WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 22, 2012

นิสิต มก.ค้านไม่อยู่ ครม.ไฟเขียว "มหา’ลัยเกษตร" ออกนอกระบบ

ที่มา ประชาไท

 
ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... ขั้นต่อไปส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด ด้านกลุ่มนิสิตเข้ายื่นหนังสือค้าน เรียกร้องให้นำกลับไปสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับนิสิต-ประชาชนก่อน

 
กลุ่มตัว แทนนิสิต ม.เกษตรศษสตร์ เดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล คัดค้านการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ  ออกนอกระบบ
 
วันนี้ (21 ส.ค.55) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิพิฐพนธ์ คำยศ นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... (ม.นอกระบบ) ที่จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ โดยยื่นหนังสือต่อนายสุชาติ ธาดาดำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนางฐิติมา ฉายแสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ตามที่มีการรายงานข้อมูลว่า กระทรวงศึกษาธิการจะนำ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันนี้
 
ตัวแทนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีผลกระทบต่อนิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปซึ่งกระบวนการในการร่าง นิสิต นักศึกษาและประชาชนไม่มีส่วนร่วม และให้อำนาจผู้บริหารที่มาจากการแต่งตั้งบริหารเงินอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเสนอให้ ครม.มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำร่างกลับไปสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับ ประชาคม อย่างแท้จริง อีกทั้ง ยังขอให้รัฐบาลทำหนังสือถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
 
ในวันเดียวกันนี้ เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ ระบุการนำร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอเข้าสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะ รัฐมนตรีในวันนี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นั้น เป็นการกระทำที่ไร้หลักธรรมาภิบาล ใช้อำนาจโดยไม่รับฟังเสียงหรือความคิดเห็นของนักศึกษาและประชาชนเลย
 
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้วยังมีนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวนมากที่ยังไม่ทราบ ข้อมูลและยังไม่เห็นด้วยกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จึงทำให้เกิดกระแสคัดค้านจากนักศึกษาและมีข้อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการ ดำเนินการดังกล่าว และเปิดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาคมในมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึงมา โดยตลอด
 
“เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ร่วมกับแนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบอย่างถึง ที่สุด” แถลงการณ์ระบุ
 
ด้านเว็บไซต์ข่าวสดรายงาน ว่า นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงผลประชุม ครม.ระบุ ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.... ให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดของร่าง กฎหมาย หากได้รับความเห็นชอบก็จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนมหาวิทยาลัยอื่น อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่เคยยื่นความประสงค์จะออกนอกระบบนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอเรื่องมา
 
นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สำหรับมหาวิทยาลัยที่ยื่นความประสงค์ขอออกนอกระบบกับสำนักงานคณะกรรมการการ อุดมศึกษา (สกอ.) แล้ว มีดังนี้ มข. มศก. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) มธ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สวนสุนันทา เบื้องต้นก่อนหน้านี้ สกอ.ส่งจดหมายไปยังแต่ละมหาวิทยาลัยให้ยืนยันความประสงค์ขอออกนอกระบบอีก ครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดตอบกลับมา เนื่องจากบางแห่งยังมีปัญหาภายในที่ยังไม่ได้ข้อยุติ หากมหาวิทยาลัยใดยืนยันความพร้อมกลับมา สกอ.ก็พร้อมผลักดันต่อไป
 
นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การยื่นขอเปลี่ยนฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ หรือออกนอกระบบดังกล่าว เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยยื่นตั้งแต่ปี 2549 และเป็นการยื่นขอออกนอกระบบต่อจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ สำหรับข้อกังวลว่า หากออกนอกระบบแล้วค่าเล่าเรียนจะเพิ่มสูงขึ้นนั้น มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการได้ หากไม่มีเหตุผลด้านความจำเป็นรองรับ แต่หากจำเป็นต้องขึ้นค่าเล่าเรียน มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อน และขอยืนยันว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่มีนโยบายผลักภาระให้ผู้ปกครอง และนักศึกษาต้องแบกรับเรื่องนี้
 
หนังสือของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุเนื้อหา ดังนี้
 
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
 
 
วันที่ 21 สิงหาคม 2555
 
เรียน      นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 
เรื่อง      ขอให้ยับยั้งการผ่านร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ...
 
เนื่องจากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. ...  หรือที่เรียกว่าร่าง พ.ร.บ.ในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2555  กำหนดให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐไม่เป็นส่วน ราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยการปรับ ปรุง กระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น  
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ในฐานะกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเครือข่ายแนวร่วมนิสิตนักศึกษา คัดค้านม.นอกระบบอันประกอบไปด้วยนิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย  จึงขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เนื่องจาก
 
1.ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลกระทบต่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนโดย ทั่วไป แต่กระบวนการร่าง กลับไม่มีการมีส่วนร่วมจากนิสิตนักศึกษาและประชาชน  เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ออกมาจากฝั่งผู้บริหารเท่านั้น เท่ากับเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จจากฝ่ายผู้บริหารของมหาวิทยาลัย
 
ถึงแม้จะมีการทำประชาพิจารณ์ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.2550 ก็เป็นเพียงแค่กระบวนการเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ให้ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นเพียงการให้ข้อมูลด้านดีด้านเดียว และมีนิสิตรับรู้ข้อมูลเพียงน้อยนิด ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามหลักวิชาการ 
 
2.เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้อำนาจผู้บริหารรวมทั้งสภามหาวิทยาลัยที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งที่มาจากการมีส่วนร่วมจากประชาสังคมในมหาวิทยาลัย มีอำนาจในการบริหารงาน บริหารเงินอย่างเต็มที่ ขาดระบบการตรวจสอบที่รัดกุม แต่กลุ่มบุคคลเหล่านี้กลับเป็นผู้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวเพื่อให้ประโยชน์แก่กลุ่มตนเอง
 
3.จากเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังมหาวิทยาลัย 14 แห่ง ที่ได้ส่งร่างพ.ร.บ.ออกนอกระบบมาที่ สกอ.ว่ายังยืนยันออกนอกระบบหรือไม่ มีมหาวิทยาลัยที่ยืนยันกลับมาแล้วว่าจะออกนอกระบบระบบ จำนวน 4 มหาวิทยาลัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งที่นิสิตส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่อง ม.นอกระบบ และไม่มีการนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาพิจารณาสอบถาม รับฟังความคิดเห็น ไม่มีการให้ความรู้แก่นิสิตและประชาคม
 
ทางกลุ่มจึงขอเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้
 
1.ให้ ครม. มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำร่างกลับไปสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมกับ ประชาคม นิสิตนักศึกษาและประชาชนอย่างแท้จริง
 
ให้รัฐบาลทำหนังสือ ถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง กับการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ให้เป็นที่รับรู้ต่อนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสังคมภายนอกอย่างทั่วถึง
 
2.ให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) โดยจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ถอดบทเรียนจากมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วและยังไม่ออก เพื่อกำหนดเป็นนโยบายทางการศึกษาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและมีส่วนร่วมจากทุก ภาคส่วนตามหลักการประชาธิปไตย
 
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางรัฐบาลจะรับฟังเสียงของนิสิต และสนใจปัญหาทางการศึกษาที่ถูกหมักหมมมานาน ยิ่งหากมีผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น เป็นการให้อำนาจคนบางกลุ่มเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากโครงสร้างระบบการศึกษา และหวังว่าคณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ฉบับดังกล่าว
 
ด้วยจิตคารวะ
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
 
รายชื่อองค์กรนิสิตนักศึกษา
1.แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
2.เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ
3.เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาไม่เอาม.นอกระบบ
4.กลุ่มรั้วแดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
5.กลุ่มแสงดาว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
6.กลุ่มปูกฮัก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
7.กลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา
8.กลุ่มสะพานสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9.กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
10.ซุ้มเหมราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง
11.กลุ่มนกกระจอก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
12.กลุ่มอาสากลาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
13.ชมรมมหาวิทยาลัย-ชาวบ้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
14.กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
15.กลุ่มระบายฝัน มหาวิทยาลัยนเรศวร
15.สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
 
 
 
 
 แถลงการณ์ เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบระบุเนื้อหา ดังนี้
 
 
แถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“คัดค้านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ”
 
จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... (ม.นอกระบบ) เสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เพื่อนำไปสู่การผลักดันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบนั้น ในความเป็นจริงแล้วนั้นยังมีนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวนมาก ที่ยังไม่ทราบข้อมูลและยังไม่เห็นด้วยกับการนำมหาวิทยาลัยออกเกษตรศาสตร์ออก นอกระบบ จึงให้เกิดกระแสคัดค้านจากนักศึกษาและมีข้อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการการนำ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบและเปิดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาคมใน มหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึงมาโดยตลอด
 
จากเหตุการณ์ดังกล่าว เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ได้ติดตามสถานการณ์การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมาโดยตลอด จึงเห็นว่า การกระทำของรัฐมตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ได้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบนั้น เป็นการกระทำที่ไร้หลักธรรมาภิบาล ใช้อำนาจโดยไม่รับฟังเสียงหรือความคิดเห็นของนักศึกษาและประชาชนเลย
 
เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ร่วมกับแนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบอย่างถึง ที่สุด
 
ด้วยจิตคารวะ
เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ
21 สิงหาคม 2555

ปิดฉากวาทกรรมซื้อเสียง ผลวิจัยฟันธง ซื้อเสียงจูงใจคนได้เพียง 4.5%

ที่มา ประชาไท

 
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นำเสนอผลการวิจัย “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง”  พบยอมรับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือก 46.79 และแม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก 48.62
สำนักข่าวไทยรายงานเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง  “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง” โดยการวิจัยดังกล่าวได้สุ่มตัวอย่างผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 941 คน  ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 ที่ผ่านมา  พบว่า ในส่วนการเลือกตั้งระดับชาติปัจจุบันการใช้เงินเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตนเองในการเลือกตั้งระดับชาติ มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยลงจากเดิม และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการแพ้หรือชนะการเลือกตั้งอีกต่อไป
ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ยอมรับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น ถึงร้อยละ 46.79 และที่ตอบว่า แม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก มีร้อยละ 48.62 ส่วนผู้ที่ตอบว่าเลือกเพราะได้รับเงินมีเพียง 4.59 ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลการสัมมนากลุ่มย่อยของผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ที่พบว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะเงิน
นอกจากนี้ยังพบว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นและความรู้สึกผิดที่รับเงิน แล้วไม่เลือกหรืออาจเป็นบาปที่เลือกลดลงไป ทำให้ในการตัดสินใจเลือกตั้ง ส.ส.ระดับชาติ ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล  โดยจากผลสำรวจในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 54 แม้ในแบบแบ่งเขต ซึ่งเลือกเฉพาะชอบตัวบุคคลคิดเป็นร้อยละ 46.26 ขณะที่เลือกเพราะชอบนโยบายพรรค ร้อยละ 37.64 และเลือกเพราะอยากได้หัวหน้าพรรค ร้อยละ 16.10  แต่เมื่อรวมผลสำรวจระหว่างการเลือกเพราะชอบนโยบายพรรคและอยากให้หัวหน้า พรรค เป็นนายกฯ เท่ากับว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาประชาชน เลือกพรรคมากกว่า 53.74
การนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ทำให้พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันในทาง นโยบายมากขึ้น ตัวผู้สมัครมีความสำคัญลดลง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากขึ้น ส่งผลให้การใช้เงินซื้อเสียงได้ผลน้อยลง นอกจากนี้ความแตกแยกแบ่งข้างทางการเมืองในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ยังทำให้ประชาชนพิจารณาเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล และทำให้การรับเงินแล้วไม่เลือกมีมากขึ้น
ผลวิจัยยังระบุว่า การให้เงินปัจจุบันไม่ใช่ความสัมพันธ์ในลักษณะการซื้อและการขายเสียงอีกแล้ว เพราะการให้จะไม่มีการตรวจสอบควบคุมให้คนรับเงินต้องเลือกตนเอง แต่เป็นการให้ลักษณะให้เปล่าคล้ายเบี้ยเลี้ยงหรือสินน้ำใจ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับเงินก็ไม่รู้สึกว่าถ้าได้รับแล้วไม่เลือกจะ เป็นบาปหรือเป็นการไม่ซื่อสัตย์ โดยจำนวนเงินที่มีการจ่ายกันก็เพียง 300-500 บาท ไม่มากเหมือนสมัยก่อน ซึ่งผู้สมัครที่ยังใช้เงินก็รู้ว่าได้ผลน้อย แต่ที่ยังต้องจ่ายเพราะกลัวแพ้หรือกลัวว่าอีกฝ่ายให้เงินจึงต้องให้เงินด้วย

ที่มา: สำนักข่าวไทย

เปิดเผยล่าสุด "คำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ." สั่งการทหาร-ตำรวจหลายหน่วย

ที่มา ประชาไท

 

ขณะที่ ผบ.ทบ.บอกคำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ. ไม่ใช่เอกสารลับ ท้าสื่ออยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ ยันการเผยแพร่เอกสารไม่เป็นการกดดันอะไรทั้งสิ้น แต่อยู่ที่เรื่องอะไรควรไม่ควร ขณะที่ดีเอสไอเตรียมเรียกทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมเข้าให้ปาก คำ 22 ส.ค. นี้
ตามที่เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ทีผ่านมา ประชาไท เผยแพร่เอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” เรื่อง “ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่” ลงวันที่ 17 เม.ย. 53 ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งมีทั้งหมด 5 แผ่น โดยในข้อ 2.5 ระบุว่า “ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญที่ ศอฉ. กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จาก ศอฉ. ได้” นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ต่อมาด้วยการให้สัมภาษณ์เมื่อ 19 ส.ค. 55 ของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพ (ทบ.) ที่ออกมายอมรับเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเอกสารจริง แต่ไม่กังวล และที่ผ่านมาได้อธิบายให้สังคมเข้าใจมาโดยตลอดว่าการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ยึดหลักสากลจากเบาไปหาหนัก (อ่านข่าวทีเกี่ยวข้อง)

ประยุทธ์บอกคำสั่งรักษาด่าน ศอฉ. ไม่ใช่เอกสารลับ
ท้าสื่ออยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ

ล่าสุด วันนี้ (20 ส.ค.) เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปิดเผยเอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า เอกสาร ดังกล่าว ไม่ใช่เอกสารลับ แต่อยากให้สื่อระมัดระวังในการนำเสนอในสิ่งที่จะทำให้เป็นเรื่อง แต่ถ้าอยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ ไม่เป็นไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกมาเผยแพร่เอกสารเป็นการสร้างความกดดันให้ ผบ.ทบ.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มากดดันอะไรตนทั้งสิ้น แต่อยู่ที่อะไรควรไม่ควร ไม่อยากจะพูดแล้ว เบื่อ
โดยการท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันนี้ถือเป็นการออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า เอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” เป็นเอกสารจริง ขณะที่ก่อนหน้านี้ในการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 16 ส.ค. 55 กล่าวแต่เพียงว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ เป็นเพียงปืนติดลำกล้องเพื่อใช้ระวังป้องกัน ซึ่งในตลาดนัดก็มีขายสำหรับใช้ยิงนก ขณะที่เมื่อก่อนหน้านี้เมื่อ 16 พ.ค. 53 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ มีเพียง “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” ทำหน้าที่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ต่ำหรือตามถนนหนทางโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ามีบุคคลผู้ใดถืออาวุธหรือจะ เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจะใช้การยิงคุ้มครอง (อ่านข่าวย้อนหลัง)
ทั้งนี้เมื่อเดือนมีนาคมปี 2554 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายงานบัญชีสรุปรายการเบิกจ่ายกระสุนจากหน่วยคลังแสงสรรพาวุธทหารบก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตั้งแต่ 11 มี.ค. 53 จนถึงเสร็จสิ้นการโดยมีการเบิกกระสุนจากคลังแสงทหารบกกว่า 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด ใช้ไป 117,923 นัด เผยมีการเบิกกระสุนปืนซุ่มยิง 3,000 นัด ส่งคืน 880 นัด ขณะที่เบิกกระสุนซ้อมเพียง 10,000 นัด ส่งคืน 3,380 นัด (อ่านข่าวย้อนหลัง)

เปิดเอกสารใหม่ คำสั่งรักษาด่าน ศอฉ.ฯ
สั่งการไปหลายหน่วยทั้งทหาร-ตำรวจ

ใบปะหน้าของเอกสารที่ กห.0407.45 (สยก.)/130 ลงวันที่ วันที่ 17 เม.ย. 53 “เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ ด่านตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่” เรียน ผอ. ศอฉ. โดย พล.อ. รอง เสธ.ศอฉ. (3) ท้ายเอกสารมีข้อความว่า “อนุมัติตามเสนอในข้อ 4” ลงนามโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะ ผอ.ศอฉ. และยังมีนายทหารยศนายพล 2 นาย (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ร่วมลงนามในหนังสือสั่งการด้วย

ทั้งนี้ นอกจากเอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” ที่มีการนำเสนอไปนั้น ประชาไทยังนำเสนอใบปะหน้าของ เอกสารดังกล่าว โดยหน้าเอกสารเรียนไปยัง “ผอ. ศอฉ.” ลงนามโดย “พล.อ. รอง เสธ.ศอฉ. (3)” (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ลงนามวันที่ 18 เม.ย. 54 โดยในท้ายเอกสารมีข้อความว่า “อนุมัติตามเสนอในข้อ 4” ลงนามโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะ ผอ.ศอฉ. โดยลงนามวันที่ 18 เม.ย. 53 นอกจากนี้ยังมีนายทหารอีก 2 นาย ลงนามในเอกสารดังกล่าว คือ พล.อ. (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ระบุตำแหน่งเป็น เสธ.ศอฉ. และ พล.อ. (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ระบุตำแหน่งเป็น ผช.ผอ.ศอฉ.(3)
เอกสาร  “ส่วนราชการ สยก.ศอฉ.” ที่ “ต่อ กห 0407.45/130” ลงวันที่ 18 เม.ย. 55 ลงนามโดย  พล.ต. ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รอง หน.สยก.ศอฉ. ทำการแทน หน.สยก.ศอฉ.  เสนอต่อ บช.น. ระบุท้ายหนังสือสั่งการว่า "เพื่อกรุณาทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป" โดยท้ายเอกสารระบุการแจกจ่ายไปยังหน่วยงานทหาร-ตำรวจหลายหน่วย

และล่าสุดวันนี้ (20 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวประชาไท เผยแพร่เอกสาร “ส่วนราชการ สยก.ศอฉ.” ที่ “ต่อ กห 0407.45/130” ลงวันที่ 18 เม.ย. 55 เรื่อง “เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธ เพื่อ รปภ.ที่ตั้งหน่วย และสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่” ลงนามโดย พล.ต. ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รอง หน.สยก.ศอฉ. ทำการแทน หน.สยก.ศอฉ.  เสนอต่อ บช.น. โดยแนบสิ่งที่ส่งมาด้วยคือ “สำเนาหนังสือ สยก.ศอฉ.ลับ - ด่วนมากที่ กห. 0407.45/130 ลง 17 เม.ย. 53” หรือคำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ. ดังกล่าว โดยระบุท้ายหนังสือสั่งการว่า “เพื่อกรุณาทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”
ไม่เพียงแต่ บช.น. เท่านั้น ในท้ายเอกสารระบุถึง “รายการแจกจ่าย” ว่ามีการแจกจ่ายคำสั่งดังกล่าวไปยังหน่วยงานทางทหารทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจหลายหน่วย ได้แก่ กกล.รส.ทภ.1, ศปก.ตร., บช.น., ศปก.ทอ., ศปก.ทร., พล.ม.2 รอ., นปอ., พล.ร.9, พล.1 รอ., บก.ควบคุม ทภ.2, บก.ควบคุม ทภ.3 และ บก.ควบคุม พล.ป.

เตรียมเรียกทหารที่ปฏิบัติการเข้าให้ปากคำที่ดีเอสไอ 22 ส.ค. นี้
ด้านวอยซ์ทีวี รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดี ดีเอสไอและหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพลตำรวจตรีอนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าชุดสืบสวนชันสูตรพลิกศพกรณีการเสียชีวิตของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุป สำนวนคดีการเสียชีวิตของแนวร่วม นปช.ทั้ง 98 ศพ โดยมีการเปิดเผยว่าในวันที่ 22 สิงหาคม 2555 คณะทำงานสอบสวนชัณสูตรพลิกศพได้นัดให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าให้ ข้อมูลกับพนักสอบสวนจำนวน 1 นาย แต่ พ.ต.อ.ประเวศน์ไม่ได้เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าให้การนั้นเป็น พลซุ่มยิงหรือไม่ เปิดเผยเพียงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 2553 เท่านั้น
นอกจากนี้ ดีเอสไอจะเชิญผู้ชำนาญการด้านอาวุธ 1 คน เข้าสอบปากคำเพื่อขยายผลเพิ่มเติมบางจุด โดยต้องการให้ผู้ชำนาญการด้านอาวุธให้รายละเอียดถึงประเภทของอาวุธ  ตลอดจนอานุภาพอาวุธแต่ละชนิดที่มีภาพปรากฏผ่านสื่อ   โดยผู้ชำนาญคนดังกล่าวมาจากฝ่ายตำรวจซึ่งไม่กังวลว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ จากฝ่ายทหารเนื่องจากเป็นผู้ชำนาญการที่ได้รับการรับรองจากศาลแล้ว
นอกจากสำนวนการเสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งให้ตำรวจดำเนินการจำนวน 22 ราย แล้ว  ดีเอสไอจะส่งสำนวนการสอบสวนการเสียชีวิตที่อาจเกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้า หน้าที่รัฐเพิ่มอีก 5 รายในจำนวนนี้เป็นกรณีเสียชีวิตที่บริเวณบ่อนไก่ อย่างไรก็ตาม  หลังมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้วพบว่ามีพยานที่เป็นญาติผู้เสียชีวิต ทยอยให้ข้อมูลมากขึ้น

ขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ มีผลทันที

ที่มา thaifreenews




>>> ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบ
การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพิ่มขึ้น 
ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้มีผลในวันที่ 22 ส.ค.นี้ 
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวกระทรวงการคลังได้ให้เหตุผลว่า 
จะทำให้รายได้ในการจัดเก็บภาษีของรัฐเพิ่มขึ้น 
ขณะเดียวกันจะช่วยให้ประชาชนลดการบริโภคสุรา
และบุหรี่ลงจากเดิม  เนื่องจากเมื่อเพิ่มราคาแล้ว
จะทำให้แรงจูงใจในการซื้อลดลง ซึ่งในเรื่องดังกล่าว
ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรวดเร็ว 
จากนั้นจึงเก็บเอกสารรายละเอียดกลับทันที
 และไม่ได้มีการแถลงข่าวออกมาให้รับทราบ
เพราะเกรงว่า ผู้ประกอบการจะกักตุนสินค้าเอาไว้

นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า 
การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุรา ทำให้ราคาปรับขึ้น
จากเดิมที่กรมฯเก็บภาษีสุรากลั่นตามปริมาณต่อลิตรแอลกอฮอล์
โดยสุราขาวจากเดิมที่เก็บ 120 บาทต่อลิตร
เพิ่มเป็น 150 บาทต่อลิตร

สุราผสมจากเดิมที่เก็บ 300 บาทต่อลิตรเป็น 350 บาทต่อลิตร 
ส่วนภาษียาสูบ ที่เป็นซิการ์แรต ที่จัดเก็บตามมูลค่า 85%
แต่ไม่มีการจัดเก็บตามปริมาณ ซึ่งทุกซอง
ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอย่างน้อยซองละ 20 บาท
การขึ้นราคา ส่งผลให้บุหรี่ทั้งไทยและต่างประเทศรวม 8 ยี่ห้อ
ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นซองละ 6-8 บาท.


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 22/08/55 ปราบให้เป็นตัวอย่าง....

ที่มา blablabla

 

ภาพถ่ายของฉัน




ต้องรีบปราบ ให้เห็น เป็นตัวอย่าง
ทุกที่ทาง พวกคนชั่ว ทำมัวหมอง
ทุจริต โกงระยำ อย่างช่ำชอง
เพื่อสนอง สิ่งดีๆ มีคุณธรรม....

งบทิ้งทวน หลายแสนล้าน หว่านมุบมิบ
จ้องฉกหยิบ อิ่มพุงกาง ช่างน่าขำ
ก่อนวาระ จะหมดไป ใครโน้มนำ
สุดระยำ เกินก่นด่า ว่าพวกเลว....

ทุจริต โครงการใคร? ไทยเข้มแข็ง
ยิ่งตะแบง เหมือนยิ่งด้าน พล่านดิ่งเหว
ยิ่งเปิดแผล ยิ่งร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
ความแหลกเหลว ต้องเปิดเผย เฉลยพลัน....

ทุจริต ซื้อครุภัณฑ์ มันฟาดดะ
ไม่ลดละ เร่งรัด รีบจัดสรร
ถ้าไม่โกง ใยต้องมัว มากลัวกัน
หยุดคอรัปชั่น พวกมันก่อน ย้อนไปดู....

ปราบให้เห็น เป็นตัวอย่าง สะสางก่อน
ใครหนาวร้อน ใครเก็บกด ใครอดสู
ใครทุจริต ใครสมยอม พร้อมมึง-กู
เฉลยให้รู้ เร็วไว ใครแน่?..โกง....

๓ บลา / ๒๒ ส.ค.๕๕

เชิญชมคอนเสิร์ตเพื่อเพือน'นิต'นิรันดร์

ที่มา Thai E-News

 



อาลัยนักรบไซเบอร์ นิต เสรีชน



โดย เว็บไซต์เสรีชน


 พี่นิต ณ โชคอนันต์ หรือ นิต  เสรีชน   เป็นนักรบไซเบอร์ ที่ก้าวออกมาสู้ภาคสนาม ทุกที่ในการชุมนุม จะเห็นคุณนิตอยู่ที่นั้นเสมอ  

พี่นิตทำหน้าที่เก็บภาพ เก็บหลักฐานสำคัญต่างๆ  พี่นิต ไม่เคยย่อท้อ และหวาดกลัวต่อลูกกระสุนที่วิ่งผ่านผิวกาย และเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน 

วันนี้เราสูญเสียบุคลากรสำคัญ นักสู้คนสำคัญ   ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์  จากไปอย่างไม่มีวันกลับ  ทิ้งไว้แต่ภรรยาและลูกเล็กอีก 2คน 

เว็บไซต์เสรีชน ขอเรียนเชิญทุกท่าน ร่วมงานไว้อาลัย และ ร่วมกันสร้างกองทุนเพื่อครอบครัวพี่นิต โดยโอนผ่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซีลำลูกกา
 ชื่อบัญชี มานิต ทชภา เลขที่บัญชี 270-211-601-0 **** กรุณาระบุ เพื่อกองทุนครอบครัว นิตเสรีชน  

โดยกองทุนนี้ จะทำการการเปิดบัญชีในชื่อของลูกชายคุณนิต เพื่อใช้ในการศึกษาต่อไป  

คุณนิต เสรีชน หนึี่งในสมาชิกเวปเสรีชนที่ต่อสู้กับคมช.มาตั้งแต่แรกเมื่อปี 2550 
เมื่อช่วงที่เสื้อแดงโดนขอคืนพื้นที่ผ่านฟ้า คุณนิต เสรีชน ได้ถูกยิงด้วยกระสุนยางเข้าข้างขาทำให้เดินเป๋ไปอยู่​นานพอสมควร 
บัดนี้ได้ประสพอุบัติเหตุรถเสีย หลัก ชนเสาไฟฟ้าศีรษะกระแทก เสียชีวิตทันที ร่างกระเด็นออกมานอกรถ เมื่อคืนวันที่ 26-07-2012 โดยมีกำหนดนำศพออกจากรพ.นครนายกในเวลาบ่าย แล้วนำศพมารดน้ำศพที่วัดลาดปลาเค้า ซอยลาดปลาเค้า กทม.ในเย็นวันนี้ 27-07-2012 ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงที่สามารถไปได้ไปร่วมบำเพ็ญกุศล โดยวันแรกทางเวปเสรีชนรับเป็นเจ้าภาพ ครับ เศร้าเขียนไม่ถูกแล้ว

เขาเป็นช่างภาพอิสระ เคยอยู่สำนักพิมพ์มาหลายแห่ง เป็นเสื้อแดง100% อยู่เวปเสรีชนมาตั้งแต่ปี50 โดนยิงด้วยกระสุนยางเมื่อปี53 เฉียดอวัยวะเพศไปนิดเดียว
ถ้าเป็นงานเสื้อแดงเขาไปถ่ายภาพให้ทั้งภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง โดยไม่ยอมรับเงินสักบาทเดียวครับ

images by free.in.th
วันนี้เขาเหลือแต่ร่างที่ไร้วิญญานไปแล้ว นิต เสรีชนเพื่อนผม

สลิ่มเชิญทางนี้ดูสัมภาษณ์เอ็กซคลูชีพแม้วอินUSA

ที่มา Thai E-News



Exclusive interview ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างเยือนนครลอส แอนเจลิส เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2012 ในหลายๆ ประเด็น เช่น การขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ ได้มาโดยมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนจริงหรือไม่, หวังจะได้อะไรจากการเข้ามาอเมริกา, วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์, พรบ.ปรองดองควรจะเดินหน้าหรือหยุดยั้ง, การปรับครม.(อัพโหลดโดย: )

ดูภาพนักข่าวฝรั่ง Andrew MacGregor Marshall นั่งคู่กับอดีตนายกฯไทย

ที่มา Thai E-News



ใครหล่อกว่า?: นักข่าวฝรั่ง Andrew Marshall นั่งคู่กับนายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ และผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ในการแถลงข่าวหรือการสัมนาแห่งหนึ่ง

ที่มาภาพ เฟซบุ๊ค มร. Andrew Marshall

หมายเหตุ1: เฟซบุ๊ค มร. Andrew Marshall ซึ่งเป็นอดีตนักข่าวประจำสำนักข่าวรอยเตอร์ มักมีข้อมูลข่าวเชิงลึกเกี่ยวกับการเมืองไทยเนืองๆ

หมายเหตุ2: Google Translate คือ เครื่องมือแปลภาษา ซึ่งให้ความสะดวกกับนักท่องเว็บที่ประสงค์ต้องการจะแปลภาษา ท่านสามารถเข้าถึงเพื่อใช้บริการได้ที่นี่

หมายเหตุ3: กฏหมายมาตรา 112 ยังถูกบังคับใช้ในประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

รับขวัญสุชาติ นาคบางไทร สู่อิสรภาพมะรืนนี้

ที่มา Thai E-News

 

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 สิงหาคม 2555

เว็บไซต์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน รายงานว่า ทีม ข่าว นปช.ได้รับข่าวดีว่า นายวราวุธ ฐานังกรณ์ (สุชาติ นาคบางไทร) และ นายสุริยันต์ กกเปือย ผู้ถูกคุมขัง ม.112 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพรฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2555 โดยจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ เวลา 8.00 น.

สุชาติกับสุริยันต์เลือกหนทางที่จะสารภาพและขอพระราชทานอภัยโทษ หลังจากถูกจับกุมดำเนินคดี

สุ ริยันต์เป็นช่างซ่อมรองเท้า ถูกดำเนินคดีโดยถูกกล่าวหาว่าโทรศัพท์ขู่ระเบิดโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาสารภาพและขอพระราชทานอภัยโทษ ส่วนสุชาติเป็นนักเคลื่อนไหวการเมืองยุคแรกๆหลังรัฐประหาร19กันยายน2549ใน นามคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ


ขณะืที่ผู้ที่ต่อสู้่คดี หรือเคยต่อสู้คดี ดูยังจะได้รับความทุกข์ทรมานจากการเป็นนักโทษในคดีนี้ต่อไป ทั้งนี้จากรายงานของเว็บไซต์นปช.

อ.สุ รชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เผยว่า ได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษอย่างเป็นทางการวันนี้ โดยคดีทั้ง 5 คดีของตนเองเด็ดขาดแล้ว รวมโทษจำคุก 12 ปี 6 เดือน (คดีละ 2 ปี 6 เดือน) แต่ได้รับการลดโทษจาก พรฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2555 จึงเหลือโทษจำคุก 10 ปี 9 เดือน หลัง จากนี้เป็นขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษ เริ่มจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ กรมราชทัณฑ์ ก.ยุติธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กองราชวัลลถ และสำนักพระราชวัง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

ส่วนธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล (หนุ่ม เรดนนท์) ซึ่งเคยต่อสู้คดี แต่ไม่ได้รับประกันตัว จนต้องหันมาสู้ด้วยการสารภาพ ได้ตัด พ้ออย่างมีอารมณ์กรณีที่การขอถอนอุทธรณ์ขอตนเองยังไม่ผ่าน ทั้งที่ยื่นคำร้องมานานกว่า 3 เดือนแล้ว ขนาดตนเองยอมไม่สู้ต่อ เพราะเห็นว่าอุทธรณ์ไปก็คงขอประกันตัวไม่ได้ ไม่อยากให้ลำบากคนอื่นอีก จึงยอมเลือกที่จะถอนอุทธรณ์ เพื่อที่จะได้ขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ก็เหมือนถูกกลั่นแกล้ง คนที่คดีสิ้นสุดยื่นขอไปหมดแล้ว สงสัยคงต้องเหลือตนเองที่คดีสิ้นสุดอยู่คนเดียวในเรือนจำ
ใน วันฌาปนกิจศพอากง 25-26 ส.ค. นี้ ตนเองและเพื่อนผู้ถูกคุมขังทางการเมืองจะโกนผม ถือศีล 8 และกินเจเพื่อไว้อาลัยครั้งสุดท้ายให้กับอากง

สม ยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า ตนเองยังคงจะต่อสู้คดีต่อไป โดยเชื่อว่าวันที่ 19 ก.ย. นี้ ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำวินิจฉัยศาล รธน. (กรณี ม.112 อาจขัด รธน.) คำวินิจฉัยน่าของศาล รธน. จะยังไม่ออกมา และคงต้องเลื่อนออกไปอีก ขณะ นี้ตนเองและหนุ่ม เรดนนท์ ทำงานอยู่ในห้องสมุดแดน 1 ตนเองรับจ้างเขียนฎีกาให้กับนักโทษ เวลาว่างก็เขียนบทความไปลงในประชาไท เขียนหนังสือ และแปลบทความในนิตยสาร NewsWeek ตอนนี้ตนเองทำใจได้นานแล้ว ตนเองชอบนั่งสมาธิ สวดมนต์ และอ่านหนังสือ ขณะนี้กำลังร่วมกับเพื่อนนักโทษรับบริจาคเงินเพื่อซื้อหนังสือใหม่เข้าสู่ ห้องสมุดของเรือนจำ

นปช. รายงานว่าได้ดูแลเรื่องอาหารให้กับผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงในเรือนจำหลักสี่ โดยมีการจัดส่งกับข้าววันละ 2 มื้อให้กับผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงในเรือนจำแห่งนี้เพื่อเสริมกับข้าวและข้าว ของเรือนจำ ส่งหนังสือพิมพ์วันละ 5 ฉบับ และนิตยสารเพื่อให้พวกเขาได้คลายเหงา/เพิ่มพูนข่าวสารบ้านเมือง

เครือ ข่ายญาติ ม.112 จัดพิมพ์การ์ดรำลึกอากงจำนวน 1,500 ใบ ซึ่งเป็นภาพที่หลานๆของอากงเขียนให้กับ อำพล ตั้งนพกุล (อากง) ขณะที่ยังอยู่ในเรือนจำ โดยจำหน่ายใบละ 10 บาท เพื่อนำรายได้มาใช้สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม ซึ่งผู้ที่ซื้อการ์ดสามารถเขียนข้อความให้


************************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


อยากได้ความยุติธรรม?...จัดไป3ปี!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2553

ตัดสินจำคุก 'สุชาติ นาคบางไทร' 3 ปี ข้อหาหมิ่นสถาบัน

เวบไซต์ประชาไท รายงาน ว่า ศาลอาญา ถนนรัชดา ได้ตัดสินคดีของนายสุชาติ นาคบางไทร หรือ วราวุธ ฐานังกรณ์ หมายเลขแดงที่ อ.3964/2553 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากอัยการส่งฟ้องในวันที่ 23 พ.ย. โดยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 คงจำคุก 3 ปี

ในคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 18.05 น.-18.15 น. จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ท้องสนามหลวง ด้วยการกระจายเสียงทางเครื่องขยายเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังการปราศรัยจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยพูดจาบจ้วง พูดเปรียบเทียบและเปรียบเปรย ล่วงเกิน ด้วยถ้อยคำหยาบคาย พูดใส่ความหมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ทำให้พระองค์ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ และยังกล่าวแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบันด้วย เหตุเกิดที่ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ สุชาติถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 ต.ค.51 และได้หายตัวไปจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2553 บริเวณประตูน้ำ

เจ้าตัวไม่สู้คดี เพื่อหวังจะติดคุกไม่นาน


"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ไป เยี่ยมรายงาน


สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รายงานว่า จากการเข้าเยี่ยมนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ก่อนจะมีการตัดสินคดีนั้น นายสุชาติแจ้งกับผู้ไปเยี่ยม ว่า ขอให้คนที่สนับสนุนเขา หยุดการต่อสู้ทางคดีไว้ทั้งหมด เพราะเขาได้ยอมรับสารภาพไปทั้งหมดแล้ว เขาจะไม่ขอทนาย ไม่ขอประกัน ไม่ขออภัยโทษ ดังนั้นจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องประ ชาธืปไตยทั้งสิ้น ขอให้พวกเราทุกคนสบายใจ และดำเนินชีวิตไปตามปรกติ และต่อสู้ต่อไปตามวิถีของตัวเอง

"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ที่ไปเยี่ยมรายงาน

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ เขียนแสดงความเห็นในกระดานสนทนา คนเหมือนกันว่า..ความจริง มีคนบอกผมมาสักพักนึงแล้วว่า คุณสุชาติ กลับเข้ามาเมืองไทย ตอนแรกที่ผมได้ยิน ก็ตกใจและแปลกใจเหมือนกัน เห็นคนที่บอก เขาว่า เข้าใจว่าคุณสุชาติอาจจะคิดว่า ถ้าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรให้เป็นข่าว ก็อาจจะอยู่ได้ นี่แสดงว่า ตำรวจอาจจะได้ยินข่าวคราวขึ้นมา?

เรื่องไม่สู้คดี "สารภาพ" (ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ไม่เอาทนาย) ผมก็อ่านจากข่าวเช่นกัน

ผมเดาว่า คุณสุชาติ คงคิดในแง่ว่า ถ้าทำในลักษณะนี้ มีโอกาสที่ภายในประมาณ 2 ปี ก็สามารถเป็นอิสรภาพได้ ในกรณีที่โดนตัดสิน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ทำนองเดียวกับคุณสุวิชา ท่าค้อ และคุณบุญยืน (ดูเหมือนจะประมาณ 2 ปีนับจากถูกจับทั้งคู่)

ดังที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ เช่นกรณีคุณสุวิชา เรื่องคดี ม.112 นั้น ต้องแล้วแต่ แต่ละคนที่ต้องคดีจะตัดสินใจตามสภาพของตัวเอง (และครอบครัว) ผมไม่มีความเห็นอะไร ลักษณะของคดีนี้ มันไมใช่คดีธรรมดา โอกาสที่ ถ้าถึงขั้นฟ้องศาลแล้ว จะสู้คดี แล้วชนะ เป็นไปได้ยากมากๆ (ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าศาลตัดสินใจว่า ไม่ผิด จะไม่ยิ่งเป็น "ตัวอย่าง" ให้กับคนอื่น) ดังนั้น อย่างกรณีคุณสุวิชา คุณบุญยืน ที่ตัดสินใจในลักษณะนั้น ก็คงพอเข้าใจได้ คุณสุชาติ ก็อาจจะคิดในลักษณะคล้ายกัน

อย่างกรณีคุณดา (ตอปิโด)คงอีกหลายปี กว่าจะผ่านขั้นอุทธรณ์ และถ้าตัดสินยืนว่าผิดอีก ก็คงอีกเป็นปี กว่าจะถึงขั้นฎีกา ฯลฯ และถ้าผิดอีก ? ถึงตอนนั้น จะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ โอกาสอาจจะน้อยลง สรุปแล้ว มีความไม่แน่นอนสูงมาก

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:
-สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ 
-ย้อนอดีตกันเรื่องฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จากปากฅนวันเสาร์ก*******ำลังใจผู้
.............

'ณัฐวุฒิ'น้อมรับไม่ว่าบวก-ลบ

ที่มา uddred

 ข่าวสด 22 สิงหาคม 2555 >>>



นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ และแกนนำคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์ว่า แกนนำทำความเข้าใจกับประชาชนที่จะมาให้กำลังใจว่าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ศาลกำหนดอย่างเคร่งครัด ขณะที่แกนนำที่เป็นส.ส.แม้ศาลจะเลื่อนการไต่สวนไปวันที่ 29 พ.ย. ก็จะเดินทางไปให้กำลังพรรคพวก ซึ่งแกนนำ 19 คน ศาลไต่สวนแล้ว 18 คน เหลือเพียงนาย ยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก ผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ที่จะเตรียมข้อมูลเอกสาร พยานหลักฐานเพิ่ม โดยศาลนัดไต่สวนช่วงเช้า ก่อนอ่านคำวินิจฉัยช่วงบ่าย มั่นใจว่าศาลจะให้ความเมตตาและให้โอกาสทุกคนได้มีอิสรภาพและทำกิจกรรมของตัว เองต่อไป แต่อาจมีเงื่อนไขการปฏิบัติตัวเพิ่มเติม จึงต้องรอฟังศาลก่อน ทั้งนี้ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ พวกตนพร้อมน้อมรับและเคารพ และพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้หารือกับ นายยศวริศหรือไม่ว่ายังต้องหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติม นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คุยกันตลอด ประเด็นที่ศาลยังติดใจสอบถามคือการขึ้นเวทีประกาศหมายเลขโทรศัพท์ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ซึ่งนายศวริศเตรียมคลิปวิดีโอและคำกล่าวขอโทษบนเวทีปราศรัย และการห้ามปรามประชาชนว่าอย่าไปคุกคามกดดันตุลาการ นอกจากนั้นยังมีข่าวว่าตุลาการไม่ได้ติดใจและไม่มีกลุ่มบุคคลใดคุกคามครอบ ครัวของตุลาการ เพื่อชี้แจงต่อศาล

อยากเห็น'มาร์ค-เทือก'มาศาล
เมื่อ ถามว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนแกนนำระวังการปราศรัยหรือไม่ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า แน่นอนว่าต้องตระหนักเรื่องนี้ เพราะสถานการณ์การเมืองยังอยู่ในช่วงขัดแย้ง โดยเฉพาะแกนนำอยู่ในฐานะผู้ถูกดำเนินคดีและอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้นเราต้องรอบคอบระมัดระวัง ต่างจากฝ่ายตรงข้ามคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ที่ถูกกล่าวหาคดี 98 ศพ แต่จนขณะนี้ยังไม่ปรากฏเป็นคดีใดๆ แม้ศาลจะมีหมายเรียกไปเบิกความการเสียชีวิตของประชาชนหลายราย ซึ่งทั้งสองคนพูดว่าพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่ล่าสุดขอเลื่อนเข้าไป 2 สัปดาห์ อ้างต้องเตรียมข้อมูล ทำให้ตนประหลาดใจเพราะทั้งสองพูดทุกวัน ทุกเวที พูดจนขึ้นใจ แต่พอถึงเวลาศาลเรียกกลับออกอาการและหน่วงเหนี่ยวดึงเวลา

'ผมขอเรียก ร้องให้กล้าหาญเหมือนกับปาก และเดินเข้าไปพูดความจริงในศาล ไม่ใช่เฉพาะคนไทย แต่คนทั้งโลกอยากได้ยินเสียงหน้าบัลลังก์ศาลของคุณอภิสิทธิ์ และคุณสุเทพ ว่าจะอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับกรณีนี้' นายณัฐวุฒิกล่าว

เอาผิดผู้สั่งการไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ
นาย ณัฐวุฒิกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการเปิดเผยคำสั่งใช้สไนเปอร์ อาจกระทบกับฝ่ายกองทัพจนบานปลายว่า คิดว่าไม่ ทุกฝ่ายต้องเข้าใจให้ตรงกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง และเป็นความรับผิดชอบของ ผู้บริหารประเทศ ส่วนกองทัพหรือทหารเป็นกลไกในการปฏิบัติ ฉะนั้นใครที่สั่งการหรือมีอำนาจในการลงนามและมอบนโยบาย บุคคลเหล่านั้นจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์พยายามสร้างกระแสว่ารัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพ เพื่อที่ตัวเองจะเอากองทัพมาเผชิญหน้าเพื่อหวังประโยชน์การเมือง จึงขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าคดีความกำลังเดินหน้าและนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ กำลังจะขึ้นเบิกความต่อศาล ดังนั้นขอให้สไนเปอร์ รวมทั้งผู้ปฏิบัติร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม โดยพูดความจริงทั้งหมดเพื่อให้ความจริงไปถึงผู้บงการและความยุติธรรมจะเกิด ขึ้นกับประชาชน

เมื่อถามว่าในฐานะแกนนำเสื้อแดงมองว่าเจ้าหน้าที่ที่ ปฏิบัติงานไม่ต้องรับผิดชอบใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตนพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณา ส่วนตัวเห็นว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง ซึ่งมีอำนาจขณะนั้นปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องเข้าสู่ศาลแล้วต้องรอดูต่อไป และรอเวลาจนกว่าความจริงจะปรากฏ พวกเรารอได้ เพราะรอมากว่า 2 ปี ตอนนี้ถือว่าคืบหน้าที่สุด และคาดว่าเรื่องนี้น่าจะจบได้ภายในรัฐบาลนี้

ต่อข้อถามว่าฝ่ายค้าน ตั้งข้อสงสัยการทำงานของดีเอสไอ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ดีเอสไอเป็นหน่วยงานของรัฐ และสิ่งที่กำลังทำคืออำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน และอธิบดีดีเอสไอคนนี้ พรรคประชาธิปัตย์เคยบอกว่าเป็นข้าราชการตัวอย่าง ที่ต้องสนับสนุนและปกป้อง แล้วทำไมวันนี้ท่าทีของประชาธิปัตย์จึงจงเกลียดจงชังอธิบดีคนนี้ หรือกลัวว่าความจริง สิ่งที่พูดหรือทำอะไรไว้จะปรากฏ ถ้านายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ บริสุทธิ์ใจก็ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องนี้ ขอให้พูดความจริงต่อศาลทุกอย่างก็จบ

'ก่อแก้ว'ห่วงตู่-เจ๋งกว่าคนอื่น

นาย ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า วันที่ 22 ส.ค.ตนอาจจะไม่ได้ไปศาลอาญา เนื่องจากติดประชุมหลายคณะที่รัฐสภา แต่ก็เป็นกำลังใจให้พรรคพวกอยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าศาลไม่น่าจะถึงขั้นถอนประกัน เพราะการจะถอนหรือไม่ถอนประกันคงไม่ได้หมายถึงการกระทำแค่ตรงนี้ แต่หมายถึงการกระทำที่รุนแรงมาก ซึ่งตนห่วงใยทุกคน แต่กรณีของนายเจ๋งไม่คิดว่าจะไปไกลขนาดนั้น จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยหรือร่ำลา ยังรู้สึกเฉยๆเพราะมั่นใจว่าไม่ถึงขั้นนั้น

'จริงๆ แล้วมี 2 คน คือนายจตุพรและนายยศวริศที่น่าตื่นเต้นกว่าคนอื่นๆ แต่ยืนยันว่าทั้งสองยังอยู่เมืองไทย ไม่ได้หนีไปไหนเพราะเรายังเชื่อมั่นในศาล อีกทั้งติดคุกยังมีวันได้ออก' นายก่อแก้วกล่าว

'เจ๋ง'พร้อมทั้งร่างกาย-จิตใจ

ทาง ด้านนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 คดีร่วมกันก่อการร้าย กล่าวว่า ทีมทนายความเตรียมพยานบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมพื้นที่และได้ฟัง คำปราศรัยของ ตนมาขึ้นเบิกความ รวมทั้งหลักฐานแผ่นวีซีดีพร้อมเอกสารถอดเทปปราศรัยยื่นต่อศาล เชื่อว่าศาลจะมีความยุติธรรม และเมตตาตนเพราะตนแสดงความคิดเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลการเมืองไม่ใช่ศาลยุติธรรม อีกทั้งผู้ร้องก็ไม่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องในคดีจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องการ เมือง และที่ตนปราศรัยก็ไม่ได้มีเจตนาปลุกปั่น ถึงแม้จะสุ่มเสี่ยงผิดเงื่อนไขประกันตัวไปบ้าง เชื่อว่าศาลจะว่ากล่าวตักเตือนและเพิ่มเงื่อนไขมากกว่าจะมีคำสั่งถอนประกัน เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ทั้งนี้ตนพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจและจะไม่ขอเลื่อนฟังคำสั่ง เพราะศาลคงไม่อนุญาตให้เลื่อนอีก


เจ๋ง ดอกจิก กล่าวด้วยว่า แม้ผลจะออกมาทางลบก็ขอน้อมรับคำวินิจฉัย แต่เชื่อว่าศาลจะมีความยุติธรรมและเมตตา ทั้งนี้คิดว่าช่วงเช้าจะมีจำเลยคนอื่นรวมทั้งจำเลยที่เป็นส.ส.ที่มี เอกสิทธิ์คุ้มครอง เดินทางมาฟังการไต่สวน ให้กำลังใจ และคาดว่าแนวร่วมนปช.จะมาศาล