WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 20, 2012

'มัลลิกา' โพสต์เฟซบุ๊กแฉกลุ่มกองกำลังชุดดำ

ที่มา Voice TV

 'มัลลิกา' โพสต์เฟซบุ๊กแฉกลุ่มกองกำลังชุดดำ



รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามทำไมเสธแดงถึงตายจากการยิงหัว พร้อมแฉเรื่องกองกำลังชุดดำ 
 
 
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูลรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์โพสต์ข้อความใน เฟซบุ๊กfacebook/mallikaboonmeetrakool ระบุถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อความว่า
 
 
" เรื่องจริงจากปากคำคนสำคัญ ถึงรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม กับคู่หู ธาริต แห่งดีเอสไอ กองกำลังชุดดำ เป็นของใคร ใครเป็นคนฝึกกองกำลังชุดดำมาเพื่อสิ่งใด คนฝึกกองกำลังชุดดำมีเพียงเสธแดงรายเดียวจริงหรือไม่ รัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลนี้ตอบได้หรือไม่ รู้จักคนเหล่านั้นไหม ลองกลับไปถามกันดูเอาเอง"
 
 
"กองกำลังชุดดำ ตั้งใจมาฆ่า นี่คือเรื่องจริง ที่เคยมีการชี้แจงผ่านสภาผู้แทนฯ ไปเมื่อปีก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เขาเคยประกาศว่า กองกำลังชุดดำพวกนี้ ได้ฝึกมาเพื่อกระทำการรุนแรง เจตนาเห็นชัดเจน ดังภาพที่เคยปรากฏการฝึกนั้นมาแล้ว เป็นการฝึกให้ยิงปืน ตั้งใจให้ยิงหัวคนอย่างเดียว ลองคิดดูว่า กองกำลังชุดดำพวกนี้ ที่ตั้งใจฝึกจะยิงหัวคนนั้น กะจะมายิงหัวใคร เพราะถ้าจะยิงทหาร ทหารเขาก็ใส่หมวกเหล็ก และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ในวันที่ 10 เมษายน ช่วงเหตุการณ์ คนที่เขายิงได้มากที่สุด ก็คือ ประชาชนที่ไม่ได้ใส่หมวกเหล็ก"
 
 
"มีพยานหลักฐานเป็นประจักษ์ว่า กองกำลังชุดดำกับขบวนการเสื้อแดง และพวกได้มีการเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า ตั้งแต่ปลายปี 2551 ใช่หรือไม่ แล้วปี 2552 เอามาใช้หนเดียว โดยหนนั้น ยิงคนที่นางเลิ้งตายไป 2 คน เจ็บไป 5 คน แต่วันนั้นไม่มีใครถ่ายรูปได้ มันมืดมาก มีเพียงประชาชนที่นั่น โทรศัพท์เข้าร้องทุกข์ไปที่ร่วมด้วยช่วยกัน และวิทยุนั้นประสานมายังวอรูมรัฐบาลขณะนั้น ซึ่งมีตัวดิฉัน น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล อดีตเลขานุการ รมว.วัฒนธรรม เป็นผู้รับเรื่อง เราทราบว่าประชาชนชาวนางเลิ้งลุกขึ้นมาปกป้องชุมชน เพราะมีขบวนการกระทำรุนแรงมาสร้างสถานการณ์ที่นั่น วันนั้น..ยังไม่มีใครคิดว่าคนพวกนี้จะอำมหิตโหดร้าย ผิดมนุษย์ขนาดนั้น แล้วก็ยังไม่เกิดเหตุจลาจล เกิดเหตุวุ่นวาย ไม่ขยายตัวรุนแรงอย่างที่มีคนบางคนที่อยู่ต่างประเทศตั้งเป้า พอปี 2553 จึงเอามาเต็มรูปแบบของกองกำลังชุดดำ ฆ่าคนโดยเจตนา ฆ่าประชาชน ฆ่าเจ้าหน้าที่ แล้วฆ่าสื่อมวลชน เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาลขณะนั้น
 
 
ทำไมเสธแดง "ต้องตายจากการยิงหัว" เรื่องนี้กองกำลังชุดดำเท่านั้นที่น่าจะมีคำตอบให้ได้เพราะกองกำลังชุดดำมี 4 หน่วย แล้ว 1 ใน 4 หน่วยเป็นหน่วยเรียกว่า "นักรบโรนิน" ของเสธแดง แล้วเสธแดงใช่ไหมที่เขากุมความลับเรื่อง "ใครกับใครให้งานฆ่า..เพื่อต้องการอะไร" แล้วพยานคนสำคัญที่สุดอย่างเสธแดงนี้ต้องตายไปด้วยวิธีการ "ฆ่าตัดตอน"
 
 
น่าเสียดายเสธแดง! ไม่เช่นนั้น นิสัยอย่างเสธแดงคงจะแฉอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่พวกขบวนการนำของกองกำลัง ชุดดำทำเกินกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยคำสั่งที่ว่า "หยุดไม่ได้..เรามาไกลเกินไปแล้ว ใครกันนะ..ที่เอ่ยวาจานี้!!!!"
 
 
source : news center/thanonline/dekguide.com(Image)
19 สิงหาคม 2555 เวลา 15:20 น.

เหตุผลทางปรัชญากับคุณค่าของสถาบันกษัตริย์

ที่มา ประชาไท

 

 
ราวห้าโมงเย็นเศษๆ หลังจากแท็กซี่หลายคันตอบปฏิเสธ ผมตัดสินใจโบกมือเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สังเกตเสื้อคนขับยังเปียกชุ่มเพราะฝนเพิ่งซาเม็ด ในชั่วโมงที่รถติดวินาศสันตะโรเช่นนั้น เขาพาผมซอกแซกไปตามช่องแคบต่างๆ บ้าง วิ่งขึ้นฟุตบาตบ้าง ท่าทางเขาเป็นคนอีสานที่ทิ้งบ้านเกิดมาเหมือนผม แต่อาจโชคดีน้อยกว่าผม เขาจึงสู้ชีวิตด้วย “ทักษะ” ล้วนๆ เป็นผมในสภาพจราจรแบบนี้คงขับมอเตอร์ไปไม่ถึงร้อยเมตรแน่ นึกตำหนิตัวเองว่าจากธรรมศาสตร์ถึงอนุสาวรีขัยฯ ไปต่อราคา 80 บาทได้ไง พอถึงที่หมายให้แบงก์ร้อยไป บอก “ไม่ต้องทอนครับ” ในใจนึกขอบคุณเพื่อนยากที่อุตส่าห์ลัดเลาะมาส่งทันเวลารถตู้หัวหินออกพอดี
 
เกริ่นนำแบบนี้ผมเพียงต้องการจะบอกว่า ที่จะพูดถึงนักวิชาการด้านปรัชญาต่อไปนี้ ผมไม่ได้พูดในความหมายว่าเขาเป็นบุคคลพิเศษ เป็นคนที่เราต้องคาดหวัง หรือคาดคั้นให้เขารับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นพิเศษมากกว่าคนประเภทอื่นๆ แต่ผมกำลังพูดถึงในความหมายรวมๆ ว่า นักวิชาการด้านปรัชญาก็เหมือนคนในอาชีพอื่นๆ ที่ใช้ทักษะของตนเองให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่นๆ และสังคมได้ เช่นเดียวกับคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนดูดส้วม คนกวาดถนน สื่อ นักวิชาการด้านอื่นๆ เป็นต้น
 
หากจะมีอะไรพิเศษอยู่บ้างสำหรับนักวิชาการด้านปรัชญาก็คือความชำนาญ เฉพาะด้านบางอย่าง เช่นเดียวกับที่นักวิชาการด้านอื่นๆ ก็มีในด้านของเขา และความชำนาญเฉพาะของนักวิชาการด้านปรัชญาก็คือทักษะการกำหนดประเด็นปัญหา การโต้แย้งถกเถียง หรือชักไซ้ไล่เรียงเหตุผลอย่างถึงที่สุดเพื่อทำความกระจ่างในประเด็นปัญหา ต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาในเชิงหลักการ อุดมการณ์ คุณค่าใดๆ ที่จำเป็นต้องอภิปรายเพื่อให้เห็นความมีเหตุผลรองรับอย่างรอบด้านและสมเหตุ สมผล
 
มีคำถามกันมานานว่า “ทำไมปรัชญาในบ้านเราจึงไม่ค่อยเชื่อมโยงกับสังคม?” ปัญหานี้คนในวงการเดียวกันก็ตั้งคำถาม นักศึกษาที่เรียนปรัชญาก็ตั้งคำถามว่า นี่เรากำลังเรียนไอ้ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไรกัน หรือคนนอกอาจไม่รู้เลยว่าปรัชญามันคืออะไร มีประโยชน์อะไรแก่สังคม คนในวงการปรัชญาเขาทำอะไรกันอยู่ เป็นต้น อันที่จริงถ้าจะให้ความเป็นธรรม เราก็อาจตั้งคำถามทำนองเดียวกันนี้กับนักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นักวิชาการด้านอื่นๆ ได้เช่นกัน
 
แต่ที่ตั้งคำถามนี้กับนักวิชาการด้านปรัชญา ก็เพราะในเมื่อเราต่างโปรกันในแวดวงของตนเองว่า พวกตนเองกำลังศึกษาวิชาที่พัฒนาทักษะการคิดเชิงหลักการ หรือการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดีที่สุด “การนิ่งเงียบ” ของคนในวงการปรัชญาต่อปัญหาความขัดแย้งกว่า 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่มีปัญหาเชิงหลักการ เชิงอุดมการณ์ คุณค่า ความเป็นประชาธิปไตยสากล ประชาธิปไตยที่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย หรือประเด็นปัญหาโครงสร้างสถาบันกษัตริย์กับการถูกอ้างอิงในทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็น “ปัญหาทางปรัชญา” ที่ท้าทายให้ถกเถียงด้วยเหตุผลอย่างถึงที่สุดนั้น นับเป็น “ความนิ่งเงียบ” ที่น่าประหลาดใจอย่างเหลือเชื่อ
 
อย่างไรก็ตาม บังเอิญผมได้พบการอ้างอิงของอาจารย์สมภาร พรมทา ในการแลกเปลี่ยนท้ายบทความ ว่าด้วยบักโฮมผีบ้า “เหยื่อ” ของความขัดแย้งทางการเมือง (คลิกเพื่ออ่าน) ในประชาไทที่พาดพิงงานของอาจารย์มารค ตามไท ซึ่งต้องถือว่าเป็นมุมมองของนักวิชาการด้านปรัชญาที่น่าสนใจ ดังนี้
 
ข้อเสนอของท่านอาจารย์ (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-ผู้เขียน) เรื่องการจัดวางตำแหน่งของสถาบันกษัตริย์โดยรวมผมสนับสนุน แต่ในรายละเอียด ผมมีเรื่องจะเรียนปรึกษาว่า ท่านอาจารย์มีธงล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อมีการจัดวางอย่างที่ว่าแล้ว สถาบันกษัตริย์จะเล็กลง ไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไรที่คนบางพวกจะใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ตน ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ผมมองว่าสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่นี้มีประโยชน์บางด้านที่ท่านอาจารย์ อาจจะมองไม่เห็น และผมอยากชวนท่านอาจารย์มองเรื่องนี้ก่อน สำหรับผม หากมองเรื่องนี้แล้วบอกไม่มีน้ำหนักก็ไม่เป็นไร แต่หลายคนคิดว่ามีน้ำหนัก ผมขอยกตัวอย่างเลยก็แล้วกัน อาจารย์ผมที่ภาคปรัชญา จุฬา คือท่านอาจารย์มารค ตามไท ท่านเขียนบทความวิจัยที่แสดงว่าประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นั้นมีข้อดีอย่างไร ซึ่งข้อดีนี้ท่านว่าไม่พบในประชาธิปไตยแบบอื่นเช่นที่อเมริกาหรือแม้แต่ อังกฤษ ข้อดีที่ว่านั้นคือ สถาบันกษัตริย์ได้กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนไทยที่ไม่รู้จักกันเกื้อกูลกัน โดยผ่านทางพระเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์คงเคยเห็นโครงการประเภท "รักในหลวงห่วงลูกหลานต่อต้านยาเสพติด" สมมติว่าโครงการนี้เราทำเต็มที่ แม้ชื่อจะบอกเพื่อในหลวง แต่ในหลวงท่านก็ไม่ได้อะไรดอกครับ พวกเราด้วยกันนี่แหละได้ ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์มารค เมื่อเห็นด้วยก็เลยอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยทบทวนความคิดหน่อยได้ไหมครับว่า หากทำให้สถาบันเล็กลง อย่างเจ้าต่างประเทศ เราจะได้ประโยชน์อะไร นอกจากเห็นซากความรุ่งเรืองที่เวลานี้ไม่มีประโยชน์แล้ว
 
ผมสนใจประเด็นที่อาจารย์สมภารพูดถึง จึงไปอ่าน มารค ตามไท.การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข.ใน สันติสุข โสภณสิริ (บรรณาธิการ). “วิถีสังคมไท: สรรนิพนธ์ทางวิชาการเนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์ ชุดที่ 2 ความคิดทางการเมืองการปกครอง” (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2544), หน้า 40-42. ใจความสำคัญตามที่อาจารย์สมภารอ้างถึงคือ
 
แง่ดีของระบบดังกล่าวไม่ใช่การเป็นศูนย์รวมของ ประชาชน การสร้างความสามัคคี เพราะบทบาทเหล่านี้การปกครองระบอบอื่นๆ ก็มีได้ แง่ดีของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย ต้องเป็น “คุณค่าเฉพาะ” ที่เรามีไม่เหมือนใคร ได้แก่ การที่องค์พระมหากษัตริย์สามารถเป็นจุดส่งต่อความห่วงใยจากพลเมืองคนหนึ่งไป สู่พลเมืองอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน การที่พลเมืองรักองค์พระมหากษัตริย์ และการที่พระมหากษัตริย์ห่วงใยพลเมืองทุกคนในลักษณะที่ทำให้พลเมืองทราบ อย่างชัดเจน คุณค่าพิเศษของระบอบนี้สามารถนำไปสู่สังคมที่คนในทุกส่วนของสังคมมองส่วน อื่นเป็นพวกเดียวกัน และต้องการให้มีชีวิตที่สงบสุขเช่นเดียวกันหมด คำขวัญที่ตรงกับประเด็นนี้คือ “รักในหลวง ร่วมกันห่วงใยเพื่อนร่วมชาติ” แต่คุณค่าพิเศษดังกล่าวนี้ของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขอยู่ในรูปของศักยภาพที่จะทำให้เกิดสภาพที่พึงปรารถนาที่ว่านั้น ซึ่งการที่ศักยภาพจะกลายเป็นสภาวะจริงย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ คือ พระมหากษัตริย์ต้องทรงประพฤติธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร
 
จะเห็นว่า “ข้อดี” หรือ “คุณค่าพิเศษ” ที่อาจารย์มารคพูดถึง เป็นการพูดถึงในสองความหมายคือ (1) เป็นคุณค่าพิเศษที่อยู่ในรูปของศักยภาพ (potentiality) หรือสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ หมายความว่าไม่ใช่ยืนยัน “ข้อเท็จจริง”  และ (2) ศักยภาพนั้นจะแสดงตัวออกมาเป็นสภาวะจริง (actuality) ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ คือพระมหากษัตริย์ต้องทรงประพฤติธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร
 
ปัญหาคือเวลาเราจะรู้ว่าบุคคลที่มีบทบาทสาธารณะมีจริยธรรมหรือ จรรยาบรรณในวิชาชีพนั้นๆ หรือไม่ เช่น นักการเมืองมีจริยธรรมหรือไม่ เรารู้ได้เพราะวิจารณ์ตรวจสอบได้ แต่กับสถาบันกษัตริย์เราทำเช่นนั้นไม่ได้ ดูเหมือนอาจารย์มารคก็มองเห็นปัญหาบางประการอยู่ ดังที่เขาเขียนว่า
 
แม้ระบอบนี้อาจมีปัญหาเรื่อง “ความเป็นอิสระทางศีลธรรม” แต่ก็แก้ได้โดยที่พระมหากษัตริย์ทรงให้โอกาสพลเมืองไตร่ตรองตัดสินเรื่อง ต่างๆ เชิงบรรทัดฐานซึ่งเกี่ยวกับวิธีอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่ครอบงำ ในเรื่องเฉพาะแต่ละเรื่อง แต่ให้แต่ละคนคิดในกรอบใหญ่ของศาสนา หรือระบบจริยธรรมของตน
 
แต่ข้อเสนอนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับ “พระมหากษัตริย์ทรงให้โอกาส” เหมือนเงื่อนไขเรื่องทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร ก็เป็นเงื่อนไขที่ขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์ในฐานะตัวบุคคล เพราะเงื่อนไขนี้จะเป็นเงื่อนไขเชิงสถาบันได้ ก็ต่อเมื่อมีการวางระบบให้วิจารณ์ตรวจสอบได้ เหมือนกับที่วิจารณ์ตรวจสอบจรรยาบรรณของบุคคลที่มีบทบาทสาธารณะอื่นๆ ได้เท่านั้น
 
ในที่สุดก็หนีไม่พ้นประเด็นปัญหาทางหลักการที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พยายามชี้ให้เห็น (อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะชี้แล้วชี้อีกๆๆๆ) ทั้งที่ปัญหานี้เป็นปัญหาทางหลักการตรงไปตรงมาง่ายๆ หรือ Common sense ที่สุดจนน่าแปลกใจว่าการถกเถียงทางปรัชญามองข้ามปัญหาเช่นนี้ไปได้อย่างไร (หรือละเลยที่จะถกเถียงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นสาธารณะได้อย่างไร) เพราะหากแก้ปัญหานี้ไม่ได้ข้อเสนอเชิงคุณค่าใดๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ล้วนแต่ไร้ความหมาย หรือไม่ make sense ทั้งนั้นเลย
 
ข้อเสนอของอาจารย์สมศักดิ์ (ผมสรุปโดยเนื้อหา) ก็คือ เมื่อเรายืนยันว่าสถาบันกษัตริย์มีคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างนั้นอย่าง นี้ (เช่น ในหลวงทรงงานหนัก และฯลฯ) ข้อยืนยันของเราจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีระบบกฎหมายที่ให้เสรีภาพในการเสนอ ข้อมูลด้านตรงข้ามได้ หรือวิจารณ์ตรวจสอบได้ พูดสั้นๆ คือต้อง Apply หลักการวิจารณ์ตรวจสอบนักการเมืองและบุคคลสาธารณะอื่นๆ กับการวิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ได้ในมาตรฐานเดียวกันนั่นเอง
 
ไม่เช่นนั้นเวลาเราพูดว่า “...องค์พระมหากษัตริย์สามารถเป็นจุดส่งต่อความห่วงใยจากพลเมืองคนหนึ่งไปสู่พลเมืองอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน...” หรือว่า “...สถาบัน กษัตริย์ได้กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนไทยที่ไม่รู้จักกันเกื้อกูลกันโดย ผ่านทางพระเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์คงเคยเห็นโครงการประเภท "รักในหลวงห่วงลูกหลานต่อต้านยาเสพติด" สมมติว่าโครงการนี้เราทำเต็มที่ แม้ชื่อจะบอกเพื่อในหลวง แต่ในหลวงท่านก็ไม่ได้อะไรดอกครับ พวกเราด้วยกันนี่แหละได้...” หากไม่ให้ประชาชนมีเสรีภาพเสนอข้อมูลด้าน ตรงข้ามมาเปรียบเทียบกัน (เช่น ถ้าคนพูดข้อมูลด้านที่เป็นความแตกแยก ความรุนแรงนองเลือดครั้งต่างๆ ที่ผ่านมาเพื่อนำมาโต้แย้งแล้วพวกเขาต้องติดคุก เป็นต้น) เราจะรู้ได้อย่างไรว่าที่พูดมานี้คือความจริง หรือว่ามีเหตุผล มีน้ำหนักควรแก่การยอมรับ
 
ยิ่งความเห็นของอาจารย์สมภารที่ว่า “...ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ มารค เมื่อเห็นด้วยก็เลยอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยทบทวนความคิดหน่อยได้ไหมครับว่า หากทำให้สถาบันเล็กลง อย่างเจ้าต่างประเทศ เราจะได้ประโยชน์อะไร นอกจากเห็นซากความรุ่งเรืองที่เวลานี้ไม่มีประโยชน์แล้ว...” ก็ยิ่งดูเหมือนว่าอาจารย์สมภาร (หรือคนจำนวนมากที่คิดเหมือนอาจารย์สมภาร) มีข้อสรุปกับตัวเองอยู่ก่อนแล้วว่า สถาบันกษัตริย์ตามที่เป็นมาและเป็นอยู่นี้มีประโยชน์ต่อสังคมไทยมากกว่า สถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศอยู่แล้ว หรือถ้าหากทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นเหมือนอังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นต้น สังคมไทยจะไม่ได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้ดีกว่าตามที่เป็นอยู่นี้ ข้อสรุปทำนองนี้จึงยังติดคำถามเดิมนั่นแหละว่า “รู้ได้อย่างไร?”
 
ฉะนั้น การใช้ทักษะทางปรัชญา หรือการอ้างเหตุผลใดๆ เพื่อยืนยันคุณค่า ประโยชน์ของสถาบันกษัตริย์ ถ้าหากไม่ใช่การอ้างเหตุผล หรือยืนยันไปพร้อมๆ กับการยืนยันให้ประชาชนมีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ การอ้างเหตุผลหรือการยืนยันนั้นๆ ย่อมไร้ความหมาย คือไม่มีข้อพิสูจน์หรือเหตุผลสนับสนุนเพียงพอว่าเหตุผลหรือข้อยืนยันนั้นๆ เป็นความจริงหรือมีความน่าเชื่อถือ
 
 
 
ปล. ผมกราบขอ อภัยอาจารย์สมภารอย่างสูง ที่ผมนำเรื่องแลกเปลี่ยนกันในบทความก่อนมาพูดต่อข้างเดียว แต่ผมมุ่งไปที่ “ความคิด” ไม่ได้มุ่งที่ “ตัวตน” อาจารย์สมภารเองก็บอกทำนองว่า คนเรานั้นไม่ว่าใครก็คิดถูกคิดผิดได้ และคิดใหม่ได้ ที่ผมนำมาเขียนต่อนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าตนเองคิดถูก หรือความคิดที่ตนเห็นด้วยถูกที่สุดแล้ว เพียงแต่อยากชวนให้ท่านผู้อ่านช่วยกันคิดต่อ หรือซักไซ้ไล่เรียงเหตุผลกันหลายๆ แง่ให้ตลอด เพราะปัญหายากๆ ของสังคมเรา คงต้องช่วยกันคิดกันอีกยาว

รัฐบาล: “ฟังผล”งานปี 1 เพื่อ “สร้างผล” งานปี 2 ดีกว่ามั๊ย?

ที่มา ประชาไท

 

 
“ขอโอกาสประชาชนให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ การทำงานก็เปรียบเหมือนการทำข้อสอบ คงไม่มีใครบอกว่า จะทำข้อสอบถูก 100 % ทุกวิชา แต่ดิฉันก็เชื่อมั่นว่า จะสอบผ่านทุกวิชา” เป็นคำกล่าวปิดท้ายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันปิดอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อสิงหาคม 2554 (ข่าวจาก นสพ.ออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
เป็นการเปรียบเทียบที่แหลมคม ไม่ผลีผลาม ถ่อมตัวในที แต่ก็มั่นใจในตน นุ่มครับ..เป็นอีกหนึ่งวลีเด็ดผู้นำที่ชวนฟังไม่น้อย
 
จากวันนั้นถึงวันนี้ครบ 1 ปีพอดี เวลาคงเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ผลการสอบของท่านนายกฯ ผ่าน หรือไม่ผ่าน แต่ละวิชาเป็นอย่างไร ทั้งวิชาเศรษฐกิจ วิชาสังคม วิชาการเมือง วิชาความมั่นคง ฯลฯ รวมทุกวิชาแล้วเกิน 50 % หรือไม่ ประการใด
 
หลายคนบอก “ผ่าน” แต่ก็มีไม่น้อยที่เห็นว่า “ไม่ผ่าน” บางคนก็เห็นว่า ผ่านบางวิชา ตกบางวิชา หลากหลายทัศนะ
 
ขึ้นกับมุมมองแต่ละคน แต่ละบริบท
 
ขณะที่รัฐบาลก็ประเมินตนเองเช่นกัน ว่าผลสอบเป็นอย่างไร 1 ปีทำอะไรบ้าง พอใจหรือไม่ เพียงใด โดยจะ “แถลงผลงาน” ในรอบ 1 ปี 23 สิงหาคม นี้
 
พูดถึงการสอบ เราๆ ท่านๆ คงเคยผ่านชีวิตการสอบกันมาทุกคน พอหมดเวลาเดินออกจากห้องสอบ ก็พอจะรู้ตัวเราเองแล้ว ว่า วิชานี้ทำได้มั๊ย จะได้คะแนนประมาณไหน A, B, C หรือ D
 
แต่บางวิชาก็ต้องลุ้นเหมือนกัน เช่น ลุ้น C เป็น B เนื่องเพราะไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า มันคลุมเครือบอกไม่ถูก
 
ใครเก่ง ลุ้น A ก็ไม่ว่ากัน แต่บางทีหวัง A กลับได้ B หรือ C ก็มี
 
ขณะนี้หมดเวลาสอบ 1 ปีของนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็คงพอจะรู้ตัวเอง ว่า แต่ละวิชาได้เกรดอะไร
 
อยู่ที่เนื้อหาที่ทำไป ตรง ไม่ตรง ถูก ไม่ถูก
 
ขึ้นกับรัฐบาล และผู้ประเมินมองเนื้อหาที่ทำไปอย่างไร ถูกทางแต่ไม่ถูกใจ ถูกต้องแต่ไม่ตอบโจทย์ เห็นตรงกันแค่ไหน เพียงใด ?
 
เห็นตรงกันก็ได้ A
 
ถูกทาง แต่ไม่ถูกใจ อาจได้ B
 
ถูกต้อง แต่ไม่ตอบโจทย์ ได้ C
 
เห็นไม่ตรงกัน ได้ D หรือไม่ ประการใด
 
ขณะที่ผู้ประเมินแต่ละภาคส่วน ก็อาจเห็นต่างกันอีก สุดแล้วแต่จะมอง เป็นปกติของการวัดประเมินค่างานใดๆ ซึ่งมันไม่มีหรอกที่จะเป๊ะ 2 + 2 = 4 อยู่ที่หลักคิด หลักการ เหตุผลในการพิจารณา
 
แต่ทำอย่างไรให้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด
 
มีคำถามชวนคิด: รัฐบาลประเมินอย่างหนึ่ง ภาคส่วนอื่นๆ ประเมินอีกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อไปมองเน้นคนละมุม ซึ่งก็เป็นไปได้ จะทำอย่างไร?
 
ยึดหลัก “จริงอย่างไรก็จริงอย่างนั้น” ซึ่งใครไปฝืนไม่ได้
 
รัฐบาลประเมินว่าดี แต่มันไม่จริง ไปไม่รอดหรอก
 
ภาคส่วนอื่นๆ ประเมินว่าไม่ดี แต่เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน ใครจะเชื่อ
 
เพราะเห็นกันอยู่ สัมผัสกันได้ ถึงบอกว่า จริงอย่างไรก็จริงอย่างนั้น
 
ผลประเมิน จึงมีคุณค่า
 
รู้แล้วยังไงต่อ นี่สิคุณค่ากว่า รับทราบแต่ไม่นำผลประเมินไปใช้ ก็ไร้ความหมาย
 
อย่างไรก็ตาม ผลประเมินของใคร ภาคส่วนไหนจะว่าอย่างไร ดี ไม่ดี ผ่าน ไม่ผ่าน หากอยู่บนความบริสุทธิ์ใจและเจตนาที่ดี รัฐบาลต้อง “ฟัง” ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งทางการประชาสัมพันธ์ (PR) ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
 
ฟังแล้วนำไปใช้เป็นโอกาส... คุณค่าและความหมายอยู่ตรงนี้ ใช่หรือไม่ ประการใด?
 
ผู้เขียนลองคลิ๊กเข้าไปดูข่าวสารทางสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะในมุมมองภาคเอกชน ที่มีต่อการทำงาน 1 ปีของรัฐบาล
 
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่า ผ่านแบบเฉียดฉิว แต่ชื่นชมนายกรัฐมนตรีตั้งใจทำงาน ถ้าคะแนนเต็ม 10 ให้ 6-7 คะแนน (ข่าวจากสื่อออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
หอการค้าไทย บอกทำได้ดีกว่าที่คาดหวัง ให้ 7 เต็ม 10 ขณะที่เห็นว่า การจัดความสำคัญก่อนหลัง และการตัดสินใจทางการเมืองต่อการยุติปัญหาต่างๆให้ 4 เต็ม 10 (ข่าวจากสื่อออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ เห็นว่า สอบผ่าน (ข่าวจากสื่อออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
โดยรวมๆ ค่าคะแนนน่าจะอยู่กลางๆ ก็คือ สอบผ่าน
 
ที่ต้องฟัง มิเพียงเป็นกลไก PR หากเพราะภาคธุรกิจเอกชนเป็นสเกลที่ใหญ่ มีบทบาทต่อการผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ทั้งในและต่างประเทศ
 
ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล จะไปได้แค่ไหน อยู่รอดหรือเติบโตก้าวไกลอย่างไร อยู่ที่ภาคธุรกิจเอกชน
 
รัฐบาลเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุน เป็นผู้กำหนดนโยบาย ชี้ทิศทางและเป้าหมาย ฟังแล้วนำไปใช้ประโยชน์ต่อการปรับตัว ปรับการทำงาน ปรับนโยบาย
 
รัฐบาล และภาคเอกชน จึงหนุนนำกันและกัน
 
ขณะเดียวกัน ฟังภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ทั้งภาคประชาสังคม ภาคความมั่นคง ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน ภาคการเมืองด้วยกัน ฝ่ายค้าน ฯลฯ มีความเห็น ติชมอย่างไร
 
ยิ่งฟัง ยิ่งได้ !
 
ความสำเร็จ หรือล้มเหลวของนโยบายการบริหารของรัฐบาล ต้องให้ภาคส่วนต่างๆ เป็นผู้บอก เพราะเขาเป็นคนเห็น เป็นคนสัมผัส เป็นผู้ใช้บริการโครงการรัฐ
 
นำมาตรวจสอบตรวจทานกับผลประเมินของรัฐบาล ตรงไหนถูก ตรงไหนผิด ตรงไหนดี-ไม่ดี จริง- ไม่จริง ใช่-ไม่ใช่ อย่างไร แล้วนำไปปรับใช้
 
จริง ก็คือจริง ทุกคนยอมรับ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความจริงได้
 
ที่สำคัญ รู้ความจริงแล้ว จะไปต่ออย่างไร เพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สร้างสุข สลายทุกข์ให้ประชาชนได้มากขึ้น
 
กระทั่งแข่งกับเวทีโลก แข่งประชาคมอาเซียน จะเป็นคู่ค้า คู่แข่งกันอย่างไร ก็ว่าไป นี่ก็ใกล้ปี 2558 แล้ว
 
ฟังผลงานปี 1 เพื่อสร้างผลงานปี 2 ดีกว่ามั๊ย
 
อย่าลืมว่า ประชาชน คนยากคนจนรอคอยอยู่ และพึ่งพา พึ่งหวังรัฐบาล เพราะปากท้องเศรษฐกิจ ชีวิตต้องดำเนินต่อไปทุกวัน ชีวิตไม่เคยหยุด ผลประเมินก็ต้องไม่หยุด ทำอย่างไรให้ผลประเมินมีชีวิต เป็นอื่นไปไม่ได้ ต้องนำไปใช้
 
ให้ปี 2 ดีกว่าปี 1 ได้อย่างไร? เป็นโอกาสและความท้าทายไม่น้อย
 
ในฐานะที่สนใจ PR มีมุมมองในเชิง “การประชาสัมพันธ์รัฐบาล” จะใช้การ “ฟัง” ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร
 
เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้อ่านอาจเห็นต่าง เห็นแย้ง เห็นเพิ่ม ถือเป็นประโยชน์หลากหลายมิติ ส่งผลดีต่อประเทศ
 
โดยผู้เขียนมีแง่คิด บางเหลี่ยมบางมุม ดังนี้ ประการแรก ฟังปัญหา โดยการประเมินของภาคส่วนต่างๆ มักพูดถึงปัญหาการทำงานของรัฐบาลอยู่ด้วยเสมอ ฟังแล้ว (ถ้าเห็นว่าใช่) นำมาจัดเป็นกลุ่มๆ เพื่อพิจารณา และหาทางแก้ไข จะดีหรือไม่ ประการใด? เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังของปัญหา หรือทำไปพร้อมกันได้ ทุกข์ของใครเร่งด่วนกว่า รอได้ หรือต้องแก้ทันที
 
รวมถึงปัญหาที่รับฟังมาตลอดทั้งปี นำมาใช้เป็นโอกาส เพื่อสร้างผลงานใหม่ๆ ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาปัญหาใดๆ อีกแล้ว หากแก้ไขได้ดีกว่าประชาชนคาดคิด ยิ่งประทับใจ
 
ประการที่ 2 ฟังความต้องการ โดยน่าจะพิจารณาสนองตอบต่อความต้องการของภาคส่วนนั้นๆ ที่เห็นว่าเป็นความต้องการที่ดี ใช่เลย ถูกทิศถูกทางถูกต้อง
 
ไม่สนองตอบไม่ได้ ประเทศเสียหาย และเสียโอกาสประชาชน ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาความต้องการใดๆ อีกเช่นกัน
 
ความต้องการของประชาชน บวกวิสัยทัศน์รัฐบาล อาจพบหนทางใหม่ๆ ไปสู่ผลลัพธ์ความสำเร็จใหม่ๆ ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
 
ประการที่ 3 ควรตรวจสอบ ทบทวนนโยบายรัฐบาล 1 ปีที่ผ่านมา ลด ละ เลิกนโยบาย หรืองานโครงการที่ไม่จำเป็นหรือล้าสมัย นอกจากสิ้นเปลืองงบประมาณแล้ว ยังไม่ตอบโจทย์ประชาชนในยุคใหม่จะทำต่อไปทำไม เมื่อประชาชนไม่ต้องการแล้ว ก็ควรจะสร้างความต้องการใหม่ๆ นโยบายไหนควรคงไว้ อันไหนเขย่งอยู่ ควรต้องเขย่า เพื่อให้นโยบายเข้ารูปเข้ารอย ได้เหลี่ยมได้มุมยิ่งขึ้น หากช้า ระวังเสียงบ่นจากประชาชน ดีไม่ดีเจอทวงถาม
 
ประการที่ 4 ใช้กลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้งในการสร้างผลงานใหม่ๆ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในทางการประชาสัมพันธ์รัฐบาลมีจำนวนมากที่ควรจะเข้าถึง อาจช่วยให้การบริหารงานในปี 2 ง่ายขึ้น เพราะมองจากปลายทางเข้ามาต้นทาง แล้วใส่โครงการเข้าไป การพัฒนาเปลี่ยนแปลงใดๆอยู่ที่คน 2 ฝ่าย คือ รัฐบาล กับประชาชน
 
รัฐบาลอยากเห็นผลวิสัยทัศน์ให้ประชาชน ประเทศเป็นอย่างไร ก็สร้างผลงานตามนั้น
 
ประการที่ 5 กำหนดนโยบายริเริ่มใหม่ๆ เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน สังคมไทยก็เปลี่ยนตามโลก มิเพียงเพื่อให้ทันโลก แต่ต้องนำโลก เห็นอะไรก่อนประเทศอื่น เช่น จะเป็นประชาคมอาเซียนปี 2558 ไทยเห็นอะไรก่อน 8-9 ประเทศบ้าง เห็นแล้วดักความเจริญล่วงหน้าอย่างไรให้ได้ประโยชน์ก่อนคนอื่น ไม่มีใครว่า เพราะประโยชน์นั้นมิใช่ไปเอาเปรียบใคร แต่เราเห็นก่อน คิดได้เอง อ่านขาดกว่า อยู่ที่การออกแบบนโยบายอย่างไร เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย
 
ประการที่ 6 ควรจะต้องบริหารเชิงกลยุทธ์มากขึ้นในปีที่ 2 เพราะย่อมจะพบโจทย์ใหม่ที่ยากขึ้นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ยึด 2-3 คำง่ายๆ เจ๋ง ฉีกแนว ไม่ซ้ำใคร จะทำให้ได้ผลงานเหนือผลงานเดิมๆ สะท้อนถึงผลสำเร็จเกินคาดคิด หากทำได้ ก็จะลบครหาจากผู้ประเมินที่บอกว่า ผลงานรัฐบาลยังไม่เป็นรูปธรรมเด่นชัด
 
ที่สำคัญ ทำแล้วอย่าลืมตีปี๊บ PR ออกไป รับรองผลงานเด่นชัดแน่ คนรู้ สังคมเห็น
 
ประการที่ 7 ต้องใช้ฐานะความได้เปรียบของความเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล นั่นคืองบประมาณในมือ ในปี 2 นี้จะสร้างผลงานในประการที่ 1 - 6 ให้โดดเด่นอย่างไรก็ได้ ใช้เงินทำงาน ไม่มีใครว่า ใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประชาชน และประเทศก้าวหน้า เป็นโอกาสของรัฐบาล ที่จะสร้างความสำเร็จใหม่ๆได้ดั่งใจ
 
หรือใครไม่อยากเห็นประชาชนมีความสุข และประเทศก้าวหน้า ยกมือขึ้น !?

ศปช.นำเสนอรายงาน เม.ย.-พ.ค. อำมหิต

ที่มา ประชาไท

 



ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 หรือ (ศปช.) จัดแถลงข่าวนำเสนอรายงาน "ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53" เมื่อ19 ส.ค.55 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการจากกลุ่มสันติประชาธรรม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นการบันทึกข้อเท็จจริง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยมุ่งหวังว่าในอนาคต การรวบรวมข้อมูลนี้จะสามารถนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบ และนำคนผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของคณะทำงานคือการเข้าไม่ถึงข้อมูลจากภาครัฐ ไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารหรือเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูล แต่ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลเอกสารทางการเท่าที่มีการเผยแพร่และหามาได้ไว้ ทั้งหมด รวมถึงหลักฐานจำพวกคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก และส่วนใหญ่ถูกลบไปแล้ว
"นี่เป็นรายงานที่สะท้อนเสียงและมุมมองของประชานที่ตกเป็นเหยื่อ และเป็นเสมือนคำประกาศต่อสังคมไทย ว่า เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย เราไม่มีวันไม่ยอมรับวัฒนธรรมการบูชาความปรองดองและความมั่นคงของรัฐ แต่ดูถูกเหยียบย่ำสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล" พวงทอง กล่าว ประชาไท นำวิดีโอส่วนหนึ่งจากการแถลงข่าวดังกล่าวมานำเสนอ


เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
เว็บไซต์ ศป

จาก FTA ไทย-ยุโรป ถึง ACTA เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไม่เข้าใครออกใคร

ที่มา ประชาไท

 

เรื่องของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของไทยกับประเทศมหาอำนาจทั้งหลายหลายเงียบไปพักใหญ่ ทั้งจากเงื่อนไขประเทศคู่เจรจา และเขื่อนไขภายในของไทยเอง
เอฟทีเอ วอทช์ หรือหน่วยจับตาการทำเอฟทีเอ ของภาคประชาชน เริ่มส่งเสียงเรื่องนี้อีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวเรียกประชุมหน่วยงานด้านการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป (อียู)
โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวการเร่งนำร่างกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เข้าสู่ ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้เพื่อทันการพิจารณาของรัฐสภาใน ส.ค.นี้
เอกสารการประชุมว่าด้วยกรอบการเจรจาที่เล็ดรอดออกมา ทำให้เห็นข้อเรียกร้องของอียูอย่างชัดเจน และที่ชัดเจนกว่าคือความเห็นของหน่วยงานไทย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
“กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ควรกำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า TRIPs หรือยอมรับ TRIPs Plus ในการจัดทำการค้าเสรีเนื่องจาก การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาเพิ่มเติม 5 ปีจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุบัน และการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (Generic drugs) วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด”
เอกสารร่างกรอบการเจรจาระบุ
หากใครตามเรื่องเอฟทีเอ ก็คงทราบดีว่านักวิชาการและเอ็นจีโอในแวดวงสาธารณสุขค้านกันแข็งขันในเรื่องนี้
ในเอฟทีเอของอียู ในส่วนที่เกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญานั้น มุ่งเน้นให้ไทยยอมรับทริปส์พลัส  บวกเพิ่มเติมข้อกำหนดกันเข้ามาหลายเรื่อง มีความห่วงกังวลว่าการรับทริปส์พลัสที่ว่าจะกระทบกับการเข้าถึงยาของประชาชน
ทริปส์ (เฉยๆ )คือข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขององค์การการค้าโลกที่สมาชิกภาคี 155 ประเทศ รวมทั้งไทย ต้องผูกพัน 
ทริปส์กำหนดข้อปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งมีมาตรการยืดหยุ่นให้ประเทศกำลังพัฒนาได้หายใจหายคอบ้าง อันที่เราน่าจะคุ้นหูดีคือ มาตรการการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล ที่ไทยเคยเอามาใช้นำเข้ายาสามัญ ไม่ว่ายาต้านไวรัส ยารักษาโรคหลอดเลือดฯ เมื่อปี 2550
ส่วนทริปพลัส (หรือทริปส์บวก)  ง่ายๆ คืออะไรก็ตามที่เข้มงวดมากเกินไปกว่าที่ทริปส์กำหนด
หากจะเข้าใจเสียงค้านในประเด็นนี้ ก็คงต้องกล่าวถึงรายละเอียดของเรื่อง
จิราพร ลิ้มปานานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปประเด็นปัญหาไว้ว่า
ข้อกังวลหลักๆ คือ
-มีการจัดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะยา ให้เป็น “ยาปลอม” แม้แต่ยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็เข้าข่าย “ยาปลอม” ด้วย ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง ยาปลอมในความหมายขององค์การอนามัยโลกหมายถึงยาที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ บริโภค มีฉลากเป็นเท็จ มีส่วนผสมปลอม ฯ การขยายนิยามเช่นนี้ง่ายต่อการกีดกันยาชื่อสามัญ
-มีการคุ้มรองข้อมูลทดสอบยา 5 ปี (Data Exclusivity : DE) คือห้ามใครจดทะเบียนยาชื่อสามัญในระหว่างที่ยาต้นกำเนิดของยุโรปวางตลาดใน 5 ปีแรก  ทำให้หลายคนเรียกมาตรการนี้ว่า การผูกขาดข้อมูลยาแทนด้วย ปัจจุบันในไทยไม่มี DE หรือข้อห้ามนี้ นับเป็นการผูกขาดตลาดผู้เดียวเหนาะๆ 5 ปี ไม่ว่ายาต้นกำเนิดจะมีสิทธิบัตรหรือไม่ หรือยาชื่อสามัญจะใช้วิธีแตกต่างไปหรือไม่
-กรมเจราการค้าบอกว่า “การมี DE อาจมีผลทำให้ยาสามัญ  วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด” แต่จากการศึกษาของจิราพรและคณะ 1 ศึกษาผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านยาหากมี DE พบว่า
ถ้ามี DE ค่าใช้จ่ายด่านยา จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในปีที่ 5 จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท
ถ้าให้มีการขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร ในปีที่ 5 ค่าใช้จ่ายด้านยาจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท
ดังนั้น การมี DE จึงเป็นการผูกขาดตลาดที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และสร้างภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก และไม่น่าจะกระทบต่อการเข้าถึงยาอย่าง “จำกัด” อย่างที่กรมเจรจาการค้าคาด
-ให้อียู แล้วต้องให้ประเทศอื่นที่มาทำเอฟทีเอด้วย ตามมาตรา 4 ของ TRIPS ระบุว่าถ้าให้การคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประเทศหนึ่งประเทศใด ก็ต้องทำกับทุกประเทศใน WTO ดังนั้น จึงเชื่อว่าความเสียหายที่เกิดจากเรื่องนี้ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับ “ยา” จะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์เรื่องอื่นที่ได้รับจาก EU
สภาอียูยังคว่ำ ACTA  เกรงคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาละเมิดสิทธิประชาชน
“แม้ว่า ร่างความตกลง ACTA ล้มไป แต่สาระเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงยา การเข้าถึงความรู้และฐานทรัพยากรชีวภาพไม่ได้หายไปด้วย แต่ยังมีความพยายามผลักดันสาระเหล่านี้ในการเจรจาเขตการค้าเสรีหรือ FTA ใน หลายประเทศโดยเฉพาะในเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป และ ในการเจรจาการค้าในรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อว่า “ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิค หรือ Trans-Pacific Partnership เรียกย่อๆว่า TPPAโดยมีหลายประเทศเข้าร่วมในวงเจรจาทั้งประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและสหรัฐอเมริกา”
ความเห็นร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพหลายแห่ง
ACTA หรือ Anti-Counterfeiting Trade Agreement  หรือข้อตกลงว่าด้วยการต่อต้านสินค้าปลอมแปลง นับเป็นทริปส์พลัสแบบหนึ่ง เน้นควบคุมสินค้าปลอม ซึ่งรวมถึงยาปลอม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญหาทางอินเตอร์เน็ต เข้มข้นกว่าทริปส์
เรื่องนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเกี่ยวพันกับเรื่องยาด้วย และเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อ สภายุโรปเองก็ยังโหวตไม่รับเรื่องนี้
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล จาก FOCUS  เล่าว่า ใน ACTA มีความพยายามขยายนิยาม “ยาปลอม” ซึ่งโดยปกติองค์การอนามัยโลก หรือ WHO พูดถึงมันในแง่คุณภาพ และความปลอดภัย แต่ ACTA คลุมไปถึงเรื่องยาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ยาชื่อสามัญสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิบัตร และยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้มาตรการยืดหยุ่นที่มีในทริปส์
ใน ACTA ยังมีมาตรการชายแดน ซึ่งยึดจับยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ระหว่างขนส่ง และสามารถเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด โดยเพิ่มโทษอาญาเข้าไปด้วย นอกจากนี้ยังยกเลิกคำสั่งศาลให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ACTA เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ พ.ค.2008 แต่รั่วสู่สายตา NGOs ทั่วโลกเสียก่อนจะมีการเจรจาในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน คุยกัน 9 ครั้ง จนกระทั่งปี 2011 จึงได้ข้อสรุป และมีการลงนาม โดยประเทศหลักที่ลงนามแล้วได้แก่ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น โมรอคโค แคนาดา สิงคโปร์ เกาหลีใต้
จนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สภายุโปรมีมติไม่ลงนามใน ACTA ด้วยคะแนน 478 ต่อ 39 (165 งดออกเสียง)
ด้วยเหตุผลว่า การเจรจาเป็นความลับตลอดมา ขาดความโปร่งใส และไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ขาดการรับฟังเสียงประชาชน, เนื้อหามีความคลุมเครือ, ผสมหลายเรื่องเข้าได้กัน ทั้งที่ควรจะแก้ไขแบบแยกส่วน, ละเมิดสิทธิขั้นพื้นที่ของประชาชน, เอื้อประโยชน์ต่อยาชื่อยี่ห้อต้นตำรับ บั่นทอนยาชื่อสามัญ
ถึงที่สุดคงต้องรอดูคำอธิบายใน “ภาพรวม”จากหน่วยงานของรัฐหรือภาคส่วนอื่นด้วยว่า จะได้อะไรบ้าง  คุ้มกับที่เสียหรือไม่  ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องผ่านด่านแรกเสียก่อน คือ เปิดโอกาสให้ได้รับรู้และถกเถียงอย่างกว้างขวางโดยแท้จริง

==============
1  จิราพร ลิ้มปานานนท์, นุศราพร เกษสมบูรณ์, วิทยา กุลสมบูรณ์, อุษาวดี มาลีวงศ์, อัจฉรา เอกแสงศรี และปริญญา เปาทอง (2553) โครงการวิจัยผลกระทบของข้อเรียกร้องด้านสิทธิบัตรในข้อตกลงเขตการค้าเสรี ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในประเทศ
และ โครงการวิจัย “ผลกระทบและมาตรการรองรับ กรณีขยายความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อเปิด เขตการค้าเสรี ไทย – สหรัฐอเมริกา : มิติผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและต่อสุขภาพ”, Southeast Asian Journal Tropical Medicine Public Health. หน้า 667-677.

แม่น้องเกด ระบุศาลอาญาระหว่างประเทศแม้จะริบหรี่แต่ดีกว่าไม่มีหวัง ปิยบุตรเรียกร้องรัฐบาลจริงใจ

ที่มา ประชาไท

 

แม่น้องเกดเปิดใจ รู้ศาลอาญาระหว่างประเทศริบหรี่ แต่ดีกว่าไม่มีหวัง ปิยบุตร แสงกนกกุลเรียกร้องรัฐบาลจริงใจจะให้สัตยาบันหรือจะประกาศฝ่ายเดียวให้ศาลา อาญาระหว่างประเทศมีอำนาจเข้ามาพิจารณาย้องหลังหรือไม่ ก็ควรพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลี้ยงกระแสให้ความหวังกับคนเสื้อแดง
19 ส.ค. การเสวนาที่จัดขึ้นโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการ ชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 2553 ในช่วงบ่าย นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของอาสาพยาบาลกมนเกด อัคฮาดที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 ที่วัดปทุมวนารามกล่าวถึงเหตุที่เธอต้องการดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าแม้จะได้คำแนะนำจากนายโรเบิร์ต
อัมสเตอร์ดัม ทนายความว่า เป็นช่องทางที่เหมือนไฟริบหรี่ แต่ก็เพียงพอแล้วต่อความหวังที่จะไม่ให้คดีที่ลูกสาวเสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมจะจบลงด้วยการนิรโทษกรรมเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นกับการสังหารหมู่ ประชาชนที่ผ่านมาในอดีต และพร้อมจะโหมไฟที่ริบหรี่ให้ลุกโชนขึ้น ความกังวลของเธอขณะนี้คือ รัฐบาลจะใช้คำว่าปรองดองมาครอบหัวให้ยอมรับการนิรโทษกรรม
โดยเธอกล่าวว่า เธอยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศว่า แม้ครั้งนี้คนตายอาจจะไม่มาก แต่ถ้าย้อนพิจารณาประวัติศาสต์ของไทยจะพบว่าคนไทยตายไปหลายพันศพแล้วจากการ กระทำของรัฐ
วิธีการไปศาลาอาญาระหว่างประเทศริบหรี่แค่ไหน เพียงใด มีโอกาสไหม
ปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายว่า วิธีการที่ไทยจะเข้าสู่กระบวนการศาลอาญาระหว่างประเทศมี 2ทาง ที่จะให้ไทยอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลฯ ได้ 1) คือ ไปลงนามให้สัตยาบัน ซึ่งจะมีผลต้องบวก 60 วัน บวกวันที่ 1 ของวันถัดไปจากนั้น คือมีผลไปข้างหน้าไม่มีผลถอยไปข้างหลัง 2) อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ไม่ได้ลงสัตยาบันสามารถประกาศให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจย้อน หลังได้
กรณีที่สอง คือ (โกตดิวัวร์)ไอวอรี่โคสต์ ลงนามประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลเมื่อ 18 เม.ย. 2003 เขียนยอมรับว่า ตามมาตรา 12 วรรค 3 ของธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ รัฐบาลไอวอรี่โคสต์ยอมรับให้เข้ามามีอำนาจตั้งแต่ 19 กันยายน 2002 จากนั้นมีการให้สัตยาบัน แล้วเมื่อปี 2010 เมื่อเปลี่ยนประธานาธิบดีคนใหม่ก็ประกาศซ้ำอีกรอบหนึ่ง สุดท้ายวันที่ 10 ก.พ. 2012 ให้ย้อนกลับไปสอบสวนตั้งแต่ 19 กันยายน 2002
อย่างไรก็ตาม การยอมรับเขตอำนาจศาลนั้นถอยไปไม่เกิน 1 ก.ค. 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญกรุงโรมประกาศใช้
นายปิยบุตรกล่าวว่า หากถามเขาว่าจะให้เลือกทางไหน ถ้าพูดแบบฝันก็เอาทั้งสองทาง คือ หนึ่งประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลก่อน จากนั้นให้สัตยาบัณซ้ำอีกที แต่กรณีของไทย แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังไม่ได้ ถ้าให้หวังว่ารัฐบาลไทยจะทำทั้งสองอย่างยิ่งเป็นไปไม่ได้
นายปิยบุตรอธิบายต่อไปว่า เมื่อประกาศรับเขตอำนาจศาลแล้ว ศาลจะรับพิจารณาคดีของเราหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ซึ่งศาลมี
ฆ่าล่งเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ, สงคราม และการรุกราน
ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างระเทศเป็นศาลเสริม ศาลเสริมในที่นี่มาตรา 17 ธรรมนูญกรุงโรมก็เขียนไว้ว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศของคุณต้องดำเนินการ ให้เสร็จครบถ้วนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประเทศต่างๆ แต่ธรรมนูญกรุงโรมก็ระบุลักษณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศที่จะมีอำนาจเข้ามา พิจารณาคดีว่า กระบวนการยุติธรรมของประเทศไม่มีเจตจำนงจะดำเนินคดี หรือไม่มีความสามารถในการดำเนินคดี
คดีที่วางบรรทัดฐานไว้คือคดีซูดานซึ่งไม่ได้เป็นรัฐสมาชิก แต่ไปสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้เพราะคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติให้ ส่งให้ แต่ของไทยโรเบิร์ตอัมสเตอร์ดัมส่งคดีให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นกัน แต่หวังยากเพราะเมื่อเทียบซูดานนั้นมีคนตายจำนวนมาก
ส่วนคำว่า ไม่มีความสามารถหรือไม่มีเจตจำนงในการดำเนินคดีมีความหมาย เช่น ประเทศที่มีการนิรโทษกรรมบ่อยๆ แสดงว่าไม่มีเจตจำนง ส่วนคำว่าไม่มีความสามารถคือศาลไม่เป็นกลาง ไม่มีความน่าเชื่อถือ ถ้าเกิดเหตุการเช่นนี้ศาลเสริมก็มีอำนาจที่จะเข้ามาพิจารณาได้
จากเงื่อนไขเหล่านี้ เงื่อนไขการกระทำความผิด ต้องเป็นความผิดร้ายแรงอย่างยิ่ง ซึ่งแนวบรรทัดฐานที่ผ่านมามีคดีที่ได้พิพากษาไป 1 คดีที่วางแนวว่าร้ายแรงเพียงพอคือ มีขนาดใหญ่มาก และวิธีการที่กระทำความผิดเป็นวิธีการที่รุนแรงร้ายแรงอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าหลักเกณฑ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็จะมาสู่การพิจารณาในประเด็นสุดท้ายคือ คนๆ หนึ่งถูกพิพากษาไปแล้วจะไม่ถูกพิพากษาซ้ำอีก
“ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขึ้นตอนต่างๆ ที่จะไปสู่การพิจารณาของศาลาอญาระหว่างประเทศนั้นยากมาก แต่ถ้าจะไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ถูกต้อง และเมื่อผมได้ฟังจากผู้ได้รับผลกระทบแล้วมันสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมของ ไทยไม่มีใครเชื่อถือ เขาจึงต้องไปฝันถึงสิ่งไกลตัวแม้มันจะริบหรี่
“เราต้องพยายามทำใหเรื่องของศาลอาญาระวห่าปงระเทศไม่ใช่เป็นหัวข้อเฉพาะ คนเสื้อแดงเท่านั้น มันเป็นประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลทุกคน เพราะไม่ว่านรัฐภายหน้าจะเป็นใครแต่ถ้าคิดจะทำความรุนแรงกับประชาชนก็จะฉุก คิดได้ถึงเขตอำนาจของศาล
“แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงกล่าวกันบ่อยๆ ว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่พร้อม อ้างว่าเราต้องทำการศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัฐ เป็นเหตุผลคลาสสิกเพื่อดึงเวลา เหตุผลประการที่สองคือ สี่ฐานความผิดนั้นประเทศไทยไม่เคบมีองค์ประกอบความผิดนี้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย เขาใช้ธรรมนูญกรุงโรมตัดสิน เหตุผลนี้ไม่สมบูรณ์”
ปิยบุตรวิพากษ์ว่าหตุผลอีกประการที่สำคัญคืออ้างว่าธรรมนูญกรุงโรมขัดกับ มาตรา 8 รธน.วรรค 2 ของไทยที่ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ไม่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมระบุว่า ถ้ากฎหมายภายในให้เอกสิทธิ์คุ้มกันบุคคลใดๆ นั้นอ้างไม่ได้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ “วิธีอธิบายที่ง่ายที่สุดเลยว่า แล้ว 121 ประเทศที่ให้สัตยาบันมีประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในยุโรปทั้งหมดที่มีพระมหากษัตริย์ก็ให้สัตยาบันทั้งหมด ญี่ปุ่น กัมพูชา ก็เช่นกัน” โดยนายปิยบุตรตั้งข้อสังเกตว่าประเทศที่ไม่ยอมลงนาม เพาะรู้สึกว่าวันข้างหน้าจะโดนหรือไม่ เช่น อเมริกา รัสเซีย
“การอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ต่างประเทศเขาก็ถามว่าประเทศคุณพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญหรือ ก็เรียนไปยังส่วนราชการต่างๆ อย่าอ้างเหตุผลมาตรา 8 เลยเพราะไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์”
สถิติศาลอาญาระหว่างประเทศเพิ่งดำเนินคดี 7 กรณีจากสามพันกว่ากรณี
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากคดีที่ฟ้องร้องไปยังศาลฯ กว่าสามพันคดี มี 7 คดีเท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณา คือยูกานดา คองโก เป็นสมาชิก รัฐบาลส่งเอง เคนยา เป็นสมาชิก อัยการศาลอาญาระหว่าประเทศลงมาขอเปิดการสอบสวนเอง ลิเบีย และโกตดิวัวร์ ทั้งหมดเป็นประเทศอาฟริกา
อีกแปดกรณีกำลังอยู่ชั้นการไต่สวนเบื้องต้น มีเกาหลีใต้ มาลี ฮอนดูรัส จอร์เจีย โซมาลี เป็นต้น กรณีมาลี กับฮอนดูรัสพัวพันกับการรัฐประหารด้วย
ส่วนขั้นตอนของญาติฯ ที่ร้องโดยโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเป็นทนายนั้นจะใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน และเมื่อเป็นกฎหมายระหว่างประเทศก็พันกับการเมืองระหว่างประเทศ
“เราจะเห็นกรณีโกตดิวัวร์ ยื่นคำร้องปี 2002 กว่าจะพิจารณาคดีก็ปี 2012 ซึ่งประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามา ปนะเทศยุโรปหนุนหลังเกือบทั้งหมด
“สิ่งที่ฝากถึงรัฐบาลก็คือ น่าจะพูดกันตรงไปตรงาว่าไม่ลง หรือลง จะให้เขตอำนาจย้อนหลัง หรือจะให้สัตยาบัน ก็บอกมา แต่อย่าขายความฝันว่ายังศึกษาอยู่ แล้วคนเสื้อแดงที่สู้เรื่องนี้ ผมก็นับถือหัวจิตหัวใจ คือคนที่ไม่รู้จะหวังกับอะไร แล้วความหวังริบหรี่แบบนี้มันมีคุณค่ามหาศาลมากกว่าให้นักการเมืองเอาความ หวังที่ริบหนี่นี้โหนกระแสไปเรื่อยๆ”
ส่วนกรณีที่จะอาศัยช่องทางสัญชาติอังกฤษ ต้องมีการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ประเทศอังกฤษก่อน ปัญหาคือใครจะไปดำเนินการดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศระบุว่า อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คนทำเพียงคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องกลับไปที่ช่องทางการให้สัตยยาบันธรรมนูญกรุงโรม หรือประกาศฝ่ายเดียวให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี

หมอนิรันดร์ ร่วม “ปฏิญญาหน้าศาล” ย้ำการมีนักโทษการเมืองคือการละเมิดสิทธิฯ

ที่มา ประชาไท

 

ชี้หลักสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยกำลังถูกท้าทาย และเปลี่ยนผ่าน เสนอสิทธิในการรับรู้ความจริง-สิทธิในการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ-สิทธิที่จะ ได้รับการชดเชยและเยียวยา คือสิทธิสำคัญ ต้องสู้ต่อไป
 
19 ส.ค.55 เวลา 14.00 น. บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดาภิเษก กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลซึ่งจัดกิจกรรมหน้าศาลอาญาทุกอาทิตย์ ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “นักโทษการเมืองกับสิทธิมนุษยชน” โดยมี นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาเป็นวิทยากร
 
นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าคำที่ตรงกว่าคำว่านักโทษการเมือง คือนักโทษที่มีความคิดเห็นที่ต่าง การมีความคิดเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตยถือว่าเป็นเรื่องดี และสะท้อนความเป็นประชาธิปไตย ถ้ากำหนดให้คิดเหมือนกันนั่นคือระบอบเผด็จการ ปัญหาการมีคนคิดเห็นต่างแล้วต้องเข้าไปอยู่ในคุก โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือนั้น ยืนยันว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น
 
ในอดีต คนที่เห็นต่างทางการเมืองหรือเห็นต่างในเรื่องนโยบายสาธารณะ ก็มักถูกกล่าวโทษด้วยกฎหมายอาญา เช่น ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น หรือนักศึกษาในสมัย 6 ตุลา 2519 ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กรณี 4 รัฐมนตรีจากภาคอีสานสมัยทศวรรษ 2490 ที่ถูกมองว่าจะแบ่งแยกดินแดน รางวัลที่ได้รับคือถูกฆ่าตาย รวมทั้งพี่น้องภาคใต้ เช่น กรณีหะยีสุหลง ก็มีความเห็นต่างทางนโยบายให้สามจังหวัดภาคใต้มีอิสระในการจัดการนโยบายตน เอง ก็ถูกกล่าวหาว่าแบ่งแยกดินแดน และรางวัลที่ได้รับคือถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน
 
ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าการต่อสู้ในเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองมีมาตลอด และใน 4-5 ปีนี้ก็มีกรณีหลายอย่างที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิคนที่มีความเห็นต่าง อันทำให้เกิดนักโทษการเมือง เช่น การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, กฎหมายความมั่นคง, กฎหมายการชุมนุมต่างๆ
 
แม้แต่กรณีชาวบ้านชุมนุมเรียกร้องประเด็นทรัพยากร อย่างกรณีเขื่อนปากมูนหรือเขื่อนราษีไศลที่ถูกจับ ก็คือข้อหาก่อการร้าย ฉะนั้นเวลาที่จะจัดการกับคนที่เห็นต่างหรือขัดต่ออำนาจ มักจะถูกหาเหตุจากในเรื่องกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องทรัพยากรก็จะเอากฎหมายสิ่งแวดล้อมมาใช้ เช่น ชาวบ้านที่อยู่ในป่าก็โดนข้อหาทำให้โลกร้อน หรือที่หนองแซง ซึ่งคัดค้านโรงไฟฟ้า ก็ถูกตำรวจใช้กฎหมายสลายการชุมนุม
 
ส่วนกรณีมาตรา 112 ปัญหาของกฎหมายนี้คือการบังคับใช้ และคนที่ใช้อำนาจ เช่น ตำรวจ อัยการ และตุลาการ จุดอ่อนสำคัญของกฎหมายคือใครไปแจ้งความก็ได้ ทำให้เกิดปัญหาว่าคนที่กล่าวหานำสถาบันมาใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม คู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือคนที่คิดเห็นต่างทางการเมือง
 
ประเด็นที่สำคัญของการแก้ปัญหาจากมาตรา 112 คือการสร้างความชัดเจนให้เกิดความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กับการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมต้องแยกให้ออกว่าตรงไหนคือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แบบไหนคือการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย รวมทั้งความสับสนระหว่างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับพื้นที่สาธารณะ ต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกจะเป็นช่องทำให้คนนำสถาบันมาทำลายล้างกัน และจะทำให้สถาบันเสื่อมเสียเสียเอง นอกจากนั้น 112 ยังถูกใช้พ้องไปกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ในการปิดเว็บไซต์หลายหมื่นเว็บ มีส่วนที่กระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
 
ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการสิทธิฯ ได้มีการตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 โดยมีนายจอน อึ้งภากรณ์เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งรายงานการศึกษาปัญหาเรื่องนี้ใกล้แล้วเสร็จ จึงจะได้มีการแถลงถึงข้อสรุปดังกล่าวต่อไป
 
นายแพทย์นิรันดร์ยังกล่าวถึงการใช้กฎหมายความมั่นคง เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้และในการชุมนุทางการเมือง ว่าล้วนเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดและทำให้ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะนำไปสู่การใช้อำนาจละเมิดสิทธิต่างๆ ทำให้มีการใช้แนวทางการทหารมานำการเมือง ทั้งที่ปัญหาต่างๆ ล้วนเป็นปัญหาทางการเมือง ตนมีความเห็นไปถึงนายกฯ ว่าไม่ควรประกาศใช้ไม่ว่ารัฐบาลไหนทั้งสิ้น และต้องเน้นการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ การชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิการ ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก รวมถึงการฆ่ากันตาย 90 กว่าศพ
 
ส่วนในหลายกรณีที่ถูกจำคุกไปแล้ว ก็ต้องเน้นที่สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น การถูกพิจารณาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะตัดสิน การให้สิทธิการประกันตัว สิทธิการดูแลสุขภาพ กระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว ซึ่งสิทธิเหล่านี้รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ทั้งสิ้น แต่ในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
 
นายแพทย์นิรันดร์ย้ำว่าปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่คนต้องการ สิทธิ ต้องเป็นฝ่ายต่อสู้เรียกร้อง ถ้าไม่ต่อสู้ ก็ไม่มีใครอยู่ๆ มามอบให้ ไม่มีรัฐบาลไหนมอบให้ บางเรื่องที่ยากก็อาจต้องใช้เวลานาน และยังต้องทำให้หน่วยงานรัฐยอมรับว่าอำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของคุณ ถ้าหากอ้างกฎหมาย แล้วบอกว่าคุณใหญ่กว่า ก็มีลักษณะของนักเลง
 
นายแพทย์นิรันดร์เสนอว่าสิทธิ 3 ประการที่สำคัญและต้องต่อสู้เรียกร้องต่อไป คือ หนึ่ง สิทธิในการรับรู้ความจริง เพราะสังคมไทยมักไม่ยอมรับความจริงและความจริงไม่ถูกทำให้ปรากฏ สอง สิทธิในการที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการอาฆาตแค้น แต่ประเด็นคือไม่ต้องการให้มีการทำผิดซ้ำอีก ส่วนจะให้อภัยกันหรือนิรโทษกรรมนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที แต่ต้องคุยกันให้ได้ก่อนว่าใครผิด และสาม สิทธิที่จะได้รับการชดเชยและเยียวยา
 
นายแพทย์นิรันดร์มองว่ากระบวนการต่อสู้ของประชาชนในขณะนี้ ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องการแบ่งฝ่าย แต่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและความถูกต้องด้วย และต้องยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมได้ทำลายสิทธิและความเป็นธรรมในสังคม โดยตนก็ไม่รู้เหมือนว่าถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ได้ บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น
 
ในช่วงท้าย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สอบถามนายแพทย์นิรันดร์ว่าคิดอย่างไรเรื่องการปฏิบัติ กับนักโทษที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีเหมือนกับนักโทษในคดีที่สิ้นสุดแล้ว นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าเป็นเรื่องที่มีมาตลอด คุกถูกทำให้เป็นที่ขังคนจน ตัวอย่างในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ ปัญหาเรื่องการประกันตัว การมีทนายดูแล จะหนักกว่านี้อีก หลายคนไม่กล้ามาร้องเรียน รวมทั้งยังมีการซ้อมทรมานต่างๆ ซึ่งเราคงจะหวังให้คนภายในแก้ไม่ได้ แต่ประชาชนคงต้องเป็นฝ่ายต่อสู้เรียกร้องเอง
 
นอกจากนั้นยังมีคำถามจากผู้ฟังอีกว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องทำงานภายใต้ การแบ่งขั้วทางการเมือง และทำงานอย่างไรภายใต้แรงกดดัน  นายแพทย์นิรันดร์กล่าวว่าไม่ค่อยลำบากใจ ก่อนเป็นคณะกรรมการสิทธิฯ ตนก็เคยเป็น ส.ว.มาก่อน ก็ถูกหาว่าเป็นเสื้อเหลือง บางทีก็ถูกเสื้อเหลืองหาว่าเข้าข้างเสื้อแดง แต่ยืนยันว่าส่วนตัวทำงานโดยหลักการมาตลอด ไม่ได้ยึดในสีเสื้อหรือตัวบุคคล แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างก็ทำได้ บางอย่างทำได้ช้า หรือบางอย่างก็ทำไม่ได้ แต่ในภาพรวมเห็นว่าการเมืองภาคประชาชนมันโตขึ้น มีคนใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่างกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลนี้เป็นต้น และตอนนี้สังคมไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่ต้องระวังคือความขัดแย้งและแตกต่างกลายเป็นการฆ่ากันและละเมิดสิทธิ ต่อกัน  ส่วนการวิจารณ์คณะกรรมการสิทธิฯ ก็เป็นเรื่องที่รับฟังได้
 
นายแพทย์นิรันดร์ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ประเด็นนักโทษการเมืองเกิดขึ้นจากผลพวงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและระบอบ ประชาธิปไตย โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชนเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค ที่ถูกละเมิดมาก และคนละเมิดก็คือคนที่มีอำนาจทางการเมือง เมื่อมีปรากฏการณ์เกิดขึ้น มีคนต้องการการเปลี่ยนแปลง คนมีอำนาจเห็นว่าคุณต่างก็ต้องโดนจับ แต่หลักสิทธิมนุษยชนของสังคมไทยในช่วงนี้กำลังถูกท้าทาย และกำลังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในทุกด้าน ทั้งสิทธิชุมชน สิทธิความเป็นคน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งกำลังตื่นขึ้นทั่วประเทศ

"มึงไทยมาก" วลีใหม่ชาวเน็ต มาจากไหน?

ที่มา thaifreenews



หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ วลีที่ฮิตในโลกโซเชี่ยลมีเดีย #มึงไทยมาก กำลังระบาดไปทั่วโลกออนไลน์ 
มี บ้างที่ไม่เข้าใจที่มาที่ไป หากใครอ่านผ่านๆ อาจหลงคิดว่าเป็นคำชม (เพราะคนไทยยังไง๊ยังไงก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกนะสิ) แต่ขอโทษ เขาด่าต่างหาก!!!!! 
  
มี การวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่าอารมณ์ของวลีนี้คล้ายกับที่เราไปเอาชื่อ ประเทศเพื่อนบ้านมาล้อในเชิงดูถูกเพื่อให้คนที่ถูกล้อเป็นตัวตลก เช่น ไอ้ลาว เป็นต้น

จาก การตรวจสอบ มีการอ้างว่าที่มาของวลีนี้ มาจากคนไทยคนหนึ่งซึ่งสรุปมาจาก ข้อความ 15 ข้อ ที่อ้างว่าเป็นชาวฟิลิปปินส์เขียนถึงคนไทยในเพจที่อ้างว่าเป็นเพจของ AEC หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะทนความดราม่าเหลือเกินของคนไทยไม่ไหวอีกต่อไป 

ในเนื้อหาระบุว่า 
let me tell you 15 reasons why Thais sucks!!!!!

1. they′re bad at english. they′re terrible!!
2. they think their country is better than other countries (or best in the world)
3. they use Thai language on global websites because they′re too
dumb and they have no manners.
4. they′re Steve Jobs′ slaves.
5. they′re retarded. very close to the north korean level.
6. they use pirated softwares.
7. they hate democracy. they don′t even have it right now.
8. feudalism!!
9. they snub other countries in ASEAN. especially Laos and Cambodia. they think their country is better... no they′re not.
10. faith is bigger than reasons.
11. they destroyed Buddhist.
12. they′re hypocrites. their country is one of the biggest sex market in the world, they still refuse to admit it.
13. their football team sucks!!!
14. their gov killed their own citizens!!
15. ...........

หมายเหตุ ข้อ 15 ไม่สามารถเผยแพร่ได้ มันจะคือเรื่องอะไรเชิญจิตนาการกันเอาเอง

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=41324.0

ทนายฝรั่งปกป้องชื่อเสียงกองทัพไทย ด้วยการลั่นลากคอเหล่เข้าคุกฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ที่มา Thai E-News


ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมท... by VoiceTV

ศปช.เปรียบสลายการชุมนุม53เป็นอาชญากรรมที่รัฐทำต่อปชช.


เว็บไซต์   Robert Amsterdam  นำเสนอรายงานเรื่อง แนะนำพลเอกประยุทธ์เรื่องการปกป้องชื่อเสียงกองทัพ ว่าหนึ่ง วันหลังจากประกาศแผนการแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมที่ปรึกษากฎหมายของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอธิบายต่อสื่อว่าทำไปตามหน้าที่เพื่อ “ปกป้องชื่อเสียงของทุกคนในกองทัพ”




นายอัมสเตอร์ดัมต้องการย้ำเตือนพล เอกประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าชื่อเสียงอันย่ำแย่ซึ่งกองทัพไทยได้รับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดจากการที่ผู้นำกองทัพโปรดปรานการทำรัฐประหารและการทำลายประชาธิปไตย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของกลุ่มบุคคลที่ต้องการปกป้องสิทธิมนุษยชน
หากพลเอกประยุทธ์ต้องการที่จะปรับ ปรุงชื่อเสียงกองทัพ จริงๆ ซึ่งตรงข้ามกับการปกป้องการทำผิดแล้วลอยนวลของตนเอง พลเอกประยุทธ์ควรหยุดข่มขู่เจ้าหน้าที่สอบสวนและร่วมมือกับนายอัมสเตอร์ดัม เรียกร้องให้มีการสอบสวนกรณีการปราบปรามปี 2553 อย่างเต็มที่และสมบูรณ์ และเมื่อพิจารณาจากหลักฐานจำนวนมากที่ยืนยันการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งก่อโดยกองทัพของพลเอกประยุทธ์ การโจมตีผู้ส่งสารจะนำมาซึ่งความฉ่าวโฉ่อันมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านั้นเว็บไซต์โรเ้บิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้เผยแพร่รายงานเรื่อง แถลงการณ์นายอัมสเตอร์ดัมกรณีกองทัพไทยเข้าแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท






นาย อัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำปราศรัยของเขา และมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์ และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน
ในวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555 หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยมติชนรายงาน ว่าผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชามอบหมายให้ พ.ท.สายัณห์ ขุนขจีฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.)
การแจ้งความเกิดจากคำปราศรัยของนาย อัมสเตอร์ดัมในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 วันครบรอบที่กองทัพปราบปรามการชุมุนมอย่างทารุณซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของ ประชาชน 98 ราย ในระหว่างการปราศรัย ซึ่งสามารถเข้าไปดูวิดีโอแบบเต็มได้ที่นี่ นาย อัมสเตอร์ดัมประณามประวัติการสังหารหมู่พลเรือนของกองทัพไทยและวิจารณ์ รัฐบาลสหรัฐว่าขายอาวุธและฝึกกองทัพไทยเพื่อสังหารพลเรือนอยู่เป็นประจำ คำปราศรัยของนายอัมสเตอร์ดัมถูกแปลเป็นภาษาไทย ดังนั้นจึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อล่ามด้วยเช่นกัน พลเอกประยุทธ์กล่าวหาว่าข้อความดังกล่าวทำลายชื่อเสียงของกองทัพไทย
ข่าวเรื่องการแจ้งความทางอาญาต่อ นายอัมสเตอร์ดัมและล่ามเกิดขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพ ไทยและอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ออกมาข่มขู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีหน้าที่สอบสวนการปราบปรามการชุมนุมปี 2553 อย่างเปิดเผย รวมถึงตอบโต้สื่อที่ถามเรื่องการใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนในปี 2553 อย่างรุนแรง เป็นเรื่องชัดเจนที่นายอภิสิทธิ์และพลเอกประยุทธ์รู้สึกจนตรอกมากขึ้น เรื่อยๆ ในความพยายามที่จะปกป้องระบบการทำผิดแล้วลอยนวลซึ่งบ่งบอกถึงถึงความมี ประสิทธิภาพของการทำงานของนายอัมสเตอร์ดัมและทีมงาน
นายอัมสเตอร์ดัมยังคงยืนยันตามคำ ปราศรัยของเขาและมุ่งมั่นทำงานเพื่อนำตัวผู้นำระดับสูง (รวมถึงพลเอกประยุทธ์และอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) มาลงโทษในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ก่อขึ้นในระหว่างการปรามปรามการ ชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2553 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนในครั้งนี้คือ คนที่สังหารพลเรือนเพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของตนจะไม่สามารถรอดพ้นจาก การรับผิดในการกระทำของพวกเขาอย่างแน่นอน

2ปี3เดือน19พฤษภา53:เราไม่มีวันยอม

ที่มา Thai E-News




“เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย..เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล" ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ หนึ่งในทีม ศปช. 
การกลับลำแบบ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือของDSIนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวแพร่ออกมาว่า ผู้บัญชาการทหารบกสายเหยี่ยว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ไปพบนายธาริต อธิบดีDSI เพื่อต่อว่าต่อขานเกี่ยวกับข้อสรุปที่ระบุไว้ในรายงานเบื้องต้น กองทัพไทยยืนกรานกระต่ายขาเดียว อย่างพิลึกพิสดารและไม่น่าเชื่อถือ—เลยว่า กองทัพไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการตาย ของประชาชนคนใด (รายงานของอดีตนักข่าวรอยเตอร์แอนดรูว์ มาร์แชล)


วัดปทุมวนาราม


ชื่อ  นายสุวัน ศรีรักษา
อายุ 31 ปี  อาชีพ ทำนา
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. ข้างหลังมุมกำแพงวัดปทุมวนาราม  ด้านติดกับป้อมจราจรแยกเฉลิมเผ่า
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจเสียโลหิตปริมาณมาก

ชื่อ  นายอัฐชัย ชุมจันทร์
อายุ 28 ปี  อาชีพ -
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. บริเวณเกาะกลางหน้าประตูวัดด้านใกล้เซ็นทรัลเวิลด์
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด
ชื่อ  นายมงคล เข็มทอง
อายุ 37 ปี  อาชีพ อาสาพยาบาลปอเต็กตึ๊ง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00-18.00 น.  (หลังจากนายอัฐชัยถูกยิงแล้ว) ภายในบริเวณวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอดหัวใจ
ชื่อ  นายรพ สุขสถิตย์
อายุ 66 ปี  อาชีพ รับจ้าง
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น. หน้าวัดปทุมวนาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด,ตับ
ชื่อ  นายอัครเดช ขันแก้ว
อายุ 22 ปี  อาชีพ อาสากู้ชีพ
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : เลือดออกใต้เนื้อหุ้มสมองชั้นนอก เนื้อสมองช้ำ จากถูกแรงกระแทก จากบาดแผลกระสุนปืนทะลุเข้าในช่องปาก
ชื่อ  นางสาวกมนเกด อัคฮาด
อายุ 25 ปี  อาชีพ อาสาพยาบาล
เวลา/จุดเกิดเหตุ : เวลาประมาณ 18.00 น. เต็นท์พยาบาลภายในวัดปทุมวานาราม
สาเหตุการเสียชีวิต : บาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง

หมายเหตุ:ดูแผนที่แห่งความตาย 98 ศพ 10 เมษา-19พฤษภา 53 เพิ่มเติมที่ แผนที่ผู้เสียชีวิต โดย 

ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช. ซึ่งนำเสนอในวัีนนี้
ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช.

เว็บชั่วคราว
www.flickpeople.com/19may/main/

เว็บจริง
www.pic2010.org

รายงานฉบับเต็ม
- วางแผงทั่วไป ราคา 300 บาท 1 กันยายนนี้
- ดาวโหลดได้ฟรีที่เว็บ www.pic2010.org วันที่ 1 กันยายนนี้เช่นกัน
 
ศปช.-ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้
ได้รับผลกระทบจากการสลายการ






ชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 เปิดตัวรายงานฉบับเต็มในวัน






นี้ เกือบ 1,000 หน้า วางขาย (ราคาถูก) 1 ก.ย.นี้ หวังเปิดเผยข้อมูลความรุนแร





งที่เกิดกับประชาชน พร้อมจัดเวทีสัมมนาเต็มวันท




ี่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

หน้าปกรายงาน มีอะไร

94 คือจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม
7 ในผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้หญิง
87 ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้ชาย
32 คือจำนวนคนที่โดยยิงที่ศรีษะ
14 ปี คือ ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุด
76 คือพลเรือนที่เสียชีวิต
1,283 คือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ
117,923 คือจำนวนกระสุนที่ใช้ไปในการสลายการชุมนุม
2,120 คือจำนวนกระสุนสำหรับการซุ่มยิง
3,000,000,000 คืองบประมาณที่กองทัพใช้ในการจัดการการชุมนุม
67,000 คือจำนวนกำลังพล(ทหาร)
700,000,000 คืองบประมาณที่ตำรวจใช้ในการจัดการการชุมนุม
25,000 คือจำนวนกำลังพล(ตำรวจ)
1,857 คือจำนวนผู้ถูกจับกุมระหว่างชุมนุม
1,763 คือจำนวนคดีทั้งหมด ในศาล 56 แห่ง
167 คือจำนวนคดีเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกดำเนินคดี

รูปภาพ : ช่องทางเข้าถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ ศปช.

เว็บชั่วคราว 
www.flickpeople.com/19may/main/

เว็บจริง (ใช้ได้เย็นนี้) 
www.pic2010.org 

รายงานฉบับเต็ม 
-  วางแผงทั่วไป ราคา 300 บาท 1 กันยายนนี้
-   ดาวโหลดได้ฟรีที่เว็บ www.pic2010.org วันที่ 1 กันยายนนี้เช่นกัน 

หน้าปกรายงาน มีอะไร 

94       คือจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสลายการชุมนุม 
7         ในผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้หญิง
87       ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็น ผู้ชาย
32       คือจำนวนคนที่โดยยิงที่ศรีษะ 
14       ปี คือ ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุด 
76       คือพลเรือนที่เสียชีวิต
1,283   คือจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ
117,923 คือจำนวนกระสุนที่ใช้ไปในการสลายการชุมนุม
2,120     คือจำนวนกระสุนสำหรับการซุ่มยิง
3,000,000,000 คืองบประมาณที่กองทัพใช้ในการจัดการการชุมนุม
67,000  คือจำนวนกำลังพล(ทหาร)
700,000,000   คืองบประมาณที่ตำรวจใช้ในการจัดการการชุมนุม
25,000  คือจำนวนกำลังพล(ตำรวจ) 
1,857    คือจำนวนผู้ถูกจับกุมระหว่างชุมนุม 
1,763    คือจำนวนคดีทั้งหมด ในศาล 56 แห่ง
167       คือจำนวนคดีเยาวชนต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกดำเนินคดี


***************


นักวิชาการฟันธงมีการใช้สไนเปอร์สลายม็อบแดง

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555 เวลา 
วันนี้ ( 19 ส.ค.) ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์  อาคารอเนกประสงค์ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 ( ศปช.)  เปิดแถลงรายงาน“ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลาย การชุมนุม เมษา-พฤษภา 53 โดยมีการนำหลักฐาน เอกสารพร้อมภาพถ่ายต่างๆที่รวบรวมตลอดระยะเวลา 2 ปี มายืนยัน พร้อมระบุว่าทหารได้ใช้กำลังอาวุธสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
 ดร.บัณฑิต  จันทร์โรจนกิจ  อาจารย์คณะรัฐศาสตร์  รามคำแหง กล่าวว่าผังล้มเจ้าทำให้คนในสังคมเชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุม มีวัตถุประสงค์ที่จะล้มล้างสถาบัน สังคมจึงเกิดความเพิกเฉยในการเสียชีวิตของคนเสื้อแดง สิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.53 จึงไม่ได้แค่เป็นการกระชับวงล้อม แต่เป็นการปฏิบัติการทางทหารต่อประชาชน ระดับยุทธการการรบ กรณีการเสียชีวิตของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือเสธแดง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรง หลังจากนั้นการดำเนินการของผู้ชุมนุมเป็นไปเพื่อการป้องกันพลซุ่มยิง จากข่าวที่ผ่านมาที่กองทัพออกมาบอกว่าไม่มีสไนเปอร์ เรื่องนี้ควรยอมรับความจริง เพราะภาพและเอกสารต่างๆที่ออกมานั้นมีความชัดเจน      
ด้าน ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม  มหาวิทยาลัยมหิดล สิ่งที่น่ากลัวในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ คือมีคนส่วนหนึ่งในสังคมเห็นชอบ ทั้งเรียกร้องให้มีการจัดการผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด จากรายงานของการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม บางรายไม่สมควรจะถูกยิง เช่นญาติของนักร้องชื่อดัง ที่ถูกยิงบนอาคารสูง ทำให้มองว่าเป็นการปฏิบัติการทางทหารที่สะเปะสะปะ ยิงคนตายและบาดเจ็บโดยไม่มีเหตุผล ส่วนการที่ ผบ.ทบ.ออกมาปฏิเสธและไม่พอใจที่มีการพูดว่าทหารใช้อาวุธสลายการชุมนุมนั้น  เป็นการปฏิเสธที่ตลกแบบขำไม่ออกมากกว่า   และไม่น่าเชื่อที่ คนเป็น ผบ.ทบ.จะพูดว่าเป็นยิงนกไม่ใช่สไนเปอร์ อยากให้ควบคุมอารมณ์มากขึ้นจะได้เห็นความจริง
 น.ส.ขวัญระวี วังอุดม อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการวิเคราะห์เหตุการณ์จากหลักฐานที่เป็น ศอฉ. เอกสารการประกอบการชันสูตรพลิกศพ ฯลฯ พบว่ามีการใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุมมือเปล่าจนเสียชีวิตจำนวนมาก โดย ศอฉ.ไม่ได้ควบคุมการใช้อาวุธกับผู้ชุมนุมให้เป็นไปตามหลักสากล ทั้งไม่เคยมีหลักฐานยืนยันว่ามีชายชุดดำจริง การที่โยนความผิดทุกอย่างให้ชายชุดดำถือเป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบ  การอ้างว่ามีชายชุดดำและกองกำลังติดอาวุธขนาดใหญ่ ทำให้สังคมเชื่อและต้องการขจัดให้หมดไป  อย่างไรก็ตามหลังจากนี้หากสังคมจะเดินต่อไปได้ ต้องสร้างความจริงให้ปรากฏ  นำคนที่ผิดมาลงโทษ สร้างบรรทัดฐานให้สังคมว่า การกระทำของรัฐนั้นหากมีผู้เสียชีวิต ก็จะต้องมีคนรับความผิดและถือว่าการกระทำครั้งนี้ของทหารเป็นรูปแบบเดียวกับ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ทหารทำเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุม เรื่องนี้ไม่ควรมีการนิรโทษกรรมแบบเหวี่ยงแห เพราะเหตุการณ์นี้ต้องมีผู้รับผิดชอบอย่าทำให้เหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และ 14 ตุลา 16 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งสังคมไทยไม่ได้ผระโยนช์และไม่เกิดการเรียนรู้.

ดูเพิ่มเติม


CNN Exclusive Footage Thai army snipers shooting at civilians in Bangkok 15-5-2010