WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 24, 2012

พงศาวดารอาเซียน ในแบบเรียนประวัติศาสตร์มัธยมไทย ตอนแรก

ที่มา ประชาไท

 

ต้องตอบด้วยวิชาประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตาบอดข้างหนึ่ง
แต่ถ้าเชื่อประวัติศาสตร์ฉบับกระทรวงศึกษาธิการก็ตาบอดสองข้าง
ชาญวิทย์ เกษตรศิริiii
กล่าวไว้ในเดือนพฤษภาคม 2555
ในเวลาเพียงปีเศษ หากนับจากชาตินิยมในปราสาทเขาพระวิหาร-มรดกโลก มาถึง ชาตินิยมในเหรียญทองโอลิมปิกของไทย ความคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ยืดอกอย่างงามสง่าอยู่บนเวทีนานาชาติ ยังไม่นับกับการท้าตีท้าต่อยของมวลชนไทยหัวใจรักชาติที่เข้าไปทำสงครามไซ เบอร์ย่อยๆในเฟซบุ๊คที่ออนไลน์ไปทั่วโลกiv
สิ่งที่ย้อนแย้งก็คือ ภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมที่คุกรุ่นนี้ กลับเกิดขึ้นพร้อมๆกับ กระแสประชาคมอาเซียน 2558 โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาv ที่ตื่นตัวทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการที่มุ่งปรับรูปแบบการเรียน การสอนให้รับกับขบวนรถไฟแห่งความฝันในอีก 3 ปีข้างหน้า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ความพยายามที่จะ “รู้เขา” ผ่านการผลักดันให้เปิดวิชาอาเซียนศึกษาทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ในอีกด้านหนึ่งกลับพบว่าความพยายามที่จะ “รู้เรา” นั้นเรียกได้ว่ามีน้อยกว่าน้อย
กลุ่มนักวิชาการฝ่ายที่ตั้งคำถามกับ “ชาตินิยม” vi มักมองกันว่า ปัญหามีรากอยู่ที่การเรียนการสอนในห้องเรียน ในทางกลับกันอีกฝ่ายที่อยู่ข้าง “ชาตินิยม” เห็นว่าสังคมไทยยัง “ชาตินิยม” ไม่มากพอก็ยังเห็นว่า เพราะการศึกษาในห้องเรียนที่จะปลุกจิตสำนึกด้านนี้ยังน้อยไป และวิชาสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่ามีปัญหาก็คือ วิชาประวัติศาสตร์
บทความนี้จึงมุ่งที่จะทำความเข้าใจการศึกษาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ ทั้งในฐานะหน่วยทางการเมืองและการรวมตัวกันในฐานะองค์กร ผ่านความเปลี่ยนแปลงในแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่กำลังทวีบทบาทสำคัญใน ฐานะของรากฐานอุดมการณ์ที่ถูกกระตุ้นเร้าขึ้นมาอย่างช้าในปี 2544 หรืออาจกล่าวได้ว่าคือ ประวัติศาสตร์ของแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์นั่นเอง
ในเวลาและหน้ากระดาษอันจำกัด ผู้เขียนเลือกแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นตัวแบบในการทำความเข้าใจ ด้วยสาเหตุ 2 ประการนั่นคือ การศึกษาภาคบังคับปัจจุบันนับช่วงการศึกษาอยู่ 9 ปีvii นั่นคือตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นอกจากนั้นช่วงอายุนี้ยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับนักเรียนที่อยู่ใน ภาวะที่เจริญพันธุ์ที่กำลังลอกคราบสู่วัยผู้รุ่นที่กำลังเผชิญความเปลี่ยน แปลงอย่างมากมาย ซึ่งหลังจบการศึกษาภาคบังคับนี้ ก็จะนำไปสู่หนทางชีวิตที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นออกไปทำงาน, เรียนต่อสายวิชาชีพ และเรียนต่อสายสามัญนอกจากนั้นในเชิงสถิติ ปี 2553 นักเรียนระดับมัธยมต้นมีจำนวน 2,636,288 คน เมื่อนับจากนักเรียนในระบบตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงระดับปริญญาเอกทั้ง หมด 13,157,103 คนviii นับเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงชั้นการศึกษาทั้งหมด

1. แผนการศึกษาแห่งชาติ และการปรับปรุงช่วงชั้นเรียน 
ในแวดวงการศึกษาไทย นับว่าให้ความสำคัญกับแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 1 ปี 2503 เป็นสำคัญเนื่องจากมันเป็นการวางนโยบายลักษณะเดียวกันกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แห่งชาติที่เริ่มโดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พร้อมทั้งเหล่าเทคโนแครตที่ร่วมทำงานพัฒนาประเทศอย่างขะมักเขม้นในยุคนั้น การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาตินี้ยังมีขึ้นอีกในปี 2512 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร, ปี 2520 สมัยธานินท์ กรัยวิเชียร, ปี 2535 สมัยอานันท์ ปันยารชุน รวมถึงปี 2542 สมัยทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการในระดับโครงสร้าง นั่นคือ ทำให้เกิด หลักสูตรกระทรวงศึกษา พ.ศ. 2503 หลักสูตรกระทรวงศึกษา พ.ศ.2521 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544
ไม่เพียงเท่านั้นการเกิดขึ้นของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542ที่เกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็พยายามสร้างมาตรฐานการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบขึ้นในสภาพความเปลี่ยน แปลงมหาศาลทั้งในเมืองและชนบท อย่างที่เราทราบกันว่า ทศวรรษ 2540 เต็มไปด้วยหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ หลายเหตุการณ์ทำให้เราเห็นตัวละครจำนวนมากที่เผยโฉมออกมาทั้งในเมืองและชนบท
ที่ควรเข้าใจอีกประเด็นก็คือ พัฒนาการของระบบชั้นการศึกษา ระบบชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาix มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนมามีมาตรฐานแบบเดียวกับปัจจุบันก็คือ ปี 2521 กล่าวคือ ในปี 2503 มีการใช้ระบบ 4-3-3-2 นั่นคือ ประถมต้น 4 ปี-ประถมปลาย 3 ปี-มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี (ม.ศ.1, ม.ศ.2 และม.ศ.3)-มัธยมศึกษาตอนปลาย 2 ปี (ม.ศ.4 และ ม.ศ.5) จนกระทั่งมีการเปลี่ยนไปสู่ระบบชั้นการศึกษาใหม่อันต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบันนั่นคือ 6-3-3 นั่นคือ ประถมศึกษา 6 ปี-มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี-มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี
นอกจากนั้น ขณะที่มีการปฏิรูปการศึกษาในปี 2517 มีการประกาศใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.2518 อีก 3 ปีต่อมาก็มีการประกาศใช้หลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่ปรับปรุงในปี 2521

ตารางที่ 1 แสดงการประกาศหลักสูตรและระบบชั้นการศึกษา

ปี พ.ศ.

หลักสูตรใหม่

ประถมศึกษา

มัธยมศึกษา
2503 (4-3-3-2) ประถมต้น-ปลาย/ม.ศ.ต้น-ปลาย ป.1-ป.4 ป.5-ป.7 ม.ศ.1-ม.ศ.3 ม.ศ.4-ม.ศ.5
2518 มัธยมศึกษาตอนปลาย ป.1-ป.4 ป.5-ป.7 ม.ศ.1-ม.ศ.3 ม.ศ.4-ม.ศ.5
2521 (6-3-3) ประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น ป.1-ป.6 ม.1-ม.3 ม.4-ม.6
2524 มัธยมศึกษาตอนปลาย ป.1-ป.6 ม.1-ม.3 ม.4-ม.6
2533 ประถมศึกษา/มัธยมศึกษา ป.1-ป.6 ม.1-ม.3 ม.4-ม.6
2544 ประถมศึกษา/มัธยมศึกษา ป.1-ป.6 ม.1-ม.3 ม.4-ม.6
2551 ประถมศึกษา/มัธยมศึกษา ป.1-ป.6 ม.1-ม.3 ม.4-ม.6
จากตารางที่ 1 ทำให้เห็นว่า ระบบการศึกษาของไทยในระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษานั้นพึ่งจะมาลงตัวอยู่ ในโครงสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบชั้นการศึกษาและหลักสูตรก็ล่วงมาถึงปี 2533 แล้ว

2. พัฒนาการของหลักสูตรและแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์
นอกจากโครงสร้างช่วงชั้นการศึกษาแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนั่นก็คือ หลักสูตรการเรียนการสอน พัฒนาการบางอย่างในแบบเรียนประวัติศาสตร์ไม่ได้หยุดนิ่งเป็นแบบเรียนที่ “ล้าหลังคลั่งชาติ” ไปเสียทั้งหมด ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจพลวัตของหลักสูตรและแบบเรียนวิชาเกี่ยวกับประวัติ ศาสตร์
ในที่นี้จะมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ ผ่านโครงสร้างหลักสูตรและแบบเรียน ที่มีสันปันน้ำสำคัญก็คือ การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาเดียวในปี 2544 ในช่วงที่ชาตินิยมถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง

2.1 แบบเรียนประวัติศาสตร์ในฐานะหน่วยย่อยของวิชาสังคมศึกษา พ.ศ.2503-2544
1) หลักสูตรกระทรวงศึกษา พ.ศ. 2503
ทราบกันดีว่าทศวรรษ 2500 เป็นช่วงเวลาที่รัฐเร่งการพัฒนาของประเทศเพื่อให้สู่ความเจริญก้าวหน้าทัน สมัยเพื่อเอาชนะทั้งคอมมิวนิสต์และยกระดับความสูงส่งของตนเอง ดังนั้นการพัฒนาจึงยังต้องการพยุงลักษณะความเป็นไทยแบบอนุรักษ์นิยมไว้ด้วยx เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งก็คือ การให้การศึกษานั่นเอง การศึกษาระดับประถมศึกษาเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องการให้ประชาชน อ่านออกเขียนได้ เพื่อที่จะเป็นหน่วยแรงงานที่สำคัญในสังคม
หลักสูตรชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.5-7) ในวิชาวิชาสังคมศึกษามีหัวข้อย่อยในการศึกษาคือ ศีลธรรม หน้าพลเมือง ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยประวัติชนชาติไทย ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ โดยมีเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับเมืองระหว่างไทย พม่า ลาว และกัมพูชาxi นอกจากนั้นยังพบว่าคำว่า “เพื่อนบ้าน” นั้นถูกใช้ในแบบเรียนอย่างช้าในปี 2503xiiแสดง ให้เห็นถึงการตระหนักถึงการที่จะต้องสัมพันธ์กับประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อ กัน ดังนั้นแบบเรียนวิชาภูมิศาสตร์จึงเป็นเครื่องมืออย่างดีที่จะทำให้เรารู้จัก ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น ในความรู้ระดับมัธยมปลายนั่น ใช้แบบเรียนภูมิศาสตร์ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2496 โดยสำนักพิมพ์คุรุสภาxiii
บริบททางการเมืองระหว่างประเทศและชายแดนที่เกิดขึ้นในยุคนี้ก็มีตั้งแต่ การทำรัฐประหารของนายพลเนวินในพม่าในปี 2505 xivขณะที่ลาวฝ่ายซ้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามก็เริ่มเคลื่อนไหวในประเทศซึ่งทำให้รัฐบาลไทยรู้สึกว่าถูกคุกคามxvปัญหา กับชายแดนทางใต้นั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกมานานตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่สามารถจะ กลืนให้เป็นไทยได้สำเร็จ ในขณะที่บริบทแวดล้อมทางใต้ก็กำลังมีการรวม ชาติมาเลเซีย xvi รัฐก็พยายามที่จะแก้ปัญหาภายในด้วยการกลืนชาติด้วยประชาชนไทยพุทธ ดังที่มีนโยบายอพยพประชาชนไทยพุทธไปตั้งรกรากทำมาหากินในภาคใต้ช่วงกลางถึง ปลายทศวรรษ 2500xviiและเรื่องใหญ่โตที่สุดอันเป็นความขัดแย้งขึ้นไปสู่ศาลโลกและเป็นมรดกความขัดแย่งส่งผลมาถึงปัจจุบันก็คือ กรณีปราสาทเขาพระวิหารxviii

2) การปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งแรก
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2518 
การปรับปรุงหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย มีมาก่อนหลักสูตรอื่นนั่นคือ ตั้งแต่ปี 2518 ยังไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดว่าเหตุใดหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจึงได้รับ การแก้ไขก่อน พบจากประวัติของหลายสถาบันพบว่า ปีนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่เกิดชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นทั่ว ประเทศ ช่วงนี้ความตึงเครียดทางการเมืองในภูมิภาคเริ่มเขม็งเกลียวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบ คอมมิวนิสต์ นั่นคือ ลาวในปี 2518 กัมพูชาในปี 2519 ที่สำคัญก็คือ ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเขม่นกันระหว่างประเทศ แต่มันซึมลึกเข้าไปในเนื้อในอุดมการณ์และวิธีคิดของผู้คนในประเทศด้วย ในไทยก็คือระหว่างรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเช้าตรู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519

3) การปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2
ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524
หลักสูตรนี้ เป็นผลต่อเนื่องมาจากการปรับระบบการศึกษาจาก 4-3-3-2 มาเป็น 6-3-3 ในปี 2521 แต่น่าสังเกตว่า แม้หลักสูตรจะประกาศในปี 2521 แต่กว่าจะถูกนำมาใช้อย่างเป็นระบบและครบทุกชั้นปีก็ลุไปถึงปี 2526xixการล่วงเวลาการบังคับใช้ออกไปนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ครอบคลุมถึงการปรับปรุงหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายในปี 2524 ไปด้วย
ตั้งแต่ปี 2521 เป็นต้นมา อำนาจของการกำหนดความรู้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการแต่อย่าง เดียวอีกต่อไป เนื่องจากมันได้เคลื่อนย้ายไปสู่การแต่งตำราโดยสำนักพิมพ์เอกชนที่ได้รับคัด เลือกจากภาครัฐ ซึ่งมีข้อแม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้ตรวจความถูกต้องจึงจะได้รับ อนุญาตให้จัดจำหน่ายเป็นหนังสือเรียน จึงถือได้ว่าช่วงนี้ทำให้เกิดตลาดการแข่งขันของตำราเรียนเอกชนเจ้าใหม่ๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อักษรเจริญทัศน์ คุรุสภา วัฒนาพานิช ขณะที่เจ้าตลาดเดิมคือ ไทยวัฒนาพานิชxx
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตำราเรียนบางฉบับให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ การเกษตรกรรม ทรัพยากร แร่ธาตุต่างๆ อารยธรรม สภาพสังคม เศรษฐกิจ การปกครอง ภาษา ศาสนา นโยบายต่างประเทศ ตลอดจนประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่มีพัฒนาการมาจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม xxi ในระดับมัธยมศึกษา ได้แยกแบบเรียนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทยและเพื่อนบ้านออกเป็น ระบบ โดยจัดเป็น 3 วิชาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น นั่นคือ ประเทศของเรา ในชั้นม.1, เพื่อนบ้านของเรา เป็นวิชาในชั้นม.2 และวิชา โลกของเรา เป็นวิชาในชั้นม.3xxiiที่ น่าสนใจก็คือทัศนคติในแบบเรียน เพื่อนบ้านของเรา ที่เห็นว่าการรู้จักเพื่อนบ้านมีศักดิ์และฐานะเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้ รู้จักประเทศให้ดีขึ้นxxiii ด้วยความที่ไม่ได้มุ่งเน้นประวัติศาสตร์ไปในด้านเดียว การเรียนรู้เพื่อนบ้านผ่านแบบเรียนชุดนี้จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความ เข้าใจเพื่อนบ้านในมุมมองทั่วไปไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์ ประชากร ทรัพยากร เมืองสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองรวมถึงประวัติศาสตร์xxiv แม้แต่การกล่าวถึงพม่าศัตรูตัวฉกาจของไทยที่ถูกสร้างเป็นความทรงจำร่วมของสังคมตลอดมา ก็ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในทางเลวร้ายมากนักxxv
แบบเรียนวิชาประเทศของเรา ส 101 สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์

4) การปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 3
หลักสูตรกระทรวงศึกษา พ.ศ.2521 (ปรับปรุง พ.ศ.2533)
การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเกิดขึ้นขณะที่นโยบายระหว่างประเทศของรัฐบาลต่อ เพื่อนบ้านได้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” xxvi ในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี (2531-2534) ซึ่งเป็นนโยบายที่ผ่อนคลายความตึงเครียดเดิมมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น โดยอาศัยความสัมพันธ์พื้นฐานคือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันในยุคนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมากทั้งในเมือง ชนบท รวมถึงภาคการส่งออกและการออกไปขายแรงงานยังต่างประเทศ
สิ่งที่เห็นได้ชัดในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น นั่นคือ การเพิ่มสัดส่วนของวิชา ประเทศของเรา ให้ปรากฏในทุกปีการศึกษา คล้ายกับว่าต้องการจะให้เป็นแบบเรียนที่สร้างความรู้จักตัวเองพร้อมๆไปกับ ความรู้จักโลกภายนอก ในชั้นม.2 เปลี่ยนจาก เพื่อนบ้านของเรา ไปเป็น ทวีปของเรา (ส 203) คู่กับวิชา ประเทศของเรา 3 (ส 204) ขณะที่ชั้น ม.3 เปลี่ยนแปลงและวิชา โลกของเรา เป็นวิชาในชั้นม.3xxvii (ดูในตารางที่ 2) ขณะที่วิชาเพื่อนบ้านของเราถูกโยกไปเป็นวิชาในหมวดเลือกเสรี ว่ากันว่าในช่วงนี้สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ครองเจ้าตลาดของแบบเรียนระดับ มัธยมศึกษาอยู่xxviii

2.2 แบบเรียนประวัติศาสตร์ในฐานะวิชาประวัติศาสตร์ พ.ศ.2544-ปัจจุบัน
หมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวิชาประวัติศาสตร์ก็คือ ในปี 2544 ได้มีการแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นวิชาเดี่ยวอย่างเป็นระบบ เหตุผลของการแยกวิชานี้ก็คือ เพื่อเสริมสร้างความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติผ่านกระบวนการการเรียนรู้สาระประวัติศาสตร์ วิชานี้กลายเป็นวิชาที่บังคับเรียนอย่างยาวนาน กล่าวคือ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 xxix
หลักสูตรดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ถูกโหมกระพือขึ้นด้วย สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจที่เคยถดถอยอย่างหนักอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งต้นทศวรรษ 2540 วงการต่างๆมีความตื่นตัวที่จะกลับไปสร้างคำอธิบายต่างๆบนฐานเศรษฐกิจที่ ย่อยยับนั้น โดยเฉพาะการกลับไปหาคำอธิบายถึงตัวตน “ความเป็นไทย” และสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีและยังเป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ก็คือ กระแสวัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture) ที่ความเป็นไทยถูกนำมาใช้ได้อย่างเหมาะเจาะในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะวงการภาพยนตร์ไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภาพยนตร์ไทยยุคนี้ทำลายสถิติกันว่าเล่น เช่น ภาพยนตร์เรื่อง นางนาก (2542 ) ทำเงินกว่า 149.6 ล้านบาท บางระจัน (2543) 151 ล้านบาท มาถึงจุดสูงสุดก็คือ สุริโยไท (2544) ที่รายได้ 550 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์จนถึงทุกวันนี้xxx
ภาพยนตร์ปลุกกระแสชาตินิยม ตั้งแต่ นางนาก(2542) บางระจัน(2543) และ สุริโยไท(2544)

1) การปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 4
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544
หลักสูตรดังกล่าวได้จัดโครงสร้างการเรียนรู้ขึ้นใหม่ในนามของ “กลุ่มสาระการเรียนรู้” โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ วิชาประวัติศาสตร์จัดอยู่ใน “กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม”
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม แบ่งเป็นสาระที่1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม, สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม, สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์, สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ว่าสาระที่ 4 และ 5 จะเป็นวิชาที่เคยกระจัดกระจายอยู่ในวิชาประเทศของเรา เพื่อนบ้านของเรา ทวีปของเรา โลกของเรา สาระทั้งสองได้ถูกจัดระบบใหม่ ซึ่งในที่นี้จะเน้นสาระที่ 4 ประวัติศาสตร์เป็นหลัก

มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด เครื่องมือใหม่
สิ่งที่เป็นตัวกำหนดโครงเรื่องมีโครงสร้างคือ ทุกสาระวิชาจะต้องมีมาตรฐานการเรียนรู้ควบคุมอยู่อย่างชัดเจน ในแบบเรียนจะต้องระบุเรื่องนี้ไว้ภายในเล่มด้วย สาระประวัติศาสตร์มี 3 มาตรฐาน นับเป็นรหัสก็คือ ส 4.1, ส 4.2 และ ส 4.3 ซึ่งแต่ละมาตรฐานก็จะมีตัวชี้วัดเพื่อขยายรายละเอียดอีกชั้น และเพื่อตรวจทานกับเนื้อหาในแบบเรียนว่า หน่วยการเรียนรู้ (บทต่างๆในแบบเรียน) นั้นเข้าเป้า ตัวชี้วัดในมาตรฐานนั้นหรือไม่ มาตรฐานดังกล่าวแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น นั่นคือ ช่วงชั้นที่ 1 ป.1-3, ช่วงชั้นที่ 2 ป.4-6, ช่วงชั้นที่ 3 ม.1-3 และช่วงชั้นที่ 4 ม.4-6 อันเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในที่นี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ ช่วงชั้นที่ 3 เป็นหลัก
สาระประวัติศาสตร์ แบ่งหน่วยการเรียนรู้เป็น 3 หน่วยxxxi ได้แก่ มาตรฐาน ส 4.1 เน้นสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวแนวคิดทางประวัติศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับเวลา ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกในแบบเรียนที่มีการวางวิธีคิดเช่นนี้อย่างเป็นระบบใน หลักสูตรxxxii ขณะที่มาตรฐาน ส 4.2 เน้นที่เนื้อหาของพัฒนาการในประวัติศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก และมาตรฐานสุดท้าย ส 4.3 คือการเน้นให้เข้าใจและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งสำหรับผู้เขียนเห็นว่าเป็นส่วนที่มีปัญหา เมื่อนำเอาทั้ง 3 บทมาผสานและเชื่อมโยงกัน เนื่องจากในเชิงวิชาการประวัติศาสตร์แล้ว ไม่เน้นการตัดสินถูกผิดโดยง่าย ดังนั้นตามหลักการแล้วจึงหลีกเลี่ยงอคติจากความชังและความรัก การเน้นความภาคภูมิใจในความเป็นไทยเป็นธงนำแต่ต้นนั้น อาจขัดกันกับรากฐานของวิชานี้ โดยเฉพาะเมื่อมองเลยไปถึง ตัวชี้วัดในระดับช่วงชั้นทั้ง 4 ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงชั้นที่ 4 ม.4-6 กล่าวถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์ อคติดังกล่าวจึงบดบังสมรรถนะในการสร้างความรู้ใหม่ไปในตัว และในแบบเรียนที่จะกล่าวถึงต่อไป ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยนี้เองที่เป็นตัวปัญหาที่ทำให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อนบ้านเบี่ยงเบนไปด้วย

ตัวอย่างแบบเรียน : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ และสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช
แบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ยังพอจะหาต้นฉบับได้ก็คือ สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ ที่มีเครดิตผู้แต่งคือ ณรงค์ พ่วงพิศ, วุฒิชัย มูลศิลป์ และชาคริต ชุ่มวัฒนะ เท่าที่พบก็คือ แบบเรียนชั้นม.2-6 จำนวนพิมพ์อยู่ที่ 13 ครั้งเป็นอย่างต่ำ ได้รับอนุญาตมาตั้งแต่ปี 2547 จุดเด่นของแบบเรียนชุดนี้ก็คือ เป็นแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ใช้ประกอบการเรียนปีละ 1 เล่ม ซึ่งแตกต่างจากแบบเรียนก่อนหน้านี้ที่ส่วนใหญ่จะประกอบการศึกษาเทอมละ 1 เล่มแยกกันอย่างอิสระ เช่น วิชา ส 101 ประเทศของเรา 1, ส 102 ประเทศของเรา 2 ฯลฯ
สำหรับแบบเรียนชั้น ม.1 ที่หายไปนั้น ผู้เขียนได้เพิ่มเติมแบบเรียนของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชxxxiiiเข้า มา ข้อสังเกตก็คือ แบบเรียนนี้มีลักษณะที่รวมเอาทุกสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พ.ศ.2544 ให้อยู่ในเล่มเดียว เป็นฉบับที่ตีพิมพ์ปี 2546 พิมพ์ถึง 50,000 เล่ม มีผู้แต่งร่วมหลายคน แต่นักวิชาการสายประวัติศาสตร์ก็คือ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, สาวิตรี เจริญพงศ์

แบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ หลักสูตรปี 2544 ซ้ายมือสุดคือ ท.ว.พ. อีกสองเล่มคือ อจท.

2) การปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 5
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551
"แต่เสียดายตอนนี้ท่านนายกฯ เขาไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์แล้วนะ ฉันก็ไม่เข้าใจ เพราะตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีประวัติศาสตร์อะไรเท่าไหร่ แต่เราก็ต้องเรียนประวัติศาสตร์ของสวิส แต่เมืองไทยนี่ บรรพบุรุษเลือดทาแผ่นดิน กว่าจะมาถึงที่ให้พวกเราอยู่ นั่งอยู่กันสบาย มีประเทศชาติ เรากลับไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าใครมาจากไหน เป็นความคิดที่แปลกประหลาด
อย่างที่อเมริกาถามไปเขาก็สอนประวัติศาสตร์บ้านเมือง เขา ที่ไหนประเทศไหน เขาก็สอน แต่ประเทศไทยไม่มี ไม่ทราบว่าแผ่นดินนี้ รอดไปอยู่จนบัดนี้เพราะใคร หรือว่ายังไงกัน อันนี้น่าตกใจ ชาวต่างประเทศยังไม่ค่อยทราบว่า นักเรียนไทยไม่มีการสอนประวัติศาสตร์ชาติเลย"xxxiv 
พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
วันที่ 11 สิงหาคม 2551
จากพระราชเสาวนีย์ข้างต้น ได้ทำให้เกิดการตอบสนองจากผู้รับผิดชอบอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กล่าวว่าจะเน้นดำเนินการรื้อฟื้นวิชาประวัติศาสตร์อย่างเร่งด่วน โดยเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อหารือ และจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นำมาสู่การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ตามพระ ราชเสาวนีย์ xxxv ไม่เพียงเท่านั้นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.), อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.), ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาหลักสูตร กศน.xxxviก็ ไม่นิ่งเฉยมีท่าทีกระตือรือล้นอย่างสูงที่จะปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์เป็น อย่างยิ่ง บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นคนระดับสูงที่รับผิดชอบการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถม ศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา การศึกษาระดับอุดมศึกษาบางแห่ง รวมถึงการศึกษานอกระบบ
ย้อนไปก่อนหน้านั้น ในเดือนกรกฎาคม 2551 พบว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มาก่อนแล้วxxxvii ในรายละเอียดพบว่าการบังคับใช้หลักสูตรใหม่นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงโดยทันที แต่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามความพร้อม อย่างเร็วที่สุดก็คือ กำหนดให้บังคับใช้โรงเรียนต้นแบบในปีการศึกษาปี 2552 และอย่างช้าที่สุดก็คือ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไป นั่นหมายถึงการประกาศบังคับใช้กับทุกโรงเรียนและทุกชั้นเรียนโดยทั่วกัน ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่พบการใช้หนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในหลักสูตรปี 2544 เลยมาจนถึงปี 2554 ในหลายโรงเรียน
หลักสูตรปี 2551 ในช่วงแรกๆ จึงยังไม่เข้ารูปเข้ารอยกับการเรียนการสอนจริงตามช่วงเวลาที่เหลื่อมล้ำ บรรยากาศดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมๆกับการฉายไปพลาง ถ่ายทำไปพลางของภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์อย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เริ่มฉายตั้งแต่ปี 2550 ในภาคแรก จนล่าสุดคือ ภาคที่ 4 ปี 2554 และมีกำหนดการฉายภาคที่ 5 ตอน ยุทธหัตถีซึ่งน่าจะเป็นจุดสุดยอดของภาพยนตร์ชาตินิยมปลายปีนี้ และที่พึ่งจบไปก็คือ ละครอิงประวัติศาสตร์ ขุนศึก(2555) ที่เผยแพร่ทางช่อง 3 นอกจากนั้น สงครามชาตินิยมดังกล่าวยังยืนอยู่บนฐานของวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่สุมขอนมา ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด
มาตรฐานการเรียนรู้ 3 ส่วน ของสาระประวัติศาสตร์นั้น หากดูเพียงผิวเผินแทบจะไม่ต่างกัน แต่พบว่าในมาตรฐาน ส 4.1 มีการตัดคำว่า “บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล” ออกไปจากรูปประโยคซึ่งเป็นที่น่ากังขาว่า ผู้จัดทำหลักสูตร ตั้งใจจะออก ด้วยเหตุผลว่าเป็นคำที่ฟุ่มเฟือย หรือมีความหมายตรงตามนั้นกันแน่ว่า ความเป็นเหตุเป็นผลในวิชาประวัติศาสตร์นี้ไม่สำคัญนัก
ดูข้อความเปรียบเทียบกันระหว่างหลักสูตร 2544 และ 2551 ได้ดังนี้
“เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยของประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผล มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ” (รูปประโยคเดิม 2544 เน้นโดยผู้เขียน ส่วนที่เน้นคือ ข้อความที่ถูกตัดออกไป)
“เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ” (รูปประโยคใหม่ 2551)
นอกจากนั้นความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่ชัดเจนมากอีกประการก็คือ ในระดับช่วงชั้นที่ 1, 2 และ 3 ได้แยกมาตรฐานออกมาเป็นตัวชี้วัดระดับชั้นปี จะเหลือเพียงช่วงชั้นที่ 4 ที่ยังคงตัวชี้วัดรวบม.4-6 ดังนั้นตัวชี้วัดจึงมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมอยู่มาก สิ่งที่ตรงกับบทความนี้อย่างมากก็คือ ตัวชี้วัดระดับ ม.1 ที่บรรจุเนื้อหาว่าด้วย “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีเนื้อหาคล้ายกันนี้ปรากฏในวิชาเพื่อนบ้านของเรา หัวข้อนี้ถือว่าเกี่ยวกับเรื่องอาเซียนโดยตรง แต่ที่น่าเสียดายก็คือ ไม่มีเรื่องนี้โดยตรงอีกเลยในชั้นปีอื่นๆ

ตัวอย่างแบบเรียน : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ และสำนักพิมพ์สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ
ในที่นี้ได้ยกตัวอย่างแบบเรียนมา 2 แห่งเพื่อชดเชยข้อมูลที่อาจไม่ครบถ้วนทุกชั้นปี และเพื่อเปรียบเทียบเนื้อหาระหว่างสำนักพิมพ์ จุดเด่นของแบบเรียนชุดนี้ก็คือ เป็นแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ใช้ประกอบการเรียนปีละ 1 เล่ม ตั้งแต่ม.1-3 แต่ช่วงชั้นที่ 4 จะมี 2 เล่มแบ่งเป็นประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์สากล และทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้ใช้สอนได้ตั้งแต่ปี 2553-2557 จำนวน 5 ปีตามข้อกำหนดของกระทรวงศึกษาธิการ
ตัวอย่างแรกคือแบบเรียน สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ (อจท.) ดังทีทราบมาแล้วว่า อจท.เป็นสำนักพิมพ์เจ้าตลาดแบบเรียนมัธยมอยู่ ในเวลาอันจำกัดสามารถพบต้นฉบับคือ แบบเรียนชั้นม.1-2 (ขาดเล่ม ม.3) จำนวนพิมพ์ขั้นต่ำอยู่ที่ 7 ครั้ง เนื้อหาส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์ไทยผู้แต่งคือ ณรงค์ พ่วงพิศ และวุฒิชัย มูลศิลป์ และหากเป็นส่วนประวัติศาสตร์สากล จะมีสัญชัย สุวังบุตร, ชาคริต ชุ่มวัฒนะ, อนันต์ชัย เลาหะพันธุ และวุฒิชัย มูลศิลป์ ซึ่งสัญชัย สุวังบุตรและอนันต์ชัย เลาหะพันธุ เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญโลกตะวันตกอย่างยุโรป ออสเตรเลีย
สำนักพิมพ์สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เมื่อเทียบกับ อจท.แล้ว ถือว่าเป็นน้องใหม่ที่พึ่งเกิดขึ้นในปี 2531 ต้นฉบับที่ค้นพบก็คือ แบบเรียนชั้นม.1-3 เรียบเรียงโดย วงเดือน นาราสัจจ์และชมพูนุท นาครักษ์


แบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ หลักสูตรปี 2551 สามเล่มบนคือ พว. อีกสองเล่มล่าง คือ อจท.

3. พงศาวดารอาเซียนในแบบเรียน 
"คนลาวบ่เคยที่ไปเว้า หรือเฮ็ดอิหยังใส่ไผ คือกับคนไทยจั่งซี้ เป๋นต้นแม่นเรื่อง เขมร เว้าเรื่องใหญ่ๆ หรือว่าเรื่องน้อยๆ เป๋นต้นแม่นก๋ารเว้าด่า เสียดสี ดูถูกคนลาวอยู่ตามวิดีโอ มิวสิคเพลง หนัง ฮูปภาพ เว็บไซต์ต่างๆ สิเป๋นเฟซบุ๊คหรือไฮไฟว์"
คลิปลาวด่าคนไทย ช่วงเดือนมีนาคม 2554xxxviii

"ผมและคณะนำประเทศไทยถอนตัวจากการเป็นสมาชิกมรดกโลกแล้วครับ"
สุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนการเจรจามรดกโลกฝ่ายไทย กรณีปราสาทเขาพระวิหาร
กล่าวผ่าน Twitter เดือนมิถุนายน 2554xxxix

"ขอให้แรงงานพม่ารู้จักการให้เกียรติประเทศไทยและคน ไทย อย่าได้สร้างปัญหาให้กับประเทศไทย ต้องทำงานให้ดีๆ เป็นคนดี ถ้ามีอะไรก็ขอให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในประเทศไทย อยู่เมืองไทยต้องรู้รักษาความสงบภายในบ้านเมืองของคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ขอให้รักประเทศไทยเหมือนกับรักประเทศพม่า"
อองซานซูจี กล่าวขณะที่มาเยือนมหาชัย จ.สมุทรสาคร เดือนพฤษภาคม 2555xl

"สถานการณ์มาถึงขนาดนี้แล้ว ผมคันไม้คันมือ ดูคลิปทหารที่โดนจ่อยิงยิงดูก็ยิงแค้น จับใครก็ไม่ได้ เป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่เริ่มทำเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ประชาชนจะตายอีกเป็นหมื่นคน ...การข่าวของผมทราบมาว่ากองกำลังติดอาวุธไปฝึกจากประเทศอินโดนีเชีย ใช้เวลาฝึก 8 เดือน"
พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) กล่าวถึงการจัดการปัญหาภาคใต้ เดือนสิงหาคม 2555xli

จากข่าวภายใน 2 ปีมานี้ เราพบว่าความตึงเครียดเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายแดน และระหว่างประเทศในหมู่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันอย่างมาก และแทบทั้งหมดมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของปัญหา ความเข้าใจผิดในหน้าข่าวปัจจุบันดำเนินไปพร้อมๆกับ การเรียนการสอนและนโยบายภาครัฐที่เป็นประชาคมอาเซียน 2558 เป็นเส้นชัย ในแบบเรียนระดับมัธยมศึกษานั้น ความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนหนึ่งแฝงอยู่กับวิชา ประวัติศาสตร์ ในนามของวิชานี้เอง ถือว่าได้กุมอำนาจความจริงเกี่ยวกับอดีตและความเปลี่ยนแปลงคลี่คลายอันมี ลักษณะเฉพาะต่างจากศาสตร์อื่น ดังนั้นจึงมีโอกาสอย่างยิ่งที่ชุดความรู้เหล่านี้จะเป็นผู้สถาปนา “ความจริง” แบบที่ไม่ต้องตั้งคำถาม แต่กลับจะสร้างปัญหาขึ้นมาได้อีก ความจริงครึ่งๆกลางๆ ที่อาศัยความรู้ประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมนี้เองที่ผู้เขียนจึงขอเรียกความ จริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ว่า “พงศาวดารอาเซียน”

3.1 สิ่งที่อยู่ภายในแบบเรียน
เราอาจมองเนื้อหาของประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ 2 มิติ คือ มิติแรกคือ เนื้อหาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตัวของมันเอง และมิติที่สองคือ การตีความผ่านประวัติศาสตร์ไทย

มิติแรก : เนื้อหาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตัวของมันเอง
ในประเด็นนี้จะกล่าวถึง แบบเรียนประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ 2 หลักสูตร นั่นคือ ปี 2544 และปี 2551 ซึ่งหากมองจากหลักสูตรแล้ว ในปี 2544 ไม่ปรากฏการระบุถึงประวัติศาสตร์หรือพัฒนาการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในปี 2551 ระบุชัดใน มาตรฐานการเรียนรู้ ส 4.2 ในตัวชี้วัดระดับชั้น ม.1 นั่นคือ
1) อธิบายพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2) ระบุความสำคัญของแหล่งอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่หากเปรียบเทียบในแบบเรียนแล้ว ในแบบเรียนปี 2544 ยังคงให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ ซึ่งปรากฏในหน่วยการเรียนรู้ “ประเทศรอบบ้านของไทย” xlii ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1แต่ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก นั่นคือ มีจำนวน 12 หน้าเพียงเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ 2 สำนักพิมพ์ในหลักสูตรปี 2551 จึงถือว่าเทียบกันไม่ได้เลยกับจำนวน 45 และ 60 หน้า
ข้อสังเกตก็คือ เนื้อหาส่วนนี้อาจนับได้ว่ามีความเป็นเอกเทศ และระแวดระวังอยู่มากในการให้คุณค่าและอคติกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ ที่น่าสนใจก็คือ การใช้แผนที่แสดงอาณาจักรโบราณของสำนักพิมพ์ สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ (พว.) xliiiที่ สร้างจินตนาการรัฐโบราณเข้ากับแผนที่ และใช้ในแผนที่อธิบายลักษณะทางภูมิศาสตร์บ่อยครั้ง เช่น แผนที่แสดงเส้นทางการค้าของประเทศตะวันตก ขณะที่สำนักพิมพ์ อักษรเจริญทัศน์ (อจท.) มีความโดดเด่นอยู่ที่การจัดทำตารางที่ย่อยข้อมูลมหาศาลให้เข้าใจได้ง่าย เช่น ตารางบอกแหล่งอารยธรรมอินเดียที่มีผลต่อพัฒนาการของประเทศต่างๆ, ตารางแสดงการครอบครองดินแดนของประเทศตะวันตก, ตารางบอกข้อมูลประชากร เมืองหลวงและเศรษฐกิจ
แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรในปี 2544 หรือ 2551 ลักษณะร่วมกันของเนื้อหาก็คือ โครงเรื่องที่ทำให้เห็นว่า ภูมิภาคนี้เผชิญหน้ากับการคุกคามของประเทศตะวันตกมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่ยุคอาณานิคมสมัยเริ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส อังกฤษ ในประเทศที่เป็นหมู่เกาะ จนกระทั่งรุ่นหลังอย่างการเข้ามามีบทบาทของฝรั่งเศส ในประเทศภาคพื้นทวีป นัยเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นการตอกย้ำถึง พล็อตเรื่องของประเทศใต้อาณานิคมตะวันตก ที่ทำให้ประเทศต่างๆถูกครอบงำทางการเมือง กลายเป็นแหล่งทรัพยากรและที่ระบายสินค้าของประเทศเจ้าอาณานิคม และสุดท้ายสามารถปลดแอกประกาศอิสรภาพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ขณะที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนั้นต่างออกไป กล่าวคือไม่ได้อยู่ในพล็อตเรื่องเช่นนี้ ลักษณะเฉพาะตัว ก็คือ การเน้นว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดินิยมตะวันตก จะมีก็เพียงการเสียดินแดนให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงการเมืองร่วมสมัยไม่ปรากฏเนื้อหานี้ในหลักสูตรปี 2544 แต่ปรากฏอย่างชัดเจนในหลักสูตร 2551 ที่ทำให้เห็นสงครามที่ต่อเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นคือ สงครามเย็นและเหตุการณ์ร่วมสมัย ไม่เพียงเท่านั้นในหลักสูตรปี 2544 มีการพูดถึงอาเซียนในฐานะองค์กรน้อยมาก ขณะที่ในหลักสูตรใหม่เรื่องอาเซียนเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะของ อจท.ให้ความสำคัญมากที่สุด และมีการกล่าวถึงการประชุมอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ จ.เพชรบุรีที่นำไปสู่การจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี 2558xlivในที่สุด

ตารางที่ 2 แสดงเปรียบเทียบเนื้อหาเฉพาะ ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างหลักสูตรปี 2544 และ 2551

หลักสูตรปี
2544
2551
2551
สำนักพิมพ์
ไทยวัฒนาพานิช
อักษรเจริญทัศน์
สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ
จำนวนหน้า
15 (หน้า 207-221)
46 (หน้า 125-170)
61 (หน้า 30-90)
เนื้อหาโดยตรง
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ประวัติศาสตร์ เรื่องที่ 4 ประเทศรอบบ้านของไทย
1. ชุมชนดั้งเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. การรับอิทธิพลอารยธรรมอินเดีย จีน อิสลาม
3. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญหน้าตะวันตก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 พัฒนาการของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1. ที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อพัฒนาการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. พัฒนาการของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3. ความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 แหล่งอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1. แหล่งอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. แหล่งมรดกโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3. อิทธิพลของอารยธรรมโบราณในดินแดนไทยที่มีผลต่อพัฒนาการของไทยในปัจจุบัน
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 พัฒนาการของรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1. ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3. แหล่งอารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เรื่อง/หน่วยการเรียนรู้ก่อนหน้า
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องที่
1. วิธีการทางประวัติศาสตร์ความเกี่ยวเนื่องของเวลา
2. ความเป็นมาของชนชาติไทย
3. อาณาจักรสุโขทัย
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
เวลาและการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
วิธีการทางประวัติศาสตร์
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
สมัยก่อนสุโขทัยในดินแดนไทย
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
พัฒนาการของอาณาจักรสุโขทัย
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
ประวัติศาสตร์ กาลเวลา และวิธีการทางประวัติศาสตร์
เรื่อง/หน่วยการเรียนรู้ตามหลัง
ไม่มี
ไม่มี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
ความเป็นมาและการตั้งหลักแหล่งในดินแดนประเทศไทย
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
อาณาจักรสุโขทัย
การแบ่งยุค
1. ชุมชนดั้งเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. การรับอิทธิพลอินเดีย จีน และอิสลาม
3. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญตะวันตก
1. พัฒนาการในสมัยโบราณ
2. พัฒนาการสมัยใหม่
(เริ่มพุทธศตวรรษที่ 21 นับการเข้ามาของอาณานิคมตะวันตก ที่มีผลต่อบริเวณหมู่เกาะ)
3. พัฒนาการสมัยปัจจุบัน
(นับหลังจากสงครามโลกครั้งที่2)
1. รัฐและอาณาจักรโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยอาณานิคม
(นับที่พุทธศตวรรษที่ 21 เช่นกัน)
3. รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ภูมิศาสตร์การเมือง
. แบ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น
1) คาบสมุทร
2) หมู่เกาะ
.แสดงแผนที่คาบสมุทร ลายเส้นเห็นประเทศง่ายๆ
.ไม่แบ่งอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เนื้อหาจะให้น้ำหนักกับบริเวณคาบสมุทร
.แสดงแผนที่ระบุตำแหน่งและเขตแดนของประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.แสดงตารางย่อยข้อมูลที่น่าสนใจได้แก่
1) ตารางบอกแหล่งอารยธรรมอินเดียที่มีผลต่อพัฒนาการของประเทศต่างๆ
2) ตารางแสดงการครอบครองดินแดนของประเทศตะวันตก
3) ตารางบอกข้อมูลประชากร เมืองหลวงและเศรษฐกิจ
.แบ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น
1) คาบสมุทร
2) หมู่เกาะ
.แสดงแผนที่ประกอบดังนี้
1) แผนที่ทางภูมิศาสตร์แสดงความสูงชันของพื้นที่ แยกเป็นคาบสมุทรและหมู่เกาะ
2) แผนที่แสดงอาณาจักรโบราณ
(ไม่ปรากฏอาณาจักรล้านนา)
3) แผนที่เส้นทางการค้ายุคทอง
เรื่องอาเซียน ในฐานะองค์กรความร่วมมือ
หน้า (ประมาณ 7 บรรทัด)
5 หน้า
1. ความร่วมมือด้านความมั่นคง
2. ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
3. ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม
4. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
5. ความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติ
มีการเสริม การประชุมอาเซียนครั้งที่ 14 ปี 2552 ที่ชะอำ เพชรบุรี ลงนามปฏิญญาชะอำ-หัวหินเพื่อเป้าหมายจัดตั้งประชาคมอาเซียนปี 2558
2 หน้า
1. ความร่วมมือทางการเมือง
2. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
3. ความร่วมมือทางวัฒนธรรม
ผู้นำอาเซียน
ไม่มี
ไม่มี
ผู้นำชาตินิยม
อินโดนีเซีย ซูการ์โน
มลายู จินเป็ง
พม่า อูอองซาน
ฟิลิปปินส์ โฮเซ่ ริซาล
เวียดนาม โฮจิมินห์
ผู้นำยุคใหม่
พม่า อองซานซูจี
มาเลเซีย มหาเธร์ โมฮัมหมัด
สิงคโปร์ ลีกวนยิว
บูรไน สุลต่างโบลเกีย
กัมพูชา เจ้านโรดม สีหนุ
ฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินาน มาร์กอส
ติมอร์ตะวันออก โจเซ รามอส


แผนที่ทางภูมิศาสตร์ของ พว.ที่แสดงให้เห็นการแยกภูมิภาคนี้เป็นภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะ

ตารางแสดงการยึดครองดินแดนฯของสำนักพิมพ์ พว.
ตอกย้ำให้เห็นความเป็นเมืองขึ้นของเพื่อนบ้าน และความเหนือกว่าของไทย


มิติที่สอง : พงศาวดารอาเซียน การตีความผ่านประวัติศาสตร์ไทย
มิติแรกปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในหน่วยการเรียนรู้ แต่การจะเข้าใจมิติที่สองนี้ เราต้องอ่านประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศในแบบเรียนและที่ซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยยุคต่างๆ อย่างไรก็ดีข้อจำกัดก็คือ ในประวัติศาสตร์ไทยมักจะกล่าวถึงความสัมพันธ์กับรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ที่อยู่บนพื้นทวีปแทบจะทั้งหมด และอีกประการคือ ด้วยมาตรฐานการเรียนรู้ 4.3 ที่ว่า “เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความภาคภูมิใจและธำรงความเป็นไทย” ที่กล่อมเกลามาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษายิ่งฝังลึกอคติชอบ-ชังได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์แบบที่ธงชัย วินิจจะกูลนำเสนอนั่นคือ “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” การเขียนประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กษัตริย์ที่กลายมาเป็น แม่บทในการเขียนประวัติศาสตร์กระแสหลักxlv
การวิเคราะห์ในส่วนนี้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขทาง ประวัติศาสตร์ในรูปแบบรัฐที่ต่างกันไป จึงมุ่งเน้นไปอภิปรายในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแบบเรียนซึ่งได้ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทแรกคือ ความสัมพันธ์ต่อกันแบบรัฐจารีต และประเภทที่สองคือ ความสัมพันธ์ต่อกันแบบรัฐชาติสมัยใหม่ และประเภทที่สาม ความสัมพันธ์ต่อกันแบบรัฐประชาชาติ-ประชาธิปไตย

ก. ความสัมพันธ์ต่อกันแบบรัฐจารีต
ความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบรัฐจารีตของภูมิภาคนี้ ต่างก็พยายามสร้างเมืองของตนให้เป็นศูนย์กลางและแผ่อิทธิพลของตนให้เมือง ต่างๆยอมรับอำนาจจนสามารถพัฒนาขึ้นเป็นรัฐขนาดใหญ่อิทธิพลแนวคิด “พระเจ้าจักรพรรดิ” หรือ “พระราชาธิราชผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งปวง” อันเป็นแนวคิดที่ปรากฏในพุทธศาสนาและฮินดู หลักคิดนี้ก็จะผลักดันให้อาณาจักรเล่านั้นครอบงำอาณาจักรอื่นๆต่อไป แต่อำนาจแท้จริงนั้นมิได้มีอิทธิพลครอบงำมากนัก ต้องปล่อยให้ประเทศราชมีอิสรภาพในตัวเองอย่างสูงxlvi และเป็นเรื่องปกติที่รัฐขนาดกลางและขนาดเล็กจะเป็นเมืองประเทศราชของรัฐใหญ่กว่ามากกว่าหนึ่งxlvii ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐจึงมีลักษณะที่แตกต่างไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง การนำเอากรอบคิดการปกครองในยุคสมัยนี้ไปเทียบเคียงแบบที่ประวัติศาสตร์ในแบบ เรียนทำจึงผิดฝาผิดตัวอย่างยิ่ง
ความรู้ ข้อมูล หลักฐานจนถึงปัจจุบัน ระบุอย่างชัดเจนว่า พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นยุคสมัยที่อาณาจักรขนาดกลางก่อตัวขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในดินแดนของประเทศไทยปัจจุบัน แต่ในแบบเรียนกลับให้ความสำคัญเฉพาะอาณาจักรสุโขทัยเป็นหัวข้อหลัก ความรู้ใหม่ที่ขัดกับภาพตัวแทนของรัฐในอุดมคติยังไม่มีพลังมากพอที่จะล้ม ล้างความเชื่อนี้จากหลักสูตร ด้วยโครงเรื่องเดิมที่แข็งแรงด้วยพลังการอธิบายแบบชาตินิยมที่คาบเกี่ยวกับ เรื่องที่ว่าคนไทยถอยร่นมาจากทางเหนือเข้ามาขับไล่เขมรที่ครองครองดินแดนนี้ แล้วจึงตั้งอาณาจักรของคนไทยเป็นแห่งแรกนั่นก็คือ สุโขทัย ดังนั้น อาณาจักรสุโขทัยจึงยังมีฐานะเป็นราชธานีแห่งแรกของสยามต่อไป ดังที่เราพบการอ้างอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยอันกว้างขวางตั้งแต่เหนือจดใต้ ในยุคทองนั่นคือ สมัยพ่อขุนรามคำแหงxlviii นั่นคือ
ทิศเหนือ ถึงเมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองพลั่ว (อ.ปัว จ.น่าน) เลยฝั่งโขงไปถึงเมืองชวา (หลวงพระบาง)
ทิศตะวันออกถึงเมืองสระหลวง สองแคว (พิษณุโลก) ลุมบาจาย (หล่มเก่า) สระคาถึงข้ามฝั่งแม่น้ำโขง ถึงเวียงจันทน์และเวียงคำ
ทิศตะวันตกถึงเมืองฉอด หงสาวดีจนสุดฝั่งทะเลเป็นอาณาเขต
ทิศใต้ถึงเมืองคณฑี (กำแพงเพชร) พระบาง (นครสวรรค์) แพรก (ชัยนาท) สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราชจนสุดฝั่งทะเล
ขณะที่พุทธศตวรรษที่ 20-21 ราชอาณาจักรเล็กน้อยถูกรวมเข้าสู่อาณาจักรที่ใหญ่กว่า และเติบโตขึ้นพร้อมๆกับยุคทองแห่งการค้าขายของภูมิภาค ความมั่งคั่งของการค้าและแสนยานุภาพในการรบที่ขยายตัว จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์น้อย 2 ประการ ได้แก่ การแสวงหาทรัพยากรในมิติทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในเชิงบุญญาบารมีของพระ เจ้าจักรพรรดิราชตามคติพุทธในมิติทางการเมือง และแน่นอนว่า มันได้นำมาสู่ความขัดแย้งจนกลายเป็นสงครามในภูมิภาค เป็นเรื่องปกติไปแล้วที่แบบเรียนและประวัติศาสตร์ไทย ไม่ทำให้เราเห็นถึงเบื้องหลังและเงื่อนไขของสงครามมากไปกว่าคราบเลือดและรอย น้ำตา อย่างไรก็ตาม ในแบบเรียนบางฉบับเรายังพบคำอธิบายที่ถือว่าแหวกกระแสชาตินิยมอยู่บ้าง

แผนที่อาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงยังใช้อธิบายตัวตนของเรามาจนถึงทุกวันนี้

มีต่อ

สุจิตต์ วงษ์เทศ: "วัฒนธรรมร่วม" ในอุษาคเนย์ รากเหง้าเก่าแก่ของประชาคมอาเชียน

ที่มา ประชาไท

 
สุจิตต์ วงษ์เทศ
www.sujitwongthes.com
https://www.facebook.com/sujitwongthes
หมายเหตุ: ต้นฉบับ เขียนให้คณะศิลปศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ | งาน 50 ปี วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2555 | มี 7 หน้า



คลิปการบรรยาย ของสุจิตต์ วงษ์เทศ หัวข้อ "วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน?" เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2555 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)
อุษาคเนย์แผ่นดืนเดียวกัน เมื่อล้านๆปีมาแล้ว มี “แผ่นดินซุนดา” (พื้นที่สกรีนดำ) เชื่อมโยงถึงกันทั้งแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะปัจจุบัน ตั้งแต่ตอนเหนือ (คือทางใต้ของจีนปัจจุบัน) ลงไปหมู่เกาะทั้งของฟิลิปปินส์, บรูไน, จนถึงตอนใต้สุดของอินโดนีเซีย เช่น สุมาตรา, ชวา ฯลฯ  
เหตุเพราะเมื่อล้านๆปีที่แล้วระดับน้ำทะเลต่ำมากกว่าปัจจุบัน ทำให้พื้นท้องทะเลในมหาสมุทรทุกวันนี้เป็นผืนดินยืดยาวแผ่นเดียวกัน เรียกแผ่นดินซุนดา (Sunda Land) นักธรณีวิทยาเรียกว่ายุคน้ำแข็ง หรือไพลสโตซีน มีธารน้ำแข็งปกคลุมพื้นที่หลายบริเวณของโลก ทำให้แหล่งน้ำทั้งหลายเหือดแห้งลงจนเกิดสะพานแผ่ˆนดินŽเชื่อมติดกัน

อุษาคเนย์ มีแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ
อุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ถ้าพิจารณาด้านสังคมและวัฒนธรรมเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว มีขอบเขตครอบคลุมบริเวณกว้างขวางกว่าปัจจุบัน โดยแบ่งกว้างๆได้ 2 ส่วนคือ แผ่นดินใหญ่ และหมู่เกาะ

แผ่นดินใหญ่
ทิศเหนือ ถึงบริเวณทะเลสาบเตียนฉือที่เมืองคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน (จีน)
ทิศตะวันออกถึงมณฑลกวางสี-กวางตุ้ง (จีน)
ทิศตะวันตก ถึงลุ่มน้ำพรหมบุตรในแคว้นอัสสัม (อินเดีย)
ทิศใต้ ถึงมาเลเซีย-สิงคโปร์

หมู่เกาะ
นอกจากรวมถึงหมู่ˆเกาะอันดามัน (Andaman Islands) กับหมู่ˆเกาะนิโคบาร์ (Nicobar Islands) ในทะเลอันดามันแล้ว ยังมีขอบเขตครอบคลุมถึงฟิลิปปินส์และหมู่เกาะทางทะเลใต้ เช่น หมู่เกาะในอินโดนีเซีย ติมอร์ และบรูไน ฯลฯ

ไทย
ประเทศไทย นอกจากจะตั้งอยู่ˆกึ่งกลาง (โดยประมาณ) ของภูมิภาคแล้‰ว ลักษณะภูมิศาสตร์ยังเกื้อกูลให้‰เกิดผลดี เนื่องจากมีพื้นที่เป็นแผ่นดินทอดยาวยื่นลงไปทางทิศใต้‰เป็นคาบสมุทรŽมี ทะเลขนาบ 2 ด้านคือ ทะเลจีน ในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ทางตะวันออกกับ ทะเลอันดามัน ในมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางตะวันตก ทำให้‰รับประโยชน์Œจากลมมรสุมทะเลอย่างน้อย 2 อย่าง คือการกสิกรรมและการค้า
การกสิกรรม ลมมรสุมจากทะเล 2 ด้าน ทำให้มีฝนตกชุก ส่งผลให้การเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารและการประมงในทะเลอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ
การค้า ลมมรสุมจากทะเล 2 ด้าน ทำให้‰มีการเดินเรือทะเลค้าขายกับบ้านเมืองที่อยู่ห่างไกล บริเวณประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของเส้นทางคมนาคมค้าขายทางทะเลมาแต่โบราณ กาล เท่ากับเป็นตัวเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนค้าขายระหว่าง           โลกตะวันออก เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุƒน ฯลฯ กับโลกตะวันตก เช่น อินเดีย อาหรับ เปอร์Œเซีย ยุโรป ฯลฯ จึงส่งผลให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติในสมัยนั้น
คนไทย, ความเป็นไทย, วัฒนธรรมไทย มีบรรพชนและมีรากเหง้าความเป็นมาร่วมกันอย่างแยกไม่ได้จากอุษาคเนย์

1. “วัฒนธรรมร่วม” ในอุษาคเนย์
อุษาคเนย์มี “วัฒนธรรมร่วม” หลายอย่าง มานานหลายพันปีแล้ว แบ่งกว้างๆเป็น 2 ระยะ คือ ก่อนอินเดียและหลังอินเดีย

ก่อนอินเดีย
ก่อนอินเดีย หมายถึง ก่อนรับอารยธรรมจากอินเดีย ตั้งแต่หลายแสนหลายหมื่นหลายพันปีมาแล้ว จนถึงราว พ.ศ. 1000
คนพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ในอุษาคเนย์ มีวัฒนธรรมร่วมอยู่แล้วก่อนรับอารยธรรมจากอินเดีย เช่น (1) กินข้าวเป็นอาหารหลัก, (2) กับข้าวเน่าแล้วอร่อย, (3) เรือนเสาสูง, (4) ผู้หญิงเป็นหัวหน้า, (5) เซ่นวักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์, (6) พิธีศพหลายวัน, (7) ฆ้อง, (8) ท่าฟ้อนระบำรำเต้น
(1)      กินข้าวเป็นอาหารหลัก
คนอุษาคเนย์รู้จักปลูกข้าวแล้วกินข้าวเป็นอาหารหลักตั้งแต่ราว 5,000 ปีมาแล้ว
พันธุ์ข้าวเก่าสุดคล้ายข้าวเหนียว (หรือข้าวนึ่ง) พบที่ถ้ำปุงฮุง (แม่ฮ่องสอน)  กับที่โนนนกทา (ขอนแก่น) แล้วพบพันธุ์ข้าวเจ้าด้วย  แต่ไม่มาก
(2)     กับข้าว “เน่าแล้วอร่อย”
คนอุษาคเนย์กินกับข้าวประเภท “เน่าแล้วอร่อย” เหมือนกัน เช่น ปลาแดก, ปลา ร้า, ปลาฮอก, น้ำบูดู, ถั่วเน่า, กะปิ, น้ำปลา, ปลาเค็ม, ผักดอง  ฯลฯ
การทำให้เน่าแล้วอร่อยเป็นเทคโนโลยีถนอมอาหาร เกี่ยวข้องกับพิธีศพที่มีประเพณีเก็บศพ (ให้เน่า) นานหลายวันตั้งแต่ราว 2,500 ปีมาแล้ว
(3)     เรือนเสาสูง
คนอุษาคเนย์ปลูกเรือนเสาสูงตั้งแต่ตอนใต้ลุ่มน้ำแยงซีลงไปจนถึงหมู่เกาะ
เรือนเสาสูง ต้องยกพื้น มีใต้ถุนเป็นบริเวณทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน เช่น หุงข้าว, ทอผ้า, เลี้ยงสัตว์, เลี้ยงลูก ตกกลางคืนจึงขึ้นนอนบนเรือนเพื่อหนีสัตว์ร้าย แล้วชักบันไดออก
ใต้ถุนบ้านไม่ได้ทำไว้หนีน้ำท่วม เพราะคนบางกลุ่มปลูกเรือนบนที่สูงเชิงเขาซึ่งไม่มีน้ำท่วมก็ยังทำใต้ถุนสูง
หลังคาทรงสามเหลี่ยมมีไม้ไขว้กัน แล้วคนบางกลุ่มเรียก กาแล เป็นเทคโนโลยีค้ำยันของไม้ไผ่สองลำไม่ให้หลังคายุบ มีในทุกชาติพันธุ์ คนบางพวกใช้กาแลเป็นที่แขวนหัวสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ก็มี  เช่น  หัวควาย
(4)     ผู้หญิงเป็นหัวหน้า
คนอุษาคเนย์ยกย่องหญิงเป็นหัวหน้าพีธีกรรมเข้าทรงผีบรรพชน  เช่น  ผีฟ้า (ลาว), ผีมด (เขมร), ผีเมง (มอญ), ฯลฯ  ผีบรรพชนไม่ลงทรงผู้ชาย เท่ากับหญิงเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์
คำเรียกหญิงว่า แม่ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ ใช้เรียกสิ่งสำคัญ เช่น แม่น้ำ (ทางลาวเรียกน้ำแม่), แม่ทัพ, แม่เหล็ก ฯลฯ
สืบตระกูลทางสายแม่เป็นหลัก ลูกสาวสืบทอดมรดกที่ดินและเรือน ส่วนลูกชายไปเป็นบ่าว คือ ขี้ข้าบ้านผู้หญิง
สืบราชสันตติวงศ์ทางสายแม่ เห็นได้จากวังหน้าต้องเป็นพี่น้องท้อง “แม่” เดียวกันกับวังหลวง ยกเว้นใครก็ได้ยึดอำนาจในหมู่เครือญาติ
(5)     เซ่นวักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์
คนอุษาคเนย์ดั้งเดิมนับถือศาสนาผี (หมายถึง ระบบความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ) แล้วเซ่นวักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ (หรือคางคก), จระเข้, ตะกวด (เหี้ย), ฯลฯ ที่คนยุคนั้นเชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจบันดาลให้ฝนตกเพราะพบสัตว์เหล่านี้ทุก ครั้งที่ฝนตก และพิทักษ์แหล่งน้ำให้ความอุดมสมบูรณ์
สัตว์พวกนี้มีภาพเขียนบนผนังถ้ำไว้เซ่นวัก บางทีสลักรูปเป็นลายเส้นบนเครื่องมือสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะทำประติมากรรมรูปกบบนหน้ากลองทองไว้ตีขอฝน
(6)     พิธีศพหลายวัน
คนอุษาคเนย์  ตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว  เมื่อมีคนตายไปจะเก็บศพหลายวันให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยย่อยสลายเหลือแต่ กระดูก แล้วเก็บกระดูกมาทำพิธีอีก เรียก พิธีศพครั้งที่สอง
กระดูกที่เก็บมานี้ อยู่ในภาชนะพิเศษทำด้วยดินเผา เรียกหม้อดินเผาหรือแค็ปซูล และหิน มีตัวอย่างสำคัญ เช่น ไหหินในลาว, หีบหินบนปราสาทนครวัดกับหมู่เกาะ
(7)     ฆ้อง
คนอุษาคเนย์ ใช้ฆ้องทำด้วยโลหะ ประโคมตีมีเสียงศักดิ์สิทธิ์ดังกังวาน สื่อสารกับผีหรือเทวดา (หมายถึงอำนาจเหนือธรรมชาติ)
ฆ้องมีหลายขนาด ล้วนสืบประเพณีจากกลองทอง (หรือมโหระทึก) แรกมีขึ้นเมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณมณฑลยูนนานกับมณฑลกวางสี  แล้วแพร่กระจายลงไปถึงหมู่เกาะ
ระฆัง อยู่ในวัฒนธรรมฆ้อง ประโคมด้วยไม้ตีจากข้างนอก (ต่างจาก bell ของตะวันตก มีลูกกระทบแขวนตีจากข้างใน)
วัฒนธรรมฆ้องไม่มีในตะวันตก จึงไม่มีศัพท์อังกฤษเรียกฆ้อง ต้องใช้ทับศัพท์พื้นเมืองว่า gong
(8)     ท่าฟ้อนระบำรำเต้น
คนอุษาคเนย์กางแขน ถ่างขา ย่อเข่า เป็นหลักในการฟ้อนระบำรำเต้น เรียกสามัญลักษณะ ที่ศัพท์ละครไทยเรียกท่ายืด (ทำเข่าตรง) กับ ท่ายุบ (ทำย่อเข่า)
ท่าเต้น ถ่างขา ย่อเข่า เป็นมุมฉาก ได้จากทำเลียนแบบให้เหมือนกบศักดิ์สิทธิ์  เรียกท่ากบ ยกย่องเป็นท่าเต้นศักดิ์สิทธิ์  มีหลักฐานภาพสลักตามปราสาทหินในกัมพูชาและไทย เช่น ท่ารำศิวนาฏราช บนหน้าบันปราสาทพนมรุ้ง (บุรีรัมย์) และท่าโนรา, โขน, ละคร (พระ นาง ยักษ์ ลิง) กับ legon ของอินโดนีเซีย

หลังอินเดีย
หลังอินเดีย หมายถึง หลังรับอารยธรรมจากอินเดีย
คนพื้นเมืองรับวัฒนธรรมจากอินเดียมาประสมประสานวัฒนธรรมดั้งเดิม แล้วเกิดวัฒนธรรมใหม่ที่มีทั้งคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน มี 2 ระยะ คือ (1) รับศาสนาพราหมณ์-พุทธ กับ (2) รับศาสนาอิสลาม
(1)     หลัง พ.ศ. 1000 รับศาสนาพราหมณ์-พุทธ
คนอุษาคเนย์รับศาสนาพราหมณ์-พุทธราวหลัง พ.ศ. 1000 ทำให้รับประเพณีพิธีกรรมอื่นๆพร้อมกันด้วย  ดังนี้
ตัวอักษร ปัลลวะจากอินเดียใต้ หลังจากนั้นพัฒนาขึ้นเป็นอักษรของตนเอง เช่น  อักษรมอญ, อักษรขอม, อักษรกวิ (ใช้ในดินแดนทางใต้ของไทยถึงมาเลเซียและหมู่เกาะอินโดนีเซีย) เป็นต้นทางให้มีความแตกต่างต่อไปข้างหน้าเป็นพวกมอญ, พวกเขมร, เป็นต้น
กราบไหว้ รับจากอินเดียพร้อมพราหมณ์-พุทธทั้งประเพณีกราบและไหว้
บวช รับจากอินเดีย แต่ประสมประเพณีพื้นเมือง ไทยเรียกบวชนาค, ทำขวัญนาค
มหากาพย์ รับทั้งรามายณะและมหาภารตะ แต่ยกย่องรามายณะมากกว่า ไทยเรียกรามเกียรติ์
ลายกระหนก รับจากอินเดียแล้วปรับใช้เรียกต่างกัน เช่น ลายไทย, ลายเขมร, ลายลาว
อาหาร รับพันธุ์ข้าวเจ้าจากอินเดีย และกับข้าวบางอย่าง เช่น แกงใส่กะทิ, ขนมต่างๆ เช่น  กระยาสารท
(2)     หลัง พ.ศ. 1800 รับศาสนาอิสลาม
คนอุษาคเนย์รับศาสนาอิสลามราวหลัง พ.ศ. 1800 แต่แพร่หลายเฉพาะหมู่เกาะ กับดินแดนชายทะเลบางแห่งเท่านั้น เช่น มาเลเซีย, เวียดนาม นับแต่นี้ไปอุษาคเนย์จะแตกต่างทางศาสนา

2. วัฒนธรรมไทยก้าวหน้า-ล้าหลัง
ล้าหลัง 
วัฒนธรรมไทยถูกสร้างขึ้นมาโดยคนชั้นนำแล้วเป็นสมบัติของคนชั้นนำภาคกลาง  ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ถูกใช้เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจของคนชั้นนำ โดยได้รับความเห็นชอบจากคนชั้นกลางๆขึ้นไป (คนกลุ่มนี้เป็นผู้คุมสื่อและกลไกกฎหมายไว้ในมือ และอาจลงโทษผู้ฝ่าฝืนที่อาจเป็นอันตรายต่อวัฒนธรรมไทย)
เนื้อหาของวัฒนธรรมไทยคือกล่อมเกลาให้ยอมจำนนต่อความไม่เท่าเทียมและยอม จำนนต่อโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ ดังแสดงออกด้วยการขัดเกลาให้รู้จักที่ต่ำที่สูง, ยกย่องมารยาทของผู้ดี, นอบน้อมต่อผู้มีอำนาจเหนือกว่า เป็นต้น
ด้านพหุวัฒนธรรม คนชั้นนำไทยยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม แต่เป็นการยอมรับพหุวัฒนธรรมอย่างจำยอม และอย่างปลอมๆ คือทำให้เซื่องๆ  เป็นเพียงวัสดุอุปกรณ์การท่องเที่ยวอย่างหนึ่งเท่านั้น จึงไม่มีบริบท ไม่มีประวัติศาสตร์  และไม่มีพลังทางการเมืองเพื่อต่อรองสร้างความมั่นคงให้กลุ่มตัวเอง ในที่สุดก็ถูกทางการ “กลืน” ให้เป็นไทย

ก้าวหน้า
ขณะที่วัฒนธรรมไทยของคนชั้นนำถูกแช่แข็งอยู่ข้างบน แต่วัฒนธรรม “ไม่ไทย” ของชาวบ้านมีชีวิตชีวา เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง เห็นได้จากสิ่งที่เรียกว่าอาหารไทยและการแสดงอย่างลิเก, หมอลำซิ่ง
อาหารไทย ล้วนประสมกับอาหารนานาชาติ แล้วเกิดสิ่งใหม่ที่ “อร่อย” เรียกว่าอาหารไทย
การแสดง เช่น ลิเก มีขึ้นจากการเลียนแบบดิเกร์ของมลายูปัตตานีสมัย ร.5 แล้วประสมกับจำอวดและละครนอกดั้งเดิม จนเกิดสิ่งใหม่ที่สนุกสนาน เรียกลิเก
หมอลำซิ่ง มีขึ้นจากหมอลำดั้งเดิม ประสมการแสดงดนตรีสากลแบบลูกทุ่ง เพิ่งเกิดใหม่ไม่นาน ราว 50 ปีนี้เอง
 ทั้งลิเกและหมอลำซึ่งไม่มีกรอบครอบงำ จึงเคลื่อนไหวไปกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้อย่างกลมกลืน

3. ความเป็นไทยในวัฒนธรรมอาเซียน
เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปจะเห็นว่าวัฒนธรรมไทยไม่ตอบรับวัฒนธรรมอาเซียน  หรือตอบรับอย่างไม่เต็มใจ ก็เพราะความเป็นไทย
ความเป็นไทย  แสดงออกด้วยอาการยกตนข่มท่าน ดังกรณีเพลงออกภาษา หรือเพลงสิบสองภาษาในดนตรีไทยที่ชื่อเพลงขึ้นต้นด้วยชื่อชาติพันธุ์ต่างๆ
ชื่อเพลงดนตรีไทยขึ้นต้นด้วยชื่อชาติพันธุ์ เริ่มนิยมอย่างแพร่หลายตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 2400 หรือราวรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เพื่อแสดงความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า และอวดความเป็นสยามที่เหนือกว่า
แต่อีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติของสยามกับ เพื่อนบ้านโดยรอบที่ระบุชื่อชาติพันธุ์ เช่น เขมรพายเรือ, พม่าแทงกบ, มอญดูดาว, ลาวกระทบไม้, ญวนทอดแห, จีนขิมเล็ก, แขกต่อยหม้อ, ฯลฯ
เพลงออกภาษา หรือสิบสองภาษา แสดงความด้อยกว่าของคนอื่น และเหนือกว่าของสยาม เห็นได้จากเริ่มต้นด้วยเพลงกราวนอก ถือเป็นทำนองไทย เนื้อร้องแสดงการยกทัพที่มีไทยเป็นแม่ทัพ เพลงต่อไปมีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่ายกทัพไปจับมอญและคนอื่นๆ  ทำนองเพลงต่อจากนั้นเป็นลักษณะที่ไทยยกตนข่มท่านคือเหยียดชาติพันธุ์อื่นๆ ล้วน            ล้าหลังตลกคะนอง, โง่เง่าเต่าตุ่น, และบ้านนอก เป็นต้น
ไทยยกตนข่มท่าน มีเหตุจากประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยย้ำการไม่เป็นเมืองขึ้นของยุโรป “อย่างเป็นทางการ” แต่ทำมองไม่เห็นการเป็นเมืองขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ

ทางแก้ไข
ไทยต้องชำระประวัติศาสตร์แห่งชาติ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์  รวมทั้งคนไทยและความเป็นไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ แยกจากอุษาคเนย์ แต่เกิดจากการประสมประสานทั้งทางชาติพันธุ์และทางสังคมวัฒนธรรมของอุษาคเนย์ แล้วมีบรรพชนร่วมกันกับคนอุษาคเนย์
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาเกือบทุกอย่าง ต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน ถึงจะแก้ไขเรื่องอื่นๆต่อไปได้ ถ้าไม่แก้ตรงนี้ เรื่องอื่นๆก็แก้ไขไม่ได้ หรือแก้ได้อย่างเปลือกๆ ปลอมๆ ซึ่งเป็นความถนัดของไทยที่ไม่ใกล้ชิดเรื่องจริง

สู่ปีที่ 20 ของการผลักดัน 'สถาบันความปลอดภัยฯ' ไม่แท้งก็พิการ!

ที่มา ประชาไท

 

ความต้องการจะแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ก็คือ การมองที่ปัญหาเฉพาะหน้า ที่เกิดซ้ำซากแบบแก้ไขไม่ได้มาเป็นระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน อย่างกรณีเคเดอร์ที่เกิดไฟไหม้ คนงานตายพร้อมกัน 188 ศพ บาดเจ็บถึง 469 ราย จนกลายเป็นโศกนาฏกรรม ที่มีการกล่าวขานไปทั่วโลก ทั้งในและต่างประเทศ เป็นภาพพจน์ที่เลวร้ายต่อการทำงานด้านสุขภาพความปลอดภัยในเมืองไทย
ปัญหาตามมามากมายเมื่อคนงานต้องเจ็บป่วยและประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน การยอมรับของนายจ้าง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงชะตากรรมที่ตกอยู่ที่ตัวคนงาน ครอบครัว ที่ต้องสูญเสีย หรือ กลายเป็นภาระของสังคม ปัญหาของสถานประกอบการที่ต้องเสียชื่อเสียง เสียเงินค่ารักษาเยียวยา ค่าทดแทน จนเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีความมากมาย กลับมาถูกปฏิเสธทางกฎหมายด้วยการไม่ยอมรับการวินิจฉัยของแพทย์เชี่ยวชาญสาขา อาชีวเวชศาสตร์
กว่าจะได้สิทธิคนป่วยจากการทำงาน ต้องเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องสิทธิ ในนามสมัชชาคน นานถึง 99 วัน ถึงได้รับสิทธิจากกองทุนเงินทดแทน จากวันนั้นมาวันนี้คนงานก็ยังถูกปฏิเสธเช่นเดิม กองทุนวินิจฉัยกลับคำแพทย์เชี่ยวชาญมือหนึ่งของเมืองไทยจากป่วยในงาน ว่าไม่ป่วยในงาน
หลายภาคส่วนที่เห็นพ้องต้องกัน ทั้งผู้ถูกผลกระทบ นักวิชาการ เอ็นจีโอ ทั้งในและต่างประเทศ พูดคุยกันว่า จะทำอย่างไรถึงแก้ไขปัญหาความไม่ปลอดภัยในการทำงาน เพื่อลดปัญหาภาระทุกภาคส่วน และยังไม่เกิดการสูญเสีย จึงมองไปที่นโยบาย กฎหมาย ภาพรวมทั้งในและต่างประเทศ ได้มองเห็นปัญหาร่วมกันว่า ไทยยังขาดระบบกลไกที่สำคัญที่จะมารองรับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมีความเห็นพร้องต้องกันว่า ควรจะมีองค์กรอิสระด้านความปลอดภัยเพื่อทำหน้าที่คุ้มครองป้องกัน ส่งเสริม และพัฒนา งานด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน อย่างมีส่วนร่วม
จากผลการตั้งวงคุยกันหาข้อสรุป ได้ตุ๊กตา รูปแบบการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถาน ประกอบการ มาจากการริเริ่มของอาจารย์ธีรนาถ กาญจนอักษร ท่านโดดเด่นเรื่องผู้หญิงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงการณ์ มหาวิทยาลัย พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล คุณจะเด็จ เชาน์วิไล ตอนนั้นท่านอาจารย์ธีรนาถ กาญจนอักษร ท่านได้นำเอาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบ การ เข้าสู่วงพิจารณาของผู้ที่ถูกผลกระทบจากการทำงาน แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเพื่อปรับปรุง จนเป็นที่เห็นชอบร่วมกัน
ขยายวงไปสู่ NGO เช่น อาจารย์ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา มูลนิธิฟรีดิชเอแบรท FES มูลนิอารมณ์ฯ มูลนิธิเพื่อนหญิง ผู้นำแรงงานในพื้นที่ต่างๆ สภาแรงงาน สมาพันธ์แรงงาน สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจฯ เช่น คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข คุณอรุณี ศรีโต คุณวันเพ็ญ เปรมแก้ว (และท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าว) เกิดการพูดคุยครั้งแรกที่สำนักงานกลางคริสเตียน โดยการประสานของคุณจะเด็จ เชาว์วิไล จนเกิดเป็นมติเห็นชอบร่วมกันทุกฝ่าย นำมาสู่ข้อเรียกร้องกับรัฐบาลในนามสมัชชาคนจน จนได้เปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลสมัยนั้น
ผลการชุมนุมสมัชชาคนจน ทำให้ ครม.มีมติเห็นชอบ ในหลักการให้จัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ มติ.ครม. 3 เมษายน 2538 และ 26 มีนาคม 2540 ตั้งคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.ร่วมกัน 6 เดือนแล้วเสร็จ ขณะเจรจายังต้องประชุมทำความเข้าใจ ถามความเห็นชอบจากวงประชุมกรรมการกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน วงประชุมที่ปรึกษาสมัชชาคนจน และภาคีเครือข่ายต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน แล้วนำผลไปประชุมกับร่วมกับคณะกรรมการยกร่าง ที่รับการแต่งตั้งจากนายฉัตรชัย เอียสกุล รมว.แรงงาน 32 คนโดยมีคุณเอกพร รักความสุข รมช.แรงงานเป็นประธาน ศ.นิคม จันทรวิฑูร รองประธาน รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ กรรมการเลขานุการ คุณทวีป กาญจนวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการ สมัชชาคนจน ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการ ประกันสังคม ผู้นำแรงงาน แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ฯ สภาองค์การลูกจ้าง นายจ้างฯสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ รัฐบาล สำนักงบประมาณ สำนักกฎหมาย กฤษฎีกา กระทรวงพัฒนาสังคม สำนักนายกรัฐมนตรี ฯลฯ
มีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น หลังจากที่ได้ร่างที่ยกเสร็จเป็นที่ยอมรับกันทั้งฝ่ายประชาชน และฝ่ายรัฐบาล ราชการ ต่างๆ แต่ร่างกฎหมายฉบับประชาชน ก็ถูกปฏิเสธบ่ายเบี่ยงโดยกระทรวงแรงงานไป ร่างกฎหมายฉบับกระทรวง แรงงานที่ไม่มีส่วนร่วมมา ยื่นเข้า ครม.
ทางออกของเครือข่ายแรงงาน คือ ยับยั้งไปที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และยับยั้งได้สำเร็จ เรียกร้องต่อรัฐบาล ระงับการพิจารณาร่างสถาบันฯ ฉบับไม่มีส่วนร่วมของผู้ใช้แรงงานและประชาชน
ต่อมาในที่ประชุมหารือกันมีมติใช้กระบวนการเข้าชื่อตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาตรา 170 ซึ่งต้องเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อ มีขั้นตอนการนำแบบฟอร์ม การประชุมทุกเครือข่าย ทุกภาคี วางแผนในการเข้าชื่อและประชาสัมพันธ์ ร่วมกันลงขันการเข้าชื่อ เตรียมคนโดยระบุคนกับพื้นที่ในการเข้าชื่อสนับสนุน ที่สำคัญ คือ การทำความเข้าใจกับตัวแทนที่จะเข้าชื่อสามารถอธิบายสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันฯ ได้ โดยตั้งศูนย์กลางบัญชาการที่คลินิกอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม รพ.ราชวิถี ที่มี พ.ญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล เป็นหัวหน้าคลินิก มีผู้พิมพ์รายชื่อและแจ้งสถานการณ์เข้าชื่อให้เครือข่ายทราบ โดยมีการประชุมสรุปผลกันเป็นระยะ ใช้เวลาร่วม 1 ปี คือ ตั้งแต่ 15 มีนาคม 2541 - 10 พฤษภาคม 2542 สำเร็จได้ 55,000 รายชื่อ
เครือข่ายแรงงานมาจากพื้นที่ต่างๆ จำนวนคน 200 คน ร่วมยื่นรายชื่อกับประธานรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นับเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ ของประชาชนที่ได้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติในขณะนั้น แต่การยื่นกฎหมายครั้งนั้นต้องล้มเหลว เพราะกฎหมายลูกที่มาออกทีหลังระบุว่า ให้แนบหลักฐานเอกสาร คือ ใบสำเนาบัตร ปปช. และสำเนาทะเบียนบ้าน กฎหมายจึงตกไป
หาแนวร่วมโดยการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 2545 -2555 สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ ลงพื้นที่ทำงานขยายผลเผยแพร่ทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน โดยจัดอบรม สัมมนา ฝึกอบรมผู้นำแรงงาน ตามที่ร่างหลักสูตรร่วมกัน ให้เป็นวิทยากรเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน สร้างเครือข่ายแกนนำด้านสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี รังสิต ปทุมธานี อ่างทอง อยุธยา สุมทรปราการ อ้อมน้อยอ้อมใหญ่ นครปฐม สมุทรสาคร สระบุรี ชลบุรี ระยอง ทำงานรณรงค์ จนเกิดความตระหนักร่วมกันผลักดัน การจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ให้เป็นข้อเรียกร้องต้นๆ ของขบวนการแรงงาน ในวัน 8 มีนา (วันสตรีสากล) 1 พฤษภา (วันกรรมกร) 10 พฤษภา (วันความปลอดภัยแห่งชาติ) จนเป็นกระแสของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องมากว่า 19 ปี
เจรจากับทุกรัฐบาล สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ ในฐานะแกนนำสมัชชาคนจน ก็ร่วมเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในนามสมัชชาคนจน มาทุกยุคทุกสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ปี 2544 วงประชุมกระทรวงแรงงานมีการนำร่างของฝ่ายราชการกระทรวงแรงงาน กับร่างของผู้ใช้แรงงาน มาบูรณาการร่วมจนเป็นฉบับเดียวกันใน ปี 2545 เป็นร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ผู้นำเครือข่ายแรงงานด้านสุขภาพในพื้นที่ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ เข้าทำความเข้าใจกับภาคการเมืองอย่างต่อเนื่องหนักหน่วง โดยช่วงนั้นเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้ใช้สื่อต่างๆ เช่น การจัดรายการวิทยุเสียงกรรมกร ออกสื่อต่างๆ แจกแผ่นพับ จุลสารไปชี้แจงกับวุฒิสภา และยื่นหนังสือต่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จนปี 2550 กฎหมายรัฐธรรมนูญบรรจุเรื่องของผู้ใช้แรงงานเป็นครั้งแรก โดยในมาตรา 44 บุคลย่อมมีสิทธิได้รับหลักประกันในการทำงานรวมทั้งหลักประกันในการดำรงชีพ ทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นสภาพการทำงาน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายกำหนด นับว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้ใช้แรงงานโดยตรงเป็นครั้งแรก ในเมืองไทย นอกจากนี้ยังได้ยื่นหนังสือต่อพรรคการเมืองต่างๆ จนเกิดเป็นนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ที่บรรจุให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริม ความปลอดภัยฯ
เข้าชื่อสนับสนุนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 163 เป็นมติคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มีมติ 5 สิงหาคม 2550 แต่มีปัญหาอุปสรรคยังต้องมีเอกสารแนบซึ่งคนงานส่วนใหญ่ไม่ได้พกสำเนาทะเบียน บ้าน จึงเข้าชื่อไม่สำเร็จ 10,000 รายชื่อ โดยใช้เวลาถึง 3 ปีจนถึง กรกฎาคม 2552 ได้เพียง 7,000 รายชื่อ
สมัชชาคนจนได้เจรจากับรัฐบาลชุดท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยการช่วยเหลือจากนักการเมืองทั้งสองพรรค คือ ท่าน ส.ส.รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท พรรคประชาธิปัตย์และ ท่าน ส.ส.สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) เข้าชื่อ ส.ส. 20 ท่าน ยื่นกฎหมายภาคประชาชนประกบกับร่างรัฐบาล 1 ฉบับและ ส.ส.อื่นอีก 5 ฉบับ รวมเป็น 7 ฉบับ
อีกทั้งมีเครือข่ายคุณภาพชีวิตแรงงานเกิดขึ้นโดยการสนับสนุนของแผนพัฒนา คุณภาพชีวิตแรงงาน จนทำให้กฎหมายผู้ใช้แรงงานและประชาชนได้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรสมัย นิติบัญญัติ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 และแต่งตั้งผู้แทนแรงงานและได้โควต้ารัฐบาล 1 คน ได้แก่ คุณสมบุญ สีคำดอกแค โควต้าจากพรรคเพื่อไทย 1 คน ได้แก่ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ เข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ร่วมพิจารณา พ.ร.บ. ทั้ง 7 ฉบับ เข้าด้วยกัน ออกมาเป็น พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 โดยได้บรรจุให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวด ล้อมในการทำงาน พ.ศ...ในหมวด 7 มาตรา 52 ให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ในการจัดตั้งสถาบันฯ ถือว่าเป็นความสำเร็จขั้นตอนหนึ่ง
เริ่มยกร่าง พ.ร.ฎ.สถาบันฯ ประมาณมีนาคม 2554 จนถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ วันที่ 16 กรกฎาคม 2554 ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน ได้เข้าไปมีส่วนร่วมยกร่างกับกระทรวงแรงงานคือ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ นางสมบุญ สีคำดอกแค นายพรชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ในขณะนั้นมีคณะทำงานวางแผนยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายในการทำกิจกรรมขับเคลื่อนสถาบันส่งเสริมความ ปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อทำความเข้าใจให้ความรู้ ลงพื้นที่จัดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็น ทำข้อมูลเอกสารเผยแพร่ สื่อสารสังคม และจัดแถลงข่าว เพื่อให้ผู้ใช้แรงงาน และสังคม สาธารณะชน ได้ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
การยกร่าง พ.ร.ฎ.สถาบันฯ ส่อเค้าไปด้วยกันยาก ด้วยมีความคิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างอนุฝ่ายผู้ใช้แรงงานกับฝ่าย ราชการ ซึ่งคอยปฏิเสธข้อเสนอเครือข่ายแรงงาน และด้วยโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม การลงมติย่อมเป็นวิธีการที่ยอมรับไม่ได้ ข้อเสนอการให้ตั้งศูนย์รับร้องเรียน และที่มาของคณะกรรมการมาให้มาจากการสรรหา ประธานไม่ควรมีตำแหน่งราชการกินเงินเดือน กรรมการโดยตำแหน่งจากให้มีแค่สองคน ส่วนตัวแทนลูกจ้าง นายจ้างให้มาจากการใช้ประชาธิปไตยทางตรงคือเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง จึงถูกปฏิเสธ และการขอเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ไม่มีผล รัฐมนตรีไม่ว่างพบ ต่อมารัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ได้ลงนามเห็นชอบตามความเห็นของราชการ โดยไม่ฟังเสียงข้อเสนอของฝ่ายผู้ใช้แรงงานเลย
สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจัดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นอย่าง รอบด้าน โดยมีทั้งตัวแทนภาครัฐเอกชน นักวิชาการ อย่าง เช่น รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ คุณพรชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อ.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ อ.สุนี ไชยรส คณะกรรมการปฎิรูป ผู้นำแรงงาน คุณชาลี ลอยสูง เครือข่ายแรงงาน และ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ
ศาสตร์จารย์คณิต ณ นคร ประธานสำนักงานคณะกรรมการปฎิรูปกฎหมาย ส่งความเห็นไปยังรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน และนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หนังสือตอบจากรองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ว่ารัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ให้ความเห็นต่อร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันฯ ที่ยังปฏิเสธการตั้งศูนย์รับร้องเรียน โดยให้เหตุผลว่า จะเป็นการทำงานเกินหน้าที่ของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ อีกทั้งไปทำงานซ้ำซ้อนกับกรมสวัสดิการ และการร้องเรียนผ่านสถาบันฯ แล้ว ส่งให้กรมสวัสดิการจะทำให้เกิดความล่าช้า ไม่เป็นผลดีต่อผู้ใช้แรงงาน
ประธานที่ไม่ควรเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รัฐมนตรีให้ความเห็นว่าต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถ จึงสมควรเปิดกว้างไว้ กรรมการที่มาโดยตำแหน่งรัฐมนตรีให้มา 3 คน กรมสวัสดิการ กรมควบคุมโรค เลขาธิการประกันสังคม เครือข่ายแรงงานขอให้มีแค่ 2 คน คำตอบยืนยันให้มาโดยตำแหน่ง 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คนเหมาะสมแล้ว และการได้มาของกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามรัฐมนตรีกำหนด แต่เครือข่ายแรงงานเสนอว่า ที่มาของคณะกรรมการมาจากการสรรหา ส่วนตัวแทนลูกจ้าง นายจ้างฝ่ายละ 2 คน ให้มาจากการใช้ประชาธิปไตยทางตรงคือเลือกตั้ง 1 คน 1 เสียง รัฐมนตรีตอบว่า เห็นสมควรให้เป็นการเลือกตั้งแบบสัดส่วนของลูกจ้างในสถานประกอบการ และลูกจ้างที่อยู่นอกสถานประกอบการ ลูกจ้าง 50 คนเลือก 1 คนมาเป็นผู้แทนไปเลือก โดยผู้อยู่ในสถานประกอบการให้ใช้ฐานข้อมูลจากประกันสังคม และใช้สถานประกอบการเป็นหน่วยเลือกตั้ง
19 ปีที่แล้วสินะ ปีหน้าจะเข้าปีที่ 20 จนปัจจุบัน การเรียกร้อง “สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย” ยังเหมือนการพายเรือในอ่าง ถูกหลอกล่อ บ่ายเบี่ยง ด้วยการคิดล้าหลัง หวงอำนาจ การไม่เปิดใจ ต่อการมีส่วนร่วม บริหารจัดการ สถาบันฯ ทำให้ปัจจุบัน การคลอดสถาบันฯ ส่อแววจะแท้ง ! หรือไม่ก็คลอดออกมาอาจไม่ครบสามสิบสอง อาจจะหูแหว่ง ตาบอด แขนกุด ก็เป็นได้
ความไม่จริงใจของภาครัฐ และฝ่ายการเมือง ที่ไม่ยอมตัดสินใจต่อการจัดตั้งองค์กรอิสระที่สำคัญกับชีวิตความปลอดภัยของ ผู้ใช้แรงงาน ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพความปลอดภัยในการทำ งาน...เข้าสู่วังวนเดิม .พี่น้องเพื่อนผู้ใช้แรงงาน..ยังต้องเผชิญกับอันตรายและความตาย อยู่อย่างเงียบๆ ทุกๆ นาที มันทำให้ผู้ผลักดันต้องกัดฟันเดินหน้า เดินหน้าต่อไป แล้วก็ฉงนใจยิ่งนักว่า ข้อเสนอที่ดีๆ อย่างนี้ การเรียกร้อง ที่เรียกร้องเป็นประโยชน์กับผู้ใช้แรงงานจำนวนมากอย่างนี้ ทำไม มันถึงยากเย็น ทำไมมันถึงต้องใช้เวลายาวนาน.....แล้ว.ครั้งนี้จะมี.ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ไหม ??
เราจะฝากความหวังไว้ .ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลชุดนี้ และ ส.ส.อันทรงเกียรติทั้งหลาย ???? ในระหว่างนี้พี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย โปรดระวังความปลอดภัยกันเองไปพลางๆ ก่อน ได้แต่ภาวนา ว่าอย่าได้เกิดโศกนาฎกรรมอะไรขึ้นมาระหว่างนี้อีกนะ...........

หมายเหตุ: ปัจจุบัน สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ ยังเรียกร้องในนามสมัชชาคนจน โดยวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2555 ร่วมชุมนุมในนามสมัชชาคนจน โดยท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล มารับผิดชอบดูแลแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน และท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามแก้ไขปัญหา เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ปัจจุบันรอนัดเจรจายังไม่คืบหน้า
10 พฤษภาคม 2556 จะครบรอบ 20 ปีของโศกนาฎกรรมเคเดอร์


////////////////////////////////////

หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม: 19 ปีบนเส้นทางการผลักดัน การจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ส่อแววแท้ง..หรือ...คลอดออกมาอย่างพิการ !!

‘ศาลอาญา’ กับ ‘ตราบาป’ ของ ‘เจ๋ง ดอกจิก’

ที่มา ประชาไท

 

บทนำ: ตราบาป ของ ‘มนุษย์จำเลยชาวไทย’
การที่ ‘ศาลอาญา’ มีคำสั่งเพิกถอน ‘การปล่อยตัวชั่วคราว’ เฉพาะ ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ (นายยศวริศ ชูกล่อม) นั้น ในทางหนึ่งย่อมมองได้ว่าศาลทำงานละเอียด แยกแยะการกระทำของ แกนนำ นปช. แต่ละคนอย่างมีเหตุผล โดยมิได้เหมารวมว่าใครขึ้นเวทีแสดงความเห็นอะไร ก็ผิดเงื่อนไขต้องกลับเข้าคุกทั้งหมด (เนื้อหาของคำสั่งศาล อ่านได้ที่ http://bit.ly/VPJeng )
ส่วนกรณี ‘คุณเจ๋ง’ นั้น ศาลเห็นว่าได้กระทำผิดเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งห้ามการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม  อันที่จะทำให้เกิดความไม่สงบหรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่น ดิน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ศาลกำหนดเพื่อป้องกันการก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือความ เสียหาย
คนทั่วไป (รวมถึงตัวผู้เขียน) คงไม่พอใจมาก หากมีคนนำที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของครอบครัวตนไปกล่าวปราศรัยทำนองชักชวน ให้ผู้ฟังช่วยไป ‘จัดการ’ ไม่ว่าจะเพื่อติดตามสอบถามหรือรังควาญด้วยเหตุผลใด และย่อมหวังให้กฎหมายต้องเป็นฝ่ายไป ‘จัดการ’ ให้เข็ดหลาบ
แต่หากมองทะลุความรู้สึกให้เข้าไปถึงแก่นของตรรกะ น่าคิดว่า สังคมไทย โดยเฉพาะนักกฎหมายไทย กำลัง ‘มองข้าม’ ความไม่เป็นธรรมที่ปรากฏจากกรณี ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ หรือไม่ ?
สมมติมี ‘ประชาชนคนหนึ่ง’ ที่ไม่ได้เป็น ‘จำเลย’ ในคดีอาญาและมีอิสระอยู่ตามปกติ แต่มาวันหนึ่ง ประชาชนคนดังกล่าวได้ขึ้นเวทีปราศรัย พร้อมแจกที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของครอบครัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตลอดจนพูดและทำทุกอย่างเหมือนที่ ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ ได้ทำไป
ถามว่า ‘ประชาชนคนหนึ่ง’ คนนั้น จะสามารถถูก ‘จับเข้าคุก’ เพราะการพูดและแจกข้อมูลดังกล่าว ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินว่าทำผิดได้หรือไม่ (และแม้จะถูกพิพากษาว่าทำผิด โทษก็อาจไม่ถึงขั้นจำคุกเสียด้วยซ้ำ) ?
หากผู้ใดตอบว่า กรณีไม่เหมือนกัน เพราะ ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ เป็น ‘จำเลย’ ในข้อหาก่อการร้าย ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง แถมมีเงื่อนไขการปล่อยตัวผูกมัดไว้ ผู้เขียนก็ขอถามต่อว่า การคิดเช่นนั้นขัดแย้งกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 39 ที่ว่า “ใน คดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด...จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิด มิได้” หรือไม่ ?
ถามให้ง่ายขึ้น ก็คือ ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ ในฐานะประชาชนที่ตกเป็น ‘จำเลย’ ในคดีอาญานั้น เมื่อได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะยังมีสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาคเท่ากันกับ ‘ประชาชนคนทั่วไป’ หรือไม่ ?
หากตอบว่า เสมอภาคเท่ากัน แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยตัว คำถามก็คือ สาระของ ‘เงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว’ ที่ห้าม “ยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม ...” นั้น มี‘หลักเกณฑ์ทางนิติศาสตร์’ มาเป็นฐานในการกำหนดขอบเขตและชั่งวัดอย่างไร และอะไร คือ ‘ภัยอันตรายหรือความเสียหาย’ ที่ทำให้ ‘ประชาชนคนหนึ่ง’ ต้องเข้าคุกทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ?
หรือสังคมไทยพร้อมที่จะยอมรับว่า ศาลสามารถอาศัย ‘ดุลพินิจ’ ตาม ‘สายตา’ และ ‘จิตใจ’ ของผู้พิพากษารายบุคคลเป็นสำคัญ ขอให้พอมีเหตุผล ก็ยอมรับได้ กระนั้นหรือ ?
ผู้เขียนเห็นว่า กรณี ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ ทำให้เห็นว่า ‘ศาลอาญา’ กำลังสร้างแนวการตีความกฎหมายที่เป็นปัญหา และสะท้อนถึงความไม่พัฒนาของวงการนิติศาสตร์ไทย ดังที่ผู้เขียนจะขอวิพากษ์ไว้ 3 ขั้น ดังนี้
1. ‘ดุลพินิจ’ ที่ดี ต้องมี ‘หลักเกณฑ์’
ในขั้นแรก ผู้เขียนย้ำว่า ไม่ว่าศาลจะมี ‘เหตุผล’ ในการเพิกถอนการปล่อยตัว ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ ที่น่าฟังหรือน่าคล้อยตามเพียงใด แต่หาก ‘เหตุผล’ ที่ว่านั้นเป็นเหตุผลที่ถูกสร้างขึ้นเฉพาะกรณีและไร้ ‘หลักเกณฑ์ทางนิติศาสตร์’ ที่เป็นมาตรฐาน ก็เท่ากับว่าระบบกฎหมายไทยยอมรับให้ ศาลมี ‘ดุลพินิจ’ ใช้อำนาจ ‘เลือกเหตุผล’ ได้ตามอำเภอใจ
ผลก็คือ ความยุติธรรมที่ ‘จำเลย’ จะได้รับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘กฎหมาย’ แต่กลับขึ้นอยู่กับ ‘เคราะห์ดวง’ ว่าจำเลยผู้นั้นจะได้องค์คณะผู้พิพากษาที่ใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุผลหรือไม่
เป็นต้นว่า หาก ‘คุณเจ๋ง’ เจอผู้พิพากษาที่เข้มงวดเรื่องความเป็นส่วนตัว เข้มงวดในเรื่องครอบครัว ไม่ชอบการแสดงความเห็นทางการเมือง ไม่ชอบการต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะ คุณเจ๋งก็อาจ ‘ดวงกุด’ มิพักต้องพูดถึง ‘ผู้บริหาร’ ของศาลในเวลานั้น เช่น อธิบดีและรองอธิบดีศาล ว่ามีแนวคิด นโยบาย หรืออิทธิพลต่อองค์คณะในคดีอย่างไร
ศาลต่างประเทศเอง เช่น สหรัฐฯ ก็เจอปัญหาลักษณะเดียวกัน และใช้เวลาร่วมร้อยปีเพื่อพัฒนา ‘หลักเกณฑ์’ มาเป็นแนวทางการใช้ดุลพินิจ เช่น การพัฒนาหลัก ‘Clear and Present Danger’ มาสู่หลัก ‘Imminent Lawless Action’ ซึ่งล้วนตีกรอบให้ศาลสหรัฐฯ พิจารณาว่า การแสดงความคิดเห็นใด ถือเป็นการปลุกปั่นยุยงให้เกิดการทำผิดกฎหมายซึ่งรัฐสามารถห้ามหรือลงโทษการ แสดงความเห็นนั้นได้
ดังนั้น เมื่อผู้พิพากษาแต่ละคนล้วนเป็นมนุษย์ผู้ไม่อาจละทิ้งอคติและความรู้สึกนึก คิดส่วนตัวได้ทั้งหมด การทวงถาม ‘หลักเกณฑ์ทางนิติศาสตร์’ ที่ศาลไทยจะนำมาใช้เป็นมาตรฐานพิจารณา “การยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม ...” เช่น กรณีคุณเจ๋งนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายว่า เหตุผลที่ศาลอาญาอธิบายในการอ่านคำสั่งนั้น ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่จับต้องได้ชัดเจนนัก
2. ‘กฎหมายอาญา’ ต้องอยู่ภายใต้ ‘รัฐธรรมนูญ’
ในขั้นที่สอง  ‘การปล่อยตัวชั่วคราว’ เป็น ‘สิทธิตามรัฐธรรมนูญ’ ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะเจาะจงตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 40  และเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักกฎหมายสากลที่ว่า ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
ยิ่งไปกว่านั้น กรณีการปราศรัยของ ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ นั้น เกี่ยวพันโดยตรงกับ ‘เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’ ซึ่งหากแสดงไปเพื่อตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน เสียดสี หรือต่อต้าน บรรดาผู้ใช้อำนาจรัฐ เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แม้จะดุดัน หยายคาย หรือน่ารังเกียจเพียงใด ก็อาจมี ‘ความจำเป็นในทางประชาธิปไตย’ ที่กฎหมายต้องไม่เข้าไปข่มกดเช่นกัน
สมควรชมว่าศาลอาญาไทยเอง ก็ไม่ได้มองข้ามประเด็นนี้ เห็นได้จากคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับ ‘คุณจตุพร พรหมพันธุ์’ ที่ศาลอธิบายว่า แม้คุณจตุพรจะปราศรัยเสียดสี และตำหนิตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างหยาบคายและไม่สมควร แต่ก็ไม่เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม กระทบต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของบุคคลอื่น และไม่ก่อให้เกิดการคุกคามและการกดดันต่อการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ จึงยังพอถือได้ว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์และติชมการทำงานของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ แม้จะรุนแรงไปบ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเกิดอันตรายกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ที่จะเป็นการผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราว
แต่ศาลก็มิได้วางหลักเกณฑ์ที่จับต้องได้ชัด และหากกฎหมายถูกตีความไปในทางที่อิงดุลพินิจศาลจนทำให้ ‘ประชาชนต้องคิดหนัก’ ก่อนจะแสดงความเห็นต่อผู้ที่กำอำนาจรัฐไว้ในมือ ว่าสิ่งที่จะพูดไปนั้น จะทำให้ตนต้องเข้าคุกหรือไม่ ก็จะเป็นการทำให้สิทธิเสรีภาพใช้ได้อย่างลำบาก อีกทั้งเพิ่มต้นทุนในทางประชาธิปไตย สุดท้ายประชาชนทั่วไปก็จะกลัวหรือรู้สึกไม่คุ้มค่า ที่จะมาร่วมติดตาม ต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์ และประชาชนก็ย่อมตกอยู่ในกำมืออำนาจรัฐได้ง่ายยิ่งขึ้น
ผู้เขียนมองว่า วันนี้สังคมไทยยังเคราะห์ดี ที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แม้จะตัดสินคดีไม่ถูกใจทุกคน แต่ก็เป็นคนดีมีคุณธรรมพื้นฐานในระดับหนึ่ง แต่หากวันใดที่สังคมไทยต้องเผชิญกับผู้มีอำนาจที่ทำการชั่วร้าย แต่ประชาชนกลับกลัวการถูกจับเข้าคุกเพราะการแสดงความเห็นเสียแล้ว สังคมไทยก็จะอ่อนแอ และสูญเสียความเป็นประชาธิปไตยไปในที่สุด
ที่น่าวิตกก็คือ เหตุผลที่ศาลอาญาอธิบายในการอ่านคำสั่งไปนั้น ไม่ได้มีการวิเคราะห์แง่มุมในทางรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดแต่อย่างใด ว่าการตีความกฎหมายเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวนั้น จะเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของ ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ ในลักษณะที่เกินความจำเป็นและไม่สมสัดส่วนหรือไม่ ?
3. ศาลไทยต้องพัฒนา ‘หลักเกณฑ์’ เรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว ตาม มาตรา 108 ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หากพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในส่วนที่ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวนั้น จะพบว่า มาตรา 108  ได้ให้ศาลมีอำนาจกำหนด “เงื่อนไข อื่นใดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติเพื่อป้องกันการหลบหนี...ภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราว...”
บทบัญญัติที่กว้างเช่นนี้ ย่อมทำให้มีผู้หลงคิดว่า ศาลจะกำหนดเงื่อนไขและบังคับตีความการปล่อยตัวชั่วคราวอย่างไรก็ได้ ตราบเท่าที่เป็นไปเพื่อป้องกัน “ภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราว”
ความคิดดังกล่าวเกรงว่าอาจหยาบและง่ายเกินไป ผู้เขียนเสนอว่าศาลไทยควรพัฒนาการตีความเงื่อนไขตาม มาตรา 108 ให้อยู่ในขอบเขตที่เชื่อมโยงกับเหตุไม่ให้ปล่อยตัวชั่วตราวตาม มาตรา 108/1 เช่น ปัญหาการหลบหนี การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน การก่อเหตุอันตราย หรือก่อเกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีใน ศาล      
กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ สาระของเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว มิได้กำหนดขึ้นเพื่อให้ ‘จำเลย’ เป็นคนดี หรือไม่ทำความผิดใดๆ ตรงกันข้าม อำนาจของศาลในการกำหนดและบังคับเงื่อนไขตาม มาตรา 108 จะต้องเป็นเหตุจำเป็นเพื่อป้องกัน “ภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราว” อันเกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีที่ผู้ถูกปล่อยตัวตกเป็น ‘จำเลย’ ตามความมุ่งหมายของ มาตรา 108/1 เท่านั้น
ดังนั้น หากพิจารณาจาก ‘หลักเกณฑ์’ ที่นำเสนอมานี้ จะเห็นได้ว่า การกระทำของ ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ ซึ่งอาจละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของครอบครัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี กดดันตุลาการก็ดี หรือยุยงปลุกปั่นให้มีการไปรังควาญหรือทำสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ดี ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับคดีการก่อการร้ายที่คุณเจ๋ง ตกเป็นจำเลยอยู่แต่เดิม ศาลจึงไม่ควรมีอำนาจตีความให้การกระทำของคุณเจ๋งซึ่งแยกออกจากกัน กลายเป็นเหตุให้ต้องกลับมาเข้าคุกในฐานะจำเลยในคดีการก่อการร้ายได้ (ทั้งนี้ หากตุลาการ หรือ ครอบครัวตุลาการ จะติดใจดำเนินคดี ‘คุณเจ๋ง ดอกจิก’ ก็เป็นสิทธิที่ผู้เสียหายดำเนินการได้ แต่กฎหมายต้องแยกกรณีออกจากกัน)
สาเหตุที่ผู้เขียนเสนอ ‘หลักเกณฑ์’ เช่นนี้ ย่อมโยงกลับไปที่ข้อพิจารณาสองขั้นแรกที่กล่าวมา โดยเฉพาะเมื่อการจำกัด ‘สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ’ ถูกกฎหมายเปิดช่องให้ถูกตีความได้อย่างกว้างขวาง ศาลจึงมีหน้าที่และบทบาทสำคัญในการพัฒนา ‘หลักเกณฑ์ทางนิติศาสตร์’ เพื่อทำให้บทบัญญัติที่กว้าง สามารถนำมาใช้ได้อย่างสมสัดส่วน เป็นมาตรฐาน และเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
มิเช่นนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 39 ที่ว่า “ใน คดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด...จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิด มิได้” ก็จะไร้ความหมาย เพราะเท่ากับ ‘จำเลย’ ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว กลับตกใต้ตราบาปที่ทำให้ต้องจำคุกได้ง่ายยิ่งกว่าประชาชนคนธรรมดาทั่วไป แม้การกระทำนั้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อหาในคดีเดิมก็ตาม
ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้เขียนจึงมองว่า การที่ศาลอาญา ‘ปรับเพิ่ม’ เงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวของ ‘จำเลย’ บางราย ให้กินความกว้างไปถึงการห้ามดูหมิ่นให้กระทบต่อ ‘เกียรติยศ ชื่อเสียงและความเป็นอยู่ส่วนตัว’ ของบุคคลอื่น หรือ ‘ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน’ นั้น ยิ่งเป็นการใช้อำนาจตุลาการที่เกินเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของ ‘จำเลย’ ประหนึ่งมองว่าเป็นมนุษย์ที่มีความชั่วช้ามาแต่เดิม และควรมีเงื่อนไขให้ถูกจับเข้าคุกได้เสียง่ายๆ ทั้งที่มนุษย์ทั่วไปในสังคม ที่กระทำการกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงและความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กลับถูกปล่อยให้ลอยนวลอยู่ถมไป
บทส่งท้าย: ตุลาการ ‘รุ่นใหม่’ อย่าปล่อยให้ ‘ประชาชน’ รอถึง ‘ศาลฎีกา’
ที่ผ่านมา ‘ศาลฎีกาไทย’ เคยตีความว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว ถือเป็น ‘คำสั่งระหว่างพิจารณา’ ซึ่งเป็น ‘ดุลพินิจ’ ของศาลชั้นต้น ต่างจากคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ดังนั้น จำเลยที่จึงไม่มีสิทธิ ‘ยื่นอุทธรณ์’ คำสั่งนั้น
แนวการตีความเช่นนี้ หมายความว่า การใช้ ‘ดุลพินิจ’ โดยศาลชั้นต้นในการเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนั้น จะไม่สามารถถูกตรวจสอบโดยศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถยื่นคำร้องให้ขอปล่อยตัวได้อีกก็ตาม ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า อาจต้องมีการทบทวนหลักคิดในเรื่องนี้กันใหม่
แต่มองในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจทำให้หวังได้ว่า การตีความและพัฒนาหลักเกณฑ์เรื่องการปล่อยชั่วคราวที่ผู้เขียนเสนอมานั้น อาจได้รับอานิสงส์จาก ‘ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น’ ที่มีความคิดความอ่านที่ลึกซึ้งทันสมัย และพร้อมจะพัฒนาระบบกฎหมายและระบบยุติธรรมไทยให้เคารพและคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนที่ตกเป็น ‘จำเลย’ ไม่ต้องกลายเป็นมนุษย์ชั้นสองที่ต้องคอยแบก ‘ตราบาป’ ติดตัว โดยไม่ทราบว่าอีกกี่เดือนกี่ปี ที่คดีจะไปถึง ‘ศาลฎีกา’.


หมายเหตุ: เนื้อหาของคำสั่งศาลอาญา วันที่ 22 สิงหาคม 2555 อ่านได้ที่ http://bit.ly/VPJeng

‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ ยัน ศอฉ. ควรร่วมรับผิดชอบสลายชุมนุม ‘สุเทพ’ โอดย้ายข้างกันหมด

ที่มา ประชาไท

 
23 ส.ค.55 เว็บไซต์ Springnews TV รายงาน นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ที่อยู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 เห็นว่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการ ควรต้องรับผิดชอบร่วมกับฝ่ายปฏิบัติการในการสั่งการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 รวมถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะคำสั่งทุกอย่างในที่ประชุม ได้มีการกลั่นกรองและปฏิบัติตามหลักสากล แต่เห็นว่าขณะนี้มีข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการ ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินอย่างชัดเจน
นายถวิลยังยอมรับว่า เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนข้อมูลก็เปลี่ยนไป และถูกเปิดเผยผ่านสื่อมากขึ้น พร้อมไปกับถูกบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สถานการณ์กลับตาลปัตร และส่วนตัวก็พร้อมรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น รวมถึงการถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ทั้งนี้นายถวิล ยังเห็นว่า ขอให้กำลังใจนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ในการทำหน้าที่ เพราะหากไม่มีนายธาริตงานต่างๆ ก็จะไม่มีความคืบหน้า ซึ่งเชื่อว่า นายธาริต ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เหมือนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต แต่เชื่อว่า อาจมีความจำเป็นและภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำให้บางเรื่องไม่สามารถพูดได้ ส่วนการเสียชีวิตของประชาชน 98 ศพ และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เจ้าหน้าที่รัฐ ควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
อดีตผอ.ศอฉ. เปรียบกำลังเข้าสู่การเขียนประวัติศาสตร์ใหม่โดยคนชนะ
ขณะที่เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่า หลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และอดีตผอ.ศอฉ.ร่วมหารือร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและฝ่ายกฎหมายของพรรค ได้เปิดเผยถึงการทำหนังสือขอเลื่อนไปอีก 15 วัน เพื่อเตรียมข้อมูล จากวันที่ 21 ส.ค. ที่มีนัดในการที่จะไปให้เป็นพยานในการไต่สวนการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ใกล้สถานีรถไฟฟ้าราชปรารภ เมื่อ 15 พ.ค. 53 นายสุเทพ กล่าวอีกว่า หมายเรียกดังกล่าวเรียกให้ตนเป็นพยานฝ่ายทนายโจทก์ แต่กลับมีความพยายามเสนอข่าวให้ดูเหมือนว่าตนเป็นจำเลย ในคดีนี้นายอภิสิทธิ์ ได้รับหมายเช่นกัน และได้ส่งหนังสือเลื่อนการให้ปากคำเหมือนกันด้วย แต่ตนไม่ได้คิดว่าจะมีนัยยะอะไร คอยทำใจให้เกลี้ยง ๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะเรียกไปให้การด้วยนัยยะอะไรก็แล้วแต่ทั้งพยานโจทก์หรือเป็นโจทก์เอง เราก็จะพูดแต่ในสิ่งที่เรารู้ เห็นและปฏิบัติ
“เรื่องนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ จะพูดอะไรก็พูดไป แต่ผมยืนหยัดต่อสู้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยไม่ได้หารือกับอดีตศอฉ. รวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ด้วย เพราะรัฐบาลและ ร.ต.อ.เฉลิม มีเป้าหมายผมและนายอภิสิทธิ์เท่านั้น จึงไม่ต้องเป็นห่วงกรรมการ ศอฉ.คนอื่น รวมถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะเขาย้ายข้างไปแล้ว ส่วนเรื่องนี้จะส่งผลทางจิตวิทยาต่อมวลชนอย่างไรนั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากกัน แต่ผมเป็นห่วงประชาชน เพราะรัฐบาลพูดข้างเดียว ร.ต.อ.เฉลิมก็พ่นอยู่ข้างเดียว ใส่ร้ายป้ายสีทุกวัน ขอเรียกร้องประชาชนให้เปิดใจฟังเรื่องนี้ เพราะเขาพยายามใส่ร้ายทหาร เพื่อโยนความผิดให้กับผมและนายอภิสิทธิ์ ทั้งที่ผมและนายอภิสิทธิ์ ไม่เคยสั่งการให้มีการฆ่าประชาชน ผมมั่นใจว่าจะสู้ได้ด้วยความจริง” นายสุเทพ กล่าว
เมื่อถามว่ามักจะมีคำขู่ว่าจะเอานายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ เข้าคุกให้ได้ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่กลัว ถ้าต้องติดคุกเพราะเราตั้งใจดีต่อบ้านเมืองก็ให้มันรู้ไป แต่ก็ยอมรับว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่การเขียนประวัติศาสตร์ใหม่โดยคนชนะ แต่ไม่มีใครลบความจริงได้ เพราะประชาชนเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งประเทศ มีหลักฐานมากมาย แต่ขณะนี้มีความพยายามไม่พูดถึงชายชุดดำ แต่เป็นเรื่องที่เราต้องพูด ถ้าดีเอสไอจงใจบิดเบือนข้อมูลเพื่อเอาใจรัฐบาลและ ร.ต.อ.เฉลิม ตนจะดำเนินคดีกับดีเอสไอ