WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 28, 2012

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: จริยธรรมทางชีวภาพ (Bioethics) ตอนที่ 1

ที่มา ประชาไท

 

ทุกท่านเคยได้ยิน หรือเคยตั้งคำถามเหล่านี้ไหม ทำแท้งเป็นความผิดหรือไม่ การแต่งงานเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดหรือไม่ การผสมเทียมผิดหรือไม่ การรับเลือดหรืออวัยวะจากคนอื่นผิดหรือไม่ การทดลองในมนุษย์ผิดหรือไม่ การผลิตสเตมเซลล์จากรกเด็กผิดหรือไม่ การคุมกำเนิดและใช้ถุงยางอนามัยผิดหรือไม่ การุณฆาตเป็นเรื่องผิดหรือไม่ การนำอวัยวะเทียมใส่ร่างกายผิดหรือไม่ การโคลนนิ่งผิดหรือไม่ ตัวอ่อนในครรภ์มารดามีสภาพทางกฎหมายหรือไม่ การตัดต่อยีนพันธุกรรมเป็นเรื่องผิดหรือไม่ การทดลองในตัวอ่อนและทารกผิดหรือไม่ การค้นพบจีโนมมนุษย์ควรเป็นของสาธารณะหรือเป็นเพื่อการค้า การทำการทดลองในสิ่งมีชิวิตอื่นผิดหรือไม่ ฯลฯ...............ปัญหาร้อยแปดประการที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันและในอนาคต ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่ตั้งอยู่บนเรื่องจริยธรรมทาง ชีวภาพ (Bioethics)
หลายคนอาจได้ยินคำว่าจริยธรรมทางการแพทย์ (Medical Ethics)ในสังคมไทยบ่อยขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่จริยธรรมทางการแพทย์จะตีกรอบแคบๆในลักษณะจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพทาง การแพทย์ เช่น หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพ การกระทำและไม่ควรพึงกระทำในการประกอบอาชีพเป็นต้น ส่วนจริยธรรมทางชีวภาพนั้นกินความกว้างกว่า โดยเป็นการศึกษาถึงจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต ชีววิทยา และการแพทย์ จริยธรรมทางการแพทย์จึงเป็นเพียงแค่ซับเซตของจริยธรรมทางชีวภาพ จริยธรรมทางชีวภาพจึงเป็นการศึกษาถึงศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตใน ระดับปรัชญาเพื่อหาคำตอบให้มนุษย์ว่าควรกระทำสิ่งใดหรือไม่ควรกระทำสิ่งใด ต่อสิ่งมีชีวิต เพื่อรักษาระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงส่งและควรค่าแก่การเรียกขานตนเองว่า เป็นสัตว์ประเสริฐ
จริยธรรมทางชีวภาพเริ่มปรากฏตัวครั้งแรกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากสาเหตุการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการจับมนุษย์มาทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนาซีเยอรมัน ประมวลกฎหมายนูเรมเบิร์ก (1947) แสดงถึงการเริ่มต้นของการร่วมกันของประชาคมโลกในการวางกฎสิบประการวางกรอบ การทำการทดลองในมนุษย์ ทดลองทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงเป็นกรอบแคบๆเฉพาะเกี่ยวกับทางการแพทย์และจริยธรรม ทางวิชาชีพเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน จริยธรรมทางชีวภาพเริ่มขยายขอบเขตมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 สาเหตุจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เช่น การทำแท้ง การคุมกำเนิดด้วยวิธีใหม่ๆ การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ การผสมเทียม ตลอดจนการ โคลนนิ่งเป็นต้น ซึ่งสิ่งต่าๆเหล่านี้กระทบต่อความเชื่อของศาสนาและปรัขญา เช่น กรณีการรับเลือดหรืออวัยวะของผู้อื่น จะเป็นการผิดหลักศาสนาอิสลามหรือไม่ การคุมกำเนิดนั้นขัดกับพระประสงค์ของพระเจ้าในศาสนาคาธอลิคหรือไม่ เป็นต้น นอกจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แล้ว การเกิดขึ้นของสิทธิของปัจจเจกบุคคล สิทธิความเป็นมนุษย์ สิทธิความเป็นตัวของตัวเอง สิทธิการแสดงออกได้เพิ่มเข้ามาในสังคม และเกิดปัญหาต่างๆในแนวทางการดำรงชีวิตของคนที่หลากหลายไปขัดกับหลักความ เชื่อทางศาสนาหรือไม่ เช่น การแต่งงานของเพศเดียวกัน การมีเพศสัมพันธุ์กับเพศเดียวกัน และเมื่อเกิดการสร้างสิทธิใหม่ๆขึ้นในสังคมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จริยธรรม ทางชีวภาพจะต้องสัมพันธ์กับระบบกฎหมาย และการออกกฎหมาย จริยธรรมทางชีวภาพจึงไม่สามารถเป็นแค่เรื่องของวิทยาศาสตร์หรือ การแพทย์อีกต่อไป แต่เกี่ยวพันไปถึงศาสนา ความคิดเชิงปรัขญา กฎหมาย การเมือง และทุกคนในสังคมในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีผลกระทบจากปัญหาจริยธรรมทางชีวภาพ
จริยธรรมชีวภาพในฝรั่งเศส
จุดเริ่มต้นของการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมชีวภาพในฝรั่งเศส เริ่มจาก กฎหมายการยุติการตั้งครรภ์โดยสมัครใจในปี 1975 โดยหญิงที่ตั้งครรภ์ที่อยู่ในสถานการณ์ลำบากสามารถเรียกร้องการตั้งครรภ์ได้ โดยอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ การอนุญาตทำแท้งส่งผลต่อเกิดคำถามและข้อขัดแย้งในสังคม การทำแท้งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งสอนของพระเจ้าหรือไม่ การทำแท้งเป็นการฆ่าชีวิตเด็กในท้องหรือไม่ ตัวอ่อนในครรภ์มีสถานะบุคคลที่กฎหมายรับรองหรือไม่ ในขณะเดียวกัน การตั้งท้องโดยไม่เต็มใจและไม่ยุติการตั้งครรภ์จะส่งผลต่อชีวิตมารดาอย่างไร ขอบเขตของสิทธิมารดาต่อร่างกายของตนเองและสิทธิการได้รับการทำแท้งอย่างถูก ต้องทางสาธารณสุขและต่อสุขภาพเจริญพันธุ์ จะเห็นได้ว่าการทำแท้งเรื่องเดียวส่งผลต่อคนจำนวนมากในสังคม และไม่สามารถหาคำตอบถูกต้องตามธรรมชาติ หรือมีคำตอบสำเร็จรูปในสังคม และจำเป็นต้องมีการร่วมคิดพิจารณา ดีเบต ก่อนออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้
รัฐสภาได้บัญญัติกฎหมาย la loi du 20 décembre 1988 เพื่อวางกฎการทำการทดลองวิทยาศาสตร์โดยต้องได้รับการยินยอมจากผู้ร่วมทำการ ทดลองและไม่ใช่เป็นรูปการค้า และกฎหมาย la loi 29 juillet 1994 กำหนดหลักการได้แก่ ร่างกายมนุษย์กลายเป็นสิ่งซึ่งมิอาจละเมิดได้ และสสารและผลจากร่างกายไม่อาจกลายเป็นกองทรัพย์สิน อีกนัยหนึ่ง ร่างกายมนุษย์ อวัยวะ และสารคัดหลั่ง ของเหลว ไม่อาจนำมาค้าขายได้ กฎหมายฉบับนี้ได้ถูกตอกย้ำหลักการโดยบรรจุในกฎหมายแพ่งและ กฎระเบียบขององค์กรสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่สงยิ่งเรื่องกำหนดเรื่องการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะทำได้ในกรณีการนำ อวัยวะจากร่างกายผู้อื่น หรือ ผู้ที่เสียชีวิตแล้วที่ยินยอมบริจาคและห้ามทำการขายอวัยวะ โดยผู้บริจาคไม่ว่าจะเป็น อวัยวะหรือ ของเหลวจากร่างกายต้องเป็นในรูปการให้เปล่าและเป็นการปิดบังชื่อ ได้มีการวางกรอบการทดลองทางยีน การวินิจฉัยก่อนกำเนิด ส่วนการวิจัยทดลองในตัวอ่อนในครรภ์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการช่วยการมีบุตรนั้น เป็นสิ่งที่ห้ามกระทำ อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้ก็ยังมีช่องว่างให้เกิดคำถามตามมาหลายข้อ และสิ่งที่ส่งผลมากที่สุดคือเหตุการณ์ประสบความสำเร็จในการโคลลนิงสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนมครั้งแรกแกะดอลลี้เมื่อปี 1997 การโคลนนิงจากความว่างเปล่าเป็นการท้าทายของมนุษย์ที่พยายามทำตัวเทียบเท่า พระเจ้า และส่งผลต่อประเทศคาธอลิคและศาสนจักรมากแม้แต่คนที่นับถือศาสนาเดียวกันก็มี ความเห็นต่างบ้างว่าการโคลนนิงเป็นสิ่งต้องห้าม บ้างว่าการโคลนนิงเป็นสิ่งที่พระเยซูได้ทำเป็นตัวอย่างจากการเสกขนมปังจาก ความว่างเปล่า
และด้วยเทคโนโลยีการช่วยการมีบุตรได้พัฒนามากขึ้น ช่วยทำให้เกิดความหวังแก่คู่รักร่วมเพศในการมีบุตรเป็นของตนเอง หรือคู่ที่มีบุตรยาก เกิดปัญหาซึ่งสัมพันธ์ไปถึงสถาบันครอบครัวและศาสนา
นอกจากนี้การพัฒนาของการทดลองการใช้สเตมเซลล์ในการรักษา ซึ่งสเตมเซลล์เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถแบ่งจัวและพัฒนาได้ไปหลากหลายรูป แบบเซลล์ สเตมเซลล์ได้มีการใช้รักษามานานแล้วโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเลือด สเตมเซลล์มีที่มาหลากหลาย เช่น จากรกมารดา แต่สิ่งที่กระทบต่อปัญหามากที่สุดคือ สเตมเซลล์ที่มาจากทารกมนุษย์ (Human embryonic stem cell) การนำเซลล์ชนิดนี้มาใช้หมายถึงการฆ่าชีวิตตัวอ่อน อย่างไรก็ตามการทดลองด้วย Human embryonic stem cell นั้นน่าดึงดูดนักวิทยาศาสตร์และการแพทย์เพราะมีความสามารถสูงในการพัฒนา เพื่อรักษาทางการแพทย์ เช่น โรคสมอง โรคพันธุกรรม ที่เป็นโรคที่ทางรักษาแทบไม่มี การใช้เซลล์เหล่านี้ลดการต่อต้านระหว่างร่างกายของผู้รับและเซลล์ผู้ให้ การทดลอง Human Embryonic stem cell เกิดปัญหาขัดแย้งอย่างสูงในสังคม คำถามเรื่องสภาพทางกฎหมายของตัวอ่อนว่าควรจะมีกฎหมายรองรับตั้งแต่เกิดการ แบ่งตัวหรือไม่ เป็นการฆาตกรรมหรือไม่ เป็นการเห็นแก่ตัวของมนุษย์ปัจจุบันที่ทำลายชีวิตของเด็กรุ่นใหม่เพื่อยืด ชีวิตตัวเองหรือไม่ และเมื่อกฎหมายฉบับเก่าล้าหลังและไม่ทันต่อสภาพการณ์ปัจจุบันในปี 2004 รัฐสภาจึงออกกฎหมายโดยเป็นครั้งแรกที่บรรจุคำว่า จริยธรรมชีวภาพ กฎหมายฉบับนี้มีหลักการคือ ห้ามมีการโดลนนิ่ง ห้ามมีการวิจัยในตัวอ่อน ในสเตมเซลล์ นอกจากการทดลองนี้ถูกกำหนดเวลาชัดเจนไม่เกินห้าปีและต้องได้รับการอนุญาต และมีการสร้างหน่วยทางจริยธรรมทางการแพทย์ และมีการทบทวนกฎหมายจริยธรรมชีวภาพทุกๆห้าปี
ในปี 2011 ได้มีการทบทวนกฎหมายจริยธรรมอีกครั้ง และมีการเปลี่ยนหลักการการบริจาคอวัยวะโดยอนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนอวัยวะ ผู้บริจาคระหว่างกันกรณีที่อวัยวะผู้ให้ไม่สามารถเข้ากับร่างกายผู้รับแต่ เข้ากับผู้รับบริจาคอีกคนที่มีโรคใกล้เคียงกัน สาเหตุของกฎหมายนี้มาจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไตที่มากขึ้น แต่จำนวนของผู้บริจาคกลับลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดตลาดมืดค้าขายอวัยวะมากขึ้น และมีการกำหนดนิยามใหม่ของการใช้เทคนิคการแพทย์เข้าช่วยเหลือในการมีลูกและ ด้วยกระแสโลกจากการพัฒนาเรื่องสเตมเซล์และแรงกระตุ้นจากนักวิทยาศาสตร์ใน ประเทศ ทำให้ทางวุฒิสภานำเรื่องการทดลองในตัวอ่อนและการทดลองสเตมเซลล์มาดีเบตอีก ครั้งและยอมรับการอนุญาตการทดลองโดยมีการควบคุม อย่างไรก็ตามรัฐสภารัฐสภายังคงห้ามมิให้พวกรักร่วมเพศใช้เทคโนโลยีการแพทย์ ช่วยมนการมีลูก และไม่อนุญาตการเผยชื่อผู้บริจาคสเปิร์มและไข่ เช่นเดิม ถึงแม้จะมีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มคนรักร่วมเพศ หรือ เกิดกรณีทนายหญิงคนหนึ่งที่เพิ่งทราบว่าตรเองเป็นเด็กที่เกิดจากการผสมเทียม และเรียกร้องให้เกิดการเผยชื่อผู้บริจาคสเปิร์มเพราะส่งผลต่อการมีสูญเสีย ตัวตน (identity) ของตนก็ตาม

กวีประชาไท: พิธีอุปสมบทตุลาการ

ที่มา ประชาไท

 

บัดนั้นเป็นต้นมา
ก็แห่วนกันไปรอบพระอุโบสถ
ด้วยบทเพลงพ่อปกครองลูกมโหระทึก
ปวงชนต้องขดคองอเข่าเข้าสำรวม
มนต์แห่งศูนย์กลางจักรวาลแผ่ซ่านไปทุกอณู
ซาบซึ้งดวงตาของอุปัชฌาที่จิกลงมาเป็นรอยยิ้ม
"พวกเราพนมมือสิ ท่านจะเทศนาธรรม"
"เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่"
ตั้งอยู่ด้วยน้ำหนักที่มากกว่าองค์พระประทาน
กดทับจนกระดูกช่างไม้ ช่างปูน แหลกเละ
ผู้มีบุญกล่าวสมาทานสิกขาบทว่าด้วยบัลลังก์
พระอาจารย์ ถาม : มะนุสโสสิ๊
ผู้มีบุญ ตอบ : นัตถิ ภันเต
ความยุติธรรมของผู้มีบุญจึงดำรงอยู่ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา
แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น
หลังจากการมาถึงของสัมภาระหนักอึ้ง!
ด้วยการประคับประคองของโช้ค เพลา แหนบ
อันมีหัวใจคนขับเป็นประมุข
ชั่วประเดี๋ยวเดียว แล้วฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย
ทั้งเนื้อ ทั้งเหล็ก ผืนดิน เป็นหลุมโอบอุ้มดูดร่างลงตรงนั้นต่อหน้าต่อตา ต่อหน้าต่อตาให้เล่าขานสืบกันมา
บนทางธุลีกันดารถูกบังคับให้ใช้เกวียน
เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น เราเห็น ทุกคนเห็นเป็นพยาน
มีร่องรอยของล้อรถ ผ่านมาทางนี้ จากตรงนี้ ไปทางนั้น
ไปข้างหน้า

(แด่ คนขับรถ ชื่อ อำพล ตั้งนพกุล)

บทกวีในงานคืนความบริสุทธิ์แก่อากง 26 สิงหา 2012

ที่มา ประชาไท



 ไม้หนึ่ง ก กุนที
อานนท์ นำภา เป่าขลุ่ย




อิสระภาพหลังคราบเลือดคราบน้ำตา
ใครต้องการ ต้อนรับ รอมาถึง
เรือนร่างของคนรักเคยคอยคนึง
กลายเป็นสิ่งที่มิพึงปรารถนา !

อิสระภาพไม่มาพร้อมลมหายใจ
ความยุติธรร  ทำไม?  ช่างเชื่องช้า
เอ้อระเหย...วัน เดือน ปี นาฬิกา
เกินสังขารแก่ชราจะรอคอย

ประเทศนี้ ทั้งแนวดิ่ง,แนวระนาบ
เสรีภาพหรี่เสมือนแสงหิ่งห้อย
ประชาธิปไตย เป็นเงาจันทร์ สะท้อนลอย
กลางสระน้ำบึงน้อย  มิอาจนับ

ความรักของประชาชนเป็นเช่นไร..?
ทุกจังหวะแห่งหัวใจ  เต้นขยับ
ต้องตรวจสอบ ตีกรอบ กดกระชับ
จะถูกจับ !..ถ้าไม่รักใครบางคน

นกพิราบ ร้อยสิบสองชีวิตนี้
เกิดมาพร้อมเสรีตั้งแต่ต้น
1คู่ปีก 1ดวงใจ ไม่จำนน
จะต่อสู้ไปจนกว่าคืนเสรี
จะต่อสู้ไปจนกว่าคืนเสรี

คืนความยุติธรรมให้กับคนตาย
คืนอิสระภาพให้กับคนเป็น
ปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง
คืนพิราบบริสุทธิ์กลับสู่สังคมไทย


ไม้หนึ่ง ก.กุนที
กวีราษฎร
วัดลาดพร้าว

หมายเหตุ: คลิปวีดีโอจาก PITV

ปิยบุตร แสงกนกกุล: คำไว้อาลัย 'อากง'

ที่มา ประชาไท

 

หมายเหตุ : คำ ไว้อาลัยของ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวภายในงานศพของนายอำพล หรือ “อากง” คืนวันที่ 25 ส.ค. ที่วัดลาดพร้าว


โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับอากงและครอบครัว ไม่ใช่ปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิในการได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่า ศาลพิพากษาเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิของผู้ถูกจับกุมคุมขังเท่านั้น และไม่ใช่ปัญหาเรื่องมาตรฐานและคุณภาพชีวิตในเรือนจำเท่านั้น หากพูดว่ากรณีอากงมาจากปัญหาเหล่านี้ และพูดเพียงแค่นี้ จบเพียงเท่านี้ แล้วไม่พูดต่อก็เป็นการจงใจละเลยต้นตอของปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งนั่นคือ มาตรา 112 แล้วผลักภาระไปให้คนในกระบวนการยุติธรรมที่อาจจะมีข้อผิดพลาดบกพร่องได้
โศกนาฏกรรมอากงและครอบครัวแสดงให้เห็นถึงอัปลักษณ์ของมาตรา 112 ในทุกมิติ
ในแง่ตัวบทกฎหมาย มาตรา 112 มีอัตราโทษที่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับการกระทำความผิด ไม่มีเหตุยกเว้นความผิด ไม่มีเหตุยกเว้นโทษ
ในแง่การบังคับใช้มาตรา 112 การบังคับใช้มาตรา 112 ไม่อนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว การดำเนินพิจารณาคดีต่อผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตาม มาตรา 112 นั้นให้ดำเนินการโดยลับ
ในแง่อุดมการณ์เบื้องหลังมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เท่ากับสถาบันกษัตริย์และเท่ากับความมั่นคงของราชอาณาจักร
บุคคลที่เป็นเหยื่อของมาตรา 112 จะถูกประทับตรา แปะฉลากให้เสมือนสิ่งซึ่งไม่ใช่มนุษย์ เมื่อไม่ใช่มนุษย์ กฎหมายและสิทธิต่างๆ ที่มนุษย์พึงมีพึงได้หรือเป็นเจ้าของ ก็ไม่ให้นำมาใช้กับบุคคลที่เป็นเหยื่อของมาตรา 112 บุคคลอื่น สาธารณชน หรืออำนาจรัฐ จะปฏิบัติต่อเหยื่อ 112 อย่างไรก็ได้ จะประนาม จะต่อต้าน จะข่มขู่คุกคาม จะจับกุมคุมขัง จะทำร้าย หรือถึงกระทั่งจะเอาชีวิตก็ย่อมได้ เพราะมาตรา 112 ไม่ได้เป็นเพียงมาตรา 112 มาตรา 112 ไม่ได้เป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่มาตรา 112 เป็นเครื่องมีอที่กำเนิดขึ้นมาเพื่อค้ำจุนอุดมการณ์แบบกษัตริย์นิยม
เมื่อโศกนาฏกรรมอากงและครอบครัวเปิดเผยให้เห็นถึงอัปลักษณะของมาตรา 112 แล้ว อัปลักษณะของมาตรา 112 ก็แสดงให้เห็นต่อไปถึงปัญหารากฐานของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน นั่นคือ สถาบันกษัตริย์และอุดมการณ์กษัตริย์นิยม หากตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ไม่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ หากตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์เป็นเหมือนประเทศในยุโรป หรือในญี่ปุ่น กฎหมายแบบมาตรา 112 ก็จะไม่เป็นแบบนี้ การใช้มาตรา 112 ก็จะไม่เป็นแบบนี้ เหยื่อจากมาตรา 112 ก็จะไม่เกิดขึ้นแบบทุกวันนี้ และโศกนาฏกรรมของอากงและครอบครัวก็คงไม่เกิดขึ้น
วันนี้อากงจากไปแล้ว และอีกไม่กี่ชั่วโมงร่างกายของอากงก็จะสูญสลายไป หากว่ากันตามกฎธรรมชาติย่อมมีการเกิดและการตาย หากการตายนั้นมาตามธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนก็คงทำใจได้ว่ามันเป็นไปตามกฎอนิจจัง แต่หากการตายในบางครั้งกับถูกยืดระยะเวลาออกไป และการตายในบางครั้งกลับถูกเร่งให้ตายก่อนเวลาอันควร
แม้อากงจากไปแล้ว ร่างกายอากงจะไม่หลงเหลืออะไรอีกนอกจากเถ้าถ่าน แต่มาตรา 112 ยังคงอยู่ อัปลักษณะของมาตรา 112 ยังคงอยู่ คำพิพากษาคดีของอากงก็ยังดำรงอยู่ต่อไปเสมือนเป็นอนุสรณ์ ส่วนจะเป็นอนุสรณ์แห่งความดีงาม หรืออนุสรณ์แห่งความเลวร้าย วิญญูชนทุกท่านในที่นี้ย่อมพิจารณากันได้เอง


ประวิตร โรจนพฤกษ์: คำไว้อาลัยอากง SMS ที่ผมไม่เคยรู้จัก

ที่มา ประชาไท

 

วันนี้ผมมาพูดไว้อาลัยในฐานะคนๆ หนึ่งที่ไม่เคยรู้จักหรือพบปะอากงเลย
คนเราไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเป็นการส่วนตัวเพื่อที่จะรู้สึกเจ็บปวดกับครอบครัวผู้อื่นที่เดือดร้อนและเป็นทุกข์
อากงไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็นเหยื่อของสังคมที่เห็นดีเห็นงามกับกฎหมายอันไม่ชอบธรรมที่ปิดหูปิดตา ปิดปากประชาชนและกักขังจองจำผู้ที่แสดงความเห็นต่างด้านลบเกี่ยวกับสถาบัน กษัตริย์ อย่างไม่พอเพียง ถ้าวันนี้เราไม่ต่อต้าน กฎหมาย ม.112 อากงอาจมิใช่ศพสุดท้ายและครอบครัวอื่นก็อาจต้องหลั่งน้ำตาเหมือนครอบครัว ญาติมิตรของอากง ณ ค่ำคืนนี้
เมื่อประมาณสองเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ท่านหนึ่งในวงทานอาหารกับทูตต่างชาติ
ส.ส. กทม. ท่านนี้บอกผมกับผู้ร่วมวงอาหารเป็นภาษาอังกฤษว่า ว่าด้วย ม.112 นั้น หากใครมิได้แสดงความเห็นด้านลบเกี่ยวกับสถาบันฯ ต่อสาธารณะ ก็ไม่เดือดร้อน ได้ยินเช่นนั้นผมก็รู้สึกทนไม่ได้ แล้วโต้กลับไปว่า อย่างกรณีอากง แกต้องมาติดคุกจนตายเพียงเพราะถูกตัดสินว่าส่ง SMS หยาบๆ 3-4 ครั้งให้คนๆ เดียว อันได้แก่เลขาส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นั่นถือว่าเป็นการแสดงออกต่อสาธารณะหรือ?
ถ้าเลขาส่วนตัวนายอภิสิทธิ์จะมีเมตตาเพียงสักเล็กน้อย ก็คงไม่เอาเรื่องนี้ไปแจ้งความ เพราะข้อความไม่ได้ไปขึ้นบนจอช่อง 3 ให้คนอ่านดูกันทั้งประเทศ หากขึ้นจอมือถือเล็กๆ ของตัวแกเท่านั้นเอง (นี่ยังไม่นับรวมข้อถกเถียงที่ว่าตกลงอากงเป็นคนส่ง SMS เหล่านั้นจริงหรือไม่ หรือคำตัดสินของศาลยืนบนพื้นฐานการตรวจสอบว่าอากงกระทำผิดจริงจนปราศจากข้อ สงสัยใดๆ จริงหรือไม่)
การมาพูดวันนี้ ผมทราบดีว่ามีคนกล่าวหาผมและท่านอื่นที่ได้รับเชิญให้มาพูดในที่นี้ มา ‘หากินกับศพกับความตาย’ ของอากง หากคำเหล่านี้ออกมาจากปากผู้ที่เป็นห่วงเป็นใยอากงจริง ผมคงรับพอฟังได้ แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของบรรดาคนรักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอ เพียงที่สนับสนุน ม.112 และหลายคนก็ยังได้เคยแสดงความสะใจกับการติดคุกและการตายของอากง วันนี้พวกเขายังเสแสร้งทำเป็นห่วงผู้ที่เสียชีวิตจากกฎหมายเผด็จการที่พวก เขาสนับสนุนปกป้องอย่างแข็งขัน
ผมไม่จำเป็นที่จะต้องรู้จักอากงเป็นการส่วนตัว เพื่อที่จะรับรู้ได้ถึงความเศร้าโศกของคนตระกูลตั้งนพกุล วันใดที่ผู้คนรู้สึกเศร้าและเจ็บปวดได้กับเฉพาะคนที่เรารู้จักหรือสนิทสนม วันนั้นสังคมคงสิ้นหวัง
ผมอยากถามในที่นี้ว่าความเมตตาในหมู่ผู้ที่อ้างว่าเทิดทูนบุรุษอัน ประเสริฐแต่ตรวจสอบและวิพากษ์ไม่ได้ มีหรือไม่กับคนที่เห็นต่างทางการเมือง?
แต่ผมคงไม่ได้คำตอบ ณ ที่นี้ในคืนนี้ เพราะพวกเขาคงมิได้สนใจกับการเสียชีวิตของชายแก่ๆ ผู้หนึ่งที่เราเรียกว่า อากง ภายใต้ ‘กฎหมาย’ ที่พวกเขาสนับสนุนปกป้อง
ขอให้อากงที่ผมไม่เคยรู้จักไปสู่สุคติ และขอให้อาม่า (ป้าอุ๊) และลูกหลานพบกับความสงบในชีวิตตามเท่าที่พอจะได้ในสังคมที่เสมือนคุกยักษ์ ทางความคิดของประชาชนผู้เห็นต่างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์



ป.ล. คำไว้อาลัยเขียนขึ้นเพื่อพูดในงานฌาปนกิจศพอากง ณ วัดลาดพร้าว วันที่ 25 สิงหาคม 2555 ในฐานะแขกรับเชิญ

'สตีฟ จ็อบส์' ฉบับธรรมกาย กับปัญหาธรรมวินัยและการประยุกต์พุทธธรรม

ที่มา ประชาไท

 

“...หลังจากที่คุณสตีฟ จ็อบส์เสียชีวิตแล้ว เขามีความรู้สึกเหมือนวูบไปแล้วก็ตื่นขึ้นบนเตียงซึ่งตั้งอยู่กลางวิมานอัน เป็นที่อยู่อาศัยของเขา...เขารู้สึกตื่นตาตื่นใจ ประหลาดใจกับทุกสิ่งรอบๆ ตัว...อาการเจ็บปวดจากโรคมะเร็งของเขาหายไป เขาดูหนุ่มขึ้น หล่อขึ้น เหมือนมีอายุประมาณ 35 ปี...เตียงที่ใช้นอนเรียบหรูดูดีมีสไตล์ แถมยังลอยได้อีกด้วย...”
นี่คือข้อความบางส่วนที่ปรากฏในสารคดีชื่อ “Where is Steve Jobs”  เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ DMC ของวัดพระธรรมกาย โดยพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายบรรยายฉากชีวิตหลังความตายของสตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ ใจความสำคัญอีกคือ “สตีฟ จ็อบส์ ในขณะที่จะตายนั้น จิตใจมีแต่ความเป็นห่วงบริษัทแอปเปิลในอนาคต จึงทำให้ไปจุติเป็นภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์มีผิวดำและเขี้ยวเป็นยักษ์ แต่ด้วยผลบุญที่ได้คิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก จึงทำให้เขาได้พบมิตรที่ดีบนสวรรค์ และสตีฟ จ็อบส์ จึงตั้งใจบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงธรรมกายต่อไป…” ซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างกว้างขวาง ผมเองมีความเห็นบางประการต่อไปนี้
ก.ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับประเด็นพระธรรมวินัย
1.ประเด็น ปัญหานี้ เป็นประเด็น “ข้อเท็จจริง” และ “หลักการ” ไม่ใช่ประเด็นของ “การตีความ” คำสอนของพุทธศาสนา ข้อเท็จจริงคือปรากฏหลักฐานว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายบอกว่าตนเองรู้เรื่องราวชีวิตหลังความตายของสตีฟ จ็อบส์ ข้อเท็จจริงนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักการ คือวินัยสงฆ์ที่บัญญัติเกี่ยวกับ “อาบัติปาราชิก” ข้อที่ 4 ไว้ว่า “ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน ต้องอาบัติปาราชิก” ขาดจากความเป็นพระ หากอวดอุตตริมนุสสธรรมที่มีอยู่จริงก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ จากหลักวินัยบัญญัตินี้ ถ้าการเล่าเรื่องชีวิตหลังความตายของสตีฟ จ็อบส์เป็นเท็จ ก็ต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระ ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์
การกระทำผิดวินัยสงฆ์นี้เป็น “ความผิดสำเร็จ” เมื่อพูดออกไป ส่วนกระบวนการสอบสวนเอาผิดโดยคณะสงฆ์เป็นเป็นกรรมวิธีดำเนินการเพื่อสรุป พยานหลักฐานและตัดสินให้ผู้กระทำรับผิดตามที่วินัยบัญญัติไว้ ฉะนั้น แม้คณะสงฆ์จะไม่รู้ หรือละเว้นการดำเนินการ ผู้กระทำย่อมต้องอาบัติไปแล้วตั้งแต่ที่ได้กระทำความผิดสำเร็จ
“อุตตริมนุสสธรรม” คือความสามารถพิเศษที่เหนือวิสัยของคนธรรมดาทั่วไป เช่นมีญาณวิเศษหยั่งรู้ภพชาติต่างๆ ได้ กรณีเจ้าอาวาสวัดพรธรรมกายรู้เรื่องชีวิตหลังความตายของสตีฟ จ็อบส์ หากเป็นจริงก็ต้องเป็นเรื่องที่รู้ด้วยญาณวิเศษเท่านั้น ไม่ใช่รู้ด้วยวิธีการอย่างสามัญมนุษย์ที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นวิทยา ศาสตร์ (หรืออย่างเป็นสาธารณะ เหมือนการพิสูจน์น้ำเดือดที่ระดับอุณหภูมิ 100 องศาฯ เป็นต้น) แต่ไม่ว่าท่านจะมีญาณวิเศษจริงหรือไม่ก็ผิดวินัยสงฆ์อยู่ดี ถือถ้าไม่มีจริงก็ต้องอาบัติปาราชิก ถ้ามีจริงก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ปัญหาคือ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายทำนายชีวิตหลังความตายของบุคคลต่างๆ ออกทีวีมาอย่างยาวนาน ซึ่งถ้าท่านรู้ด้วยญาณวิเศษจริงๆ การอวดอุตตริเช่นนั้นก็เป็นการกระทำผิดซ้ำๆ คือ “ต้องอาบัติปาจิตตีย์เป็นอาจิณ” แต่ตามหลักพุทธศาสนานั้นการละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณไม่ใช่คุณสมบัติของ พระอริยบุคคลซึ่งต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานขั้นต่ำสุดคือ “มีศีลสมบูรณ์” คือไม่ต้องอาบัติ หรือไม่ทำผิดวินัยข้อใดๆ เลย
2. บางคนบอกว่าต้องมีเสรีภาพให้ตีความวินัยสงฆ์เป็นอย่างอื่นได้ แต่ถ้าทำได้เช่นนั้นปัญหาที่ตามมาคือ พระดื่มเหล้า พระมีเมีย ฯลฯ ก็สามารถอ้างเสรีภาพที่จะดีความได้ว่าไม่ผิดวินัยสงฆ์ หรือในทางโลกอาจารย์ที่เรียกร้อง “เซ็กส์แลกเกรด” กับนักศึกษาก็อ้างได้ว่าไม่ผิดจรรยาบรรณเพราะเป็นเสรีภาพ
วัดพระธรรมกายนั้นเป็นพุทธนิกายเถรวาทจึงต้องอยู่ภายใต้พระธรรมวินัยของ เถรวาท แน่นอนว่า พุทธศาสนาก็มีหลายนิกาย ในญี่ปุ่นบางนิกายพระมีเมียได้ แต่เขาก็มีกฎของเขาต่างหากที่แต่ละนิกายต่างก็ไม่ก้าวก่ายกัน แต่หลักๆ คือนิกายเดียวกันต้องปฏิบัติวินัยสงฆ์แบบเดียวกันที่เรียกว่า “สีลสามัญญตา” แปลว่าเสมอกันโดยศีล เทียบกับทางโลกก็คือมีความเสมอภาคทางกฎหมายนั่นเอง
3. ถามว่าพุทธศาสนาไม่ให้เสรีภาพในการตีความพระธรรมวินัยที่แตกต่างกันเลยหรือ ตอบว่าพุทธศาสนาให้เสรีภาพเช่นนี้มาเป็นพันๆ ปี จนมีการแยกเป็นนิกายต่างๆ เป็นร้อยๆ นิกาย แต่หลายนิกายก็สูญหายไปยังเหลือแต่นิกายใหญ่ๆ เสรีภาพในการตีความต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้นเห็นได้จาก “เสรีภาพในการแยกนิกาย” เช่นนิกาย ก.เห็นว่าพระเสพเมถุน (มีเพศสัมพันธ์) ผิด เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งในนิกายนั้นเสนอว่าพระมีเมียได้ไม่ผิดทำให้เกิดความขัด แย้งกันขึ้น จึงออกไปตั้งนิกายใหม่คือ นิกาย ข. แล้วต่างนิกายก็ต่างอยู่ เหมือนสันติอโศกเมื่อไม่ยอมรับกฎของเถรวาทแบบที่คณะสงฆ์ไทยยึดถือ เขาก็ออกไปตั้งกลุ่มของเขาเองและสอนตามแนวทางของเขาไป เขาก็อยู่ของเขาได้ตราบที่ยังมีผู้ศรัทธาในแนวทางของเขา
ฉะนั้น หากมองจากเสรีภาพในการแยกนิกายที่ยึดการตีความคำสอนต่างกันเป็นกรอบการ ปฏิบัติของนิกายตนเอง พุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดแย้งหลักเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือการตีความคำเสนอทางศาสนา เพียงแต่สมาชิกในแต่ละนิกายไม่สามารถอ้างเสรีภาพที่จะทำผิดกฎของนิกายตนเอง ได้เท่านั้น ซึ่งนี่เป็นหลักการทั่วไปของทุกสถาบัน หรือทุกองค์กรทางสังคม
4. การปกป้องไม่ให้ดำเนินการไต่สวนทางวินัยสงฆ์กับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ด้วยข้ออ้างที่ว่า มีพระรูปอื่นๆ แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จำนวนมาก ทำไมไม่ดำเนินการนั้น ย่อมไม่ต่างอะไรกับการพบว่านายแดงกำลังทำการหลอกลวงต้มตุ๋นประชาชนแต่ไม่ควร ดำเนินการใดๆ กับเขาจนกว่าจะไปดำเนินการกับนักต้มตุ๋นคนอื่นๆ ให้ได้ทั้งหมดก่อน ข้ออ้างเช่นนี้จึงไม่สมเหตุสมผล แน่นอนว่าพระรูปอื่นๆ ที่ทำอะไรโจ่งแจ้งในทางอวดอุตตริก็ต้องถูกดำเนินการในมาตรฐานเดียวกัน แต่การที่ยังไม่ได้ดำเนินการ หรือเคยมีการละเลยที่จะดำเนินการ ย่อมไม่ใช่เหตุผลที่จะสรุปได้ว่าไม่ควรเรียกร้องให้ไต่สวนเอาผิดกับเจ้า อาวาสวัดพระธรรมกายที่ละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ
5. ยิ่งกว่านั้นการออกมาปกป้องว่ามหาเถรสมาคมไม่ควรใช้อำนาจรังแกธรรมกาย ยิ่งเป็นการปกป้องที่ผิดจากข้อเท็จจริง เพราะความสัมพันธ์ของมหาเถรสมาคมกับวัดพระธรรมกายมีลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อ กันมากกว่าที่จะมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเหมือนในกรณีพระเกษม หรือสันติอโศก
ข. ประเด็นการประยุกต์พุทธธรรมจากพระไตรปิฎก
แน่นอนว่า วัดพระธรรมกายย่อมจะอ้างพระไตรปิฎกมาสนับสนุนการกระทำของตนเอง (เช่นอ้างว่ามีข้อมูลในพระไตรปิฎกว่าพระอรหันต์บางรูปก็มีญาณวิเศษรู้ชีวิต หลังความตาย เป็นต้น) แต่ผมมีข้อสังเกตว่า ปัญหาจารีตการอ่านพระไตรปิฎก (หรือการศึกษาพุทธศาสนา) ของเถรวาทในบ้านเราคือ การมีสมมติฐานว่า “ข้อความทั้งหมดในพระไตรปิฎกคือเรื่องจริง” หรือเป็นข้อเท็จจริง ฉะนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับเทวดา สวรรค์ นรก ปาฏิหาริย์ต่างๆ คือเรื่องจริง
แต่สังเกตไหมครับ เวลาที่พวกเราชาวพุทธไปอ่านนิทานอีสปเราเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงไหมว่า ช้างพูดได้ ลิงพูดได้ เราอ่านเพื่อหาสาระว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...” เหมือนเราอ่านคัมภีร์ภควัตคีตาของฮินดู เราไม่สนใจหรอกว่าตัวละครและเหตุการณ์ในเรื่อง เช่น พระกฤษณะ ร่ายโศลกปลุกใจอรชุนให้ทำหน้าที่กษัตริย์สู้รบนั้น มันเป็นข้อเท็จจริงไหมว่าเทพอวตารกับคนกำลังสนทนากัน แต่เราสนใจเพียงว่าแก่นสาระหรือปรัชญาของโศลกนั้นคืออะไร เหมือนที่อ่านบทสนทนาหรือข้อโต้แย้งต่างๆ ของโสเครตีสที่แต่งโดยเพลโต เราไม่ไปตั้งคำถามว่าตัวละครนั้นๆ ที่โต้เถียงกับโสเครตีสมีจริงหรือไม่ เราสนใจ “เนื้อหา” ที่เขาสนทนาโต้เถียงกันเป็นหลัก
คนที่อ่านพระไตรปิฎกโดยเชื่อว่าทุกข้อความในพระไตรปิฎกคือเรื่องจริง ก็เหมือนคนที่อ่านนิทานอีสปโดยคิดว่าเรื่องราวในนิทานคือเรื่องจริงทั้งหมด ก็ต้องถูกมองว่างมงายได้ เพราะเรื่องราวในพระไตรปิฎกมีหลายเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ เช่น สวรรค์ นรก พรหมโลก กระทั่งราหูอมจันทร์
ในขณะเดียวกันคนที่วิจารณ์ว่า “ตัวพระไตรปิฎกเองงมงาย” ก็อาจกำลัง “มองอย่างงมงาย” อยู่ก็ได้ เพราะคุณกำลังจะมองว่าพระไตรปิฎกคือตำราวิชาการ เหมือนดำราทางรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ที่ผ่านกรรมวิธีทางวิชาการแล้ว ฉะนั้น เมื่อเอาเรื่องราวที่บันทึกในพระไตรปิฎกมาเทียบกับเรื่องราวในตำราสมัยใหม่ คุณก็จะพบว่าในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวจำนวนมากที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ แล้วสรุปว่างมงาย
แต่จริงๆ แล้วพระไตรปิฎกไม่ใช่ “ตำราทางวิชาการ” มันคือหนังสือประเภทหนึ่ง หนังสือนั้นมีหลายประเภท เช่น ตำราวิชาการ วรรณกรรม วรรณคดี ฯลฯ หนังสือแต่ละประเภทมีประโยชน์ต่างกัน มีวิธีอ่านหรือวิธีหาประโยชน์จากหนังสือนั้นๆ แตกต่างกันไป
พระไตรปิฎกอาจอนุโลมเข้าในประเภทของวรรณกรรมหรือวรรณคดี ในความหมายว่าเป็นหนังสือที่ต้องอ่านเอาเนื้อหา คือ “อ่านเอาเนื้อหาธรรมะ” เป็นด้านหลัก เหมือนอ่านภวัตคีตา อ่านบทสนทนาต่างๆของโสเครตีส หรืออ่านนิทานอีสป เป็นต้น เพื่อเอาเนื้อหาสาระ
ทีนี้เนื้อหาในพระไตรปิฎกมีสองส่วนหลักๆ คือ (1) ส่วนที่เกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ซึ่งบางเรื่องเป็นข้อเท็จจริง บางเรื่องเป็น “เรื่องเล่า” ที่สอดคล้องกับบริบทความเชื่อทางศาสนาในวัฒนธรรมชมพูทวีปที่มีมาก่อนสมัยของ พุทธะและร่วมสมัย เช่นชาดกต่างๆ สวรรค์ นรก ฯลฯ (2) ส่วนที่เป็นคำสอนหรือ “ธรรมะ” แยกเป็นสองประเภทหลัก คือ
ก.สัจธรรม คือคำสอนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในธรรมชาติ เช่น ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจสี่ (ข้อเท็จจริงในธรรมชาติเหล่านี้ตรวจสอบได้ เช่นไตรลักษณ์บอกว่าสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นทุกข์หรือมีภาวะขัดแย้งในตัวเอง เป็นอนัตตาหรือไร้ตัวตนที่เป็นอมตะ เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ หรือเนื้อหาของการเกิดทุกข์ทางใจตามหลักอริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาทก็คล้ายๆ กับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ หรือ คาร์ล กุลสตาฟ จุง เป็นต้น ฉะนั้น เวลานักคิดด้านพุทธศาสนา เช่น ท่านพุทธทาสบอกว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ ท่านหมายถึงคำสอน “เฉพาะ” ส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในธรรมชาติที่พิสูจน์ได้ตามหลักการทางวิทยา ศาสตร์เท่านั้น)
ข.จริยธรรม (หรือศีลธรรม) คือคำสอนส่วนที่เป็นหลักปฏิบัติเพื่อพัฒนาชีวิตตนเองและหลักการอยู่ร่วมกับ คนอื่นๆ หรือสังคม ที่สรุปเป็น 3 ส่วนคือ ศีล เป็นหลักการปฏิบัติที่ไม่ละเมิดสิทธิต่างๆ ของบุคคลอื่น สมาธิ เป็นหลักการฝึกสติของตนเอง และ ปัญญา คือหลักพัฒนาปัญญาให้เข้าใจสัจธรรมในธรรมชาติ (ตามข้อ ก.) หรือพูดกว้างๆ ว่าเข้าใจความจริงของโลกและชีวิต เพื่อให้อยู่กับความจริงนั้นได้โดยไม่ก่อทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น หรือในทางบวกก็คือสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ตนเอง คนอื่น และสังคม
จุดประสงค์หลักของการอ่านพระไตรปิฎกเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาของ “ธรรมะ” ใน ก.และ ข. ฝ่ายมหายานเขาจะอ่านพระไตรปิฎกกันแบบนี้ ฉะนั้น เราจะเห็นในคำบรรยาย และข้อเขียนของทะไลลามะ ติช นัท ฮันห์ ไดซากุ อิเคดะ และนักคิดฝ่ายมหายานจำนวนมากที่เขานำเนื้อหาพระไตรปิฎก ก.และ ข. ไป apply (ประยุกต์) กับแนวคิดต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านฟิสิกส์ จิตวิทยา รวมทั้งเรื่องปรัชญาจริยศาสตร์ เสรีภาพ ความเสมอภาค ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน จริยศาสตร์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ (นอกจากนี้มหายานอ่านพระไตรปิฎกแล้วมาแต่งพุทธประวัติขึ้นใหม่มีหลาย เวอร์ชัน แหละหลายคนแต่ง ติช นัท ฮันห์ ก็แต่งเองอีกสำนวนหนึ่งที่แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “คือเมฆสีขาวทางก้าวเก่าแก่” หรือที่ฝรั่งคนหนึ่งเขียนเรื่อง “ประทีปแห่งเอเชีย” ก็เป็นการแต่งเรื่องพุทธประวัติด้วยสำนวนและมุมมองของเขาเอง ประเด็นคือเขาต้องการสะท้อน “ธรรมะ” ไม่ใช่ยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล เหตุการณ์ ฯลฯ เป็นด้านหลัก)
ที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้เลยคือ มหายานเป็นพุทธศาสนาฝ่ายก้าวหน้าหรือเสรีนิยม การ apply ธรรมะ ก.และ ข. กับแนวคิดหรือองค์ความรู้ร่วมสมัยของพวกเขาจึงเป็นวัฒนธรรม หรือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครมาคัดค้านว่าไม่ควร apply ว่าพุทธเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นวิทยาศาสตร์ ฯลฯ  รวมทั้งมีการ apply  กับเรื่องบทกวี วรรณกรรม ศิลปะต่างๆ ดังพุทธนิกาบเซนในญี่ปุ่นเป็นต้น (ที่จริงพุทธศาสนาสมัยพุทธกาลที่พูดเรื่องกรรม สวรรค์ นรก ก็คือการ  apply คำสอนกับความเชื่อร่วมสมัยนั่นแหละ ไม่มีพุทธเพียวๆ หรือ “พุทธแท้” ที่ไม่มีอะไรเจือปนอยู่จริงหรอก เรื่อง “ตรัสรู้” “นิพพาน” หรือความหลุดพ้น แทบทุกศาสนาของอินเดียก็สอนกัน เพียงแต่แก่นสาระต่างกัน แก่นสาระของพุทธคืออริยสัจจสี่เพราะถือว่าพุทธะตรัสรู้สิ่งนี้ แก่นสาระของศาสนาอื่นๆ ที่พูดเรื่องความหลุดพ้นก็มีรายละเอียดต่างๆ กันไป)
มีแต่เถรวาทแบบไทยๆ นี่แหละที่ไม่รู้จะเอายังไงแน่ มั่วสุดๆ การ apply พุทธศาสนากับบริบทของยุคสมัยแทนที่จะเอาธรรมะ ก.และ ข. มา apply กับการยกระดับคุณค่าชีวิตและความเป็นธรรมในสังคมอย่างสมสมัยดังที่มหายานเขา ทำกัน กลับไปเอา "“เรื่องเล่า” ส่วนที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลพิสูจน์ไม่ได้มา apply ดังกรณี “สตีฟ จ็อบส์ ฉบับธรรมกาย” การแขวนเปลือกหอยแก้กรรมของแม่ชีทศพร และ ฯลฯ
ที่ตลกร้ายกว่านั้นกลับมีการยอมรับการ apply แบบธรรมกาย แม่ชีทศพรและ ฯลฯ ได้ แต่ปฏิเสธการ  apply แก่นสาระของธรรมะ ก.และ ข. แบบที่พุทธก้าวหน้าเขาทำกัน ดังที่วิจารณ์กันว่าการตีความพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตย เป็นวิทยาศาสตร์นั้นเป็นการสร้างพุทธแท้ขึ้นมา ทำให้มีพุทธแท้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นประชาธิปไตยที่แตะต้องไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงคือการ apply หลักการบางประการตาม ก. และ ข.ว่าเข้ากันได้หรือสนับสนุนกันกับหลักวิทยาศาสตร์หรือประชาธิปไตยนั้นคือ การนำหลักการพุทธศาสนาขึ้นมาสู่ “เวทีของเหตุผล” ที่โต้แย้ง ถกเถียง  แลกเปลี่ยนกันได้อย่างคนเสมอกัน ดังท่านพุทธทาสจะตีความว่าพุทธศาสนาเป็นธรรมิกประชาธิปไตย เป็นธรรมิกสังคมนิยมเป็นต้น ก็เป็นการตีความจากการใช้เหตุผลของท่าน และท่านก็เปิดให้ทุกคนใช้เหตุผลโต้แย้งได้อย่างคนที่เท่าเทียมกัน
แต่การอ้าง “ญาณวิเศษ” แบบเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (เป็นต้น) ต่างหากที่อยู่พ้นขอบเขตของการใช้เหตุผล เป็นการยกสถานะของตนเองให้เหนือคนธรรมดาทั่วๆ ไป จึงไม่แปลกที่ท่านไม่เคยลงมาแลกเปลี่ยนถกเถียงกับเพื่อนมนุษย์ที่วิพากษ์ วิจารณ์ท่านอย่าง “คนเหมือนกัน” ความไม่มีเหตุผลเช่นนี้ต่างหากที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตย!

1 ปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ “สอบตก” แก้ปัญหาที่ดิน-โครงสร้างภาคเกษตร

ที่มา ประชาไท

 
ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินจวกข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาไม่คืบ แถมในพื้นที่ปัญหาขัดแย้งระอุ เกษตรกรย้ำ “รับจำนำข้าว-พักชำระหนี้-บัตรเครดิตเกษตรกร” ไม่ตรงเป้าการแก้ปัญหา นักวิชาการเผยตัวเลขความเหลื่อมล้ำ คน 10 % ครอบครองพื้นที่มีโฉนด 80 %

 
 
วันนี้ (27 ส.ค.55) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย นำโดย นางอำนวย สังข์ช่วย ชาวบ้านหาดสูง สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ซึ่งประสบปัญหาที่ดินทำกินทับ ซ้อนเขตป่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า แถลงข่าวครบรอบ 1 ปี การทำงานของรัฐบาลกับนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินและคนจน ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค.54 ที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติต่อสภาว่าจะปฏิรูปการจัดการที่ดิน โดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน รวมถึงจะผลักดันกฎหมายในการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และทะเล
 
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 1 ปีผ่านไป การบริหารงานของรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวกลับไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้เกษตรกรเกือบ 800,000 ครอบครัวยังอยู่ในภาวะไร้ที่ดินทำกิน เกษตรกรเกือบ 2 ล้านครองครัวอยู่ในภาวะมีที่ดินไม่เพียงพอ ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ถูกปล่อยท้องร้างถึง 48 ล้านไร่ ในขณะที่เกษตรกรกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ประสบปัญหาหนี้สิน และที่ดินของเกษตรกรกว่า 38 ล้านไร่ อยู่ในสภาพหนี้ NPL และกำลังจะถูกขายทอดตลาด ประกอบกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและต้นทุนการผลิตสูงในปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศกว่า 4 ล้านครอบครัว อยู่ในภาวะไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้
 
ผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร การแทรกแซงราคายางพารา โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง และโครงการรับจำนำข้าว กำลังตกเป็นข่าวและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้กับคนเพียงบางกลุ่ม ในขณะที่เกษตรกรอาจจะได้รับผลประโยชน์ในระยะสั้น ซึ่งไม่สามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรได้จริงสมกับเม็ดเงินที่ รัฐบาลกำลังทุ่มลงไป ขณะที่ข้อเสนอของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยให้รัฐบาลปฏิรูปโครง สร้างที่ดินและโครงสร้างภาคเกษตร ด้วยแนวทางโฉนดชุมชน การใช้กลไกภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และการแก้ไขปัญหาเกษตรกรไร้ที่ดินด้วยแนวทางธนาคารที่ดิน กลับไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลแต่อย่างใด
 
“สะท้อนให้เห็นว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายสร้างความนิยม ซึ่งให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรเพียงในระยะสั้น แต่ละเลยการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตร การลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน และการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นางอำนวย กล่าว
 
สำหรับข้อเสนอของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย นางอำนวยกล่าวว่า รัฐบาลควรปรับปรุงนโยบาย และการดำเนินงานของรัฐบาลในปีที่ 2 ด้วยการตระหนักในความเดือดร้อนของเกษตรกร และดำเนินนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ตามนโยบายที่ได้เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน เพื่อยืนยันและเป็นหลักประกันกับเกษตรกรทั่วประเทศว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดนี้มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทางโครงสร้าง ที่ถูกสั่งสมมาอย่างยาวนาน ให้สมกับคำแถลงนโยบายอันเป็นความหวังของเกษตรกร
 
 
ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาวิชาการ “1 ปี รัฐบาลกับการแก้ไขปัญหาที่ดินและโครงสร้างภาคเกษตร คืบหน้าหรือถอยหลัง” จัดโดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน โดยมีนักวิชาการและตัวแทนชาวบ้านร่วมนำเสนอข้อมูลและประเมินการทำงานของ รัฐบาลในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีความเห็นให้รัฐบาลสอบตกในการแก้ปัญหา
 
น.ส.พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน กล่าวว่า รัฐบาลสอบตกในประเด็นการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน  เนื่องจากช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เขียนไว้อย่างสวยหรูในถ้อยแถลงต่อรัฐสภาเลยแม้ แต่ข้อเดียว โดยเฉพาะการปฏิรูปและการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นโครง สร้างสำคัญในการแก้ปัญหาปากท้อง รวมทั้งการแก้ปัญหาโครงสร้างภาคการเกษตรด้วย
 
 
ชาวบ้านร้องข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาไม่คืบ ขณะในพื้นที่สวนยางใต้ถูกปราบปรามหนัก
 
 
นางกันยา ปันกิติ กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนาวิชาการให้ข้อมูลว่าว่า จากปัญหาที่ดินกระจุกตัว ชาวบ้านไร้ที่ดินทำกินจึงมีการผลักดันนโยบายโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน และภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง และในรัฐบาลที่แล้วก็มีการดำเนินการไปแต่ยังไม่มาก เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้มีการนำไปแถลงเป็นนโยบายต่อสภา แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งในเรื่องการจัดทำโฉนดชุมชน หรือการแก้ปัญหาคดีโลกร้อน ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องประสบปัญหาถูกข่มขู่คุกคาม ทำลายทรัพย์สิน ดังตัวอย่างชาวบ้านเทือกเขาบรรทัดที่ถูกตัดฟันต้นยางเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ของปู่ย่า-ตายาย
 
นางกันยา กล่าวด้วยว่า งบประมาณ 50 ล้านบาท ที่รัฐบาลมอบให้กรมอุทยานฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเพื่อใช้ปราบปราบนายทุน เจ้าของรีสอร์ทที่บุกรุกป่า กลับถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามชาวบ้านเกษตรกรรายย่อย ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่สร้างปัญหาความขัดแย้งให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในวันนี้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาปกป้องที่ดินของตนเอง โดยต้องทำหลุมพรางเป็นกับดัก และจับมีดพร้าเข้าไปเฝ้าระวังในสวนยางเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่เข้ามาตัดฟัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียหากมีการเผชิญหน้ากัน
 
ส่วนการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน นางกันยา ให้ข้อมูลว่า วันนี้ชาวบ้านจากเทือกเขาบรรทัดส่วนหนึ่งได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อแม่ทัพ ภาค 4 เพื่อขอกำลังทหารเข้าคุ้มครองพื้นที่ชั่วคราว ระหว่างรอ มติ ครม.เพื่อแก้ปัญหาที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง เข้าไปตัดฟันต้นยางของชาวบ้านในพื้นที่
 
 
เกษตรกรชี้ “รับจำนำข้าว-พักชำระหนี้-บัตรเครดิตเกษตรกร” ไม่ตรงเป้าการแก้ปัญหา  
 
                                             
นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แต่กลับทำให้ปัญหาหนี้สินหนักขึ้น ชาวนาถูกยึดทรัพย์ขาดทอดตลาด ทุกวันนี้ปัญหาการสูญเสียที่ทำกินลุกลามมาถึงที่อยู่อาศัย ทำให้อาชีพเกษตรกรไม่ใช่อาชีพที่เป็นทางเลือกของลูกหลานอีกต่อไป
 
สำหรับนโยบายรับจำนำข้าว จากราคาประเมิน 15,000 บาท ปัจจุบันเกษตรกรได้รับ 13,000 บาท แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องเวลาที่จะได้รับเงิน และรายจ่ายที่สูงขึ้น ของแพง แม้ชาวนาจะรู้สึกดีที่ได้เงินก้อนใหญ่แต่สุดท้ายต้องถูกใช้จ่ายไปกับหนี้สิน และต้นทุนการผลิตอื่นๆ อื่นสูงขึ้นตามมา จึงเท่ากับว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ในส่วนการพักชำระหนี้ก็ให้เฉพาะกับลูกหนี้ชั้นดี ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรที่กำลังจะถูกยึดที่ดิน และกรณีบัตรเครดิตเกษตรกรนั้นเมื่อรูดเงินมาแล้วหากผลผลิตไม่ได้ตามเป้า ก็เท่ากับเกษตรกรต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นเท่านั้น
 
“เอาเงินก้อนใหญ่ใส่ในมือชาวนา ทำให้ต้องเลือกเพื่อจะได้เงิน แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด” นางกิมอังกล่าวถึงวิธการแก้ปัญหาของเกษตรกรที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำอยู่
 
นางกิมอัง กล่าวด้วยว่า กฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นกฎหมายที่เขียนไว้ดี แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล เกษตรกรต้องรวมตัวกันชุมนุมถึง 4 รอบ กว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ แต่เมื่อตั้งคณะกรรมการแล้วกลับไม่มีการประชุมเดินหน้าทำงานเพื่อแก้ปัญหา จนทำให้เกษตรกรต้องรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเตือน จึงจะได้เริ่มนัดประชุม
 
“รัฐบาลควรแก้ปัญหาที่ปัจจัยการผลิตก่อน อย่าเอาหนี้มาเพิ่มให้กับเราเรื่อยๆ” นางกิมอังกล่าว โดยให้ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาว่า ควรมีการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรเพื่อทำการเกษตร และทำให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตแล้วอยู่ได้อย่างยั่งยืน
 
 
เผยตัวเลขความเหลื่อมล้ำ คน 10 % ครอบครองที่ดิน 80 % ของพื้นที่มีโฉนด
 
 
ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนาถึง งานวิจัยการกระจุกตัวความมั่งคั่งในสังคมไทย นำเสนอข้อมูลการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดทั้งของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลใน ประเทศไทยว่า ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) หรือค่าจีนี เพื่อแสดงค่าความเหลื่อมล้ำการกระจายการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งจะมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 โดยหากตัวเลขเข้าใกล้ 0 หมายถึงสังคมมีความเหลื่อมล้ำที่ต่ำ แต่เข้าใกล้ 1 หมายถึงการมีความเหลื่อมล้ำในสังคมมาก พบว่าในปี 2555 ภาพรวมทั้งประเทศมีค่าจีนีสูงถึง 0.941 แสดงว่ามีการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินสูงมาก ขณะที่รายจังหวัดมีค่าจีนีอยู่ในช่วง 0.7 – 0.9 ขณะที่การกระจายรายได้จากการเก็บข้อมูลปี 2552 มีค่าจีนี 0.485 ซึ่งน้อยกว่า แต่ก็แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีการกระจุกตัวของความมั่งคั่งอยู่
 
ผศ.ดร.ดวงมณี ให้ข้อมูลต่อมาว่า ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยของการถือครองที่ดินอยู่ที่ 13.97 ไร่ โดยบุคคลที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในประเทศเป็นนิติบุคคล ถือครองที่ดินจำนวน 2,853,859 ไร่ และเมื่อแบ่งผู้ถือครองที่ดินทั้งประเทศออกเป็น 5 กลุ่ม พบว่ากลุ่มคนที่ถือครองพื้นที่น้อยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรก ถือครองที่ดินเฉลี่ย 0.086 ไร่ ขณะที่กลุ่มคนที่ถือครองพื้นที่มากที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ท้าย ถือครองที่ดินเฉลี่ย 6.3 แสนไร่ ซึ่งมีความต่างกันประมาณ 729 เท่า
 
อีกทั้งยังพบว่า ผู้ถือครองที่ดินทั้งแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีคน 10 เปอร์เซ็นต์ ครอบครองที่ดินเป็นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่มีโฉนด และคนที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่มีโฉนดที่เหลือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินเป็นอย่างมาก โดยตัวเลขดังกล่าวหากรวมผู้ที่ไม่มีที่ดินถือครองจะเห็นถึงความเหลื่อมล้ำ ที่มากขึ้นไปอีก
 
นักวิชาการด้านคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมามีการพูดถึงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และธนาคารที่ดิน แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่มาตรการทางภาษีจะช่วยเพิ่มต้นทุนในการถือครองที่ดิน เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน และช่วยให้มีการนำที่ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ส่วนธนาคารที่ดินจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงที่ดินได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินไม่สามารถแก่ไขได้โดยใช้มาตรการในมาตรการหนึ่งแต่เพียง อย่างเดียว
 
 
ชี้ 4 ประเด็นปัญหา ที่รัฐบาลนี้ (และที่ผ่านมา) แก้ไม่สำเร็จ
 
 
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า นโยบายการจัดการที่ดินถูกละเลยอย่างต่อเนื่องในแทบทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องเผชิญปัญหามายาวนาน โดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย พร้อมอธิบาย 4 ประเด็นปัญหานโยบายรัฐว่า ประกอบด้วย 1.ปัญหาพื้นฐานในการเข้าไม่ถึงสิทธิถือครองที่ดินโดยถูกกฎหมาย ยกตัวอย่าง ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ถึง 1.5 ล้านครอบครัว โดยไม่มีนโยบายแก้ปัญหาเรื่องนี้ที่ชัดเจน ส่วนนโยบายโฉนดชุมชน กองทุนธนาคารที่ดิน ซึ่งต้องมีความเกี่ยวเนื่องกันก็ยังไม่เดินหน้า ทำให้ไม่เห็นความชัดเจนในการปฏิรูปเพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงที่ดิน
 
ทั้งนี้ การปฏิรูปที่ดิน จาก สปก.ที่มีอยู่เดิมก็เป็นเพียงการนำที่ดินของรัฐซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมมาแจก ไม่ได้มุ่งปรับโครงสร้างการถือครองที่ดิน หรือทำให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง
 
2.ความไม่มั่นคงในการถือครองที่ดิน เนื่องจากไม่มีการกำหนดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อป้องกันการเก็งกำไร ทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดิน ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้  
 
3.ความไม่มั่นคงในชีวิตของภาคเกษตร ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมคือผู้ใช้แรงงานและการมีชีวิตอยู่ในภาคเกษตรเพียง อย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนอยู่ได้ ทิศทางในการพัฒนาเกษตรจึงเป็นสำคัญ ดังนั้นการแจกที่ดินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงได้ ต้องมีนโยบายอื่นๆ ประกอบ ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายในส่วนนี้ที่ชัดเจน
 
4.ความขัดแย้งเฉพาะหน้า ซึ่งมีทั้งกรณีที่เกิดความรุนแรง และกรณีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยข้อเสนอคือหากยังไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รัฐบาลควรชะลอการดำเนินการใดที่กระทบต่อชีวิต แล้วควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านพิสูจน์สิทธิการถือครองที่ดิน ส่วนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ควรใช้เงินกองทุนยุติธรรมเข้าให้ความช่วยเหลือในการประกันตัวและต่อสู้คดี ทั้งนี้
 
ในตอนท้าย รศ.สมชาย แสดงความเห็นว่า การดำเนินการบางส่วนของรัฐบาลอยู่ที่ความเข้มแข็งของแต่ละพื้นที่ และผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องคิดแก้ปัญหาให้ชาวบ้านอย่างสันติ นอกจากนี้ตัวเลขจากงานวิจัยการถือครองที่ดินน่าจะช่วยทำให้สังคมมองเห็นความ ไม่เป็นธรรมได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการให้เกิดขึ้นได้ อย่างจริงจัง
 
 
“คดีโลกร้อนกับคนจน” ชาวบ้านดันเต็มที่ แต่ผู้มีอำนาจไม่รับลูกต่อ
 
 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตน์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรณีชาวบ้านถูกกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ฟ้องร้องในคดีโลกร้อน จากตัวเลขเดิมที่มีอยู่คือ 34 ราย 19 คดี ซึ่งอาจมีผู้ต้องคดีได้ต่อไปอีกถึง 2,000 ราย สะท้อนปัญหาโครงสร้างป่าไม้ที่ดินไทยซึ่งอยู่บนความเชื่อผิดๆ ว่าคนที่อยู่กับป่าคือผู้กระทำผิด ทั้งที่ความจริงที่เกิดขึ้นมีกรณีของกฎหมายป่าไม้ที่บุกรุกขับไล่คนออกจาก พื้นที่ และกรณีของการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออกตามนโยบายของรัฐบาล แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้บุกเบิกที่รัฐเคยส่งเสริมต้องกลายมาเป็น ผู้บุกรุกที่รัฐต้องจับกุมในปัจจุบัน
 
ดร.บัณฑูร กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านและได้ร่วมกับนักวิชาการ 16 คนซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ทำข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีแบบจำลองการคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวด ล้อมซึ่งใช้ในการฟ้องคดีโลกร้อนว่ามีวิธีคิดคำนวณที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้แก้ไขแบบจำลองดังกล่าว ทั้งต่อคณะกรรมการสิทธิมนุายชนแห่งชาติ และต่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ทั้งนี้ ชาวบ้านพยายามอย่างเต็มที่ ทำทุกทางเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล
 
ในส่วนของข้อเสนอ ดร.บัณฑูร กล่าวว่า ควรยุติการใช้แบบจำลองการคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมด้งกล่าว และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์ อีกทั้งให้มีการพัฒนาแบบจำลองใหม่โดยหน่วยงานทางวิชาการ อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือสภาวิจัยแห่งชาติ ทั้งนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เท่าที่ติดตามยังไม่เคยเห็นการฟ้องคดีโลกร้อนกับนายทุนรายใหญ่ ซึ่งตรงนี้อาจเป็นปัญหาจากกระบวนการตรวจวัดผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำให้ชาวบ้านต้องตกเป็นเป้าหมายเพื่อสร้างผลงานเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ สามารถจัดการกับนายทุนได้
 
 
รัฐบาลสอบตกแก้ปัญหาเกษตรกร เหตุทุ่มงบอัดประชานิยม
 
 
รศ.สมพร อิศวิลานนท์ สถาบันคลังสมองแห่งชาติ กล่าวถึง การทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ดินในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า ไม่มีความก้าวหน้า ทั้งในส่วนของการขยายเขตการจัดรูปที่ดินในพื้นที่ชลประทาน การจัดหาที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ การปฏิรูปการถือครองที่ดิน การจัดให้มีโฉนดชุมชน การสนับสนุนให้มีการตัดตั้งธนาคารที่ดิน การคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการฟื้นฟูคุณภาพดิน
 
ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเกษตรเป็นนโยบายที่รัฐละเลยและให้ความ สำคัญในระดับต่ำ และนโยบายทุ่มเทไปกับการยกระดับราคาและแทรกแซงกลไกตลาดของพืชบางชนิดอย่าง ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือก ซึ่งนโยบายการแทรกแซงกลไกตลาดของพืชบางชนิดในระดับสูงนี้ได้สร้างผลกระทบต่อ โครงสร้างการผลิตพืชของไทย ขณะที่นโยบายด้านการเสริมสร้างและพัฒนากลไกตลาด และโครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรและตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าถูกละเลย จะนำมาซึ่งความสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเกษตรไทย
 
รศ.สมพรกล่าวด้วยว่า นโยบายเกษตรของรัฐมีภาพไม่ชัดเจนที่จะขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเพื่อความ มั่นคงทางอาหารของชุมชน และการก้าวไปสู่การเป็นครัวโลก
 
ทั้งนี้ หากจะให้คะแนนรัฐบาลระยะสั้นเต็มสิบถือว่าสอบผ่าน หรือให้หก แต่ถ้ามองภาพรวมในระยะยาวถือว่าสอบตก การที่รัฐบาลมุ่งทำประชานิยมมากเกินไปจะเกิดผลเสียตามมา เป็นความเสียหายหลายแสนล้าน ขณะที่เงินหลายแสนล้านรัฐสามารถนำมาพัฒนาด้านอื่นๆ ได้
 
นักวิชาการสถาบันคลังสมองแห่งชาติ กล่าวส่งท้ายถึงข้อเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดินทำกินในภาคเกษตร การคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนที่ดินเพื่อการเกษตร การจัดกรรมสิทธิ์การใช้ที่ดินในรูปของโฉนดชุมชน และควรเร่งให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตอาหาร รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข
 
อีกทั้งควรมีการกำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร ใหม่ โดยเฉพาะในส่วนแผนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรของชุมชน และสร้างกลไกมาตรการทางภาษีเพื่อการปฏิรูปการถือครองที่ดินจำนวนมาก

ชาวซาอุดิอาระเบียถูกตัดสินจำคุก 2 ปี ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา ประชาไท

 
ศาลไทยตัดสินจำคุกชาวซาอุดิอาระเบีย ฐานปล่อยข่าวลือในอินเทอร์เน็ต โดยสถานทูตเตรียมให้ทนายอุทธรณ์คำตัดสิน พร้อมเตือนพลเมืองซาอุดิอาระเบียให้ระวังการทำผิดกฎหมายไทยแล้ว
เว็บไซต์ Emirates 247 รายงานว่า หนังสือพิมพ์ Alriyadh ตีพิมพ์เป็นภาษาอารบิกของซาอุดิอาระเบีย รายงานเมื่อวันจันทร์นี้ (27 ส.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่ไทยตัดสินจำคุกชายชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งพำนักอาศัยในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาปล่อยข่าวลือทางอินเทอร์เน็ตพาดพิงถึงบุคคลสำคัญ
หนังสือพิมพ์ซาอุดิอาระเบีย ระบุว่า สถานทูตซาอุดิอาระเบียในกรุงเทพ ได้ตั้งทนายเพื่ออุทธรณ์คำพิพากษาของชายซาอุดิอาระเบียคนดังกล่าว โดยเขาได้แต่งงานกับชาวไทยและมีลูก 3 คน
หนังสือพิมพ์ดังกล่าวยังรายงานด้วยว่า สถานทูตซาอุดิอาระเบีย ยังถือโอกาสเตือนพลเมืองชาวซาอุดิอาระเบียในประเทศไทยให้ระวังการละเมิด กฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถูกดำเนินคดีอีก

ปราโมทย์ จวกเละ ! เจอ ปลอดประสพ ศอกกลับ !

ที่มา thaifreenews




















ปลอดประสพ ศอกกลับ "ท่านโง่หรือจงใจ"




















http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=41485.0

รายงานพิเศษ คดีอากง ความผิดปกติของ ม 112 และสังคมไทย

ที่มา thaifreenews



รายงานพิเศษจากช่องทีวีดาวเทียมเอเชียอัพเดท