WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 28, 2012

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/08/55 WHITE LIE...โกหกสีขาว

ที่มา blablabla

โดย

 ภาพถ่ายของฉัน




บ้านเมืองนี้ เรื่องตอแหล แคร์ด้วยหรือ?
ทั้งโกหก ออกสื่อ ดื้อตาใส
คิดกับพูด คือตัวตน คนทำไป
เสียหรือได้ ต่างเห็นชัด วัดค่าคน....

มีเป้าหมาย เพื่อมุ่งมาด แล้วคาดหวัง
ไม่ถึงฝั่ง ก็ก่นด่า พาสับสัน
ต่ำกว่าเป้า ก็แก้ไข ใช่อับจน 
เหตุและผล ถก..คุยกัน นั่นแหละงาม....

พวกโกหก แล้วสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ชั่ว อุบาทว์ แค่ไหน มีใครถาม
สไนเปอร์ ซัดหัวคน จนลุกลาม
ยังพูดหยาม ตอแหล ไม่แคร์ใคร....

พูดโกหก ชายชุดดำ ย้ำค่อนขอด
คอยจิกตอด เพ้อพร่ำ หวังยำใหญ่
คำโกหก ปากเหมือนตูด พูดจัญไร
เติมเชื้อไฟ ด้วยสับปลับ นับสารพัน....

จะ WHITE LIE ฺBLACK LIE ใครก็รู้
คอยเฝ้าดู สิ่งลือเลื่อง เมืองสารขันธ์
ใครโกหก ใครซ่อนเร้น เห็นทุกวัน
ที่สำคัญ ความจริงใจ มี..ไม่มี!!.....

๓ บลา / ๒๘ ส.ค.๕๕

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/08/55 ทำไปได้..จำอวดหน้าม่าน

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เคยล้อเลียน จ่าประสิทธิ์ สะดีดสะดิ้ง
หลอกตัวเอง เสื้อแดงจริง ยิ่งสมเพช
ทำท่าทาง สติเฟื่อง เรื่องพรรคเปรต
ความทุเรศ สับปลับ นับไม่ถ้วน....

อีกภาพพจน์ รัฐสภา น่าใจหาย
มุ่งทำลาย พร้อมกัน สร้างปั่นป่วน
แพ้ทั้งปี ยังมีหน้า มาก่อกวน
แถมยังชวน ทำอัปรีย์ ที่นอกสภา....

ค้านปรองดอง พูดด้วยเล่ห์ ทำเฉไฉ
ปากจัญไร สุดดีดัก พรรคหน้าหนา
ทีพวกตน โคตรระยำ ที่ทำมา
ทั้งสั่งปราบ สั่งเข่นฆ่า ประชาชน....

เล่นจำอวด กลิ้งกลอก หลอกสาวก
คงตลก พิลึกพิลั่น มันสับสน
บอก 1 ปี ที่เพ้อพร่ำ ว่าจำทน
แสนสัปดน พวกสามานย์ รัฐบาลเงา....

นายกเงา รัฐมนตรีเงา เน่าความคิด
คำวิปริต อวดโอ้ ช่างโง่เขลา
หลอกกันเอง กะเตงไว้ ชั่วไม่เบา
แค่เสียงหอน เสียงเห่า ใครเล่าฟัง....

๓ บลา / ๒๗ ส.ค.๕๕

รูปชายชุดดำ

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ปวิน: สถาบันกษัตริย์ในอุษาคเนย์กับกระแสการเปลี่ยนแปลง

ที่มา Thai E-News ที่มา เว็บไซต์ประชาธรรม 25 ส.ค. 2555 มหาวิทยาลัยเที่ยง คืน ร่วมกับร้านหนังสือ Book Re : public จัดเวทีเสวนา "สถาบันกษัตริย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต" นำโดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับร้านหนังสือ Book Re : public จัดเวทีเสวนา "สถาบันกษัตริย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต" นำโดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต ณ ร้าน Book Re : public มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดังนี้ ผมอยากพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะสะท้อนว่าถ้าสถาบันกษัตริย์ไม่มีการปรับตัว โอกาสจะอยู่รอดจะเหลือน้อย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ยังคงมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หลงเหลืออยู่มี 4 ประเทศคือประเทศไทย บรูไน มาเลเซีย และกับพูชา เราจะมาดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย จะพบว่ามีทั้งประเทศที่สถาบันกษัตริย์มีการปรับตัว และประเทศที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ไม่ยอมปรับตัวจนนำไปสู่ความล่มสลาย วันนี้ผมอยากพูดถึงปัจจัยที่ทำให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ และดูว่าสถาบันกษัตริย์มีการเปลี่ยนแปลงในสภาพสังคมที่มันเปลี่ยนไปหรือไม่ และจะยังอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้หรือไม่ อย่างที่เราทราบกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมประเทศส่วนใหญ่ก็อยู่กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็มีการยกเลิกไปแล้วในหลายประเทศ เช่น พม่า เวียดนาม ลาว ส่วนที่ยังคงหลงเหลือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 4 ประเทศ ซึ่งมีระดับการครอบงำที่ต่างกันไป กรณีของบรูไน ถือว่าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งกษัตริย์ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ ต้องมองรอบๆ ตัวหมายถึงประเทศอื่นๆ และนานาประเทศด้วยว่ามีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ในส่วนกัมพูชา สถาบันกษัตริย์ตกอยู่ใต้การครอบงำของพลเรือนคือฮุนเซ็น ฮุนเซ็นถือเป็นผู้นำที่อยู่ในอำนาจมายาวนานที่สุด ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ในมาเลเซีย ไม่มีการยกสถาบันกษัตริย์ให้เป็นเทวราชา ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ มองย้อนหลังช่วงการเลือกตั้งมาเลเซียเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สถาบันกษัตริย์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองในการเลือกตั้ง โดยนักการเมืองนำเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ มีการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาคัดค้าน แต่มาเลเซียก็โชคดีที่ไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเหมือนไทย ก็เลยไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก กรณีเนปาล-ภูฏาน ถ้ามองไปทั่วโลก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้แทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว และบางคนก็มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ยกเว้นประเทศอังกฤษที่สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ได้ เพราะมีพื้นที่ให้ประชาชนในการออกมาแสดงความคิดเห็น และสถาบันกษัตริย์ก็มีการปรับตัวให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตย ย้อนกลับมาดูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะดูว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอด กรณีเนปาล สิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น ก็สามารถเกิดขึ้นได้ และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ที่ค่อนข้างรุนแรง อยากจะเปรียบเทียบกับประเทศภูฏาน เพราะมีบริบทใกล้เคียงกัน กรณีเนปาลอย่างที่รู้ว่าราชวงศ์สุดท้ายก็ล่มสลายไปแล้ว ตอนนี้เป็นสาธารณรัฐไปแล้ว แต่ก่อนล่มสลายได้เกิดโศกนาฎกรรมเมื่อพระบรมโอสาธิราช หยืบปืนสังหารกษัตริย์ พระราชินี และตัวพระองค์เอง ส่วนสาเหตุของการสังหารก็ว่าไปต่างๆ นานา แต่เหตุการณ์นี้นำไปสู่จุดจบของสถาบันกษัตริย์ เมื่อมีการแต่งตั้งลุงเป็นกษัตรย์ สถาบันกษัตริย์รวบอำนาจไว้ส่วนกลางอย่างมาก มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน จนถูกต่อต้านจากประชาชนอย่างมาก และนำไปสู่การล้มสถาบันกษัตริย์ในที่สุดตามที่เราทราบกันดี ส่วนกรณีภูฏานก็มีการปรับตัว โดยเราจะเห็นความเป็นมนุษย์มากขึ้น มีการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าอาจจะเห็นตัวอย่างของเนปาล ถ้าจะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป จำเป็นต้องอยู่ร่วมกับประชาชน มีการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยกษัตริย์จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง มีการพูดกันในภูฏานว่ากษัตริย์จิกมีมีความกังวลใจว่ากรณีเนปาลจะกลายเป็น โดมิโนมาถึงภูฏานได้จึงชิงปรับตัวก่อน ผมคิดว่ากษัตริย์เองก็มีการติดต่อสื่อสารกันตลอด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของภูฏานก็น่ามาจากเหตุของเนปาลได้ กษัตริย์จิกมีมีการเปิดรับประชาธิปไตยแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยสถาบันกษัตริย์ ยังมีอำนาจหลงเหลืออยู่ นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งแรก และอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์คือทั้งพรรครัฐบาล และฝ่ายค้านต่างนิยมเจ้า ในทางตรงข้ามกษัตริย์จิ๊กมีก็ครอบงำในด้านอื่นๆ เป็นการลดอำนาจกษัตริย์เพื่อจะครอบงำประชาธิปไตยนั่นเอง ข้อแตกต่างของเนปาลกับภูฏาน ภูฏานยังไม่มีการต่อต้านสถาบัน ทำให้กษัตริย์จิกมีสามารถควบคุมประเทศได้มาก แต่เนปาลประชาชนต่อต้านสถาบันกษัตริย์อย่างมาก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรณีไทย วิกฤตทางด้านการเมือง นำไปสู่การใช้สถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือด้านการเมืองโดยกลุ่มอนุรักษ์นิยม ในการให้ได้มาเพื่อประโยชน์ส่วนตน ความพยายามในการสร้างปฏิปักษ์ทางด้านการเมืองส่งผลลบต่อสถาบันกษัตริย์ สร้างความสั่นคลอน ดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกลือกกลั้วกับการเมือง การดึงสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมือง ทำให้สาธารณะชนตั้งคำถามอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าสาธารณะชนน่าจะแสดงความเห็นต่อสถาบันได้ ปัญหาของไทยคือกลุ่มอนุรักษ์นิยม ไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ วิธีการต่อต้านก็ใช้กฎหมายหมิ่น ลืมไปว่าสังคมไทยนั้นเติบโต กระแสประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในโลก และไม่อาจปิดกั้นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ ในบรูไน มีการสร้างความชอบธรรมให้สถาบันกษัตริย์ บนความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม ความเชื่อมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อุดมการณ์นี้ได้รับการต่อต้านจากคนกลุ่มน้อยในบรูไน ที่ไม่ใช่มุสลิม เช่นชาวจีน จะรู้สึกว่าถูกริดรอนสิทธิ การปกครองด้วยระบบสมบูรณาสิทธิราชย์ที่ผูกกับอิสลามมันยิ่งเลวร้าย และเขารู้สึกว่าสถาบันกษัตริย์มีส่วนในการสร้างความแตกแยกของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามชนกลุ่มน้อยนี้ถือว่าน้อยมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จึงไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่นัก ในบรูไนก็มีเรื่องอื้อฉาวของสถาบันกษัตริย์ น้องชายของกษัตรย์ (เจฟรีย์) ได้รับมอบหมายให้เป็น รมต.คลัง และก่อปัญหาคอร์รัปชั่น ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำเจรจากับต่างประเทศในการค้าขายก๊าซธรรมชาติ ดูแลเรื่องการลงทุนเรื่องการค้าขายน้ำมัน ก๊าชธรรมชาติโดยเฉพาะ นอกจากนี้เจฟรีย์ยังมีธุรกิจส่วนตัวในเรื่องนี้ด้วย แต่ปัญหาคือเงินที่ได้จากการซื้อขายน้ำมันเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านกลับหายไป จากกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดจึงอยากสรุปว่าความอยู่รอดของสถาบัน กษัตริย์นั้นขึ้นอยู่กับไหวพริบของสถาบันกษัตริย์ และคนที่อยู่รอบตัวต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับประชาธิปไตย รวมไปถึงการสร้างภาพลักษณ์ตัวเองในการอยู่รอดด้วย การปรับตัวต้องทำใน 2 ระดับ คือระดับปัจเจกบุคคล กษัตริย์ต้องสะท้อนความโปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม เป็นแบบอย่างของการประพฤติที่ดี เป็นธรรมราชา ซึ่งมีความแตกต่างจากเทวราชา คือเน้นความเป็นมนุษย์มากกว่า ไม่ใช่เหนือมนุษย์ หากสถาบันกษัตริย์สามารถนำธรรมราชามาใช้อย่างมีไหวพริบ ก็จะมีส่วนสร้างพลานุภาพให้กับสถาบันกษัตริย์ได้ กรณีเนปาลนั้นเป็นเพราะกษัตริย์องค์สุดท้ายขาดความชอบธรรมด้านศาสนา รวบอำนาจมาไว้ที่ตัวเอง จึงพบกับจุดจบดังกล่าว ในระดับชาติ เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ว่าสถาบันกษัตริย์อยู่รอดได้เพราะกองทัพ โดยอ้างถึงความจำเป็นที่ต้องคงไว้ซึ่งความมั่นคง การก่อรัฐประหารในไทย ก็กล่าวอ้างว่าทักษิณเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งกลายเป็นปัญหา ในสมัยปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปมาก เราจะเห็นว่าภารกิจของกองทัพมันเปลี่ยนไป กลายเป็นกองทัพที่ปราบปรามประชาชน นอกจากนี้เรื่องการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ มีผลโดยตรงต่อสถาบัน กรณีเนปาลนั้นคนจนเยอะมาก เลยเป็นปัญหา กรณีไทย มีการพัฒนาเศรษฐกิจพอสมควร แต่ยังมีปัญหาบ้าง แต่ไม่คิดว่าเป็นปัจจัยที่จะสั่นคลอนสถาบัน เพราะเศรษฐกิจของเรายังพัฒนาต่อไปได้แม้ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างมาก เรื่องสุดท้ายสถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดได้หรือไม่ยังขึ้นอยู่การสนับสนุนจากต่างประเทศ และพันธมิตร กรณีเนปาลนั้นเห็นชัดเจนว่าจากเดิมที่เคยเป็นพันธมิตรที่ดีกับอินเดีย เมื่อเนปาลหันไปร่วมมือกับจีน ทำให้อินเดียไม่พอใจ จึงไม่ให้การสนับสนุนสถาบันเมื่อเกิดปัญหากับประชาชน ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะขอความชอบธรรมจากสหรัฐฯ เป็นต้น ความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์จึงอยู่ที่การบริหารความสัมพันธ์ทั้งในประเทศ นอกประเทศ และกับสถาบันต่างๆ ในสังคม และการปรับตัวอยู่ร่วมกับประชาธิปไตย. ภาพโดย Arale Cm Cheug Cheug

10 ‘Smoking Guns’ that Tied Abhisit-Suthep to Crime/10หลักฐานมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือด

ที่มา Thai E-News


คนละ7ชั่วโมง-มาร์คกับเทือกเจ้าให้ปากคำกับDSIคนละ7ชั่วโมงเมื่อวาน นี้ เราจึงนำข้อมูลเชิงประจักษ์หลักฐานที่เคยนำเสนอมาแล้วก่อนหน้านี้มาเผยแพร่ ซ้ำอีกครั้ง(ดูฉบับภาษาไทยในตอนท้าย)
From the documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?


By Thai E-News
December 9 2011
อ่านพากษ์ภาษาไทย 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน

On this December 8-9, former Prime Minister Abhisit Vejjajiva, leader of the Democrat Party, and his then deputy PM Suthep Thaugsuban said they would meet the police investigators on their roles in the death of the 16 Red Shirt protesters during the April-May 2010.

Since both of them were not remorseful, and further accused the current government of ‘Payback politics’

Thaienews would like to present the evidence to our readers’ consideration, that this is NOT ‘about payback politics’, but a crime, a massacre, that both of them have to face the consequences.

They were not witnesses of the crime, but perpetrators of the crime.

1. The following document is the Internal ‘Top Secret’government document that both Suthep Thaugsuban and Colonel Sansern Kaewkamnerd acknowledged that it was genuine.








The essence of the document is that it showed Abhisit Vejjajiva, the Prime Minister at the time, was the one who issued the order through Suthep Thaugsuban with acknowledgement from the Army Chief, ordering the military to disperse the protesters, which resulted in 92 deaths, over 2,000 injuries, and more than 400 protesters arrested.

2. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the military ‘Information operation’, which really a ‘Misinformation operation’, accusing the Red Shirt demonstrators as ‘terrorists’. This misinformation operation laid groundwork for ‘license to kill’ and created an environment for the people to be more amenable to the military actions.

AW-SP-69-81

The essence of this document is that it showed the effectiveness of the ‘Information operation’. Through coordinated operations of the government and the military, many Thais were brainwashed into supportive of the military actions. With Thai media constantly showing the burning images of Central World department store, Siam Theater amongst others, had created impression that the Red shirts were criminal, arsonists, and deserved to die.

3. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the ‘Tighten the Cordon operation’ used in dispersing the protesters.

Lesson 7

The essence of this document is that it was clear from the start among the military apparatus that the government had plan to use the military force to pressure the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD). They used the military to cordon off the site to pressure the protesters to end the occupation, not to bring back negotiation. On 12 May, then Prime Minister Abhisit, while in the meeting of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), ordered the military to activate the plan.

This ‘Tighten the Cordon operation’ is a military ‘battle’ plan against the protesters which employed heavy military machineries such as tanks, live ammunitions, and snipers to cordon off the protest site preventing people from going in or out.

4. The following document listed the names of the military commanders involved in the operations on 10 April-19 May 2010.









The essence of the document is that it showed place and time of the military personnel who involved in the operations. It also listed the names and places of protesters killed from the operations, which can be used to implicate those involved.

5. The following is the document from the Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), which Abhisit commissioned. As part of its missions, the TRCT was to investigate and determine the truth about the violence that occurred during April-May 2010. It founded that at least 13 protester deaths were from the military actions.

หนังสือเรียนนายกรัฐมนตรี เรื่องรายงานความคืบหน้า 6 เดือนแรก

รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

The essence of the report is that at least 13 protester deaths were from the government actions. The report did not mention the so-called ‘Men in Black’ were responsible for any protesters’ death during 10 April-19 May 2010. Investigations into these deaths either by the police or the Department of Special Investigation (DSI) were tainted with political interference, no attempts to bring those responsible to justice. The report did not support any amnesty plan.


6. From the Wongsak Sawasdipanich’s Interview on Suthep’s shotguns request



The Matichon-Weekly issued number 1618 dated 19-25 August 2011 had a report on Wongsak’s refusal to order the provincial governors to turnovers the 300 shotguns to Suthep.

Wongsak said that Suthep phoned him and asked him to turnover 300 shotgun rifles to CRES, but he refused because it was beyond his authority.

He expressed disagreement with using force to settle conflicts no matter what ‘color of shirts’ you are. The conflict should be settled through dialog, not under barrel of a gun. This perhaps made him got transferred from director-general of the Provincial Administration. He later got his old job back.


7. TRCT unveiled charges against Red Shirts were ‘Inflated’

 



In the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported a conversation with anonymous DSI official who stated that:

“The DSI has policy to blame the Red Shirts as much as possible. If the perpetrators could not be found, blame the Red Shirts. If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it. This order was from the chief of the DSI”.


9. Col Sansern claimed the order to use force came from Mark and Tuek



On 15 November 2011, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said during the police investigations into the bloody crackdown of the protesters during April-May 2010 that CRES came into existence through the executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Thaugsuban as deputy prime minister and CRES chairman.

He stated that the military will not be able to use force in dispersing the Red Shirts without having order from CRES which got its order from Abhisit and Suthep.

10. Suthep admitted at Rachaprasong that he was the one who issued the order.

During the July-3-election rally at Rachaprasong, Suthep Thaugsuban admitted that he ordered everything; “Mark had nothing to do with it”, he was quoted as saying.

 



I ordered everything I am responsible

..

From the above documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?

**********
 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน




9 ธันวาคม คิวตำรวจเค้นมาร์ค ก่อนอื่นไปดูชาวบ้านเค้นชายใจดำที่เอาแต่โบ้ยชายชุดดำฆ่าเสื้อแดง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2554

ใน วันที่ 8-9 ธันวาคมนี้อภิสิทธิ์กับสุเทพจะเข้าให้การต่อตำรวจนครบาลคดี 16 ศพวีรชนเสื้อแดงที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ตายเพราะเจ้าหน้าที่ทหาร โดยที่ทั้งสองยังไม่มีทีท่าจะสำนึกผิด นอกจากการปัดไปว่า"เป็นเรื่องการเมืองที่รัฐบาลปัจจุบันตามเช็กบิล

คิวแรกเทพเทือกโดนตำรวจเค้น 4 ชั่วโมง อ่านรายละเอียดข่าว:เหลิมแทงใจดำทำไมชายหน้าดำไม่จับอ้างดีนักชายชุดดำฆ่าเสื้อแดง เปิด10หลักฐานมัดคอมาร์ค-เทือก

ไทย อีนิวส์จึงขอนำเอกสารหลักฐานมัดแน่นต่างๆมาให้พิจารณากันว่า นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คืออาชญากรรมสังหารหมู่ที่อภิสิทธิ์-สุเทพหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อความรับผิด ชอบ

เป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ

1.เอกสารที่สุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด สารภาพว่าเป็นของจริง 






สาระสำคัญของเอกสารคือ:นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะเกิดเหตุได้สั่งการ นายสุเทพรับมอบหมาย นายทหารตั้งแต่ผบ.ทบ.รับงานไปสังหารผู้ชุมนุม ผลคือตาย 92 ศพ เจ็บกว่า2,000 สุดท้ายจับกุมฝ่ายผู้ชุมนุมไปขังคุกไว้400คนเศษ

2.เอกสาร ที่ทหารยอมรับว่ามีการปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อให้คนมองผู้ชุมนุมเสื้อแดง เป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อออกใบอนุญาตฆ่า โดยคนในสังคมเห็นคล้อยตามไม่คัดค้าน

AW-SP-69-81

สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทำไมการ สลายการชุมนุมคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ภาพเผาบ้านเผาเมือง ไฟไหม้ห้าง เผาโรงหนังสยาม(และคำบ่นว่า พวกเสื้อแดงเลวสมควรตาย)

คำตอบก็คือเพราะการทำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล และทหารได้ผลมีประสิทธิภาพในการล้างสมองให้คนในสังคมคล้อยตาม

3.เอกสารแผนการรบเต็มอัตราศึกต่อผู้ชุมนุม และรายงานผลชัยชนะของฝ่ายทหาร 


Lesson 7


สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทหาร ยอมรับว่า นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้

ยุทธการ กระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง ที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์ 

4.เอกสารระบุชื่อนายทหารระดับบังคับบัญชาต่อกรณีสังหารผู้ชุมนุม10เมษา-19พฤษภาคม53








สาระสำคัญของเอกสารคือ:เป็น การเปิดเผยรายชื่อนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการสังหาร และรายชื่อเหยื่อผู้ถูกสังหาร ซึ่งทำให้รู้ชัดเจนว่านายทหารคนใดต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

เพิ่มเติม:

-โฉมหน้าและรายชื่อทีมสังหารโหดเหยื่อวัดปทุมฯ


-เปิดโฉม2มือสไนเปอร์สังหารเสื้อแดง 

5.เอก สารคอป.ชุดอภิสิทธิ์ตั้งชี้ชัดทหารฆ่าอย่างน้อย 13 ศพ ต้องเอาผู้รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่ทหารขึ้นศาล แต่DSIถูกแทรก ขณะที่ศาลไม่เข้าใจทำให้ไม่ให้ประกันนักโทษเสื้อแดง

หนังสือเรียนนายกรัฐมนตรี เรื่องรายงานความคืบหน้า 6 เดือนแรก

รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

สาระสำคัญของเอกสารคือ:พบ ว่าอย่างน้อยผู้เสียชีวิต ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553 แต่การทำงานของตำรวจและDSIถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะไม่มีการดำเนินคดีต่อทหารและฝ่ายการเมือง ขณะที่ศาลไม่เข้าใจเหตุการณ์กลับดำเนินคดีต่อนักโทษเสื้อแดงเหมือนคดีอาญา ทั่วไป ไม่ยอมให้ประกันตัว แต่คอป.ไม่เห็นด้วยกับการนิรโษกรรม

6.คำให้สัมภาษณ์วงศ์ศักดิ์เรื่องสุเทพขอปืน3,000กระบอกไปปราบเสื้อแดง เมื่อไม่ร่วมมือก็ถูกเด้ง

สาระสำคัญ-นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งการด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้ นายวงศ์ศักดิ์ (อธิบดีกรมการปกครอง) สนับสนุนอาวุธปืนลูกซอง ๕ นัด จำนวน๓,๐๐๐ กระบอก พร้อมกระสุน ส่งมอบให้ ศอฉ. แต่นายวงศ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนไม่มีอำนาจสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ว่าฯ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นายสุเทพ ผอ.ศอฉ. ประสานงานมายังกระทรวงมหาดไทยให้มีการสั่งย้ายนายวงศ์สวัสดิ์

นาย วงศ์ศีักดิ์ให้สัมภาษณ์ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ๑๙-๒๕ ส.ค.๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉ.๑๖๑๘ หน้า ๔๐ ตอนหนึ่งว่า การที่จะใช้ปืนลูกซองยาวไปปราบพี่น้องคนไทยนั้น ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเสื้อสีใดก็แล้วแต่ ควรจะคุยกันรู้เรื่อง แก้ไขทางการเมือง ไม่ใช่มาแก้ไขด้วยอำนาจ ด้วยกระบอกปืน ทำให้ทางโน้นไม่พอใจว่า เราไม่ให้ความร่วมมือ แล้วเขาก็วางสายเลย

ฝาก สื่อมวลชนไปติดตามดูหน่อยว่า ปืนที่ทางจังหวัดส่งไปให้ ศอฉ. ช่วงที่ผมถูกย้าย ยังได้คืนไม่ครบ ๓,๐๐๐ กระบอก เป็นความรับผิดชอบของใคร ปืนของหลวง เมื่อเอาไปใช้แล้วก็ต้องเอากลับมาที่เดิม

7.คอป.แฉใบสั่งDSI ตำรวจ อัยการเหวี่ยงแหยัดคุกเสื้อแดงแรงเกินเหตุ

สาระสำคัญ-นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ในฐานะประธานอนุกรมการค้นหาข้อเท็จจริง ในงานด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ได้ ตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ถูกคุมขังนั้น ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งมีมากถึง 53 คน ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และวางเพลิง ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษถึงประหารชีวิต 

ทั้งนี้จากการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน คือตำรวจ-DSI และพนักงานอัยการพบว่า การตั้งข้อหาดังกล่าวนั้นเกิดจากแรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย อีก ทั้งการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหายังเป็นในลักษณะของการเหวี่ยงแห ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการยังไม่สามารถพิสูจน์พยานหลักฐาน

8.DSIแฉนโยบายเบื้องบนหากหาหลักฐานใครลั่นกระสุนไม่ได้ให้โยนบาปคนเสื้อแดง



สาระ สำคัญ- BBC เปิดเผยในสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน) โดยอ้างรายงานการสัมภาษณ์เ้จ้าหน้าที่DSIว่า

"มีนโยบายให้กล่าวโทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ มีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง โดยอธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่ง"

"มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" (อ่านรายละเอียดข่าว: โลกตลึงDSIแฉผ่านBBCหมดเปลือกปกปิดทหารฆ่าประชาชนปี53 ธาริตใบสั่งโยนผิดเสื้อแดงฆ่ากันเอง)

9.ไก่อูสารภาพซัดทอดมาร์ค-เทือกบงการ

สาระสำคัญ-พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของศอฉ.เข้าให้การกับตำรวจเมื่อ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระบุว่า "ศอฉ." ไม่ใช่องค์กรที่เกิดขึ้นเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น เป็นผอ.ศอฉ.

สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทหารจะไม่สามารถนำกำลังเข้าสลายม็อบแดงได้เลย

หากไม่มีคำสั่งพิเศษจาก "ศอฉ." ! หากไม่เพราะอภิสิทธิ์-สุเทพสั่ง (อ่านรายงานข่าว:ทหารออกตัวล้อฟรีไก่อูเปิดปากซัดทอดมาร์ค-เทือกเต็มๆ มัดคอเป็นผู้สั่งการสังหารเมษา-พฤษภาเลือด)

10.สุเทพยอมรับกลางแยกราชประสงค์เป็นคนสั่งการเอง

สาระสำคัญ-เทือกยอมรับหน้าชื่นตาบานที่แยกราชประสงค์ก่อนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาฯว่าเป็นคนออกคำสั่งเอง มาร์คไม่เกี่ยว

 



ผมเป็นผู้สั่งการทุกอย่าง แล้วผมเป็นคนรับผิดชอบ

จาก หลักฐานเอกสาร การตรวจสอบ และพยานต่างๆนี้เพียงพอหรือยังที่จะหักล้างข้อกล่าวอ้างของมาร์ค-เทือกว่า พวกตนกำลังตกเป็นเหยื่อล้างแค้นทารเมือง ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบใดๆ...? ประการสำคัญงานนี้ตำรวจจะแค่เรียกมาให้ปากคำในฐานะเป็นแค่พยานไม่ได้...

เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ

คนไทยในLAจัดงานอาลัยอากง

ที่มา Thai E-News



งานไว้อาลัยอากงของคนประชาธิปไตย ใน แอล เอ- กล่าวเปิดงานโดยตัวแทน อากง แอล เอ สหรัฐอเมริกา ถึงผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อ ม.112 ที่กำลังถูกใช้เป็นเป็นเครืองมือทางการเมืองทำลายฝ่ายตรงข้าม อากง แอล เอ ผู้ยังมีชีวิตอยู่จะขอต่อสู้ต่อไป เพื่อให้ม.112 ควรจะตายไปแทนการจากไปของ อากง ผู้บริทธิ์

ฟ้าสะอื้น หลั่งน้ำตาฝนในงานศพอากง "เหยื่ออธรรม"

ที่มา Thai E-News

 

27 สิงหาคม 2555
ที่มา ประชาไท "บรรยากาศงานฌาปนกิจศพ 'อากง' 26 สิงหา"



 26 ส.ค.55 ที่วัดลาดพร้าว มีงานฌาปนกิจศพนายอำพล หรือ อากง ผู้ต้องขังมาตรา 112 ที่เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว มีประชาชนมาร่วมงานนับพันคน ภายในงานมีการปล่อยนกพิราบ 112 ตัวเพื่อเป็นสัญลักษณ์การปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง มีการอ่านบทกวี และกล่าวไว้อาลัยจากตัวแทนประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั้งเครือข่ายวิทยุชุมชน, แกนนำ นปช., ตัวแทนกระทรวงยุติธรรม, นักวิชาการ, กวี ฯลฯ ท่ามกลางฝนที่ตกพรำตลอดช่วงบ่าย จากนั้นในเวลาประมาณ 17.00 น.จึงมีการทอดผ้าบังสุกุล ให้ประชาชนวางดอกไม้จันทน์ และดำเนินการฌาปนกิจ ทั้งนี้ ภายในงานมีการแจกหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจชื่อ รักเอย โดยรสมาลิน (ภรรยา)





 

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวไว้อาลัย

จากซ้ายไปขวา: เมย์ อียู หนึ่งในแม่งานครั้งนี้, จ๋า ผู้หญิงยิงฮอ แม่ครัวคนสำคัญ,
รสมาลิน หรือป้าอุ๊ ภรรยาอากง , พะเยาว์ อัคฮาด แม่น้องเกด

สุชาติ นาคบางไทร กล่าวไว้อาลัย เขาเป็นอดีตผู้ต้องขัง 112 ที่เพิ่งออกจากเรือนจำไม่กี่วันก่อน


พิชิต ลิขิตกิตสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
 
ผู้หญิงแถวหน้า: ลูกสาวอากง

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
เป็นตัวแทนเครือข่ายญาติและผู้ประสบภัย 112 วางผ้าบังสุกุล

จากซ้ายไปขวา : ณัฐ, สุริยันต์ (หมี) , แม่และพ่อของหมี


ป้าอุ๊นำทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ปล่อยนกพิราบ 112 ตัว

ป้าอุ๊ กับ เนตรสุรินทร์ แม่ของหมี สุริยันต์ อดีตผู้ต้องขังคดี 112 ที่เพิ่งออกจากเรือนจำ

ผู้วาดภาพ มอบภาพอากงให้ป้าอุ๊