WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 28, 2012

มุมปัญหาเชาวน์: ยามสามคน

ที่มา Thai E-News



มุมปัญหาเชาวน์

มียามสามคน เฝ้าประตูห้องๆเจ้านายใหญ่ซึ่งกำลังนอนอยู่ในห้อง ซึ่งไม่มีประตูทางเข้าทางอื่น ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีแม่ เจ้านายใหญ่ เจ้านายเล็ก และคนรับใช้ อยู่ในที่ๆของตน

ยามสามคนนี้ ทุกคนรักเจ้านายใหญ่ เจ้านายเล็ก และคุณนายแม่มาก และรักมากกว่าความรักที่มีต่อยามคนอื่นในฐานะเพื่อนร่วมงาน

ยามคนที่หนึ่ง เป็นคนค่อนข้างซื่อ โบราณ และช้าๆ และเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าเจ้านายใหญ่
ยามคนที่สอง เฉลียวฉลาด ทำงานเพื่อเจ้านายมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
ยามคนที่สาม มาคุมงานยามอีกสองคน

คำถาม 1 หากปรากฏว่าเจ้านายใหญ่ถูกยิงตายในห้อง โดยยามอยู่เฝ้าหน้าห้องทุกคน ยามคนไหนต้องสงสัยที่สุด?

ก. ยามคนที่หนึ่ง
ข. ยามคนที่สอง
ค. ยามคนที่สาม
ง. ยามทั้งสามคนต้องร่วมมือกัน เพราะเป็นไปไม่ได้หากมีใครคนหนึ่งกระทำ จะไม่มีการร่วมมือจากอีกสองคน
จ. ไม่ใช่ยามทั้งสามคน ตามเหตุผลข้อ ง.

คำถาม 2 เป็นไปได้ไหมที่ยามจะไม่เห็นคนร้ายเข้าไปในห้อง

ก. เป็นไปได้
ข. เป็นไปไม่ได้

คำถาม 3 หากเป็นกรณีที่ไม่ใช่ยามทั้งสามคนฆ่าเจ้านายใหญ่ คนร้ายควรจะเป็นใคร

ก. คนนอก
ข. คนใน

รวมฮิต′โพล′- 1 ปี′ปู′ สอบได้ VS สอบตก

ที่มา uddred

 มติชน 28 สิงหาคม 2555 >>>







ครบ 1 ปีของรัฐบาล ภายใต้การนำของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย

หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคเอกชน

ที่น่าสนใจ คือ "ความคิดเห็นของประชาชน" ที่สะท้อนผ่าน "โพล" หลากหลายสำนัก

ลองมาสำรวจดูว่า โพลแต่ละเจ้าสะท้อนความคิด ความเห็นของประชาชนอย่างไรบ้าง

เริ่มกันที่ "นิด้าโพล" ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "ความพึงพอใจของประชาชน ต่อผลการดำเนินงาน 16 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล" จากประชาชนทั่วประเทศ

พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อ 3 นโยบายของรัฐบาล ในรอบ 1 ปี อยู่ในระดับมาก อันดับ 1 คือการประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค อันดับ 2 การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติด อันดับ 3 มหัศจรรย์ไทยแลนด์ และการประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นโยบายที่ประชาชนพึงพอใจในระดับปานกลาง คือนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้แก่ โครงการเงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท การจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จังหวัดละ 100 ล้านบาท และการแก้ไขภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

สำหรับนโยบายที่ประชาชนมีความพึงพอใจในระดับน้อย ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อยู่ระดับปานกลาง เช่น พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกร รวมถึงผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 500,000 บาท อย่างน้อย 3 ปี และลดภาษีรถยนต์คันแรก

ฟาก "สวนดุสิตโพล" ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยความคิดเห็นประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลรอบ 1 ปี พบว่า ประชาชนให้คะแนนความตั้งใจการทำงานของนายกฯ 6.95 จากเต็ม 10 และให้คะแนนผลงานนายกฯ 6.41 เต็ม 10 ส่วนความตั้งใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งชุด ให้ 6.25 เต็ม 10 คะแนน

ส่วนคะแนนผลงานยอดเยี่ยมอันดับ 1 คือ การแก้ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 35.58 อันดับ 2 คือ การขึ้นเงินเดือน/ค่าแรง ร้อยละ 26.76 และอันดับ 3 คือ การดูแลคนในสังคม เช่น สวัสดิการคนชรา ร้อยละ 17.75

สำหรับผลงานยอดแย่ อันดับ 1 คือ การแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง ร้อยละ 32.12 อันดับ 2 คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 19.45 และอันดับ 3 คือ การแก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ร้อยละ 18.39

เมื่อจำแนกผลงานรายกระทรวง ประชาชนให้คะแนนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มากที่สุด 6.58 เต็ม 10 อันดับ 2 คือ กระทรวงสาธารณสุข 6.47 เต็ม 10 และอันดับ 3 คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ 6.46 เต็ม 10

สำหรับกระทรวงที่ได้คะแนนต่ำสุดคืออันดับ 1 คือ กระทรวงพาณิชย์ 5.42 เต็ม 10 คะแนน อันดับ 2 คือ กระทรวงคมนาคม 5.56 และอันดับ 3 คือ กระทรวงมหาดไทย 5.59

ขณะที่ "เอแบคโพลล์" ของมหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ เปิดผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ผลงานรัฐบาล ปัญหาชีวิตชาวบ้าน ต้นเหตุปัญหาสำคัญของชาติ การปรับคณะรัฐมนตรี และความปรองดองในสายตาประชาชน" โดยถามถึงผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.8 ระบุเหมือนเดิม ไม่แตกต่างกัน ขณะที่ร้อยละ 23.9 ระบุว่า ดีขึ้นถึงดีขึ้นมาก และร้อยละ 19.3 ระบุแย่ลงถึงแย่ลงมาก

เมื่อถามถึงปัญหาในชีวิตประจำวันที่ประสบในช่วงรัฐบาลชุดปัจจุบัน เปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน พบว่า ร้อยละ 71.8 ระบุปัญหาค่าครองชีพและหนี้สินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 63.5 ระบุความรุนแรงของปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 52.4 ระบุว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.1 ระบุปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 49.8 ระบุการใช้ความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ร้อยละ 46.7 ระบุการเลือกปฏิบัติและความไม่เป็นธรรมในสังคม และร้อยละ 45.5 ระบุความขัดแย้งทางการเมืองในหมู่ประชาชน ตามลำดับ

เมื่อถามถึงต้นเหตุของปัญหาสำคัญของชาติ พบว่า ร้อยละ 93.3 ระบุมีข้าราชการที่ยอมรับใช้นักการเมืองเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวเพิ่ม ขึ้น ร้อยละ 93.2 ระบุมีข้าราชการที่ยอมรับใช้นักการเมืองเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 92.5 ระบุมี ส.ส.มุ่งแย่งชิงอำนาจเพื่อตัวเองและพวกพ้องเพิ่มขึ้น ร้อยละ 91.5 ระบุมีข้าราชการที่ยอมรับใช้นักการเมืองมากกว่ารักษาทรัพย์สมบัติของประเทศ ชาติ ร้อยละ 91.2 ระบุมี ส.ส.ในสภาเข้ามาเพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ร้อยละ 90.3 ระบุมี ส.ส.ยอมอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มนายทุน และร้อยละ 88.2 ระบุมี ส.ส.และกลุ่มนายทุนที่หวังจะบุกรุกที่ดินอุทยานแห่งชาติ

นอกจากนี้ ร้อยละ 64.7 ระบุว่ามีความจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรี ขณะที่ร้อยละ 35.3 ระบุว่ายังไม่จำเป็น เมื่อสอบถามถึงความหมายของคำว่า "ปรองดอง" พบว่า ร้อยละ 48.2 ระบุความปรองดองคือ บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีเหตุวุ่นวาย ขณะที่รองๆ ลงไปคือ ร้อยละ 22.6 ระบุความปรองดองคือ การร่วมมือกันของทุกฝ่ายช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ร้อยละ 11.9 ระบุความปรองดองคือ ใครผิดว่าไปตามผิด ทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ร้อยละ 10.7 ระบุความปรองดองคือการยอมรับ การให้โอกาส และความเสียสละ และร้อยละ 6.6 ระบุความปรองดองคือการนิรโทษกรรมคดีการเมืองทุกคดี ตามลำดับ

ส่วน "หาดใหญ่โพล" ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จ.สงขลา เผยผลสำรวจจากประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้

โดยภาพรวม โพลนี้ให้รัฐบาลสอบตกทุกหัวข้อ

อาทิ ความพึงพอใจในการบริหารงานโดยภาพรวมของรัฐบาล 4.43 คะแนน จาก 10 คะแนน ด้านการศึกษาได้คะแนนสูงสุด 4.62 คะแนน รองลงมาแก้ปัญหายาเสพติด 4.56 คะแนน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 4.52 คะแนน และด้านการท่องเที่ยว 4.50 คะแนน ส่วนด้านเศรษฐกิจมีความพึงพอใจ 4.13 คะแนน

การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 34.6 ไม่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 24.2 ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยผ่านการประชามติ และร้อยละ 18.0 ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยผ่านความเห็นชอบของสภาและการลงประชามติ ขณะที่ร้อยละ 45.9 เห็นว่า พ.ร.บ.ปรองดองทำเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับมามีอำนาจทางการเมือง และร้อยละ 24.9 ทำเพื่อกลุ่มคนเสื้อเหลือง-แดง

ขณะที่ "อีสานโพล" ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยผลสำรวจเรื่อง "เสียงสะท้อน ชาวอีสานกับผลงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์" ประจำเดือนกรกฎาคม สำรวจภาคอีสาน 20 จังหวัด พบว่าภาพรวมการทำงานของรัฐบาล ให้ผ่าน ร้อยละ 75.1 ไม่ผ่าน ร้อยละ 24.9.7 ด้านการเมืองและประชาธิปไตย ให้ผ่าน ร้อยละ 58.6 ไม่ผ่านร้อยละ 41.4 ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ให้ผ่านร้อยละ 52.9 ไม่ผ่านร้อยละ 47.1 ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ให้ผ่าน ร้อยละ 65.9 ไม่ผ่านร้อยละ 34.1 ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ให้ผ่านร้อยละ 59.9 ไม่ผ่านร้อยละ 40.1 ด้านการต่างประเทศ ให้ผ่านร้อยละ 80.9 ไม่ผ่านร้อยละ 19.1

เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน พบว่า แม้ครั้งนี้จะประเมินให้ผลงานแต่ละด้านผ่าน แต่ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ชาวอีสานกว่าร้อยละ 52.9 ประเมินว่าไม่ผ่าน (จากเดิมให้ไม่ผ่าน ร้อยละ 47.3) และผลงานบางด้านมีแนวโน้มลดลง โดยด้านการเมือง จากเดิมประเมินว่าผ่านร้อยละ 66.4 ลดลงเหลือร้อยละ 58.6

เมื่อถามความคิดเห็นว่า หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่คนอีสานจะเลือกพรรคใด พบว่า ร้อยละ 43.8 จะเลือกพรรคเพื่อไทย (จากเดิมร้อยละ 34.3) กว่าร้อยละ 36.7 ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกพรรคใด โดยมีผู้ที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 9.3

นักการเมืองที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด นายกฯยังคงนำมาเป็นอันดับหนึ่งร้อยละ 39.2 (จากเดิมร้อยละ 45.1) รองลงมาคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ร้อยละ 9.7

ส่วนปัญหาที่คนอีสานเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ ความกินดีอยู่ดีของประชาชน ปัญหาค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน ค่าแรง และหนี้สิน โดยร้อยละ 56.4 เห็นว่า เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด รองลงมาคือปัญหายาเสพติด ร้อยละ 11.2

ผลโพลสำนักต่างๆ สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนแต่ละพื้นที่

รัฐบาลจะต้องนำมาประมวล รับฟังข้อดีข้อเสียเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงการทำงานในปีที่ 2 ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น

Sunday, August 26, 2012

เปิดใจ 'โภคิน' ประเด็นแก้ รธน.

ที่มา uddred

 คมชัดลึก 26 สิงหาคม 2555 >>>






กลับมามีบทบาทโดดเด่นอีกครั้งสำหรับ "โภคิน พลกุล" ในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกร้องของพรรคร่วมรัฐบาลหลังจากมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ตามมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครอง
จากประสบการณ์ความรู้ด้าน "กฎหมายมหาชน" ทำให้ "โภคิน" ถูกเลือกให้มาทำงานร่วมกับรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่ารัฐบาลจะผ่านด่าน "ศาลรัฐธรรมนูญ" มาได้ โดยมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ไม่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แต่ถ้าจะมีการแก้ไขทั้งฉบับ ควรให้ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อน
ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่กล้าตัดสิน "หักดิบ" เดินหน้าลงมติวาระ 3 ตั้ง "สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ" (ส.ส.ร.) และทำประชามติหลังได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นทางเดิมที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ แต่เนื่องจากกระแสสังคมเกิดความระแวงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำเพื่อ พวกพ้องและช่วยเหลือ "ทักษิณ ชินวัตร" รัฐบาลจึงตัดสินใจชะลอการลงมติวาระ 3 ไปก่อน
พร้อมกับหาทางออกโดยการตั้ง "คณะทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อศึกษาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550" โดยมี "โภคิน พลกุล" อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน
ที่ผ่านมาคณะทำงานได้ประชุมไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าโดยที่ประชุมได้มอบหมายให้พรรคร่วมรัฐบาลกลับไป ศึกษาแนวทางทำประชามติ พร้อมรณรงค์สร้างความเข้าใจถึงสาเหตุจำเป็นที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะไม่ได้ร่างโดยประชาชน แต่มาจากคณะบุคคลและเนื้อหาขัดหลักนิติธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย
โดยมาตราที่ "โภคิน" เห็นว่าแย่ที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ มาตรา 309 ที่ระบุว่า “บรรดาการใดๆ ที่ได้รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง กับกรณีดังกล่าวไม่ว่า ก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้ถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐ ธรรมนูญ”
   "นั่นหมายความว่ากฎหมายที่ออกโดยสภา และทรงลงพระปรมาภิไธยอาจจะขัดรัฐธรรมนูญได้ใช่หรือไม่ แต่กฎหมายรัฐประหารไม่ขัด เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าให้การกระทำนั้นชอบหมด อย่างนี้เราจึงทนอยู่ได้ผมไม่เข้าใจ กฎหมายรัฐประหารรุ่น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีค่าเท่ารัฐธรรมนูญ นี่แย่แล้ว ยังบอกอีกว่าผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ให้ถือว่าชอบเช่นเดียวกัน"
"โภคิน" ได้ยกตัวอย่างกรณี กฎหมาย ป.ป.ช. มาตราหนึ่งระบุว่าต้องทำหน้าที่โดยเที่ยงธรรม ถ้าไม่ทำหน้าที่โดยเที่ยงธรรมจะถูกลงโทษโดนอาญา ขณะเดียวกัน ถ้า ป.ป.ช. ไม่ทำหน้าที่โดยเที่ยงธรรม แต่ได้ทำหน้าที่ตามประกาศของ คปค. ก็คงไม่มีใครไปทำอะไรได้ เพราะถือว่าการกระทำชอบโดยรัฐธรรมนูญ ทำให้สงสัยว่าทำไมรัฐธรรมนูญแบบนี้จึงอยู่ได้
ส่วนกลุ่มที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เพราะเห็นว่าถ้ายกเลิกมาตรานี้ก็จะส่งผลต่อคดีต่างๆ ที่ "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" (คตส.) สมัยรัฐบาลไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอันโมฆะทั้งหมด และเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความผิด "โภคิน" มองว่า การเข้าไปแก้ไขมาตรา 309 ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมคนยึดอำนาจ
   "ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างโดยประชาชนเป็นเกราะ การมายึดอำนาจทำยาก ถ้าหาวิธีเขียนบางมาตราให้ดีๆ แนะศาลว่าถ้าใครมาทำจะนิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้และไม่มีผลผูกพันในอนาคต ผมมีเทคนิคบางอย่าง ถ้าศาลไม่คล้อยตาม ระบบรัฐประหารเกิดไม่ได้ ถ้ารัฐประหารพ้นจากอำนาจเมื่อไหร่ศาลวินิจฉัยว่า มาตรา 309 ขัดต่อหลักนิติธรรมจะไม่มีใครกล้ายึดอำนาจอีก การสถาปนาอำนาจรัฐประหารไม่ควรมีอยู่"
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง "โภคิน" กล่าวว่า การปรองดองมี 3 เรื่อง มีการตั้งสมมุติฐานจากรายงานของรัฐสภา และจากรายงานของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า บ้านเมืองถ้าจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากรัฐประหาร และสถาปนาระบบนิติธรรมขึ้นมา ถ้าจะให้บ้านเมืองกลับไปปกติต้องคืนความชอบธรรม แต่มีการรังแกไปแล้วจะทำอย่างไร คนที่กำลังจะถูกรังแกและคนที่อาจจะถูกรังแกจะทำอย่างไร ต้องคืนความชอบธรรม และกลับมาสู่หลักนิติธรรมใหม่ตามกระบวนการปกติ ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปหารือกันในสภาคงบอกรายละเอียดไม่ได้
   "คนอาจมองว่าเป็นการช่วยคุณทักษิณ ผมจึงอยากถามว่าถ้าช่วยคืนความเป็นธรรมให้คุณทักษิณผิดตรงไหน อย่ายกชื่อคุณทักษิณมา เพราะเรากำลังถามอารมณ์ความชอบ ไม่ชอบเป็นหลักมากกว่าการยึดหลัก ถ้าตั้งองค์กรพิเศษมาตัดสินคนแม้ตัดสินถูกคนก็ไม่รับ แต่ถ้าใช้องค์กรปกติตัดสินแม้ตัดสินผิดมันก็ต้องจบแบบนั้น"
ส่วนเรื่ององค์กรอิสระในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งที่ถูกมองว่าถูกแทรกแซง "โภคิน" กล่าวว่า ยังไม่เคยเห็นองค์กรอิสระในสมัยรัฐบาลทักษิณไปแกล้งใครชนิดที่ที่เรียกว่า เห็นชัดๆ เหมือนทักษิณโดนแกล้ง และองค์กรอิสระในวันนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไปเกลียดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วออกไปต่อว่าเขาทุกวันแล้วไปนั่งสืบสวนสอบสวนยังไม่เห็นถึงขนาดนั้น
   "ป.ป.ช. ชุดนี้ตั้งโดยรัฐประหารทั้งหมด และยังตั้ง คตส. ซ้อนอีก แล้วก็ขึ้นอยู่กับ คตส. ว่าจะเลือกนำคดีไหนมาทำบางอันดึงของ ป.ป.ช. มาทำ บางอันทำแล้วดึงกลับมาใหม่ก็มี (ทำไม ป.ป.ช. ขณะนั้นไม่ทำหน้าที่แทน คตส.) ผมไม่ทราบ ป.ป.ช. ใหม่ชุดนี้เกือบเป็นชุดที่ตั้งโดยรัฐประหารทั้งหมดยกเว้นคนที่มาแทนคนเกษียณ แล้วตั้ง คตส. ซ้อน ป.ป.ช. เพื่อมาเล่นงานทักษิณโดยตรง ถ้าเริ่มต้นไม่ถูกท้ายก็ต้องไม่ถูก ถือว่าทักษิณถูกรังแกโดยระบบนิติธรรม"
สำหรับคดีที่ดินรัชดาฯ ถ้าไม่มีปฏิวัติการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เซ็นชื่อยินยอมให้คุณหญิงพจมาน ภรรยาไปซื้อที่ดินในมุมมองนักกฎหมายเห็นว่าการตัดสินคดีนี้ถูกต้องหรือไม่ "โภคิน" บอกว่า ถ้ามองด้วยใจเป็นธรรมเรื่องนี้ประหลาดที่สุด คุณหญิงพจมาน ซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูจากการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยมีผู้ซื้อกับผู้ ขาย ทักษิณเพียงแค่เซ็นยินยอมอนุญาตภรรยาให้ไปซื้อจึงไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เป็นเรื่องจริยธรรมขัดกันระหว่างผลประโยชน์บุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม คือสรุปว่า ถ้าทุจริตคือราคาควร 100 บาท ไปซื้อในราคา 50 บาท ไปร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทำราคาให้ต่ำ ไม่ประมูล ซึ่งเรื่องนี้ไม่มี ถ้ามีแบงก์ชาติก็ต้องผิดหมด เพราะคนซื้อฝ่ายเดียวทำให้ผิดปกติไม่ได้ต้องคนขายร่วมมือด้วย ตอนหลังศาลยังบอกคุณหญิงพจมานก็ไม่ผิด ศาลบอกทักษิณผิดคนเดียว เพราะไปอนุญาตให้ภรรยาซื้อ กระบวนการนี้ถือว่าไม่ถูกหลักนิติธรรม
แม้จะวิพากษ์องค์กรอิสระในขณะนี้แต่ "โภคิน" ก็ยังเห็นว่าองค์กรอิสระควรยังมีอยู่ แต่ผิดเพี้ยนเพราะตัวคนมีปัญหา ต้องแก้ไขเรื่องที่มาและอำนาจ โดยในส่วนที่มานั้นไม่ควรให้ศาลเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนที่ระบุในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เพราะยิ่งให้ศาลเข้ามาเกี่ยวข้องมากทำให้สถาบันศาลได้รับผลกระทบมาก ภาพลักษณ์จะเสียหาย
"โภคิน" ชื่นชมนายกฯ ที่อดทนไม่มีความก้าวร้าว ไม่โต้ตอบทำให้เรื่องจบ และเห็นว่าวันนี้ต้องลดอารมณ์ความเกลียดชังต่างๆ ลงไป วันนี้ไม่ใช่ปัญหาของทักษิณ ไม่ใช่ปัญหาของสนธิ (ลิ้มทองกุล) แต่เป็นปัญหาที่สังคมตกหลุมดำ การใช้อารมณ์ทำให้หลุมดำขยายไปทุกวัน เราต้องหยุดแล้วถอย ไม่ใช่อารมณ์มาพูดกัน ต้องก้าวข้ามหลุมดำนี้
   “ในความเห็นผม รัฐบาลแม้จะเจ็บปวด จะกัดฟันเท่าไหร่ก็ต้องทน เป็นวิธีเดียวเท่านั้น เมื่อผ่านช่วงนี้ไปได้ หลุมดำก็จะตื้นขึ้น เราจะก้าวข้ามไปทันทีไม่ได้ แต่ทำให้หลุมมันตื้นขึ้นจนไม่มีหลุมได้ ส่วนจะใช้เวลานานหรือไม่นั้นตอบไม่ได้”
สำหรับข่าวลือว่าถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย หรือรองนายกรัฐมนตรี เพื่อดูงานด้านกฎหมายให้แก่รัฐบาล "โภคิน" บอกว่า ไม่ใช่ว่าต้องไปตรงนั้นถึงจะช่วยได้ แค่ช่วยพรรคในระดับนี้ก็เต็มใจแล้ว จริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง เพราะเป็นมาหลายตำแหน่งแล้ว และทุกตำแหน่งก็ทำเต็มที่

เผยโฉม Angor 333 รถยนต์ไฮบริดจ์สัญชาติ กัมพูชา

ที่มา mthai




เว็บไซต์ ต่างประเทศ เผยภาพรถยนต์ไฮบริดจ์สัญชาติกัมพูชา อังกอร์333(Angor 333) โดยเป็นการร่วมมือสร้างระหว่าง นายเนียน ผลึก ช่างยนต์วัย 52 ปีชาวกัมพูชา กับบริษัท เฮง ดีเวลลอปเม้นท์ของเวียดนาม
โดยนาย เนียน ได้เริ่มผลิตรถอังกอร์มาตั้งแต่เมื่อปี 2543 โดยเขาเรียนรู้เรื่องเครื่องยนต์และการผลิตรถยนต์ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการเดินตามความฝันในวัยเด็กของเขา
ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้ว นายเนียน ได้ร่วมกับบริษัท เฮง ดีเวลลอปเม้นท์ของเวียดนาม สร้างโรงงานผลิตรถยนต์อังกอร์ ด้วยงบลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างโรงงานแล้วเสร็จในสิ้นปีนี้ และมีเป้าหมายว่า จะผลิตรถอังกอร์ให้ได้ 500-1,000 คันต่อปี
รถอังกอร์ 333 เป็นรถเล็กแบบเปิดประทุน ความเร็วโดยเฉลี่ย 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคาขายในกัมพูชาคันละ 99,000-132,000 บาท
นาย เนียน กล่าวว่า แม้รถที่เขาสร้างจะมีเทคโนโลยีสู้รถนำเข้าไม่ได้ แต่อังกอร์เป็นรถที่ประกอบมือจึงมั่นใจในคุณภาพ และการที่เป็นรถเล็ก จะช่วยลดปัญหาการจราจร อีกทั้งเป็นรถยนต์ไฮบริดจ์ ก็จะช่วยลดการปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย









ดุสิตโพลชี้ ปชช.ให้ยิ่งลักษณ์สอบผ่าน ทำงานครบ1ปี

ที่มา Voice TV

 ดุสิตโพลชี้ ปชช.ให้ยิ่งลักษณ์สอบผ่าน ทำงานครบ1ปี



สวนดุสิตโพล เผย คนไทยให้ นายกรัฐมนตรี สอบผ่าน ทำงานครบ 1 ปี ขณะ ไม่ปลื้มกระทรวงพาณิชย์ ชี้ ของแพง

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทยทั่วประเทศ ในหัวข้อประเมิณผลงาน 1 ปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยพบว่า ประชาชนให้คะแนนความตั้งใจการทำงานของนายกรัฐมนตรี 6.95 เต็ม 10 และให้คะแนนผลงานนายกรัฐมนตรี 6.41 เต็ม 10 ส่วนความตั้งใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งชุด ให้ 6.25 เต็ม 10 คะแนน

ขณะเดียวกัน ประชาชนให้คะแนนผลงานยอดเยี่ยมอันดับ 1 คือ การปราบยาเสพติด ร้อยละ 35.58 รองลงมา คือ การขึ้นเงินเดือน ร้อยละ 26.76 แต่ผลงานยอดแย่อันดับ 1 คือ การแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง ร้อยละ 32.12 รองลงมา คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 19.45
อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกผลงานรายกระทรวง ประชาชนให้คะแนนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มากที่สุด 6.58 เต็ม 10 รองลงมา คือ กระทรวงสาธารณสุข 6.47 เต็ม 10 ส่วนกระทรวงที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ กระทรวงพาณิชย์ 5.42 เต็ม 10 คะแนน และกระทรวงคมนาคม 5.56 เต็ม 10 คะแนน

Source :  INN /  VoiceTV (Image)
26 สิงหาคม 2555 เวลา 09:58 น.

การเข้าสู่ตำแหน่ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" : โดยสังเขป

ที่มา ประชาไท

 

สภาพการณ์ของสถาบันกษัตริย์ในช่วงปลายรัชกาล คงหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะพิจารณาถึงความจำเป็นต้องมี "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" ขึ้น  ด้วยเหตุที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนด "เงื่อนไขก่อตั้งเหตุ" ที่จะต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ไม่ ใช่อำนาจดุลยพินิจในการเลือกที่จะแต่งตั้งผู้สำเร็จฯ หรือไม่ก็ได้) ถึงกระนั้นก็ตาม ความดำริที่จะแต่งตั้ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมไทยมองข้ามหรือเมินเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงตามกาล สมัยให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บท ความนี้ จึงหยิบยก "ประเด็นการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" ขึ้นพิจารณาภายใต้โครงสร้างรัฐธรรมนูญไทย (ปัจจุบัน) ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ใช้ประกอบการพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิด ขึ้นในสังคมไทย อันเป็นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญ) ของสถาบันการเมืองทั้งปวง ตามครรลองแห่ง "นิติรัฐ-ประชาธิปไตย" อีกด้วย
ผู้เขียนจะอธิบาย "เหตุในการเข้าสู่ตำแหน่ง, การเข้าสู่ตำแหน่ง และการสิ้นสุดลง" ของตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นลำดับโดยสังเขป ดังนี้
[ตอนที่ ๑.] "เหตุ" ในการแต่งตั้ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" แบ่งเป็น ๒ กรณี
กรณีที่ ๑.กษัตริย์จะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ ไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม
คำอธิบายประกอบ จะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ หรือ บริหารพระราชภาระ ไม่ได้นั้น มีลักษณะอย่างไร? ในทางตำรายกตัวอย่างว่า "ทรงพระประชวร" (โดยดู หยุด แสงอุทัย. คู่มือรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. พระนคร : มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๕. หน้า ๒๖.) ลักษณะดังกล่าวต้องถึงขนาดเพียงใด? เช่น ทรงประชวรมีพระอาการมากซึ่งทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้เป็นเวลาช้านานเกินปกติ หรือ เคลื่อนไหวอิริยาบถของร่างกายไม่สะดวก เป็นต้น (โดยดู ไพโรจน์ ชัยนาม. คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม ๒ ตอน ๑. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๔๙๕. หน้า ๑๗๖.)ในทางภาวะวิสัยโดยสภาพเช่นว่านั้น กษัตริย์ย่อมไม่อาจบริหารพระราชภาระได้ เช่น การเข้าสู่ตำแหน่งของ "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" จะต้องถวายสัตย์ต่อกษัตริย์อันเป็นเงื่อนไขในการเข้ารับหน้าที่, การลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายก่อนประกาศใช้ (เช่น เกิดเหตุฉุกเฉินรัฐบาลต้องตราพระราชกำหนด เหล่านี้ต้องมีผู้ลงพระปรมาภิไธย) เป็นต้น เพื่อกิจการของรัฐจะดำเนินสืบเนื่องต่อไปไม่สะดุดชะงักลงโดยเหตุจากตัวบุคคล (พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กร : ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องไม่ขาดสาย เพราะเป็นตำแหน่ง)
กรณีที่ ๒.พระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร
คำอธิบายประกอบ เนื่อง จากพระมหากษัตริย์มีเขตอำนาจในทางพื้นที่ - พระมหากษัตริย์เป็นผู้แสดงเจตนาของรัฐ ในการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย : ตำแหน่งประมุขของรัฐจึงต้องการความสืบเนื่อง, เช่นเดียวกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกนอกเขตจังหวัด ก็ต้องแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ ทำหน้าที่รักษาการแทน เป็นต้น
[ตอนที่ ๒] รัฐธรรมนูญบัญญัติหน้าที่ไว้ดังนี้
ทางที่หนึ่ง.ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
คำอธิบายประกอบ จะทรงแต่งตั้งใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย (รัชทายาท, พระราชินี, นาย ก. หรือ นาย ข. ก็ได้)
ทางที่สอง.ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่สามารถแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งได้ :
๑.ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน
๒.ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไปให้
๓.รัฐสภาให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้หนึ่งผู้ใดนั้น
คำอธิบายประกอบ 
ก.คณะองคมนตรี เป็นผู้มีอำนาจตีความว่า ลักษณะเช่นใดที่พระมหากษัตริย์อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถแต่งตั้งใครได้ (ตามทางที่หนึ่ง) กรณีที่ตีความโดยอาศัย "มติของคณะองคมนตรี" ว่า ในสภาวะเช่นว่านั้นพระมหากษัตริย์แต่งตั้งใครไม่ได้แล้ว ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว โดยผลของรัฐธรรมนูญ
ข.คณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอรายชื่อใครก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (รัชทายาท, พระราชินี, นาย ก. หรือ นาย ข. ก็ได้) และผู้ชี้ขาดคือ รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
ข.๑) กรณีรัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบรายชื่อดังกล่าว คณะองคมนตรีต้องกลับไปคัดเลือกบุคคลผู้เหมาะสมคนใหม่
ข.๒) กรณีรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งบุคคลนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ข.๓) กรณีได้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้ "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว" กลับมาดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีดังเดิม และผู้รักษาการตำแหน่งประธานองคมนตรี ก็กลับไปเป็นองคมนตรีดังเดิม
ค.หากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยความเห็นชอบของรัฐสภา อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ ประธานองคมนตรี ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปชั่วคราวไปพลางก่อน จนกว่าคณะองคมนตรีจะเสนอรายชื่อผู้เหมาะสมไปยังรัฐสภาเห็นชอบเป็นผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์คนใหม่ (ตีความโดยเทียบเคียงกฎหมายลายลักษณ์อักษร ให้นำข้อ ก, ข มาใช้โดยอนุโลม)
ง.ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว ดำรงตำแหน่งจนกว่า :
ง.๑) พระมหากษัตริย์กลับมายังพระราชอาณาจักร (หรือ)
ง.๒) พระมหากษัตริย์กลับมาสามารถบริหารพระราชภาระได้ (หรือ)
ง.๓) มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
[ตอนที่ ๓] ผลบังคับตามรัฐธรรมนูญ
ตาม ที่กล่าวใน ตอนที่ ๒. ว่าเมื่อปรากฏ "เหตุ" ในสองกรณี (ดังกล่าวในตอนที่ ๑.) เป็น "หน้าที่" ของพระมหากษัตริย์ หรือคณะองคมนตรี ในการ "แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" (ในกรณีกษัตริย์ตั้งเอง) หรือ "เสนอรายชื่อไปยังรัฐสภาให้ความเห็นชอบ" (ในกรณีกษัตริย์ไม่สามารถแต่งตั้งเองได้)
เมื่อเป็น "หน้าที่" แต่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการกระทำที่ "ขัดรัฐธรรมนูญ" และ ทำให้ "บทรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวไม่มีผลบังคับ" ในที่สุด กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวกำลังละเมิดรัฐธรรมนูญ และอาจกระทำผิดตามกฎหมายอาญา เช่น ปลอมลายเซ็นต์ในเอกสารราชการ (ลงพระปรมาภิไธยปลอม - ลงในกฎหมายก่อนบังคับใช้ หรือตามตัวบทรัฐธรรมนูญเรียกว่า "ร่างพระราชบัญญัติ") เป็นต้น.

Archiculture Cross Section: อิสรภาพของป้าอุ๊และอากง

ที่มา ประชาไท

 

คืนนี้หยิบหนังสือที่ปราบดา หยุ่นแปลชื่อเป็นภาษาไทยไว้อย่างงดงามว่า “จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น”ขึ้น มาอ่านอีกหนึ่งรอบ ในวันที่ทั้งการมีชีวิตและการไม่มีชีวิต...ค่อยๆหล่นไปๆ.... พรุ่งนี้อากงจะกลายเป็นธุลีที่เป็นแค่ผงฝุ่นเล็กๆที่คงบังอาจทำได้เพียงทำ ให้บางคนเคืองตาไปตลอดชีวิต... หรืออาจลอยสูงเหนือไปกว่านั้นผ่านน้ำตาของใครอีกหลายคน
ข้อความเหล่านี้เขียนให้”ป้าอุ๊” (รสมาลิน) สำหรับชีวิตที่หนักหน่วงในช่วงไม่ถึง2 ปีสุดท้ายกับอากง มาจนถึงแม้หลังโศกนาฏกรรมส่วนตัวของครอบครัว  ป้าอุ๊ก็ยังคอยรับไว้อีกหลายชีวิตอย่างแข็งขัน  ด้วยไม่อยากให้ใครร่วงหล่นลงมาอีก... เหมือนกับที่แกเคยแบกรับไว้ไม่ทัน...
 
หนุ่มในห้องขัง

ปลายเดือนธันวา 2554 หนุ่มในห้องขังชะเง้อมองหาพวกเรา ด้วยความเงอะงะของพวกเราเองที่ไม่รู้ว่าเลยเวลารอบเยี่ยมที่กำหนดไว้ เพียง15นาทีต่อคนต่อรอบที่พวกเราลงเวลาไว้ ...”ลงรอบใหม่เลยครับ” หนุ่มตะโกนร้องบอกทันทีตอนเห็นเราวิ่งเข้าไปถาม...แม้เราต่างก็ไม่รู้จักกัน มาก่อนเลย.... หนุ่มพรั่งพรูตอบทุกอย่างที่เราถาม กระหายในมิตรภาพ สุภาพในทุกคำพูด “อยากได้หนังสืออ่านครับ...ผมอยากเข้าใจ” ...เขาคือ”หนุ่ม(เรดนนท์)และช่องทางหนึ่งของอิสรภาพที่เขาต้องการเพื่อไปให้ พ้นจากสิ่งที่กักขังเขาไว้....
 
ในโลกของฉัน...คือการออกแบบพื้นที่นานาชนิดให้แก่มนุษย์ผู้มีอิสรภาพ ที่จะเลื่อนไหลไปบนพื้นที่ต่างๆตามใจต้องการ ไปจนถึงคาดหวังว่าความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการและการเรียนรู้นานาชนิด อาจถูกกระตุกกระตุ้นกันแทบตายให้ได้ด้วยการลงทุนสร้างพื้นที่อันแสนสวย งาม...เพื่อคนที่ไม่กล้าที่จะคิด? คิดแต่ไม่กล้าที่จะแสดงออก? แสดงออกแต่ก็จะต้องบิดเบือนความคิดที่แท้จริงออกไปเสียบ้างเพราะความ กลัว?...คนแบบหนุ่มจึงได้รับเชิญให้ไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งเสีย...
 
มีพื้นที่”เพื่อการเรียนรู้”มากมายอยู่ข้างนอกเพื่อคนที่ถูกทำให้ ด้านชากับการคิด   ส่วนคนที่ถูกตัดสินว่า....เขาเป็นอิสระมากเกินไปที่จะคิด...กลับถูกจำกัด พื้นที่ไว้ในคุก อิสรชนที่งดงามหลงเหลืออยู่น้อยเกินการปะทะสังสรรค์...พื้นที่นอกคุกจึงไม่ อาจสวยงาม ตราบใดที่เรายังอนุญาตให้สังคมมีนักโทษทางความคิด


หนุ่มพอจะหาทางออกได้อยู่ดี เหมือนกับที่Tim Robbins เคยพบอิสรภาพกับการร้องเพลงอยู่ในใจในคุกมืด ที่ Shawshank โลกของหนุ่มและผู้ต้องหาทางความคิดอีกหลายสิบชีวิตจึงกักขังไม่ได้...และไม่ อาจหยุดสร้างพื้นที่นามธรรมให้ใจตัวเองภายใต้พื้นที่ที่ถูกจำกัด...พวกเขา ไม่ได้ท้าทาย...เขาเพียงแต่มีสิ่งที่หลายคนยอมที่จะเสียมันไป
 
...ใครกันแน่ที่รู้จักอิสรภาพมากกว่ากัน...ระหว่างคนในคุกกับคนนอกคุก...
 
อิสรภาพของป้าอุ๊และอากง
 
ป้าอุ๊ตอนปลายปี2554 ในวันที่คำตัดสินของอากงเพิ่งผ่านไป1เดือน ไม่มีความโกรธแค้นใดๆให้เรามองเห็น...นอกเสียจากคนที่อ่อนแรงและดู ยับเยิน... มีสายตาที่ดูหวาดกลัวและตื่นผวาอยู่ในนั้น  ป้าบอกว่า”สิ่ง”ที่กระทำกับแกนั้น มันคืออะไรแกยังไม่รู้จักมันเลย คนรอบตัวเปลี่ยนไป คนไม่รู้จักมานินทาว่ากล่าว พวกเราเริ่มจากเป็นคนแปลกหน้า... โชคดี(หรือโชคร้าย)ที่เรายังพอรู้จัก”สิ่ง”นั้น...อะไร ที่มันทำร้ายแก...มันเลือดเย็นและกระทำกันยาวนาน พวกเราอาจโกรธตัวเองเสียมากกว่า เพราะนอกจากรู้สึกบีบเค้นในใจกับสิ่งที่เห็นและได้ยิน ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากไปกว่า ให้ป้าอดทน เราเป็นเพื่อนและมีอีกหลายคนที่จะไม่ปล่อยให้ป้าอุ๊โดดเดี่ยวเหมือนที่ผ่าน มา
 
...ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียวหรอก... เราโกรธที่สังคมไทยยังเบียดขับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาเป็นเพื่อนร่วมโศก นาฏกรรมที่คล้ายกันกับพ่อและแม่ของพวกเรากันอยู่อีกต่างหาก โกรธที่มันบังคับให้ชีวิตเขาต้องผ่านเรื่องที่ต้องใช้ความเข้มแข็งกับความ ไร้สาระของกฏหมายที่กระทำกับคนที่ไม่เคยต้องการสู้กับมัน...แล้วเราก็ได้แต่ ภาวนาให้ป้าอุ๊ผ่านมันไปให้ได้

“เดี๋ยวนี้ป้ารู้อะไรเยอะขึ้นมากแล้วนะ”
ป้าอุ๊เมื่อ สค.2555  ทักทายเราด้วยประโยคนี้  ถึงป้าไม่บอกเราก็ติดตามข่าวและตามฟังสิ่งที่ป้าพูดอยู่เป็นระยะ มันบอกเราว่าป้าอุ๊กำลังยืนยันว่าไม่มีมนุษย์คนไหนยอมเจ็บปวดอยู่กับความไม่รู้ โดยเฉพาะเมื่อมันมากระทำกับคนที่เรารักและสิ่งที่เราหวงแหน พวกเราดีใจที่ป้าดูเข้มแข็งกว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ป้าและอากงที่มีอาชีพเลี้ยงหลานรู้จัก”สิ่ง”เหล่านี้ในบั้นปลายชีวิต เพราะเขาถูกขโมยเอาอิสรภาพไปดื้อๆ!  สิ่งที่ป้ารู้ก็คือสังคมไทยไม่ยอมปล่อยให้ชาวบ้านธรรมดาครอบครัวหนึ่งมี ชีวิตเป็นอิสระได้  เพราะมันยังมีกฎหมายข้อหนึ่งที่สามารถหล่นใส่ลงหัวใครก็ได้ในวันที่โชคร้าย   สิ่งที่ป้าอุ๊ยังทำต่อไปก็เพื่อปลดปล่อยข้อหาไม่เป็นธรรมที่ค้างคาออก จากร่างกายที่ไม่มีวิญญาณแล้วของอากง  มันเป็นการสู้เพื่อที่จะต้องไม่เกิดเรื่องเหล่านี้อีกด้วยน้ำใจของคนธรรมดา ที่ความเข้าใจเหล่านี้แลกมาด้วยความเจ็บปวดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนยื่น เดิมพัน...
 
“เขาปล่อยลื้อแล้ว ลื้อเป็นอิสระแล้วนะ” ป้าอุ๊ไม่ได้แค่พูดกับอากง...ความตายไม่ใช่พ่ายแพ้...ป้าอุ๊และอากงเป็นอิสระเกินกว่าที่หลายคนจะตระหนักถึงมันอย่างสุดหัวใจ
 
...จะคอยรับกันไว้...ไม่ว่าอิสระชนจะร่วงหล่นลงมาอีกกี่คนก็ตาม...

ฟรีอีบุ๊ค "เชิงอรรถความตายฯ" รวมบทกวีรำลึก "อากง"

ที่มา ประชาไท

 
 
เชิงอรรถ ณ เชิงตะกอน
 
อาจไม่ผิดจากความจริงนักหากจะบอกว่า กระบวนการและขบวนการอันอยุติธรรมได้จองจำและทำให้ช่วงเวลา 478 วัน กลายเป็นช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของ “อากง” อำพล ตั้งนพกุล 
 
ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ หากเพียงแต่เขาจะได้ใช้ร่วมกับบุคคลที่เขาผูกพันกลับได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ เลวร้ายและโดดเดี่ยวที่สุดสำหรับชายชราวัยหกสิบเอ็ด
 
สิ่งที่เป็นคำถามท้าทายต่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนว่ามนุษย์ก็คือ ทำอย่างไรถึงจะยุติโศกนาฏกรรมอันวนเวียนไม่รู้จบนี้ได้ 
 
23 บทกวีกับอีก 1บทเพลง ในบันทึกฉบับนี้เกิดจากหลากชีวิตทั้งคนใกล้ชิดและมิตรที่ไม่เคยได้พบหน้า ได้จารความรู้สึก ต่อข่าวร้ายของ “อากง” ที่ทยอยมาอย่างต่อเนื่อง มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงกระชั้น จนทำให้หลายท่านยังไม่ได้ตั้งชื่อ และอุกอั่งจนอีกหลายท่านไม่สามารถตั้งชื่อ
 
มิตรสหายหลายท่านได้กรุณารวบรวมให้ประชาไทเผยแพร่ ด้วยความหวังว่า การยืดระยะความรู้สึกและความทรงจำในช่วงนี้ออกไปสักระยะ อาจเป็นการให้เวลาแก่ผู้รักในเสรีภาพในการที่จะยุติวงวัฏที่ลดคุณค่าของเรา ลงเหลือเพียงคำว่า ”สัตว์” เสียที
 
23 สิงหาคม 2555
ประชาไท
 
หมายเหตุ:
ขอบคุณเพื่อนมิตรที่กรุณาให้เผยแพร่ผลงานของท่าน
ขอบคุณ วฒน และ รางชางฯ "เพื่อน" ที่ช่วยรวบรวมบทบันทึก 
 
เกี่ยวกับอากง
 
อำพล ตั้งนพกุล วัย 61 ปี (ในวันที่ถูกจับ) อดีตพนักงานขับรถ ก่อนที่จะถูกดำเนินคดีอำพลอาศัยอยู่กับ รสมาลิน ตั้งนพกุล (ภรรยา)ในห้องเช่าที่มีค่าเช่าเดือนละ 1,200 บาท ย่านสำโรง สมุทรปราการ และอยู่ได้ด้วยเงินที่ได้รับจากลูกๆ เพียงเล็กน้อย โดยแต่ละวันอำพลและภรรยามีหน้าที่ต้องเลี้ยงหลานจำนวน 3-4 คน อำพล เคยไปร่วมชุมนุมทางการเมืองทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงบ้างเป็นครั้งคราว
อำพล ถูกกล่าวหาว่าใช้โทรศัพท์มือถือส่งข้อความหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ไปยังโทรศัพท์มือถือ ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 
 
3 สิงหาคม 2553 อำพล ถูกจับกุมตัวเมื่อ เขาถูกคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 63 วัน ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว 29 ก.ย.53 ทนายความยื่นประกันตัวครั้งที่สอง โดยใช้ที่ดินของญาติเป็นหลักทรัพย์ และเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า หลักประกันน่าเชื่อถือได้ว่าจำเลยจะไม่หลบหนี
 
18 มกราคม 2554 อัยการมีคำสั่งฟ้อง อำพลเป็นจำเลยในคดีที่มีการส่งข้อความหมิ่นเบื้องสูง พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ และมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ครั้งนี้ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้องกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและ ความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคงจำเลยอาจหลบหนี ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
 
23 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษา อำพล ฐานส่ง SMS หมิ่นฯ 4 ครั้ง ผิดตาม ปอ.มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ (3) ลงโทษกรรมละ 5 ปีรวมจำคุก 20 ปี ชี้หลักฐานอิเล็กทรอนิคส์น่าเชื่อว่าส่งจากเครื่องโทรศัพท์ที่จำเลยใช้ และจากย่านที่พักของจำเลย
 
22 กุมภาพันธ์ 2555 ทนายความจำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์เงินสด และตำแหน่งนักวิชาการ 7 คน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลย
 
8 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 9.10 น. อำพล ได้เสียชีวิต ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากถูกส่งเข้ารักษาเนื่องจากมีอาการปวดท้องเมื่อช่วงก่อนเที่ยงของวัน ที่ 4 พฤษภาคม 
 
 
 
 
AttachmentSize
เชิงอรรถความตาย: บันทึกบางบทแห่งความรู้สึกแด่ "อากง" อำพล ตั้งนพคุณ เหยื่ออยุติธรรม722.01 KB

ชายคนแรกบนดวงจันทร์ 'นีล อาร์มสตรอง' เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 82

ที่มา ประชาไท

 
นักบินอวกาศสหรัฐ "นีล อาร์มสตรอง" เจ้าของวลี "ก้าวเล็กๆ ของคนหนึ่ง คือก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ" เสียชีวิตแล้วบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา จากปัญหาการผ่าตัดหัวใจ
สำนักข่าวเอ็นบีซีของสหรัฐรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.)  เวลา 14.45 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศคนแรกที่เยือนดวงจันทร์ ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 82 ปี หลังจากที่เขาได้รับการผ่าตัดหัวใจมาเป็นเวลาหลายอาทิตย์ โดยสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ครอบครัวของเขาได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าเกิดจากอาการติดเชื้อขณะเข้ารับการผ่า ตัดโรคหลอดเลือดหัวใจ
นีล อาร์มสตรอง เป็นชาวสหรัฐคนแรกที่สั่งการนำยานอวกาศอพอลโล 11 ขึ้นไปเยือนดวงจันทร์ในวันที่ 20 ก.ค. 1969 (พ.ศ. 2512) และวิทยุรายงานกลับมายังโลกด้วยวลีอันเป็นที่จดจำ "มันเป็นก้าวเล็กๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ"


ที่มาภาพ: NASA
ทางครอบครัวของอาร์มสตรอง ได้ออกแถลงการณ์ว่าด้วยการเสียชีวิตของเขา โดยกล่าวแสดงความเสียใจ และขอให้คนหนุ่มสาวทั่วโลกมองอาร์มสตรองเป็นตัวอย่างในการทำความฝันของตัว เองให้สำเร็จ
"นีล อาร์มสตรอง ได้เป็นผู้ที่สนับสนุนแวดวงการบินและการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ มาตลอดชีวิตของเขา และไม่เคยสูญเสียความกระตือรือร้นในการตามหามัน"
"ในขณะที่เราโศกเศร้ากับการจากไปของชายที่ดีคนนี้ เราก็อยากเฉลิมฉลองชีวิตที่น่าอัศจรรย์ของเขาและหวังว่ามันจะเป็นตัวอย่าง แก่คนหนุ่มสาวทั่วโลกให้ทำงานหนักเพื่อให้ความฝันของพวกเขาเป็นจริง ยินดีที่จะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ และไปให้ไกลกว่าข้อจำกัด และทำงานรับใช้แก่สิ่งที่ใหญ่กว่าตนเองโดยไม่เห็นแก่ตัว" แถลงการณ์ของครอบครัวอาร์มสตรองระบุ
สำหรับประวัติของนีล อาร์มสตรอง เขาเกิดและเติบโตที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และมีความสนใจในการบินตั้งแต่เด็กๆ ต่อมา มีโอกาสเป็นนักบินร่วมรบในสงครามเกาหลีช่วงทศวรรษที่ 1950 และไม่นานหลังจากนั้น ได้เข้าร่วมเป็นนักบินทดสอบให้กับคณะกรรมการที่ปรึกษาแห่งชาติเพื่อการบิน (NACA)
เมื่อปี 1962 เขาเข้าเป็นนักบินในโครงการของนาซ่า (NASA - องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ) จากนั้นเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 1969 ได้เป็นนักบินสั่งการภารกิจนำยานอวกาศอพอลโล 11 ขึ้นสู่ดวงจันทร์ นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถขึ้นไปเยือนดวงจันทร์ได้สำเร็จ หลังจากนั้น อาร์มสตรองไม่ได้บินขึ้นในยานอวกาศอีกเลย แต่ได้รับตำแหน่งเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมการบินที่มหาวิทยาลัยซินนินาติ 8 ปี ก่อนที่จะมาเป็นโฆษกให้กับธุรกิจบางแห่งในสหรัฐ เช่น รถยนต์ไครสเลอร์ และเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้แก่บริษัทด้านวิศวกรรมและน้ำมันหลายแห่ง เขาอาศัยอยู่ในเมืองซินนินาติกับครอบครัวในช่วงบั้นปลายชีวิต



การเยือนดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ในปี 1969 นำโดยนีล อาร์มสตรอง กับยานอพอลโล 11

ประมวลภาพบรรยากาศงานศพอากง

ที่มา ประชาไท

Sun, 2012-08-26 01:45




13.00 น. ภรรยาและครอบครัวเคลื่อนศพอากงออกจากที่เก็บศพ(โกดัง)วัดด่านสำโรง ก่อนจะมีการเคลื่อนศพอากง ไปตั้งยังวัดลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว-วังหิน ในเวลาประมาณ 16.30 น.
16.57 น.ขบวนรถได้นำศพอากงมาถึงวัดลาดพร้าวเพื่อรอการฌาปนกิจ ในวันอาทิตย์ที่ 26 ส.ค. (พรุ่งนี้)
ที่วัดลาดพร้าวมีการประกอบพิธีสวดในเวลาประมาณ 19.00 น. จากนั้น เวลาประมาณ 20.00 น. มีการจัดกิจกรรมปราศรัย อ่านบทกวี และเสวนาโดยสุดา รังกุพันธุ์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ประวิตร โรจนพฤกษ์ และปิยบุตร แสงกนกกุล โดยช่วงท้ายของกิจกรรมมีการปราศรัยของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (รายละเอียดจะนำเสนอต่อไป)
สำหรับกำหนดการวันฌาปนกิจ (อาทิตย์ที่ 26 ส.ค. ) มีดังนี้
-เลี้ยงพระเพล
-ช่วงพิธีกรรม ทอดผ้าบังสุกุล โดยผู้แทนจากภาคการเมืองและภาคประชาชน
-อ่านบทกวี เป่าขลุ่ย
-ภรรยาอากงกล่าวไว้อาลัยครั้งสุดท้าย
-ปล่อยนกพิราบขาว 112 ตัว
- 17.00 น. ฌาปนกิจ