WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 22, 2012

จากฆ่าตัดตอนถึง 98 ศพ

ที่มา Voice TV

 ใบตองแห้ง Baitonghaeng


ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ


เห็นภาพม็อบพันธมิตรแอลเอไล่ทักษิณแล้วทั้งขบขันและสมเพช

เปล่า ผมไม่ได้พลิกข้างเสียจนนิยมชมชื่นอดีตนายกฯ หน้าเหลี่ยม ผมยืนยันเสมอว่าการที่พันธมิตรประชาชนลุกฮือขึ้นไล่ทักษิณเมื่อปี 2549 เป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง ชอบธรรม ตามวิถีประชาธิปไตย ถ้าไม่แปลงสถาบันเป็นอาวุธ ถ้าไม่จุดความเกลียดชังอย่างไร้สติ ถ้าไม่ปลุกชาตินิยม ถ้าไม่ทำให้การเมืองเข้าสู่จุดอับเพื่อขอ ม.7 ถ้าไม่ออกบัตรเชิญรัฐประหาร ถ้าไม่แห่แหนเผด็จการแฝงโดยอำนาจตุลาการ

กระทั่งกลายเป็นพันธมิตรไม่เอาประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของปวงชนที่ใช้ผ่านการเลือกตั้ง

ผมสนับสนุนให้ไล่ทักษิณ เพราะผมต่อต้านความเป็นอำนาจนิยม ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่อาจปฏิเสธว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่เอารัฐบาลไทยรักไทยตั้งแต่ทุบม็อบท่อก๊าซ (แม้ผมไม่เห็นด้วยกับม็อบบรรจง นะแส แต่รัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน) ตามมาด้วยปราบยาเสพย์ติดผสมฆ่าตัดตอน และอุ้มฆ่าที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (อย่าลืมว่าทักษิณก็ปลุกชาตินิยม)

แต่ดูเหมือนประเด็นเหล่านี้หายสูญไปหมดแล้ว แม้แต่พวกพันธมิตรเอง หรือประชาธิปัตย์ ก็จะหยิบมาเล่นการเมืองชั่วครั้งคราวเท่านั้น เช่นที่จะไปยื่นศาลอาญาระหว่างประเทศ กรณีฆ่าตัดตอน (โห เป็นรัฐบาลสองปีกว่าไม่ยอมลงสัตยาบัน ตอนนี้จะมาร้อง ICC แก้เกี้ยว แน่จริงร่วมกับเสื้อแดงเรียกร้องให้ลงสัตยาบันสิครับ จะได้ขึ้นศาลไปด้วยกันทั้งทักษิณ อภิสิทธิ์)

6 ปีผ่านไป ประเด็นทักษิณเป็นอำนาจนิยม ไม่เป็นประชาธิปไตย หายหดหมดสิ้น อธิบายได้ไม่ยาก เพราะอีกฝ่ายที่โค่นล้มทักษิณไม่เป็นประชาธิปไตยกว่า อำนาจนิยมกว่า แถมยังอ้างอำนาจศักดิ์สิทธิ์ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ปราบปรามประชาชน จนมีคนตายเกือบร้อย และจับกุมคุมขังอย่างไม่เป็นธรรมอีกนับพัน

เผลอๆ มวลชนพันธมิตรอาจลืมไปแล้วว่า จุดเริ่มต้นที่พวกเขาต่อต้านทักษิณคือความไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมเสียจนอัดกระป๋องสมองบวม ในหัวมีแต่ทำลายทักษิณ ไม่ว่าจะนำไปสู่ประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม

ป้ายที่ชูไล่ทักษิณในแอลเอ ในซานฟราน จึงมีเพียงน้อยนิดที่ยกเรื่องฆ่าตัดตอน กรือเซะ ตากใบ ส่วนใหญ่เป็นการระบายอารมณ์ “กูเกลียดมึง” “ไอ้ทรราชซาตาน” “Go to Hell” “แม้ว นรกกำลังรอมึงอยู่” “กลับไปติดคุก” “สัตว์นรก”

นอกจากนั้นยังมีป้าย “Leave Our king Alone” ขณะที่พันธมิตรบางคนโพสต์ข้อความ (ตามที่เว็บ ASTV ลง) ด่านิติราษฎร์และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล บางคนก็แต่งกลอนลงเฟซบุค หาว่าอเมริกาสมคบ “ล้มเจ้า” ซะอย่างนั้น

ไม่อายฝรั่งบ้างหรือครับ อุตส่าห์ไปทำมาหากินในประเทศเสรี แบบอย่างประชาธิปไตย มาประท้วงทั้งทีแทนที่จะชูประเด็นประชาธิปไตยกลับใช้คำหยาบระบายความเกลียด แสดงความไร้สติของตน

ผมไม่ได้บอกว่าคนไทยในอเมริกาต้องเป็นเสื้อแดง ไม่จำเป็นต้องไปแห่แหนทักษิณ แต่เป็นผู้รักประชาธิปไตยที่มีเหตุผล มีไหม

มันน่าประหลาดใจ ที่คนไปใช้ชีวิตในอเมริกา บางคนอยู่ตั้งแต่หนุ่มสาวจนแก่ แต่กลับไม่ซึมซับทัศนะและจิตใจประชาธิปไตยแม้แต่น้อย “มึงไทยมาก” แต่ถ้าไม่อยากเป็นประชาธิปไตยแล้วไปอยู่อเมริกาทำไมไม่รู้ ไม่รักประชาธิปไตยก็ออกมาจากแผ่นดินอเมริกาเสีย (ฮา)

แต่อย่างว่า ในแผ่นดินประชาธิปไตย เขาให้เสรีภาพทั้งคนที่รักและไม่รัก

เสรีภาพทักษิณ
ตบหน้ากฎหมายไทย

การที่ทักษิณสามารถลอยนวลไปทุกประเทศในโลก ยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น อเมริกา เหลือประเทศเดียวที่มาไม่ได้ คือไทยแลนด์แดนดราม่า (คงจะได้ไปดาวอังคารเสียก่อน แบบนาซ่า) ทำให้พวกพันธมิตรแค้นแทบกระอัก

กระทั่งต้องอำพรางตัวอ้างเป็นกลุ่มประชาชนทนไม่ไหว ไปโวยวายสถานทูตอเมริกา ซึ่งอ่านข่าวแล้วก็ฮา “มึงไทยมาก” อีกแล้ว ด่าทูตอเมริกันว่าเป็นแค่แม่บ้าน อาศัยสามีสนิทกับโอบามา จึงได้เป็นทูตฟิลิปปินส์ อยู่ฟิลิปปินส์มารยาททราม จึงมาอยู่ประเทศไทย (อ้าว ไหนว่าเมืองไทยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แสดงว่าทูตฟิลิปปินส์สำคัญกว่าทูตไทยหรือ)

“อเมริกาไม่มีวัฒนธรรม ภาษาของตัวเองก็ไม่มี แต่ทำตัวเป็นเจ้าโลก”

“ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าอเมริกาหลายเท่า เรามีประวัติศาสตร์เป็นพันปี ในขณะที่อเมริกาเพิ่งตั้งประเทศเพียงร้อยปี”

ขำดีครับ ไม่ต่างกับ กษิต ภิรมย์ ด่าอเมริกาสาดเสียเทเสีย ต่อไปถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะสร้างความสัมพันธ์กับเขาอย่างไร อ้อ ไม่คิดเป็นรัฐบาลแล้วสิ

คนพวกนี้ไม่ตระหนักเลยว่า “อำมาตย์” และพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้ภาพลักษณ์ทักษิณเปลี่ยนไปในสายตาชาวโลก ทักษิณสมัยเป็นนายกฯ ในสายตาสื่อมวลชนและองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก ก็ไม่ต่างกับซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อำนาจนิยม เป็นเศรษฐี มีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้หลังรัฐประหาร ภาพลักษณ์ของทักษิณก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับนัก แต่พอพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง ก็ถูกม็อบยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ตุลาการภิวัตน์ยุบพรรค มือที่มองเห็นจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร พอมวลชนเสื้อแดงประท้วงในปี 2552,2553 ก็ถูกปราบ ถูกฆ่า

สื่อระดับโลก องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ตลอดจนรัฐบาลประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ก็เริ่ม “ตาสว่าง” มองสองด้านมากขึ้น มองเห็นว่าขั้วอำนาจเก่าและพลังมวลชนที่เป็นศัตรูกับทักษิณ แท้จริงคือพลังที่ต่อต้านประชาธิปไตย หลังพฤษภา 53 สื่อตะวันตกรายงานวิกฤตการเมืองไทยในทัศนะใหม่ องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลสั่งปลดตัวแทนในไทย รัฐบาลหลายประเทศโยนรายงานด้านเดียวของเจ้าหน้าที่สถานทูต สถานกงสุลทิ้ง เพราะพวกนี้ส่วนหนึ่งเป็นคนไทย ส่วนหนึ่งก็อยู่เมืองไทยนานจนกลายเป็นสลิ่ม

การที่ทักษิณไปเยือนได้ทุกประเทศในโลก จึงไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ แค่เพราะน้องสาวเป็นนายกฯ แต่เพราะประเทศต่างๆ เขาแสดงออกแล้วว่า “เลือกข้างประชาธิปไตย”

พันธมิตรและแมลงสาบพยายามปลุกคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดามาอ้างกับชาวโลกว่า ทักษิณหนีคดีคอรัปชั่น แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งฉีกหน้าระบบกฎหมายไทย “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก 2 ปี” รู้ถึงไหนอายเขาถึงนั่น มันเป็นไปได้อย่างไร แน่นอน ประเทศประชาธิปไตยอารยะจะมองว่าพฤติกรรมของทักษิณกับภริยา ที่ไปซื้อที่ดินของรัฐเสียเอง เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่ง เป็นสีเทา แต่การเอาผิดถึงขั้นติดคุกทั้งที่ศาลบอกเองว่าไม่ทุจริต ไม่มีอยู่ในกฎหมายฉบับใดในโลก นอกจากกฎหมายไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเอาผิดทักษิณใช้กระบวนการรัฐประหาร ออกคำสั่งตั้ง คตส. เข้าข่ายความผิดทางการเมือง ซึ่งขัดต่อสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ใจผมอยากให้ทักษิณพิสูจน์ตัวเองด้วยซ้ำ ขอวีซ่าเข้าอเมริกา แล้วให้รัฐบาลไทยขอตัว ดูซิว่าศาลอเมริกาจะตัดสินอย่างไร ยอมอยู่ในอเมริกาสัก 5-6 เดือน แล้วจะเดินทางไปทุกประเทศในโลกอย่างสบาย เพราะสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระบุชัดเจนว่า

“ความผิดที่จะถึงขนาดที่จะนำมาซึ่งการส่งตัวข้ามแดนนั้น ต้องเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษทางตามกฎหมายให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุก หรือทำให้ปราศจากเสรีภาพเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี ตามกฎหมายทั้งในประเทศผู้ร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนและประเทศผู้รับคำ ร้องขอ และความผิดนั้นจะต้องไม่ขาดอายุความตามกฎหมายของประเทศที่ร้องขอ ประการสำคัญคือความผิดนั้นต้องไม่ใช่ความผิดทางการเมือง หรือความผิดที่เกี่ยวกับศาสนา”

เห็นไหมครับ ความผิดนั้นต้องเป็นความผิดตามกฎหมายทั้งสองประเทศ อเมริกาและทุกประเทศในโลกไม่มีความผิดฐานเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินแน่นอน

ความรับผิดฆ่าตัดตอน

ในบรรดามวลชนพันธมิตรที่มาชูป้ายในอเมริกา มีรายหนึ่งเขียนว่า บินลาดินฆ่าคนบริสุทธิ์ 2,750 คน ทักษิณฆ่าคนบริสุทธิ์ 3,200 คน สำนักข่าวอิหร่านที่ ASTV เอามาอ้าง ก็พูดทำนองเดียวกัน

เว่อร์นะครับ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข ตัวเลขที่สรุปโดยคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษา และวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษ และการนำนโยบายไปปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน หรือ คตน.ที่มี อ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน คือ 2,873 คน


PADmosiaced


แต่เรื่องที่เว่อร์มากคือ คนที่ถูกฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ จริงๆ ก็ไม่สามารถเรียกว่า “ผู้บริสุทธิ์” แม้ในทางกฎหมายเราจะถือว่าผู้ที่ศาลยังไม่ตัดสิน ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน แต่ส่วนข้างมากในจำนวนนี้ก็คือผู้ค้ายาเสพย์ติดรายย่อย หรือรายกลาง แม้มีหลายรายเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ เช่น คดีที่ตำรวจเอาผู้ต้องหาลักรถจักรยานยนต์วัย 17 ไปฆ่าแขวนคอ ตามที่ศาลพิพากษาไปแล้ว หรือบางราย สองสามีภรรยาถูกลอตเตอรี่แล้วปกปิดไม่ให้ใครรู้ ถูกมองว่ารวยโดยไม่มีที่มาที่ไป ก็ถูกฆ่าตายโดยอ้างว่า “ฆ่าตัดตอน” แล้วเจ้าหน้าที่เข้าไปยึดทรัพย์ เหล่านี้มีอยู่จริงแต่ก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่เมื่อถูก “ฆ่าตัดตอน” แล้ว ผู้คนรอบข้าง ผู้อยู่ในชุมชน ต่างก็ยอมรับว่ามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติดจริง

ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เห็นด้วย หรือสนับสนุน เพราะการฆ่าตัดตอนปราบยาเสพย์ติดผิดเต็มประตู ผิดหลักความยุติธรรม ล่วงล้ำกระบวนการใช้ “ศาลเตี้ย” ผู้ถูกฆ่าตายส่วนใหญ่แม้เกี่ยวพันยาเสพย์ติดแต่พวกเขาก็มีสิทธิต่อสู้คดี กฎหมายยังให้โอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง หรือไม่เช่นนั้น ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความผิดถึงขั้นประหารชีวิต

ก็เหมือนกรณีโจ ด่านช้าง ที่ยอมมอบตัวกับตำรวจแล้วยังพากลับไปค้นอาวุธ พอลับตากล้องทีวีก็มีเสียงปืนสนั่นหวั่นไหว อ้างว่าโจ ด่านช้าง รวมกับลูกน้อง 6 ศพ พยายามต่อสู้ขัดขืน ตอนนั้นคนกรุงคนชั้นกลางจำนวนมากก็เชียร์ตำรวจนะครับ อ้างว่าโจ ด่านช้าง เป็นผู้ร้ายค้ายา ยังไงศาลก็คงตัดสินประหารอยู่ดี แต่ลืมคิดไปว่าอีก 5 คนที่เหลือไม่ได้มีประวัติยาวเป็นหางว่าวเหมือนลูกพี่

นั่นพูดถึงคนที่ยังไม่มีความผิดถึงขั้นประหาร แต่ถ้าเป็นคนบริสุทธิ์ด้วยแล้ว กระบวนการยุติธรรมยึดหลักว่าปล่อยคนผิด 10 คนดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์คนเดียว คือถ้าสงสัยก็ยกประโยชน์ให้จำเลยไว้ก่อน แต่นี่ฆ่าคนบริสุทธิ์เลยนะครับ แม้จะฆ่าผิดคนแค่ 1% หรือ 1 คน ก็ถือว่าเลวร้ายแล้ว

ถามว่าทักษิณรู้เห็นการฆ่าตัดตอนไหม ตอน “ประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพย์ติด” ทักษิณเล็งเห็นผลไหม ว่าจะทำให้ผู้ค้ายารายเล็กรายน้อยตายเป็นเบือแถมพ่วงผู้บริสุทธิ์ ก็ยังสรุปได้ยาก ทักษิณอาจไม่ได้คาดคิดว่าตำรวจจะ “มันมือ” ถึงขั้นมีคนตาย 2,873 ศพในเวลาเพียง 3 เดือน

แต่ที่ชัดเจนคือ หลังจากเกิดการฆ่าตัดตอนไปแล้ว ทั้งทักษิณและปุระชัย รมว.มหาดไทยในตอนนั้น ก็แสดงท่าทีปกป้อง “ให้ท้าย” ตำรวจ โดยท้องที่ไหนมี “ฆ่าตัดตอน” นายตำรวจล้วนได้ความดีความชอบ

อ.คณิตในฐานะประธาน คตน.ทำหนังสือชี้แจงถึงเฉลิม อยู่บำรุง แย้งคำอ้างที่ว่า อ.คณิตยืนยันว่าไม่มีฆ่าตัดตอน มีผลสรุปและข้อเสนอ 4 ประเด็นคือ

1.ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2546 พ.ต.ท.ทักษิณใช้นโยบายแข็งกร้าว เป็นที่ทราบกันว่าเป็น "การประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติด" กระบวนการมอบนโยบายของผู้บริหารประเทศเป็นไปในทิศทางที่สร้างความเข้าใจผิด ให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่า ตนมีอำนาจที่ที่จะจัดการทุกรูปแบบเพื่อให้ปัญหายาเสพติดหมดไป และหากผู้ปฏิบัติไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายได้ ย่อมต้องได้รับผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

2.เมื่อผู้ปฏิบัติตามนโยบายมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ไม่ว่าเพราะการถูกจูงใจหรือถูกบีบบังคับ เป็นผลให้วิธีการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเกิดความผิดพลาดด้วย จึงเห็นได้ว่าการดำเนินนโยบายการปราบปรามยาเสพติดก่อให้เกิดผลหลายประการ และที่เห็นชัดที่สุดคือการสูญเสียชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมากในช่วงระยะ เวลาแค่ 3 เดือน

3.ผลผิดพลาดดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องตกเป็นที่วิพากษ์ของประชาคมโลก เป็นเหตุให้รัฐบาลไทยถูกเรียกร้องให้มีการไต่สวนหาผู้รับผิดชอบต่อผลที่เกิด ขึ้น

4.คตน.เห็นว่าอาจมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความรับผิดตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเกิดขึ้น ในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ แต่การจะหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จ จริงเพิ่มเติมต่อไปอีก

ข้อสรุปนี้ค่อนข้างรัดกุม แม้ข้อเท็จจริงยังไม่กระจ่างชัด แต่ก็ชี้ว่ารัฐบาลมีส่วนร่วมรับผิดชอบ รัฐบาลอาจไม่ได้สั่งโดยตรง ไม่ได้สั่งโต้งๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุโดยพลการ ตำรวจถูกจูงใจหรือบีบคั้น ถ้าไม่มี “ผลงาน” ก็จะโดนเด้ง ถ้าผู้ค้าไม่กลัวเกรง ยังซื้อง่ายขายคล่อง อย่ากระนั้นเลย “ตัดตอน” มันเสีย สงบราบคาบแล้วยังได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งกันอีกต่างหาก

ในข้อ 4 อ.คณิตยังเสนอให้ใช้กฎหมายอาญาระหว่างประเทศว่าด้วยอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งน่าสนใจมาก เพียงไม่ทราบว่าทำไม กษิต ภิรมย์ และพรรคประชาธิปัตย์มาทำตอนนี้ ตอนเป็นรัฐบาลไม่ให้สัตยาบัน

ไหนๆ ก็ไหนๆ ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง แมลงสาบ มาร่วมมือกันไหมละครับ เข้าชื่อให้รัฐบาลลงสัตยาบัน ICC จะได้เอาทักษิณขึ้นศาลคดีฆ่าตัดตอน กรือเซะ ตากใบ และนับแต่นี้บ้านเมืองเราจะได้อยู่ใต้หลักนิติรัฐตามมาตรฐานสากลเสียที ฮิฮิ

ความรับผิด ศอฉ.

พวกพันธมิตรที่ไปโวยวายหน้าสถานทูตสหรัฐ ว่าทักษิณละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น ลืมไปว่ารัฐประหาร กองทัพ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงกว่าหลายเท่า

ไม่ต้องพูดถึงปัญหาภาคใต้ที่ว่ายุคทักษิณตำรวจอุ้มฆ่า ไปถามคนใต้ดูว่า หมดยุคทักษิณแล้วยังมีฆ่ามั่ว จับดะ อยู่ไหม

ไม่ต้องพูดถึงรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นสูงสุด ยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนและยึดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองไปจนหมด

เอาแค่การสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ที่มีคนตาย 98 ศพก็พอ

ผบ.ทบ.กับไก่อูออกมาเต้น อ้างว่าไม่มี “สไนเปอร์” มีแต่ปืนติดกล้อง กล้องหาซื้อได้ตามตลาดนัด (ช่วยบอกหน่อยมีขายตลาดไหน) ทหารที่เห็นเล็งปืนติดกล้องท่านเรียกว่า “พลแม่นปืนระวังป้องกัน”

อ้าว ก็มีปืนไว้ “สอย” ระยะไกล ก็ถูกต้องตามความเข้าใจของชาวบ้านแล้วครับ จะเรียกสไนเปอร์หรือเรียกอะไรก็ตามแต่ มวลชนเขาเข้าใจว่านี่แหละ ที่เอาไว้เด็ดหัวผู้ชุมนุม

ผบ.ทบ.อ้างว่าถามลูกน้องแล้วไม่ได้ยิงคน โห ผมเชื่อท่านสนิทใจ ลูกน้องคงไม่ไปรายงานท่านหรอกว่า จัดการเสื้อแดงไปแล้ว 3 ศพที่ดินแดง 5 ศพที่มักกะสัน ฯลฯ ผมเชื่อด้วยว่าผู้นำรัฐบาล ไม่ว่าอภิสิทธิ์ เทพเทือก หรือผู้นำกองทัพ สั่งทหารว่า เห็นเสื้อแดงที่ไหนฆ่าให้เรียบ

ไม่มีใครเขาสั่งกันอย่างนั้นหรอกครับ ไม่ว่าถนอม ประภาส หรือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็ไม่ได้สั่ง

แต่การที่คุณส่งทหารอาวุธครบมือ พร้อมพลแม่นปืน ปักป้าย “เขตใช้กระสุนจริง” ในการ “กระชับพื้นที่” นั้น ถามว่าพวกท่านเล็งเห็นผลหรือไม่ ตั้งแต่ออกคำสั่ง ว่าจะทำให้มีคนตาย ตายเป็นเบือด้วย ผมมองว่าใครที่ออกคำสั่งอย่างนี้ รู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องมีคนตาย ตายเยอะ

ถ้ามองอย่างเป็นขั้นตอน อันดับแรก ต้องถามว่ามีความจำเป็นเพียงไรที่ต้องใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ประเด็นนี้พวกคนกรุงคนชั้นกลาง “เอาเวิลด์เทรดของกูคืนมา” อาจจะเห็นว่าจำเป็น แต่ถ้ามองสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้น ขอบอกว่าไม่จำเป็นเลย เพราะหลังจากแกนนำ นปช.ยึกยัก เจรจากันแล้วไม่ยอมรับผลการเจรจา บอกจะเลิกม็อบแล้วไม่ยอมเลิก แถมยังงี่เง่าบุก ร.พ.จุฬาฯ กล่าวได้ว่าม็อบ “พ่ายแพ้ทางการเมือง” และถูกกดดัน แม้แต่ผู้ที่เคยสนับสนุน อย่าง อ.สมศักดิ์ อย่างผม ก็ยังด่าเช็ด บอกให้ถอยได้แล้ว

สภาวะเช่นนั้น ม็อบกำลังจะพ่ายแพ้ อย่างเก่งก็อยู่ได้อีก 6-7 วัน แต่อย่างที่รู้กัน ศอฉ.ตัดสินใจใช้กำลังกระชับพื้นที่ การเมืองจึงพลิก

อันดับถัดมา ศอฉ.ออกคำสั่งกับกำลังพลอย่างไร แน่นอน ไม่มีใครออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเห็นม็อบถือก้อนอิฐ ท่อนไม้รี่เข้ามา ให้ยิงหัวแม่-เลย แต่ต้องดูว่าคำสั่งนั้น เปิดช่องให้กำลังพลใช้อาวุธปืนและกระสุนจริงได้อย่างไร ในสถานการณ์ไหนบ้าง คำสั่งนั้น “เล็งเห็นผล” หรือไม่ว่าในภาวะที่ตึงเครียด สับสน โกรธแค้น มีอารมณ์ หรือเอาตัวรอด กำลังพลอาจใช้อาวุธและกระสุนโดยขาดความรับผิดชอบก็ได้

ทหารชั้นประทวนกับไอ้เณรนะครับ ไม่ใช่พระ

เราก็เห็นกันแล้วจากคลิป “สไนเปอร์” ที่จะถูกเรียกมาสอบสวน ว่าผู้ชี้เป้าชี้ให้ยิงเสื้อแดงที่ขว้างระเบิดขวด (ซึ่งก็ขว้างมาหลายครั้งแสดงว่าไม่สามารถทำอันตรายใคร) เมื่อล้มแล้ว ผู้ชี้เป้าบอกให้หยุด แต่พลยิงก็ยังซ้ำ นี่คงไม่ใช่ทหารรายเดียวที่ใช้อาวุธกระสุนจริงเกินกว่าเหตุ

แล้วผู้บังคับบัญชารู้หรือไม่ ว่าจะเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้น

คำสั่ง ศอฉ.ที่ประชาไทเอามาลง และไก่อูรับว่าจริง มีข้อสังเกตว่าคำสั่งเดิม (ที่อยู่ในข้อ 1 ตอนท้าย) ลงวันที่ 8 เมษายน 2553 นั้นเข้มงวดรัดกุม เช่น

“1.2 การใช้อาวุธในการป้องกันตนเอง และรักษาความปลอดภัยฯ ต้องการเป็นป้องกันอันตรายที่ใกล้จะมาถึง และเป็นอันตรายต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งบุคคลอื่นหรือทรัพย์สินทางราชการ และเอกชนที่อยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ก่อเหตุกำลังระเบิดใส่ กำลังเล็งปืนใส่ กำลังถือมีดเข้าทำร้ายร่างกาย เป็นต้น

1.3 การป้องกันตนเองและรักษาความปลอดภัยฯ ต้องเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเองหรือผู้อื่น และสมควรแก่เหตุ รวมทั้งการใช้อาวุธนั้น ต้องใช้เท่าที่จำเป็น จากเบาไปหาหนัก และมีแจ้งเตือนการปฏิบัติกับผู้ก่อเหตุก่อนเสมอ

1.4 การใช้อาวุธจะไม่อนุญาตให้ใช้ในสถานการณ์ที่ไม่กระจ่างชัด หรือการใช้อาวุธที่ปราศจากความแม่นยำ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องได้ เช่น การยิงกราด การยิงสุ่ม และการยิงที่ไม่เล็ง รวมทั้งไม่อนุญาตให้ใช้การยิงอัตโนมัติ โดยหากจะใช้อาวุธต้องทำการยิงทีละนัดเท่านั้น และห้ามใช้อาวุธเล็งศีรษะหรือส่วนสำคัญของร่างกายโดยเด็ดขาด”

แต่คำสั่งใหม่เปิดช่องให้ใช้อาวุธกระสุนจริงได้ง่ายขึ้น เช่น

“2.2 แนวทางปฏิบัติเฉพาะเหตุการณ์ ในกรณีผู้ชุมนุมพยายามที่จะบุกรุกเข้ามาในที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญที่ ศอฉ. กำหนด: ได้เพิ่มเติมรายละเอียดการปฏิบัติโดยให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้โล่และไม้พลอง ยาว เพื่อต้านทานการบุกรุก และเมื่อมีแนวโน้มจะต้านทานไม่อยู่ให้ใช้การฉีดน้ำ และ/หรือคลื่นเสียงได้ แต่ถ้าผู้ชุมนุมยังสามารถปีนรั้ว/เครื่องกีดขวาง/ฝ่าแนวห้ามผ่านเด็ดขาดเข้า มาได้ หากมีผู้บุกรุกมีจำนวนน้อยและไม่มีอาวุธ ให้เข้าทำการจับกุม หากมีจำนวนมาก ให้ใช้แก๊สน้ำตา, กระบอง, กระสุนยาง และยิงเตือนตามลำดับและเมื่อปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ผู้ชุมนุมยังคงบุกรุกเข้ามาจนอาจก่อให้เกิดอันตราย ให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธตามสมควรแก่เหตุ โดยการใช้กระสุนจริงจาก ปลซ. และ ปลย. ตามลำดับทั้งนี้ หากผู้บุกรุกมีอาวุธเช่น มีด, ปืน, วัตถุระเบิด ฯลฯ และฝ่าแนวห้ามผ่านเด็ดขาดเข้ามาได้ เจ้าหน้าที่สามารถข้ามขั้นตอนการใช้แก๊สน้ำตา, กระบอง หรือกระสุนยาง ไปสู่การใช้กระสุนจริงได้ โดยในการใช้อาวุธกระสุนจริง ทั้งสองกรณี ผู้มีอำนาจตกลงใจสั่งการ คือ ผบ.หน่วยที่รับผิดชอบสถานที่นั้น หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย”

ข้อความที่ผมเน้นจะเห็นได้ว่าแม้ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ แต่คำสั่งก็ยังอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงได้ ถ้าแก๊สน้ำตา กระบอง กระสุนยาง และการยิงเตือน เอาไม่อยู่

ให้สังเกตว่าคำสั่งแรกออกมาวันที่ 8 เมษายน ก่อนม็อบเสื้อแดงบุกสถานีไทยคมในวันที่ 9 อาศัยมวลชนจำนวนมากใช้มือเปล่าปลดอาวุธทหาร จากนั้นก็ตามมาด้วยการขอคืนพื้นที่ วันที่ 10 ซึ่งมวลชนก็ยังแย่งยึดอาวุธได้เช่นกัน ศอฉ.จึงออกคำสั่งลงวันที่ 17 เมษายนให้ “ใช้กระสุนจริง” เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยเริ่มจากปืนลูกซองไปหาปืนเล็กยาว

นี่คือตัวอย่างของ “คำสั่งปลายเปิด” เปิดช่องให้ทหารใช้อาวุธกระสุนจริงโดยง่าย โดยยังเป็นที่น่าสงสัยว่านี่เป็นเพียงคำสั่งวันที่ 17 เมษายน ก่อน “กระชับพื้นที่” วันที่ 19 พฤษภาคม ศอฉ.ยังทยอยออกคำสั่ง “ปลายเปิด” อันเล็งเห็นผลว่าทำให้คนตายอีกหรือไม่

มองในทางปฏิบัติคือ กองทัพได้รับคำสั่งให้เข้าสลายการชุมนุม แต่อ้างว่ากลัว “ชายชุดดำ” จึงขอใช้กระสุนจริง แถมมี “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” ที่ได้รับคำสั่งว่าถ้าเห็น “ชายชุดดำ” อยู่ในม็อบให้ยิงได้ทันที แต่ในสถานการณ์ตึงเครียด สับสน อลหม่าน บ้างก็กลัว บ้างก็โกรธ บ้างก็เหนื่อยล้า บ้างก็เจ็บแค้น คุณรับประกันได้อย่างไรว่า เห็นแค่มวลชนใส่เสื้อดำหรือเสื้อทึบ หรือเสื้อแดงก็เหอะ แต่มีแค่บั้งไฟ ระเบิดขวด ก้อนอิฐ ท่อนไม้ แล้วทหารจะไม่ยิง

นี่พูดอย่างมองโลกแง่ดีที่สุดแล้ว คือไม่เชื่อว่าจะมีใครไปสั่งทหารจงใจยิงมวลชนเสื้อแดง แต่ผู้ออกคำสั่งนั้นสั่งไปแล้ว เล็งเห็นผลที่จะเกิดตามมาหรือไม่ อย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ โทษทหารชั้นประทวน หรือไอ้เณร ทำเกินกว่าเหตุ

ย้อนไปที่ อ.คณิตในฐานะประธาน คตน.สรุปเรื่องทักษิณกับฆ่าตัดตอน ก็หวังว่า อ.คณิตในฐานะประธาน คอป.จะเปรียบเทียบว่า ระหว่างการ “ประกาศสงครามยาเสพย์ติด” กับคำสั่ง “กระชับพื้นที่” นั้นใครเล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นได้มากกว่ากัน ใครรู้อยู่แก่ใจกว่ากัน ใครปกป้อง ให้ท้าย ปูนบำเหน็จเจ้าหน้าที่ จนได้ตำแหน่งที่นั่งลอยหน้าอยู่เดี๋ยวนี้

ผมว่าสาธารณชนเห็นชัด ว่าใครต้องรับผิดชอบชัดเจนกว่า รู้ตั้งแต่แรกที่จะออกคำสั่งแล้วละ ว่าต้องมีคนตายเพียบ

นี่ยังไม่นับคำสั่ง “ขอคืนพื้นที่” ซึ่งเห็นชัดว่าสั่งด้วย “อารมณ์เด็ก” รู้สึกเสียหน้าที่มวลชนยึดสถานีไทยคม เลยต้อง “เอาคืน” และยังไม่นับการปฏิบัติต่อมวลชนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมหลังเหตุการณ์ ซึ่งถูกละเมิดสิทธิอย่างอำมหิต ถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ถูกยัดข้อหา ไม่ได้รับความยุติธรรมในกระบวนพิจารณา ขนาดถูกยิงบาดเจ็บยังถูกล่ามโซ๋ฐานฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินมีโทษจำคุก 6 เดือน

หวังว่า คอป.จะรีบสรุปรายงานฉบับสุดท้ายออกมาเสียทีนะครับ อย่าให้เสียรังวัด

                                                                                                ใบตองแห้ง
                                                                                                20 ส.ค.55
.........................................

20 สิงหาคม 2555 เวลา 16:08 น.

สถิตย์ ไพเราะ ความเห็นต่อคดีอากง (ถอดความคำบรรยายเนติบัณฑิตยสภา)

ที่มา ประชาไท

 
ที่มา: เฟซบุ๊คของพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของนายอำพล หรืออากง


เนื้อหาด้านล่างเป็นถ้อยคำที่ถอดมาจากคำบรรยายเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 65 ซึ่งสอนโดย อ.สถิตย์ ไพเราะ อดีต ผู้พิพากษา พอดีมีพี่ที่ทำงานส่งมาให้ฟัง เลยถอดความมาเพื่อให้ได้อ่านกัน ทำคดีนี้ได้บทเรียนหลายอย่างทั้งปัญหาในการปล่อยตัวชั่วคราว การฝากขัง การพิสูจน์พยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐาน ไม่ได้อยากแก้ตัวในฐานะทนายความแต่อยากให้กระบวนการ ยุติธรรมเดินต่อไปข้างหน้าอย่างสง่างาม
งานเผาศพอากงจะจัดในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ที่วัดลาดพร้าวนะคะ ขอเชิญทุกคนไปไว้อาลัยอากงค่ะ
------------------------------------------------------

มีคนถามเรื่องคดีอากงนะครับ
รัฐธรรมนูญ มาตร39 สันนิษฐานว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นหลักทั่วไปเมื่อเป็นผู้บริสุทธิ์คุณก็ต้องให้ประกัน ง่ายๆไม่ได้ลึกซึ้งอะไร โดยหลักการแล้วเมื่อถูกฟ้อง ศาลยังไม่พิพากษาว่ากระทำผิดหลักก็ต้องให้ประกันตัว หากไม่ให้ประกันตัวก็ต้องให้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่ให้ และเหตุผลก็ต้องเป็นเหตุผลที่มีเหตุผล เหตุผลที่ไม่มีเหตุผล เช่น ผมถูกตั้งให้ปลดสำนวน เวลาปลดสำนวนต้องอ่านสำนวนทุกเรื่อง ผมก็ไปเจอสำนวนหลายเรื่องที่แปลกๆ คดีแรกจำเลยถูกฟ้องว่าลักช้าง ศาลสั่งว่า “ลักทรัพย์ใหญ่ใจอาจหาญไม่อนุญาต” เหตุผลนี้ไม่ใช่เหตุผลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความกฎหมายไม่ได้เขียนอย่างนั้น  อีกสำนวนจำเลยถูกกล่าวหาว่าลักเข็มด้าย ลักของเล็กๆน้อยๆในบ้าน ศาลสั่งว่า “ลักเล็กขโมยน้อยไม่อนุญาต” กฎหมายไม่ได้เขียนว่าลักเล็กขโมยน้อยไม่อนุญาต ไม่มีหลักอะไร
ในคดีอากง ศาลสั่งในเรื่องประกันตัวว่า “ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระความผิดตามฟ้องกระทบต่อความรู้สึกประชาชนและความ มั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง” เขียนอย่างนี้ตั้งแต่ในชั้นยังไม่ได้สืบพยานเลย แสดงว่าศาลเชื่อแล้วว่าที่ฟ้องมาเป็นความจริง การเป็นผู้พิพากษาอ่านฟ้อง เชื่อแล้วเป็นผู้พิพากษาได้อย่างไร ต้องฟังพยานก่อนจึงจะเขียนได้ “ข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหากระทบความรู้สึกประชาชน” เขาพึ่งบรรยายฟ้องมายังไม่สืบพยานเลยบอกว่ากระทบแล้วได้อย่างไร ต้องสืบพยานเสียก่อน  ตัดสินโดยยังไม่ได้ฟังพยาน ไม่ใช่วิสัยผู้พิพากษาพึงกระทำเด็ดขาด คำฟ้องจะด่าว่าเลวร้ายอย่างไรก็เป็นคำฟ้องเท่านั้น ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าถูกผิดอย่างไร
และเดาต่อไปว่า  “หากผลการพิจารณาสืบพยานหลักฐานมั่นคงจำเลยอาจหลบหนี”  ศาลเริ่มเดาว่าถ้ามั่นคงจำเลยอาจหลบหนี แล้วถ้าเดาผิดใครรับผิดชอบ เอาคุณไปขังแทนไหม ไม่ได้ หลักอย่างนี้ไปเดาเอา รู้อย่างไรจะมั่นคงไม่มั่นคงก็เดาเอา เป็นการเดาที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยเขา ไม่ใช่ลักษณะของศาลซึ่งเป็นคนกลางจะสั่งอย่างนี้  คำสั่งผิดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความ ถ้าถามผมนะครับ
และก็เดานี้ผิดด้วย เพราะอะไร คำพิพากษาในคดีเองนี้เขียนว่า “แม้โจทก์ยังไม่สามารถนำสืบพยานอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความตามฟ้อง”  แสดงว่าศาลยอมรับว่าโจทก์เองไม่สามารถสืบพยานให้ชัดแจ้งได้ เขียนอย่างนี้แสดงว่าที่สั่งในชั้นประกันตัวผิด แต่ปรากฏว่าศาลเองก็ทำผิดครั้งที่สองคือ ไปลงโทษจำเลย ถ้าพยานไม่ชัดแจ้งคุณไปลงโทษจำเลยได้อย่างไร ขัดกฎหมายวิธีพิจารณา มาตรา 227 เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้ชั่งน้ำหนักพยาน อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้ กระทำ  คำว่าแน่ใจก็คือชัดแจ้ง เมื่อคุณบอกว่าไม่ชัดแจ้งคุณไปลงโทษได้อย่างไร
ยิ่งตอนท้ายยิ่งเขียนผิดใหญ่เลย “แต่เป็นการยากที่โจทก์จะสืบด้วยประจักษ์พยาน” มีกฎหมายใดที่บอกว่าเป็นการยากแล้วจะมั่วลงโทษจำเลยได้ หลักมีอันเดียวคือ พยานโจทก์ต้องแน่ใจว่าจำเลยกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็น ประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อม ไม่ใช่ว่าพยานแวดล้อมแล้วมั่วลงโทษได้นะครับ และคำพิพากษานี้ก็จะอยู่ไปจนตายเพราะคำพิพากษานี้ไม่ได้แก้ เนื่องจากอากงตายไปแล้ว จะถูกวิจารณ์ชั่วกาลปาวสานเพราะศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่ได้แก้  อย่างนี้ผมเข้าใจว่าถ้าขึ้นศาลสูง ศาลสูงไม่ปล่อยไว้หรอกเพราะมันผิดกฎหมาย ขัดมาตรา 227 อย่างชนิดที่ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกเลย  เป็นนักกฎหมายหลักต้องมีไม่ใช่เขียนส่งเดช หากเป็นผู้พิพากษาอย่าไปทำ ไม่ใช่เรามีอำนาจทำไปเรื่อย คนที่อ่านกฎหมายไม่ใช่มีแค่เรา ท่าน อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ท่านเขียนว่าศาลทำตามอำเภอใจก็ถูกของท่าน

อ.สถิตย์ ไพเราะ คำบรรยายวิชากฎหมายอาญา เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 65 วันที่ 8 มิถุนายน 2555

อนุกรรมการสิทธิฯ เผยข้อมูลสถิติคดีหมิ่น แจ้งความปีละ 50-70 คดี

ที่มา ประชาไท

 

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.55 คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้พบผู้แทนตำรวจเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสถิติคดี มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา หลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาและสั่งคดี รวมถึงความเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ต.อ.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ หนึ่งในอนุกรรมการ เปิดเผยว่า  สำหรับข้อมูลด้านการดำเนินคดีอาญา มาตรา  112 นั้น นับแต่ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา มีคดีที่เกิดขึ้น และตำรวจรับคำร้องทุกข์ เฉลี่ยปีละ 50 ถึง 70 คดี รวมถึงปัจจุบัน มีประมาณ 200 คดีเศษ แต่ทั้งนี้ ไม่รวมคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับไว้พิจารณาโดยตรง และคดีที่อัยการสูงสุด ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเอง โดยเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นับแต่ปลายปี พ.ศ.2554 เป็นต้นมา มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อตรวจสอบ กลั่นกรองเว็บไซต์ ที่มีการนำเสนอข้อมูลที่ดูแล้วน่าจะเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันฯ ทำให้มีการปิดกั้นเว็บไซต์ และส่งเรื่องให้มีการดำเนินคดีประมาณ 12,000 URLs  ขณะที่ฝ่ายกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีการดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.ฯ คอมพิวเตอร์ฯ จริง ๆ เพียงไม่ถึง 20 คดี นอกจากนั้นจะเป็นการ เชื่อมโยงกับมาตรา 112 ทั้งนั้น
ศิริพล ระบุด้วยว่า สำหรับการพิจารณาคดีของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคณะกรรมการกลั่นกรองคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พิจารณาให้สอดคล้องกับหลักการตามกฎหมายอาญา และแนวคำพิพากษาฎีกา เป็นหลัก
“ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ผมว่าประเทศไทย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายอาญา มาตรา 112  เรามักจะไม่กล้าใช้หลักกฎหมายอาญาเคร่งครัด ตามหลักการตีความกฎหมายอาญา ตีความเคร่งครัด และห้ามใช้กฎหมายประเพณีมาขยายความ ตลอดจนการตีความกฎหมายอาญาที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์การปกครองระบอบ ประชาธิปไตย ในเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งถือเป็นหลักการแห่งสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และ หลักการที่ว่า บุคคลสาธารณะ (Public Figure) ทุกตำแหน่งต้องถูกวิจารณ์และตรวจสอบได้เสมอ”
“แนวคำพิพากษาฎีกา ยังมีปัญหาอีกมาก เพราะเขียนว่า สถาบันฯ ซึ่งเป็น Public Figure ไม่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้เลย ซึ่งหากนำหลักการของประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย มาพิจารณา จะเห็นว่า เป็นคำพิพากษาที่ขัดต่ออุดมการณ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น ตามแนวคำพิพากษาฎีกา การวิพากษ์วิจารณ์ หรือ ตั้งคำถามต่อสถาบันฯ จึงเป็นสิ่งต้องห้าม แม้จะเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือ เป็นความจริง ก็ไม่อาจจะพิสูจน์ ให้พ้นความรับผิดทางอาญาได้”ศิริพลระบุ
เขาเปิดเผยด้วยว่าคณะอนุกรรมการฯ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ถามประเด็นสำคัญ คือ 1) หากเปลี่ยนวิธีการร้องทุกข์ให้มีคณะทำงานกลั่นกรอง หรือมีองค์กรพิจารณากลั่นกรองการรับคำร้องทุกข์ ตั้งแต่ขั้นต้น จะเกิดผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ หรือไม่ 2) การแก้ไขปัญหาการพิจารณาคดี ทำอย่างไร คณะหารือให้คำตอบว่า จะมีผลดีต่อสถาบันหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ว่า จะให้บุคคลใด หรือองค์กรใด ร้องทุกข์ บุคคลดังกล่าว มีอุดมการณ์ และความเข้าใจหลักกฎหมายอาญา และหลักการพื้นฐานของหลักเสรีภาพมากน้อยเพียงใด สำหรับหลักการที่คณะอนุกรรมการเสนอฯ มาก็สดคล้องกับหลักพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2548 ที่ไม่ต้องการให้มีคดีเช่นนี้

15 วันรู้ผลถอนอุทธรณ์ ‘ธันย์ฐวุฒิ’–อีก 2 รายได้ออก 23 ส.ค.

ที่มา ประชาไท

 

21 ส.ค.55 นายอานนท์ นำภา ทนายความของนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 แจ้งว่า หลังจากลูกความของเขา ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 13 ปี ได้ตัดสินใจยื่นเรื่องขอถอนอุทธรณ์ ผ่านมาเกือบ 2 เดือนจึงทราบว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา คำร้องถอนอุทธรณ์ได้ถูกยื่นต่อศาล และในวันนี้ (21 ส.ค.) ศาลได้สั่งให้โจทก์แถลงว่าจะค้านหรือไม่ ซึ่งตามกระบวนการจะต้องรออีก 15 วัน หากโจทก์ไม่ค้านคดีจะถึงที่สุด และจำเลยจะขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป
ทั้งนี้ ธันย์ฐวุฒิ อาชีพเป็นนักออกแบบเว็บ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ดูแลระบบเว็บไซต์นปช.ยูเอสเอ และปล่อยให้มีการเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เขาถูกจับกุมและคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.53 โดยไม่ได้รับการประกันตัว ต่อมาศาลพิพากษาจำคุก 13 ปี เมื่อวันที่ 15 มี.ค.54
ด้านนายคารม พลพรกลาง ทนายความนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า ศาลได้นัดพร้อมอีกครั้งในวันที่ 19 ก.ย.นี้ เพื่อฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และนัดวันฟังคำพิพากษา ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าทางทีมทนายจะยื่นประกันตัวอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 11
ขณะที่ทีมงาน นปช.รายงานข่าวการเยี่ยมนักโทษการเมืองว่า
“อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เผยว่า ได้ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษอย่างเป็นทางการวันนี้ โดยคดีทั้ง 5 คดีของตนเองเด็ดขาดแล้ว รวมโทษจำคุก 12 ปี 6 เดือน (คดีละ 2 ปี 6 เดือน) แต่ได้รับการลดโทษจาก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2555 จึงเหลือโทษจำคุก 10 ปี 9 เดือน หลังจากนี้เป็นขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษ เริ่มจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กองราชวัลลภ และสำนักพระราชวัง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
สมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า ตนเองยังคงจะต่อสู้คดีต่อไป โดยเชื่อว่าวันที่ 19 ก.ย. นี้ ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำวินิจฉัยศาล รธน. (กรณี ม.112 อาจขัด รธน.) คำวินิจฉัยน่าของศาล รธน. จะยังไม่ออกมา และคงต้องเลื่อนออกไปอีก” เว็บ นปช.ระบุ
เว็บดังกล่าวยังระบุด้วยว่า สุชาติ นาคบางไทย หรือ วราวุธ (สงวนนามสกุล)  และ สุริยันต์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังตามมาตรา 112 จะได้รับพระราชทานอภัยโทษจาก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ 2555 โดยจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 23 ส.ค. 55 เวลา 8.00 น.
ทั้งนี้ สุชาติถูกกล่าวหาว่ากล่าวปราศรัยบนเวทีแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) หมิ่นประมาทพระราชินีองค์ปัจจุบัน  เขาถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 ต.ค.51 และได้หายตัวไปจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย.53 บริเวณประตูน้ำ และถูกคุมขังจนกระทั่งวันที่ 24 พ.ย.53 ศาลพิพากษา จำคุก 6  ปีจำเลยให้การรับสารภาพลดเหลือ 3 ปี
สุริยันต์ มีอาชีพเป็นช่างทำรองเท้า โทรศัพท์ไปที่ 191 ศูนย์วิทยุผ่านฟ้า ขู่ว่าจะวางระเบิดที่โรงพยาบาลศิริราช และกล่าววาจาใส่ความสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.53 เขาถูกจับกุมและคุมขังเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 ต่อมาวันที่ 14 ก.พ.54 ศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี 1 เดือน สุริยันต์รับสารภาพ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือลงโทษจริง 3 ปี 15 วัน
ด้านเครือข่ายญาติ ม.112 จัดพิมพ์การ์ดรำลึกอากงจำนวน 1,500 ใบ ซึ่งเป็นภาพที่หลานๆ ของนายอำพล หรือ อากงเขียนให้กับอากง ขณะที่ยังอยู่ในเรือนจำ โดยจำหน่ายใบละ 10 บาท เพื่อนำรายได้มาใช้สนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม ซึ่งผู้ที่ซื้อการ์ดสามารถเขียนข้อความให้กำลังใจผู้ถูกคุมขังทางการเมือง ได้  ติดต่อได้ที่ 112familynetwork@gmail.com
นอกจากนี้ ยังแจ้งด้วยว่าทาง นปช. ได้เข้าเยี่ยมเยียนเพื่อรับทราบปัญหา และความต้องการของเพื่อนผู้ถูกคุมขังเสื้อแดง 40 คนเป็นระยะๆ พร้อมทั้งดูแลเรื่องอาหารให้กับผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงในเรือนจำหลักสี่ โดยมีการจัดส่งกับข้าววันละ 2 มื้อด้วย

ทบ.เชิญสื่อคุย-แย้ม งัดกฎหมายเล่นงาน ใครก็ตามทำให้เสียหาย

ที่มา ประชาไท

 
พ.อ.สรรเสริญ ให้สัมภาษณ์  กองทัพบก เชิญ บก. คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ ทีวี ทานอาหารเย็น แลกเปลี่ยนกับผู้บริหารระดับสูง แจงกรณีฟ้องอัมสเตอร์ดัม ไม่ใช่เรื่องบุคคล
21 ส.ค.55 เว็บไซต์มตินออนไลน์รายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก (ทบ.)  กรณีกองทัพบกเตรียมเชิญ บรรณาธิการและ คอลัมนิสต์ หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มาร่วมหารือทำความเข้าใจการทำงานของกองทัพบกว่า สำนักงานเลขานุการกองทัพบกได้ทำหนังสือเชิญบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เพื่อมาร่วมรับประทานอาหารเย็น พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารระดับสูงกองทัพบก ในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 18.00 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์
โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในปัจจุบันที่สื่อสนใจ เช่น การบริหารภายในกองทัพบก การปรับย้าย จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปฏิบัติการทหารต่อกรณีปราสาทเขาพระวิหาร การเมือง การจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ ดังนั้น กองทัพจึงอยากเชิญบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ มาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพราะกองทัพบกเชื่อว่าบางส่วนที่คอลัมนิสต์เขียนเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ ในหลายมุมมองจะนำข้อมูลทั้งหลายไปเป็นข้อสังเกตในการปรับประยุกต์หรือ บูรณาการใช้กับงานที่ทำ ในขณะเดียวกัน หากใครที่เขียนแบบกว้างลอยๆ และไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริงกองทัพบกจะได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับท่าน
ขณะที่เว็บไซต์เดลินิวส์ รายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พ.อ.สรรเสริญ กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ให้นายทหารกรมพระธรรมนูญดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มคนเสื้อแดงในข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้กองทัพบกเสียหายว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้แนวทางกรณีนี้ว่า ไม่เฉพาะตัวบุคคล กลุ่มบุคคล หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่นำเสนอข้อมูลผ่านทางสื่อที่แต่งแต้มสีสัน ใส่ข้อมูลเพิ่มเติม ใส่ความคิดเห็นบิดเบือน จนทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในการปฏิบัติงานของกองทัพ หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
“ผบ.ทบ.จะ ให้ผู้ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดตามเรื่องต่างๆ และตรวจสอบกระบวนการของการทำงานว่า ส่งผลต่อภาพลักษณ์กองทัพบกหรือไม่ หากส่งผลและทำให้เกิดความเสียหาย ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เช่นกัน” พ.อ.สรรเสริญ กล่าวและว่า กลไกของกองทัพบกสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก มีหน้าที่ในการติดตามข้อมูลข่าวสารร่วมกับสำนักงานเลขานุการกองทัพบก โดยจะติดตามข่าวสารทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคม หากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏ ทำให้องค์กรเสียหาย อาทิ ผู้บังคับหน่วย  ผู้นำที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรในทางเสียหาย เขามีหน้าที่ต้องนำเรียนพิจารณาผ่านการกลั่นกรองผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทั้งนี้ ผบ.ทบ.ได้ให้สัมภาษณ์ในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร เมื่อหน่วยเสนอขึ้นมาก็จำเป็นต้องอนุมัติเพื่อดำเนินการ จะเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ
โฆษก ทบ.กล่าวต่อว่า กองทัพบกไม่ได้ทำงานตามความรู้สึก ไม่ได้ทำงานตามความคิดเห็น แต่ทำงานตามระบบ ดังนั้นที่บอกว่า ช้าแก้เกี้ยว คงไม่ใช่ เป็นไปตามขั้นตอน ไม่เหมือนสื่อบางสื่อที่คิดแล้วเขียนเลย คิดปุ๊บแล้วก็นำเสนอหรืออยากให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรก็เขียนไป กองทัพบกไม่ได้ทำงานตามความรู้สึก แต่ทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง


ที่มา : เรียบเรียงจากเว็บไซต์มติชน และเว็บไซต์เดลินิวส์

เสวนา: สิทธิการชุมนุมของกรรมกร กรณีคนงานไทรอัมพ์ฯ

ที่มา ประชาไท

 
นักวิชาการแจงหลักกฎหมายสิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ นักกฎหมายสิทธิฯ ชี้ไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศฯ ซึ่งคุ้มครองสิทธิการชุมนุมแล้ว แม้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่รัฐซึ่งหมายรวมถึงศาลต้องปฏิบัติตาม ขณะผู้นำแรงงานสงสัยทำไมตั้งข้อหาแค่สามคน ทั้งที่ไปเป็นร้อยๆ


(19 ส.ค.55) ในการเสวนา เรื่อง “สิทธิการชุมนุมของกรรมกรต่อกรณีคนงานไทรอัมพ์ฯ” จัดโดยเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิ ร่วมกับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย กลุ่มคนงาน Try Arm และกลุ่มประกายไฟ ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ร่วมเสวนาโดยจิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และผู้ต้องหาในคดี ศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน ทั้งนี้ ผู้จัดแจ้งว่าได้ติดต่อกระทรวงแรงงานแล้ว แต่อธิบดีและผู้อำนวยการแรงงานสัมพันธ์ติดราชการต่างประเทศจึงไม่สามารถมา ร่วมได้
จิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ และผู้ต้องหาในคดีฝ่าฝืนมาตรา 215-216 ประมวลกฎหมายอาญา เล่าที่มาของคดีดังกล่าวว่า สืบเนื่องจากการเลิกจ้างพนักงานขนานใหญ่ของบริษัทบอดี้แฟชั่น ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในไทรอัมพ์ ในวันที่ 27 มิ.ย.52 ซึ่งสหภาพแรงงานมองว่าขัดต่อสภาพการจ้างที่ตกลงกันไว้ว่าถ้าจะมีการเลิกจ้าง จำนวนมาก ต้องแจ้งล่วงหน้า 60 วัน และจ่ายค่าชดเชยมากกว่ากฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้แจ้งว่าประกาศเลิกจ้างจะมีผลในวันที่ 27 ส.ค. ซึ่งเข้าข่ายแจ้งล่วงหน้า 60 วันแล้ว รวมถึงขอให้คนงานไม่ต้องมาทำงานในช่วงดังกล่าว แต่จะได้รับค่าจ้างจน 27 ส.ค. ส่วนเรื่องการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายนั้น บริษัทระบุเพียงว่าไม่เข้าข่าย
จิตรา เล่าต่อว่า จากนั้น สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ เดินทางไปชุมนุมยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา ให้มีการรับคนงานกลับเข้าทำงานและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล บีโอไอ ซึ่งอนุมัติเงินลงทุนให้บริษัท สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ ฯลฯ จนวันที่ 27 ส.ค. ซึ่งเป็นวันที่การเลิกจ้างจะมีผล จึงได้เดินทางไปทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาลอีกครั้ง โดยยืนยันว่าไม่ได้มีวาระทางการเมืองใดๆ แต่ดูเหมือนรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวโยงกับกลุ่มเสื้อแดงซึ่งจะชุมนุมใน วันที่ 30 ส.ค.ในขณะนั้น
อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เล่าว่า โดยวันดังกล่าว เมื่อไปถึงทำเนียบรัฐบาล ไม่มีใครมารับหนังสือจึงเดินทางต่อไปที่รัฐสภา ซึ่งได้รับการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเดินทาง พอไปถึงหน้ารัฐสภา ได้รับแจ้งว่านายกฯ (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ไม่ออกมารับหนังสือ และจากการประสานงาน ท้ายที่สุด ได้เข้าพูดคุยกับประธานวิปฝ่ายค้านและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งรับปากว่าจะแก้ปัญหา จากนั้นจึงได้เดินทางกลับ
จิตรา เล่าว่า ขณะที่อยู่ที่หน้ารัฐสภานั้น คนงานเห็นเครื่อง LRAD (Long Range Acoustic Device) ตั้งอยู่ใกล้รั้ว แต่ไม่รู้ว่าคือเครื่องอะไร ยังนึกกันว่าเป็นเครื่องถ่ายทอดสด และเมื่อมีการใช้เครื่องดังกล่าว ก็ยังเข้าใจกันว่าเป็นเสียงไมค์หอนด้วยซ้ำ เพราะเครื่องดังกล่าวส่งเสียงดังรบกวนจนทำให้การสื่อสารระหว่างกันไม่รู้ เรื่อง จนคนงานต้องตะโกนร้องเพลงตอบโต้ ทั้งนี้ ภายหลังเพิ่งรู้ว่าเครื่องดังกล่าวคือ LRAD ที่ใช้กันในสงครามอิรัก ใช้กับโจรสลัดโซมาเลีย หรือศัตรูระยะไกลที่มองไม่เห็นตัว เพื่อทำให้ศัตรูวิ่งออกจากที่ซ่อน
จิตรา กล่าวว่า ผลจากวันนั้น มีคนงานที่หูชั้นกลางอักเสบ รวมถึงร่างกายอ่อนเพลียต้องพักหลายวัน ขณะที่ตนเองและเพื่อนคนงานอีก 2 คนถูกออกหมายจับ ด้วยข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก และ พ.ร.บ.จราจร โดยมี พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และสุดา รังกุพันธุ์ อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนายประกัน ต่อมา อัยกาารสั่งฟ้องด้วยข้อหามั่วสุมเกินสิบคน สั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ส่วน พ.ร.บ.จราจร นั้นหมดอายุความ จึงฟ้องไม่ได้ ในชั้นนี้ได้ ส.ส.สุชาติ ลายน้ำเงิน ใช้ตำแหน่งประกันตัวให้วงเงินคนละ 200,000 บาท โดยจะมีการนัดสืบพยานที่ศาลอาญา ในวันที่ 23-24 และ 28-30 ส.ค.นี้
จิตรา กล่าวด้วยว่า ยังเชื่อมั่นในสิทธิการชุมนุม และยืนยันว่าวันดังกล่าวไม่มีการก่อความวุ่นวาย พร้อมตั้งคำถามด้วยว่าอะไรคือความวุ่นวายที่หมายถึง

มาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัว หน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สิทธิการชุมนุมในบริบทสากลและปัญหาการตีความ

ศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ถูกรับรองอยู่แล้วในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการ เมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ข้อ 21 และไทยก็เข้าภาคีของกติกาฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม กรณีประเทศไทย เมื่อมีการรับรองกฎหมายระหว่างประเทศแล้วไม่สามารถอนุวัตใช้กับกฎหมายภายใน ได้ทันที แต่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติก่อน ขณะที่ในกฎหมายระหว่างประเทศระบุว่า หลังเข้าเป็นภาคี รัฐนั้นๆ ต้องทำให้กฎหมายของตัวเองสอดคล้องกับกติกาดังกล่าว ซึ่งส่วนตัว เขามองว่ารัฐในที่นี้หมายรวมถึงอำนาจทั้งสามส่วน คือ ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ
ศราวุฒิ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพื่อทำให้เห็นถึงความเดือดร้อนของผู้ชุมนุม และให้รัฐบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ควรต้องใช้กฎหมายอาญามาจัดการ โดยควรดูเจตนาและองค์ประกอบต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ เขามองว่า กฎหมายอาญา มาตรา 215 นั้น เป็นเรื่องของการรวมตัวกันเพื่อทำผิดกฎหมาย ก่อความไม่สงบ เปลี่ยนแปลงการปกครอง หรืออั้งยี่ มากกว่า
เขาชี้ว่า ที่ผ่านมา การชุมนุมตั้งแต่ 14 ต.ค.16 พ.ค.35 พ.ค.53 หรือการชุมนุมเรื่องราคาพืชผลต่างๆ แม้จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐก็มักอ้างเหตุการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อสลายการชุมนุม นั่นเพราะเรายังไม่มีกฎหมายการชุมนุม อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า หากจะมีกฎหมายการชุมนุมจะต้องมีเพื่อส่งเสริมการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดย สงบ
เขามองว่าชุมนุมป็นการแสดงสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง เช่น การจุดเทียนเพื่อบอกว่ามีความมืดในการใช้เสรีภาพหรือระลึกผู้เสียชีวิต การนอนกีดขวางเส้นทาง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทำชั่วคราวแล้วเลิก บอกให้รัฐรู้ว่ากำลังละเมิดสิทธิเสรีภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐไม่ออกมารับหนังสือ คนงานที่อยากแสดงความรู้สึกเดือดร้อน บางครั้งก็เลือกปิดถนน
เขาตั้งคำถามว่า ความเดือดร้อนจากการปิดถนนกับการถูกเลิกจ้าง จะจัดความสัมพันธ์กันอย่างไร ทั้งนี้ เขาเห็นว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องสละเสรีภาพของตัวเองชั่วคราวเพื่อให้ผู้ที่เดือดร้อนได้ ใช้เสรีภาพในการเรียกร้องให้รัฐมาแก้ไขปัญหา ดีกว่ามาบอกว่าเมื่อปิดถนนทุกครั้งต้องสลายการชุมนุม



การชุมนุม 101
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กรณีคดีของจิตราและเพื่อนคนงาน ถ้ากระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมต้องไม่เป็นคดีแต่แรก เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ควรดำเนินคดี และพนักงานอัยการไม่ควรสั่งฟ้องเลยด้วยซ้ำ
จันทจิรา กล่าวว่า เสรีภาพในการชุมนุมเป็นเสรีภาพระดับรัฐธรรมนูญ และเป็นเสรีภาพที่สอดคล้องกับเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน การนัดหยุดงาน การชุมนุมเพื่อต่อรองกับนายจ้าง ดังนั้น จะต้องผูกพันทุกองค์กรของรัฐ รวมทั้งศาลด้วย ตามมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ (สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองโดยชัดแจ้งย่อมได้รับความคุ้มครองผูกพัน รัฐสภา รัฐมนตรี ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ) เราสามารถกล่าวอ้างสิทธินี้ต่อศาล ต่อรัฐสภา ต่อกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมดได้
ทั้งนี้ มาตรา 63 วรรคแรก ระบุว่า การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คำว่า "โดยสงบ" นั้นไม่ได้หมายถึง พับเพียบเรียบร้อย อยู่นิ่งๆ ไม่มีกิจกรรม แต่คำว่า "โดยสงบ" หมายความรวมถึงการใช้เครื่องเสียง ซึ่งบางทีอาจเป็นการก่อกวน เดือดร้อน รำคาญ หรือการเดินบนถนนทางเท้า จะเห็นว่ารบกวนทั้งสิ้น แต่อยู่ในข่ายที่รัฐธรรมนูญยังให้การรับรอง ถ้าใช้เสรีภาพอย่างสุจริต
จันทจิรายกตัวอย่างว่า ผู้ชุมนุมมากัน 200 คน ก็ต้องแบ่งพื้นที่ให้รถใช้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ ต้องแปรตามสภาพข้อเท็จจริง เช่น ถ้ามากันเป็นแสน ตำรวจก็ต้องปิดถนน จัดการจราจรเลี่ยงเส้นทางชุมนุม เป็นต้น "โดยสงบ" จึงไม่ใช่ไม่รบกวน หรือก่อความรำคาญเลย แต่ต้องเป็นไปอย่างได้สัดส่วน ดูตามสภาพข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป
นอกจากนี้ คำว่าโดยสงบ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ไปหน้าทำเนียบ หรือ หน้ารัฐสภา ถ้าเรื่องที่ต้องชุมนุมต้องเจรจากับผู้ออกกฎหมาย สถานที่ชุมนุมก็ต้องเป็นหน้ารัฐสภา ดังนั้นการดูว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบหรือไม่ต้องดูเรื่องวัตถุประสงค์ ข้อเรียกร้องของการชุมนุม ต่อสถานที่และเวลาในการชุมนุม แม้ว่าจะรบกวนบุคคลที่ไม่ได้เห็นพ้องกับการชุมนุมก็ตาม
ส่วน "ปราศจากอาวุธ" นั้น จันทจิรา กล่าวว่า การชุมนุมสมัยใหม่ ที่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากสังคมและสื่อ ก็ต้องมีอุปกรณ์ ริ้ว ธง รถ ประกอบ หากอธิบายได้ว่า ใช้ในการชุมนุม ก็เป็นการใช้เสรีภาพโดยสุจริต โดยยกตัวอย่างคดีที่จะนะ ตำรวจฟ้องว่า ชาวบ้านไม่ได้ปราศจากอาวุธ มีด้ามธงไม้ไผ่เหลาปลายแหลมจำนวนมาก ชาวบ้านพกมีดสปาร์ต้า ตะกั่วถ่วงอวนปลา กรรไกร มีดพก ซึ่งศาลปกครอง ระบุว่า อาวุธมีสองประเภทคือ อาวุธโดยสภาพ หมายถึงมองแล้วรู้ว่าเป็นอาวุธ เช่น ปืน มีด และสิ่งที่ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แต่กรณีนี้เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายการชุมนุม ชาวบ้านจึงใช้สิ่งใกล้มือเพื่อป้องกันตัว การชุมนุมดังกล่าวจึงถือเป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ
จันทจิรา กล่าวว่า ในกฎหมายของต่างประเทศ รัฐอาจจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้ เมื่อชุมนุมในที่สาธารณะ หมายถึง ที่เปิดโล่ง ไม่มีกำแพง รั้วหลังคา เช่น สี่แยก ถนน ลานกว้าง ทางพิเศษ เวลาวิกาล โดยเฉพาะต่อเนื่องหลายวันหลายคืน และมีลักษณะการชุมนุม ที่ยุยงให้ใช้กำลัง ก่อจลาจล หรือฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กรณีประเทศไทย หากรัฐจะจำกัดเสรีภาพ ต้องเสนอต่อรัฐสภา เพื่อออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ทั้งนี้การจำกัดเสรีภาพดังกล่าว ต้องเป็นไปเพื่อให้บุคคลที่สามมีโอกาสใช้พื้นที่ สาธารณะร่วมด้วย
จันทจิรา แสดงความเห็นต่อคดีที่ฟ้องคนงานไทรอัมพ์ฯ ว่า โดยหลักทั่วไป การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธนั้นไม่ต้องขออนุญาต มาตรา 108 ของ พ.ร.บ.การจราจรทางบก ที่กล่าวว่าต้องขออนุญาตพนักงานจราจรก่อน ต้องหลีกทางให้กับเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ การแจ้งให้พนักงานจราจรทราบ ควรเป็นไปเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสอำนวยความสะดวกเท่านั้น เพื่อเป็นการแบ่งใช้พื้นที่สาธารณะและสร้างสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพของผู้ ชุมนุมกับผู้ใช้ถนน และแม้ว่า ไม่ได้แจ้งเพราะเป็นการจัดการชุมนุมโดยเร่งด่วน ในกฎหมายยังระบุว่า กรณีที่มีเหตุผลอันสมควร รัฐธรรมนูญยังคุ้มครองเสรีภาพให้เป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถออกคำสั่งให้ปฏิบัติตามในการแบ่งพื้นที่ได้
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า ประมวลอาญา 215 และ 216 เป็นกฎหมายอาญายอดฮิตที่พนักงานตำรวจมักตั้งข้อหากับผู้ชุมนุมในปัญหาปาก ท้อง หากเป็นการชุมนุมทางการเมืองก็จะพ่วงมาตรา 116 ว่าด้วยกบฏในราชอาณาจักรมาด้วย อย่างไรก็ตาม มาตรา 215 และ 216 จะเป็นความผิดเมื่อการชุมนุมนั้นมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น รวมตัวกันเพื่อปล้น เผา ก่อความวุ่นวาย ขณะที่การชุมนุมไม่ว่าจะเรียกร้องทางการเมืองให้ยุบสภา ไม่ให้ออกกฎหมาย หรือแก้ปัญหาปากท้อง เป็นการชุมนุมที่มีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าลักษณะข่ายมั่วสุม
ส่วนการใช้เครื่องมือก่อกวนขัดขวางการชุมนุมอย่าง LRAD นั้น จันทจิรากล่าวว่า ในหลักสากล เมื่อประชาชนใช้เสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ในทางตรงกันข้าม รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมหรืออำนวยความสะดวก หรืออย่างน้อยไม่ขัดขวางการใช้เสรีภาพของประชาชน กรณีนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่าใช้เป็นลำโพง แต่ไม่แจ้ง ก่อให้เกิดการข่มขวัญ กดดันผู้ชุมนุม อาจเข้าข่ายขัดขวางการใช้เสรีภาพโดยสงบของประชาชน ซึ่งในกฎหมายต่างประเทศ ถือเป็นโทษทางอาญา
จันทจิราเรียกร้องว่า ถึงเวลาแล้วที่จะมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้เสรีภาพให้ชัดเจน ให้เจ้าหน้าที่รัฐรู้ว่าทำอะไรได้ไม่ได้ ขณะที่คนงานเองควรทำงานในเชิงรุก โดยใช้กลไกขององค์กรต่างๆ เช่น ผลักดันให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอรายงานเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเรื่องการใช้เสรีภาพในการชุมนุม ให้ตำรวจไม่ตั้งข้อหามาตรา 215-216 หรือออกหมายจับโดยง่าย เพราะหลายครั้งเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมักอ้างว่าอยู่นอกเหนืออำนาจของตนเองแล้ว
ต่อข้อเสนอดังกล่าว จิตราให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีที่คนงานไทรอัมพ์เคยไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องการเลิกจ้าง ทำลายสหภาพฯ และการใช้เครื่อง LRAD ของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อปี 52 เมื่อ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา รายงานออกมาแล้ว โดยเชื่อตามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บอกว่าไม่ได้ใช้เครื่องดังกล่าว ทั้งที่ฝ่ายคนงานมีหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอชัดเจน

สงสัยไปเป็นร้อยๆ ทำไมตั้งข้อหาแค่สามคน

ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า คนงานที่จะเรียกร้องสิทธิของตัวเองต้องเกาะกลุ่มกัน แต่นายจ้างอาจจะไม่ให้ตามข้อเรียกร้อง การชุมนุมจึงถือเป็นอาวุธหนึ่งของคนงานในการสร้างอำนาจต่อรอง โดยเมื่อ 30 ปีก่อน การชุมนุมจะอยู่ในบริเวณสถานประกอบการ พอชุมนุมก็ปิดโรงงานไม่ให้นายจ้างเข้าไปได้ ส่วนคนงานก็มีน้ำ-ไฟใช้ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทำให้คนงานมีพลังและมีอำนาจต่อรองมาก ต่อมาในช่วงประมาณปี 2520 เมื่อมีการชุมนุมมากๆ เข้า นายจ้างก็ตอบโต้ด้วยการใช้กฎหมาย ใช้พนักงานรักษาความปลอดภัย รวมถึงตำรวจ มาไล่คนงานออกจากโรงงาน ทำให้คนงานกำลังต่อสู้ถดถอย เพราะการชุมนุมอยู่ตามท้องถนนหรือหน้าบริษัท มีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเต๊นท์
ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวต่อว่า ในช่วงหลัง ขบวนการแรงงานเปลี่ยนรูปแบบโดยออกไปหาผู้บริหารประเทศ หรือไปตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น กระทรวงแรงงาน ทำเนียบ รัฐสภา ลานพระบรมรูปทรงม้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ให้สังคมเห็น ให้สื่อมาทำข่าว เพื่อสะท้อนปัญหาออกไป ทั้งนี้ ยืนยันว่า การชุมนุมของคนงานนั้นไม่ได้ต้องการสร้างความเดือดร้อน แต่เพราะไม่ได้รับการเหลียวแล จึงต้องมาเรียกร้องกับผู้มีอำนาจ แต่เมื่อไปเป็นจำนวนมาก รถก็อาจจะติด ทำให้เดินทางไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไม่เคยทำลายทรัพย์สินราชการ
ชาลี กล่าวต่อว่า ถ้าชุมนุมแล้วรถติด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ควรเข้ามาดูแล ไม่ใช่ใช้เครื่องมือ LRAD อย่างไรก็ตาม มองว่า กรณีที่มีการใช้กับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ นั้นเป็นการทดลองเครื่องมือใหม่ ไม่ใช่เพื่อป้องปราม ทั้งนี้ การปราบปรามผู้ชุมนุมต้องมีขั้นตอน มีการเตือนก่อน ไม่ใช่ใช้ทันที อย่างกรณีไทรอัมพ์ ชุมนุมอยู่เพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นก็ใช้เครื่องดังกล่าวเลย ในวันดังกล่าว ตนเองก็ร่วมชุมนุมอยู่ด้วย ยืนยันว่าไม่ได้ทำทรัพย์สินราชการเสียหาย หรือทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะมีการเปิดเส้นทางให้สัญจรได้
ทั้งนี้ เขากล่าวด้วยว่า ลูกจ้างมาชุมนุมด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเอง ไม่ได้จะทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง หรือทำให้ปกครองกันไม่ได้ การกระทำดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าการชุมนุมดังกล่าวผิดจริง ทำไมไม่จึงแจ้งข้อหาทุกคน ทั้งที่ไปกันหลายร้อยคน ทำไมจึงมีการแจ้งข้อหาแค่สามคน



นิสิต มก.ค้านไม่อยู่ ครม.ไฟเขียว "มหา’ลัยเกษตร" ออกนอกระบบ

ที่มา ประชาไท

 
ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... ขั้นต่อไปส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด ด้านกลุ่มนิสิตเข้ายื่นหนังสือค้าน เรียกร้องให้นำกลับไปสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับนิสิต-ประชาชนก่อน

 
กลุ่มตัว แทนนิสิต ม.เกษตรศษสตร์ เดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล คัดค้านการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ  ออกนอกระบบ
 
วันนี้ (21 ส.ค.55) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิพิฐพนธ์ คำยศ นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... (ม.นอกระบบ) ที่จะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ โดยยื่นหนังสือต่อนายสุชาติ ธาดาดำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนางฐิติมา ฉายแสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ตามที่มีการรายงานข้อมูลว่า กระทรวงศึกษาธิการจะนำ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันนี้
 
ตัวแทนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีผลกระทบต่อนิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปซึ่งกระบวนการในการร่าง นิสิต นักศึกษาและประชาชนไม่มีส่วนร่วม และให้อำนาจผู้บริหารที่มาจากการแต่งตั้งบริหารเงินอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเสนอให้ ครม.มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำร่างกลับไปสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมกับ ประชาคม อย่างแท้จริง อีกทั้ง ยังขอให้รัฐบาลทำหนังสือถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
 
ในวันเดียวกันนี้ เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฯ ระบุการนำร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอเข้าสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะ รัฐมนตรีในวันนี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นั้น เป็นการกระทำที่ไร้หลักธรรมาภิบาล ใช้อำนาจโดยไม่รับฟังเสียงหรือความคิดเห็นของนักศึกษาและประชาชนเลย
 
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้วยังมีนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวนมากที่ยังไม่ทราบ ข้อมูลและยังไม่เห็นด้วยกับการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ จึงทำให้เกิดกระแสคัดค้านจากนักศึกษาและมีข้อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการ ดำเนินการดังกล่าว และเปิดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาคมในมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึงมา โดยตลอด
 
“เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ร่วมกับแนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบอย่างถึง ที่สุด” แถลงการณ์ระบุ
 
ด้านเว็บไซต์ข่าวสดรายงาน ว่า นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงผลประชุม ครม.ระบุ ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.... ให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดของร่าง กฎหมาย หากได้รับความเห็นชอบก็จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนมหาวิทยาลัยอื่น อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่เคยยื่นความประสงค์จะออกนอกระบบนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเสนอเรื่องมา
 
นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า สำหรับมหาวิทยาลัยที่ยื่นความประสงค์ขอออกนอกระบบกับสำนักงานคณะกรรมการการ อุดมศึกษา (สกอ.) แล้ว มีดังนี้ มข. มศก. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) มธ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สวนสุนันทา เบื้องต้นก่อนหน้านี้ สกอ.ส่งจดหมายไปยังแต่ละมหาวิทยาลัยให้ยืนยันความประสงค์ขอออกนอกระบบอีก ครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีมหาวิทยาลัยใดตอบกลับมา เนื่องจากบางแห่งยังมีปัญหาภายในที่ยังไม่ได้ข้อยุติ หากมหาวิทยาลัยใดยืนยันความพร้อมกลับมา สกอ.ก็พร้อมผลักดันต่อไป
 
นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การยื่นขอเปลี่ยนฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ หรือออกนอกระบบดังกล่าว เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยยื่นตั้งแต่ปี 2549 และเป็นการยื่นขอออกนอกระบบต่อจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ สำหรับข้อกังวลว่า หากออกนอกระบบแล้วค่าเล่าเรียนจะเพิ่มสูงขึ้นนั้น มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการได้ หากไม่มีเหตุผลด้านความจำเป็นรองรับ แต่หากจำเป็นต้องขึ้นค่าเล่าเรียน มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อน และขอยืนยันว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่มีนโยบายผลักภาระให้ผู้ปกครอง และนักศึกษาต้องแบกรับเรื่องนี้
 
หนังสือของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุเนื้อหา ดังนี้
 
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
 
 
วันที่ 21 สิงหาคม 2555
 
เรียน      นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 
เรื่อง      ขอให้ยับยั้งการผ่านร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ...
 
เนื่องจากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. ...  หรือที่เรียกว่าร่าง พ.ร.บ.ในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2555  กำหนดให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐไม่เป็นส่วน ราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยการปรับ ปรุง กระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น  
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ในฐานะกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเครือข่ายแนวร่วมนิสิตนักศึกษา คัดค้านม.นอกระบบอันประกอบไปด้วยนิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย  จึงขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เนื่องจาก
 
1.ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลกระทบต่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนโดย ทั่วไป แต่กระบวนการร่าง กลับไม่มีการมีส่วนร่วมจากนิสิตนักศึกษาและประชาชน  เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ออกมาจากฝั่งผู้บริหารเท่านั้น เท่ากับเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จจากฝ่ายผู้บริหารของมหาวิทยาลัย
 
ถึงแม้จะมีการทำประชาพิจารณ์ครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.2550 ก็เป็นเพียงแค่กระบวนการเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ให้ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นเพียงการให้ข้อมูลด้านดีด้านเดียว และมีนิสิตรับรู้ข้อมูลเพียงน้อยนิด ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามหลักวิชาการ 
 
2.เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้อำนาจผู้บริหารรวมทั้งสภามหาวิทยาลัยที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งที่มาจากการมีส่วนร่วมจากประชาสังคมในมหาวิทยาลัย มีอำนาจในการบริหารงาน บริหารเงินอย่างเต็มที่ ขาดระบบการตรวจสอบที่รัดกุม แต่กลุ่มบุคคลเหล่านี้กลับเป็นผู้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวเพื่อให้ประโยชน์แก่กลุ่มตนเอง
 
3.จากเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังมหาวิทยาลัย 14 แห่ง ที่ได้ส่งร่างพ.ร.บ.ออกนอกระบบมาที่ สกอ.ว่ายังยืนยันออกนอกระบบหรือไม่ มีมหาวิทยาลัยที่ยืนยันกลับมาแล้วว่าจะออกนอกระบบระบบ จำนวน 4 มหาวิทยาลัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งที่นิสิตส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่อง ม.นอกระบบ และไม่มีการนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาพิจารณาสอบถาม รับฟังความคิดเห็น ไม่มีการให้ความรู้แก่นิสิตและประชาคม
 
ทางกลุ่มจึงขอเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้
 
1.ให้ ครม. มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำร่างกลับไปสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมกับ ประชาคม นิสิตนักศึกษาและประชาชนอย่างแท้จริง
 
ให้รัฐบาลทำหนังสือ ถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง กับการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ให้เป็นที่รับรู้ต่อนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสังคมภายนอกอย่างทั่วถึง
 
2.ให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ม.นอกระบบ) โดยจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ถอดบทเรียนจากมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปแล้วและยังไม่ออก เพื่อกำหนดเป็นนโยบายทางการศึกษาที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและมีส่วนร่วมจากทุก ภาคส่วนตามหลักการประชาธิปไตย
 
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางรัฐบาลจะรับฟังเสียงของนิสิต และสนใจปัญหาทางการศึกษาที่ถูกหมักหมมมานาน ยิ่งหากมีผ่านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น เป็นการให้อำนาจคนบางกลุ่มเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากโครงสร้างระบบการศึกษา และหวังว่าคณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ฉบับดังกล่าว
 
ด้วยจิตคารวะ
 
แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
 
รายชื่อองค์กรนิสิตนักศึกษา
1.แนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ
2.เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ
3.เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาไม่เอาม.นอกระบบ
4.กลุ่มรั้วแดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
5.กลุ่มแสงดาว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
6.กลุ่มปูกฮัก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
7.กลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา
8.กลุ่มสะพานสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9.กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
10.ซุ้มเหมราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง
11.กลุ่มนกกระจอก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
12.กลุ่มอาสากลาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
13.ชมรมมหาวิทยาลัย-ชาวบ้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
14.กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
15.กลุ่มระบายฝัน มหาวิทยาลัยนเรศวร
15.สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
 
 
 
 
 แถลงการณ์ เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบระบุเนื้อหา ดังนี้
 
 
แถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“คัดค้านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ”
 
จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. ... (ม.นอกระบบ) เสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เพื่อนำไปสู่การผลักดันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบนั้น ในความเป็นจริงแล้วนั้นยังมีนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวนมาก ที่ยังไม่ทราบข้อมูลและยังไม่เห็นด้วยกับการนำมหาวิทยาลัยออกเกษตรศาสตร์ออก นอกระบบ จึงให้เกิดกระแสคัดค้านจากนักศึกษาและมีข้อเรียกร้องให้ยุติกระบวนการการนำ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบและเปิดให้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมจากประชาคมใน มหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึงมาโดยตลอด
 
จากเหตุการณ์ดังกล่าว เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ได้ติดตามสถานการณ์การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมาโดยตลอด จึงเห็นว่า การกระทำของรัฐมตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ได้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบนั้น เป็นการกระทำที่ไร้หลักธรรมาภิบาล ใช้อำนาจโดยไม่รับฟังเสียงหรือความคิดเห็นของนักศึกษาและประชาชนเลย
 
เราในนามเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบ ร่วมกับแนวร่วมนิสิตคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบอย่างถึง ที่สุด
 
ด้วยจิตคารวะ
เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ
21 สิงหาคม 2555

ปิดฉากวาทกรรมซื้อเสียง ผลวิจัยฟันธง ซื้อเสียงจูงใจคนได้เพียง 4.5%

ที่มา ประชาไท

 
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นำเสนอผลการวิจัย “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง”  พบยอมรับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือก 46.79 และแม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก 48.62
สำนักข่าวไทยรายงานเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง  “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง” โดยการวิจัยดังกล่าวได้สุ่มตัวอย่างผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 941 คน  ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 ที่ผ่านมา  พบว่า ในส่วนการเลือกตั้งระดับชาติปัจจุบันการใช้เงินเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตนเองในการเลือกตั้งระดับชาติ มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยลงจากเดิม และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการแพ้หรือชนะการเลือกตั้งอีกต่อไป
ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ยอมรับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น ถึงร้อยละ 46.79 และที่ตอบว่า แม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก มีร้อยละ 48.62 ส่วนผู้ที่ตอบว่าเลือกเพราะได้รับเงินมีเพียง 4.59 ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลการสัมมนากลุ่มย่อยของผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ที่พบว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะเงิน
นอกจากนี้ยังพบว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนที่มีเพิ่มขึ้นและความรู้สึกผิดที่รับเงิน แล้วไม่เลือกหรืออาจเป็นบาปที่เลือกลดลงไป ทำให้ในการตัดสินใจเลือกตั้ง ส.ส.ระดับชาติ ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล  โดยจากผลสำรวจในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 54 แม้ในแบบแบ่งเขต ซึ่งเลือกเฉพาะชอบตัวบุคคลคิดเป็นร้อยละ 46.26 ขณะที่เลือกเพราะชอบนโยบายพรรค ร้อยละ 37.64 และเลือกเพราะอยากได้หัวหน้าพรรค ร้อยละ 16.10  แต่เมื่อรวมผลสำรวจระหว่างการเลือกเพราะชอบนโยบายพรรคและอยากให้หัวหน้า พรรค เป็นนายกฯ เท่ากับว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาประชาชน เลือกพรรคมากกว่า 53.74
การนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ทำให้พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันในทาง นโยบายมากขึ้น ตัวผู้สมัครมีความสำคัญลดลง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากขึ้น ส่งผลให้การใช้เงินซื้อเสียงได้ผลน้อยลง นอกจากนี้ความแตกแยกแบ่งข้างทางการเมืองในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ยังทำให้ประชาชนพิจารณาเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล และทำให้การรับเงินแล้วไม่เลือกมีมากขึ้น
ผลวิจัยยังระบุว่า การให้เงินปัจจุบันไม่ใช่ความสัมพันธ์ในลักษณะการซื้อและการขายเสียงอีกแล้ว เพราะการให้จะไม่มีการตรวจสอบควบคุมให้คนรับเงินต้องเลือกตนเอง แต่เป็นการให้ลักษณะให้เปล่าคล้ายเบี้ยเลี้ยงหรือสินน้ำใจ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับเงินก็ไม่รู้สึกว่าถ้าได้รับแล้วไม่เลือกจะ เป็นบาปหรือเป็นการไม่ซื่อสัตย์ โดยจำนวนเงินที่มีการจ่ายกันก็เพียง 300-500 บาท ไม่มากเหมือนสมัยก่อน ซึ่งผู้สมัครที่ยังใช้เงินก็รู้ว่าได้ผลน้อย แต่ที่ยังต้องจ่ายเพราะกลัวแพ้หรือกลัวว่าอีกฝ่ายให้เงินจึงต้องให้เงินด้วย

ที่มา: สำนักข่าวไทย

เปิดเผยล่าสุด "คำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ." สั่งการทหาร-ตำรวจหลายหน่วย

ที่มา ประชาไท

 

ขณะที่ ผบ.ทบ.บอกคำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ. ไม่ใช่เอกสารลับ ท้าสื่ออยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ ยันการเผยแพร่เอกสารไม่เป็นการกดดันอะไรทั้งสิ้น แต่อยู่ที่เรื่องอะไรควรไม่ควร ขณะที่ดีเอสไอเตรียมเรียกทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมเข้าให้ปาก คำ 22 ส.ค. นี้
ตามที่เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ทีผ่านมา ประชาไท เผยแพร่เอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” เรื่อง “ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่” ลงวันที่ 17 เม.ย. 53 ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งมีทั้งหมด 5 แผ่น โดยในข้อ 2.5 ระบุว่า “ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญที่ ศอฉ. กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จาก ศอฉ. ได้” นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
ต่อมาด้วยการให้สัมภาษณ์เมื่อ 19 ส.ค. 55 ของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพ (ทบ.) ที่ออกมายอมรับเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเอกสารจริง แต่ไม่กังวล และที่ผ่านมาได้อธิบายให้สังคมเข้าใจมาโดยตลอดว่าการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ยึดหลักสากลจากเบาไปหาหนัก (อ่านข่าวทีเกี่ยวข้อง)

ประยุทธ์บอกคำสั่งรักษาด่าน ศอฉ. ไม่ใช่เอกสารลับ
ท้าสื่ออยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ

ล่าสุด วันนี้ (20 ส.ค.) เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเปิดเผยเอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า เอกสาร ดังกล่าว ไม่ใช่เอกสารลับ แต่อยากให้สื่อระมัดระวังในการนำเสนอในสิ่งที่จะทำให้เป็นเรื่อง แต่ถ้าอยากให้เป็นเรื่องก็เอาออกมาเยอะๆ ไม่เป็นไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกมาเผยแพร่เอกสารเป็นการสร้างความกดดันให้ ผบ.ทบ.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มากดดันอะไรตนทั้งสิ้น แต่อยู่ที่อะไรควรไม่ควร ไม่อยากจะพูดแล้ว เบื่อ
โดยการท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันนี้ถือเป็นการออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า เอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” เป็นเอกสารจริง ขณะที่ก่อนหน้านี้ในการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 16 ส.ค. 55 กล่าวแต่เพียงว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ เป็นเพียงปืนติดลำกล้องเพื่อใช้ระวังป้องกัน ซึ่งในตลาดนัดก็มีขายสำหรับใช้ยิงนก ขณะที่เมื่อก่อนหน้านี้เมื่อ 16 พ.ค. 53 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ มีเพียง “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” ทำหน้าที่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ต่ำหรือตามถนนหนทางโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ามีบุคคลผู้ใดถืออาวุธหรือจะ เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจะใช้การยิงคุ้มครอง (อ่านข่าวย้อนหลัง)
ทั้งนี้เมื่อเดือนมีนาคมปี 2554 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายงานบัญชีสรุปรายการเบิกจ่ายกระสุนจากหน่วยคลังแสงสรรพาวุธทหารบก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตั้งแต่ 11 มี.ค. 53 จนถึงเสร็จสิ้นการโดยมีการเบิกกระสุนจากคลังแสงทหารบกกว่า 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด ใช้ไป 117,923 นัด เผยมีการเบิกกระสุนปืนซุ่มยิง 3,000 นัด ส่งคืน 880 นัด ขณะที่เบิกกระสุนซ้อมเพียง 10,000 นัด ส่งคืน 3,380 นัด (อ่านข่าวย้อนหลัง)

เปิดเอกสารใหม่ คำสั่งรักษาด่าน ศอฉ.ฯ
สั่งการไปหลายหน่วยทั้งทหาร-ตำรวจ

ใบปะหน้าของเอกสารที่ กห.0407.45 (สยก.)/130 ลงวันที่ วันที่ 17 เม.ย. 53 “เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ ด่านตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่” เรียน ผอ. ศอฉ. โดย พล.อ. รอง เสธ.ศอฉ. (3) ท้ายเอกสารมีข้อความว่า “อนุมัติตามเสนอในข้อ 4” ลงนามโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะ ผอ.ศอฉ. และยังมีนายทหารยศนายพล 2 นาย (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ร่วมลงนามในหนังสือสั่งการด้วย

ทั้งนี้ นอกจากเอกสาร “สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130” ที่มีการนำเสนอไปนั้น ประชาไทยังนำเสนอใบปะหน้าของ เอกสารดังกล่าว โดยหน้าเอกสารเรียนไปยัง “ผอ. ศอฉ.” ลงนามโดย “พล.อ. รอง เสธ.ศอฉ. (3)” (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ลงนามวันที่ 18 เม.ย. 54 โดยในท้ายเอกสารมีข้อความว่า “อนุมัติตามเสนอในข้อ 4” ลงนามโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในฐานะ ผอ.ศอฉ. โดยลงนามวันที่ 18 เม.ย. 53 นอกจากนี้ยังมีนายทหารอีก 2 นาย ลงนามในเอกสารดังกล่าว คือ พล.อ. (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ระบุตำแหน่งเป็น เสธ.ศอฉ. และ พล.อ. (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อได้) ระบุตำแหน่งเป็น ผช.ผอ.ศอฉ.(3)
เอกสาร  “ส่วนราชการ สยก.ศอฉ.” ที่ “ต่อ กห 0407.45/130” ลงวันที่ 18 เม.ย. 55 ลงนามโดย  พล.ต. ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รอง หน.สยก.ศอฉ. ทำการแทน หน.สยก.ศอฉ.  เสนอต่อ บช.น. ระบุท้ายหนังสือสั่งการว่า "เพื่อกรุณาทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป" โดยท้ายเอกสารระบุการแจกจ่ายไปยังหน่วยงานทหาร-ตำรวจหลายหน่วย

และล่าสุดวันนี้ (20 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวประชาไท เผยแพร่เอกสาร “ส่วนราชการ สยก.ศอฉ.” ที่ “ต่อ กห 0407.45/130” ลงวันที่ 18 เม.ย. 55 เรื่อง “เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธ เพื่อ รปภ.ที่ตั้งหน่วย และสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจ และสายตรวจเคลื่อนที่” ลงนามโดย พล.ต. ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รอง หน.สยก.ศอฉ. ทำการแทน หน.สยก.ศอฉ.  เสนอต่อ บช.น. โดยแนบสิ่งที่ส่งมาด้วยคือ “สำเนาหนังสือ สยก.ศอฉ.ลับ - ด่วนมากที่ กห. 0407.45/130 ลง 17 เม.ย. 53” หรือคำสั่งรักษาด่านฯ ศอฉ. ดังกล่าว โดยระบุท้ายหนังสือสั่งการว่า “เพื่อกรุณาทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”
ไม่เพียงแต่ บช.น. เท่านั้น ในท้ายเอกสารระบุถึง “รายการแจกจ่าย” ว่ามีการแจกจ่ายคำสั่งดังกล่าวไปยังหน่วยงานทางทหารทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจหลายหน่วย ได้แก่ กกล.รส.ทภ.1, ศปก.ตร., บช.น., ศปก.ทอ., ศปก.ทร., พล.ม.2 รอ., นปอ., พล.ร.9, พล.1 รอ., บก.ควบคุม ทภ.2, บก.ควบคุม ทภ.3 และ บก.ควบคุม พล.ป.

เตรียมเรียกทหารที่ปฏิบัติการเข้าให้ปากคำที่ดีเอสไอ 22 ส.ค. นี้
ด้านวอยซ์ทีวี รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดี ดีเอสไอและหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพลตำรวจตรีอนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และหัวหน้าชุดสืบสวนชันสูตรพลิกศพกรณีการเสียชีวิตของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุป สำนวนคดีการเสียชีวิตของแนวร่วม นปช.ทั้ง 98 ศพ โดยมีการเปิดเผยว่าในวันที่ 22 สิงหาคม 2555 คณะทำงานสอบสวนชัณสูตรพลิกศพได้นัดให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าให้ ข้อมูลกับพนักสอบสวนจำนวน 1 นาย แต่ พ.ต.อ.ประเวศน์ไม่ได้เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าให้การนั้นเป็น พลซุ่มยิงหรือไม่ เปิดเผยเพียงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 2553 เท่านั้น
นอกจากนี้ ดีเอสไอจะเชิญผู้ชำนาญการด้านอาวุธ 1 คน เข้าสอบปากคำเพื่อขยายผลเพิ่มเติมบางจุด โดยต้องการให้ผู้ชำนาญการด้านอาวุธให้รายละเอียดถึงประเภทของอาวุธ  ตลอดจนอานุภาพอาวุธแต่ละชนิดที่มีภาพปรากฏผ่านสื่อ   โดยผู้ชำนาญคนดังกล่าวมาจากฝ่ายตำรวจซึ่งไม่กังวลว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ จากฝ่ายทหารเนื่องจากเป็นผู้ชำนาญการที่ได้รับการรับรองจากศาลแล้ว
นอกจากสำนวนการเสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งให้ตำรวจดำเนินการจำนวน 22 ราย แล้ว  ดีเอสไอจะส่งสำนวนการสอบสวนการเสียชีวิตที่อาจเกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้า หน้าที่รัฐเพิ่มอีก 5 รายในจำนวนนี้เป็นกรณีเสียชีวิตที่บริเวณบ่อนไก่ อย่างไรก็ตาม  หลังมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้วพบว่ามีพยานที่เป็นญาติผู้เสียชีวิต ทยอยให้ข้อมูลมากขึ้น

ขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ มีผลทันที

ที่มา thaifreenews




>>> ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบ
การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพิ่มขึ้น 
ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้มีผลในวันที่ 22 ส.ค.นี้ 
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวกระทรวงการคลังได้ให้เหตุผลว่า 
จะทำให้รายได้ในการจัดเก็บภาษีของรัฐเพิ่มขึ้น 
ขณะเดียวกันจะช่วยให้ประชาชนลดการบริโภคสุรา
และบุหรี่ลงจากเดิม  เนื่องจากเมื่อเพิ่มราคาแล้ว
จะทำให้แรงจูงใจในการซื้อลดลง ซึ่งในเรื่องดังกล่าว
ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรวดเร็ว 
จากนั้นจึงเก็บเอกสารรายละเอียดกลับทันที
 และไม่ได้มีการแถลงข่าวออกมาให้รับทราบ
เพราะเกรงว่า ผู้ประกอบการจะกักตุนสินค้าเอาไว้

นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า 
การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุรา ทำให้ราคาปรับขึ้น
จากเดิมที่กรมฯเก็บภาษีสุรากลั่นตามปริมาณต่อลิตรแอลกอฮอล์
โดยสุราขาวจากเดิมที่เก็บ 120 บาทต่อลิตร
เพิ่มเป็น 150 บาทต่อลิตร

สุราผสมจากเดิมที่เก็บ 300 บาทต่อลิตรเป็น 350 บาทต่อลิตร 
ส่วนภาษียาสูบ ที่เป็นซิการ์แรต ที่จัดเก็บตามมูลค่า 85%
แต่ไม่มีการจัดเก็บตามปริมาณ ซึ่งทุกซอง
ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอย่างน้อยซองละ 20 บาท
การขึ้นราคา ส่งผลให้บุหรี่ทั้งไทยและต่างประเทศรวม 8 ยี่ห้อ
ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นซองละ 6-8 บาท.