ายขาเดียว อย่างพิลึกพิสดารและไม่น่าเชื่อถือ—เลยว่า กองทัพไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการตาย ของประชาชนคนใด (รายงานของอดีตนักข่าวรอยเตอร์แอนดรูว์ มาร์แชล)
วัดปทุมวนาราม
อายุ 31 ปี อาชีพ ทำนา
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. ข้างหลังมุมกำแพงวัดปทุมวนาราม ด้านติดกับป้อมจราจรแยกเฉลิมเผ่า
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจเสียโลหิตปริมาณมาก
อายุ 28 ปี อาชีพ -
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. บริเวณเกาะกลางหน้าประตูวัดด้านใกล้เซ็นทรัลเวิลด์
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด
อายุ 37 ปี อาชีพ อาสาพยาบาลปอเต็กตึ๊ง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. (หลังจากนายอัฐชัยถูกยิงแล้ว) ภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอดหัวใจ
อายุ 66 ปี อาชีพ รับจ้าง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น. หน้าวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด,ตับ
อายุ 22 ปี อาชีพ อาสากู้ชีพ
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : เลือดออกใต้เนื้อหุ้มสมองชั้นนอก เนื้อสมองช้ำ จากถูกแรงกระแทก จากบาดแผลกระสุนปืนทะลุเข้าในช่องปาก
อายุ 25 ปี อาชีพ อาสาพยาบาล
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง
หมายเหตุ:ดูแผนที่แห่งความตาย 98 ศพ 10 เมษา-19พฤษภา 53 เพิ่มเติมที่ แผนที่ผู้เสียชีวิต โดย
ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช. ซึ่งนำเสนอในวัีนนี้
www.flickpeople.com/19may/main/
เว็บชั่วคราว
www.flickpeople.com/19may/main/
เว็บจริง
รายงานฉบับเต็ม
- วางแผงทั่วไป ราคา 300 บาท 1 กันยายนนี้
- ดาวโหลดได้ฟรีที่เว็บ www.pic2010.org วันที่ 1 กันยายนนี้เช่นกัน
ชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 เปิดตัวรายงานฉบับเต็มในวัน
นี้ เกือบ 1,000 หน้า วางขาย (ราคาถูก) 1 ก.ย.นี้ หวังเปิดเผยข้อมูลความรุนแร
งที่เกิดกับประชาชน พร้อมจัดเวทีสัมมนาเต็มวันท
ี่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หน้าปกรายงาน มีอะไร
94 คือจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม
7 ในผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้หญิง
87 ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้ชาย
32 คือจำนวนคนที่โดยยิงที่ศรีษะ
14 ปี คือ ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุด
76 คือพลเรือนที่เสียชีวิต
1,283 คือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ
117,923 คือจำนวนกระสุนที่ใช้ไปในการสลายการชุมนุม
2,120 คือจำนวนกระสุนสำหรับการซุ่มยิง
3,000,000,000 คืองบประมาณที่กองทัพใช้ในการจัดการการชุมนุม
67,000 คือจำนวนกำลังพล(ทหาร)
700,000,000 คืองบประมาณที่ตำรวจใช้ในการจัดการการชุมนุม
25,000 คือจำนวนกำลังพล(ตำรวจ)
1,857 คือจำนวนผู้ถูกจับกุมระหว่างชุมนุม
1,763 คือจำนวนคดีทั้งหมด ในศาล 56 แห่ง
167 คือจำนวนคดีเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกดำเนินคดี
***************
นักวิชาการฟันธงมีการใช้สไนเปอร์สลายม็อบแดง
ดูเพิ่มเติม
CNN Exclusive Footage Thai army snipers shooting at civilians in Bangkok 15-5-2010

