WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 22, 2012

นิสิต มก.ค้านไม่อยู่ ครม.ไฟเขียว "มหา’ลัยเกษตร" ออกนอกระบบ

ที่มา ประชาไท

 
ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... ขั้นต่อไปส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด ด้านกลุ่มนิสิตเข้ายื่นหนังสือค้าน เรียกร้องให้นำกลับไปสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับนิสิต-ประชาชนก่อน

 
กลุ่มตัว แทนนิสิต ม.เกษตรศษสตร์ เดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล คัดค้านการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ  ออกนอกระบบ
 
วันนี้ (21 ส.ค.55) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิพิฐพนธ์ คำยศ นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... (ม.นอกระบบ) ที่จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ โดยยื่นหนังสือต่อนายสุชาติ ธาดาดำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนางฐิติมา ฉายแสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ตามที่มีการรายงานข้อมูลว่า กระทรวงศึกษาธิการจะนำ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันนี้
 
ตัวแทนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีผลกระทบต่อนิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปซึ่งกระบวนการในการร่าง นิสิต นักศึกษาและประชาชนไม่มีส่วนร่วม และให้อำนาจผู้บริหารที่มาจากการแต่งตั้งบริหารเงินอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเสนอให้ ครม.มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำร่างกลับไปสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับ ประชาคม อย่างแท้จริง อีกทั้ง ยังขอให้รัฐบาลทำหนังสือถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
 
ในวันเดียวกันนี้ เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ ระบุการนำร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอเข้าสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะ รัฐมนตรีในวันนี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นั้น เป็นการกระทำที่ไร้หลักธรรมาภิบาล ใช้อำนาจโดยไม่รับฟังเสียงหรือความคิดเห็นของนักศึกษาและประชาชนเลย
 
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้วยังมีนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวนมากที่ยังไม่ทราบ ข้อมูลและยังไม่เห็นด้วยกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จึงทำให้เกิดกระแสคัดค้านจากนักศึกษาและมีข้อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการ ดำเนินการดังกล่าว และเปิดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาคมในมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึงมา โดยตลอด
 
“เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ร่วมกับแนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบอย่างถึง ที่สุด” แถลงการณ์ระบุ
 
ด้านเว็บไซต์ข่าวสดรายงาน ว่า นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงผลประชุม ครม.ระบุ ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.... ให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดของร่าง กฎหมาย หากได้รับความเห็นชอบก็จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนมหาวิทยาลัยอื่น อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่เคยยื่นความประสงค์จะออกนอกระบบนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอเรื่องมา
 
นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สำหรับมหาวิทยาลัยที่ยื่นความประสงค์ขอออกนอกระบบกับสำนักงานคณะกรรมการการ อุดมศึกษา (สกอ.) แล้ว มีดังนี้ มข. มศก. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) มธ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สวนสุนันทา เบื้องต้นก่อนหน้านี้ สกอ.ส่งจดหมายไปยังแต่ละมหาวิทยาลัยให้ยืนยันความประสงค์ขอออกนอกระบบอีก ครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดตอบกลับมา เนื่องจากบางแห่งยังมีปัญหาภายในที่ยังไม่ได้ข้อยุติ หากมหาวิทยาลัยใดยืนยันความพร้อมกลับมา สกอ.ก็พร้อมผลักดันต่อไป
 
นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การยื่นขอเปลี่ยนฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ หรือออกนอกระบบดังกล่าว เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยยื่นตั้งแต่ปี 2549 และเป็นการยื่นขอออกนอกระบบต่อจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ สำหรับข้อกังวลว่า หากออกนอกระบบแล้วค่าเล่าเรียนจะเพิ่มสูงขึ้นนั้น มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการได้ หากไม่มีเหตุผลด้านความจำเป็นรองรับ แต่หากจำเป็นต้องขึ้นค่าเล่าเรียน มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อน และขอยืนยันว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่มีนโยบายผลักภาระให้ผู้ปกครอง และนักศึกษาต้องแบกรับเรื่องนี้
 
หนังสือของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุเนื้อหา ดังนี้
 
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
 
 
วันที่ 21 สิงหาคม 2555
 
เรียน      นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 
เรื่อง      ขอให้ยับยั้งการผ่านร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ...
 
เนื่องจากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. ...  หรือที่เรียกว่าร่าง พ.ร.บ.ในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2555  กำหนดให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐไม่เป็นส่วน ราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยการปรับ ปรุง กระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น  
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ในฐานะกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเครือข่ายแนวร่วมนิสิตนักศึกษา คัดค้านม.นอกระบบอันประกอบไปด้วยนิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย  จึงขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เนื่องจาก
 
1.ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลกระทบต่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนโดย ทั่วไป แต่กระบวนการร่าง กลับไม่มีการมีส่วนร่วมจากนิสิตนักศึกษาและประชาชน  เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ออกมาจากฝั่งผู้บริหารเท่านั้น เท่ากับเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จจากฝ่ายผู้บริหารของมหาวิทยาลัย
 
ถึงแม้จะมีการทำประชาพิจารณ์ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.2550 ก็เป็นเพียงแค่กระบวนการเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ให้ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นเพียงการให้ข้อมูลด้านดีด้านเดียว และมีนิสิตรับรู้ข้อมูลเพียงน้อยนิด ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามหลักวิชาการ 
 
2.เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้อำนาจผู้บริหารรวมทั้งสภามหาวิทยาลัยที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งที่มาจากการมีส่วนร่วมจากประชาสังคมในมหาวิทยาลัย มีอำนาจในการบริหารงาน บริหารเงินอย่างเต็มที่ ขาดระบบการตรวจสอบที่รัดกุม แต่กลุ่มบุคคลเหล่านี้กลับเป็นผู้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวเพื่อให้ประโยชน์แก่กลุ่มตนเอง
 
3.จากเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังมหาวิทยาลัย 14 แห่ง ที่ได้ส่งร่างพ.ร.บ.ออกนอกระบบมาที่ สกอ.ว่ายังยืนยันออกนอกระบบหรือไม่ มีมหาวิทยาลัยที่ยืนยันกลับมาแล้วว่าจะออกนอกระบบระบบ จำนวน 4 มหาวิทยาลัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งที่นิสิตส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่อง ม.นอกระบบ และไม่มีการนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาพิจารณาสอบถาม รับฟังความคิดเห็น ไม่มีการให้ความรู้แก่นิสิตและประชาคม
 
ทางกลุ่มจึงขอเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้
 
1.ให้ ครม. มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำร่างกลับไปสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมกับ ประชาคม นิสิตนักศึกษาและประชาชนอย่างแท้จริง
 
ให้รัฐบาลทำหนังสือ ถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง กับการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ให้เป็นที่รับรู้ต่อนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสังคมภายนอกอย่างทั่วถึง
 
2.ให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) โดยจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ถอดบทเรียนจากมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วและยังไม่ออก เพื่อกำหนดเป็นนโยบายทางการศึกษาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและมีส่วนร่วมจากทุก ภาคส่วนตามหลักการประชาธิปไตย
 
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางรัฐบาลจะรับฟังเสียงของนิสิต และสนใจปัญหาทางการศึกษาที่ถูกหมักหมมมานาน ยิ่งหากมีผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น เป็นการให้อำนาจคนบางกลุ่มเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากโครงสร้างระบบการศึกษา และหวังว่าคณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ฉบับดังกล่าว
 
ด้วยจิตคารวะ
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
 
รายชื่อองค์กรนิสิตนักศึกษา
1.แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
2.เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ
3.เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาไม่เอาม.นอกระบบ
4.กลุ่มรั้วแดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
5.กลุ่มแสงดาว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
6.กลุ่มปูกฮัก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
7.กลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา
8.กลุ่มสะพานสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9.กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
10.ซุ้มเหมราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง
11.กลุ่มนกกระจอก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
12.กลุ่มอาสากลาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
13.ชมรมมหาวิทยาลัย-ชาวบ้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
14.กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
15.กลุ่มระบายฝัน มหาวิทยาลัยนเรศวร
15.สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
 
 
 
 
 แถลงการณ์ เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบระบุเนื้อหา ดังนี้
 
 
แถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“คัดค้านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ”
 
จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... (ม.นอกระบบ) เสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เพื่อนำไปสู่การผลักดันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบนั้น ในความเป็นจริงแล้วนั้นยังมีนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวนมาก ที่ยังไม่ทราบข้อมูลและยังไม่เห็นด้วยกับการนำมหาวิทยาลัยออกเกษตรศาสตร์ออก นอกระบบ จึงให้เกิดกระแสคัดค้านจากนักศึกษาและมีข้อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการการนำ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบและเปิดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาคมใน มหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึงมาโดยตลอด
 
จากเหตุการณ์ดังกล่าว เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ได้ติดตามสถานการณ์การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมาโดยตลอด จึงเห็นว่า การกระทำของรัฐมตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ได้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบนั้น เป็นการกระทำที่ไร้หลักธรรมาภิบาล ใช้อำนาจโดยไม่รับฟังเสียงหรือความคิดเห็นของนักศึกษาและประชาชนเลย
 
เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ร่วมกับแนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบอย่างถึง ที่สุด
 
ด้วยจิตคารวะ
เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ
21 สิงหาคม 2555

ปิดฉากวาทกรรมซื้อเสียง ผลวิจัยฟันธง ซื้อเสียงจูงใจคนได้เพียง 4.5%

ที่มา ประชาไท

 
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นำเสนอผลการวิจัย “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง”  พบยอมรับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือก 46.79 และแม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก 48.62
สำนักข่าวไทยรายงานเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง  “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง” โดยการวิจัยดังกล่าวได้สุ่มตัวอย่างผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 941 คน  ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 ที่ผ่านมา  พบว่า ในส่วนการเลือกตั้งระดับชาติปัจจุบันการใช้เงินเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตนเองในการเลือกตั้งระดับชาติ มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยลงจากเดิม และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการแพ้หรือชนะการเลือกตั้งอีกต่อไป
ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ยอมรับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น ถึงร้อยละ 46.79 และที่ตอบว่า แม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก มีร้อยละ 48.62 ส่วนผู้ที่ตอบว่าเลือกเพราะได้รับเงินมีเพียง 4.59 ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลการสัมมนากลุ่มย่อยของผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ที่พบว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะเงิน
นอกจากนี้ยังพบว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นและความรู้สึกผิดที่รับเงิน แล้วไม่เลือกหรืออาจเป็นบาปที่เลือกลดลงไป ทำให้ในการตัดสินใจเลือกตั้ง ส.ส.ระดับชาติ ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล  โดยจากผลสำรวจในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 54 แม้ในแบบแบ่งเขต ซึ่งเลือกเฉพาะชอบตัวบุคคลคิดเป็นร้อยละ 46.26 ขณะที่เลือกเพราะชอบนโยบายพรรค ร้อยละ 37.64 และเลือกเพราะอยากได้หัวหน้าพรรค ร้อยละ 16.10  แต่เมื่อรวมผลสำรวจระหว่างการเลือกเพราะชอบนโยบายพรรคและอยากให้หัวหน้า พรรค เป็นนายกฯ เท่ากับว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาประชาชน เลือกพรรคมากกว่า 53.74
การนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ทำให้พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันในทาง นโยบายมากขึ้น ตัวผู้สมัครมีความสำคัญลดลง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากขึ้น ส่งผลให้การใช้เงินซื้อเสียงได้ผลน้อยลง นอกจากนี้ความแตกแยกแบ่งข้างทางการเมืองในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ยังทำให้ประชาชนพิจารณาเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล และทำให้การรับเงินแล้วไม่เลือกมีมากขึ้น
ผลวิจัยยังระบุว่า การให้เงินปัจจุบันไม่ใช่ความสัมพันธ์ในลักษณะการซื้อและการขายเสียงอีกแล้ว เพราะการให้จะไม่มีการตรวจสอบควบคุมให้คนรับเงินต้องเลือกตนเอง แต่เป็นการให้ลักษณะให้เปล่าคล้ายเบี้ยเลี้ยงหรือสินน้ำใจ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับเงินก็ไม่รู้สึกว่าถ้าได้รับแล้วไม่เลือกจะ เป็นบาปหรือเป็นการไม่ซื่อสัตย์ โดยจำนวนเงินที่มีการจ่ายกันก็เพียง 300-500 บาท ไม่มากเหมือนสมัยก่อน ซึ่งผู้สมัครที่ยังใช้เงินก็รู้ว่าได้ผลน้อย แต่ที่ยังต้องจ่ายเพราะกลัวแพ้หรือกลัวว่าอีกฝ่ายให้เงินจึงต้องให้เงินด้วย

ที่มา: สำนักข่าวไทย

เปิดเผยล่าสุด "คำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ." สั่งการทหาร-ตำรวจหลายหน่วย

ที่มา ประชาไท

 

ขณะที่ ผบ.ทบ.บอกคำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ. ไม่ใช่เอกสารลับ ท้าสื่ออยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ ยันการเผยแพร่เอกสารไม่เป็นการกดดันอะไรทั้งสิ้น แต่อยู่ที่เรื่องอะไรควรไม่ควร ขณะที่ดีเอสไอเตรียมเรียกทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมเข้าให้ปาก คำ 22 ส.ค. นี้
ตามที่เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ทีผ่านมา ประชาไท เผยแพร่เอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” เรื่อง “ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่” ลงวันที่ 17 เม.ย. 53 ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งมีทั้งหมด 5 แผ่น โดยในข้อ 2.5 ระบุว่า “ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญที่ ศอฉ. กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จาก ศอฉ. ได้” นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ต่อมาด้วยการให้สัมภาษณ์เมื่อ 19 ส.ค. 55 ของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพ (ทบ.) ที่ออกมายอมรับเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเอกสารจริง แต่ไม่กังวล และที่ผ่านมาได้อธิบายให้สังคมเข้าใจมาโดยตลอดว่าการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ยึดหลักสากลจากเบาไปหาหนัก (อ่านข่าวทีเกี่ยวข้อง)

ประยุทธ์บอกคำสั่งรักษาด่าน ศอฉ. ไม่ใช่เอกสารลับ
ท้าสื่ออยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ

ล่าสุด วันนี้ (20 ส.ค.) เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปิดเผยเอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า เอกสาร ดังกล่าว ไม่ใช่เอกสารลับ แต่อยากให้สื่อระมัดระวังในการนำเสนอในสิ่งที่จะทำให้เป็นเรื่อง แต่ถ้าอยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ ไม่เป็นไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกมาเผยแพร่เอกสารเป็นการสร้างความกดดันให้ ผบ.ทบ.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มากดดันอะไรตนทั้งสิ้น แต่อยู่ที่อะไรควรไม่ควร ไม่อยากจะพูดแล้ว เบื่อ
โดยการท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันนี้ถือเป็นการออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า เอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” เป็นเอกสารจริง ขณะที่ก่อนหน้านี้ในการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 16 ส.ค. 55 กล่าวแต่เพียงว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ เป็นเพียงปืนติดลำกล้องเพื่อใช้ระวังป้องกัน ซึ่งในตลาดนัดก็มีขายสำหรับใช้ยิงนก ขณะที่เมื่อก่อนหน้านี้เมื่อ 16 พ.ค. 53 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ มีเพียง “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” ทำหน้าที่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ต่ำหรือตามถนนหนทางโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ามีบุคคลผู้ใดถืออาวุธหรือจะ เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจะใช้การยิงคุ้มครอง (อ่านข่าวย้อนหลัง)
ทั้งนี้เมื่อเดือนมีนาคมปี 2554 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายงานบัญชีสรุปรายการเบิกจ่ายกระสุนจากหน่วยคลังแสงสรรพาวุธทหารบก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตั้งแต่ 11 มี.ค. 53 จนถึงเสร็จสิ้นการโดยมีการเบิกกระสุนจากคลังแสงทหารบกกว่า 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด ใช้ไป 117,923 นัด เผยมีการเบิกกระสุนปืนซุ่มยิง 3,000 นัด ส่งคืน 880 นัด ขณะที่เบิกกระสุนซ้อมเพียง 10,000 นัด ส่งคืน 3,380 นัด (อ่านข่าวย้อนหลัง)

เปิดเอกสารใหม่ คำสั่งรักษาด่าน ศอฉ.ฯ
สั่งการไปหลายหน่วยทั้งทหาร-ตำรวจ

ใบปะหน้าของเอกสารที่ กห.0407.45 (สยก.)/130 ลงวันที่ วันที่ 17 เม.ย. 53 “เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ ด่านตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่” เรียน ผอ. ศอฉ. โดย พล.อ. รอง เสธ.ศอฉ. (3) ท้ายเอกสารมีข้อความว่า “อนุมัติตามเสนอในข้อ 4” ลงนามโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะ ผอ.ศอฉ. และยังมีนายทหารยศนายพล 2 นาย (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ร่วมลงนามในหนังสือสั่งการด้วย

ทั้งนี้ นอกจากเอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” ที่มีการนำเสนอไปนั้น ประชาไทยังนำเสนอใบปะหน้าของ เอกสารดังกล่าว โดยหน้าเอกสารเรียนไปยัง “ผอ. ศอฉ.” ลงนามโดย “พล.อ. รอง เสธ.ศอฉ. (3)” (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ลงนามวันที่ 18 เม.ย. 54 โดยในท้ายเอกสารมีข้อความว่า “อนุมัติตามเสนอในข้อ 4” ลงนามโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะ ผอ.ศอฉ. โดยลงนามวันที่ 18 เม.ย. 53 นอกจากนี้ยังมีนายทหารอีก 2 นาย ลงนามในเอกสารดังกล่าว คือ พล.อ. (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ระบุตำแหน่งเป็น เสธ.ศอฉ. และ พล.อ. (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ระบุตำแหน่งเป็น ผช.ผอ.ศอฉ.(3)
เอกสาร  “ส่วนราชการ สยก.ศอฉ.” ที่ “ต่อ กห 0407.45/130” ลงวันที่ 18 เม.ย. 55 ลงนามโดย  พล.ต. ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รอง หน.สยก.ศอฉ. ทำการแทน หน.สยก.ศอฉ.  เสนอต่อ บช.น. ระบุท้ายหนังสือสั่งการว่า "เพื่อกรุณาทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป" โดยท้ายเอกสารระบุการแจกจ่ายไปยังหน่วยงานทหาร-ตำรวจหลายหน่วย

และล่าสุดวันนี้ (20 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวประชาไท เผยแพร่เอกสาร “ส่วนราชการ สยก.ศอฉ.” ที่ “ต่อ กห 0407.45/130” ลงวันที่ 18 เม.ย. 55 เรื่อง “เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธ เพื่อ รปภ.ที่ตั้งหน่วย และสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่” ลงนามโดย พล.ต. ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รอง หน.สยก.ศอฉ. ทำการแทน หน.สยก.ศอฉ.  เสนอต่อ บช.น. โดยแนบสิ่งที่ส่งมาด้วยคือ “สำเนาหนังสือ สยก.ศอฉ.ลับ - ด่วนมากที่ กห. 0407.45/130 ลง 17 เม.ย. 53” หรือคำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ. ดังกล่าว โดยระบุท้ายหนังสือสั่งการว่า “เพื่อกรุณาทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”
ไม่เพียงแต่ บช.น. เท่านั้น ในท้ายเอกสารระบุถึง “รายการแจกจ่าย” ว่ามีการแจกจ่ายคำสั่งดังกล่าวไปยังหน่วยงานทางทหารทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจหลายหน่วย ได้แก่ กกล.รส.ทภ.1, ศปก.ตร., บช.น., ศปก.ทอ., ศปก.ทร., พล.ม.2 รอ., นปอ., พล.ร.9, พล.1 รอ., บก.ควบคุม ทภ.2, บก.ควบคุม ทภ.3 และ บก.ควบคุม พล.ป.

เตรียมเรียกทหารที่ปฏิบัติการเข้าให้ปากคำที่ดีเอสไอ 22 ส.ค. นี้
ด้านวอยซ์ทีวี รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดี ดีเอสไอและหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพลตำรวจตรีอนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าชุดสืบสวนชันสูตรพลิกศพกรณีการเสียชีวิตของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุป สำนวนคดีการเสียชีวิตของแนวร่วม นปช.ทั้ง 98 ศพ โดยมีการเปิดเผยว่าในวันที่ 22 สิงหาคม 2555 คณะทำงานสอบสวนชัณสูตรพลิกศพได้นัดให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าให้ ข้อมูลกับพนักสอบสวนจำนวน 1 นาย แต่ พ.ต.อ.ประเวศน์ไม่ได้เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าให้การนั้นเป็น พลซุ่มยิงหรือไม่ เปิดเผยเพียงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 2553 เท่านั้น
นอกจากนี้ ดีเอสไอจะเชิญผู้ชำนาญการด้านอาวุธ 1 คน เข้าสอบปากคำเพื่อขยายผลเพิ่มเติมบางจุด โดยต้องการให้ผู้ชำนาญการด้านอาวุธให้รายละเอียดถึงประเภทของอาวุธ  ตลอดจนอานุภาพอาวุธแต่ละชนิดที่มีภาพปรากฏผ่านสื่อ   โดยผู้ชำนาญคนดังกล่าวมาจากฝ่ายตำรวจซึ่งไม่กังวลว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ จากฝ่ายทหารเนื่องจากเป็นผู้ชำนาญการที่ได้รับการรับรองจากศาลแล้ว
นอกจากสำนวนการเสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งให้ตำรวจดำเนินการจำนวน 22 ราย แล้ว  ดีเอสไอจะส่งสำนวนการสอบสวนการเสียชีวิตที่อาจเกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้า หน้าที่รัฐเพิ่มอีก 5 รายในจำนวนนี้เป็นกรณีเสียชีวิตที่บริเวณบ่อนไก่ อย่างไรก็ตาม  หลังมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้วพบว่ามีพยานที่เป็นญาติผู้เสียชีวิต ทยอยให้ข้อมูลมากขึ้น

ขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ มีผลทันที

ที่มา thaifreenews




>>> ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบ
การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพิ่มขึ้น 
ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้มีผลในวันที่ 22 ส.ค.นี้ 
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวกระทรวงการคลังได้ให้เหตุผลว่า 
จะทำให้รายได้ในการจัดเก็บภาษีของรัฐเพิ่มขึ้น 
ขณะเดียวกันจะช่วยให้ประชาชนลดการบริโภคสุรา
และบุหรี่ลงจากเดิม  เนื่องจากเมื่อเพิ่มราคาแล้ว
จะทำให้แรงจูงใจในการซื้อลดลง ซึ่งในเรื่องดังกล่าว
ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรวดเร็ว 
จากนั้นจึงเก็บเอกสารรายละเอียดกลับทันที
 และไม่ได้มีการแถลงข่าวออกมาให้รับทราบ
เพราะเกรงว่า ผู้ประกอบการจะกักตุนสินค้าเอาไว้

นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า 
การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุรา ทำให้ราคาปรับขึ้น
จากเดิมที่กรมฯเก็บภาษีสุรากลั่นตามปริมาณต่อลิตรแอลกอฮอล์
โดยสุราขาวจากเดิมที่เก็บ 120 บาทต่อลิตร
เพิ่มเป็น 150 บาทต่อลิตร

สุราผสมจากเดิมที่เก็บ 300 บาทต่อลิตรเป็น 350 บาทต่อลิตร 
ส่วนภาษียาสูบ ที่เป็นซิการ์แรต ที่จัดเก็บตามมูลค่า 85%
แต่ไม่มีการจัดเก็บตามปริมาณ ซึ่งทุกซอง
ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอย่างน้อยซองละ 20 บาท
การขึ้นราคา ส่งผลให้บุหรี่ทั้งไทยและต่างประเทศรวม 8 ยี่ห้อ
ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นซองละ 6-8 บาท.


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 22/08/55 ปราบให้เป็นตัวอย่าง....

ที่มา blablabla

 

ภาพถ่ายของฉัน




ต้องรีบปราบ ให้เห็น เป็นตัวอย่าง
ทุกที่ทาง พวกคนชั่ว ทำมัวหมอง
ทุจริต โกงระยำ อย่างช่ำชอง
เพื่อสนอง สิ่งดีๆ มีคุณธรรม....

งบทิ้งทวน หลายแสนล้าน หว่านมุบมิบ
จ้องฉกหยิบ อิ่มพุงกาง ช่างน่าขำ
ก่อนวาระ จะหมดไป ใครโน้มนำ
สุดระยำ เกินก่นด่า ว่าพวกเลว....

ทุจริต โครงการใคร? ไทยเข้มแข็ง
ยิ่งตะแบง เหมือนยิ่งด้าน พล่านดิ่งเหว
ยิ่งเปิดแผล ยิ่งร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
ความแหลกเหลว ต้องเปิดเผย เฉลยพลัน....

ทุจริต ซื้อครุภัณฑ์ มันฟาดดะ
ไม่ลดละ เร่งรัด รีบจัดสรร
ถ้าไม่โกง ใยต้องมัว มากลัวกัน
หยุดคอรัปชั่น พวกมันก่อน ย้อนไปดู....

ปราบให้เห็น เป็นตัวอย่าง สะสางก่อน
ใครหนาวร้อน ใครเก็บกด ใครอดสู
ใครทุจริต ใครสมยอม พร้อมมึง-กู
เฉลยให้รู้ เร็วไว ใครแน่?..โกง....

๓ บลา / ๒๒ ส.ค.๕๕

เชิญชมคอนเสิร์ตเพื่อเพือน'นิต'นิรันดร์

ที่มา Thai E-News

 



อาลัยนักรบไซเบอร์ นิต เสรีชน



โดย เว็บไซต์เสรีชน


 พี่นิต ณ โชคอนันต์ หรือ นิต  เสรีชน   เป็นนักรบไซเบอร์ ที่ก้าวออกมาสู้ภาคสนาม ทุกที่ในการชุมนุม จะเห็นคุณนิตอยู่ที่นั้นเสมอ  

พี่นิตทำหน้าที่เก็บภาพ เก็บหลักฐานสำคัญต่างๆ  พี่นิต ไม่เคยย่อท้อ และหวาดกลัวต่อลูกกระสุนที่วิ่งผ่านผิวกาย และเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน 

วันนี้เราสูญเสียบุคลากรสำคัญ นักสู้คนสำคัญ   ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์  จากไปอย่างไม่มีวันกลับ  ทิ้งไว้แต่ภรรยาและลูกเล็กอีก 2คน 

เว็บไซต์เสรีชน ขอเรียนเชิญทุกท่าน ร่วมงานไว้อาลัย และ ร่วมกันสร้างกองทุนเพื่อครอบครัวพี่นิต โดยโอนผ่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซีลำลูกกา
 ชื่อบัญชี มานิต ทชภา เลขที่บัญชี 270-211-601-0 **** กรุณาระบุ เพื่อกองทุนครอบครัว นิตเสรีชน  

โดยกองทุนนี้ จะทำการการเปิดบัญชีในชื่อของลูกชายคุณนิต เพื่อใช้ในการศึกษาต่อไป  

คุณนิต เสรีชน หนึี่งในสมาชิกเวปเสรีชนที่ต่อสู้กับคมช.มาตั้งแต่แรกเมื่อปี 2550 
เมื่อช่วงที่เสื้อแดงโดนขอคืนพื้นที่ผ่านฟ้า คุณนิต เสรีชน ได้ถูกยิงด้วยกระสุนยางเข้าข้างขาทำให้เดินเป๋ไปอยู่​นานพอสมควร 
บัดนี้ได้ประสพอุบัติเหตุรถเสีย หลัก ชนเสาไฟฟ้าศีรษะกระแทก เสียชีวิตทันที ร่างกระเด็นออกมานอกรถ เมื่อคืนวันที่ 26-07-2012 โดยมีกำหนดนำศพออกจากรพ.นครนายกในเวลาบ่าย แล้วนำศพมารดน้ำศพที่วัดลาดปลาเค้า ซอยลาดปลาเค้า กทม.ในเย็นวันนี้ 27-07-2012 ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงที่สามารถไปได้ไปร่วมบำเพ็ญกุศล โดยวันแรกทางเวปเสรีชนรับเป็นเจ้าภาพ ครับ เศร้าเขียนไม่ถูกแล้ว

เขาเป็นช่างภาพอิสระ เคยอยู่สำนักพิมพ์มาหลายแห่ง เป็นเสื้อแดง100% อยู่เวปเสรีชนมาตั้งแต่ปี50 โดนยิงด้วยกระสุนยางเมื่อปี53 เฉียดอวัยวะเพศไปนิดเดียว
ถ้าเป็นงานเสื้อแดงเขาไปถ่ายภาพให้ทั้งภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง โดยไม่ยอมรับเงินสักบาทเดียวครับ

images by free.in.th
วันนี้เขาเหลือแต่ร่างที่ไร้วิญญานไปแล้ว นิต เสรีชนเพื่อนผม

สลิ่มเชิญทางนี้ดูสัมภาษณ์เอ็กซคลูชีพแม้วอินUSA

ที่มา Thai E-News



Exclusive interview ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างเยือนนครลอส แอนเจลิส เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2012 ในหลายๆ ประเด็น เช่น การขอวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐฯ ได้มาโดยมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนจริงหรือไม่, หวังจะได้อะไรจากการเข้ามาอเมริกา, วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์, พรบ.ปรองดองควรจะเดินหน้าหรือหยุดยั้ง, การปรับครม.(อัพโหลดโดย: )

ดูภาพนักข่าวฝรั่ง Andrew MacGregor Marshall นั่งคู่กับอดีตนายกฯไทย

ที่มา Thai E-News



ใครหล่อกว่า?: นักข่าวฝรั่ง Andrew Marshall นั่งคู่กับนายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ และผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ในการแถลงข่าวหรือการสัมนาแห่งหนึ่ง

ที่มาภาพ เฟซบุ๊ค มร. Andrew Marshall

หมายเหตุ1: เฟซบุ๊ค มร. Andrew Marshall ซึ่งเป็นอดีตนักข่าวประจำสำนักข่าวรอยเตอร์ มักมีข้อมูลข่าวเชิงลึกเกี่ยวกับการเมืองไทยเนืองๆ

หมายเหตุ2: Google Translate คือ เครื่องมือแปลภาษา ซึ่งให้ความสะดวกกับนักท่องเว็บที่ประสงค์ต้องการจะแปลภาษา ท่านสามารถเข้าถึงเพื่อใช้บริการได้ที่นี่

หมายเหตุ3: กฏหมายมาตรา 112 ยังถูกบังคับใช้ในประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

รับขวัญสุชาติ นาคบางไทร สู่อิสรภาพมะรืนนี้

ที่มา Thai E-News

 

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 สิงหาคม 2555

เว็บไซต์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน รายงานว่า ทีม ข่าว นปช.ได้รับข่าวดีว่า นายวราวุธ ฐานังกรณ์ (สุชาติ นาคบางไทร) และ นายสุริยันต์ กกเปือย ผู้ถูกคุมขัง ม.112 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษจากพรฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2555 โดยจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ เวลา 8.00 น.

สุชาติกับสุริยันต์เลือกหนทางที่จะสารภาพและขอพระราชทานอภัยโทษ หลังจากถูกจับกุมดำเนินคดี

สุ ริยันต์เป็นช่างซ่อมรองเท้า ถูกดำเนินคดีโดยถูกกล่าวหาว่าโทรศัพท์ขู่ระเบิดโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาสารภาพและขอพระราชทานอภัยโทษ ส่วนสุชาติเป็นนักเคลื่อนไหวการเมืองยุคแรกๆหลังรัฐประหาร19กันยายน2549ใน นามคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ


ขณะืที่ผู้ที่ต่อสู้่คดี หรือเคยต่อสู้คดี ดูยังจะได้รับความทุกข์ทรมานจากการเป็นนักโทษในคดีนี้ต่อไป ทั้งนี้จากรายงานของเว็บไซต์นปช.

อ.สุ รชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เผยว่า ได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษอย่างเป็นทางการวันนี้ โดยคดีทั้ง 5 คดีของตนเองเด็ดขาดแล้ว รวมโทษจำคุก 12 ปี 6 เดือน (คดีละ 2 ปี 6 เดือน) แต่ได้รับการลดโทษจาก พรฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2555 จึงเหลือโทษจำคุก 10 ปี 9 เดือน หลัง จากนี้เป็นขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษ เริ่มจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ กรมราชทัณฑ์ ก.ยุติธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กองราชวัลลถ และสำนักพระราชวัง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

ส่วนธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล (หนุ่ม เรดนนท์) ซึ่งเคยต่อสู้คดี แต่ไม่ได้รับประกันตัว จนต้องหันมาสู้ด้วยการสารภาพ ได้ตัด พ้ออย่างมีอารมณ์กรณีที่การขอถอนอุทธรณ์ขอตนเองยังไม่ผ่าน ทั้งที่ยื่นคำร้องมานานกว่า 3 เดือนแล้ว ขนาดตนเองยอมไม่สู้ต่อ เพราะเห็นว่าอุทธรณ์ไปก็คงขอประกันตัวไม่ได้ ไม่อยากให้ลำบากคนอื่นอีก จึงยอมเลือกที่จะถอนอุทธรณ์ เพื่อที่จะได้ขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ก็เหมือนถูกกลั่นแกล้ง คนที่คดีสิ้นสุดยื่นขอไปหมดแล้ว สงสัยคงต้องเหลือตนเองที่คดีสิ้นสุดอยู่คนเดียวในเรือนจำ
ใน วันฌาปนกิจศพอากง 25-26 ส.ค. นี้ ตนเองและเพื่อนผู้ถูกคุมขังทางการเมืองจะโกนผม ถือศีล 8 และกินเจเพื่อไว้อาลัยครั้งสุดท้ายให้กับอากง

สม ยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า ตนเองยังคงจะต่อสู้คดีต่อไป โดยเชื่อว่าวันที่ 19 ก.ย. นี้ ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำวินิจฉัยศาล รธน. (กรณี ม.112 อาจขัด รธน.) คำวินิจฉัยน่าของศาล รธน. จะยังไม่ออกมา และคงต้องเลื่อนออกไปอีก ขณะ นี้ตนเองและหนุ่ม เรดนนท์ ทำงานอยู่ในห้องสมุดแดน 1 ตนเองรับจ้างเขียนฎีกาให้กับนักโทษ เวลาว่างก็เขียนบทความไปลงในประชาไท เขียนหนังสือ และแปลบทความในนิตยสาร NewsWeek ตอนนี้ตนเองทำใจได้นานแล้ว ตนเองชอบนั่งสมาธิ สวดมนต์ และอ่านหนังสือ ขณะนี้กำลังร่วมกับเพื่อนนักโทษรับบริจาคเงินเพื่อซื้อหนังสือใหม่เข้าสู่ ห้องสมุดของเรือนจำ

นปช. รายงานว่าได้ดูแลเรื่องอาหารให้กับผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงในเรือนจำหลักสี่ โดยมีการจัดส่งกับข้าววันละ 2 มื้อให้กับผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงในเรือนจำแห่งนี้เพื่อเสริมกับข้าวและข้าว ของเรือนจำ ส่งหนังสือพิมพ์วันละ 5 ฉบับ และนิตยสารเพื่อให้พวกเขาได้คลายเหงา/เพิ่มพูนข่าวสารบ้านเมือง

เครือ ข่ายญาติ ม.112 จัดพิมพ์การ์ดรำลึกอากงจำนวน 1,500 ใบ ซึ่งเป็นภาพที่หลานๆของอากงเขียนให้กับ อำพล ตั้งนพกุล (อากง) ขณะที่ยังอยู่ในเรือนจำ โดยจำหน่ายใบละ 10 บาท เพื่อนำรายได้มาใช้สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม ซึ่งผู้ที่ซื้อการ์ดสามารถเขียนข้อความให้


************************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


อยากได้ความยุติธรรม?...จัดไป3ปี!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2553

ตัดสินจำคุก 'สุชาติ นาคบางไทร' 3 ปี ข้อหาหมิ่นสถาบัน

เวบไซต์ประชาไท รายงาน ว่า ศาลอาญา ถนนรัชดา ได้ตัดสินคดีของนายสุชาติ นาคบางไทร หรือ วราวุธ ฐานังกรณ์ หมายเลขแดงที่ อ.3964/2553 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากอัยการส่งฟ้องในวันที่ 23 พ.ย. โดยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 คงจำคุก 3 ปี

ในคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 18.05 น.-18.15 น. จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ท้องสนามหลวง ด้วยการกระจายเสียงทางเครื่องขยายเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังการปราศรัยจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยพูดจาบจ้วง พูดเปรียบเทียบและเปรียบเปรย ล่วงเกิน ด้วยถ้อยคำหยาบคาย พูดใส่ความหมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ทำให้พระองค์ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ และยังกล่าวแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบันด้วย เหตุเกิดที่ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ สุชาติถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 ต.ค.51 และได้หายตัวไปจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2553 บริเวณประตูน้ำ

เจ้าตัวไม่สู้คดี เพื่อหวังจะติดคุกไม่นาน


"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ไป เยี่ยมรายงาน


สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รายงานว่า จากการเข้าเยี่ยมนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ก่อนจะมีการตัดสินคดีนั้น นายสุชาติแจ้งกับผู้ไปเยี่ยม ว่า ขอให้คนที่สนับสนุนเขา หยุดการต่อสู้ทางคดีไว้ทั้งหมด เพราะเขาได้ยอมรับสารภาพไปทั้งหมดแล้ว เขาจะไม่ขอทนาย ไม่ขอประกัน ไม่ขออภัยโทษ ดังนั้นจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องประ ชาธืปไตยทั้งสิ้น ขอให้พวกเราทุกคนสบายใจ และดำเนินชีวิตไปตามปรกติ และต่อสู้ต่อไปตามวิถีของตัวเอง

"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ที่ไปเยี่ยมรายงาน

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ เขียนแสดงความเห็นในกระดานสนทนา คนเหมือนกันว่า..ความจริง มีคนบอกผมมาสักพักนึงแล้วว่า คุณสุชาติ กลับเข้ามาเมืองไทย ตอนแรกที่ผมได้ยิน ก็ตกใจและแปลกใจเหมือนกัน เห็นคนที่บอก เขาว่า เข้าใจว่าคุณสุชาติอาจจะคิดว่า ถ้าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรให้เป็นข่าว ก็อาจจะอยู่ได้ นี่แสดงว่า ตำรวจอาจจะได้ยินข่าวคราวขึ้นมา?

เรื่องไม่สู้คดี "สารภาพ" (ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ไม่เอาทนาย) ผมก็อ่านจากข่าวเช่นกัน

ผมเดาว่า คุณสุชาติ คงคิดในแง่ว่า ถ้าทำในลักษณะนี้ มีโอกาสที่ภายในประมาณ 2 ปี ก็สามารถเป็นอิสรภาพได้ ในกรณีที่โดนตัดสิน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ทำนองเดียวกับคุณสุวิชา ท่าค้อ และคุณบุญยืน (ดูเหมือนจะประมาณ 2 ปีนับจากถูกจับทั้งคู่)

ดังที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ เช่นกรณีคุณสุวิชา เรื่องคดี ม.112 นั้น ต้องแล้วแต่ แต่ละคนที่ต้องคดีจะตัดสินใจตามสภาพของตัวเอง (และครอบครัว) ผมไม่มีความเห็นอะไร ลักษณะของคดีนี้ มันไมใช่คดีธรรมดา โอกาสที่ ถ้าถึงขั้นฟ้องศาลแล้ว จะสู้คดี แล้วชนะ เป็นไปได้ยากมากๆ (ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าศาลตัดสินใจว่า ไม่ผิด จะไม่ยิ่งเป็น "ตัวอย่าง" ให้กับคนอื่น) ดังนั้น อย่างกรณีคุณสุวิชา คุณบุญยืน ที่ตัดสินใจในลักษณะนั้น ก็คงพอเข้าใจได้ คุณสุชาติ ก็อาจจะคิดในลักษณะคล้ายกัน

อย่างกรณีคุณดา (ตอปิโด)คงอีกหลายปี กว่าจะผ่านขั้นอุทธรณ์ และถ้าตัดสินยืนว่าผิดอีก ก็คงอีกเป็นปี กว่าจะถึงขั้นฎีกา ฯลฯ และถ้าผิดอีก ? ถึงตอนนั้น จะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ โอกาสอาจจะน้อยลง สรุปแล้ว มีความไม่แน่นอนสูงมาก

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:
-สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ 
-ย้อนอดีตกันเรื่องฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จากปากฅนวันเสาร์ก*******ำลังใจผู้
.............

'ณัฐวุฒิ'น้อมรับไม่ว่าบวก-ลบ

ที่มา uddred

 ข่าวสด 22 สิงหาคม 2555 >>>



นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ และแกนนำคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์ว่า แกนนำทำความเข้าใจกับประชาชนที่จะมาให้กำลังใจว่าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ศาลกำหนดอย่างเคร่งครัด ขณะที่แกนนำที่เป็นส.ส.แม้ศาลจะเลื่อนการไต่สวนไปวันที่ 29 พ.ย. ก็จะเดินทางไปให้กำลังพรรคพวก ซึ่งแกนนำ 19 คน ศาลไต่สวนแล้ว 18 คน เหลือเพียงนาย ยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก ผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ที่จะเตรียมข้อมูลเอกสาร พยานหลักฐานเพิ่ม โดยศาลนัดไต่สวนช่วงเช้า ก่อนอ่านคำวินิจฉัยช่วงบ่าย มั่นใจว่าศาลจะให้ความเมตตาและให้โอกาสทุกคนได้มีอิสรภาพและทำกิจกรรมของตัว เองต่อไป แต่อาจมีเงื่อนไขการปฏิบัติตัวเพิ่มเติม จึงต้องรอฟังศาลก่อน ทั้งนี้ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ พวกตนพร้อมน้อมรับและเคารพ และพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้หารือกับ นายยศวริศหรือไม่ว่ายังต้องหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติม นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คุยกันตลอด ประเด็นที่ศาลยังติดใจสอบถามคือการขึ้นเวทีประกาศหมายเลขโทรศัพท์ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ซึ่งนายศวริศเตรียมคลิปวิดีโอและคำกล่าวขอโทษบนเวทีปราศรัย และการห้ามปรามประชาชนว่าอย่าไปคุกคามกดดันตุลาการ นอกจากนั้นยังมีข่าวว่าตุลาการไม่ได้ติดใจและไม่มีกลุ่มบุคคลใดคุกคามครอบ ครัวของตุลาการ เพื่อชี้แจงต่อศาล

อยากเห็น'มาร์ค-เทือก'มาศาล
เมื่อ ถามว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนแกนนำระวังการปราศรัยหรือไม่ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า แน่นอนว่าต้องตระหนักเรื่องนี้ เพราะสถานการณ์การเมืองยังอยู่ในช่วงขัดแย้ง โดยเฉพาะแกนนำอยู่ในฐานะผู้ถูกดำเนินคดีและอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้นเราต้องรอบคอบระมัดระวัง ต่างจากฝ่ายตรงข้ามคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ที่ถูกกล่าวหาคดี 98 ศพ แต่จนขณะนี้ยังไม่ปรากฏเป็นคดีใดๆ แม้ศาลจะมีหมายเรียกไปเบิกความการเสียชีวิตของประชาชนหลายราย ซึ่งทั้งสองคนพูดว่าพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่ล่าสุดขอเลื่อนเข้าไป 2 สัปดาห์ อ้างต้องเตรียมข้อมูล ทำให้ตนประหลาดใจเพราะทั้งสองพูดทุกวัน ทุกเวที พูดจนขึ้นใจ แต่พอถึงเวลาศาลเรียกกลับออกอาการและหน่วงเหนี่ยวดึงเวลา

'ผมขอเรียก ร้องให้กล้าหาญเหมือนกับปาก และเดินเข้าไปพูดความจริงในศาล ไม่ใช่เฉพาะคนไทย แต่คนทั้งโลกอยากได้ยินเสียงหน้าบัลลังก์ศาลของคุณอภิสิทธิ์ และคุณสุเทพ ว่าจะอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับกรณีนี้' นายณัฐวุฒิกล่าว

เอาผิดผู้สั่งการไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ
นาย ณัฐวุฒิกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการเปิดเผยคำสั่งใช้สไนเปอร์ อาจกระทบกับฝ่ายกองทัพจนบานปลายว่า คิดว่าไม่ ทุกฝ่ายต้องเข้าใจให้ตรงกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง และเป็นความรับผิดชอบของ ผู้บริหารประเทศ ส่วนกองทัพหรือทหารเป็นกลไกในการปฏิบัติ ฉะนั้นใครที่สั่งการหรือมีอำนาจในการลงนามและมอบนโยบาย บุคคลเหล่านั้นจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์พยายามสร้างกระแสว่ารัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพ เพื่อที่ตัวเองจะเอากองทัพมาเผชิญหน้าเพื่อหวังประโยชน์การเมือง จึงขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าคดีความกำลังเดินหน้าและนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ กำลังจะขึ้นเบิกความต่อศาล ดังนั้นขอให้สไนเปอร์ รวมทั้งผู้ปฏิบัติร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม โดยพูดความจริงทั้งหมดเพื่อให้ความจริงไปถึงผู้บงการและความยุติธรรมจะเกิด ขึ้นกับประชาชน

เมื่อถามว่าในฐานะแกนนำเสื้อแดงมองว่าเจ้าหน้าที่ที่ ปฏิบัติงานไม่ต้องรับผิดชอบใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตนพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณา ส่วนตัวเห็นว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง ซึ่งมีอำนาจขณะนั้นปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องเข้าสู่ศาลแล้วต้องรอดูต่อไป และรอเวลาจนกว่าความจริงจะปรากฏ พวกเรารอได้ เพราะรอมากว่า 2 ปี ตอนนี้ถือว่าคืบหน้าที่สุด และคาดว่าเรื่องนี้น่าจะจบได้ภายในรัฐบาลนี้

ต่อข้อถามว่าฝ่ายค้าน ตั้งข้อสงสัยการทำงานของดีเอสไอ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ดีเอสไอเป็นหน่วยงานของรัฐ และสิ่งที่กำลังทำคืออำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน และอธิบดีดีเอสไอคนนี้ พรรคประชาธิปัตย์เคยบอกว่าเป็นข้าราชการตัวอย่าง ที่ต้องสนับสนุนและปกป้อง แล้วทำไมวันนี้ท่าทีของประชาธิปัตย์จึงจงเกลียดจงชังอธิบดีคนนี้ หรือกลัวว่าความจริง สิ่งที่พูดหรือทำอะไรไว้จะปรากฏ ถ้านายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ บริสุทธิ์ใจก็ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องนี้ ขอให้พูดความจริงต่อศาลทุกอย่างก็จบ

'ก่อแก้ว'ห่วงตู่-เจ๋งกว่าคนอื่น

นาย ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า วันที่ 22 ส.ค.ตนอาจจะไม่ได้ไปศาลอาญา เนื่องจากติดประชุมหลายคณะที่รัฐสภา แต่ก็เป็นกำลังใจให้พรรคพวกอยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าศาลไม่น่าจะถึงขั้นถอนประกัน เพราะการจะถอนหรือไม่ถอนประกันคงไม่ได้หมายถึงการกระทำแค่ตรงนี้ แต่หมายถึงการกระทำที่รุนแรงมาก ซึ่งตนห่วงใยทุกคน แต่กรณีของนายเจ๋งไม่คิดว่าจะไปไกลขนาดนั้น จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยหรือร่ำลา ยังรู้สึกเฉยๆเพราะมั่นใจว่าไม่ถึงขั้นนั้น

'จริงๆ แล้วมี 2 คน คือนายจตุพรและนายยศวริศที่น่าตื่นเต้นกว่าคนอื่นๆ แต่ยืนยันว่าทั้งสองยังอยู่เมืองไทย ไม่ได้หนีไปไหนเพราะเรายังเชื่อมั่นในศาล อีกทั้งติดคุกยังมีวันได้ออก' นายก่อแก้วกล่าว

'เจ๋ง'พร้อมทั้งร่างกาย-จิตใจ

ทาง ด้านนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 คดีร่วมกันก่อการร้าย กล่าวว่า ทีมทนายความเตรียมพยานบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมพื้นที่และได้ฟัง คำปราศรัยของ ตนมาขึ้นเบิกความ รวมทั้งหลักฐานแผ่นวีซีดีพร้อมเอกสารถอดเทปปราศรัยยื่นต่อศาล เชื่อว่าศาลจะมีความยุติธรรม และเมตตาตนเพราะตนแสดงความคิดเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นศาลการเมืองไม่ใช่ศาลยุติธรรม อีกทั้งผู้ร้องก็ไม่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องในคดีจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องการ เมือง และที่ตนปราศรัยก็ไม่ได้มีเจตนาปลุกปั่น ถึงแม้จะสุ่มเสี่ยงผิดเงื่อนไขประกันตัวไปบ้าง เชื่อว่าศาลจะว่ากล่าวตักเตือนและเพิ่มเงื่อนไขมากกว่าจะมีคำสั่งถอนประกัน เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ทั้งนี้ตนพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจและจะไม่ขอเลื่อนฟังคำสั่ง เพราะศาลคงไม่อนุญาตให้เลื่อนอีก


เจ๋ง ดอกจิก กล่าวด้วยว่า แม้ผลจะออกมาทางลบก็ขอน้อมรับคำวินิจฉัย แต่เชื่อว่าศาลจะมีความยุติธรรมและเมตตา ทั้งนี้คิดว่าช่วงเช้าจะมีจำเลยคนอื่นรวมทั้งจำเลยที่เป็นส.ส.ที่มี เอกสิทธิ์คุ้มครอง เดินทางมาฟังการไต่สวน ให้กำลังใจ และคาดว่าแนวร่วมนปช.จะมาศาล

Monday, August 20, 2012

'มัลลิกา' โพสต์เฟซบุ๊กแฉกลุ่มกองกำลังชุดดำ

ที่มา Voice TV

 'มัลลิกา' โพสต์เฟซบุ๊กแฉกลุ่มกองกำลังชุดดำ



รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามทำไมเสธแดงถึงตายจากการยิงหัว พร้อมแฉเรื่องกองกำลังชุดดำ 
 
 
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูลรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์โพสต์ข้อความใน เฟซบุ๊กfacebook/mallikaboonmeetrakool ระบุถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อความว่า
 
 
" เรื่องจริงจากปากคำคนสำคัญ ถึงรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม กับคู่หู ธาริต แห่งดีเอสไอ กองกำลังชุดดำ เป็นของใคร ใครเป็นคนฝึกกองกำลังชุดดำมาเพื่อสิ่งใด คนฝึกกองกำลังชุดดำมีเพียงเสธแดงรายเดียวจริงหรือไม่ รัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลนี้ตอบได้หรือไม่ รู้จักคนเหล่านั้นไหม ลองกลับไปถามกันดูเอาเอง"
 
 
"กองกำลังชุดดำ ตั้งใจมาฆ่า นี่คือเรื่องจริง ที่เคยมีการชี้แจงผ่านสภาผู้แทนฯ ไปเมื่อปีก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เขาเคยประกาศว่า กองกำลังชุดดำพวกนี้ ได้ฝึกมาเพื่อกระทำการรุนแรง เจตนาเห็นชัดเจน ดังภาพที่เคยปรากฏการฝึกนั้นมาแล้ว เป็นการฝึกให้ยิงปืน ตั้งใจให้ยิงหัวคนอย่างเดียว ลองคิดดูว่า กองกำลังชุดดำพวกนี้ ที่ตั้งใจฝึกจะยิงหัวคนนั้น กะจะมายิงหัวใคร เพราะถ้าจะยิงทหาร ทหารเขาก็ใส่หมวกเหล็ก และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ในวันที่ 10 เมษายน ช่วงเหตุการณ์ คนที่เขายิงได้มากที่สุด ก็คือ ประชาชนที่ไม่ได้ใส่หมวกเหล็ก"
 
 
"มีพยานหลักฐานเป็นประจักษ์ว่า กองกำลังชุดดำกับขบวนการเสื้อแดง และพวกได้มีการเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า ตั้งแต่ปลายปี 2551 ใช่หรือไม่ แล้วปี 2552 เอามาใช้หนเดียว โดยหนนั้น ยิงคนที่นางเลิ้งตายไป 2 คน เจ็บไป 5 คน แต่วันนั้นไม่มีใครถ่ายรูปได้ มันมืดมาก มีเพียงประชาชนที่นั่น โทรศัพท์เข้าร้องทุกข์ไปที่ร่วมด้วยช่วยกัน และวิทยุนั้นประสานมายังวอรูมรัฐบาลขณะนั้น ซึ่งมีตัวดิฉัน น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล อดีตเลขานุการ รมว.วัฒนธรรม เป็นผู้รับเรื่อง เราทราบว่าประชาชนชาวนางเลิ้งลุกขึ้นมาปกป้องชุมชน เพราะมีขบวนการกระทำรุนแรงมาสร้างสถานการณ์ที่นั่น วันนั้น..ยังไม่มีใครคิดว่าคนพวกนี้จะอำมหิตโหดร้าย ผิดมนุษย์ขนาดนั้น แล้วก็ยังไม่เกิดเหตุจลาจล เกิดเหตุวุ่นวาย ไม่ขยายตัวรุนแรงอย่างที่มีคนบางคนที่อยู่ต่างประเทศตั้งเป้า พอปี 2553 จึงเอามาเต็มรูปแบบของกองกำลังชุดดำ ฆ่าคนโดยเจตนา ฆ่าประชาชน ฆ่าเจ้าหน้าที่ แล้วฆ่าสื่อมวลชน เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาลขณะนั้น
 
 
ทำไมเสธแดง "ต้องตายจากการยิงหัว" เรื่องนี้กองกำลังชุดดำเท่านั้นที่น่าจะมีคำตอบให้ได้เพราะกองกำลังชุดดำมี 4 หน่วย แล้ว 1 ใน 4 หน่วยเป็นหน่วยเรียกว่า "นักรบโรนิน" ของเสธแดง แล้วเสธแดงใช่ไหมที่เขากุมความลับเรื่อง "ใครกับใครให้งานฆ่า..เพื่อต้องการอะไร" แล้วพยานคนสำคัญที่สุดอย่างเสธแดงนี้ต้องตายไปด้วยวิธีการ "ฆ่าตัดตอน"
 
 
น่าเสียดายเสธแดง! ไม่เช่นนั้น นิสัยอย่างเสธแดงคงจะแฉอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่พวกขบวนการนำของกองกำลัง ชุดดำทำเกินกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ด้วยคำสั่งที่ว่า "หยุดไม่ได้..เรามาไกลเกินไปแล้ว ใครกันนะ..ที่เอ่ยวาจานี้!!!!"
 
 
source : news center/thanonline/dekguide.com(Image)
19 สิงหาคม 2555 เวลา 15:20 น.

เหตุผลทางปรัชญากับคุณค่าของสถาบันกษัตริย์

ที่มา ประชาไท

 

 
ราวห้าโมงเย็นเศษๆ หลังจากแท็กซี่หลายคันตอบปฏิเสธ ผมตัดสินใจโบกมือเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สังเกตเสื้อคนขับยังเปียกชุ่มเพราะฝนเพิ่งซาเม็ด ในชั่วโมงที่รถติดวินาศสันตะโรเช่นนั้น เขาพาผมซอกแซกไปตามช่องแคบต่างๆ บ้าง วิ่งขึ้นฟุตบาตบ้าง ท่าทางเขาเป็นคนอีสานที่ทิ้งบ้านเกิดมาเหมือนผม แต่อาจโชคดีน้อยกว่าผม เขาจึงสู้ชีวิตด้วย “ทักษะ” ล้วนๆ เป็นผมในสภาพจราจรแบบนี้คงขับมอเตอร์ไปไม่ถึงร้อยเมตรแน่ นึกตำหนิตัวเองว่าจากธรรมศาสตร์ถึงอนุสาวรีขัยฯ ไปต่อราคา 80 บาทได้ไง พอถึงที่หมายให้แบงก์ร้อยไป บอก “ไม่ต้องทอนครับ” ในใจนึกขอบคุณเพื่อนยากที่อุตส่าห์ลัดเลาะมาส่งทันเวลารถตู้หัวหินออกพอดี
 
เกริ่นนำแบบนี้ผมเพียงต้องการจะบอกว่า ที่จะพูดถึงนักวิชาการด้านปรัชญาต่อไปนี้ ผมไม่ได้พูดในความหมายว่าเขาเป็นบุคคลพิเศษ เป็นคนที่เราต้องคาดหวัง หรือคาดคั้นให้เขารับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นพิเศษมากกว่าคนประเภทอื่นๆ แต่ผมกำลังพูดถึงในความหมายรวมๆ ว่า นักวิชาการด้านปรัชญาก็เหมือนคนในอาชีพอื่นๆ ที่ใช้ทักษะของตนเองให้เกิดประโยชน์แก่คนอื่นๆ และสังคมได้ เช่นเดียวกับคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนดูดส้วม คนกวาดถนน สื่อ นักวิชาการด้านอื่นๆ เป็นต้น
 
หากจะมีอะไรพิเศษอยู่บ้างสำหรับนักวิชาการด้านปรัชญาก็คือความชำนาญ เฉพาะด้านบางอย่าง เช่นเดียวกับที่นักวิชาการด้านอื่นๆ ก็มีในด้านของเขา และความชำนาญเฉพาะของนักวิชาการด้านปรัชญาก็คือทักษะการกำหนดประเด็นปัญหา การโต้แย้งถกเถียง หรือชักไซ้ไล่เรียงเหตุผลอย่างถึงที่สุดเพื่อทำความกระจ่างในประเด็นปัญหา ต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาในเชิงหลักการ อุดมการณ์ คุณค่าใดๆ ที่จำเป็นต้องอภิปรายเพื่อให้เห็นความมีเหตุผลรองรับอย่างรอบด้านและสมเหตุ สมผล
 
มีคำถามกันมานานว่า “ทำไมปรัชญาในบ้านเราจึงไม่ค่อยเชื่อมโยงกับสังคม?” ปัญหานี้คนในวงการเดียวกันก็ตั้งคำถาม นักศึกษาที่เรียนปรัชญาก็ตั้งคำถามว่า นี่เรากำลังเรียนไอ้ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไรกัน หรือคนนอกอาจไม่รู้เลยว่าปรัชญามันคืออะไร มีประโยชน์อะไรแก่สังคม คนในวงการปรัชญาเขาทำอะไรกันอยู่ เป็นต้น อันที่จริงถ้าจะให้ความเป็นธรรม เราก็อาจตั้งคำถามทำนองเดียวกันนี้กับนักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นักวิชาการด้านอื่นๆ ได้เช่นกัน
 
แต่ที่ตั้งคำถามนี้กับนักวิชาการด้านปรัชญา ก็เพราะในเมื่อเราต่างโปรกันในแวดวงของตนเองว่า พวกตนเองกำลังศึกษาวิชาที่พัฒนาทักษะการคิดเชิงหลักการ หรือการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดีที่สุด “การนิ่งเงียบ” ของคนในวงการปรัชญาต่อปัญหาความขัดแย้งกว่า 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่มีปัญหาเชิงหลักการ เชิงอุดมการณ์ คุณค่า ความเป็นประชาธิปไตยสากล ประชาธิปไตยที่เหมาะกับวัฒนธรรมไทย หรือประเด็นปัญหาโครงสร้างสถาบันกษัตริย์กับการถูกอ้างอิงในทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็น “ปัญหาทางปรัชญา” ที่ท้าทายให้ถกเถียงด้วยเหตุผลอย่างถึงที่สุดนั้น นับเป็น “ความนิ่งเงียบ” ที่น่าประหลาดใจอย่างเหลือเชื่อ
 
อย่างไรก็ตาม บังเอิญผมได้พบการอ้างอิงของอาจารย์สมภาร พรมทา ในการแลกเปลี่ยนท้ายบทความ ว่าด้วยบักโฮมผีบ้า “เหยื่อ” ของความขัดแย้งทางการเมือง (คลิกเพื่ออ่าน) ในประชาไทที่พาดพิงงานของอาจารย์มารค ตามไท ซึ่งต้องถือว่าเป็นมุมมองของนักวิชาการด้านปรัชญาที่น่าสนใจ ดังนี้
 
ข้อเสนอของท่านอาจารย์ (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-ผู้เขียน) เรื่องการจัดวางตำแหน่งของสถาบันกษัตริย์โดยรวมผมสนับสนุน แต่ในรายละเอียด ผมมีเรื่องจะเรียนปรึกษาว่า ท่านอาจารย์มีธงล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อมีการจัดวางอย่างที่ว่าแล้ว สถาบันกษัตริย์จะเล็กลง ไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไรที่คนบางพวกจะใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ตน ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ผมมองว่าสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่นี้มีประโยชน์บางด้านที่ท่านอาจารย์ อาจจะมองไม่เห็น และผมอยากชวนท่านอาจารย์มองเรื่องนี้ก่อน สำหรับผม หากมองเรื่องนี้แล้วบอกไม่มีน้ำหนักก็ไม่เป็นไร แต่หลายคนคิดว่ามีน้ำหนัก ผมขอยกตัวอย่างเลยก็แล้วกัน อาจารย์ผมที่ภาคปรัชญา จุฬา คือท่านอาจารย์มารค ตามไท ท่านเขียนบทความวิจัยที่แสดงว่าประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นั้นมีข้อดีอย่างไร ซึ่งข้อดีนี้ท่านว่าไม่พบในประชาธิปไตยแบบอื่นเช่นที่อเมริกาหรือแม้แต่ อังกฤษ ข้อดีที่ว่านั้นคือ สถาบันกษัตริย์ได้กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนไทยที่ไม่รู้จักกันเกื้อกูลกัน โดยผ่านทางพระเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์คงเคยเห็นโครงการประเภท "รักในหลวงห่วงลูกหลานต่อต้านยาเสพติด" สมมติว่าโครงการนี้เราทำเต็มที่ แม้ชื่อจะบอกเพื่อในหลวง แต่ในหลวงท่านก็ไม่ได้อะไรดอกครับ พวกเราด้วยกันนี่แหละได้ ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์มารค เมื่อเห็นด้วยก็เลยอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยทบทวนความคิดหน่อยได้ไหมครับว่า หากทำให้สถาบันเล็กลง อย่างเจ้าต่างประเทศ เราจะได้ประโยชน์อะไร นอกจากเห็นซากความรุ่งเรืองที่เวลานี้ไม่มีประโยชน์แล้ว
 
ผมสนใจประเด็นที่อาจารย์สมภารพูดถึง จึงไปอ่าน มารค ตามไท.การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข.ใน สันติสุข โสภณสิริ (บรรณาธิการ). “วิถีสังคมไท: สรรนิพนธ์ทางวิชาการเนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์ ชุดที่ 2 ความคิดทางการเมืองการปกครอง” (กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2544), หน้า 40-42. ใจความสำคัญตามที่อาจารย์สมภารอ้างถึงคือ
 
แง่ดีของระบบดังกล่าวไม่ใช่การเป็นศูนย์รวมของ ประชาชน การสร้างความสามัคคี เพราะบทบาทเหล่านี้การปกครองระบอบอื่นๆ ก็มีได้ แง่ดีของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย ต้องเป็น “คุณค่าเฉพาะ” ที่เรามีไม่เหมือนใคร ได้แก่ การที่องค์พระมหากษัตริย์สามารถเป็นจุดส่งต่อความห่วงใยจากพลเมืองคนหนึ่งไป สู่พลเมืองอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน การที่พลเมืองรักองค์พระมหากษัตริย์ และการที่พระมหากษัตริย์ห่วงใยพลเมืองทุกคนในลักษณะที่ทำให้พลเมืองทราบ อย่างชัดเจน คุณค่าพิเศษของระบอบนี้สามารถนำไปสู่สังคมที่คนในทุกส่วนของสังคมมองส่วน อื่นเป็นพวกเดียวกัน และต้องการให้มีชีวิตที่สงบสุขเช่นเดียวกันหมด คำขวัญที่ตรงกับประเด็นนี้คือ “รักในหลวง ร่วมกันห่วงใยเพื่อนร่วมชาติ” แต่คุณค่าพิเศษดังกล่าวนี้ของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขอยู่ในรูปของศักยภาพที่จะทำให้เกิดสภาพที่พึงปรารถนาที่ว่านั้น ซึ่งการที่ศักยภาพจะกลายเป็นสภาวะจริงย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ คือ พระมหากษัตริย์ต้องทรงประพฤติธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร
 
จะเห็นว่า “ข้อดี” หรือ “คุณค่าพิเศษ” ที่อาจารย์มารคพูดถึง เป็นการพูดถึงในสองความหมายคือ (1) เป็นคุณค่าพิเศษที่อยู่ในรูปของศักยภาพ (potentiality) หรือสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ หมายความว่าไม่ใช่ยืนยัน “ข้อเท็จจริง”  และ (2) ศักยภาพนั้นจะแสดงตัวออกมาเป็นสภาวะจริง (actuality) ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ คือพระมหากษัตริย์ต้องทรงประพฤติธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร
 
ปัญหาคือเวลาเราจะรู้ว่าบุคคลที่มีบทบาทสาธารณะมีจริยธรรมหรือ จรรยาบรรณในวิชาชีพนั้นๆ หรือไม่ เช่น นักการเมืองมีจริยธรรมหรือไม่ เรารู้ได้เพราะวิจารณ์ตรวจสอบได้ แต่กับสถาบันกษัตริย์เราทำเช่นนั้นไม่ได้ ดูเหมือนอาจารย์มารคก็มองเห็นปัญหาบางประการอยู่ ดังที่เขาเขียนว่า
 
แม้ระบอบนี้อาจมีปัญหาเรื่อง “ความเป็นอิสระทางศีลธรรม” แต่ก็แก้ได้โดยที่พระมหากษัตริย์ทรงให้โอกาสพลเมืองไตร่ตรองตัดสินเรื่อง ต่างๆ เชิงบรรทัดฐานซึ่งเกี่ยวกับวิธีอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่ครอบงำ ในเรื่องเฉพาะแต่ละเรื่อง แต่ให้แต่ละคนคิดในกรอบใหญ่ของศาสนา หรือระบบจริยธรรมของตน
 
แต่ข้อเสนอนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับ “พระมหากษัตริย์ทรงให้โอกาส” เหมือนเงื่อนไขเรื่องทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร ก็เป็นเงื่อนไขที่ขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์ในฐานะตัวบุคคล เพราะเงื่อนไขนี้จะเป็นเงื่อนไขเชิงสถาบันได้ ก็ต่อเมื่อมีการวางระบบให้วิจารณ์ตรวจสอบได้ เหมือนกับที่วิจารณ์ตรวจสอบจรรยาบรรณของบุคคลที่มีบทบาทสาธารณะอื่นๆ ได้เท่านั้น
 
ในที่สุดก็หนีไม่พ้นประเด็นปัญหาทางหลักการที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พยายามชี้ให้เห็น (อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะชี้แล้วชี้อีกๆๆๆ) ทั้งที่ปัญหานี้เป็นปัญหาทางหลักการตรงไปตรงมาง่ายๆ หรือ Common sense ที่สุดจนน่าแปลกใจว่าการถกเถียงทางปรัชญามองข้ามปัญหาเช่นนี้ไปได้อย่างไร (หรือละเลยที่จะถกเถียงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นสาธารณะได้อย่างไร) เพราะหากแก้ปัญหานี้ไม่ได้ข้อเสนอเชิงคุณค่าใดๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ล้วนแต่ไร้ความหมาย หรือไม่ make sense ทั้งนั้นเลย
 
ข้อเสนอของอาจารย์สมศักดิ์ (ผมสรุปโดยเนื้อหา) ก็คือ เมื่อเรายืนยันว่าสถาบันกษัตริย์มีคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างนั้นอย่าง นี้ (เช่น ในหลวงทรงงานหนัก และฯลฯ) ข้อยืนยันของเราจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีระบบกฎหมายที่ให้เสรีภาพในการเสนอ ข้อมูลด้านตรงข้ามได้ หรือวิจารณ์ตรวจสอบได้ พูดสั้นๆ คือต้อง Apply หลักการวิจารณ์ตรวจสอบนักการเมืองและบุคคลสาธารณะอื่นๆ กับการวิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ได้ในมาตรฐานเดียวกันนั่นเอง
 
ไม่เช่นนั้นเวลาเราพูดว่า “...องค์พระมหากษัตริย์สามารถเป็นจุดส่งต่อความห่วงใยจากพลเมืองคนหนึ่งไปสู่พลเมืองอีกคน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน...” หรือว่า “...สถาบัน กษัตริย์ได้กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนไทยที่ไม่รู้จักกันเกื้อกูลกันโดย ผ่านทางพระเจ้าอยู่หัว ท่านอาจารย์คงเคยเห็นโครงการประเภท "รักในหลวงห่วงลูกหลานต่อต้านยาเสพติด" สมมติว่าโครงการนี้เราทำเต็มที่ แม้ชื่อจะบอกเพื่อในหลวง แต่ในหลวงท่านก็ไม่ได้อะไรดอกครับ พวกเราด้วยกันนี่แหละได้...” หากไม่ให้ประชาชนมีเสรีภาพเสนอข้อมูลด้าน ตรงข้ามมาเปรียบเทียบกัน (เช่น ถ้าคนพูดข้อมูลด้านที่เป็นความแตกแยก ความรุนแรงนองเลือดครั้งต่างๆ ที่ผ่านมาเพื่อนำมาโต้แย้งแล้วพวกเขาต้องติดคุก เป็นต้น) เราจะรู้ได้อย่างไรว่าที่พูดมานี้คือความจริง หรือว่ามีเหตุผล มีน้ำหนักควรแก่การยอมรับ
 
ยิ่งความเห็นของอาจารย์สมภารที่ว่า “...ผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ มารค เมื่อเห็นด้วยก็เลยอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยทบทวนความคิดหน่อยได้ไหมครับว่า หากทำให้สถาบันเล็กลง อย่างเจ้าต่างประเทศ เราจะได้ประโยชน์อะไร นอกจากเห็นซากความรุ่งเรืองที่เวลานี้ไม่มีประโยชน์แล้ว...” ก็ยิ่งดูเหมือนว่าอาจารย์สมภาร (หรือคนจำนวนมากที่คิดเหมือนอาจารย์สมภาร) มีข้อสรุปกับตัวเองอยู่ก่อนแล้วว่า สถาบันกษัตริย์ตามที่เป็นมาและเป็นอยู่นี้มีประโยชน์ต่อสังคมไทยมากกว่า สถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศอยู่แล้ว หรือถ้าหากทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นเหมือนอังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นต้น สังคมไทยจะไม่ได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้ดีกว่าตามที่เป็นอยู่นี้ ข้อสรุปทำนองนี้จึงยังติดคำถามเดิมนั่นแหละว่า “รู้ได้อย่างไร?”
 
ฉะนั้น การใช้ทักษะทางปรัชญา หรือการอ้างเหตุผลใดๆ เพื่อยืนยันคุณค่า ประโยชน์ของสถาบันกษัตริย์ ถ้าหากไม่ใช่การอ้างเหตุผล หรือยืนยันไปพร้อมๆ กับการยืนยันให้ประชาชนมีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ การอ้างเหตุผลหรือการยืนยันนั้นๆ ย่อมไร้ความหมาย คือไม่มีข้อพิสูจน์หรือเหตุผลสนับสนุนเพียงพอว่าเหตุผลหรือข้อยืนยันนั้นๆ เป็นความจริงหรือมีความน่าเชื่อถือ
 
 
 
ปล. ผมกราบขอ อภัยอาจารย์สมภารอย่างสูง ที่ผมนำเรื่องแลกเปลี่ยนกันในบทความก่อนมาพูดต่อข้างเดียว แต่ผมมุ่งไปที่ “ความคิด” ไม่ได้มุ่งที่ “ตัวตน” อาจารย์สมภารเองก็บอกทำนองว่า คนเรานั้นไม่ว่าใครก็คิดถูกคิดผิดได้ และคิดใหม่ได้ ที่ผมนำมาเขียนต่อนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าตนเองคิดถูก หรือความคิดที่ตนเห็นด้วยถูกที่สุดแล้ว เพียงแต่อยากชวนให้ท่านผู้อ่านช่วยกันคิดต่อ หรือซักไซ้ไล่เรียงเหตุผลกันหลายๆ แง่ให้ตลอด เพราะปัญหายากๆ ของสังคมเรา คงต้องช่วยกันคิดกันอีกยาว

รัฐบาล: “ฟังผล”งานปี 1 เพื่อ “สร้างผล” งานปี 2 ดีกว่ามั๊ย?

ที่มา ประชาไท

 

 
“ขอโอกาสประชาชนให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ การทำงานก็เปรียบเหมือนการทำข้อสอบ คงไม่มีใครบอกว่า จะทำข้อสอบถูก 100 % ทุกวิชา แต่ดิฉันก็เชื่อมั่นว่า จะสอบผ่านทุกวิชา” เป็นคำกล่าวปิดท้ายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันปิดอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อสิงหาคม 2554 (ข่าวจาก นสพ.ออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
เป็นการเปรียบเทียบที่แหลมคม ไม่ผลีผลาม ถ่อมตัวในที แต่ก็มั่นใจในตน นุ่มครับ..เป็นอีกหนึ่งวลีเด็ดผู้นำที่ชวนฟังไม่น้อย
 
จากวันนั้นถึงวันนี้ครบ 1 ปีพอดี เวลาคงเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ผลการสอบของท่านนายกฯ ผ่าน หรือไม่ผ่าน แต่ละวิชาเป็นอย่างไร ทั้งวิชาเศรษฐกิจ วิชาสังคม วิชาการเมือง วิชาความมั่นคง ฯลฯ รวมทุกวิชาแล้วเกิน 50 % หรือไม่ ประการใด
 
หลายคนบอก “ผ่าน” แต่ก็มีไม่น้อยที่เห็นว่า “ไม่ผ่าน” บางคนก็เห็นว่า ผ่านบางวิชา ตกบางวิชา หลากหลายทัศนะ
 
ขึ้นกับมุมมองแต่ละคน แต่ละบริบท
 
ขณะที่รัฐบาลก็ประเมินตนเองเช่นกัน ว่าผลสอบเป็นอย่างไร 1 ปีทำอะไรบ้าง พอใจหรือไม่ เพียงใด โดยจะ “แถลงผลงาน” ในรอบ 1 ปี 23 สิงหาคม นี้
 
พูดถึงการสอบ เราๆ ท่านๆ คงเคยผ่านชีวิตการสอบกันมาทุกคน พอหมดเวลาเดินออกจากห้องสอบ ก็พอจะรู้ตัวเราเองแล้ว ว่า วิชานี้ทำได้มั๊ย จะได้คะแนนประมาณไหน A, B, C หรือ D
 
แต่บางวิชาก็ต้องลุ้นเหมือนกัน เช่น ลุ้น C เป็น B เนื่องเพราะไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า มันคลุมเครือบอกไม่ถูก
 
ใครเก่ง ลุ้น A ก็ไม่ว่ากัน แต่บางทีหวัง A กลับได้ B หรือ C ก็มี
 
ขณะนี้หมดเวลาสอบ 1 ปีของนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็คงพอจะรู้ตัวเอง ว่า แต่ละวิชาได้เกรดอะไร
 
อยู่ที่เนื้อหาที่ทำไป ตรง ไม่ตรง ถูก ไม่ถูก
 
ขึ้นกับรัฐบาล และผู้ประเมินมองเนื้อหาที่ทำไปอย่างไร ถูกทางแต่ไม่ถูกใจ ถูกต้องแต่ไม่ตอบโจทย์ เห็นตรงกันแค่ไหน เพียงใด ?
 
เห็นตรงกันก็ได้ A
 
ถูกทาง แต่ไม่ถูกใจ อาจได้ B
 
ถูกต้อง แต่ไม่ตอบโจทย์ ได้ C
 
เห็นไม่ตรงกัน ได้ D หรือไม่ ประการใด
 
ขณะที่ผู้ประเมินแต่ละภาคส่วน ก็อาจเห็นต่างกันอีก สุดแล้วแต่จะมอง เป็นปกติของการวัดประเมินค่างานใดๆ ซึ่งมันไม่มีหรอกที่จะเป๊ะ 2 + 2 = 4 อยู่ที่หลักคิด หลักการ เหตุผลในการพิจารณา
 
แต่ทำอย่างไรให้คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด
 
มีคำถามชวนคิด: รัฐบาลประเมินอย่างหนึ่ง ภาคส่วนอื่นๆ ประเมินอีกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อไปมองเน้นคนละมุม ซึ่งก็เป็นไปได้ จะทำอย่างไร?
 
ยึดหลัก “จริงอย่างไรก็จริงอย่างนั้น” ซึ่งใครไปฝืนไม่ได้
 
รัฐบาลประเมินว่าดี แต่มันไม่จริง ไปไม่รอดหรอก
 
ภาคส่วนอื่นๆ ประเมินว่าไม่ดี แต่เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน ใครจะเชื่อ
 
เพราะเห็นกันอยู่ สัมผัสกันได้ ถึงบอกว่า จริงอย่างไรก็จริงอย่างนั้น
 
ผลประเมิน จึงมีคุณค่า
 
รู้แล้วยังไงต่อ นี่สิคุณค่ากว่า รับทราบแต่ไม่นำผลประเมินไปใช้ ก็ไร้ความหมาย
 
อย่างไรก็ตาม ผลประเมินของใคร ภาคส่วนไหนจะว่าอย่างไร ดี ไม่ดี ผ่าน ไม่ผ่าน หากอยู่บนความบริสุทธิ์ใจและเจตนาที่ดี รัฐบาลต้อง “ฟัง” ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งทางการประชาสัมพันธ์ (PR) ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
 
ฟังแล้วนำไปใช้เป็นโอกาส... คุณค่าและความหมายอยู่ตรงนี้ ใช่หรือไม่ ประการใด?
 
ผู้เขียนลองคลิ๊กเข้าไปดูข่าวสารทางสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะในมุมมองภาคเอกชน ที่มีต่อการทำงาน 1 ปีของรัฐบาล
 
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่า ผ่านแบบเฉียดฉิว แต่ชื่นชมนายกรัฐมนตรีตั้งใจทำงาน ถ้าคะแนนเต็ม 10 ให้ 6-7 คะแนน (ข่าวจากสื่อออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
หอการค้าไทย บอกทำได้ดีกว่าที่คาดหวัง ให้ 7 เต็ม 10 ขณะที่เห็นว่า การจัดความสำคัญก่อนหลัง และการตัดสินใจทางการเมืองต่อการยุติปัญหาต่างๆให้ 4 เต็ม 10 (ข่าวจากสื่อออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ เห็นว่า สอบผ่าน (ข่าวจากสื่อออนไลน์ค่ายหนึ่ง)
 
โดยรวมๆ ค่าคะแนนน่าจะอยู่กลางๆ ก็คือ สอบผ่าน
 
ที่ต้องฟัง มิเพียงเป็นกลไก PR หากเพราะภาคธุรกิจเอกชนเป็นสเกลที่ใหญ่ มีบทบาทต่อการผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ทั้งในและต่างประเทศ
 
ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล จะไปได้แค่ไหน อยู่รอดหรือเติบโตก้าวไกลอย่างไร อยู่ที่ภาคธุรกิจเอกชน
 
รัฐบาลเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุน เป็นผู้กำหนดนโยบาย ชี้ทิศทางและเป้าหมาย ฟังแล้วนำไปใช้ประโยชน์ต่อการปรับตัว ปรับการทำงาน ปรับนโยบาย
 
รัฐบาล และภาคเอกชน จึงหนุนนำกันและกัน
 
ขณะเดียวกัน ฟังภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ทั้งภาคประชาสังคม ภาคความมั่นคง ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน ภาคการเมืองด้วยกัน ฝ่ายค้าน ฯลฯ มีความเห็น ติชมอย่างไร
 
ยิ่งฟัง ยิ่งได้ !
 
ความสำเร็จ หรือล้มเหลวของนโยบายการบริหารของรัฐบาล ต้องให้ภาคส่วนต่างๆ เป็นผู้บอก เพราะเขาเป็นคนเห็น เป็นคนสัมผัส เป็นผู้ใช้บริการโครงการรัฐ
 
นำมาตรวจสอบตรวจทานกับผลประเมินของรัฐบาล ตรงไหนถูก ตรงไหนผิด ตรงไหนดี-ไม่ดี จริง- ไม่จริง ใช่-ไม่ใช่ อย่างไร แล้วนำไปปรับใช้
 
จริง ก็คือจริง ทุกคนยอมรับ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความจริงได้
 
ที่สำคัญ รู้ความจริงแล้ว จะไปต่ออย่างไร เพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สร้างสุข สลายทุกข์ให้ประชาชนได้มากขึ้น
 
กระทั่งแข่งกับเวทีโลก แข่งประชาคมอาเซียน จะเป็นคู่ค้า คู่แข่งกันอย่างไร ก็ว่าไป นี่ก็ใกล้ปี 2558 แล้ว
 
ฟังผลงานปี 1 เพื่อสร้างผลงานปี 2 ดีกว่ามั๊ย
 
อย่าลืมว่า ประชาชน คนยากคนจนรอคอยอยู่ และพึ่งพา พึ่งหวังรัฐบาล เพราะปากท้องเศรษฐกิจ ชีวิตต้องดำเนินต่อไปทุกวัน ชีวิตไม่เคยหยุด ผลประเมินก็ต้องไม่หยุด ทำอย่างไรให้ผลประเมินมีชีวิต เป็นอื่นไปไม่ได้ ต้องนำไปใช้
 
ให้ปี 2 ดีกว่าปี 1 ได้อย่างไร? เป็นโอกาสและความท้าทายไม่น้อย
 
ในฐานะที่สนใจ PR มีมุมมองในเชิง “การประชาสัมพันธ์รัฐบาล” จะใช้การ “ฟัง” ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร
 
เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้อ่านอาจเห็นต่าง เห็นแย้ง เห็นเพิ่ม ถือเป็นประโยชน์หลากหลายมิติ ส่งผลดีต่อประเทศ
 
โดยผู้เขียนมีแง่คิด บางเหลี่ยมบางมุม ดังนี้ ประการแรก ฟังปัญหา โดยการประเมินของภาคส่วนต่างๆ มักพูดถึงปัญหาการทำงานของรัฐบาลอยู่ด้วยเสมอ ฟังแล้ว (ถ้าเห็นว่าใช่) นำมาจัดเป็นกลุ่มๆ เพื่อพิจารณา และหาทางแก้ไข จะดีหรือไม่ ประการใด? เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังของปัญหา หรือทำไปพร้อมกันได้ ทุกข์ของใครเร่งด่วนกว่า รอได้ หรือต้องแก้ทันที
 
รวมถึงปัญหาที่รับฟังมาตลอดทั้งปี นำมาใช้เป็นโอกาส เพื่อสร้างผลงานใหม่ๆ ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาปัญหาใดๆ อีกแล้ว หากแก้ไขได้ดีกว่าประชาชนคาดคิด ยิ่งประทับใจ
 
ประการที่ 2 ฟังความต้องการ โดยน่าจะพิจารณาสนองตอบต่อความต้องการของภาคส่วนนั้นๆ ที่เห็นว่าเป็นความต้องการที่ดี ใช่เลย ถูกทิศถูกทางถูกต้อง
 
ไม่สนองตอบไม่ได้ ประเทศเสียหาย และเสียโอกาสประชาชน ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาความต้องการใดๆ อีกเช่นกัน
 
ความต้องการของประชาชน บวกวิสัยทัศน์รัฐบาล อาจพบหนทางใหม่ๆ ไปสู่ผลลัพธ์ความสำเร็จใหม่ๆ ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
 
ประการที่ 3 ควรตรวจสอบ ทบทวนนโยบายรัฐบาล 1 ปีที่ผ่านมา ลด ละ เลิกนโยบาย หรืองานโครงการที่ไม่จำเป็นหรือล้าสมัย นอกจากสิ้นเปลืองงบประมาณแล้ว ยังไม่ตอบโจทย์ประชาชนในยุคใหม่จะทำต่อไปทำไม เมื่อประชาชนไม่ต้องการแล้ว ก็ควรจะสร้างความต้องการใหม่ๆ นโยบายไหนควรคงไว้ อันไหนเขย่งอยู่ ควรต้องเขย่า เพื่อให้นโยบายเข้ารูปเข้ารอย ได้เหลี่ยมได้มุมยิ่งขึ้น หากช้า ระวังเสียงบ่นจากประชาชน ดีไม่ดีเจอทวงถาม
 
ประการที่ 4 ใช้กลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้งในการสร้างผลงานใหม่ๆ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในทางการประชาสัมพันธ์รัฐบาลมีจำนวนมากที่ควรจะเข้าถึง อาจช่วยให้การบริหารงานในปี 2 ง่ายขึ้น เพราะมองจากปลายทางเข้ามาต้นทาง แล้วใส่โครงการเข้าไป การพัฒนาเปลี่ยนแปลงใดๆอยู่ที่คน 2 ฝ่าย คือ รัฐบาล กับประชาชน
 
รัฐบาลอยากเห็นผลวิสัยทัศน์ให้ประชาชน ประเทศเป็นอย่างไร ก็สร้างผลงานตามนั้น
 
ประการที่ 5 กำหนดนโยบายริเริ่มใหม่ๆ เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน สังคมไทยก็เปลี่ยนตามโลก มิเพียงเพื่อให้ทันโลก แต่ต้องนำโลก เห็นอะไรก่อนประเทศอื่น เช่น จะเป็นประชาคมอาเซียนปี 2558 ไทยเห็นอะไรก่อน 8-9 ประเทศบ้าง เห็นแล้วดักความเจริญล่วงหน้าอย่างไรให้ได้ประโยชน์ก่อนคนอื่น ไม่มีใครว่า เพราะประโยชน์นั้นมิใช่ไปเอาเปรียบใคร แต่เราเห็นก่อน คิดได้เอง อ่านขาดกว่า อยู่ที่การออกแบบนโยบายอย่างไร เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย
 
ประการที่ 6 ควรจะต้องบริหารเชิงกลยุทธ์มากขึ้นในปีที่ 2 เพราะย่อมจะพบโจทย์ใหม่ที่ยากขึ้นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ยึด 2-3 คำง่ายๆ เจ๋ง ฉีกแนว ไม่ซ้ำใคร จะทำให้ได้ผลงานเหนือผลงานเดิมๆ สะท้อนถึงผลสำเร็จเกินคาดคิด หากทำได้ ก็จะลบครหาจากผู้ประเมินที่บอกว่า ผลงานรัฐบาลยังไม่เป็นรูปธรรมเด่นชัด
 
ที่สำคัญ ทำแล้วอย่าลืมตีปี๊บ PR ออกไป รับรองผลงานเด่นชัดแน่ คนรู้ สังคมเห็น
 
ประการที่ 7 ต้องใช้ฐานะความได้เปรียบของความเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล นั่นคืองบประมาณในมือ ในปี 2 นี้จะสร้างผลงานในประการที่ 1 - 6 ให้โดดเด่นอย่างไรก็ได้ ใช้เงินทำงาน ไม่มีใครว่า ใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประชาชน และประเทศก้าวหน้า เป็นโอกาสของรัฐบาล ที่จะสร้างความสำเร็จใหม่ๆได้ดั่งใจ
 
หรือใครไม่อยากเห็นประชาชนมีความสุข และประเทศก้าวหน้า ยกมือขึ้น !?

ศปช.นำเสนอรายงาน เม.ย.-พ.ค. อำมหิต

ที่มา ประชาไท

 



ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 หรือ (ศปช.) จัดแถลงข่าวนำเสนอรายงาน "ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53" เมื่อ19 ส.ค.55 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการจากกลุ่มสันติประชาธรรม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ถือเป็นการบันทึกข้อเท็จจริง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยมุ่งหวังว่าในอนาคต การรวบรวมข้อมูลนี้จะสามารถนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบ และนำคนผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของคณะทำงานคือการเข้าไม่ถึงข้อมูลจากภาครัฐ ไม่มีอำนาจในการเรียกเอกสารหรือเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูล แต่ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลเอกสารทางการเท่าที่มีการเผยแพร่และหามาได้ไว้ ทั้งหมด รวมถึงหลักฐานจำพวกคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก และส่วนใหญ่ถูกลบไปแล้ว
"นี่เป็นรายงานที่สะท้อนเสียงและมุมมองของประชานที่ตกเป็นเหยื่อ และเป็นเสมือนคำประกาศต่อสังคมไทย ว่า เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย เราไม่มีวันไม่ยอมรับวัฒนธรรมการบูชาความปรองดองและความมั่นคงของรัฐ แต่ดูถูกเหยียบย่ำสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล" พวงทอง กล่าว ประชาไท นำวิดีโอส่วนหนึ่งจากการแถลงข่าวดังกล่าวมานำเสนอ


เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
เว็บไซต์ ศป

จาก FTA ไทย-ยุโรป ถึง ACTA เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไม่เข้าใครออกใคร

ที่มา ประชาไท

 

เรื่องของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของไทยกับประเทศมหาอำนาจทั้งหลายหลายเงียบไปพักใหญ่ ทั้งจากเงื่อนไขประเทศคู่เจรจา และเขื่อนไขภายในของไทยเอง
เอฟทีเอ วอทช์ หรือหน่วยจับตาการทำเอฟทีเอ ของภาคประชาชน เริ่มส่งเสียงเรื่องนี้อีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวเรียกประชุมหน่วยงานด้านการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป (อียู)
โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวการเร่งนำร่างกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เข้าสู่ ครม.ใน 1-2 สัปดาห์นี้เพื่อทันการพิจารณาของรัฐสภาใน ส.ค.นี้
เอกสารการประชุมว่าด้วยกรอบการเจรจาที่เล็ดรอดออกมา ทำให้เห็นข้อเรียกร้องของอียูอย่างชัดเจน และที่ชัดเจนกว่าคือความเห็นของหน่วยงานไทย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
“กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ควรกำหนดให้ไทยมีท่าทีการเจรจาที่ยืดหยุ่น โดยอาจยอมรับข้อผูกพันที่มากกว่า TRIPs หรือยอมรับ TRIPs Plus ในการจัดทำการค้าเสรีเนื่องจาก การคุ้มครองข้อมูลทดสอบยาเพิ่มเติม 5 ปีจะไม่มีผลกระทบต่อราคายาในปัจจุบัน และการคุ้มครองข้อมูลทดสอบยา อาจมีผลทำให้ยาสามัญ (Generic drugs) วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด”
เอกสารร่างกรอบการเจรจาระบุ
หากใครตามเรื่องเอฟทีเอ ก็คงทราบดีว่านักวิชาการและเอ็นจีโอในแวดวงสาธารณสุขค้านกันแข็งขันในเรื่องนี้
ในเอฟทีเอของอียู ในส่วนที่เกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญานั้น มุ่งเน้นให้ไทยยอมรับทริปส์พลัส  บวกเพิ่มเติมข้อกำหนดกันเข้ามาหลายเรื่อง มีความห่วงกังวลว่าการรับทริปส์พลัสที่ว่าจะกระทบกับการเข้าถึงยาของประชาชน
ทริปส์ (เฉยๆ )คือข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขององค์การการค้าโลกที่สมาชิกภาคี 155 ประเทศ รวมทั้งไทย ต้องผูกพัน 
ทริปส์กำหนดข้อปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งมีมาตรการยืดหยุ่นให้ประเทศกำลังพัฒนาได้หายใจหายคอบ้าง อันที่เราน่าจะคุ้นหูดีคือ มาตรการการบังคับใช้สิทธิ หรือ ซีแอล ที่ไทยเคยเอามาใช้นำเข้ายาสามัญ ไม่ว่ายาต้านไวรัส ยารักษาโรคหลอดเลือดฯ เมื่อปี 2550
ส่วนทริปพลัส (หรือทริปส์บวก)  ง่ายๆ คืออะไรก็ตามที่เข้มงวดมากเกินไปกว่าที่ทริปส์กำหนด
หากจะเข้าใจเสียงค้านในประเด็นนี้ ก็คงต้องกล่าวถึงรายละเอียดของเรื่อง
จิราพร ลิ้มปานานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปประเด็นปัญหาไว้ว่า
ข้อกังวลหลักๆ คือ
-มีการจัดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะยา ให้เป็น “ยาปลอม” แม้แต่ยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็เข้าข่าย “ยาปลอม” ด้วย ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง ยาปลอมในความหมายขององค์การอนามัยโลกหมายถึงยาที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ บริโภค มีฉลากเป็นเท็จ มีส่วนผสมปลอม ฯ การขยายนิยามเช่นนี้ง่ายต่อการกีดกันยาชื่อสามัญ
-มีการคุ้มรองข้อมูลทดสอบยา 5 ปี (Data Exclusivity : DE) คือห้ามใครจดทะเบียนยาชื่อสามัญในระหว่างที่ยาต้นกำเนิดของยุโรปวางตลาดใน 5 ปีแรก  ทำให้หลายคนเรียกมาตรการนี้ว่า การผูกขาดข้อมูลยาแทนด้วย ปัจจุบันในไทยไม่มี DE หรือข้อห้ามนี้ นับเป็นการผูกขาดตลาดผู้เดียวเหนาะๆ 5 ปี ไม่ว่ายาต้นกำเนิดจะมีสิทธิบัตรหรือไม่ หรือยาชื่อสามัญจะใช้วิธีแตกต่างไปหรือไม่
-กรมเจราการค้าบอกว่า “การมี DE อาจมีผลทำให้ยาสามัญ  วางตลาดได้ช้าลงแต่ไม่เกิน 5 ปี จึงทำให้ผลกระทบต่อยามีจำกัด” แต่จากการศึกษาของจิราพรและคณะ 1 ศึกษาผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านยาหากมี DE พบว่า
ถ้ามี DE ค่าใช้จ่ายด่านยา จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในปีที่ 5 จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท
ถ้าให้มีการขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร ในปีที่ 5 ค่าใช้จ่ายด้านยาจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท
ดังนั้น การมี DE จึงเป็นการผูกขาดตลาดที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และสร้างภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก และไม่น่าจะกระทบต่อการเข้าถึงยาอย่าง “จำกัด” อย่างที่กรมเจรจาการค้าคาด
-ให้อียู แล้วต้องให้ประเทศอื่นที่มาทำเอฟทีเอด้วย ตามมาตรา 4 ของ TRIPS ระบุว่าถ้าให้การคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประเทศหนึ่งประเทศใด ก็ต้องทำกับทุกประเทศใน WTO ดังนั้น จึงเชื่อว่าความเสียหายที่เกิดจากเรื่องนี้ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับ “ยา” จะสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์เรื่องอื่นที่ได้รับจาก EU
สภาอียูยังคว่ำ ACTA  เกรงคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาละเมิดสิทธิประชาชน
“แม้ว่า ร่างความตกลง ACTA ล้มไป แต่สาระเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าถึงยา การเข้าถึงความรู้และฐานทรัพยากรชีวภาพไม่ได้หายไปด้วย แต่ยังมีความพยายามผลักดันสาระเหล่านี้ในการเจรจาเขตการค้าเสรีหรือ FTA ใน หลายประเทศโดยเฉพาะในเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป และ ในการเจรจาการค้าในรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อว่า “ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิค หรือ Trans-Pacific Partnership เรียกย่อๆว่า TPPAโดยมีหลายประเทศเข้าร่วมในวงเจรจาทั้งประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและสหรัฐอเมริกา”
ความเห็นร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพหลายแห่ง
ACTA หรือ Anti-Counterfeiting Trade Agreement  หรือข้อตกลงว่าด้วยการต่อต้านสินค้าปลอมแปลง นับเป็นทริปส์พลัสแบบหนึ่ง เน้นควบคุมสินค้าปลอม ซึ่งรวมถึงยาปลอม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญหาทางอินเตอร์เน็ต เข้มข้นกว่าทริปส์
เรื่องนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเกี่ยวพันกับเรื่องยาด้วย และเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อ สภายุโรปเองก็ยังโหวตไม่รับเรื่องนี้
เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล จาก FOCUS  เล่าว่า ใน ACTA มีความพยายามขยายนิยาม “ยาปลอม” ซึ่งโดยปกติองค์การอนามัยโลก หรือ WHO พูดถึงมันในแง่คุณภาพ และความปลอดภัย แต่ ACTA คลุมไปถึงเรื่องยาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ยาชื่อสามัญสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิบัตร และยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้มาตรการยืดหยุ่นที่มีในทริปส์
ใน ACTA ยังมีมาตรการชายแดน ซึ่งยึดจับยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ระหว่างขนส่ง และสามารถเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด โดยเพิ่มโทษอาญาเข้าไปด้วย นอกจากนี้ยังยกเลิกคำสั่งศาลให้กระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ACTA เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ พ.ค.2008 แต่รั่วสู่สายตา NGOs ทั่วโลกเสียก่อนจะมีการเจรจาในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน คุยกัน 9 ครั้ง จนกระทั่งปี 2011 จึงได้ข้อสรุป และมีการลงนาม โดยประเทศหลักที่ลงนามแล้วได้แก่ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น โมรอคโค แคนาดา สิงคโปร์ เกาหลีใต้
จนเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สภายุโปรมีมติไม่ลงนามใน ACTA ด้วยคะแนน 478 ต่อ 39 (165 งดออกเสียง)
ด้วยเหตุผลว่า การเจรจาเป็นความลับตลอดมา ขาดความโปร่งใส และไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ขาดการรับฟังเสียงประชาชน, เนื้อหามีความคลุมเครือ, ผสมหลายเรื่องเข้าได้กัน ทั้งที่ควรจะแก้ไขแบบแยกส่วน, ละเมิดสิทธิขั้นพื้นที่ของประชาชน, เอื้อประโยชน์ต่อยาชื่อยี่ห้อต้นตำรับ บั่นทอนยาชื่อสามัญ
ถึงที่สุดคงต้องรอดูคำอธิบายใน “ภาพรวม”จากหน่วยงานของรัฐหรือภาคส่วนอื่นด้วยว่า จะได้อะไรบ้าง  คุ้มกับที่เสียหรือไม่  ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องผ่านด่านแรกเสียก่อน คือ เปิดโอกาสให้ได้รับรู้และถกเถียงอย่างกว้างขวางโดยแท้จริง

==============
1  จิราพร ลิ้มปานานนท์, นุศราพร เกษสมบูรณ์, วิทยา กุลสมบูรณ์, อุษาวดี มาลีวงศ์, อัจฉรา เอกแสงศรี และปริญญา เปาทอง (2553) โครงการวิจัยผลกระทบของข้อเรียกร้องด้านสิทธิบัตรในข้อตกลงเขตการค้าเสรี ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในประเทศ
และ โครงการวิจัย “ผลกระทบและมาตรการรองรับ กรณีขยายความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อเปิด เขตการค้าเสรี ไทย – สหรัฐอเมริกา : มิติผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและต่อสุขภาพ”, Southeast Asian Journal Tropical Medicine Public Health. หน้า 667-677.

แม่น้องเกด ระบุศาลอาญาระหว่างประเทศแม้จะริบหรี่แต่ดีกว่าไม่มีหวัง ปิยบุตรเรียกร้องรัฐบาลจริงใจ

ที่มา ประชาไท

 

แม่น้องเกดเปิดใจ รู้ศาลอาญาระหว่างประเทศริบหรี่ แต่ดีกว่าไม่มีหวัง ปิยบุตร แสงกนกกุลเรียกร้องรัฐบาลจริงใจจะให้สัตยาบันหรือจะประกาศฝ่ายเดียวให้ศาลา อาญาระหว่างประเทศมีอำนาจเข้ามาพิจารณาย้องหลังหรือไม่ ก็ควรพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลี้ยงกระแสให้ความหวังกับคนเสื้อแดง
19 ส.ค. การเสวนาที่จัดขึ้นโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการ ชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 2553 ในช่วงบ่าย นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของอาสาพยาบาลกมนเกด อัคฮาดที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 ที่วัดปทุมวนารามกล่าวถึงเหตุที่เธอต้องการดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าแม้จะได้คำแนะนำจากนายโรเบิร์ต
อัมสเตอร์ดัม ทนายความว่า เป็นช่องทางที่เหมือนไฟริบหรี่ แต่ก็เพียงพอแล้วต่อความหวังที่จะไม่ให้คดีที่ลูกสาวเสียชีวิตจากการสลายการ ชุมนุมจะจบลงด้วยการนิรโทษกรรมเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นกับการสังหารหมู่ ประชาชนที่ผ่านมาในอดีต และพร้อมจะโหมไฟที่ริบหรี่ให้ลุกโชนขึ้น ความกังวลของเธอขณะนี้คือ รัฐบาลจะใช้คำว่าปรองดองมาครอบหัวให้ยอมรับการนิรโทษกรรม
โดยเธอกล่าวว่า เธอยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศว่า แม้ครั้งนี้คนตายอาจจะไม่มาก แต่ถ้าย้อนพิจารณาประวัติศาสต์ของไทยจะพบว่าคนไทยตายไปหลายพันศพแล้วจากการ กระทำของรัฐ
วิธีการไปศาลาอาญาระหว่างประเทศริบหรี่แค่ไหน เพียงใด มีโอกาสไหม
ปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายว่า วิธีการที่ไทยจะเข้าสู่กระบวนการศาลอาญาระหว่างประเทศมี 2ทาง ที่จะให้ไทยอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลฯ ได้ 1) คือ ไปลงนามให้สัตยาบัน ซึ่งจะมีผลต้องบวก 60 วัน บวกวันที่ 1 ของวันถัดไปจากนั้น คือมีผลไปข้างหน้าไม่มีผลถอยไปข้างหลัง 2) อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ไม่ได้ลงสัตยาบันสามารถประกาศให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจย้อน หลังได้
กรณีที่สอง คือ (โกตดิวัวร์)ไอวอรี่โคสต์ ลงนามประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลเมื่อ 18 เม.ย. 2003 เขียนยอมรับว่า ตามมาตรา 12 วรรค 3 ของธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ รัฐบาลไอวอรี่โคสต์ยอมรับให้เข้ามามีอำนาจตั้งแต่ 19 กันยายน 2002 จากนั้นมีการให้สัตยาบัน แล้วเมื่อปี 2010 เมื่อเปลี่ยนประธานาธิบดีคนใหม่ก็ประกาศซ้ำอีกรอบหนึ่ง สุดท้ายวันที่ 10 ก.พ. 2012 ให้ย้อนกลับไปสอบสวนตั้งแต่ 19 กันยายน 2002
อย่างไรก็ตาม การยอมรับเขตอำนาจศาลนั้นถอยไปไม่เกิน 1 ก.ค. 2545 ซึ่งเป็นวันที่ธรรมนูญกรุงโรมประกาศใช้
นายปิยบุตรกล่าวว่า หากถามเขาว่าจะให้เลือกทางไหน ถ้าพูดแบบฝันก็เอาทั้งสองทาง คือ หนึ่งประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลก่อน จากนั้นให้สัตยาบัณซ้ำอีกที แต่กรณีของไทย แค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังไม่ได้ ถ้าให้หวังว่ารัฐบาลไทยจะทำทั้งสองอย่างยิ่งเป็นไปไม่ได้
นายปิยบุตรอธิบายต่อไปว่า เมื่อประกาศรับเขตอำนาจศาลแล้ว ศาลจะรับพิจารณาคดีของเราหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ซึ่งศาลมี
ฆ่าล่งเผ่าพันธุ์, อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ, สงคราม และการรุกราน
ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างระเทศเป็นศาลเสริม ศาลเสริมในที่นี่มาตรา 17 ธรรมนูญกรุงโรมก็เขียนไว้ว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศของคุณต้องดำเนินการ ให้เสร็จครบถ้วนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประเทศต่างๆ แต่ธรรมนูญกรุงโรมก็ระบุลักษณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศที่จะมีอำนาจเข้ามา พิจารณาคดีว่า กระบวนการยุติธรรมของประเทศไม่มีเจตจำนงจะดำเนินคดี หรือไม่มีความสามารถในการดำเนินคดี
คดีที่วางบรรทัดฐานไว้คือคดีซูดานซึ่งไม่ได้เป็นรัฐสมาชิก แต่ไปสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้เพราะคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติให้ ส่งให้ แต่ของไทยโรเบิร์ตอัมสเตอร์ดัมส่งคดีให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นกัน แต่หวังยากเพราะเมื่อเทียบซูดานนั้นมีคนตายจำนวนมาก
ส่วนคำว่า ไม่มีความสามารถหรือไม่มีเจตจำนงในการดำเนินคดีมีความหมาย เช่น ประเทศที่มีการนิรโทษกรรมบ่อยๆ แสดงว่าไม่มีเจตจำนง ส่วนคำว่าไม่มีความสามารถคือศาลไม่เป็นกลาง ไม่มีความน่าเชื่อถือ ถ้าเกิดเหตุการเช่นนี้ศาลเสริมก็มีอำนาจที่จะเข้ามาพิจารณาได้
จากเงื่อนไขเหล่านี้ เงื่อนไขการกระทำความผิด ต้องเป็นความผิดร้ายแรงอย่างยิ่ง ซึ่งแนวบรรทัดฐานที่ผ่านมามีคดีที่ได้พิพากษาไป 1 คดีที่วางแนวว่าร้ายแรงเพียงพอคือ มีขนาดใหญ่มาก และวิธีการที่กระทำความผิดเป็นวิธีการที่รุนแรงร้ายแรงอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าหลักเกณฑ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็จะมาสู่การพิจารณาในประเด็นสุดท้ายคือ คนๆ หนึ่งถูกพิพากษาไปแล้วจะไม่ถูกพิพากษาซ้ำอีก
“ดังนั้นจะเห็นได้ว่าขึ้นตอนต่างๆ ที่จะไปสู่การพิจารณาของศาลาอญาระหว่างประเทศนั้นยากมาก แต่ถ้าจะไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ถูกต้อง และเมื่อผมได้ฟังจากผู้ได้รับผลกระทบแล้วมันสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมของ ไทยไม่มีใครเชื่อถือ เขาจึงต้องไปฝันถึงสิ่งไกลตัวแม้มันจะริบหรี่
“เราต้องพยายามทำใหเรื่องของศาลอาญาระวห่าปงระเทศไม่ใช่เป็นหัวข้อเฉพาะ คนเสื้อแดงเท่านั้น มันเป็นประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลทุกคน เพราะไม่ว่านรัฐภายหน้าจะเป็นใครแต่ถ้าคิดจะทำความรุนแรงกับประชาชนก็จะฉุก คิดได้ถึงเขตอำนาจของศาล
“แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงกล่าวกันบ่อยๆ ว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่พร้อม อ้างว่าเราต้องทำการศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัฐ เป็นเหตุผลคลาสสิกเพื่อดึงเวลา เหตุผลประการที่สองคือ สี่ฐานความผิดนั้นประเทศไทยไม่เคบมีองค์ประกอบความผิดนี้ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย เขาใช้ธรรมนูญกรุงโรมตัดสิน เหตุผลนี้ไม่สมบูรณ์”
ปิยบุตรวิพากษ์ว่าหตุผลอีกประการที่สำคัญคืออ้างว่าธรรมนูญกรุงโรมขัดกับ มาตรา 8 รธน.วรรค 2 ของไทยที่ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ไม่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมระบุว่า ถ้ากฎหมายภายในให้เอกสิทธิ์คุ้มกันบุคคลใดๆ นั้นอ้างไม่ได้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ “วิธีอธิบายที่ง่ายที่สุดเลยว่า แล้ว 121 ประเทศที่ให้สัตยาบันมีประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในยุโรปทั้งหมดที่มีพระมหากษัตริย์ก็ให้สัตยาบันทั้งหมด ญี่ปุ่น กัมพูชา ก็เช่นกัน” โดยนายปิยบุตรตั้งข้อสังเกตว่าประเทศที่ไม่ยอมลงนาม เพาะรู้สึกว่าวันข้างหน้าจะโดนหรือไม่ เช่น อเมริกา รัสเซีย
“การอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ต่างประเทศเขาก็ถามว่าประเทศคุณพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญหรือ ก็เรียนไปยังส่วนราชการต่างๆ อย่าอ้างเหตุผลมาตรา 8 เลยเพราะไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์”
สถิติศาลอาญาระหว่างประเทศเพิ่งดำเนินคดี 7 กรณีจากสามพันกว่ากรณี
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากคดีที่ฟ้องร้องไปยังศาลฯ กว่าสามพันคดี มี 7 คดีเท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณา คือยูกานดา คองโก เป็นสมาชิก รัฐบาลส่งเอง เคนยา เป็นสมาชิก อัยการศาลอาญาระหว่าประเทศลงมาขอเปิดการสอบสวนเอง ลิเบีย และโกตดิวัวร์ ทั้งหมดเป็นประเทศอาฟริกา
อีกแปดกรณีกำลังอยู่ชั้นการไต่สวนเบื้องต้น มีเกาหลีใต้ มาลี ฮอนดูรัส จอร์เจีย โซมาลี เป็นต้น กรณีมาลี กับฮอนดูรัสพัวพันกับการรัฐประหารด้วย
ส่วนขั้นตอนของญาติฯ ที่ร้องโดยโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมเป็นทนายนั้นจะใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน และเมื่อเป็นกฎหมายระหว่างประเทศก็พันกับการเมืองระหว่างประเทศ
“เราจะเห็นกรณีโกตดิวัวร์ ยื่นคำร้องปี 2002 กว่าจะพิจารณาคดีก็ปี 2012 ซึ่งประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามา ปนะเทศยุโรปหนุนหลังเกือบทั้งหมด
“สิ่งที่ฝากถึงรัฐบาลก็คือ น่าจะพูดกันตรงไปตรงาว่าไม่ลง หรือลง จะให้เขตอำนาจย้อนหลัง หรือจะให้สัตยาบัน ก็บอกมา แต่อย่าขายความฝันว่ายังศึกษาอยู่ แล้วคนเสื้อแดงที่สู้เรื่องนี้ ผมก็นับถือหัวจิตหัวใจ คือคนที่ไม่รู้จะหวังกับอะไร แล้วความหวังริบหรี่แบบนี้มันมีคุณค่ามหาศาลมากกว่าให้นักการเมืองเอาความ หวังที่ริบหนี่นี้โหนกระแสไปเรื่อยๆ”
ส่วนกรณีที่จะอาศัยช่องทางสัญชาติอังกฤษ ต้องมีการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ประเทศอังกฤษก่อน ปัญหาคือใครจะไปดำเนินการดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศระบุว่า อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คนทำเพียงคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องกลับไปที่ช่องทางการให้สัตยยาบันธรรมนูญกรุงโรม หรือประกาศฝ่ายเดียวให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี