WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 26, 2012

"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" อภิปรายที่วัดลาดพร้าว

ที่มา ประชาไท

 

ในคืนก่อนพิธีฌาปนกิจศพนายอำพล หรือ อากง SMS ที่วัดลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว-วังหิน กรุงเทพมหานคร เมื่อคืนวานนี้ (25 ส.ค.) นั้น ในช่วงกลางดึก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นอภิปรายเป็นเวลา 30 นาที



ตอนหนึ่งของการปราศรัย สมศักดิ์ กล่าวถึงเรื่อง การมี "Moral Courage" หริอ "ความกล้าหาญทางคุณธรรม" ซึ่งเป็นเรืองที่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก โดยไม่เกี่ยวว่าจะมีทัศนะทางการเมิองอย่างไร โดยสมศักดิ์กล่าวถึงคดีกรณี สวรรคตรัชกาลที่ 8 กับกรณีการเสียชีวิตของอากง SMS โดยสมศักดิ์กล่าวว่า ในคดีกรณีสวรรคตดังกล่าวทั้ง 3 ศาล มีบรรดาตุลาการรวม 12-13 คน แต่ไม่มีสักคนกล้าที่จะบอกว่าหลักฐานไม่พอที่จะเอาผิดประหารชีวิต เฉลียว ปทุมรส, ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน ยกเว้นตุลาการคนหนึ่งในชั้นศาลอุทธรณ์ที่กล้าบอกว่าตัดสินประหารชีวิตไม่ได้ จำเลยเหล่านี้ไม่ผิด ที่เหลือไม่มีใครกล้าบอกเลย
และกรณีดังกล่าวใช้เวลาถึง 30-40 ปี กว่าจะยอมรับว่าปรีดี พนมยงค์ไม่เกี่ยวข้อง และในคดีนี้ไม่มีทางที่มหาดเล็ก 2 คนจะร่วมมือกับปรีดีในการปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 แต่ตลอด 30-40 ปีมานี้ มีคนใหญ่คนโต มีคนจบมหาวิทยาลัย มีนายกรัฐมนตรีจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครออกมาพูดว่าเป็นสิ่งไม่ถูกที่ไปประหารชีวิตเขา ไม่ถูกที่ไปไล่เขาออกนอกประเทศ ไม่มีเลย ทุกคนคำนึงถึงฐานะตัวเองหมด แล้วประเทศไทยสังคมไทยเป็นอย่างนี้ตลอด
กรณีอากง เป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก เพราะตลอดทั้งกระบวนการแต่ต้นจนจบ หาคนที่กล้าหาญทางคุณธรรมแบบนี้ไม่ได้ ในระดับตุลาการที่ตัดสินอากง ตั้งแต่การไม่ให้อากงประกัน ตุลาการต้องรู้แน่ๆ ว่าการไม่ให้ประกันมันผิด เหตุผลที่ว่าอากงอายุ 60 จะหนี เป็นเหตุผลที่ว่าผิดแน่ๆ ถ้าตุลาการไปอ้างเหตุผลแบบนี้ แต่ไม่กล้าจะบอกว่าคนนี้ไม่หนีหรอกแล้วให้ประกัน แล้วการตัดสินศาลก็ยอมรับว่าไม่มีหลักฐานพอที่อากงเป็นคนส่ง SMS ในภาษากฎหมายเขามีศัพท์ว่า "Burden of Proof"  ภาระในการพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่จำเลย ไม่ได้อยู่ที่ตัวโจกท์ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยส่งจริง ศาลก็ต้องปล่อยจำเลยไป และกรณีที่ต่อให้อากงยอมรับว่าส่ง SMS จากเครื่องนี้จริง แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าอากงในการกดส่ง ตามหลักภาระในการพิสูจน์ศาลก็ต้องปล่อยอากง แต่ศาลก็ไม่กล้าตัดสิน ในสังคมซึ่งมีความเป็นมนุษย์อยู่ ตุลาการที่นั่งบัลลังก์ไม่อนุมัติประกันอากง เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าการไม่อนุมัติให้อากงประกันไม่ถูก เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าการตัดสินแบบนี้มันผิดหลักกฎหมายแต่ก็ไม่ให้ประกัน ตัดสินเสร็จก็ไม่ให้ประกัน อ้างเรื่องกลัวหนีอีก นี่คือสิ่งที่ผมไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรม อย่างน้อยควรจะรู้อะไรผิด อะไรถูก
ประเด็นที่ผมเสียใจมากกรณีอากงคือ ในทุกวงการไม่มีใครกล้าหาญทางคุณธรรมเพียงพอ แต่คำนึงฐานะตำแหน่งตัวเองตลอด กับฝั่ง นปช. อย่างอาจารย์ธิดา (ถาวรเศรษฐ์) ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์ กว่าจะพูดเรื่องนี้ คือการไม่มี "Moral courage" ที่ผมพูดถึง และไม่เพียงแต่ นปช. รวมทั้งรัฐบาลเอง แม้ในระดับข้อเสนอของนิติราษฎร์จะทำไม่ได้ อย่าว่าแต่ข้อเสนอของผมเลย ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะทำได้ แต่มันมีระดับที่รัฐบาลทำได้ อย่างกรณีที่ตอนนี้มีนักโทษในคดี ม.112 ประมาณ 10 กว่าคนในเรือนจำใหญ่ และอำนาจในการย้ายนักโทษอยู่ในมือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมต.ยุติธรรม ซึ่งสามารถสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ย้ายนักโทษไปอยู่ที่เรือนจำหลักสี่ เซ็นเช้า ย้ายบ่ายได้ทันที แต่จนป่านนี้ทำไมไม่ทำ
กรณีอากง เห็นได้ชัด ทุกฝ่ายขี้ขลาดตาขาว เห็นคนแก่อายุ 60 ห้ามประกันซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ต้องออกมาพูดแล้วว่าทำไม่ได้มันผิด ด้านกฎหมาย อธิการบดี แต่ทุกคนเงียบกริบหมด ที่สำคัญคือพูดไปแล้วกลัวจะเดือดร้อน เข้าข้างพวกล้มเจ้าบ้าง หรือบางคนกลัวว่าจะเข้าข้างอีกฝ่าย จนอะไรที่เป็นเรื่องความถูกความผิด ที่มันเป็นพื้นฐานง่ายๆ ของความเป็นคนมันหมดไปเลย แล้วทำให้คนแก่คนหนึ่งซึ่งไม่ใช่การเมืองอะไรทั้งสิ้น มาตาย โดยที่ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของเขากับครอบครัวเขา
ถ้าเสียงนี้จะได้ยินไปถึงทุกคน ทุกฝ่าย เลยทั้งเหลือง ทั้งแดง ทั้งรัฐบาล ทั้ง นปช. ลองถามตัวเองจริงๆ ว่า ตัวเองมีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหนต่อการตายของอากง และถ้าพูดกันตรงๆ คนดังทั้งหลายแหล่ ที่มีฐานะทั้งหลายแหล่แล้วตลอดเวลาของคดีอากง ทั้งที่รู้ว่าไม่ถูก มันผิดแล้วไม่ทำอะไร ผมว่าทุกคนต้องถามใจตัวเองว่า มีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหนในทางคุณธรรม ว่าสามารถทำอะไรได้มาก สามารถช่วยอากงในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้แต่ไม่ช่วย เพราะคำนึงถึงชื่อเสียงตัวเอง คำนึงถึงฐานะตัวเอง คำนึงถึงการเมืองตัวเอง ผมว่าควรจะมีความละอายแก่ใจตัวเอง พรุ่งนี้เผาอากง ผมอยากให้คนเหล่านี้นอนไม่หลับแล้วคิดถึงความตายของคนแก่คนนี้ แล้วถามตัวเองว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาตัวเองควรจะทำได้มากกว่านี้ไหม
ฝ่ายรัฐบาลเองก็เหมือนกัน กับคนที่ต้องโทษคดี ม.112 เรื่องง่ายๆ แค่ย้ายคุก มันไม่ยากอะไรเลย ถูกด่าก็ด่าไปสิ แค่นี้มันไม่ทำให้รัฐบาลล้มหรอก ถ้าย้ายคุกแล้วทำให้รัฐบาลล้ม มาจับผมเข้าคุกแทนได้เลย คือมันมีอะไรบางอย่างซึ่งควรจะคำนึง ไม่ใช่คิดแต่การเมืองอย่างเดียว มันเป็นเรื่องคุณธรรมที่คุณควรจะคิดบ้าง แล้วสังคมไทยมันขาดสิ่งนี้มาก
ถ้าจะว่าไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เรายืดเยื้อไม่จบ ผมคุยกับคุณนิก (นิก นอสติทซ์ ช่างภาพ) ชาวเยอรมันที่มาทำข่าวบ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่น่าเสียใจก็คือว่า ทุกวันนี้ ทุกฝ่ายขาดสิ่งนี้ คือคิดอยากจะเอาชนะทางการเมืองอย่างเดียว หลายอย่างคนเหล่านี้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด รู้ว่าเป็นอะไร รู้ว่าทางออกเป็นอะไร ทุกคนรู้ว่าถ้าไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ไม่มีทางแก้วิกฤตได้ ใช่ไหม ไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ต่อวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา เรื่องพวกนี้ถ้าไม่พูด ไม่อธิบายกันเต็มที่ ก็แก้วิกฤตไม่ได้ ถามหน่อยว่าคนในวงการเมืองคนไหนไม่รู้บ้างเรื่องนี้ ถามหน่อยว่าบรรณาธิการข่าวที่ไหน หนังสือพิมพ์ทุกฉบับไม่รู้บ้างว่ามีประเด็นนี้อยู่ แล้วเมืองไทยแทนที่จะมานั่งพูดกัน แทนที่ทุกฝ่ายจะมีความกล้าหาญว่า "เนี่ยวิกฤตนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้" "มันหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วมาตั้งโต๊ะพูดกันตรงไปตรงมา ฯลฯ"
มันเหมือนประเทศนี้บางครั้งผมคิดแล้วทั้งเศร้า ทั้งเหนื่อย เรื่องที่มันควรจะแก้ได้โดยใช้สามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ทุกฝ่ายมันเหมือนกับหายไปไหนหมดไม่รู้ แล้วความหายไปไหนหมดนี้ สุดท้ายคนที่เป็นเหยื่อตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็คือคนตัวเล็กๆ คนธรรมดานี่แหละ ไม่ใช่คนดังๆ ทั้งหลายของทั้ง 2 ฝ่ายหรอก คนอย่างอากง คนที่ตายไป 90 คน 100 คน 20 คนที่อยู่ในคุกคดีทั่วไป คน 10 คนคดี 112 แล้วคนที่มีตำแหน่ง มีฐานะของทุกฝ่าย ในชีวิตประจำวันคุณกินข้าว กินปลา คุณหลับนอนโดยความรู้สึกที่ปล่อยให้ปัญหามันเรื้อรัง แล้วไม่รู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของคุณในการแก้
ผมหวังว่าทุกคนทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในอำนาจตอนนี้ รวมถึงอำนาจการเมือง ทางศาล ทางสังคม พวกนักวิชาการ พวกนักหนังสือพิมพ์ จะได้คิดบ้างว่าเราปล่อยภาวะแบบนี้มันเกินไปแล้ว กรณีอากงมันเป็นสุดยอดของความที่ ซึ่งผมว่าคนจะได้สติกันบ้างจากอากง แต่อากงตายมาหลายเดือนทุกอย่างก็กลับเป็นเหมือนเดิมหมด ก็ไม่รู้ว่าถ้าสังคมไทยเป็นอย่างนี้ ทุกฝ่ายไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรมที่จะคุยกันตรงไปตรงมา ต่างฝ่ายต้องคำนึงถึงอย่างนู้นอย่างนี้ รัฐบาลก็กลัวถูกกล่าวหาว่าว่าล้มเจ้า อีกฝ่ายก็กลัวหมดข้ออ้างในการเกาะสถาบันกษัตริย์ ในที่สุดจะลงเอยอย่างไรรู้ไหม ในที่สุดอาจจะลงเอยด้วยนองเลือดอย่างขนานใหญ่ในสังคมไทย แล้วถ้าลงเอยอย่างนั้นความรับผิดชอบมันอยู่กับใคร อันนี้ต้องถามตัวเองทุกคน
กรณีอากง ความรู้สึกของผมคือ ทุกฝ่ายมันขาด "ความกล้าหาญทางคุณธรรม" ที่จะทำในสิ่งที่รู้ว่ามันถูก รู้ว่าควรจะทำอะไร แต่ทุกคนไปคำนึงถึงอย่างอื่นหมด ไปคำนึงฐานะ ตำแหน่ง คำนึงถึงการเมืองหมด แล้วไม่กล้าทำ แล้วสุดท้ายคนที่เป็นเหยื่อคือคนแก่ธรรมดาที่สุดท้ายต้องมาตายโดยห่างจาก ครอบครัว

เล็งขอกำลังทหารคุ้มกัน ‘เทือกเขาบรรทัด’ ผวาอุทยานปราบชาวบ้านเหมือนคอมมิวนิสต์

ที่มา ประชาไท

 

เครือข่ายปฏิรูปฯ เขาบรรทัดเล็งขอกำลังทหารคุ้มกัน ผวา‘อุทยานฯ’ปราบชาวบ้านเหมือนคอมมิวนิสต์ หารือม็อบทำเนียบ-ศาลากลางตรัง กดดันคณะรัฐมนตรีมีมติชะลอการฟันยาง เครือข่ายฯ รักษ์เขาบรรทัดจี้‘ดำรง พิเดช’ กรรมการแก้สมัชชาคนจนแก้ ระดมมวลชลใหญ่บีบ
 


บุญ แซ่จุ่ง (ซ้าย) อานนท์ สีเพ็ญ (ขวา)
 
นายบุญ แซ่จุ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2555 ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ตำบลควนปริง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง คณะทำงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ และ หารือคร่าวๆ เบื้องต้นมีความคิดหลายแนวทาง อาทิ จะมีการเคลื่อนไหวกดดันคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล หรือศาลากลางจังหวัดตรังเพื่อให้มีมติคณะรัฐมนตรีหยุด หรือชะลอการตัดฟันสวนยางพาราในภาคใต้ ในวันที่ 28 สิงหาคม 2555 
 
นายบุญ เปิดเผยอีกว่า เบื้องต้นเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด มีแนวคิดจะยื่นหนังสือถึงกองทัพบก เพื่อขอกำลังทหารคุ้มกัน ฯลฯ โดยในวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ชาวบ้านสมาชิกเครือข่ายฯ จะมีการประชุมหารือเพื่อเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมอีกครั้งว่าจะเอาอย่างไร โดยวางรูปแบบเคลื่อนใหญ่กันทั่วประเทศร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่ เป็นธรรม (พีมูฟ) หรืออาจร่วมกันกดดันชุมนุมยืดเยื้อที่ทำเนียบรัฐบาลเลย
 
นายบุญ กล่าวว่า สำหรับในระดับองค์กรชุมชนในแต่ละพื้นที่ให้ชาวบ้านเฝ้าระวังแปลงยางพารา ที่เป็นเป้าหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด ตอนนี้มีข่าวลือออกมาว่าเจ้าหน้าที่ชุดหน่วยปฏิบัติการรื้อถอน 1,500 นาย ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกปฏิบัติการในพื้นที่โน่นพื้นที่นี้จนชาวบ้านหวาดผวา และวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เวลาเห็นรถยนต์ผ่านไปผ่านมาก็นึกว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการดังกล่าว คณะทำงานเครือข่ายฯ จึงคอยแนะนำชาวบ้านสมาชิกเครือข่ายฯ หากทีเหตุการณ์เร่งด่วนที่ไหน ชาวบ้านสมาชิกเครือข่ายฯ พร้อมเข้าไปสมทบกับพื้นที่เกิดเหตุทันที เพื่อยื้อ เจรจา ต่อรอง
 
“รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 50 ล้านบาท ให้กรมอุทยานฯ เพื่อปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่าในภาคใต้ แต่ไม่ได้แยกแยะระหว่างผู้บุกรุกทำลายป่า กับพื้นที่ป่าทับซ้อนที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน จนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่ และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาความมั่นคงได้ ชาวบ้านจำเป็นต้องขอกองกำลังทหารมาคุ้มกันชาวบ้าน เพราะการสนธิกำลังแบบนี้เหมือนกับการทำสงครามกับชาวบ้าน ประหนึ่งการทำสงครามกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในอดีต” นายบุญ กล่าว
 
นายอานนท์ สีเพ็ญ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด สมาชิกสมัชชาคนจน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2555 ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัดได้ประชุมมีมติออกมาว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม 2555 เครือข่ายฯ จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะกรรมการของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชาคนจน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 181/2555 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ลงนามโดยของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ชะลอการตัดฟันยางพาราของชาวบ้าน ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมเปิดโต๊ะแถลงข่าวที่ศาลากลางจังหวัดตรัง ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน พร้อมกับให้องค์กรสมาชิกเครือข่ายฯ กลับไปเฝ้าระวัง ตรวจตราพื้นที่ของตัวเองอย่างเข้มงวด หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ไหน เครือข่ายฯ พร้อมลงไปสมทบเพื่อยื้อ เจรจา ต่อรอง
 
นายอานนท์ เปิดเผยอีกว่า วันที่ 27 สิงหาคม 2555 นี้ เครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด จะมีการจัดเวทีที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด พร้อมระดมชาวบ้านให้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้ โดยประสานกับแนวร่วมชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการตัดฟันยางพาราตามนโยบายปราบ ปรามผู้บุกรุกทำลายป่าในภาคใต้ ของกรมอุทยานฯ ส่วนรูปแบบกิจกรรมต้องรอมติที่ประชุมเครือข่ายฯ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2555 ว่าจะเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน อย่างไร พร้อมทั้งประมวล และประเมินสถานการณ์องค์กรสมาชิกเครือข่ายฯ ร่วมกัน
 
นายอานนท์ เปิดเผยต่อไปว่า ตนทราบข่าวว่าในวันที่ 25 สิงหาคม 2555 ชาวบ้านที่อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดเวทีเกี่ยวกับเรื่องการบุกฟันยางพาราของกรมอุทยานฯ โดยชาวบ้านเข้าร่วมประมาณ 400 คน ซึ่งตนจะเดินทางไปประสานเพื่อมาเป็นแนวร่วมเคลื่อนไหวในวันที่ 27 สิงหาคม 2555 นี้ด้วย 
 
“ขณะเดียวกันเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ได้ประสานงานมายังเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด ซึ่งทางเครือข่ายฯ ของเราก็พร้อมจะร่วมกดดันให้มีวาระการหยุด หรือชะลอการตัดฟันยางพารา ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 สิงหาคม 2555 แต่ทั้งนี้ต้องเจรจาว่าส่วนไหนจะร่วมกันตีได้ ส่วนไหนจะแยกกันตี ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน” นายอานนท์ กล่าว

ทหารไทยรื้อถอนชุมชนดอยไตยแลง ฐานที่มั่น SSA ชี้สร้างล้ำเขตแดน

ที่มา ประชาไท

 

ทหารไทยแม่ฮ่องสอนรื้อถอนบ้านเรือนชุมชนบนดอยไตยแลง ฐานที่มั่นกองกำลังไทใหญ่ SSA ระบุสร้างรุกล้ำเขตแดนไทยซึ่งเคยแจ้งรื้อถอนโยกย้ายแล้ว ขณะที่ฝ่าย SSA ยันเป็นเส้นเขตแดนหากยึดแผนที่อังกฤษพื้นที่อยู่ในเขตของรัฐฉาน
 
 
 
 
ที่มาภาพ Taifreedom
 
 
25 ส.ค. 55 - มีรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 55 ที่ผ่านมา ทหารไทยในพื้นที่แม่ฮ่องสอน ที่รับผิดชอบพื้นที่ด้านตรงข้ามดอยไตแลง ได้รับคำสั่งให้ขึ้นไปรื้อถอนบ้านเรือนชุมชนบนดอยไตยแลง ที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพรัฐฉาน SSA ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึก โดยระบุว่าสร้างล้ำเข้าเขตแดนไทย ซึ่งมีบ้านเรือนที่ถูกระบุว่าสร้างอยู่ในเขตไทยทั้งหมด 17 หลังกำลังถูกรื้อถอน
 
ด้านพ.ท. สิริ เลขาธิการสภากอบกู้รัฐฉาน RCSS กองทัพรัฐฉาน SSA กล่าวว่า บ้านเรือนที่ถูกรื้อถอนนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยระบุว่าอยู่ในเขตแดนไทย โดยบ้านเรือนชุมชนบนดอนไตแลงปลูกสร้างอยู่เป็นแนวยาวตามสันเขตแดนซึ่งไม่มี ความชัดเจน หากยึดตามแผนที่อเมริกาจะอยู่บนเส้นเขตแดนพอดี แต่หากยึดตามแผนที่อังกฤษพื้นที่นั้นจะอยู่ในเขตของรัฐฉาน แต่ไม่ทราบว่าฝ่ายไทยยึดอ้างแผนที่อันไหน
 
ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ SSA ที่ทำหน้าที่ดูแลชุมชนบนดอยไตแลงเปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2554 ทหารไทยได้แจ้งว่า บ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่ตามสันเขาด้านตะวันตกของเส้นทางที่พาดผ่านชุมชน อยู่ในเขตไทย และขอให้ย้ายออกทั้งหมด ในปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 ทาง SSA ได้ย้ายสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีทั้งวัด โรงเรียน โรงพยาบาลขนาดเล็ก และบ้านเรือนชาวบ้านอีกหลายสิบหลังไปอยู่ในที่แห่งใหม่
 
เจ้าหน้าที่ SSA กล่าวว่า หลังจากได้รับแจ้งให้มีการรื้อถอนแล้ว มีบ้านเรือนหลังใหญ่ประมาณ 10 กว่าหลังที่ยังไม่ได้รื้อถอน เพราะทาง SSA ได้ร้องขอไว้ให้เป็นสถานที่พักแขกในยามที่ดอยไตแลงมีการจัดงานต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไทยก็ได้อนุญาตแล้ว แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไทยกว่า 10 นาย ขึ้นไปรื้อถอนบ้านเรือนที่เคยร้องขอไว้
 
ทั้งนี้ เมื่อช่วงหน้าฝนปี 2548 ทหารไทยได้สั่งรื้อถอนชุมชนบนดอยไตแลงซึ่งเป็นที่พักพิงผู้ลี้ภัยแล้วครั้ง หนึ่ง โดยระบุว่าสร้างล้ำเขตแดนไทยและว่าเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิก SSA ซึ่งมีบ้านเรือนถูกสั่งโยกย้ายกว่า 50 หลัง และมีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพซึ่งมีทั้งเด็กกำพร้าราว 200 – 300 คน ต้องอพยพไปอยู่ที่ใหม่
 
ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/
 
"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) สำนักข่าวอิสระของไทยใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า และตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

อำลา “อากง SMS”

ที่มา ประชาไท

 



นายอำพล (สงวนนามสกุล) หรือ “อากง SMS” ชายชราวัย 60 ปีเศษ เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง ภายหลังถูกดำเนินคดีในข้อหาส่ง SMS หมิ่นเบื้องสูง นับตั้งแต่การเริ่มพิจารณาไต่สวนคดี คดีนี้ก็เป็นจุดสนใจของนักกิจกรรมทางสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ และเมื่ออากงถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี ประเด็นเรื่องความเหมาะสมของโทษและข้อกังขาต่อการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน การพิจารณาคดีตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็กลายเป็นข้อถกเถียงของสังคมไทยที่ขยายใหญ่กว่าเดิม และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย มาตรานี้เป็นวงกว้าง
การเริ่มต้นรณรงค์ครั้งใหญ่ให้ปลดปล่อยสังคมไทยออกจากพันธนาการแห่งความ กลัวกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือโครงการ Thailand Fearlessness Free Akong ของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ในขณะนั้น ได้สร้างกระแสการตื่นตัวอย่างมากในสังคมออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก และมีกลุ่มเคลื่อนไหวต่อมาคือ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ ครก.112  เริ่มการรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอต่อรัฐสภาขอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยอาศัยร่างกฎหมายของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์เป็นหลัก
อากง SMS เสียชีวิตในวันที่ 8 พ.ค.2555 ระหว่างถูกคุมขังที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ มานาน 1 ปีเศษ จากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย ผู้ต้องขังที่อยู่ใกล้ชิดอากงระบุในจดหมายว่า ระหว่างเจ็บป่วยอากงไม่เคยได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องเหมาะสม
การเสียชีวิตของอากง SMS ได้จุดกระแสความตื่นตัวต่อสิทธิของผู้ต้องขัง และเกิดกลุ่มกิจกรรมชื่อ กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่จัดกิจกรรมการเสวนาหน้าศาลอาญา รัชดาต่อเนื่องทุกวันอาทิตย์ และปลายเดือน พ.ค.นั้น ครก.112 ได้นำรายชื่อประชาชนที่รวบรวมได้เกือบ 3 หมื่นรายชื่อยื่นต่อขอแก้ไขมาตรา 112 ต่อรัฐสภา
การทำพิธีและฌาปนกิจศพ อากง SMS จะจัดขึ้นในวันที่ 25 และ 26 พ.ค.นี้ ที่วัดลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้

ที่มา ประชาไท

 
ในช่วงต้นเดือนกันยายน ภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพในภาคใต้จะมีการเปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” (Pat[t]ani Peace Process - PPP) โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ได้พูดคุยกับผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักรัฐศาสตร์ผู้คร่ำหวอดกับการศึกษาเรื่องความขัดแย้งในภาคใต้ซึ่งเป็นหนึ่ง ในผู้ขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว
“กระบวนการสันติภาพปาตานีคืออะไร”
รศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 
ความรุนแรงได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 9 ปีแล้วแต่ว่ายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าความขัดแย้งที่มีการใช้ ความรุนแรงนี้จะจบลงอย่างไร และเมื่อไร  รศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี   นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานีอธิบายว่านักวิชาการบางสายที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความขัด แย้งไม่ได้มุ่งที่จะหยุดความขัดแย้ง แต่มุ่งที่จะเปลี่ยนความขัดแย้ง (conflict transformation) จากความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงไปสู่การไม่ใช้ความรุนแรง
“การมีความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีด้วย เพราะความขัดแย้งสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาของสังคม แต่ว่าประเด็นคือจะต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น” ดร.ศรีสมภพอธิบาย
“กระบวนการสันติภาพปาตานี” เป็นโมเดลทางความคิดที่ต้องการเปิด “พื้นที่กลาง” ในการพูดคุยระหว่าง “คนใน” ซึ่งหมายถึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง (stakeholders) เพื่อที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความขัดแย้งและการเสนอแผนที่เดินทางไปสู่ สันติภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการขับเคลื่อนในลักษณะที่เป็น  “พหุวิถีการสื่อสาร” (Multi platform)  โดยดึงเอาหลายๆ ภาคส่วนเข้ามาร่วมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม สื่อสารมวลชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ  และจะใช้การสื่อสารในหลายๆ ช่องทาง ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อทางเลือกและโซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อน
ดร.ศรีสมภพยังชี้ว่าการเอาคู่ขัดแย้งมาคุยกันเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแสวงหาทางออก
“กระบวนการสันติภาพในปาตานีเป็นกระบวนการที่ต้องเดินไปพร้อมกันหลายภาค ส่วน ไม่เพียงแต่ปล่อยให้คู่กรณีหลักอย่างฝ่ายรัฐและฝ่ายตรงข้ามรัฐมากำหนดแนวทาง ยุติความขัดแย้งฝ่ายเดียว แต่ยังต้องให้ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาที่อยู่ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม และที่สำคัญประชาชนต้องมีพื้นที่ในการเสนอทางออกสู่สันติภาพด้วย” ดร.ศรีสมภพกล่าว
ดร.ศรีสมภพอธิบายว่านักวิชาการด้านสันติภาพที่ได้ศึกษาถึงความสำเร็จ และความล้มเหลวของการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ในโลกได้แบ่งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพเป็น 3 ระดับชั้น Track 1 คือ รัฐ กับ ขบวนการกบฏติดอาวุธ Track 2 ภาคประชาสังคม และ Track 3 คือ ประชาชนรากหญ้า 
“ในภาคใต้นั้น  ที่ผ่านมาการพูดคุยจำกัดอยู่เฉพาะแค่ Track 1 กระบวนการเดินหน้าเพื่อหาสันติภาพของปัตตานีต้องไม่ผูกขาดโดยรัฐหรือขบวนการ อย่างเดียว ข้อเสนอต้องมาจากข้างล่าง การเดินไปในรูปแบบที่หลากหลายและไปพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดความเข้มแข็งและสร้างอำนาจต่อรองได้จริง” ดร.ศรีสมภพกล่าว
สิ่งที่รัฐและภาคประชาสังคมจะต้องร่วมกันผลักดันคือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายมาร่วมกันถกเถียง  เปิดให้มีการพูดคุยถึงเรื่องรากเหง้าของปัญหา เช่น เรื่องความไม่เป็นธรรม ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องชาติพันธุ์  และจะต้องดึงฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเข้ามาเพื่อทำให้พวกเขาเข้าใจว่าเขา สามารถที่จะนำเสนอความคิดทางการเมืองได้อย่างสันติ 
 ดร.ศรีสมภพได้อธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะ ช่วยลดการใช้ความรุนแรงได้คือการสร้างอำนาจเพื่อถ่วงดุลจากพื้นที่กลางให้ มากขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอที่มีน้ำหนักจากฝ่ายที่ประกาศไม่ใช่ความรุนแรงจะมีพลังในการเรียก ร้องมากกว่า ซึงไม่จำเป็นว่าจะต้องลดทอนข้อเสนอทางการเมืองของฝ่ายขบวนการแต่อย่างใด  
นอกจากนี้ ดร.ศรีสมภพยังชี้ว่ากระบวนการสันติภาพปาตานีนั้นจะต้องรวมถึงการปฏิรูปฝ่าย ความมั่นคง (security sector reform) ด้วย การทำงานด้านความคิดกับกองทัพจะเป็นหัวใจสำคัญต่อความสำเร็จของกระบวนการ นี้  ถ้ากองทัพจะยังมุ่งใช้กำลังในการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธฝ่ายตรงข้าม การแสวงหาทางออกร่วมกันก็คงจะดำเนินไปได้ยาก
เปิดตัว Pat[t]ani Peace Process – PPP
 
เพื่อวางหมุดหมายการเริ่มต้น “กระบวนการสันติภาพปาตานี” (PPP: PA(T)TANI PEACE PROCESS IN ASEAN CONTEXT) ทาง Deep South Watch ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าในการเป็นเจ้าภาพจัดเวทีอภิปรายเรื่อง "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" ในเวลา 14.00 – 17.00 น. วันที่ 7 กันยายน 2555 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ 
เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการนานาชาติรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสันติศึกษาในบริบทอาเซียน (The International Conference on Political Science, Public Administration and Peace Studies in ASEAN Countries) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 6 – 7 กันยายน 2555  
วิทยากรในเวทีมีดังนี้
- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) และผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พูดเรื่อง “แนวคิดเรื่องพหุวิถีและสหอาณาบริเวณสำหรับกระบวนการสันติภาพปาตานี” 
- ดร.อะกิโกะ โฮริบะ ที่ปรึกษามูลนิธิสันติภาพซาซากาว่า  ประเทศญี่ปุ่น พูดเรื่อง “การหนุนเสริมสันติภาพจากคนนอก”
- นายดาดัง ตรีซาซงโก ที่ปรึกษาสถาบันช่วยเหลือทางกฎหมาย Lembaga Bantuan Hukum (LBH)  ประเทศอินโดนีเซีย พูดเรื่อง “บทบาทของประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ”
- ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พูดเรื่อง “ทำความเข้าใจสันติเสวนาและการเจรจาเพื่อสันติภาพ”
- ศ.ดร.ดันแคน แมคคาร์โก ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ พูดเรื่อง “บทสนทนาว่าด้วยการปกครองตนเองในฐานะที่เป็นสาระหลักในความขัดแย้งชายแดน ใต้”
- นายคอยริน อันวาร์  ผู้ประสานงานประจำภูมิภาคแห่งอาเซียน Malaysian Relief Agency (MRA) พูดเรื่อง “ประสบการณ์มาเลเซียในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย”
- ตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์ (อยู่ระหว่างการประสานงาน)
ดำเนินรายการโดยเมธัส อนุวัตรอุดม สำนักงานสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"เสรีพิศุทธ์" เปิดตัวลงชิงผู้ว่าฯกทม. ลั่นกรุงเทพฯเปลี่ยนใน 4 ปี

ที่มา ปร่ะชาไท

 

25 ส.ค. 55 - เนชั่นทันข่าวรายงาน ว่าที่ห้องบอลรูม 2 ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล บางกอก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จัดงานเปิดตัวลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้สังกัด "กลุ่มพลังกรุงเทพ" ซึ่งบรรยากาศก่อนเริ่มงานมีประชาชน ข้าราชการตำรวจทั้งในอดีตและปัจจุบันมาร่วมงานอย่างคึกคัก ภายในงานมีการแจกเสื้อสกรีนภาพ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พร้อมข้อความ เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ประธานกลุ่มเพื่อนเสรี 5-5-55 นอกจากนี้มีการแจกซีดี สติกเกอร์ และนามบัตรระบุข้อความ เพื่อกรุงเทพที่ดีกว่า ผมและเพื่อน กลุ่มพลังกรุงเทพ ขออาสารับใช้ครับ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า กรุงเทพฯอายุ 200 กว่าปี ตั้งแต่เกิดมากรุงเทพฯ ยังมีปัญหาเรื่อยๆ ถ้าตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนโดยกลุ่มพลังกรุงเทพฯภายใน 1 ปี จะเห็นความเปลี่ยนแปลง อีก 4 ปีจะเห็นวามเรียบร้อยอย่างที่ต้องการ เพราะตนกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ ภายใต้อุดมการณ์ ขยัน ซื่อสัตย์ สุจริต ตนประเดิมเปิดตัวเป็นคนแรกทั้งที่พรรคอื่นยังไม่เปิดตัว เพราะทำอะไรต้องมีความพร้อม 
 
จากนั้นนายสุวิช สุทธิประภา รับหน้าพิธีกรสอบถามพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถึงการแสดงวิสัยทัศน์ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตนมีความพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ตอนนี้อายุ 64 ข้าราชการประจำยังเป็นลูกน้อง ที่ผ่านมามีตำรวจในปกครองกว่า 200,000 นาย และประชาชนทั้งประเทศ ถ้าเป็นผู้ว่าฯกทม.ก็ดูแลกรุงเทพฯได้ กรุงเทพฯพื้นที่ไม่มาก จึงอยากใช้เวลาที่เหลือก่อนตายทำงานให้ประชาชน เพราะคนกล้าตัดสินใจมีน้อย ส่วนตำแหน่งทีมงาน ตนมีจำนวนมาก แต่ยังไม่จำเป็นจะเปิดตัววันนี้ รอเวลาที่เหมาะสม ขณะที่ฐานเสียงพรรคการเมืองนั้น ตนมีคนกรุงเทพฯและต่างจังหวัดสนับสนุนมหาศาล เพียงยังไม่มีการเลือกนายกฯเท่านั้นเอง 
 
"ปีนี้ถ้าน้ำมาเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐบาลเอาไม่อยู่ ผู้ว่าฯกทม.เอาไม่อยู่ไปฆ่าตัวตายซะ แต่ถ้าผมเป็นผู้ว่าฯกทม.น้ำไม่มีแน่ ทั้งนี้ ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะไม่ทะเลาะกับใคร จะทำงานอย่างเดียว เพราะไม่อยากเสียเวลา และตั้งใจว่าถ้าใครด่าก็จะไม่ฟ้อง ผมมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุ 30 คนที่อายุ 60 หรือคนอายุ 20 ก็รู้จักผม ตอนนี้อายุ 60 แล้ว คนที่อายุ 50 ขึ้นไปต้องรู้จักผม เด็กๆเจอหน้าก็รู้จัก ตอนนี้มีแฟนเพจเข้ามาได้ตลอดเวลา ดังนั้นที่ผมลงมาสู้รับรองชนะ"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

"อังคาร กัลยาณพงศ์" เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ประชาไท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ แจ้งว่า อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีซีไรท์และศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 1.30 น. วันนี้ (25 ส.ค.) โดยมีกำหนดอาบน้ำศพที่วัดตรีทศเทพ เวลา 17.00 น. โดยจะมีการสวดอภิธรรม 7 คืนก่อนรอรับพระราชทานเพลิงศพ
เนชั่นแชนเนลรายงานเพิ่มเติมว่า  อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ด้านกวีนิพนธ์ วัย 86 ปี เสียชีวิตแล้ว โดยจะมีพิธีอาบน้ำศพเย็นวันนี้ เวลา 17.00 น. วัดตรีทศเทพ และจะมีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นเวลา 7 วัน 


อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของกำนันเข็ม และนางขุ้ม กัลยาณพงศ์ ในวัยเด็กร่างกายเคยเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ มีหมอมารักษาด้วยสมุนไพรจนหาย



เรียน ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดใหญ่และโรงเรียนวัดจันทาราม เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนพระพุทธเจ้าหลวงอุปถัมภ์และโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วไปเรียนที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นศิษย์ของศิลปินใหญ่อย่างเช่น ศ. ศิลป พีระศรี. อ, เฟื้อ หริพิทักษ์,จึงได้ติดตามและร่วมมือกับอาจารย์ในด้านศิลปกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ 



ความ เป็นกวีนั้นเป็นพรสวรรค์ที่อังคารเชื่อมั่นและฝึกฝนมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม เมื่อออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว ได้ร่อนเร่เรียนรู้และสร้างสรรค์การวาดภาพและเขียนบทกวี ได้มีโอกาสคุ้นเคยกับศิลปินและกวีร่วมยุคสมัยหลายคน มีผลงานบทกวีปรากฏในหนังสือ "อนุสรณ์น้องใหม่" มหาวิทยาลัยศิลปากร กระทั่งได้พบกับสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ก่อตั้งกและเป็นบรรณาธิการคนแรกของ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" บทกวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ จึงได้พิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง มีผลงานที่จัดพิมพ์สร้างความตื่นตัวตื่นใจให้กับวรรณกรรมไทยมาเนิ่นนาน เช่น กวีนิพนธ์ (2507), ลำนำภูกระดึง (2512), สวนแก้ว (2515), บางกอกแก้วกำสรวลหรือนิราศนครศรีธรรมราช (2512) อันเป็นเล่ม



ใน ปี 2532 ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ด้านกวีนิพนธ์ ซึ่งเป็นกวีร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น จินตกวี ผู้ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านวรรณศิลป์และทัศนศิลป์



อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้สมรสกับคุณอุ่นเรือน มีบุตรชาย 1 คน บุตรสาว 2 คน คือ ภูหลวง อ้อมแก้ว และวิสาขา กัลยาณพงศ์ โดยสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและงานประพันธ์ทั้งร้องกรองและร้อยแก้วเป็นอาชีพ

ที่มา:
https://www.facebook.com/sulak.sivaraksa/posts/10151041435162798
http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=647050&lang=T&cat


ศาลนอร์เวย์ตัดสินมือปืนสังหารหมู่จำคุก 21 ปี

ที่มา ประชาไท

 
24 ส.ค. 55 - ศาลนอร์เวย์ตัดสินให้นายอันเดอร์ เบห์ริง เบรวิก ฆาตกรสังหารหมู่ มีสติดีขณะก่อเหตุสังหารหมู่ 77 ศพเมื่อปีก่อน จึงตัดสินจำคุกเขาขั้นต่ำ 21 ปี และไม่รับคำร้องของอัยการที่ขอให้ตัดสินว่าเขาเสียสติ
นายเบรวิกยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือสังหารประชาชน 77 คน ในเหตุวางระเบิดในกรุงออสโล เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมปีก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน จากนั้นนั่งเรือไปกราดยิงที่ค่ายเยาวชนฤดูร้อนของพรรครัฐบาลบนเกาะอูโทยา มีผู้เสียชีวิตอีก 69 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน
เขายืนยันว่าตนมีสภาพจิตปกติดี และปฏิเสธที่จะยอมรับสารภาพผิด โดยอ้างความชอบธรรมในการสังหารว่าเป็นเหตุจำเป็น เพื่อหยุดยั้งการแพร่ขยายอารยธรรมของชาวมุสลิมในนอร์เวย์
ผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการให้ศาลตัดสินว่าเขามีสติดีขณะ ก่อเหตุ เพราะหากตัดสินว่าเขาเสียสติ จะเปิดทางให้เขารับโทษน้อยลง ขณะที่นายเบรวิกเองก็ต้องการให้ศาลตัดสินว่ามีสติดีเพราะอยากให้คนมองการก่อ เหตุของเขาว่าเป็นการแสดงเจตนาทางการเมือง
ด้านอัยการยื่นคำร้องที่ขอให้ตัดสินว่านายเบรวิกมีอาการทางจิต ขณะที่ผู้พิพากษาทั้ง 5 คน มีคำตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ว่านายเบรวิกมีสภาพจิตปกติดี และตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 21 ปี แต่สามารถขยายเวลาออกไปได้อีก หากพิจารณาแล้วว่า เขายังแสดงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคม
จิตแพทย์ที่ได้รับการมอบหมายจากศาล แสดงความเห็นแย้งต่อสภาพจิตของนายเบรวิก โดยทีมแรกวินิจฉัยแล้วระบุว่าเขามีอาการทางจิตประเภทหวาดระแวง ที่แย้งกับทีมที่สองที่ชี้ว่าสภาพจิตของเขาปกติดี
ก่อนหน้าการเข้าฟังคำพิพากษา นายเบรวิกกล่าวว่า การที่ต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ อาจเลวร้ายกว่าการตาย และเขาจะไม่ขออุทธรณ์ใดๆต่อคำตัดสิน ด้านอัยการที่ชี้ขาดว่าเขามีจิตไม่ปกติ กล่าวว่า นายเบรวิกสามารถขออุทธรณ์คำตัดสินได้
ก่อนหน้าการตัดสิน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ารักษาความปลอดภัย รวมถึงตั้งเครื่องกีดขวางบริเวณหน้าศาล ในกรุงออสโล ขณะที่ในห้องพิจารณาคดี ได้มีการติดตั้งฉากกั้นที่ทำจากกระจกเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างนายเบรวิก และผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งมีการติดตั้งกล้องวิดีโอที่ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล เพื่อบันทึกขึ้นตอนทั้งหมด และถ่ายทอดสดไปยังห้องพิจารณาคดีอื่นๆ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บและญาติของเหยื่อได้ชมตลอดการตัดสิน

ที่มา: มติชนออนไลน์

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 25/08/55 ตีแต่ป่วน คราวนี้..ตามมาลากเก้าอี้นายกฯ

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




สมชื่อพรรค สามานย์ สันดานถ่อย
ดีแต่คอย ยี้ยุด ฉุดลงเหว
จ้องแต่ป่วน ด้วยอุบาทว์ สัญชาติเลว
จึงแหลกเหลว โง่ดีดัก สมพรรคระยำ....

คิดตามลาก ฉกเก้าอี้ บี้นายกฯ
ไม่ตลก แถมวิปริต คิดแล้วขำ
คิดชั่วๆ กลิ้งกลอก ทั้งหงอกดำ
จึงตกต่ำ ติดดิน สิ้นราคา....

แพ้ในสภา มาโห่ฮา ข้างถนน
วกเวียนวน แต่ล้มรัฐ รีบจัดหา
ใช้เล่ห์กล ดักดาน เนิ่นนานมา
ด้วยมารยา พรรคชั่ว มั่วร่ำไป....

กุเรื่องเท็จ เห่าหอน อ้อนแม่ยก
ลิ้นกระดก แถ..สารพัน ไม่หวั่นไหว
จะล้มรัฐ ซัดกระหน่ำ จนหนำใจ
พรรคจัญไร ดีแต่ป่วน กวนส้นตีน....

อีกร้อยแปด สารพัด มันคัดค้าน
ด้วยสันดาน ชั่วทราม ยามพลิกลิ้น
พวกหน้าด้าน ยังเพ้อคลั่ง หวังตีกิน
ทั่วแผ่นดิน สุดมืดมน เพราะคนพาล....

๓ บลา / ๒๕ ส.ค.๕๕

'เรืองไกร' ยื่น ป.ป.ช. สอย 'ตวง' ส่อยื่นทรัพย์สินเท็จ

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 25 สิงหาคม 2555 >>>






"เรืองไกร" ยื่น ป.ป.ช. สอย "ตวง" ส่อยื่นทรัพย์สินเท็จ ระบุการยื่นบัญชีตอนพ้นจากตำแหน่ง และตอนพ้นตำแหน่งครบ 1 ปี มีการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินที่เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง แต่กลับไม่ได้ยื่นไว้ตอนเข้ารับตำแหน่ง...

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จ จริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 หรือไม่ ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงจากการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ของนายตวง รวม 3 ครั้ง
เมื่อเข้ารับตำแหน่ง วันที่ 14 มี.ค. 2551 ยื่นว่ามีทรัพย์สินรวม-สุทธิ 2,188,577 บาท ตอนพ้นตำแหน่งวันที่ 18 ก.พ. 2554 ยื่นว่ามีทรัพย์สินรวม-สุทธิ 8,382,506 บาท และเมื่อพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี วันที่ 18 ก.พ. 2555 ยื่นว่ามีทรัพย์สินรวม-สุทธิ 7,463,009 บาท โดยการยื่นบัญชีตอนพ้นจากตำแหน่ง และตอนพ้นตำแหน่งครบ 1 ปี มีการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินที่เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้านเลขที่ 346 หมู่ 7 บ้านเปลือย ต.รอบเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2550 แต่กลับไม่ได้ยื่นไว้ตอนเข้ารับตำแหน่ง
ทั้ง นี้ จึงมีประเด็นที่ควรพิจารณาตรวจสอบไต่สวนว่าเข้าลักษณะจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อ ความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 วรรคหนึ่งหรือไม่