WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 23, 2012

เบิกความผู้เกี่ยวข้องคลิปสัมภาษณ์ลุงบุญมี เหยื่อสลายชุมนุม พ.ค.53 ก่อนตาย

ที่มา ประชาไท

 
22 ส.ค.55 - เวลาประมาณ 9.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 402 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้อง คดีหมายเลขดำที่ ช. 7/2555  ที่พนักงานอัยการ จากสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4  ขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิต ของนายบุญมี เริ่มสุข อายุ  71 ปี ซึ่งถูกยิงที่ย่านบ่อนไก่ บริเวณท้องด้านซ้ายกระสุนตัดลำไส้เล็กขาดตอน เมื่อวันที่ 14 พ.ค.53 และเสียชีวิตเมื่อ วันที่ 28 ก.ค.53 ขณะถูกยิงเป็นช่วงที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพนักงานอัยการ ได้นำนายพิชา วิจิตรศิลป์ อายุ 64 ปี อาชีพทนายความและประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย เข้าเบิกความในฐานะผู้นำวีดีโอคลิปสัมภาษณ์นายบุญมี ขณะเข้ารับการรักษาที่ รพ.ตำรวจ ก่อนเสียชีวิตส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)
นายพิชา เบิกความต่อศาลว่าหลังสลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.53 แล้วประมาณ 1 เดือนมีผู้นำแผ่นวีดีโอคลิปสัมภาษณ์นายบุญมี ดังกล่าวมาวางไว้หน้าสำนักงานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ตนได้เปิดดูพบว่าเป็นการสัมภาษณ์ผู้ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่งที่นอนรักษาตัวอยู่ ในโรงพยาบาล และทราบภายหลังว่าชายคนดังกล่าวในวีดีโอคลิปเสียชีวิต และทราบว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องการพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการสลาย การชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 จึงได้มอบวีดีโอคลิปดังกล่าวให้
ทั้งนี้ ตามหมายเรียกพยานแล้วจะมีการเบิกพยานอีก 2 ปาก คือ ผู้สัมภาษณ์ในคลิปคือ น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี และผู้ถ่ายวีดีโอคลิป แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการไต่สวนนายวสันต์ สายรัศมี หรือเก่ง อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาพยาบาลฯ ผู้ที่ร่วมสัมภาษณ์ในวีดีโอคลิปดังกล่าวไปก่อนหน้าแล้ว ผู้พิพากษา อัยการและทนายญาติผู้เสียชีวิต จึงตกลงไม่เบิกตัวทั้ง 2 คนมาไต่สวนเพิ่ม
นายณัฐพล ปัญญาสูง ทีมทนายจากมูลนิธิไทยรักไทย ในฐานะทนายญาติผู้เสียชีวิต เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าในนัดหน้าวันพุธ ที่ 29 ส.ค.53 จะมี 4 ปากเบิกความ ซึ่งเป็นทหารที่เกี่ยวข้อง ส่วนในวันพรุ่งนี้(23 ส.ค.)การไต่สวนการตายกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ จะมีการไต่สวนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เช่นเดียวกัน โดยจะมีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วัดปทุมฯ และถ่ายวีดีโอคลิปมาเบิกความจำนวน 3 ปาก



วีดีโอคลิปสัมภาษณ์นายบุญมี ขณะเข้ารับการรักษาที่ รพ.ตำรวจ ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
คลิปจาก กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี


โดยในวีดีโอคลิป น.ส.กาญจน์ชนิษฐา และนายวสันต์ ได้มีสอบถามถึงอาการบาดเจ็บและการรักษาพยาบาลกับนายบุญมี และนายบุญมียังได้กล่าวถึงกระสุนที่ยังฝังอยู่บริเวณสะโพกของตนและเล่า เหตุการณ์ที่ตนถูกยิงด้วยว่ากระสุนยิงมาจากฝั่งทหารและขณะนั้นตนอยู่ไกลฝั่ง ทหาร โดนยิงเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ซึ่งปรกติเวลานั้นบริเวณดังกล่าวจะเป็นตลาดนัดจึงได้ออกมาหาของกินตามปรกติ
นอกจากนี้ น.ส.กาญจน์ชนิษฐา ยังได้มีการโพสต์ข้อความกำกับไว้ใต้วีดีโอคลิปด้วยว่า ลุงบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี ยืนยันว่าถูกทหารยิง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 โดยโดนยิงเข้าบริเวณช่องท้อง ลุงเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่า "ผมคิดว่าที่ทหารเขายิงชาวบ้าน เพราะถูกนักรบโบราณยิงหนังสติ๊กใส่ ผมมองเห็นว่าทหารหลายนายหลบกลัวกระสุนหนังสติ๊ก ทหารจึงใช้ทั้งกระสุนจริง กระสุนยาง แก๊สน้ำตายิงใส่ประชาชน สังเกตว่ากระสุนยางจะยิงทีละนัด หากเป็นเอ็ม 16 จะยิงเป็นชุด"

อ่านเพิ่มเติม
บุญมี เริ่มสุข
"ลุงบุญมี" เหยื่อกระสุนบ่อนไก่เสียชีวิตแล้ว ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่ม 91 ราย
รำลึกบ่อนไก่-พระราม 4 : (3) เสียงผู้สูญเสีย

ศาลถอนประกัน เจ๋ง ดอกจิก-จตุพรรอด แม้พูดรุนแรงยังถือได้ว่าวิจารณ์

ที่มา ประชาไท

 
22 ส.ค.55 ศาลอาญานัดสอบถามนายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. จำเลยที่ 2 ในคดีร่วมกันกับพวก 19 คนก่อการร้าย กรณีที่นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมด้วยนายวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ซึ่งเป็นเลขานุการ รมช.มหาดไทย และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กรณีมีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดเงื่อนไขให้ประกันตัว โดยขึ้นเวทีปราศรัยที่หน้ารัฐสภา กล่าวโจมตีพาดพิง ข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องให้วินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ม.291 ขัด ม.68 ของรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่

ในช่วงเช้าก่อนเข้าเบิกความต่อศาล เจ๋งให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมทั้งพยานบุคลและเอกสารเพิ่มเติมมามอบให้ศาล โดยพยานบุคลนั้น ได้แก่ นายเหวง โตจิราการ,พ.ต.อ.ไกรเลิศ บัวแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น. 1) , นายฐานิต เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายจริน สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ 5 ธันวาเป็นพยานเพิ่มเติม
นายยศวริศ กล่าวว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนยันว่าตนไม่มีเจตนายุยงปลุกปั่น หรือคุกคามตุลาการ และยังได้ขึ้นเวทีห้ามปรามประชาชน ส่วน รมช.มหาดไทยจะยืนยันถึงพฤติกรรมเรื่องการทำงานของตนว่าเป็นอย่างไร ส่วนนายจรินนั้นจะยืนยันว่าตนได้ทำงานเพื่อสถาบัน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีเจตนายุยงปลุกปั่น และมั่นใจในความยุติธรรมของศาลจึงไม่กังวลอะไร เพราะตนมีเจตนาที่ชัดเจน แต่คำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไรก็ยอมรับ

ภายหลังการไต่สวนกว่า 2 ชั่วศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันและให้คุมตัวนายยศวริศ โดยให้เหตุผลว่าเข้าข่ายยั่วยุปลุกปั่น ขณะที่แกนนำนปช.ที่เหลือ 18 คน ปล่อยตัวชั่วคราว

โดยศาลอาญาได้อ่านเหตุผลว่า กรณีนายจตุพรนั้นศาลได้ดูเอกสารประกอบกับของเลขาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยข้อเท็จจริงว่านายจุตุพรนั้นได้ปราศรัยแล้วคำกล่าวปราศรัยเป็นคำเสียดสี ประชดประชัน ไม่พอใจ และปราศรัยด้วยถ้อยคำไม่สุภาพหยาบคาย แต่ไม่มีคำใดที่กระทบต่อการดูหมิ่น เหยียดหยาม การกระทำของนายจตุพรยังฟังได้ว่าเป็นคำวิจารณ์ที่รุนแรงไปบ้าง แต่ยังไม่ถือว่าทำการใดกระทบต่อความเดือดร้อนที่จะกระทบต่อการปล่อยตัวชั่ว คราว จึงยังไม่เห็นเหตุผลอันสมควรให้ยกคำร้องของเลขาฯ ศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนกรณีของนายวริศนั้น ศาลฟังข้อเท็จจริงได้ว่านายวริศขึ้นปราศรัยหน้ารัฐสภาซึ่งจำเลยไม่ได้ปฏิเสธ และเห็นว่าพูดด้วยความสนุกสนานและชวนให้ขบขัน โดยเจตนาของนายวริศมีการชี้นำให้ผู้ฟังรู้สึกดูหมิ่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนจะมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลของตุลาการรัฐธรรมนูญและครอบครัวมาเปิดเผยใน เวลาไล่เลี่ยกัน และยังมีตอนหนึ่งว่า “ให้แวะเวียนไปเยี่ยม เอาดอกไม้ไปเยี่ยม โทรศัพท์ไปคุยและให้ไปจัดการ” อันเป็นการพูดที่อาจทำให้ผู้ฟังที่กำลังอยู่ในอารมณ์ที่เกลียดชังตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ เข้าใจได้ว่านายวริศประสงค์จะให้มีการก่อความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือกระทำการอันตรายต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและครอบ ครัว และถือได้ว่าเป็นการคุกคามกดดันแก่บุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง อีกทั้งเป็นการกดดันการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งการนำข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นมาเปิดเผยโดยไม่มีเหตุจำเลยก็ไม่ใช่ วิสัยปกติของบุคคลทั่วไป แม้ภายหลังจะขอโทษก็ไม่อาจทำให้พ้นความผิด ทำให้ผิดเขื่อนไขการประกัน ส่วนที่อ้างว่าระลึกได้ในภายหลังจึงขอโทษ แต่นายวริศไร้ความช่างใจ จึงไม่แน่ว่าถ้าปล่อยตัวชั่วคราวอีกต่อไปแล้วจะทำเหตุการณ์ใดอีก และถ้อยคำดังกล่าวยังไปละเมิดผู้อื่นด้วย ทั้งยังเป็นการยั่วยุ จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดเขื่อนไขตามที่กำหนดไว้ จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว

เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายยศวริศไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ  โดยรถตู้ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งนำขบวนด้วยรถเก๋งและรถมอเตอร์ไซค์ของกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีรถกระบะซึ่งบรรทุกเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธเพื่อรักษาความปลอดภัย และปิดท้ายขบวนด้วยรถตำรวจกองปราบอีกเช่นกัน

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายยศวริศเปิดเผยว่าพร้อมยื่นขอประกันตัวใหม่ในทันที โดยใช้เงินสดสองล้านบาทเป็นหลักประกัน  ส่วนแกนนำ น.ป.ช. 5 คนที่เป็น ส.ส.  ยังคงใช้แนวทางเดิม ยันไม่กระทำการละเมิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากแกนนำ นปช.ได้หารือกัน นายวิญญัติระบุว่า  ไม่สามารถยื่นประกันตัวได้ทันวันนี้  โดยต้องรอคำสั่ง รวมทั้งหาลักฐานใหม่เพื่อยื่นประกันตัว และจะหาคนในรัฐบาล รัฐมนตรี  และ หัวหน้าพรรคมารับรองพฤติกรรม
เรียบเรียงจาก เว็บไซต์ไทยรัฐ เว็บไซต์เดลินิวส์ เว็บไซต์คมชัดลึก

กสทช. ผ่านหลักเกณฑ์ประมูล 3G แล้วตามคาด มี 45 เมกฯ อั้นไม่เกิน 15

ที่มา ประชาไท

 

(กสทช.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ 11 คน เห็นชอบ 8 คน ไม่เห็นชอบ 2 ถอนตัว 1
22 สิงหาคม 2555 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์  โดยพ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกสทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช.ว่า ผลการลงมติโดยบอร์ด 11 คน เห็นชอบ 8 คน  ไม่เห็นชอบ 2 คนได้แก่ 1.นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา 2.นางสาว สุภิญญา กลางณรงค์ ขณะที่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ถอนตัวจากการพิจารณา โดยให้เหตุผลว่า มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นผู้ถูกฟ้องในฐานะคณะกรรมการกิจการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทค. เมื่อปี 2553
ทั้งนี้ร่างประกาศฯ ดังกล่าว กำหนดให้แบ่งการประมูลเป็นช่วง (สล็อต) 9  ช่วง ช่วงละ 5 เมกะเฮิรตซ์ และมีราคาเริ่มต้นการประมูลช่วงละ 4,500 ล้านบาท และกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลได้สิทธิในการถือครองคลื่นความถี่ (สเปคตรัม แคป) ไม่เกิน 15 เมกะเฮิตรซ์ ได้รับใบอนญาตไม่เกินรายละ 3 ใบ รวมไม่เกิน 15 เมกะเฮิรตซ์ และกรอบเวลากรชำระเงินค่าใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3 จี จ่ายงวดแรกได้ภายใน 90 วัน แบ่งเป็นงวดแรก 50%  ของราคาไลเซ่นส์ และการชำระค่าไลเซ่นส์อีก 2 งวดๆ ละ 25% ให้จ่ายในปีที่ 2 และ 3 ตามลำดับ
ต่อจากนี้จะนำร่างฯที่ผ่านมติประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าอย่างช้าที่สุดในสัปดาห์หน้า และคาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้จะสามารถเปิดประมูลได้ ส่วนสถานที่ที่จะประมูล อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ความเหมาะสมโดยสำนักงาน กสทช.
ด้านนางสาวสุภิญญา ได้ทวิตผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @supinya รายงานผลการประชุม พร้อมระบุว่า ได้ทำหน้าที่อภิปรายเหตุผลในการขอให้บอร์ด กสทช.ปรับปรุงสูตรการประมูล 3G แล้ว แต่แพ้โหวต
“ข่าวดี ท่านจะได้ใช้คลื่น 2.1 ในปีหน้า ข่าวร้าย การแข่งขันที่แท้จริง เกิดได้ยากจริงๆ ในประเทศไทย แม้จะมีองค์กรกำกับดูแลแล้ว”
แล้วทวิตต่ออีกว่า “ถ้ามีเพียง 3 รายเดิมเข้าประมูลจริง แล้วประมูลชนะไปด้วยราคาตั้งต้น (4,500 ล้านบาท) ทั้ง 3 ราย ผู้บริโภคต้องช่วยกดดัน กสทช.ให้คุ้มครองสิทธิผู้ใช้ให้มากขึ้นกว่านี้”
“บอร์ด กสทช. 11 คนมีหน้าที่ในการออกแบบการประมูลให้ดีที่สุดได้ ถ้าวันนี้บอร์ดเสียงข้างมากคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว ก็จบ รอไปรับผลกันในอนาคต” และ ”มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งใจออกแบบการประมูลให้ดูเหมือนกันจัดฮั้ว เปิดช่องให้มีคนฟ้องอีกหรือไม่ ไม่อยากคิดแล้ว วันนี้ทำหน้าที่แล้ว จบ” ทวิต @supinya ระบุ

'สนธิ ลิ้มทองกุล' เบิกความคดี 112 ยันทำด้วยคนละเจตนากับ 'ดา ตอร์ปิโด'

ที่มา ประชาไท

 

21 ส.ค.55 ที่ศาลอาญา รัชดา นายสนธิ ลิ้มทองกุล จำเลยในคดีความผิดตามมาตรา 112  คดีหมายเลขดำที่ อ.2066/2553 โดยนายสนธิได้ขึ้นเบิกความเป็นพยานตนเอง  สวนการสืบพยานในวันที่ 22 ส.ค.ทนายจำเลยได้ขอเลื่อน แต่ศาลไม่อนุญาตจึงขอยกเลิกเนื่องจากเป็นนัดฟังเรื่องถอนประกันแกนนำเสื้อ แดง มีมวลชนมาเป็นจำนวนมากเกรงว่าจะมีเหตุปะทะกัน ส่วนการสืบพยานจำเลยนัดหน้าจะมีขึ้นในวันที่ 28-29 ส.ค.นี้ โดยมีพยานได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายปานเทพ พัวพงศ์พันธุ์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
นายสนธิ เบิกความว่า ได้นำคำพูดของดารณีมากล่าวบนเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 20 ก.ค.51 โดยหยิบยกคำปราศรัยของดารณีที่มีการพาดพิงสถาบันในวันที่ 18-19 ก.ค.51 มาบอกกล่าวกับประชาชน นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยของดารณีที่เข้าข่ายเดียวกันในช่วงเดือนมกราคมและ เดือนมิถุนายนปีเดียวกันด้วย แต่ตำรวจกลับส่งฟ้องเฉพาะกรณีเดือนมกราคมและมิถุนายน โดยศาลพิพากษาจำคุกดารณีไปแล้ว แต่ตำรวจไม่ได้ส่งฟ้องกรณีเดือนกรกฎาคม เพราะหากศาลพิพากษาว่าดารณีมีความผิดจริง แม้การกล่าวของดารณีไม่ได้ระบุชื่อ ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อคดีของตน ตำรวจที่รับผิดชอบจึงไม่ดำเนินการ
นายสนธิ อธิบายว่า ไม่ได้จะกล่าวหาว่าตำรวจกลั่นแกล้ง แต่สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น เนื่องจากตำรวจที่ดำเนินการทั้งเจ้าของสำนวนคดีนี้ และพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับบัญชาขณะนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความขัดแย้งกับตัวเขาเองโดยตรง เนื่องจากเป็นผู้ดำเนินคดีข้อหากบฏกับแกนนำพันธมิตรทั้ง 9 คน และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องระบุว่าการตั้งข้อหาไม่ถูกต้อง แกนนำพันธมิตรฯ จึงฟ้องกลับกับ ป.ป.ช. นอกจากนี้คนที่เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้ก็ยังเป็นคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบอีกด้วย
อัยการถามว่าข้อความที่ดารณีปราศรัยนั้นไม่มีการระบุชื่อ แต่ข้อความที่จำเลยนำมาพูดนั้นมีความแตกต่างกันใช่หรือไม่ นายสนธิตอบว่า หากดูตามตัวอักษรก็ใช่ แต่ดารณีหมายความตามที่ตนได้ปราศรัย
ส่วนเหตุที่ไม่ได้นำซีดีหลักฐานไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ทันทีแต่กลับนำ ไปปราศรัยบนเวทีซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมด้วยนั้น นายสนธิให้เหตุผลว่า เป็นเพราะไม่เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ จึงต้องการกดดัน กระทั่งวันรุ่งขึ้นกองทัพบกได้ส่งตัวแทนไปแจ้งความดำเนินคดีเอง ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จึงดำเนินการเพียงส่งแผ่นซีดีเป็นหลักฐานประกอบ
สนธิยังย้ำด้วยว่าเจตนาของเขากับของดารณีนั้นแตกต่างกัน สังคมเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าฝั่งเสื้อแดงนั้นต้องการล้มล้างสถาบัน ส่วนเขานั้นต้องการปกป้องสถาบัน ดังที่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับความจงรักภักดีมากมาย ไม่ว่าการจัดเวทีที่หอประชุมใหญ่พูดเรื่องการถวายคืนพระราชอำนาจ การจัดพิมพ์หนังสือพระราชอำนาจ และยังเคยกล่าวอาศิรวาท หนังสือพระราชอำนาจ พระองค์รับสั่งมาว่าพระองค์ทรงชอบมาก นอกจากนี้ยังมีการลงนามถวายพระพรที่ ร.พ.ศิริราช มีการตั้งคัตเอาท์ขนาดใหญ่ในที่ชุมนุมในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รวมไปถึงการเสด็จไปเป็นประธานงานพระราชทานเพลิงศพของน้องโบว์ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่เสียชีวิตจากการสายการชุมนุม 7 ต.ค.51 และพระองค์ยังรับสั่งกับพ่อของน้องโบว์ว่า น้องโบว์เป็นเด็กดี รักชาติบ้านเมือง รักสถาบัน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ได้ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีทุกคนลงชื่อ และเลขบัตรประจำตัวประชาชนด้วย เนื่องจากเป็นระเบียบใหม่ของศาลอาญา โดยที่หน้าประตูห้องพิจารณาคดีเกือบทุกคนมีป้ายประกาศเขียนขอความร่วมมือดัง กล่าวไว้ ลงชื่อโดยเลขานุการศาลอาญา และให้เริ่มต้ังแต่ 1 ส.ค.55 เป็นต้นไป

คนร้ายบุกโชว์รูมฮอนด้าปัตตานีเผาวอด 15 คัน

ที่มา ประชาไท

 
จี้บังคับยามก่อนราดน้ำมันเผาทั้งรถใหม่รถเก่าวอด 15 คันรวด เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นกลุ่มก่อเหตุรุนแรง ยามเผยนาทีระทึก คนร้ายใช้เวลาก่อเหตุไม่เกิน 12 นาที

เช้าวันที่ 22 สิงหาคม 2555 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเผารถยนต์ป้ายแดงภายใน ศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า บริษัท ปัตตานี ฮอนด้าคาร์ส์ จากัด เลขที่ 295 หมู่ที่ 7 ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำให้รถยนต์ภายในศูนย์ทั้งรถใหม่ และรถเก่า ได้รับความเสียหาย 15 คัน เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เวลาประมาณ 04.00 น.
ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานว่า คนร้ายมีประมาณ 10 – 12 คน มีทั้งอาวุธปืนสงคราม และอาวุธปืนพก ปีนกาแพงด้านหลังศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า เข้ามาภายในศูนย์ แล้วบังคับให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หมอบลงกับพื้น แล้วเข้าไปทุบกระจกรถยนต์ และราดน้ำมันวางเพลิง ทาให้รถได้รับความเสียหาย 15 คัน หลังก่อเหตุคนร้ายได้หลบหนีไปทางด้านหลังของศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางเพลิงเสาสัญญาณโทรศัพท์ เอไอเอส ได้รับความเสียหาย 1 ต้น บริเวณบ้านคลองวัว หมู่ที่ 5 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ทั้งสองเหตุการณ์เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
นายรอนิง มะเซ็ง ยามประจำศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า บริษัท ปัตตานี ฮอนด้าคาร์ส์ จากัด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ เปิดเผยว่า ตนทำงานมาที่นี่ 15 ปีแล้ว ขณะเกิดเหตุตนเห็นคนร้ายประมาณ 10 คน พร้อมอาวุธปืนยาวสวมหมวกไหมพรมปิดหน้า ปีนกำแพงเข้ามาหมายจะเผารถยนต์ใหม่และรถทดลองขับที่จดอยู่ในโรงรถเก็บรถด้าน หลังศูนย์บริการ เนื่องจากมีแสงสว่างจากไฟด้านหลังอาคาร
นายรอนิง เปิดเผยต่อไปว่า ขณะนั้นมียามรักษาความปลอดภัยอยู่ 3 คน จากทั้งหมด 7 คน โดย 2 คนแรกเฝ้าอยู่ที่ป้อมด้านหน้าเป็นคนพุทธ ส่วนอีกหนึ่งคนคือตนเอง ขณะนั้นนั่งเฝ้ายามอยู่ข้างหลังศูนย์บริเวณที่เป็นห้องละหมาดซึ่งอยู่ใกล้ โรงเก็บรถที่ถูกเผา
“ผมเห็นคนร้ายทุบกระจกรถทีละคันจนกระทั่งใกล้มาถึงคันที่ผมนั่งเฝ้า ยามอยู่ ผมจึงหลบเข้าอยู่หลังห้องละหมาดโดยที่คนร้ายไม่เห็นผม แล้วราดน้ำมันจุดไฟเผา หลังจากนั้น มีคนร้าย 4 – 5 คน เดินไปที่ป้อมยามข้างหน้าแล้วใช้ปืนจี้ยาม 2 คน พร้อมสั่งเป็นภาษามลายูว่า บอเกาะ แปลว่า หมอบ พร้อมกับยึดโทรศัพท์ที่ยามคนหนึ่งถืออยู่ขว้างทิ้งไปหลังกำแพง ปฏิบัติการทั้งหมดคนร้ายใช้เวลาก่อเหตุไม่เกิน 12 นาที จากนั้นผมได้ยินเสียงระเบิดและเสียงกระจกแตก ก่อนจะล่าถอยออกไป” นายรอนิง กล่าว

สุจิตต์ วงษ์เทศ "วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน?"

ที่มา ประชาไท

 
บรรยายสาธารณะ วิพากษ์วัฒนธรรม จากร่วมรากสู่ร่วมสมัย หัวข้อ "วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน?" โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2555 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)



ดีเอสไอเบิกความคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่มีการตรวจลายนิ้วมือแฝงของกลาง

ที่มา ประชาไท

 

21 ส.ค. 55 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ห้องพิจารณาคดี 405 มีการสืบพยานในคดีเลขดำที่ 2478/2553 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4  เป็นโจทก์ฟ้อง นาย สายชล แพบัว จำเลยที่ 1 อายุ 28 ปีอาชีพรับจ้าง และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยที่ 2 อายุ 26 ปี อาชีพรับจ้าง ในความผิดะร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นซึ่งเป็นโรงเรือนที่เก็บสินค้าจน เป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ สมสุข ซึ่งอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ถึงแก่ความตายและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุเกิดที่ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บ่ายวันที่ 19 พ.ค.53 ช่วงที่มีการสลายการชุมนุของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยในวันนี้(21 ส.ค.) มีการสืบพยานโจทก์คือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว
ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เบิกความว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนมายัง DSI เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.53 ซึ่งขณะนั้น สน.ปทุมวัน ซึ่งเป็น สน.ในท้องที่เกิดเหตุได้ฝากขังจำเลยไว้แล้ว ในชั้นพนักงานสอบสวนจำเลยทั้ง 2 ได้ให้การปฏิเสธ และจากนั้นดีเอสไอได้มีการสอบสวนผู้เสียหายทั้งจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างเซนและร้านค้าที่เป็นผู้เช่าพื้นที่ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ประมาณ 300 คน ส่วนผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุคือนายกิติพงษ์ สมสุข ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ พบสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องมาจากการขาดอากาศหายใจ  นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุยังพบถังแก๊สและขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมัน เชื้อเพลิง และทางเจ้าหน้าที่ของ เซ็นทรัลเวิลด์  ได้มอบซีดี 3 แผ่นที่เป็นภาพถ่ายมาให้เป็นหลักฐานด้วย
อัยการได้สอบถามว่าทำไมดีเอสไอถึงไม่ทำคดีนี้แต่แรก ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ตอบว่า โดยหลักการรับคดี เมื่อเหตุเกิด พนักงานสอบสวนในท้องที่จะรับเรื่องและหากพิจารณาแล้วว่าคดีดังกล่าวเป็นคดี พิเศษก็จะส่งสำนวนมาให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ส่วนคดีนี้เป็นคดีพิเศษตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษในการประชุมที่ 3/2553 ลงวันที่ 16 เม.ย. 53 และตามคำสั่งนายกฯ ขณะนั้นได้ให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ร่วมเป็นทีมสอบสวนคดีพิเศษด้วย
จากการสอบสวนจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวันได้มีการจับตัวมาดำเนินคดี โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชี้ตัวยืนยันว่าเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ให้การปฏิเสธ แต่ไม่ได้อ้างพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน จึงทำให้มีความเห็นส่งฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ถูกจับกุมในคดีปล้นทรัพย์ ในวันและที่เกิดเหตุเดียวกัน โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้ชี้รูปถ่าย พนักงานสอบสนของ สน.ปทุมวัน จึงแจ้งข้อหาดำเนินคดี ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้อ้างพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาเช่นกัน ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นส่งฟ้อง
พนักงานดีเอสไอเบิกความต่อว่า รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ให้การว่าจำเลยทั้ง 2 ได้บุกเข้ามาในห้างร่วมกับพวกในกลุ่มหลายๆ คนทุบกระจกและร่วมกันวางเพลิง นอกจากจำเลยทั้ง 2 แล้วยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคนและได้ออกหมายจับ 9 คน รวมจำเลยทั้ง 2 คนนี้ด้วย แต่สามารถจับดำเนินคดีได้ 4 คน ซึ่งเป็นเยาวชน 2 คน และที่เหลืออีก 5 คน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจับกุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัยการได้นำภาพถ่ายกลุ่มบุคคลที่เจ้าพนักงานอ้างว่าเป็นจำเลยทั้ง 2 รวมถึงอีก 5 คนที่ออกหมายจับไปแล้วแต่ยังจับไม่ได้ และยังมีบุคคลอื่นๆ รวมอยู่ด้วย โดยได้สอบถามถึงการดำเนินคดีกับคนอื่นๆในรูป ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ชี้แจงว่า เนื่องจากคนอื่นๆในภาพไม่สามารถระบุตำหนิรูปพรรณได้ชัดเจนว่าเป็นใคร ดังนั้นแม้ส่งไปขอหมายจับต่อศาลก็มีความเป็นไปได้สูงที่ศาลจะไม่อนุมัติ จึงไม่ได้มีการขอหมายจับ
นายบพิตร ชำนาญเอื้อ ทนายจำเลยที่ 1 ได้ซักค้านพยานโจทย์ต่อถึงเรื่องหลักเกณฑ์การรับคดีของดีเอสไอ ซึ่งพยานอ้างว่าคดีนี้รับเป็นคดีพิเศษเป็นผลสืบเนื่องจากมติการประชุมของคณะ กรรมการคดีพิเศษ  ครั้งที่ 3/2553 แต่มติดังกล่าวเกิดขึ้นวันที่ 16 เม.ย.53 ให้รับคดีอันเกิดจากการชุมนุมโดยมิชอบในช่วงปลายปี 2552 ขณะที่คดีนี้เกิดหลังจากมติแล้วคือ วันที่ 19 พ.ค.53 ทำไมจึงสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่าถ้าดูในเนื้อหาของมติดังกล่าว ระบุให้รับเป็นคดีพิเศษในส่วนของคดีที่เป็นความต่อเนื่องจากการชุมนุมปลายปี 2552 เป็นต้นไป คำว่า “เป็นต้นไป” บ่งชี้ว่าให้มีผลหลังวัน 16 เม.ย.53 ได้

มติจากการประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษ  ครั้งที่ 3/2553 ที่มา เว็บไซต์ดีเอสไอ
 ทนายจำเลยที่ 1 ถามต่อว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของ นปช.มีหลายคดีดีเอสไอ มีหลักการพิจารณาเป็นรายคดีใช่หรือไม่ พยานโจทย์ชี้แจงว่าเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติแล้ว โดยอ้างว่าเป็นคดีที่ต่อเนื่องเกี่ยวพัน ดังนั้นอธิบดีดีเอสไอมีอำนาจวินิจฉัยได้เลยในการส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการ  นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกจับกุมในวันที่ 19 พ.ค.53 แต่มาถูกจับกุมภายหลังที่สนามหลวง ส่วนการชี้ตัวจำเลยในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น ทางดีเอสไอไม่ได้เข้าร่วม และไม่ได้มีการนำตัวพนักงานรักษาความปลอดภัยห้าง เซ็นทรัลเวิลด์  ที่ชี้ตัวจำเลยในชั้นสอบสวนมาชี้ตัวจริงๆ ในชั้นการสอบสวนของ DSI
ทนายจำเลยที่ 1 ได้ถามว่าภาพถ่ายที่ รปภ.ห้าง เซ็นทรัลเวิลด์  ส่งมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบถามว่ามีรูปจำเลยที่ 1 และ 2 ในคดีนี้หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้สอบถาม และไม่สามารถระบุได้ว่าขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมันที่เป็นวัตถุพยาน นั้นเป็นของใคร

ภาพซ้าย : ภาพ1 ที่ รปภ.ห้าง เซ็นทรัลเวิลด์  มอบให้พนักงานสอบสวน และถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าภาพชายชุดดำดัง กล่าวคือจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุ
ภาพขวา : นายสายชล จำเลยที่ 1 ขณะถูกนำตัวมาแถลงข่าวหลังถูกจับกุม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 ภาพจากเว็บไซต์มติชน

ทนายได้นำภาพที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐานจับกุมจำเลยที่ 1 ซึ่งเห็นใบหน้าชายชุดดำขณะเกิดเหตุ เทียบกับภาพจำเลยที่ 1 ขณะถูกนำตัวมาแถลงข่าวหลังถูกจับกุม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 (ดูภาพประกอบด้านบน) มาเปรียบเทียบถามว่าเป็นคนๆ เดียวกันหรือไม่ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่า ภาพไม่ชัด จึงไม่สามารถยืนยันด้วยตาว่าใช่หรือไม่ใช่


ภาพ2 ที่ รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มอบให้พนักงานสอบสวน และถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน
 ทนายจำเลยที่ 1 ได้ให้พยานดูภาพจังหวะที่มีชายถือวัตถุสีเขียว(ถังดับเพลิง)ซึ่งเป็นภาพต่อ เนื่องกับภาพก่อนหน้าว่า เห็นรอยสักหรือที่แขนขวาของชายคนดังกล่าวหรือไม่ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่าไม่เห็น รวมถึงไม่มีรอยสักที่หลังมือบุคคลในรูปด้วย
จากนั้นทนายจำเลยที่ 1 จึงได้นำตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกควบคุมตัวและมาร่วมฟังการพิจารณาคดีนี้มาแสดงแขนขวาให้พยานได้ พิจารณาดูรอยสัก ซึ่งพยานได้เบิกความต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 มีรอยสักที่ไหล่  ท้องแขนด้านหน้า และหลังมือ ส่วนด้านหลังแขนไม่มี
ผู้พิพากษาได้สอบถามจำเลยว่า รอยสักดังกล่าวสักนานหรือยัง จำเลยที่1 ตอบว่า สักตั้งแต่เด็กๆ
ร.ต.อ.ปิยะ เบิกความด้วยว่า ถังแก๊สหุงต้ม 7 ใบที่เป็นวัตถุพยานของกลางรวมถึงวัตถุพยานอื่นๆ ที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นของจำเลยทั้ง 2 และไม่มีการตรวจลายมือแฝงของจำเลยกับวัตถุพยานของกลางดังกล่าว ขณะนี้เก็บไว้ที่ สน.ปทุมวัน
อย่างไรก็ตาม การสืบพยานในส่วนของทนายจำเลยที่ 1 เสร็จในเวลา 15.45 น. แล้ว ในส่วนของทนายจำเลยที่ 2 ได้มีการแจ้งต่อศาลว่าจะใช้เวลานานประกอบกับสุขภาพไม่ดี ศาลจึงได้มีการเลื่อนการพิจารณาไปนัดหน้าต่อในวันที่ 5 พ.ย.55 เวลา 9.30 น.
สำหรับอีก 2 ผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนในคดีที่เกี่ยวข้องกัน ได้มีการพิจารณาคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มาหลายนัดแล้ว ในคดีอาญา คดีหมายเลขดำที่ 1682/2553 ระหว่างพนักงานอัยการ กับนายอัตพล (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 1 นายภาสกร (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 2 ทั้งสองมีอายุ 16 ปีในวันเกิดเหตุ โดยนัดสืบพยานในครั้งถัดไปเป็นวันที่ 17 ก.ย.55
ทั้งนี้นาย สายชล แพบัว จำเลยที่ 1 และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยที่ 2 ปัจจุบันยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่หรือโรงเรียนพลตำรวจบางเขน โดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ตั้งแต่กลางปี 2553

นายกปู ติดอันดับที่30 สตรีผู้ทรงอิทธิพลของโลก

ที่มา thaifreenews





นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทย ติดโผอันดับที่ 30 สตรีผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี 2012 
ขณะที่อันดับ 1 เป็นเจ้าเก่า อังแกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี

นิตยสารฟอร์บส์ จัดอันดับสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ประจำปี 2012 (The World's 100 Most Powerful Women) จำนวน 100 อันดับ มีชื่อของ ..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ติดอันดับที่ 30 ในการจัดอันดับครั้งนี้ด้วย อันดับขยับสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วที่รั้งอันดับ 59 นิตยสารฟอร์บส์กล่าวถึง ..ยิ่งลักษณ์ ว่าปัจจุบัน ..ยิ่งลักษณ์ อายุ 45 ปี สมรสแล้วกับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร มีบุตรชาย 1 คน เธอเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย หลังจากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งในปีที่แล้ว โดยนโยบายสำคัญที่เธอประกาศไว้ช่วงหาเสียงคือ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำและปรับฐานเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี พร้อมกับปฏิญาณจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

ขณะที่ชื่อของสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปีนี้  ได้แก่ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี อันดับ 2 ได้แก่ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ อันดับ 3 ดิลมา รุสเซฟ ประธานาธิบดีบราซิล สตรีคนดังคนอื่นๆ ที่ติดโผในการจัดอันดับปีนี้ อาทิ มิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ รั้งอันดับ 7 คริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่อันดับ 8 โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดัง อันดับ 11 เลดี้ กาก้า ศิลปินสาวชื่อก้องอยู่อันดับ 14 และออง ซาน ซูจี แกนนำฝ่ายค้านพม่า รั้งอันดับที่ 19. - สำนักข่าวไทย
Queen ติดอันดับด้วย ที่อันดับ 26
http://www.forbes.com/power-women/gallery/yingluck-shinawatra#gallerycontent

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/08/55 ดราม่า...กลางกองเลือด

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ใครเห็นภาพ พวกระยำ ทำดราม่า
กวนบาทา สุดขั้ว ชั่วเหลือหลาย
คำออดอ้อน ร้อนรน จนฟูมฟาย
บทไม่แตก แค่ลวดลาย น่าอายนัก....

หาว่าเขา ล้วงลูก ตนถูกแกล้ง
เสียงตะแบง ซ่อนเร้น เห็นประจักษ์
สันหลังหวะ วิปริต ติดชนัก
ถูกฟูมฟัก สันดานเฮี่ย จนเสียคน....

ออกแถลง ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ
เลวเบ็ดเสร็จ ต่ำช้า พาสับสน
สไนเปอร์ ปืนยิงนก พูดวกวน
มันสัปดน เกินเขียนคำ พร่ำบรรยาย....

หมาที่ไหน ที่สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
พวกอุบาทว์ มันมุบมิบ จนชิบหาย
ถูกยิงหัว กลางเมือง เรื่องวุ่นวาย
กี่เจ็บตาย ยังด้านแถ แหลทั้งปี....

พวกกากเดน อมนุษย์ สุดเถื่อนถ่อย
คิดลบรอย เรื่องระยำ ทำบัดสี
แล้วเฉไฉ ให้พิสูจน์ ดูพูดซี
เลวอัปรีย์ เกินพวกนี้ ไม่มีแล้ว....

๓ บลา / ๒๓ ส.ค.๕๕

โพลล์: ใครเหมาะเป็นหัวหน้าพรรคปชป.

ที่มา Thai E-News




ผลการสำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม 2555 โดยมีโหวตจำนวนทั้งสิ้น 2,324 ครั้ง