WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 28, 2012

มุมปัญหาเชาวน์: ยามสามคน

ที่มา Thai E-News



มุมปัญหาเชาวน์

มียามสามคน เฝ้าประตูห้องๆเจ้านายใหญ่ซึ่งกำลังนอนอยู่ในห้อง ซึ่งไม่มีประตูทางเข้าทางอื่น ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีแม่ เจ้านายใหญ่ เจ้านายเล็ก และคนรับใช้ อยู่ในที่ๆของตน

ยามสามคนนี้ ทุกคนรักเจ้านายใหญ่ เจ้านายเล็ก และคุณนายแม่มาก และรักมากกว่าความรักที่มีต่อยามคนอื่นในฐานะเพื่อนร่วมงาน

ยามคนที่หนึ่ง เป็นคนค่อนข้างซื่อ โบราณ และช้าๆ และเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าเจ้านายใหญ่
ยามคนที่สอง เฉลียวฉลาด ทำงานเพื่อเจ้านายมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
ยามคนที่สาม มาคุมงานยามอีกสองคน

คำถาม 1 หากปรากฏว่าเจ้านายใหญ่ถูกยิงตายในห้อง โดยยามอยู่เฝ้าหน้าห้องทุกคน ยามคนไหนต้องสงสัยที่สุด?

ก. ยามคนที่หนึ่ง
ข. ยามคนที่สอง
ค. ยามคนที่สาม
ง. ยามทั้งสามคนต้องร่วมมือกัน เพราะเป็นไปไม่ได้หากมีใครคนหนึ่งกระทำ จะไม่มีการร่วมมือจากอีกสองคน
จ. ไม่ใช่ยามทั้งสามคน ตามเหตุผลข้อ ง.

คำถาม 2 เป็นไปได้ไหมที่ยามจะไม่เห็นคนร้ายเข้าไปในห้อง

ก. เป็นไปได้
ข. เป็นไปไม่ได้

คำถาม 3 หากเป็นกรณีที่ไม่ใช่ยามทั้งสามคนฆ่าเจ้านายใหญ่ คนร้ายควรจะเป็นใคร

ก. คนนอก
ข. คนใน

รวมฮิต′โพล′- 1 ปี′ปู′ สอบได้ VS สอบตก

ที่มา uddred

 มติชน 28 สิงหาคม 2555 >>>







ครบ 1 ปีของรัฐบาล ภายใต้การนำของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย

หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคเอกชน

ที่น่าสนใจ คือ "ความคิดเห็นของประชาชน" ที่สะท้อนผ่าน "โพล" หลากหลายสำนัก

ลองมาสำรวจดูว่า โพลแต่ละเจ้าสะท้อนความคิด ความเห็นของประชาชนอย่างไรบ้าง

เริ่มกันที่ "นิด้าโพล" ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "ความพึงพอใจของประชาชน ต่อผลการดำเนินงาน 16 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล" จากประชาชนทั่วประเทศ

พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อ 3 นโยบายของรัฐบาล ในรอบ 1 ปี อยู่ในระดับมาก อันดับ 1 คือการประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค อันดับ 2 การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติด อันดับ 3 มหัศจรรย์ไทยแลนด์ และการประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นโยบายที่ประชาชนพึงพอใจในระดับปานกลาง คือนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้แก่ โครงการเงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท การจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จังหวัดละ 100 ล้านบาท และการแก้ไขภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

สำหรับนโยบายที่ประชาชนมีความพึงพอใจในระดับน้อย ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้

การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อยู่ระดับปานกลาง เช่น พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกร รวมถึงผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 500,000 บาท อย่างน้อย 3 ปี และลดภาษีรถยนต์คันแรก

ฟาก "สวนดุสิตโพล" ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยความคิดเห็นประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลรอบ 1 ปี พบว่า ประชาชนให้คะแนนความตั้งใจการทำงานของนายกฯ 6.95 จากเต็ม 10 และให้คะแนนผลงานนายกฯ 6.41 เต็ม 10 ส่วนความตั้งใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งชุด ให้ 6.25 เต็ม 10 คะแนน

ส่วนคะแนนผลงานยอดเยี่ยมอันดับ 1 คือ การแก้ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 35.58 อันดับ 2 คือ การขึ้นเงินเดือน/ค่าแรง ร้อยละ 26.76 และอันดับ 3 คือ การดูแลคนในสังคม เช่น สวัสดิการคนชรา ร้อยละ 17.75

สำหรับผลงานยอดแย่ อันดับ 1 คือ การแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง ร้อยละ 32.12 อันดับ 2 คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 19.45 และอันดับ 3 คือ การแก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ ร้อยละ 18.39

เมื่อจำแนกผลงานรายกระทรวง ประชาชนให้คะแนนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มากที่สุด 6.58 เต็ม 10 อันดับ 2 คือ กระทรวงสาธารณสุข 6.47 เต็ม 10 และอันดับ 3 คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ 6.46 เต็ม 10

สำหรับกระทรวงที่ได้คะแนนต่ำสุดคืออันดับ 1 คือ กระทรวงพาณิชย์ 5.42 เต็ม 10 คะแนน อันดับ 2 คือ กระทรวงคมนาคม 5.56 และอันดับ 3 คือ กระทรวงมหาดไทย 5.59

ขณะที่ "เอแบคโพลล์" ของมหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ เปิดผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ผลงานรัฐบาล ปัญหาชีวิตชาวบ้าน ต้นเหตุปัญหาสำคัญของชาติ การปรับคณะรัฐมนตรี และความปรองดองในสายตาประชาชน" โดยถามถึงผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.8 ระบุเหมือนเดิม ไม่แตกต่างกัน ขณะที่ร้อยละ 23.9 ระบุว่า ดีขึ้นถึงดีขึ้นมาก และร้อยละ 19.3 ระบุแย่ลงถึงแย่ลงมาก

เมื่อถามถึงปัญหาในชีวิตประจำวันที่ประสบในช่วงรัฐบาลชุดปัจจุบัน เปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน พบว่า ร้อยละ 71.8 ระบุปัญหาค่าครองชีพและหนี้สินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 63.5 ระบุความรุนแรงของปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 52.4 ระบุว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.1 ระบุปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 49.8 ระบุการใช้ความรุนแรงในเด็กและเยาวชน ร้อยละ 46.7 ระบุการเลือกปฏิบัติและความไม่เป็นธรรมในสังคม และร้อยละ 45.5 ระบุความขัดแย้งทางการเมืองในหมู่ประชาชน ตามลำดับ

เมื่อถามถึงต้นเหตุของปัญหาสำคัญของชาติ พบว่า ร้อยละ 93.3 ระบุมีข้าราชการที่ยอมรับใช้นักการเมืองเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวเพิ่ม ขึ้น ร้อยละ 93.2 ระบุมีข้าราชการที่ยอมรับใช้นักการเมืองเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 92.5 ระบุมี ส.ส.มุ่งแย่งชิงอำนาจเพื่อตัวเองและพวกพ้องเพิ่มขึ้น ร้อยละ 91.5 ระบุมีข้าราชการที่ยอมรับใช้นักการเมืองมากกว่ารักษาทรัพย์สมบัติของประเทศ ชาติ ร้อยละ 91.2 ระบุมี ส.ส.ในสภาเข้ามาเพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ร้อยละ 90.3 ระบุมี ส.ส.ยอมอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มนายทุน และร้อยละ 88.2 ระบุมี ส.ส.และกลุ่มนายทุนที่หวังจะบุกรุกที่ดินอุทยานแห่งชาติ

นอกจากนี้ ร้อยละ 64.7 ระบุว่ามีความจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรี ขณะที่ร้อยละ 35.3 ระบุว่ายังไม่จำเป็น เมื่อสอบถามถึงความหมายของคำว่า "ปรองดอง" พบว่า ร้อยละ 48.2 ระบุความปรองดองคือ บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีเหตุวุ่นวาย ขณะที่รองๆ ลงไปคือ ร้อยละ 22.6 ระบุความปรองดองคือ การร่วมมือกันของทุกฝ่ายช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ร้อยละ 11.9 ระบุความปรองดองคือ ใครผิดว่าไปตามผิด ทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ร้อยละ 10.7 ระบุความปรองดองคือการยอมรับ การให้โอกาส และความเสียสละ และร้อยละ 6.6 ระบุความปรองดองคือการนิรโทษกรรมคดีการเมืองทุกคดี ตามลำดับ

ส่วน "หาดใหญ่โพล" ของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จ.สงขลา เผยผลสำรวจจากประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้

โดยภาพรวม โพลนี้ให้รัฐบาลสอบตกทุกหัวข้อ

อาทิ ความพึงพอใจในการบริหารงานโดยภาพรวมของรัฐบาล 4.43 คะแนน จาก 10 คะแนน ด้านการศึกษาได้คะแนนสูงสุด 4.62 คะแนน รองลงมาแก้ปัญหายาเสพติด 4.56 คะแนน ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 4.52 คะแนน และด้านการท่องเที่ยว 4.50 คะแนน ส่วนด้านเศรษฐกิจมีความพึงพอใจ 4.13 คะแนน

การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 34.6 ไม่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 24.2 ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยผ่านการประชามติ และร้อยละ 18.0 ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา โดยผ่านความเห็นชอบของสภาและการลงประชามติ ขณะที่ร้อยละ 45.9 เห็นว่า พ.ร.บ.ปรองดองทำเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับมามีอำนาจทางการเมือง และร้อยละ 24.9 ทำเพื่อกลุ่มคนเสื้อเหลือง-แดง

ขณะที่ "อีสานโพล" ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยผลสำรวจเรื่อง "เสียงสะท้อน ชาวอีสานกับผลงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์" ประจำเดือนกรกฎาคม สำรวจภาคอีสาน 20 จังหวัด พบว่าภาพรวมการทำงานของรัฐบาล ให้ผ่าน ร้อยละ 75.1 ไม่ผ่าน ร้อยละ 24.9.7 ด้านการเมืองและประชาธิปไตย ให้ผ่าน ร้อยละ 58.6 ไม่ผ่านร้อยละ 41.4 ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ให้ผ่านร้อยละ 52.9 ไม่ผ่านร้อยละ 47.1 ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ให้ผ่าน ร้อยละ 65.9 ไม่ผ่านร้อยละ 34.1 ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ให้ผ่านร้อยละ 59.9 ไม่ผ่านร้อยละ 40.1 ด้านการต่างประเทศ ให้ผ่านร้อยละ 80.9 ไม่ผ่านร้อยละ 19.1

เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน พบว่า แม้ครั้งนี้จะประเมินให้ผลงานแต่ละด้านผ่าน แต่ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ชาวอีสานกว่าร้อยละ 52.9 ประเมินว่าไม่ผ่าน (จากเดิมให้ไม่ผ่าน ร้อยละ 47.3) และผลงานบางด้านมีแนวโน้มลดลง โดยด้านการเมือง จากเดิมประเมินว่าผ่านร้อยละ 66.4 ลดลงเหลือร้อยละ 58.6

เมื่อถามความคิดเห็นว่า หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่คนอีสานจะเลือกพรรคใด พบว่า ร้อยละ 43.8 จะเลือกพรรคเพื่อไทย (จากเดิมร้อยละ 34.3) กว่าร้อยละ 36.7 ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกพรรคใด โดยมีผู้ที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 9.3

นักการเมืองที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด นายกฯยังคงนำมาเป็นอันดับหนึ่งร้อยละ 39.2 (จากเดิมร้อยละ 45.1) รองลงมาคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ร้อยละ 9.7

ส่วนปัญหาที่คนอีสานเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจ ความกินดีอยู่ดีของประชาชน ปัญหาค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน ค่าแรง และหนี้สิน โดยร้อยละ 56.4 เห็นว่า เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด รองลงมาคือปัญหายาเสพติด ร้อยละ 11.2

ผลโพลสำนักต่างๆ สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนแต่ละพื้นที่

รัฐบาลจะต้องนำมาประมวล รับฟังข้อดีข้อเสียเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงการทำงานในปีที่ 2 ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนมากขึ้น

Sunday, August 26, 2012

เปิดใจ 'โภคิน' ประเด็นแก้ รธน.

ที่มา uddred

 คมชัดลึก 26 สิงหาคม 2555 >>>






กลับมามีบทบาทโดดเด่นอีกครั้งสำหรับ "โภคิน พลกุล" ในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกร้องของพรรคร่วมรัฐบาลหลังจากมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ตามมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครอง
จากประสบการณ์ความรู้ด้าน "กฎหมายมหาชน" ทำให้ "โภคิน" ถูกเลือกให้มาทำงานร่วมกับรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่ารัฐบาลจะผ่านด่าน "ศาลรัฐธรรมนูญ" มาได้ โดยมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ไม่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แต่ถ้าจะมีการแก้ไขทั้งฉบับ ควรให้ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อน
ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่กล้าตัดสิน "หักดิบ" เดินหน้าลงมติวาระ 3 ตั้ง "สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ" (ส.ส.ร.) และทำประชามติหลังได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นทางเดิมที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ แต่เนื่องจากกระแสสังคมเกิดความระแวงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำเพื่อ พวกพ้องและช่วยเหลือ "ทักษิณ ชินวัตร" รัฐบาลจึงตัดสินใจชะลอการลงมติวาระ 3 ไปก่อน
พร้อมกับหาทางออกโดยการตั้ง "คณะทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อศึกษาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550" โดยมี "โภคิน พลกุล" อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน
ที่ผ่านมาคณะทำงานได้ประชุมไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าโดยที่ประชุมได้มอบหมายให้พรรคร่วมรัฐบาลกลับไป ศึกษาแนวทางทำประชามติ พร้อมรณรงค์สร้างความเข้าใจถึงสาเหตุจำเป็นที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะไม่ได้ร่างโดยประชาชน แต่มาจากคณะบุคคลและเนื้อหาขัดหลักนิติธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย
โดยมาตราที่ "โภคิน" เห็นว่าแย่ที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ มาตรา 309 ที่ระบุว่า “บรรดาการใดๆ ที่ได้รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง กับกรณีดังกล่าวไม่ว่า ก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้ถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐ ธรรมนูญ”
   "นั่นหมายความว่ากฎหมายที่ออกโดยสภา และทรงลงพระปรมาภิไธยอาจจะขัดรัฐธรรมนูญได้ใช่หรือไม่ แต่กฎหมายรัฐประหารไม่ขัด เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่าให้การกระทำนั้นชอบหมด อย่างนี้เราจึงทนอยู่ได้ผมไม่เข้าใจ กฎหมายรัฐประหารรุ่น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีค่าเท่ารัฐธรรมนูญ นี่แย่แล้ว ยังบอกอีกว่าผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ให้ถือว่าชอบเช่นเดียวกัน"
"โภคิน" ได้ยกตัวอย่างกรณี กฎหมาย ป.ป.ช. มาตราหนึ่งระบุว่าต้องทำหน้าที่โดยเที่ยงธรรม ถ้าไม่ทำหน้าที่โดยเที่ยงธรรมจะถูกลงโทษโดนอาญา ขณะเดียวกัน ถ้า ป.ป.ช. ไม่ทำหน้าที่โดยเที่ยงธรรม แต่ได้ทำหน้าที่ตามประกาศของ คปค. ก็คงไม่มีใครไปทำอะไรได้ เพราะถือว่าการกระทำชอบโดยรัฐธรรมนูญ ทำให้สงสัยว่าทำไมรัฐธรรมนูญแบบนี้จึงอยู่ได้
ส่วนกลุ่มที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เพราะเห็นว่าถ้ายกเลิกมาตรานี้ก็จะส่งผลต่อคดีต่างๆ ที่ "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" (คตส.) สมัยรัฐบาลไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอันโมฆะทั้งหมด และเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความผิด "โภคิน" มองว่า การเข้าไปแก้ไขมาตรา 309 ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมคนยึดอำนาจ
   "ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างโดยประชาชนเป็นเกราะ การมายึดอำนาจทำยาก ถ้าหาวิธีเขียนบางมาตราให้ดีๆ แนะศาลว่าถ้าใครมาทำจะนิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้และไม่มีผลผูกพันในอนาคต ผมมีเทคนิคบางอย่าง ถ้าศาลไม่คล้อยตาม ระบบรัฐประหารเกิดไม่ได้ ถ้ารัฐประหารพ้นจากอำนาจเมื่อไหร่ศาลวินิจฉัยว่า มาตรา 309 ขัดต่อหลักนิติธรรมจะไม่มีใครกล้ายึดอำนาจอีก การสถาปนาอำนาจรัฐประหารไม่ควรมีอยู่"
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง "โภคิน" กล่าวว่า การปรองดองมี 3 เรื่อง มีการตั้งสมมุติฐานจากรายงานของรัฐสภา และจากรายงานของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า บ้านเมืองถ้าจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากรัฐประหาร และสถาปนาระบบนิติธรรมขึ้นมา ถ้าจะให้บ้านเมืองกลับไปปกติต้องคืนความชอบธรรม แต่มีการรังแกไปแล้วจะทำอย่างไร คนที่กำลังจะถูกรังแกและคนที่อาจจะถูกรังแกจะทำอย่างไร ต้องคืนความชอบธรรม และกลับมาสู่หลักนิติธรรมใหม่ตามกระบวนการปกติ ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปหารือกันในสภาคงบอกรายละเอียดไม่ได้
   "คนอาจมองว่าเป็นการช่วยคุณทักษิณ ผมจึงอยากถามว่าถ้าช่วยคืนความเป็นธรรมให้คุณทักษิณผิดตรงไหน อย่ายกชื่อคุณทักษิณมา เพราะเรากำลังถามอารมณ์ความชอบ ไม่ชอบเป็นหลักมากกว่าการยึดหลัก ถ้าตั้งองค์กรพิเศษมาตัดสินคนแม้ตัดสินถูกคนก็ไม่รับ แต่ถ้าใช้องค์กรปกติตัดสินแม้ตัดสินผิดมันก็ต้องจบแบบนั้น"
ส่วนเรื่ององค์กรอิสระในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซึ่งที่ถูกมองว่าถูกแทรกแซง "โภคิน" กล่าวว่า ยังไม่เคยเห็นองค์กรอิสระในสมัยรัฐบาลทักษิณไปแกล้งใครชนิดที่ที่เรียกว่า เห็นชัดๆ เหมือนทักษิณโดนแกล้ง และองค์กรอิสระในวันนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไปเกลียดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วออกไปต่อว่าเขาทุกวันแล้วไปนั่งสืบสวนสอบสวนยังไม่เห็นถึงขนาดนั้น
   "ป.ป.ช. ชุดนี้ตั้งโดยรัฐประหารทั้งหมด และยังตั้ง คตส. ซ้อนอีก แล้วก็ขึ้นอยู่กับ คตส. ว่าจะเลือกนำคดีไหนมาทำบางอันดึงของ ป.ป.ช. มาทำ บางอันทำแล้วดึงกลับมาใหม่ก็มี (ทำไม ป.ป.ช. ขณะนั้นไม่ทำหน้าที่แทน คตส.) ผมไม่ทราบ ป.ป.ช. ใหม่ชุดนี้เกือบเป็นชุดที่ตั้งโดยรัฐประหารทั้งหมดยกเว้นคนที่มาแทนคนเกษียณ แล้วตั้ง คตส. ซ้อน ป.ป.ช. เพื่อมาเล่นงานทักษิณโดยตรง ถ้าเริ่มต้นไม่ถูกท้ายก็ต้องไม่ถูก ถือว่าทักษิณถูกรังแกโดยระบบนิติธรรม"
สำหรับคดีที่ดินรัชดาฯ ถ้าไม่มีปฏิวัติการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เซ็นชื่อยินยอมให้คุณหญิงพจมาน ภรรยาไปซื้อที่ดินในมุมมองนักกฎหมายเห็นว่าการตัดสินคดีนี้ถูกต้องหรือไม่ "โภคิน" บอกว่า ถ้ามองด้วยใจเป็นธรรมเรื่องนี้ประหลาดที่สุด คุณหญิงพจมาน ซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูจากการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยมีผู้ซื้อกับผู้ ขาย ทักษิณเพียงแค่เซ็นยินยอมอนุญาตภรรยาให้ไปซื้อจึงไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เป็นเรื่องจริยธรรมขัดกันระหว่างผลประโยชน์บุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม คือสรุปว่า ถ้าทุจริตคือราคาควร 100 บาท ไปซื้อในราคา 50 บาท ไปร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทำราคาให้ต่ำ ไม่ประมูล ซึ่งเรื่องนี้ไม่มี ถ้ามีแบงก์ชาติก็ต้องผิดหมด เพราะคนซื้อฝ่ายเดียวทำให้ผิดปกติไม่ได้ต้องคนขายร่วมมือด้วย ตอนหลังศาลยังบอกคุณหญิงพจมานก็ไม่ผิด ศาลบอกทักษิณผิดคนเดียว เพราะไปอนุญาตให้ภรรยาซื้อ กระบวนการนี้ถือว่าไม่ถูกหลักนิติธรรม
แม้จะวิพากษ์องค์กรอิสระในขณะนี้แต่ "โภคิน" ก็ยังเห็นว่าองค์กรอิสระควรยังมีอยู่ แต่ผิดเพี้ยนเพราะตัวคนมีปัญหา ต้องแก้ไขเรื่องที่มาและอำนาจ โดยในส่วนที่มานั้นไม่ควรให้ศาลเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนที่ระบุในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เพราะยิ่งให้ศาลเข้ามาเกี่ยวข้องมากทำให้สถาบันศาลได้รับผลกระทบมาก ภาพลักษณ์จะเสียหาย
"โภคิน" ชื่นชมนายกฯ ที่อดทนไม่มีความก้าวร้าว ไม่โต้ตอบทำให้เรื่องจบ และเห็นว่าวันนี้ต้องลดอารมณ์ความเกลียดชังต่างๆ ลงไป วันนี้ไม่ใช่ปัญหาของทักษิณ ไม่ใช่ปัญหาของสนธิ (ลิ้มทองกุล) แต่เป็นปัญหาที่สังคมตกหลุมดำ การใช้อารมณ์ทำให้หลุมดำขยายไปทุกวัน เราต้องหยุดแล้วถอย ไม่ใช่อารมณ์มาพูดกัน ต้องก้าวข้ามหลุมดำนี้
   “ในความเห็นผม รัฐบาลแม้จะเจ็บปวด จะกัดฟันเท่าไหร่ก็ต้องทน เป็นวิธีเดียวเท่านั้น เมื่อผ่านช่วงนี้ไปได้ หลุมดำก็จะตื้นขึ้น เราจะก้าวข้ามไปทันทีไม่ได้ แต่ทำให้หลุมมันตื้นขึ้นจนไม่มีหลุมได้ ส่วนจะใช้เวลานานหรือไม่นั้นตอบไม่ได้”
สำหรับข่าวลือว่าถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย หรือรองนายกรัฐมนตรี เพื่อดูงานด้านกฎหมายให้แก่รัฐบาล "โภคิน" บอกว่า ไม่ใช่ว่าต้องไปตรงนั้นถึงจะช่วยได้ แค่ช่วยพรรคในระดับนี้ก็เต็มใจแล้ว จริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง เพราะเป็นมาหลายตำแหน่งแล้ว และทุกตำแหน่งก็ทำเต็มที่

เผยโฉม Angor 333 รถยนต์ไฮบริดจ์สัญชาติ กัมพูชา

ที่มา mthai




เว็บไซต์ ต่างประเทศ เผยภาพรถยนต์ไฮบริดจ์สัญชาติกัมพูชา อังกอร์333(Angor 333) โดยเป็นการร่วมมือสร้างระหว่าง นายเนียน ผลึก ช่างยนต์วัย 52 ปีชาวกัมพูชา กับบริษัท เฮง ดีเวลลอปเม้นท์ของเวียดนาม
โดยนาย เนียน ได้เริ่มผลิตรถอังกอร์มาตั้งแต่เมื่อปี 2543 โดยเขาเรียนรู้เรื่องเครื่องยนต์และการผลิตรถยนต์ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการเดินตามความฝันในวัยเด็กของเขา
ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้ว นายเนียน ได้ร่วมกับบริษัท เฮง ดีเวลลอปเม้นท์ของเวียดนาม สร้างโรงงานผลิตรถยนต์อังกอร์ ด้วยงบลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างโรงงานแล้วเสร็จในสิ้นปีนี้ และมีเป้าหมายว่า จะผลิตรถอังกอร์ให้ได้ 500-1,000 คันต่อปี
รถอังกอร์ 333 เป็นรถเล็กแบบเปิดประทุน ความเร็วโดยเฉลี่ย 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคาขายในกัมพูชาคันละ 99,000-132,000 บาท
นาย เนียน กล่าวว่า แม้รถที่เขาสร้างจะมีเทคโนโลยีสู้รถนำเข้าไม่ได้ แต่อังกอร์เป็นรถที่ประกอบมือจึงมั่นใจในคุณภาพ และการที่เป็นรถเล็ก จะช่วยลดปัญหาการจราจร อีกทั้งเป็นรถยนต์ไฮบริดจ์ ก็จะช่วยลดการปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย









ดุสิตโพลชี้ ปชช.ให้ยิ่งลักษณ์สอบผ่าน ทำงานครบ1ปี

ที่มา Voice TV

 ดุสิตโพลชี้ ปชช.ให้ยิ่งลักษณ์สอบผ่าน ทำงานครบ1ปี



สวนดุสิตโพล เผย คนไทยให้ นายกรัฐมนตรี สอบผ่าน ทำงานครบ 1 ปี ขณะ ไม่ปลื้มกระทรวงพาณิชย์ ชี้ ของแพง

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทยทั่วประเทศ ในหัวข้อประเมิณผลงาน 1 ปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยพบว่า ประชาชนให้คะแนนความตั้งใจการทำงานของนายกรัฐมนตรี 6.95 เต็ม 10 และให้คะแนนผลงานนายกรัฐมนตรี 6.41 เต็ม 10 ส่วนความตั้งใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรีทั้งชุด ให้ 6.25 เต็ม 10 คะแนน

ขณะเดียวกัน ประชาชนให้คะแนนผลงานยอดเยี่ยมอันดับ 1 คือ การปราบยาเสพติด ร้อยละ 35.58 รองลงมา คือ การขึ้นเงินเดือน ร้อยละ 26.76 แต่ผลงานยอดแย่อันดับ 1 คือ การแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง ร้อยละ 32.12 รองลงมา คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 19.45
อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกผลงานรายกระทรวง ประชาชนให้คะแนนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มากที่สุด 6.58 เต็ม 10 รองลงมา คือ กระทรวงสาธารณสุข 6.47 เต็ม 10 ส่วนกระทรวงที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ กระทรวงพาณิชย์ 5.42 เต็ม 10 คะแนน และกระทรวงคมนาคม 5.56 เต็ม 10 คะแนน

Source :  INN /  VoiceTV (Image)
26 สิงหาคม 2555 เวลา 09:58 น.

การเข้าสู่ตำแหน่ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" : โดยสังเขป

ที่มา ประชาไท

 

สภาพการณ์ของสถาบันกษัตริย์ในช่วงปลายรัชกาล คงหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะพิจารณาถึงความจำเป็นต้องมี "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" ขึ้น  ด้วยเหตุที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนด "เงื่อนไขก่อตั้งเหตุ" ที่จะต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ไม่ ใช่อำนาจดุลยพินิจในการเลือกที่จะแต่งตั้งผู้สำเร็จฯ หรือไม่ก็ได้) ถึงกระนั้นก็ตาม ความดำริที่จะแต่งตั้ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" ก็ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมไทยมองข้ามหรือเมินเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงตามกาล สมัยให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บท ความนี้ จึงหยิบยก "ประเด็นการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" ขึ้นพิจารณาภายใต้โครงสร้างรัฐธรรมนูญไทย (ปัจจุบัน) ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านได้ใช้ประกอบการพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิด ขึ้นในสังคมไทย อันเป็นการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญ) ของสถาบันการเมืองทั้งปวง ตามครรลองแห่ง "นิติรัฐ-ประชาธิปไตย" อีกด้วย
ผู้เขียนจะอธิบาย "เหตุในการเข้าสู่ตำแหน่ง, การเข้าสู่ตำแหน่ง และการสิ้นสุดลง" ของตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นลำดับโดยสังเขป ดังนี้
[ตอนที่ ๑.] "เหตุ" ในการแต่งตั้ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" แบ่งเป็น ๒ กรณี
กรณีที่ ๑.กษัตริย์จะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ ไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม
คำอธิบายประกอบ จะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ หรือ บริหารพระราชภาระ ไม่ได้นั้น มีลักษณะอย่างไร? ในทางตำรายกตัวอย่างว่า "ทรงพระประชวร" (โดยดู หยุด แสงอุทัย. คู่มือรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. พระนคร : มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๕. หน้า ๒๖.) ลักษณะดังกล่าวต้องถึงขนาดเพียงใด? เช่น ทรงประชวรมีพระอาการมากซึ่งทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้เป็นเวลาช้านานเกินปกติ หรือ เคลื่อนไหวอิริยาบถของร่างกายไม่สะดวก เป็นต้น (โดยดู ไพโรจน์ ชัยนาม. คำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ (โดยสังเขป) เล่ม ๒ ตอน ๑. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๔๙๕. หน้า ๑๗๖.)ในทางภาวะวิสัยโดยสภาพเช่นว่านั้น กษัตริย์ย่อมไม่อาจบริหารพระราชภาระได้ เช่น การเข้าสู่ตำแหน่งของ "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" จะต้องถวายสัตย์ต่อกษัตริย์อันเป็นเงื่อนไขในการเข้ารับหน้าที่, การลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายก่อนประกาศใช้ (เช่น เกิดเหตุฉุกเฉินรัฐบาลต้องตราพระราชกำหนด เหล่านี้ต้องมีผู้ลงพระปรมาภิไธย) เป็นต้น เพื่อกิจการของรัฐจะดำเนินสืบเนื่องต่อไปไม่สะดุดชะงักลงโดยเหตุจากตัวบุคคล (พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กร : ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องไม่ขาดสาย เพราะเป็นตำแหน่ง)
กรณีที่ ๒.พระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร
คำอธิบายประกอบ เนื่อง จากพระมหากษัตริย์มีเขตอำนาจในทางพื้นที่ - พระมหากษัตริย์เป็นผู้แสดงเจตนาของรัฐ ในการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย : ตำแหน่งประมุขของรัฐจึงต้องการความสืบเนื่อง, เช่นเดียวกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกนอกเขตจังหวัด ก็ต้องแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ ทำหน้าที่รักษาการแทน เป็นต้น
[ตอนที่ ๒] รัฐธรรมนูญบัญญัติหน้าที่ไว้ดังนี้
ทางที่หนึ่ง.ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
คำอธิบายประกอบ จะทรงแต่งตั้งใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย (รัชทายาท, พระราชินี, นาย ก. หรือ นาย ข. ก็ได้)
ทางที่สอง.ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่สามารถแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งได้ :
๑.ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน
๒.ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไปให้
๓.รัฐสภาให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้หนึ่งผู้ใดนั้น
คำอธิบายประกอบ 
ก.คณะองคมนตรี เป็นผู้มีอำนาจตีความว่า ลักษณะเช่นใดที่พระมหากษัตริย์อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถแต่งตั้งใครได้ (ตามทางที่หนึ่ง) กรณีที่ตีความโดยอาศัย "มติของคณะองคมนตรี" ว่า ในสภาวะเช่นว่านั้นพระมหากษัตริย์แต่งตั้งใครไม่ได้แล้ว ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว โดยผลของรัฐธรรมนูญ
ข.คณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอรายชื่อใครก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (รัชทายาท, พระราชินี, นาย ก. หรือ นาย ข. ก็ได้) และผู้ชี้ขาดคือ รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
ข.๑) กรณีรัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบรายชื่อดังกล่าว คณะองคมนตรีต้องกลับไปคัดเลือกบุคคลผู้เหมาะสมคนใหม่
ข.๒) กรณีรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งบุคคลนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ข.๓) กรณีได้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้ "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว" กลับมาดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีดังเดิม และผู้รักษาการตำแหน่งประธานองคมนตรี ก็กลับไปเป็นองคมนตรีดังเดิม
ค.หากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยความเห็นชอบของรัฐสภา อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ ประธานองคมนตรี ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปชั่วคราวไปพลางก่อน จนกว่าคณะองคมนตรีจะเสนอรายชื่อผู้เหมาะสมไปยังรัฐสภาเห็นชอบเป็นผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์คนใหม่ (ตีความโดยเทียบเคียงกฎหมายลายลักษณ์อักษร ให้นำข้อ ก, ข มาใช้โดยอนุโลม)
ง.ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว ดำรงตำแหน่งจนกว่า :
ง.๑) พระมหากษัตริย์กลับมายังพระราชอาณาจักร (หรือ)
ง.๒) พระมหากษัตริย์กลับมาสามารถบริหารพระราชภาระได้ (หรือ)
ง.๓) มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
[ตอนที่ ๓] ผลบังคับตามรัฐธรรมนูญ
ตาม ที่กล่าวใน ตอนที่ ๒. ว่าเมื่อปรากฏ "เหตุ" ในสองกรณี (ดังกล่าวในตอนที่ ๑.) เป็น "หน้าที่" ของพระมหากษัตริย์ หรือคณะองคมนตรี ในการ "แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" (ในกรณีกษัตริย์ตั้งเอง) หรือ "เสนอรายชื่อไปยังรัฐสภาให้ความเห็นชอบ" (ในกรณีกษัตริย์ไม่สามารถแต่งตั้งเองได้)
เมื่อเป็น "หน้าที่" แต่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการกระทำที่ "ขัดรัฐธรรมนูญ" และ ทำให้ "บทรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวไม่มีผลบังคับ" ในที่สุด กล่าวคือ บุคคลดังกล่าวกำลังละเมิดรัฐธรรมนูญ และอาจกระทำผิดตามกฎหมายอาญา เช่น ปลอมลายเซ็นต์ในเอกสารราชการ (ลงพระปรมาภิไธยปลอม - ลงในกฎหมายก่อนบังคับใช้ หรือตามตัวบทรัฐธรรมนูญเรียกว่า "ร่างพระราชบัญญัติ") เป็นต้น.

Archiculture Cross Section: อิสรภาพของป้าอุ๊และอากง

ที่มา ประชาไท

 

คืนนี้หยิบหนังสือที่ปราบดา หยุ่นแปลชื่อเป็นภาษาไทยไว้อย่างงดงามว่า “จะเป็นผู้คอยรับไว้ไม่ให้ใครร่วงหล่น”ขึ้น มาอ่านอีกหนึ่งรอบ ในวันที่ทั้งการมีชีวิตและการไม่มีชีวิต...ค่อยๆหล่นไปๆ.... พรุ่งนี้อากงจะกลายเป็นธุลีที่เป็นแค่ผงฝุ่นเล็กๆที่คงบังอาจทำได้เพียงทำ ให้บางคนเคืองตาไปตลอดชีวิต... หรืออาจลอยสูงเหนือไปกว่านั้นผ่านน้ำตาของใครอีกหลายคน
ข้อความเหล่านี้เขียนให้”ป้าอุ๊” (รสมาลิน) สำหรับชีวิตที่หนักหน่วงในช่วงไม่ถึง2 ปีสุดท้ายกับอากง มาจนถึงแม้หลังโศกนาฏกรรมส่วนตัวของครอบครัว  ป้าอุ๊ก็ยังคอยรับไว้อีกหลายชีวิตอย่างแข็งขัน  ด้วยไม่อยากให้ใครร่วงหล่นลงมาอีก... เหมือนกับที่แกเคยแบกรับไว้ไม่ทัน...
 
หนุ่มในห้องขัง

ปลายเดือนธันวา 2554 หนุ่มในห้องขังชะเง้อมองหาพวกเรา ด้วยความเงอะงะของพวกเราเองที่ไม่รู้ว่าเลยเวลารอบเยี่ยมที่กำหนดไว้ เพียง15นาทีต่อคนต่อรอบที่พวกเราลงเวลาไว้ ...”ลงรอบใหม่เลยครับ” หนุ่มตะโกนร้องบอกทันทีตอนเห็นเราวิ่งเข้าไปถาม...แม้เราต่างก็ไม่รู้จักกัน มาก่อนเลย.... หนุ่มพรั่งพรูตอบทุกอย่างที่เราถาม กระหายในมิตรภาพ สุภาพในทุกคำพูด “อยากได้หนังสืออ่านครับ...ผมอยากเข้าใจ” ...เขาคือ”หนุ่ม(เรดนนท์)และช่องทางหนึ่งของอิสรภาพที่เขาต้องการเพื่อไปให้ พ้นจากสิ่งที่กักขังเขาไว้....
 
ในโลกของฉัน...คือการออกแบบพื้นที่นานาชนิดให้แก่มนุษย์ผู้มีอิสรภาพ ที่จะเลื่อนไหลไปบนพื้นที่ต่างๆตามใจต้องการ ไปจนถึงคาดหวังว่าความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการและการเรียนรู้นานาชนิด อาจถูกกระตุกกระตุ้นกันแทบตายให้ได้ด้วยการลงทุนสร้างพื้นที่อันแสนสวย งาม...เพื่อคนที่ไม่กล้าที่จะคิด? คิดแต่ไม่กล้าที่จะแสดงออก? แสดงออกแต่ก็จะต้องบิดเบือนความคิดที่แท้จริงออกไปเสียบ้างเพราะความ กลัว?...คนแบบหนุ่มจึงได้รับเชิญให้ไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งเสีย...
 
มีพื้นที่”เพื่อการเรียนรู้”มากมายอยู่ข้างนอกเพื่อคนที่ถูกทำให้ ด้านชากับการคิด   ส่วนคนที่ถูกตัดสินว่า....เขาเป็นอิสระมากเกินไปที่จะคิด...กลับถูกจำกัด พื้นที่ไว้ในคุก อิสรชนที่งดงามหลงเหลืออยู่น้อยเกินการปะทะสังสรรค์...พื้นที่นอกคุกจึงไม่ อาจสวยงาม ตราบใดที่เรายังอนุญาตให้สังคมมีนักโทษทางความคิด


หนุ่มพอจะหาทางออกได้อยู่ดี เหมือนกับที่Tim Robbins เคยพบอิสรภาพกับการร้องเพลงอยู่ในใจในคุกมืด ที่ Shawshank โลกของหนุ่มและผู้ต้องหาทางความคิดอีกหลายสิบชีวิตจึงกักขังไม่ได้...และไม่ อาจหยุดสร้างพื้นที่นามธรรมให้ใจตัวเองภายใต้พื้นที่ที่ถูกจำกัด...พวกเขา ไม่ได้ท้าทาย...เขาเพียงแต่มีสิ่งที่หลายคนยอมที่จะเสียมันไป
 
...ใครกันแน่ที่รู้จักอิสรภาพมากกว่ากัน...ระหว่างคนในคุกกับคนนอกคุก...
 
อิสรภาพของป้าอุ๊และอากง
 
ป้าอุ๊ตอนปลายปี2554 ในวันที่คำตัดสินของอากงเพิ่งผ่านไป1เดือน ไม่มีความโกรธแค้นใดๆให้เรามองเห็น...นอกเสียจากคนที่อ่อนแรงและดู ยับเยิน... มีสายตาที่ดูหวาดกลัวและตื่นผวาอยู่ในนั้น  ป้าบอกว่า”สิ่ง”ที่กระทำกับแกนั้น มันคืออะไรแกยังไม่รู้จักมันเลย คนรอบตัวเปลี่ยนไป คนไม่รู้จักมานินทาว่ากล่าว พวกเราเริ่มจากเป็นคนแปลกหน้า... โชคดี(หรือโชคร้าย)ที่เรายังพอรู้จัก”สิ่ง”นั้น...อะไร ที่มันทำร้ายแก...มันเลือดเย็นและกระทำกันยาวนาน พวกเราอาจโกรธตัวเองเสียมากกว่า เพราะนอกจากรู้สึกบีบเค้นในใจกับสิ่งที่เห็นและได้ยิน ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากไปกว่า ให้ป้าอดทน เราเป็นเพื่อนและมีอีกหลายคนที่จะไม่ปล่อยให้ป้าอุ๊โดดเดี่ยวเหมือนที่ผ่าน มา
 
...ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียวหรอก... เราโกรธที่สังคมไทยยังเบียดขับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาเป็นเพื่อนร่วมโศก นาฏกรรมที่คล้ายกันกับพ่อและแม่ของพวกเรากันอยู่อีกต่างหาก โกรธที่มันบังคับให้ชีวิตเขาต้องผ่านเรื่องที่ต้องใช้ความเข้มแข็งกับความ ไร้สาระของกฏหมายที่กระทำกับคนที่ไม่เคยต้องการสู้กับมัน...แล้วเราก็ได้แต่ ภาวนาให้ป้าอุ๊ผ่านมันไปให้ได้

“เดี๋ยวนี้ป้ารู้อะไรเยอะขึ้นมากแล้วนะ”
ป้าอุ๊เมื่อ สค.2555  ทักทายเราด้วยประโยคนี้  ถึงป้าไม่บอกเราก็ติดตามข่าวและตามฟังสิ่งที่ป้าพูดอยู่เป็นระยะ มันบอกเราว่าป้าอุ๊กำลังยืนยันว่าไม่มีมนุษย์คนไหนยอมเจ็บปวดอยู่กับความไม่รู้ โดยเฉพาะเมื่อมันมากระทำกับคนที่เรารักและสิ่งที่เราหวงแหน พวกเราดีใจที่ป้าดูเข้มแข็งกว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ป้าและอากงที่มีอาชีพเลี้ยงหลานรู้จัก”สิ่ง”เหล่านี้ในบั้นปลายชีวิต เพราะเขาถูกขโมยเอาอิสรภาพไปดื้อๆ!  สิ่งที่ป้ารู้ก็คือสังคมไทยไม่ยอมปล่อยให้ชาวบ้านธรรมดาครอบครัวหนึ่งมี ชีวิตเป็นอิสระได้  เพราะมันยังมีกฎหมายข้อหนึ่งที่สามารถหล่นใส่ลงหัวใครก็ได้ในวันที่โชคร้าย   สิ่งที่ป้าอุ๊ยังทำต่อไปก็เพื่อปลดปล่อยข้อหาไม่เป็นธรรมที่ค้างคาออก จากร่างกายที่ไม่มีวิญญาณแล้วของอากง  มันเป็นการสู้เพื่อที่จะต้องไม่เกิดเรื่องเหล่านี้อีกด้วยน้ำใจของคนธรรมดา ที่ความเข้าใจเหล่านี้แลกมาด้วยความเจ็บปวดที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนยื่น เดิมพัน...
 
“เขาปล่อยลื้อแล้ว ลื้อเป็นอิสระแล้วนะ” ป้าอุ๊ไม่ได้แค่พูดกับอากง...ความตายไม่ใช่พ่ายแพ้...ป้าอุ๊และอากงเป็นอิสระเกินกว่าที่หลายคนจะตระหนักถึงมันอย่างสุดหัวใจ
 
...จะคอยรับกันไว้...ไม่ว่าอิสระชนจะร่วงหล่นลงมาอีกกี่คนก็ตาม...

ฟรีอีบุ๊ค "เชิงอรรถความตายฯ" รวมบทกวีรำลึก "อากง"

ที่มา ประชาไท

 
 
เชิงอรรถ ณ เชิงตะกอน
 
อาจไม่ผิดจากความจริงนักหากจะบอกว่า กระบวนการและขบวนการอันอยุติธรรมได้จองจำและทำให้ช่วงเวลา 478 วัน กลายเป็นช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของ “อากง” อำพล ตั้งนพกุล 
 
ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ หากเพียงแต่เขาจะได้ใช้ร่วมกับบุคคลที่เขาผูกพันกลับได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ เลวร้ายและโดดเดี่ยวที่สุดสำหรับชายชราวัยหกสิบเอ็ด
 
สิ่งที่เป็นคำถามท้าทายต่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนว่ามนุษย์ก็คือ ทำอย่างไรถึงจะยุติโศกนาฏกรรมอันวนเวียนไม่รู้จบนี้ได้ 
 
23 บทกวีกับอีก 1บทเพลง ในบันทึกฉบับนี้เกิดจากหลากชีวิตทั้งคนใกล้ชิดและมิตรที่ไม่เคยได้พบหน้า ได้จารความรู้สึก ต่อข่าวร้ายของ “อากง” ที่ทยอยมาอย่างต่อเนื่อง มันเป็นความรู้สึกที่รุนแรงกระชั้น จนทำให้หลายท่านยังไม่ได้ตั้งชื่อ และอุกอั่งจนอีกหลายท่านไม่สามารถตั้งชื่อ
 
มิตรสหายหลายท่านได้กรุณารวบรวมให้ประชาไทเผยแพร่ ด้วยความหวังว่า การยืดระยะความรู้สึกและความทรงจำในช่วงนี้ออกไปสักระยะ อาจเป็นการให้เวลาแก่ผู้รักในเสรีภาพในการที่จะยุติวงวัฏที่ลดคุณค่าของเรา ลงเหลือเพียงคำว่า ”สัตว์” เสียที
 
23 สิงหาคม 2555
ประชาไท
 
หมายเหตุ:
ขอบคุณเพื่อนมิตรที่กรุณาให้เผยแพร่ผลงานของท่าน
ขอบคุณ วฒน และ รางชางฯ "เพื่อน" ที่ช่วยรวบรวมบทบันทึก 
 
เกี่ยวกับอากง
 
อำพล ตั้งนพกุล วัย 61 ปี (ในวันที่ถูกจับ) อดีตพนักงานขับรถ ก่อนที่จะถูกดำเนินคดีอำพลอาศัยอยู่กับ รสมาลิน ตั้งนพกุล (ภรรยา)ในห้องเช่าที่มีค่าเช่าเดือนละ 1,200 บาท ย่านสำโรง สมุทรปราการ และอยู่ได้ด้วยเงินที่ได้รับจากลูกๆ เพียงเล็กน้อย โดยแต่ละวันอำพลและภรรยามีหน้าที่ต้องเลี้ยงหลานจำนวน 3-4 คน อำพล เคยไปร่วมชุมนุมทางการเมืองทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงบ้างเป็นครั้งคราว
อำพล ถูกกล่าวหาว่าใช้โทรศัพท์มือถือส่งข้อความหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ไปยังโทรศัพท์มือถือ ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 
 
3 สิงหาคม 2553 อำพล ถูกจับกุมตัวเมื่อ เขาถูกคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 63 วัน ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว 29 ก.ย.53 ทนายความยื่นประกันตัวครั้งที่สอง โดยใช้ที่ดินของญาติเป็นหลักทรัพย์ และเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า หลักประกันน่าเชื่อถือได้ว่าจำเลยจะไม่หลบหนี
 
18 มกราคม 2554 อัยการมีคำสั่งฟ้อง อำพลเป็นจำเลยในคดีที่มีการส่งข้อความหมิ่นเบื้องสูง พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ และมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ครั้งนี้ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้องกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและ ความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคงจำเลยอาจหลบหนี ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
 
23 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษา อำพล ฐานส่ง SMS หมิ่นฯ 4 ครั้ง ผิดตาม ปอ.มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) และ (3) ลงโทษกรรมละ 5 ปีรวมจำคุก 20 ปี ชี้หลักฐานอิเล็กทรอนิคส์น่าเชื่อว่าส่งจากเครื่องโทรศัพท์ที่จำเลยใช้ และจากย่านที่พักของจำเลย
 
22 กุมภาพันธ์ 2555 ทนายความจำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์เงินสด และตำแหน่งนักวิชาการ 7 คน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลย
 
8 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 9.10 น. อำพล ได้เสียชีวิต ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากถูกส่งเข้ารักษาเนื่องจากมีอาการปวดท้องเมื่อช่วงก่อนเที่ยงของวัน ที่ 4 พฤษภาคม 
 
 
 
 
AttachmentSize
เชิงอรรถความตาย: บันทึกบางบทแห่งความรู้สึกแด่ "อากง" อำพล ตั้งนพคุณ เหยื่ออยุติธรรม722.01 KB

ชายคนแรกบนดวงจันทร์ 'นีล อาร์มสตรอง' เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 82

ที่มา ประชาไท

 
นักบินอวกาศสหรัฐ "นีล อาร์มสตรอง" เจ้าของวลี "ก้าวเล็กๆ ของคนหนึ่ง คือก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ" เสียชีวิตแล้วบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา จากปัญหาการผ่าตัดหัวใจ
สำนักข่าวเอ็นบีซีของสหรัฐรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.)  เวลา 14.45 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศคนแรกที่เยือนดวงจันทร์ ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 82 ปี หลังจากที่เขาได้รับการผ่าตัดหัวใจมาเป็นเวลาหลายอาทิตย์ โดยสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ครอบครัวของเขาได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าเกิดจากอาการติดเชื้อขณะเข้ารับการผ่า ตัดโรคหลอดเลือดหัวใจ
นีล อาร์มสตรอง เป็นชาวสหรัฐคนแรกที่สั่งการนำยานอวกาศอพอลโล 11 ขึ้นไปเยือนดวงจันทร์ในวันที่ 20 ก.ค. 1969 (พ.ศ. 2512) และวิทยุรายงานกลับมายังโลกด้วยวลีอันเป็นที่จดจำ "มันเป็นก้าวเล็กๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง เป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ"


ที่มาภาพ: NASA
ทางครอบครัวของอาร์มสตรอง ได้ออกแถลงการณ์ว่าด้วยการเสียชีวิตของเขา โดยกล่าวแสดงความเสียใจ และขอให้คนหนุ่มสาวทั่วโลกมองอาร์มสตรองเป็นตัวอย่างในการทำความฝันของตัว เองให้สำเร็จ
"นีล อาร์มสตรอง ได้เป็นผู้ที่สนับสนุนแวดวงการบินและการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ มาตลอดชีวิตของเขา และไม่เคยสูญเสียความกระตือรือร้นในการตามหามัน"
"ในขณะที่เราโศกเศร้ากับการจากไปของชายที่ดีคนนี้ เราก็อยากเฉลิมฉลองชีวิตที่น่าอัศจรรย์ของเขาและหวังว่ามันจะเป็นตัวอย่าง แก่คนหนุ่มสาวทั่วโลกให้ทำงานหนักเพื่อให้ความฝันของพวกเขาเป็นจริง ยินดีที่จะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ และไปให้ไกลกว่าข้อจำกัด และทำงานรับใช้แก่สิ่งที่ใหญ่กว่าตนเองโดยไม่เห็นแก่ตัว" แถลงการณ์ของครอบครัวอาร์มสตรองระบุ
สำหรับประวัติของนีล อาร์มสตรอง เขาเกิดและเติบโตที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และมีความสนใจในการบินตั้งแต่เด็กๆ ต่อมา มีโอกาสเป็นนักบินร่วมรบในสงครามเกาหลีช่วงทศวรรษที่ 1950 และไม่นานหลังจากนั้น ได้เข้าร่วมเป็นนักบินทดสอบให้กับคณะกรรมการที่ปรึกษาแห่งชาติเพื่อการบิน (NACA)
เมื่อปี 1962 เขาเข้าเป็นนักบินในโครงการของนาซ่า (NASA - องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ) จากนั้นเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 1969 ได้เป็นนักบินสั่งการภารกิจนำยานอวกาศอพอลโล 11 ขึ้นสู่ดวงจันทร์ นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถขึ้นไปเยือนดวงจันทร์ได้สำเร็จ หลังจากนั้น อาร์มสตรองไม่ได้บินขึ้นในยานอวกาศอีกเลย แต่ได้รับตำแหน่งเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมการบินที่มหาวิทยาลัยซินนินาติ 8 ปี ก่อนที่จะมาเป็นโฆษกให้กับธุรกิจบางแห่งในสหรัฐ เช่น รถยนต์ไครสเลอร์ และเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้แก่บริษัทด้านวิศวกรรมและน้ำมันหลายแห่ง เขาอาศัยอยู่ในเมืองซินนินาติกับครอบครัวในช่วงบั้นปลายชีวิต



การเยือนดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ในปี 1969 นำโดยนีล อาร์มสตรอง กับยานอพอลโล 11

ประมวลภาพบรรยากาศงานศพอากง

ที่มา ประชาไท

Sun, 2012-08-26 01:45




13.00 น. ภรรยาและครอบครัวเคลื่อนศพอากงออกจากที่เก็บศพ(โกดัง)วัดด่านสำโรง ก่อนจะมีการเคลื่อนศพอากง ไปตั้งยังวัดลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว-วังหิน ในเวลาประมาณ 16.30 น.
16.57 น.ขบวนรถได้นำศพอากงมาถึงวัดลาดพร้าวเพื่อรอการฌาปนกิจ ในวันอาทิตย์ที่ 26 ส.ค. (พรุ่งนี้)
ที่วัดลาดพร้าวมีการประกอบพิธีสวดในเวลาประมาณ 19.00 น. จากนั้น เวลาประมาณ 20.00 น. มีการจัดกิจกรรมปราศรัย อ่านบทกวี และเสวนาโดยสุดา รังกุพันธุ์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ประวิตร โรจนพฤกษ์ และปิยบุตร แสงกนกกุล โดยช่วงท้ายของกิจกรรมมีการปราศรัยของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (รายละเอียดจะนำเสนอต่อไป)
สำหรับกำหนดการวันฌาปนกิจ (อาทิตย์ที่ 26 ส.ค. ) มีดังนี้
-เลี้ยงพระเพล
-ช่วงพิธีกรรม ทอดผ้าบังสุกุล โดยผู้แทนจากภาคการเมืองและภาคประชาชน
-อ่านบทกวี เป่าขลุ่ย
-ภรรยาอากงกล่าวไว้อาลัยครั้งสุดท้าย
-ปล่อยนกพิราบขาว 112 ตัว
- 17.00 น. ฌาปนกิจ

"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" อภิปรายที่วัดลาดพร้าว

ที่มา ประชาไท

 

ในคืนก่อนพิธีฌาปนกิจศพนายอำพล หรือ อากง SMS ที่วัดลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว-วังหิน กรุงเทพมหานคร เมื่อคืนวานนี้ (25 ส.ค.) นั้น ในช่วงกลางดึก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นอภิปรายเป็นเวลา 30 นาที



ตอนหนึ่งของการปราศรัย สมศักดิ์ กล่าวถึงเรื่อง การมี "Moral Courage" หริอ "ความกล้าหาญทางคุณธรรม" ซึ่งเป็นเรืองที่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก โดยไม่เกี่ยวว่าจะมีทัศนะทางการเมิองอย่างไร โดยสมศักดิ์กล่าวถึงคดีกรณี สวรรคตรัชกาลที่ 8 กับกรณีการเสียชีวิตของอากง SMS โดยสมศักดิ์กล่าวว่า ในคดีกรณีสวรรคตดังกล่าวทั้ง 3 ศาล มีบรรดาตุลาการรวม 12-13 คน แต่ไม่มีสักคนกล้าที่จะบอกว่าหลักฐานไม่พอที่จะเอาผิดประหารชีวิต เฉลียว ปทุมรส, ชิต สิงหเสนี และบุศย์ ปัทมศริน ยกเว้นตุลาการคนหนึ่งในชั้นศาลอุทธรณ์ที่กล้าบอกว่าตัดสินประหารชีวิตไม่ได้ จำเลยเหล่านี้ไม่ผิด ที่เหลือไม่มีใครกล้าบอกเลย
และกรณีดังกล่าวใช้เวลาถึง 30-40 ปี กว่าจะยอมรับว่าปรีดี พนมยงค์ไม่เกี่ยวข้อง และในคดีนี้ไม่มีทางที่มหาดเล็ก 2 คนจะร่วมมือกับปรีดีในการปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 แต่ตลอด 30-40 ปีมานี้ มีคนใหญ่คนโต มีคนจบมหาวิทยาลัย มีนายกรัฐมนตรีจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครออกมาพูดว่าเป็นสิ่งไม่ถูกที่ไปประหารชีวิตเขา ไม่ถูกที่ไปไล่เขาออกนอกประเทศ ไม่มีเลย ทุกคนคำนึงถึงฐานะตัวเองหมด แล้วประเทศไทยสังคมไทยเป็นอย่างนี้ตลอด
กรณีอากง เป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก เพราะตลอดทั้งกระบวนการแต่ต้นจนจบ หาคนที่กล้าหาญทางคุณธรรมแบบนี้ไม่ได้ ในระดับตุลาการที่ตัดสินอากง ตั้งแต่การไม่ให้อากงประกัน ตุลาการต้องรู้แน่ๆ ว่าการไม่ให้ประกันมันผิด เหตุผลที่ว่าอากงอายุ 60 จะหนี เป็นเหตุผลที่ว่าผิดแน่ๆ ถ้าตุลาการไปอ้างเหตุผลแบบนี้ แต่ไม่กล้าจะบอกว่าคนนี้ไม่หนีหรอกแล้วให้ประกัน แล้วการตัดสินศาลก็ยอมรับว่าไม่มีหลักฐานพอที่อากงเป็นคนส่ง SMS ในภาษากฎหมายเขามีศัพท์ว่า "Burden of Proof"  ภาระในการพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่จำเลย ไม่ได้อยู่ที่ตัวโจกท์ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยส่งจริง ศาลก็ต้องปล่อยจำเลยไป และกรณีที่ต่อให้อากงยอมรับว่าส่ง SMS จากเครื่องนี้จริง แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าอากงในการกดส่ง ตามหลักภาระในการพิสูจน์ศาลก็ต้องปล่อยอากง แต่ศาลก็ไม่กล้าตัดสิน ในสังคมซึ่งมีความเป็นมนุษย์อยู่ ตุลาการที่นั่งบัลลังก์ไม่อนุมัติประกันอากง เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าการไม่อนุมัติให้อากงประกันไม่ถูก เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าการตัดสินแบบนี้มันผิดหลักกฎหมายแต่ก็ไม่ให้ประกัน ตัดสินเสร็จก็ไม่ให้ประกัน อ้างเรื่องกลัวหนีอีก นี่คือสิ่งที่ผมไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรม อย่างน้อยควรจะรู้อะไรผิด อะไรถูก
ประเด็นที่ผมเสียใจมากกรณีอากงคือ ในทุกวงการไม่มีใครกล้าหาญทางคุณธรรมเพียงพอ แต่คำนึงฐานะตำแหน่งตัวเองตลอด กับฝั่ง นปช. อย่างอาจารย์ธิดา (ถาวรเศรษฐ์) ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์ กว่าจะพูดเรื่องนี้ คือการไม่มี "Moral courage" ที่ผมพูดถึง และไม่เพียงแต่ นปช. รวมทั้งรัฐบาลเอง แม้ในระดับข้อเสนอของนิติราษฎร์จะทำไม่ได้ อย่าว่าแต่ข้อเสนอของผมเลย ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะทำได้ แต่มันมีระดับที่รัฐบาลทำได้ อย่างกรณีที่ตอนนี้มีนักโทษในคดี ม.112 ประมาณ 10 กว่าคนในเรือนจำใหญ่ และอำนาจในการย้ายนักโทษอยู่ในมือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมต.ยุติธรรม ซึ่งสามารถสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ย้ายนักโทษไปอยู่ที่เรือนจำหลักสี่ เซ็นเช้า ย้ายบ่ายได้ทันที แต่จนป่านนี้ทำไมไม่ทำ
กรณีอากง เห็นได้ชัด ทุกฝ่ายขี้ขลาดตาขาว เห็นคนแก่อายุ 60 ห้ามประกันซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ต้องออกมาพูดแล้วว่าทำไม่ได้มันผิด ด้านกฎหมาย อธิการบดี แต่ทุกคนเงียบกริบหมด ที่สำคัญคือพูดไปแล้วกลัวจะเดือดร้อน เข้าข้างพวกล้มเจ้าบ้าง หรือบางคนกลัวว่าจะเข้าข้างอีกฝ่าย จนอะไรที่เป็นเรื่องความถูกความผิด ที่มันเป็นพื้นฐานง่ายๆ ของความเป็นคนมันหมดไปเลย แล้วทำให้คนแก่คนหนึ่งซึ่งไม่ใช่การเมืองอะไรทั้งสิ้น มาตาย โดยที่ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของเขากับครอบครัวเขา
ถ้าเสียงนี้จะได้ยินไปถึงทุกคน ทุกฝ่าย เลยทั้งเหลือง ทั้งแดง ทั้งรัฐบาล ทั้ง นปช. ลองถามตัวเองจริงๆ ว่า ตัวเองมีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหนต่อการตายของอากง และถ้าพูดกันตรงๆ คนดังทั้งหลายแหล่ ที่มีฐานะทั้งหลายแหล่แล้วตลอดเวลาของคดีอากง ทั้งที่รู้ว่าไม่ถูก มันผิดแล้วไม่ทำอะไร ผมว่าทุกคนต้องถามใจตัวเองว่า มีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหนในทางคุณธรรม ว่าสามารถทำอะไรได้มาก สามารถช่วยอากงในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้แต่ไม่ช่วย เพราะคำนึงถึงชื่อเสียงตัวเอง คำนึงถึงฐานะตัวเอง คำนึงถึงการเมืองตัวเอง ผมว่าควรจะมีความละอายแก่ใจตัวเอง พรุ่งนี้เผาอากง ผมอยากให้คนเหล่านี้นอนไม่หลับแล้วคิดถึงความตายของคนแก่คนนี้ แล้วถามตัวเองว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาตัวเองควรจะทำได้มากกว่านี้ไหม
ฝ่ายรัฐบาลเองก็เหมือนกัน กับคนที่ต้องโทษคดี ม.112 เรื่องง่ายๆ แค่ย้ายคุก มันไม่ยากอะไรเลย ถูกด่าก็ด่าไปสิ แค่นี้มันไม่ทำให้รัฐบาลล้มหรอก ถ้าย้ายคุกแล้วทำให้รัฐบาลล้ม มาจับผมเข้าคุกแทนได้เลย คือมันมีอะไรบางอย่างซึ่งควรจะคำนึง ไม่ใช่คิดแต่การเมืองอย่างเดียว มันเป็นเรื่องคุณธรรมที่คุณควรจะคิดบ้าง แล้วสังคมไทยมันขาดสิ่งนี้มาก
ถ้าจะว่าไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เรายืดเยื้อไม่จบ ผมคุยกับคุณนิก (นิก นอสติทซ์ ช่างภาพ) ชาวเยอรมันที่มาทำข่าวบ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่น่าเสียใจก็คือว่า ทุกวันนี้ ทุกฝ่ายขาดสิ่งนี้ คือคิดอยากจะเอาชนะทางการเมืองอย่างเดียว หลายอย่างคนเหล่านี้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด รู้ว่าเป็นอะไร รู้ว่าทางออกเป็นอะไร ทุกคนรู้ว่าถ้าไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ไม่มีทางแก้วิกฤตได้ ใช่ไหม ไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ต่อวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา เรื่องพวกนี้ถ้าไม่พูด ไม่อธิบายกันเต็มที่ ก็แก้วิกฤตไม่ได้ ถามหน่อยว่าคนในวงการเมืองคนไหนไม่รู้บ้างเรื่องนี้ ถามหน่อยว่าบรรณาธิการข่าวที่ไหน หนังสือพิมพ์ทุกฉบับไม่รู้บ้างว่ามีประเด็นนี้อยู่ แล้วเมืองไทยแทนที่จะมานั่งพูดกัน แทนที่ทุกฝ่ายจะมีความกล้าหาญว่า "เนี่ยวิกฤตนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้" "มันหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วมาตั้งโต๊ะพูดกันตรงไปตรงมา ฯลฯ"
มันเหมือนประเทศนี้บางครั้งผมคิดแล้วทั้งเศร้า ทั้งเหนื่อย เรื่องที่มันควรจะแก้ได้โดยใช้สามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ทุกฝ่ายมันเหมือนกับหายไปไหนหมดไม่รู้ แล้วความหายไปไหนหมดนี้ สุดท้ายคนที่เป็นเหยื่อตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาก็คือคนตัวเล็กๆ คนธรรมดานี่แหละ ไม่ใช่คนดังๆ ทั้งหลายของทั้ง 2 ฝ่ายหรอก คนอย่างอากง คนที่ตายไป 90 คน 100 คน 20 คนที่อยู่ในคุกคดีทั่วไป คน 10 คนคดี 112 แล้วคนที่มีตำแหน่ง มีฐานะของทุกฝ่าย ในชีวิตประจำวันคุณกินข้าว กินปลา คุณหลับนอนโดยความรู้สึกที่ปล่อยให้ปัญหามันเรื้อรัง แล้วไม่รู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของคุณในการแก้
ผมหวังว่าทุกคนทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในอำนาจตอนนี้ รวมถึงอำนาจการเมือง ทางศาล ทางสังคม พวกนักวิชาการ พวกนักหนังสือพิมพ์ จะได้คิดบ้างว่าเราปล่อยภาวะแบบนี้มันเกินไปแล้ว กรณีอากงมันเป็นสุดยอดของความที่ ซึ่งผมว่าคนจะได้สติกันบ้างจากอากง แต่อากงตายมาหลายเดือนทุกอย่างก็กลับเป็นเหมือนเดิมหมด ก็ไม่รู้ว่าถ้าสังคมไทยเป็นอย่างนี้ ทุกฝ่ายไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรมที่จะคุยกันตรงไปตรงมา ต่างฝ่ายต้องคำนึงถึงอย่างนู้นอย่างนี้ รัฐบาลก็กลัวถูกกล่าวหาว่าว่าล้มเจ้า อีกฝ่ายก็กลัวหมดข้ออ้างในการเกาะสถาบันกษัตริย์ ในที่สุดจะลงเอยอย่างไรรู้ไหม ในที่สุดอาจจะลงเอยด้วยนองเลือดอย่างขนานใหญ่ในสังคมไทย แล้วถ้าลงเอยอย่างนั้นความรับผิดชอบมันอยู่กับใคร อันนี้ต้องถามตัวเองทุกคน
กรณีอากง ความรู้สึกของผมคือ ทุกฝ่ายมันขาด "ความกล้าหาญทางคุณธรรม" ที่จะทำในสิ่งที่รู้ว่ามันถูก รู้ว่าควรจะทำอะไร แต่ทุกคนไปคำนึงถึงอย่างอื่นหมด ไปคำนึงฐานะ ตำแหน่ง คำนึงถึงการเมืองหมด แล้วไม่กล้าทำ แล้วสุดท้ายคนที่เป็นเหยื่อคือคนแก่ธรรมดาที่สุดท้ายต้องมาตายโดยห่างจาก ครอบครัว

เล็งขอกำลังทหารคุ้มกัน ‘เทือกเขาบรรทัด’ ผวาอุทยานปราบชาวบ้านเหมือนคอมมิวนิสต์

ที่มา ประชาไท

 

เครือข่ายปฏิรูปฯ เขาบรรทัดเล็งขอกำลังทหารคุ้มกัน ผวา‘อุทยานฯ’ปราบชาวบ้านเหมือนคอมมิวนิสต์ หารือม็อบทำเนียบ-ศาลากลางตรัง กดดันคณะรัฐมนตรีมีมติชะลอการฟันยาง เครือข่ายฯ รักษ์เขาบรรทัดจี้‘ดำรง พิเดช’ กรรมการแก้สมัชชาคนจนแก้ ระดมมวลชลใหญ่บีบ
 


บุญ แซ่จุ่ง (ซ้าย) อานนท์ สีเพ็ญ (ขวา)
 
นายบุญ แซ่จุ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2555 ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ตำบลควนปริง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง คณะทำงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ และ หารือคร่าวๆ เบื้องต้นมีความคิดหลายแนวทาง อาทิ จะมีการเคลื่อนไหวกดดันคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล หรือศาลากลางจังหวัดตรังเพื่อให้มีมติคณะรัฐมนตรีหยุด หรือชะลอการตัดฟันสวนยางพาราในภาคใต้ ในวันที่ 28 สิงหาคม 2555 
 
นายบุญ เปิดเผยอีกว่า เบื้องต้นเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด มีแนวคิดจะยื่นหนังสือถึงกองทัพบก เพื่อขอกำลังทหารคุ้มกัน ฯลฯ โดยในวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ชาวบ้านสมาชิกเครือข่ายฯ จะมีการประชุมหารือเพื่อเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมอีกครั้งว่าจะเอาอย่างไร โดยวางรูปแบบเคลื่อนใหญ่กันทั่วประเทศร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่ เป็นธรรม (พีมูฟ) หรืออาจร่วมกันกดดันชุมนุมยืดเยื้อที่ทำเนียบรัฐบาลเลย
 
นายบุญ กล่าวว่า สำหรับในระดับองค์กรชุมชนในแต่ละพื้นที่ให้ชาวบ้านเฝ้าระวังแปลงยางพารา ที่เป็นเป้าหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด ตอนนี้มีข่าวลือออกมาว่าเจ้าหน้าที่ชุดหน่วยปฏิบัติการรื้อถอน 1,500 นาย ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกปฏิบัติการในพื้นที่โน่นพื้นที่นี้จนชาวบ้านหวาดผวา และวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เวลาเห็นรถยนต์ผ่านไปผ่านมาก็นึกว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการดังกล่าว คณะทำงานเครือข่ายฯ จึงคอยแนะนำชาวบ้านสมาชิกเครือข่ายฯ หากทีเหตุการณ์เร่งด่วนที่ไหน ชาวบ้านสมาชิกเครือข่ายฯ พร้อมเข้าไปสมทบกับพื้นที่เกิดเหตุทันที เพื่อยื้อ เจรจา ต่อรอง
 
“รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 50 ล้านบาท ให้กรมอุทยานฯ เพื่อปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่าในภาคใต้ แต่ไม่ได้แยกแยะระหว่างผู้บุกรุกทำลายป่า กับพื้นที่ป่าทับซ้อนที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน จนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่ และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาความมั่นคงได้ ชาวบ้านจำเป็นต้องขอกองกำลังทหารมาคุ้มกันชาวบ้าน เพราะการสนธิกำลังแบบนี้เหมือนกับการทำสงครามกับชาวบ้าน ประหนึ่งการทำสงครามกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในอดีต” นายบุญ กล่าว
 
นายอานนท์ สีเพ็ญ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด สมาชิกสมัชชาคนจน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2555 ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัดได้ประชุมมีมติออกมาว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม 2555 เครือข่ายฯ จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะกรรมการของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชาคนจน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 181/2555 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ลงนามโดยของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ชะลอการตัดฟันยางพาราของชาวบ้าน ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมเปิดโต๊ะแถลงข่าวที่ศาลากลางจังหวัดตรัง ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน พร้อมกับให้องค์กรสมาชิกเครือข่ายฯ กลับไปเฝ้าระวัง ตรวจตราพื้นที่ของตัวเองอย่างเข้มงวด หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ไหน เครือข่ายฯ พร้อมลงไปสมทบเพื่อยื้อ เจรจา ต่อรอง
 
นายอานนท์ เปิดเผยอีกว่า วันที่ 27 สิงหาคม 2555 นี้ เครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด จะมีการจัดเวทีที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด พร้อมระดมชาวบ้านให้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้ โดยประสานกับแนวร่วมชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการตัดฟันยางพาราตามนโยบายปราบ ปรามผู้บุกรุกทำลายป่าในภาคใต้ ของกรมอุทยานฯ ส่วนรูปแบบกิจกรรมต้องรอมติที่ประชุมเครือข่ายฯ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2555 ว่าจะเคลื่อนไหวในรูปแบบไหน อย่างไร พร้อมทั้งประมวล และประเมินสถานการณ์องค์กรสมาชิกเครือข่ายฯ ร่วมกัน
 
นายอานนท์ เปิดเผยต่อไปว่า ตนทราบข่าวว่าในวันที่ 25 สิงหาคม 2555 ชาวบ้านที่อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดเวทีเกี่ยวกับเรื่องการบุกฟันยางพาราของกรมอุทยานฯ โดยชาวบ้านเข้าร่วมประมาณ 400 คน ซึ่งตนจะเดินทางไปประสานเพื่อมาเป็นแนวร่วมเคลื่อนไหวในวันที่ 27 สิงหาคม 2555 นี้ด้วย 
 
“ขณะเดียวกันเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ได้ประสานงานมายังเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เขาบรรทัด ซึ่งทางเครือข่ายฯ ของเราก็พร้อมจะร่วมกดดันให้มีวาระการหยุด หรือชะลอการตัดฟันยางพารา ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 สิงหาคม 2555 แต่ทั้งนี้ต้องเจรจาว่าส่วนไหนจะร่วมกันตีได้ ส่วนไหนจะแยกกันตี ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน” นายอานนท์ กล่าว

ทหารไทยรื้อถอนชุมชนดอยไตยแลง ฐานที่มั่น SSA ชี้สร้างล้ำเขตแดน

ที่มา ประชาไท

 

ทหารไทยแม่ฮ่องสอนรื้อถอนบ้านเรือนชุมชนบนดอยไตยแลง ฐานที่มั่นกองกำลังไทใหญ่ SSA ระบุสร้างรุกล้ำเขตแดนไทยซึ่งเคยแจ้งรื้อถอนโยกย้ายแล้ว ขณะที่ฝ่าย SSA ยันเป็นเส้นเขตแดนหากยึดแผนที่อังกฤษพื้นที่อยู่ในเขตของรัฐฉาน
 
 
 
 
ที่มาภาพ Taifreedom
 
 
25 ส.ค. 55 - มีรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 55 ที่ผ่านมา ทหารไทยในพื้นที่แม่ฮ่องสอน ที่รับผิดชอบพื้นที่ด้านตรงข้ามดอยไตแลง ได้รับคำสั่งให้ขึ้นไปรื้อถอนบ้านเรือนชุมชนบนดอยไตยแลง ที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพรัฐฉาน SSA ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึก โดยระบุว่าสร้างล้ำเข้าเขตแดนไทย ซึ่งมีบ้านเรือนที่ถูกระบุว่าสร้างอยู่ในเขตไทยทั้งหมด 17 หลังกำลังถูกรื้อถอน
 
ด้านพ.ท. สิริ เลขาธิการสภากอบกู้รัฐฉาน RCSS กองทัพรัฐฉาน SSA กล่าวว่า บ้านเรือนที่ถูกรื้อถอนนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยระบุว่าอยู่ในเขตแดนไทย โดยบ้านเรือนชุมชนบนดอนไตแลงปลูกสร้างอยู่เป็นแนวยาวตามสันเขตแดนซึ่งไม่มี ความชัดเจน หากยึดตามแผนที่อเมริกาจะอยู่บนเส้นเขตแดนพอดี แต่หากยึดตามแผนที่อังกฤษพื้นที่นั้นจะอยู่ในเขตของรัฐฉาน แต่ไม่ทราบว่าฝ่ายไทยยึดอ้างแผนที่อันไหน
 
ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ SSA ที่ทำหน้าที่ดูแลชุมชนบนดอยไตแลงเปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2554 ทหารไทยได้แจ้งว่า บ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่ตามสันเขาด้านตะวันตกของเส้นทางที่พาดผ่านชุมชน อยู่ในเขตไทย และขอให้ย้ายออกทั้งหมด ในปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 ทาง SSA ได้ย้ายสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีทั้งวัด โรงเรียน โรงพยาบาลขนาดเล็ก และบ้านเรือนชาวบ้านอีกหลายสิบหลังไปอยู่ในที่แห่งใหม่
 
เจ้าหน้าที่ SSA กล่าวว่า หลังจากได้รับแจ้งให้มีการรื้อถอนแล้ว มีบ้านเรือนหลังใหญ่ประมาณ 10 กว่าหลังที่ยังไม่ได้รื้อถอน เพราะทาง SSA ได้ร้องขอไว้ให้เป็นสถานที่พักแขกในยามที่ดอยไตแลงมีการจัดงานต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไทยก็ได้อนุญาตแล้ว แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไทยกว่า 10 นาย ขึ้นไปรื้อถอนบ้านเรือนที่เคยร้องขอไว้
 
ทั้งนี้ เมื่อช่วงหน้าฝนปี 2548 ทหารไทยได้สั่งรื้อถอนชุมชนบนดอยไตแลงซึ่งเป็นที่พักพิงผู้ลี้ภัยแล้วครั้ง หนึ่ง โดยระบุว่าสร้างล้ำเขตแดนไทยและว่าเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิก SSA ซึ่งมีบ้านเรือนถูกสั่งโยกย้ายกว่า 50 หลัง และมีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพซึ่งมีทั้งเด็กกำพร้าราว 200 – 300 คน ต้องอพยพไปอยู่ที่ใหม่
 
ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/
 
"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) สำนักข่าวอิสระของไทยใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า และตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

อำลา “อากง SMS”

ที่มา ประชาไท

 



นายอำพล (สงวนนามสกุล) หรือ “อากง SMS” ชายชราวัย 60 ปีเศษ เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง ภายหลังถูกดำเนินคดีในข้อหาส่ง SMS หมิ่นเบื้องสูง นับตั้งแต่การเริ่มพิจารณาไต่สวนคดี คดีนี้ก็เป็นจุดสนใจของนักกิจกรรมทางสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ และเมื่ออากงถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี ประเด็นเรื่องความเหมาะสมของโทษและข้อกังขาต่อการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน การพิจารณาคดีตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็กลายเป็นข้อถกเถียงของสังคมไทยที่ขยายใหญ่กว่าเดิม และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย มาตรานี้เป็นวงกว้าง
การเริ่มต้นรณรงค์ครั้งใหญ่ให้ปลดปล่อยสังคมไทยออกจากพันธนาการแห่งความ กลัวกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือโครงการ Thailand Fearlessness Free Akong ของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ในขณะนั้น ได้สร้างกระแสการตื่นตัวอย่างมากในสังคมออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก และมีกลุ่มเคลื่อนไหวต่อมาคือ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ ครก.112  เริ่มการรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอต่อรัฐสภาขอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยอาศัยร่างกฎหมายของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์เป็นหลัก
อากง SMS เสียชีวิตในวันที่ 8 พ.ค.2555 ระหว่างถูกคุมขังที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ มานาน 1 ปีเศษ จากอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย ผู้ต้องขังที่อยู่ใกล้ชิดอากงระบุในจดหมายว่า ระหว่างเจ็บป่วยอากงไม่เคยได้รับการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องเหมาะสม
การเสียชีวิตของอากง SMS ได้จุดกระแสความตื่นตัวต่อสิทธิของผู้ต้องขัง และเกิดกลุ่มกิจกรรมชื่อ กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่จัดกิจกรรมการเสวนาหน้าศาลอาญา รัชดาต่อเนื่องทุกวันอาทิตย์ และปลายเดือน พ.ค.นั้น ครก.112 ได้นำรายชื่อประชาชนที่รวบรวมได้เกือบ 3 หมื่นรายชื่อยื่นต่อขอแก้ไขมาตรา 112 ต่อรัฐสภา
การทำพิธีและฌาปนกิจศพ อากง SMS จะจัดขึ้นในวันที่ 25 และ 26 พ.ค.นี้ ที่วัดลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้

ที่มา ประชาไท

 
ในช่วงต้นเดือนกันยายน ภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพในภาคใต้จะมีการเปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” (Pat[t]ani Peace Process - PPP) โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ได้พูดคุยกับผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักรัฐศาสตร์ผู้คร่ำหวอดกับการศึกษาเรื่องความขัดแย้งในภาคใต้ซึ่งเป็นหนึ่ง ในผู้ขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว
“กระบวนการสันติภาพปาตานีคืออะไร”
รศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 
ความรุนแรงได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 9 ปีแล้วแต่ว่ายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าความขัดแย้งที่มีการใช้ ความรุนแรงนี้จะจบลงอย่างไร และเมื่อไร  รศ.ดร. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี   นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานีอธิบายว่านักวิชาการบางสายที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความขัด แย้งไม่ได้มุ่งที่จะหยุดความขัดแย้ง แต่มุ่งที่จะเปลี่ยนความขัดแย้ง (conflict transformation) จากความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงไปสู่การไม่ใช้ความรุนแรง
“การมีความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีด้วย เพราะความขัดแย้งสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาของสังคม แต่ว่าประเด็นคือจะต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น” ดร.ศรีสมภพอธิบาย
“กระบวนการสันติภาพปาตานี” เป็นโมเดลทางความคิดที่ต้องการเปิด “พื้นที่กลาง” ในการพูดคุยระหว่าง “คนใน” ซึ่งหมายถึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง (stakeholders) เพื่อที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความขัดแย้งและการเสนอแผนที่เดินทางไปสู่ สันติภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการขับเคลื่อนในลักษณะที่เป็น  “พหุวิถีการสื่อสาร” (Multi platform)  โดยดึงเอาหลายๆ ภาคส่วนเข้ามาร่วมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม สื่อสารมวลชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ  และจะใช้การสื่อสารในหลายๆ ช่องทาง ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อทางเลือกและโซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อน
ดร.ศรีสมภพยังชี้ว่าการเอาคู่ขัดแย้งมาคุยกันเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแสวงหาทางออก
“กระบวนการสันติภาพในปาตานีเป็นกระบวนการที่ต้องเดินไปพร้อมกันหลายภาค ส่วน ไม่เพียงแต่ปล่อยให้คู่กรณีหลักอย่างฝ่ายรัฐและฝ่ายตรงข้ามรัฐมากำหนดแนวทาง ยุติความขัดแย้งฝ่ายเดียว แต่ยังต้องให้ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนาที่อยู่ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม และที่สำคัญประชาชนต้องมีพื้นที่ในการเสนอทางออกสู่สันติภาพด้วย” ดร.ศรีสมภพกล่าว
ดร.ศรีสมภพอธิบายว่านักวิชาการด้านสันติภาพที่ได้ศึกษาถึงความสำเร็จ และความล้มเหลวของการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ในโลกได้แบ่งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพเป็น 3 ระดับชั้น Track 1 คือ รัฐ กับ ขบวนการกบฏติดอาวุธ Track 2 ภาคประชาสังคม และ Track 3 คือ ประชาชนรากหญ้า 
“ในภาคใต้นั้น  ที่ผ่านมาการพูดคุยจำกัดอยู่เฉพาะแค่ Track 1 กระบวนการเดินหน้าเพื่อหาสันติภาพของปัตตานีต้องไม่ผูกขาดโดยรัฐหรือขบวนการ อย่างเดียว ข้อเสนอต้องมาจากข้างล่าง การเดินไปในรูปแบบที่หลากหลายและไปพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดความเข้มแข็งและสร้างอำนาจต่อรองได้จริง” ดร.ศรีสมภพกล่าว
สิ่งที่รัฐและภาคประชาสังคมจะต้องร่วมกันผลักดันคือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายมาร่วมกันถกเถียง  เปิดให้มีการพูดคุยถึงเรื่องรากเหง้าของปัญหา เช่น เรื่องความไม่เป็นธรรม ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องชาติพันธุ์  และจะต้องดึงฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเข้ามาเพื่อทำให้พวกเขาเข้าใจว่าเขา สามารถที่จะนำเสนอความคิดทางการเมืองได้อย่างสันติ 
 ดร.ศรีสมภพได้อธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะ ช่วยลดการใช้ความรุนแรงได้คือการสร้างอำนาจเพื่อถ่วงดุลจากพื้นที่กลางให้ มากขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอที่มีน้ำหนักจากฝ่ายที่ประกาศไม่ใช่ความรุนแรงจะมีพลังในการเรียก ร้องมากกว่า ซึงไม่จำเป็นว่าจะต้องลดทอนข้อเสนอทางการเมืองของฝ่ายขบวนการแต่อย่างใด  
นอกจากนี้ ดร.ศรีสมภพยังชี้ว่ากระบวนการสันติภาพปาตานีนั้นจะต้องรวมถึงการปฏิรูปฝ่าย ความมั่นคง (security sector reform) ด้วย การทำงานด้านความคิดกับกองทัพจะเป็นหัวใจสำคัญต่อความสำเร็จของกระบวนการ นี้  ถ้ากองทัพจะยังมุ่งใช้กำลังในการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธฝ่ายตรงข้าม การแสวงหาทางออกร่วมกันก็คงจะดำเนินไปได้ยาก
เปิดตัว Pat[t]ani Peace Process – PPP
 
เพื่อวางหมุดหมายการเริ่มต้น “กระบวนการสันติภาพปาตานี” (PPP: PA(T)TANI PEACE PROCESS IN ASEAN CONTEXT) ทาง Deep South Watch ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าในการเป็นเจ้าภาพจัดเวทีอภิปรายเรื่อง "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทของอาเซียน" ในเวลา 14.00 – 17.00 น. วันที่ 7 กันยายน 2555 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ 
เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการนานาชาติรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสันติศึกษาในบริบทอาเซียน (The International Conference on Political Science, Public Administration and Peace Studies in ASEAN Countries) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 6 – 7 กันยายน 2555  
วิทยากรในเวทีมีดังนี้
- ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) และผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พูดเรื่อง “แนวคิดเรื่องพหุวิถีและสหอาณาบริเวณสำหรับกระบวนการสันติภาพปาตานี” 
- ดร.อะกิโกะ โฮริบะ ที่ปรึกษามูลนิธิสันติภาพซาซากาว่า  ประเทศญี่ปุ่น พูดเรื่อง “การหนุนเสริมสันติภาพจากคนนอก”
- นายดาดัง ตรีซาซงโก ที่ปรึกษาสถาบันช่วยเหลือทางกฎหมาย Lembaga Bantuan Hukum (LBH)  ประเทศอินโดนีเซีย พูดเรื่อง “บทบาทของประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ”
- ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พูดเรื่อง “ทำความเข้าใจสันติเสวนาและการเจรจาเพื่อสันติภาพ”
- ศ.ดร.ดันแคน แมคคาร์โก ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ พูดเรื่อง “บทสนทนาว่าด้วยการปกครองตนเองในฐานะที่เป็นสาระหลักในความขัดแย้งชายแดน ใต้”
- นายคอยริน อันวาร์  ผู้ประสานงานประจำภูมิภาคแห่งอาเซียน Malaysian Relief Agency (MRA) พูดเรื่อง “ประสบการณ์มาเลเซียในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย”
- ตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์ (อยู่ระหว่างการประสานงาน)
ดำเนินรายการโดยเมธัส อนุวัตรอุดม สำนักงานสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"เสรีพิศุทธ์" เปิดตัวลงชิงผู้ว่าฯกทม. ลั่นกรุงเทพฯเปลี่ยนใน 4 ปี

ที่มา ปร่ะชาไท

 

25 ส.ค. 55 - เนชั่นทันข่าวรายงาน ว่าที่ห้องบอลรูม 2 ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล บางกอก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จัดงานเปิดตัวลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้สังกัด "กลุ่มพลังกรุงเทพ" ซึ่งบรรยากาศก่อนเริ่มงานมีประชาชน ข้าราชการตำรวจทั้งในอดีตและปัจจุบันมาร่วมงานอย่างคึกคัก ภายในงานมีการแจกเสื้อสกรีนภาพ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พร้อมข้อความ เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ประธานกลุ่มเพื่อนเสรี 5-5-55 นอกจากนี้มีการแจกซีดี สติกเกอร์ และนามบัตรระบุข้อความ เพื่อกรุงเทพที่ดีกว่า ผมและเพื่อน กลุ่มพลังกรุงเทพ ขออาสารับใช้ครับ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า กรุงเทพฯอายุ 200 กว่าปี ตั้งแต่เกิดมากรุงเทพฯ ยังมีปัญหาเรื่อยๆ ถ้าตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนโดยกลุ่มพลังกรุงเทพฯภายใน 1 ปี จะเห็นความเปลี่ยนแปลง อีก 4 ปีจะเห็นวามเรียบร้อยอย่างที่ต้องการ เพราะตนกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ ภายใต้อุดมการณ์ ขยัน ซื่อสัตย์ สุจริต ตนประเดิมเปิดตัวเป็นคนแรกทั้งที่พรรคอื่นยังไม่เปิดตัว เพราะทำอะไรต้องมีความพร้อม 
 
จากนั้นนายสุวิช สุทธิประภา รับหน้าพิธีกรสอบถามพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถึงการแสดงวิสัยทัศน์ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตนมีความพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ตอนนี้อายุ 64 ข้าราชการประจำยังเป็นลูกน้อง ที่ผ่านมามีตำรวจในปกครองกว่า 200,000 นาย และประชาชนทั้งประเทศ ถ้าเป็นผู้ว่าฯกทม.ก็ดูแลกรุงเทพฯได้ กรุงเทพฯพื้นที่ไม่มาก จึงอยากใช้เวลาที่เหลือก่อนตายทำงานให้ประชาชน เพราะคนกล้าตัดสินใจมีน้อย ส่วนตำแหน่งทีมงาน ตนมีจำนวนมาก แต่ยังไม่จำเป็นจะเปิดตัววันนี้ รอเวลาที่เหมาะสม ขณะที่ฐานเสียงพรรคการเมืองนั้น ตนมีคนกรุงเทพฯและต่างจังหวัดสนับสนุนมหาศาล เพียงยังไม่มีการเลือกนายกฯเท่านั้นเอง 
 
"ปีนี้ถ้าน้ำมาเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐบาลเอาไม่อยู่ ผู้ว่าฯกทม.เอาไม่อยู่ไปฆ่าตัวตายซะ แต่ถ้าผมเป็นผู้ว่าฯกทม.น้ำไม่มีแน่ ทั้งนี้ ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะไม่ทะเลาะกับใคร จะทำงานอย่างเดียว เพราะไม่อยากเสียเวลา และตั้งใจว่าถ้าใครด่าก็จะไม่ฟ้อง ผมมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุ 30 คนที่อายุ 60 หรือคนอายุ 20 ก็รู้จักผม ตอนนี้อายุ 60 แล้ว คนที่อายุ 50 ขึ้นไปต้องรู้จักผม เด็กๆเจอหน้าก็รู้จัก ตอนนี้มีแฟนเพจเข้ามาได้ตลอดเวลา ดังนั้นที่ผมลงมาสู้รับรองชนะ"พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

"อังคาร กัลยาณพงศ์" เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ประชาไท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ แจ้งว่า อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีซีไรท์และศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 1.30 น. วันนี้ (25 ส.ค.) โดยมีกำหนดอาบน้ำศพที่วัดตรีทศเทพ เวลา 17.00 น. โดยจะมีการสวดอภิธรรม 7 คืนก่อนรอรับพระราชทานเพลิงศพ
เนชั่นแชนเนลรายงานเพิ่มเติมว่า  อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ด้านกวีนิพนธ์ วัย 86 ปี เสียชีวิตแล้ว โดยจะมีพิธีอาบน้ำศพเย็นวันนี้ เวลา 17.00 น. วัดตรีทศเทพ และจะมีการสวดพระอภิธรรมศพเป็นเวลา 7 วัน 


อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของกำนันเข็ม และนางขุ้ม กัลยาณพงศ์ ในวัยเด็กร่างกายเคยเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ มีหมอมารักษาด้วยสมุนไพรจนหาย



เรียน ชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดใหญ่และโรงเรียนวัดจันทาราม เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนพระพุทธเจ้าหลวงอุปถัมภ์และโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช ศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วไปเรียนที่คณะจิตรกรรมและประติมากรรมมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นศิษย์ของศิลปินใหญ่อย่างเช่น ศ. ศิลป พีระศรี. อ, เฟื้อ หริพิทักษ์,จึงได้ติดตามและร่วมมือกับอาจารย์ในด้านศิลปกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ 



ความ เป็นกวีนั้นเป็นพรสวรรค์ที่อังคารเชื่อมั่นและฝึกฝนมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม เมื่อออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว ได้ร่อนเร่เรียนรู้และสร้างสรรค์การวาดภาพและเขียนบทกวี ได้มีโอกาสคุ้นเคยกับศิลปินและกวีร่วมยุคสมัยหลายคน มีผลงานบทกวีปรากฏในหนังสือ "อนุสรณ์น้องใหม่" มหาวิทยาลัยศิลปากร กระทั่งได้พบกับสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ก่อตั้งกและเป็นบรรณาธิการคนแรกของ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" บทกวีของอังคาร กัลยาณพงศ์ จึงได้พิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง มีผลงานที่จัดพิมพ์สร้างความตื่นตัวตื่นใจให้กับวรรณกรรมไทยมาเนิ่นนาน เช่น กวีนิพนธ์ (2507), ลำนำภูกระดึง (2512), สวนแก้ว (2515), บางกอกแก้วกำสรวลหรือนิราศนครศรีธรรมราช (2512) อันเป็นเล่ม



ใน ปี 2532 ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ด้านกวีนิพนธ์ ซึ่งเป็นกวีร่วมสมัยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น จินตกวี ผู้ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านวรรณศิลป์และทัศนศิลป์



อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้สมรสกับคุณอุ่นเรือน มีบุตรชาย 1 คน บุตรสาว 2 คน คือ ภูหลวง อ้อมแก้ว และวิสาขา กัลยาณพงศ์ โดยสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและงานประพันธ์ทั้งร้องกรองและร้อยแก้วเป็นอาชีพ

ที่มา:
https://www.facebook.com/sulak.sivaraksa/posts/10151041435162798
http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=647050&lang=T&cat


ศาลนอร์เวย์ตัดสินมือปืนสังหารหมู่จำคุก 21 ปี

ที่มา ประชาไท

 
24 ส.ค. 55 - ศาลนอร์เวย์ตัดสินให้นายอันเดอร์ เบห์ริง เบรวิก ฆาตกรสังหารหมู่ มีสติดีขณะก่อเหตุสังหารหมู่ 77 ศพเมื่อปีก่อน จึงตัดสินจำคุกเขาขั้นต่ำ 21 ปี และไม่รับคำร้องของอัยการที่ขอให้ตัดสินว่าเขาเสียสติ
นายเบรวิกยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือสังหารประชาชน 77 คน ในเหตุวางระเบิดในกรุงออสโล เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมปีก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน จากนั้นนั่งเรือไปกราดยิงที่ค่ายเยาวชนฤดูร้อนของพรรครัฐบาลบนเกาะอูโทยา มีผู้เสียชีวิตอีก 69 คน ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน
เขายืนยันว่าตนมีสภาพจิตปกติดี และปฏิเสธที่จะยอมรับสารภาพผิด โดยอ้างความชอบธรรมในการสังหารว่าเป็นเหตุจำเป็น เพื่อหยุดยั้งการแพร่ขยายอารยธรรมของชาวมุสลิมในนอร์เวย์
ผู้รอดชีวิตและครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการให้ศาลตัดสินว่าเขามีสติดีขณะ ก่อเหตุ เพราะหากตัดสินว่าเขาเสียสติ จะเปิดทางให้เขารับโทษน้อยลง ขณะที่นายเบรวิกเองก็ต้องการให้ศาลตัดสินว่ามีสติดีเพราะอยากให้คนมองการก่อ เหตุของเขาว่าเป็นการแสดงเจตนาทางการเมือง
ด้านอัยการยื่นคำร้องที่ขอให้ตัดสินว่านายเบรวิกมีอาการทางจิต ขณะที่ผู้พิพากษาทั้ง 5 คน มีคำตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์ว่านายเบรวิกมีสภาพจิตปกติดี และตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 21 ปี แต่สามารถขยายเวลาออกไปได้อีก หากพิจารณาแล้วว่า เขายังแสดงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคม
จิตแพทย์ที่ได้รับการมอบหมายจากศาล แสดงความเห็นแย้งต่อสภาพจิตของนายเบรวิก โดยทีมแรกวินิจฉัยแล้วระบุว่าเขามีอาการทางจิตประเภทหวาดระแวง ที่แย้งกับทีมที่สองที่ชี้ว่าสภาพจิตของเขาปกติดี
ก่อนหน้าการเข้าฟังคำพิพากษา นายเบรวิกกล่าวว่า การที่ต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ อาจเลวร้ายกว่าการตาย และเขาจะไม่ขออุทธรณ์ใดๆต่อคำตัดสิน ด้านอัยการที่ชี้ขาดว่าเขามีจิตไม่ปกติ กล่าวว่า นายเบรวิกสามารถขออุทธรณ์คำตัดสินได้
ก่อนหน้าการตัดสิน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ารักษาความปลอดภัย รวมถึงตั้งเครื่องกีดขวางบริเวณหน้าศาล ในกรุงออสโล ขณะที่ในห้องพิจารณาคดี ได้มีการติดตั้งฉากกั้นที่ทำจากกระจกเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างนายเบรวิก และผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งมีการติดตั้งกล้องวิดีโอที่ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล เพื่อบันทึกขึ้นตอนทั้งหมด และถ่ายทอดสดไปยังห้องพิจารณาคดีอื่นๆ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บและญาติของเหยื่อได้ชมตลอดการตัดสิน

ที่มา: มติชนออนไลน์

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 25/08/55 ตีแต่ป่วน คราวนี้..ตามมาลากเก้าอี้นายกฯ

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




สมชื่อพรรค สามานย์ สันดานถ่อย
ดีแต่คอย ยี้ยุด ฉุดลงเหว
จ้องแต่ป่วน ด้วยอุบาทว์ สัญชาติเลว
จึงแหลกเหลว โง่ดีดัก สมพรรคระยำ....

คิดตามลาก ฉกเก้าอี้ บี้นายกฯ
ไม่ตลก แถมวิปริต คิดแล้วขำ
คิดชั่วๆ กลิ้งกลอก ทั้งหงอกดำ
จึงตกต่ำ ติดดิน สิ้นราคา....

แพ้ในสภา มาโห่ฮา ข้างถนน
วกเวียนวน แต่ล้มรัฐ รีบจัดหา
ใช้เล่ห์กล ดักดาน เนิ่นนานมา
ด้วยมารยา พรรคชั่ว มั่วร่ำไป....

กุเรื่องเท็จ เห่าหอน อ้อนแม่ยก
ลิ้นกระดก แถ..สารพัน ไม่หวั่นไหว
จะล้มรัฐ ซัดกระหน่ำ จนหนำใจ
พรรคจัญไร ดีแต่ป่วน กวนส้นตีน....

อีกร้อยแปด สารพัด มันคัดค้าน
ด้วยสันดาน ชั่วทราม ยามพลิกลิ้น
พวกหน้าด้าน ยังเพ้อคลั่ง หวังตีกิน
ทั่วแผ่นดิน สุดมืดมน เพราะคนพาล....

๓ บลา / ๒๕ ส.ค.๕๕

'เรืองไกร' ยื่น ป.ป.ช. สอย 'ตวง' ส่อยื่นทรัพย์สินเท็จ

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 25 สิงหาคม 2555 >>>






"เรืองไกร" ยื่น ป.ป.ช. สอย "ตวง" ส่อยื่นทรัพย์สินเท็จ ระบุการยื่นบัญชีตอนพ้นจากตำแหน่ง และตอนพ้นตำแหน่งครบ 1 ปี มีการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินที่เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง แต่กลับไม่ได้ยื่นไว้ตอนเข้ารับตำแหน่ง...

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จ จริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 หรือไม่ ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงจากการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ของนายตวง รวม 3 ครั้ง
เมื่อเข้ารับตำแหน่ง วันที่ 14 มี.ค. 2551 ยื่นว่ามีทรัพย์สินรวม-สุทธิ 2,188,577 บาท ตอนพ้นตำแหน่งวันที่ 18 ก.พ. 2554 ยื่นว่ามีทรัพย์สินรวม-สุทธิ 8,382,506 บาท และเมื่อพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี วันที่ 18 ก.พ. 2555 ยื่นว่ามีทรัพย์สินรวม-สุทธิ 7,463,009 บาท โดยการยื่นบัญชีตอนพ้นจากตำแหน่ง และตอนพ้นตำแหน่งครบ 1 ปี มีการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินที่เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้านเลขที่ 346 หมู่ 7 บ้านเปลือย ต.รอบเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2550 แต่กลับไม่ได้ยื่นไว้ตอนเข้ารับตำแหน่ง
ทั้ง นี้ จึงมีประเด็นที่ควรพิจารณาตรวจสอบไต่สวนว่าเข้าลักษณะจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อ ความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 วรรคหนึ่งหรือไม่