WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 2, 2012

จักรภพเปิดร้านหนังสือ1กันยานี้@อิมฯลาดพร้าว

ที่มา Thai E-News



คุณจักรภพ เพ็ญแข ขอเรียนเชิญชาวประชาธิปไตย พี่น้องเสื้อแดงร่วมเป็นเกียรติในการเปิดร้านหนังสือ TPnews

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2555 เวลา 13.30-16.00 น.
สถานที่ ห้างอิมพีเรียล เวิร์ล ลาดพร้าว ชั้น 4 (หน้าลิฟต์แก้ว) 
วิทยากรรับเชิญ : “อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล” 
พิธีกรเสื้อแดง : “จ.เจตน์” 


กำหนดการ :

13.30 น. ลงทะเบียน รับของที่ระลึก ดื่มชา,กาแฟ
14.00 น. “คุณแม่ณัฐวรรณ เพ็ญแข” ประธานทำการเปิด, ถ่ายภาพร่วมกัน
14.15 น.วิดีโอลิ้งค์จาก “คุณจักรภพ เพ็ญแข” (เจ้าของร้าน)
14.45 น. “อ.ปิยบุตร” พูดคุยในหัวข้อ “หนังสือไทยที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของผม”
15.30 น. (ประมาณ) ประธานมอบของที่ระลึกแก่วิทยากร, เสร็จพิธี 

บรรยากาศภายในร้าน






ในโอกาสนี้ไทยอีนิวส์ขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดง มิตรสหายผู้รักประชาธิปไตยร่วมงานเพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการต่อสู้เพื่อ ประเทศชาติเพื่อประชาธิปไตยอย่างทุ่มเทอุทิศตัวของจักรภพ เพ็ญแข

Friday, August 31, 2012

สัมภาษณ์ ‘พวงทอง ภวัครพันธุ์’ บทเรียน-ไม่รู้-ลืม? “สลายการชุมนุมปี 53”

ที่มา ประชาไท

 

หลังจากใช้เวลาเก็บข้อมูลและค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เป็นเวลา 2 ปี ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย-พ.ค. 53 (ศปช.) ก็ได้พิมพ์รายงานออกมาเป็นรูปหนังสือหนากว่าหนึ่งพันหน้าชื่อ ‘ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53’
ประวิตร โรจนพฤกษ์ แห่งหนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น สัมภาษณ์ ผศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ผู้ประสานงาน ศปช. และบรรณาธิการร่วมของรายงาน เกี่ยวกับข้อมูลที่ค้นพบและมุมมองของเธอ
ประวิตร: ศปช. ค้นพ้นข้อมูลอะไรที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจต่อเหตุการณ์ปี 53 บ้าง?
พวงทอง: ค่อนข้างตกใจว่าคนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสะเปะสะปะมาก คือคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ถูกลูกหลงเยอะมาก
ภาพใหญ่ที่มักเข้าใจคือความรุนแรงเกิดขึ้นหลังเผา [Central World และตึกอื่นๆ] แต่เราพบว่าปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้นตั้งแต่ 14 พฤษภาโดยเฉพาะสวนลุม บ่อนไก่ ราชปรารภ มีคน 11 คน [ตาย] ในวันเดียว ซึ่งพอมาอ่านบทความหัวหน้าควง นายทหารระดับเสนาธิการ เขียนลงในวารสารเสนาธิปัตย์ ซึ่งเขาวิเคราะห์ความสำเร็จของปฏิบัติการกระชับวงล้อมก็ทำให้เข้าใจว่าทำไม ความตายเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 คือมีการใช้อาวุธยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม และนี่น่าจะเป็นสาเหตุให้คนถูกลูกหลง
ส่วนของชายชุดดำ มันไม่มีความชัดเจนว่าเขาเป็นใคร แม้รัฐบาล [อภิสิทธิ์] ก็ยังไม่มีปัญญาไปตามหาได้ และในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์อ้างว่ามีการใช้กำลังก่อให้เกิดการบาดเจ็บและ เสียชีวิตเพราะชายชุดดำยิงใส่ผู้ชุมนุมเอง แต่ ศปช.พบว่ามีการใช้อาวุธจริง [จากฝั่งทหาร] ตั้งแต่บ่ายวันที่ 10 แล้ว และมีคนบาดเจ็บก่อนที่ชายชุดดำจะโผล่มา
เรื่อง M79 เราไม่ได้เก็บข้อมูลตรงนี้ เพราะในที่สุดต้องไปพิสูจน์ตรงวิถีกระสุนด้วย…
รัฐบาลมักจะบอกว่าคนที่ตายเป็นผู้ก่อการร้ายแต่จากหลักฐานที่เรามี ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเราไม่พบคราบเขม่าปืนในมือของผู้เสียชีวิตเลย คนจำนวนมากมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้มีอาวุธร้ายแรงในมือ เพราะฉะนั้น การบอกว่าทหารต้องใช้กระสุนจริงเพื่อป้องกันตนเองนั้นฟังไม่ขึ้น
แล้วกรณีสไนเปอร์?
สไนเปอร์เนี่ย ภาพคลิปต่างๆมากมายที่อยู่ในโลกออนไลน์เห็นว่าทหารจำนวนมากถือปืนที่มีกล้อง ส่อง ทำให้เกิดความแม่นยำในการยิง มันอธิบายว่าทำไมผู้เสียชีวิตเกือบ 30 เปอร์เซนต์ ถูกยิงที่หัว และถ้ารวมหน้าอกด้วยอีก 22 เปอร์เซนต์ มัน 50 เปอร์เซนต์… มันไม่ได้ยิงเพื่อป้องกันตนเอง
คิดว่าใครควรรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทั้งสองฝ่าย?
คนที่สั่งการ คือหัวหน้าของรัฐบาล และผู้สั่งการ ศอฉ. รวมถึงผู้กำหนดยุทธศาสตร์ของกองทัพด้วย มันเป็นความผิดพลาดที่คุณเอาวิธีทางการทหารมาสลายการชุมนุมและควบคุมมันไม่ ได้
กลุ่มคุณถูกมองว่าเอียงแดงและมีธงอยู่แล้ว
เราก็ไม่แปลกใจกับข้อกล่าวหานั้น แต่สิ่งที่เราอยากให้สังคมพิจารณาคือข้อมูลที่เราเสนอ ในหลายกรณีมันชี้ชัดว่ารัฐใช้กำลังเกินกว่าเหตุและการสลายการชุมนุมไม่เป็น ไปตามขั้นตอนที่ศอฉ.กับรัฐบาลกล่าวไว้เลย
ต่อให้คุณมีอำนาจทางการทหารและกฎหมาย คุณก็ไม่สามารถละเมิดสิทธิการมีชีวิตของประชาชนที่เขาไม่มีอาวุธร้ายแรงใน การต่อสู้กับรัฐบาล และจะใช้ข้อกล่าวหาก่อการร้ายโดยรวมและให้ผู้ชุมนุมทั้งหมดรับผิดชอบความ รุนแรงทุกกรณีไม่ได้
คุณดูจะมองการเก็บข้อมูลเสนอข้อเท็จจริงของ คอป. กับคณะกรรมการสิทธิฯ ในแง่ลบ ทำไม?
คือ คอป. เราคิดว่าเราไม่เห็นความชัดเจนในการทำงานของเขา สองปีผ่านมาคิดว่าเขาไม่สามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่าเขาค้นหาความจริง คิดว่าเขายังสับสนว่าความจริงจะเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง ส่วนกรรมการสิทธิฯ เราหวังว่าจะ apply (ใช้) หลักสิทธิมนุษยชนเท่าเทียมกันทุกฝ่าย ไม่ใช่เอาหลักสิทธิมาปกป้องรัฐและให้รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้อย่างไม่ เลือกหน้า
[ผู้ชุมนุม] บางคนถูกขังฟรี ศาลยกฟ้อง กระบวนการยุติธรรมได้มีการดำเนินคดีกับคนเหล่านั้นแล้ว แต่ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดีเลยแม้แต่คนเดียว
ดูเหมือนว่าทุกกลุ่มในสังคมจะมีข้อสรุปอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในปี 53 คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?
เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าสังคมจะเปลี่ยนใจจากข้อสรุปที่มีอยู่ แล้ว แต่ว่าเราทำหน้าที่ในการที่จะรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ให้มากที่สุด ก่อนที่ข้อมูลเหล่านี้จะหายไปตามกาลเวลา ข้อมูลเหล่านี้มันช่วยยืนยันอย่างเป็นระบบว่ารัฐใช้กำลังเกินกว่าเหตุและ ละเมิดสิทธิในชีวิตประชาชนอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถ้าในวันข้างหน้ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ข้อมูลเหล่านี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์
การหยุดยั้งการใช้ความ รุนแรงจากรัฐต่อประชาชนโดยไม่ต้องรับผิดชอบหรือ impunity จะหมดไปจากสังคมไทยไหม? ขึ้นอยู่กับกรณี เมษา-พฤษภา 53 เพียงไร?
หลังจากเกิดเหตุการณ์พฤษภา 35 ใหม่ๆ ซึ่งเราไม่สามารถยอมรับกับ culture of impunity ได้ แต่เราพยายามรวบรวมข้อมูลความจริงให้มากที่สุด ถ้าคุณจะเอาผิดกับผู้กระทำผิด ความจริงเป็น the first step เป็นขั้นแรกของกระบวนการในการที่จะเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ
คือเราเห็นตัวอย่างในอดีต ไม่ว่าจะเป็น 6 ตุลา [2519] พฤษภา 35 ที่คนทำผิดลอยนวล ไม่เคยถูกเอามาลงโทษ
แปลว่าคุณไม่มั่นใจ?
ก็ไม่มีความมั่นใจ แต่เราก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉยไม่ทำอะไร และเราก็มีความหวังว่าถ้าเราไม่ยอมรับมัน มันก็จะถูกสั่นคลอน สิ่งที่เรากำลังทำคือ challenge (ท้าทาย) ไอ้ culture of impunity นี้


////////////
หมายเหตุ:บทสัมภาษณ์นี้ เผยแพร่ครั้งแรกในภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2555

อภิสิทธิ์-สุเทพ เบิกความไต่สวนการตาย "พัน คำกอง"

ที่มา ประชาไท

 

(30 ส.ค.55) ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา รัชดา มีการไต่สวนการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ซึ่งถูกยิงบริเวณถนนราชปรารภ ใกล้แอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งเป็นจุดประจำการของทหาร เช้ามืดวันที่ 15 พ.ค.53 จากกรณีที่มีการยิงสกัดรถตู้ที่เข้ามาในพื้นที่ โดยวันนี้ มีพยาน 3 ปากได้แก่ พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.ในขณะนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
สุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ตอบทนายว่า เมื่อมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ตั้งเวทีที่ผ่านฟ้า ยึดถนนราชดำเนิน นายกฯ โดยการอนุมัติของ ครม. จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ตั้ง ศอรส. เพื่อคลี่คลายสถานการณ์แต่ต่อมาผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ คุกคามการใช้ชีวิตโดยสงบของประชาชนทั่วไป มีการก่อเหตุร้าย ยิงปืน เอ็ม 79 ระเบิดชนิดขว้าง ใส่สถานที่ราชการและเอกชน จนเกิดความหวาดหวั่น ปลุกระดมด้วยข้อความที่ทำให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลและสถาบันอัน เป็นที่เคารพ หลังจากผู้ชุมนุมบุก ก.ก.ต.และรัฐสภา พร้อมด้วยอาวุธ และเข้ายึดอาวุธจากเจ้าหน้าที่ ครม.จึงเห็นชอบประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง เมื่อ 7 เม.ย. พร้อมมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. เพื่อป้องกันเหตุร้าย คลี่คลายสถานการณ์ให้ปกติสุข และดำรงไว้ซึ่งอำนาจรัฐและความมั่นคงปลอดภัยของบ้านเมือง
สุเทพ กล่าวว่า ศอฉ.มีอำนาจตาม พ.ร.ก.ในการระดมกำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อป้องกันยับยั้งเหตุร้าย โดยสายบังคับบัญชายังมีอยู่ตามปกติ ทั้งนี้ ยืนยันว่า ศอฉ.ไม่เคยมีคำสั่งสลายการชุมนุมแม้แต่ครั้งเดียว โดยตลอดเวลา 2 เดือนครึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นการแก้ไขตามสถานการณ์ในแต่ละเวลา เช่น เมื่อ นปช.ตั้งเวทีที่ผ่านฟ้า และยึดราชดำเนินทั้งสาย ทั้งยังยึดสี่แยกราชประสงค์ ก่อให้เกิดปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ อย่างรุนแรง ศอฉ.จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผลักดันผู้ชุมนุม เพื่อขอคืนพื้นที่บางส่วน เพื่อแก้ปัญหาจราจรตามนโยบายของนายกฯ
สุเทพ อธิบายการผลักดันผู้ชุมนุมว่า ไม่ใช่การสลายการชุมนุม ซึ่งเป็นการใช้กำลังบังคับโดยเจ้าหน้าที่ให้เลิกชุมนุม แต่คือ การดันให้ผู้ชุมนุมถอยร่น เพื่อคืนพื้นที่บางส่วนสำหรับการจราจร
สุเทพ กล่าวว่า ในการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 10 เม.ย. มีคำสั่ง 1/53 ศอฉ. ที่ระบุวิธีปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนชัดเจน โดยสาระสำคัญของการใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนอยู่ในภาคผนวก 9 ว่าด้วยกฎการใช้กำลัง ซึ่งให้เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนตามหลักสากล ตั้งแต่ โล่ กระบอง รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตาชนิดขว้าง และปืนลูกซองกระสุนยาง ซึ่งมีการแจ้งให้ประชาชนและผู้ชุมนุมทราบโดยตลอด ทั้งนี้ รับว่าหนังสือดังกล่าวประทับตรา "ลับมาก" ไม่เผยแพร่สู่ประชาชนตามระเบียบของราชการ แต่ ศอฉ.และรัฐบาลก็ได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบโดยตลอด
สุเทพ กล่าวว่า การจัดกำลัง แถวหน้าเป็นเจ้าหน้าที่ถือโล่และกระบอง ถัดมาเป็นรถฉีดน้ำ และปืนลูกซอง อย่างไรก็ตาม อนุญาตให้มีอาวุธปืนเล็กยาวได้ไม่เกินหน่วยละ 10 คน สำหรับผู้บังคับหมู่ขึ้นไป เพื่อใช้ป้องกันหน่วย หรือประชาชน กรณีมีเหตุร้าย ซึ่งเป็นปกติที่กำหนดไว้ในกฎการใช้กำลัง หากแต่มีคำสั่งกำชับชัดเจนให้ใช้เมื่อพบผู้กระทำผิดซึ่งหน้า และจะเกิดอันตรายถึงชีวิตแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน
ทั้งนี้ ในวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งมีกำลังพลจากกองพลทหารราบที่ 9 มาปฏิบัติการที่บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้านั้น ทราบว่าเดินทางมาโดยรถหุ้มเกราะสายพานลำเลียง แต่ไม่มีการใช้อาวุธที่อยู่ในรถต่อประชาชน
เขาระบุว่า วันดังกล่าว เริ่มปฏิบัติการเมื่อเวลา 13.00 น. และหยุดเมื่อ 18.15 น. เนื่องจากเห็นว่าใกล้ค่ำ จึงให้ทุกหน่วยหยุด ณ จุดที่ไปได้ถึง แต่ปรากฏมีผู้ชุมนุมล้อมรถพาหนะของเจ้าหน้าที่ และแย่งอาวุธเอ็ม 16 ปืนทราโว ไปจำนวนมาก แกนนำปลุกระดม เกิดการปะทะด้วยความรุนแรงขึ้น และเนื่องจากมีลม ทำให้แก๊สน้ำตาจากพื้นดินไม่ได้ผล ศอฉ.จึงสั่งให้เฮลิคอปเตอร์โปรยใบปลิวและแก๊สน้ำตาทางอากาศ เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าถึงเจ้าหน้าที่
สุเทพ กล่าวว่า ต่อมา เวลาทุ่มเศษ มีกองกำลังชุดดำ ใช้อาวุธสงครามนานาชนิด ยิงใส่เจ้าหน้าที่และประชาชน มีผู้บาดเจ็บ ล้มตาย เมื่อ ศอฉ.สั่งถอนกำลัง ปรากฏว่ามีการปิดล้อมเจ้าหน้าที่ ใช้เอ็ม 79 และปืนเล็กยาว ยิงใส่เจ้าหน้าที่ รวมถึงใช้ระเบิดชนิดขว้าง ศอฉ.จึงอนุญาตให้ใช้อาวุธปืนยิงขู่เพื่อป้องกันตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถจับชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียว เนื่องจากเข้าไม่ถึงตัวและมีการปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุม ทั้งนี้ มีตำรวจสายสืบของนครบาลสามารถแย่งชิงอาวุธจากชายชุดดำได้ 1 รายโดยได้เครื่องยิงเอ็ม 79 มา ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์ 10 เม.ย. มีการกำหนดมาตรการป้องกันการสูญเสียบาดเจ็บหลายอย่าง อาทิ ให้เจ้าหน้าที่ตั้งหน่วยอยู่กับที่ รักษาระยะห่างอย่างน้อย 150 เมตร ไม่ให้ประชาชนเข้าถึงตัว มีด่านตรวจที่มีที่กำบัง
สุเทพ ย้ำว่า ศอฉ.ไม่เคยสั่งการหรืออนุญาตให้มีการซุ่มยิง เพราะไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชน การอนุมัติใช้อาวุธมีลำดับขั้นตอนตามความรุนแรงของสถานการณ์ โดยหลังเกิดเหตุ 10 เม.ย. ได้อนุญาตให้ใช้ปืนลูกซองกระสุนลูกปราย เพื่อระงับเหตุและไม่ประสงค์ชีวิตประชาชน โดยต้องเล็งยิงในระดับต่ำกว่าเข่าลงไป ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตามถนน ถูกผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธสงครามโจมตี จึงอนุญาตให้มีปืนเล็กยาวป้องกันตัว จากนั้น เมื่อผู้ก่อการร้ายซุ่มยิงจากตึกสูง จึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่สูงข่ม รอบบริเวณไม่ให้มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ได้
กรณีการเสียชีวิตของพัน คำกอง จากการสอบถามคณะตัวแทนของ พล.ร.1 เพื่อชี้แจงต่อสภาหลังเหตุการณ์ ได้ข้อมูลว่า เช้ามืดวันที 15 พ.ค. มีรถตู้ฝ่ามาบริเวณสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ มีการโจมตีชุลมุน ไม่รู้ใครเป็นใคร เมื่อเหตุสงบพบผู้เสียชีวิต 2 ราย รายหนึ่งคือพัน คำกอง เสียชีวิตใกล้บังเกอร์เจ้าหน้าที่แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าไม่ใช่การกระทำของ เจ้าหน้าที่ อีกรายคือเด็กชายคุณากร ซึ่งถูกยิงในซอยข้างโรงหนัง นอกวิถีกระสุนของเจ้าหน้าที่
ทนายแสดงภาพรถตู้ที่มีรอยกระสุนบริเวณกระจกข้าง สุเทพระบุว่า ไม่ทราบว่าใครยิง แต่เจ้าหน้าที่จะยิงแบบนี้ไม่ได้
อัยการถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับชายชุดดำ สุเทพระบุว่า ชายชุดดำปรากฏชัดเจนในช่วงค่ำวันที่ 10 เม.ย. ซึ่งมีการขอคืนพื้นที่ โดยจากเหตุทั้งหมด มีที่จับกุมได้บางส่วนได้ส่งดีเอสไอ ดำเนินคดีก่อการร้าย
นอกจากนี้ หลังการเปิดคลิปวิดีโอที่ถ่ายไว้โดยช่างภาพของสำนักข่าวเนชั่น ศาลถามว่าในคำสั่ง ศอฉ.เกี่ยวกับการใช้อาวุธ ระบุว่าห้ามใช้ปืนยิงอัตโนมัติ แต่ในคลิปดังกล่าว มีเสียงปืนอัตโนมัติ ผิดหรือไม่ สุเทพ ตอบว่า ในภาพไม่เห็นว่าใครยิงและมีปืนกี่กระบอก ได้ยินแต่เสียง อาจเป็นการยิงพร้อมๆ กันก็ได้
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เบิกความย้ำว่าไม่เคยมีคำสั่งสลายการชุมนุม ก่อนการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงและขอคืนพื้นที่ รัฐบาลได้ขอให้ศาลแพ่งวินิจฉัยซึ่งวินิจฉัยว่ากระทำได้ เนื่องจากการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ มีหลักการปฏิบัติตามความเหมาะสมและจำเป็น
อภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดวิธีปฏิบัติและไม่ทราบว่าในการปฏิบัติจริง มีการทำตามคำสั่งหรือไม่ แต่มีรายงานว่าได้ดำเนินตามนโยบายที่ให้ไว้ นอกจากนี้ ในช่วงที่มีการชุมนุมในหลายประเทศ ซึ่งสหประชาชาติให้ความสนใจถึงหลักการสลายการชุมนุม ก็ไม่ได้ระบุว่าไทยมีการละเมิด
อภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 10 เม.ย. ขณะปฏิบัติการยังไม่มีรายงานการเสียชีวิต จนเมื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ช่วงใกล้ค่ำ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ถูกโอบล้อมและมีการใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่ จึงมีรายงานความสูญเสียครั้งแรก นอกจากนี้ ตั้งแต่ 14 พ.ค. มีรายงานว่ามีผู้ติดอาวุธโจมตีเจ้าหน้าที่ที่ด่านรอบการชุมนุม โดยมีการลำเลียงอาวุธจากในที่ชุมนุม อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนยังไม่มีข้อยุติ แต่ยังไม่มีรายงานว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยบางกรณีมีความชัดเจนระดับหนึ่ง เช่น เสียชีวิตจากเอ็ม 79 ก็เสียชีวิตจากคนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ใช้เอ็ม79 ขณะที่กรณีสูญเสียชีวิตจากการยิง ก็ต้องสอบสวน เพราะมีอาวุธของเจ้าหน้าที่ถูกปล้นและนำไปใช้ ทั้งนี้ ทราบว่ามีกลุ่มติดอาวุธในผู้ชุมนุม จากคลิปวิดีโอ มีการดำเนินคดีไปแล้วบางส่วนแต่จำรายละเอียดไม่ได้
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มการชุมนุม พยายามส่งคนไปเจรจากับแกนนำ นปช. หลายครั้ง แม้กระทั่งประกาศแผนปรองดอง กำหนดวันยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่แกนนำไม่ยุติการชุมนุมและเปลี่ยนเงื่อนไขการเจรจาอยู่ตลอด รัฐบาลจึงมีนโยบายกระชับวงล้อมเพื่อกดดันให้ยุติการชุมนุมโดยไม่สลายการ ชุมนุม เช่นเดียวกับการชุมนุมในปี 52
อภิสิทธิ์กล่าวว่า ในการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่สวนลุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ไม่ทราบว่าใครสั่งเคลื่อนพล-ใช้กำลัง พร้อมอธิบายว่า การใช้คำว่าขอคืนพื้นที่ เป็นการอธิบายตามความเป็นจริง ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงคำว่า สลายการชุมนุม โดยขณะนั้น ขอคืนพื้นที่สวนลุม การชุมนุมที่ราชประสงค์ก็ยังทำได้ แต่ถ้าเป็นการสลายการชุมนุมจะไม่เป็นเช่นนั้น
อภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศจาก นสพ.ดิอินเพนเดนท์ ได้โทรประสานงานให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือ แต่หน่วยพยาบาลกลับถูกซุ่มยิง นอกจากนี้ยังมีการรายงานไม่เป็นลายลักษณ์อักษรระบุว่า มีชายชุดดำอยู่ในวัดปทุม มีการต่อสู้ ข่มขู่ทวงหนี้ด้วย
พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.ในขณะนั้น เบิกความว่า หลังประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เมื่อวันที่ 7 เม.ย.53 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศอฉ. โดยในการประชุม ศอฉ. มีสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการ ศอฉ.นั่งอยู่ด้วยทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มชุมนุม ตำรวจมีการหาข่าวตลอด ทั้งโดยตำรวจนอกและในเครื่องแบบ
พล.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า ในช่วงแรก มีกำลังของตำรวจ ช่วย ศอฉ. 70 กองร้อยๆ ละ 155 คน ขึ้นตรงต่อกองทัพภาคที่ 1 ต่อมาหลัง 14 พ.ค. มีการเปลี่ยนนโยบาย มาขึ้นตรงต่อ ศอฉ. เนื่องจากมีการชุมนุมในต่างจังหวัดด้วย แต่กองทัพภาคที่ 1 มีอำนาจเฉพาะในกรุงเทพฯ จึงให้ ศอฉ.คุมกำลังแทน
พล.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า ในการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ไม่ทราบว่าใครควบคุมการเข้าสลายการชุมนุม ทราบแต่ว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายยุทธการของทหาร โดยปกติการจัดกำลังจะแบ่งเป็น 3 ชั้น กำลังตำรวจอยู่ชั้น 2 และ 3 ส่วนด้านหน้าเป็นหน่วยงานอื่น ทั้งนี้ ตนเองไม่ทราบรายละเอียดการใช้กำลังและวิธีปฏิบัติ เนื่องจากดูแลด้านนโยบายเท่านั้น ต่อมา ที่ราชประสงค์ ศอฉ. มีนโยบายจำกัดพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเพิ่มกำลัง เนื่องจากขณะนั้นมีการประกาศว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กำลังเป็นของฝ่ายทหารไม่ทราบว่าฝ่ายใดปิดล้อม โดยกำลังตำรวจอยู่ที่ชั้น 2-3 เหมือนเดิม
พล.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า ในวันที่ 10 เม.ย. ตำรวจมีเพียงโล่และกระบองเท่านั้น ไม่มีอาวุธอื่น ต่อมา ช่วงหลังมีการอนุญาตให้พกปืนพกได้ เนื่องจากมีตำรวจเสียชีวิตที่ สีลม 2 นาย จากการโดนยิงที่ท้อง 1 นายและเอ็ม 79 1 นาย นอกจากนี้ ศอฉ. ให้เจ้าพนักงานใช้ปืนลูกซอง และปืนเล็กยาว เพื่อป้องกันตนเองได้ โดยสมควรแก่เหตุ โดยมีการทำหนังสือย้ำหลักปฏิบัตินี้ตลอด
พล.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า ไม่ทราบถึงรายงานการเสียชีวิตของประชาชน รวมถึงพัน คำกอง บริเวณราชปรารภ ที่จัดทำโดยตำรวจนครบาล พญาไท ทั้งนี้ โดยทั่วไป เมื่อมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น พนักงานสอบสวนในพื้นที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยเร็ว กรณีพัน คำกอง พนักงานสอบสวนเข้าไม่ได้ เพราะติดแนวลวดหนาม และมีการปะทะกันอยู่ แต่ต่อมาตำรวจก็ได้ไปโรงพยาบาลพญาไท ซึ่งมีการตั้งศพไว้
พล.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า หากมีการกระทำใดๆ เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมโดยตำรวจ ตนเองในฐานะ ผบ.ตร.และ ผช.ศอฉ. ต้องได้รับการรายงาน โดยที่ผ่านมา ไม่พบกรณีที่เจ้าหน้าที่ถูกลงโทษทางวินัยจากการไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม หากมีการกระทำเกินกว่าเหตุ ในฐานะผู้บังคับการตำรวจ มองว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้ที่กระทำการต้องรับผิดชอบ

อนึ่ง การไต่สวนการตายของ "พัน คำกอง" เสร็จสิ้นแล้วในวันนี้ โดยศาลอาญานัดฟังคำสั่ง ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ เวลา 9.00น. โดยนับเป็นการไต่สวนการตายคดีแรกที่ศาลจะมีคำสั่ง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 31/08/55 เครื่องสแกนกรรมจริง....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ขอคืน..ความยุติธรรม ย้ำถูกต้อง
ตามครรลอง เรื่องราว ถูกกล่าวหา
หกปีกว่า ที่ฉกฉวย ด้วยมารยา
ทั้งไล่ล่า ไล่ทุบ ยุบพรรคไป....

แล้วกล่าวอ้าง อย่างระยำ ทำรัฐประหาร
ด้วยสันดาน ร้อยเล่ห์ สุดเฉไฉ
ยัดข้อหา ให้ทักษิณ แทบสิ้นใจ
แล้วคนเลว คือใคร? ไหนบอกที....

โกง CTX 9000 แค่ฝันเฟื่อง
คนกุเรื่อง ช่างจัญไร ไร้ศักดิ์ศรี
ถึงเวลา สแกนกรรม ย้ำชั่วดี
พวกอัปรีย์ เริ่มหางโผล่ โชว์หน้าตา....

หกปีผ่าน นานโข โอละพ่อ
คนหัวร่อ ตอกย้ำ คำมุสา
ตาสว่าง ชัดแจ้ง แสดงมา
กี่ข้อหา ก็พ้นผิด ลองคิดเอา....

ผลงานบาป สัปดน คนมันชั่ว
แอบอำพราง หางยันหัว มัวโง่เขลา
โลกก้าวไกล ใยติดบ่วง ห่วงงับเงา
พวกอับเฉา เลยยับเยิน เกินเยียวยา....

๓ บลา / ๓๑ ส.ค.๕๕

สลิ่มกรี๊ดใส่สลิ่ม ได้ไง!เขียนหนังสือยก'ปูเริด'สวยรวยฉลาดมาดผู้นำวิสัยทัศน์ก้าวไกลไปทั่วโลก

ที่มา Thai E-News

 

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2555

หนังสือออกใหม่ชื่อ"เริด สวย รวยโคตร"ทำเอาบรรดาสลิ่มที่หมดมุกต่อต้านรัฐบาลด้วยเหตุด้วยผลพากันปรี๊ดแตก

โดยหนังสือออกใหม่นี้วางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ได้โปรยนำเรียกน้ำย่อยคอหนังสือว่า



 สวยรวยฉลาดมาดผู้นำวิสัยทัศน์ก้าวไกลคนไทยใฝ่ฝันเรียกหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของคนไทยเพราะเคล็ดลับอะไร หลากหลายเรื่องราวที่ทำให้นายกฯ เป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบที่สุดของประเทศในขณะนี้

เรื่องนี้ทำเอาบรรดาสลิ่มในโซเชียล เน็ตเวิร์คที่พากันโจมตีกันว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์แย่ไปทุกอย่างพากัน ปรี๊ดแตก พากันจับผิดหน้าปกกันยกใหญ่ว่าใช้ภาษาไทยไม่ถูกหลักภาษา โดยเฉพาะคำว่า"เริด"และพากันส่งต่อๆแชร์ และทวิตต่อกันไปด้วยความเดือดดาล ดังภาพ


จากนั้นก็วิจารณ์คนเขียนและัสำนักพิมพ์ไปต่างๆนานา สรุปสุดท้ายก็เดิมๆคือ"ทักษิณจ้่างมาเชียร์"
แต่หากไปดูประวัติผลงานคนเขียนจริงๆแล้วจะพบว่าผลงานทั้งหมดก่อนหน้านี้ด่าทักษิณและัเสื้อแดงจมเขี้่ยวทั้งนั้น(คลิกดูผลงานทั้งหมดของสันติสุข สถาพร คนเขียนหนังสือเรื่องเริด สวย รวยโคตร)

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศไทย

ที่มา Thai E-News

 โดย รศ.ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา “โลกวันนี้วันสุข”
31 สิงหาคม 2555

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่นั้น จะมีผลเต็มรูปแบบในปี ค.ศ.2015 หรือ พ.ศ.2558 แต่รัฐประหาร 2549 และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาร่วมหกปี ทำให้รัฐบาลแต่ละชุดไม่สามารถดำเนินการรูปธรรมเพื่อเตรียมการรับมือ เป็นผลให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องขาดทิศทางและนโยบายที่ชัดเจน ผลก็คือ คนไทยน้อยมากที่จะเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึง

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ASEAN Economic Community (AEC) มีต้นกำเนิดจากการรวมกลุ่มของห้าประเทศหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2510 และได้รับบรูไนเป็นสมาชิกอันดับหกเมื่อปี 2527 จากนั้น ในช่วงปี 2538-42 จึงได้มีการขยายตัวครั้งใหญ่ด้วยการรับเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา เข้ามาเป็นสมาชิก เนื่องจากสมาชิกสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันมากในระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีข้อผูกพันต่างกัน จึงเรียกสมาชิกหกประเทศแรกว่า อาเซียน-6 และเรียกสมาชิกสี่ประเทศหลังว่า CLMV จากชื่อย่อของสี่ประเทศดังกล่าว

ความจริงแล้ว ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเพียงหนึ่งในสามองค์ประกอบของ “ประชาคมอาเซียน” ซึ่งได้มีการประกาศเป็นครั้งแรกในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่บาหลี ในปี 2546 อีกสององค์ประกอบคือ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community) ซึ่งเป็นความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงของภูมิภาค และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community) ซึ่งเป็นความร่วมมือทางวัฒนธรรม โดยให้มีผลสมบูรณ์ในปี 2563 แต่ต่อมาในปี 2550 ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองเซบูได้ตกลงเร่งรัดให้ประชาคมอาเซียน เป็นจริงโดยสมบูรณ์เร็วขึ้นอีกห้าปี เป็นปี 2558

แม้จะเป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบ แต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีความสำคัญยิ่งยวดเพราะเป็นการรวมตัวอย่างทั่ว ด้านในทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน ให้เป็นเขตการค้าสินค้าบริการและการเคลื่อนย้ายทุนโดยเสรี ให้อาเซียนสิบประเทศ ประชากรประมาณ 600 ล้านคน รวมเป็นตลาดเดียว เออีซีมีรากฐานจาก “ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน” หรืออาฟต้า ซึ่งลงนามโดยสมาชิกกลุ่มแรกในปี 2535 โดยได้เริ่มทะยอยลดอัตราภาษีศุลกากรลงเป็นศูนย์ในรายการสินค้ากว่าร้อยละ 90 ตั้งแต่ปี 2536 กระทั่งมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ส่วนกลุ่มประเทศ CLMV จะมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558

แต่ละประเทศยังมีสินค้ายกเว้นจำนวนน้อยใน “บัญชีสินค้าอ่อนไหว” ซึ่งอัตราภาษีศุลกากรไม่ต้องเป็นศูนย์ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ในกรณีประเทศไทย สินค้าอ่อนไหวได้แก่ กาแฟ มันฝรั่ง มะพร้าวแห้ง และไม้ตัดดอก ขณะที่สิงคโปร์และอินโดนีเซียไม่มีบัญชีสินค้าอ่อนไหว นอกจากนี้ ยังมี “บัญชีสินค้าอ่อนไหวสูง” ซึ่งสมาชิกสามารถกำหนดอัตราภาษีพิเศษ แต่ต้องได้รับการยินยอมจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ขอสงวนข้าวและน้ำตาลไว้ โดยประเทศไทยซึ่งไม่ได้ขอสงวน ก็จะได้รับการชดเชยเป็นมาตรการนำเข้าขั้นต่ำไปยังประเทศนั้น ๆ

นอกจากนี้ ยังมีความตกลงด้านบริการ โดยจะอนุญาตให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนสามารถเข้ามาถือหุ้นในกิจการบริการ เพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 70 ของกิจการภายในปี 2558 ครอบคลุมบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ สุขภาพ การท่องเที่ยว การบิน โลจิสติกส์ บริการธุรกิจครอบคลุม 8 วิชาชีพ ได้แก่ วิศวกรรม การสำรวจ สถาปัตยกรรม แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล บัญชี และบริการท่องเที่ยว ส่วนความตกลงด้านการลงทุน เป็นการให้สิทธินักลงทุนอาเซียนได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติตั้งแต่ปี 2553

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะสาขาในแต่ละประเทศ การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือและการลงทุนข้ามชาติภายในอาเซียนจึงต้องเข้าใจ ภาษา กฎหมายเฉพาะ และระเบียบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิตามความตกลงนั้น ๆ เช่น การรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น โดยหลักการใหญ่คือ ให้ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษากลาง

ในด้านการค้า เนื่องจากประเทศไทยมีระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมค่อนข้างสูงภายในอาเซียนและ ต้องนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากเออีซีจึงเป็นการนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่จำ เป็นในราคาถูกด้วยอัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์จากแหล่งอาเซียนนั่นเอง แม้ว่า อัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบของประเทศไทยจะอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้วก็ตาม ส่วนประโยชน์ในด้านการส่งออก กลุ่มอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศไทย มีมูลค่าปีละกว่าสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าตลอดมา และคาดว่า การส่งออกจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อกลุ่มสมาชิก CLMV ได้ลดอัตราภาษีส่วนใหญ่เหลือศูนย์ภายในปี 2558 ตามกำหนด

ประโยชน์ในด้านการลงทุนที่สำคัญคือ ผู้ผลิตไทยจะย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา มากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกและสิทธิพิเศษทางการค้าที่ประเทศเหล่านี้ ได้รับจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ยิ่งกว่านั้น การพัฒนาโลจิสติกส์ที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นจะลดต้นทุนการขนส่งวัตถุ ดิบและชิ้นส่วนภายในอาเซียนได้อย่างมาก ทำให้เกิดห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมร่วมกันภายในกลุ่ม โดยมีผู้ผลิตอุตสาหกรรมในไทยเป็นฐานผลิตสำคัญอีกแห่งในอาเซียนเพื่อส่งออกไป ยังประเทศคู่ค้านอกกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป

ในทางตรงข้าม จะมีธุรกิจไทยบางส่วนที่ถูกกระทบเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการแข่ง ขันจากผู้ผลิตอื่นในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลจะต้องตระเตรียมมาตรการเยียวยา เช่น กองทุนปรับตัว ให้ธุรกิจเหล่านี้ปรับปรุงการผลิตให้สามารถแข่งขันได้หรือสนับสนุนให้ปรับ เปลี่ยนไปสู่สาขาอื่นที่มีความได้เปรียบมากกว่า

ส่วนประชาชนผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ทางอ้อมด้วยสินค้าจากกลุ่มอาเซียนจะมีต้น ทุนการนำเข้าที่ลดลง เกษตรกรจะได้ประโยชน์โดยตรงเพราะอาเซียนเป็นตลาดสินค้าเกษตรไทยที่สำคัญ อันดับต้นมาโดยตลอด แม้ว่าธุรกิจไทยบางส่วนจะย้ายฐานการผลิตออกไป แต่ผู้ใช้แรงงานไทยจะยังได้ประโยชน์จากค่าจ้างที่สูงขึ้นต่อไปเนื่องจากการ ขยายตัวของการค้าและการลงทุนจากการเปิดตลาดเสรี แรงงานต่างชาติที่เข้ามาจะยังคงเป็นแรงงานไร้ฝีมือซึ่งไม่ได้แข่งขันกับแรง งานไทยโดยตรงเช่นเดิม

ส่วนประโยชน์ทางการเมืองที่ชัดเจนคือ ประเทศไทยจะไม่อาจมีรัฐประหารในรูปแบบดั้งเดิมได้ง่าย ๆ อีกต่อไป เพราะนอกจากจะถูกปฏิเสธจากกลุ่มประเทศตะวันตกแล้ว ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย ดังเช่นที่ประเทศพม่าได้เรียนรู้และต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการหันมาสวม เสื้อคลุมการเมืองแบบเลือกตั้ง และเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการเปิดเสรีอย่างรวดเร็ว

ประธาน กสม. น้ำตาคลอ ถูกตอกหน้าตรงๆ "เมื่อไหร่คุณอมราจะพิจารณาตัวเอง ในการลาออก"

ที่มา Thai E-News




เมื่อแม่และญาติเหยื่อพฤษภาฯ 53 นำโดยพะเยาว์ อัคฮาด สุดทน บุกมอบดอกไม้จันทร์ ให้กับประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนถึงกับน้ำตาคลอเมื่อถูกตอกหน้าตรงๆ ว่า "เมื่อไหร่คุณอมราจะพิจารณาตัวเอง ในการลาออก"
30 สิงหาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


มอบดอกไม้...

ปิดท้ายที่คำถามจากแม่น้องเกดและครอบครัวผู้สูญเสียรายอื่นๆ
 
"เมื่อไหร่คุณอมราจะพิจารณาตัวเอง ในการลาออก"
 
ประธานกรรมการสิทธิ์ฯถึงกับอึ้งไปเกือบ 5 นาที
ก่อนจะตอบแผ่วๆมาว่า มีคณะกรรมการทั้งหมด 7 คนนะคะ...
แม่น้องเกดสรุปความสั้นๆ ตกลงคือจะไม่ลาออก และพี่น้องเราก็คงต้องอดทนกันต่อไป
จากนั้นจึงมอบดอกไม้จันทน์ เป็นที่ระลึกให้กับประธานกรรมการสิทธิ์ฯ โดยมีนพ.นิรันด์ พิทักษ์วัชระ(กรรมการสิทธิ์ซึ่งถูกแจ้ง112)ช่วยยื่นส่งต่อให้นางอมราอีกทอดหนึ่ง
...ประธานกรรมการสิทธิ์รับดอกไม้จันทน์เอาไว้พลางน้ำตาคลอ... ก่อนเดินหน้าเครียดกลับไปห้องทำงาน โดยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่อ
* * * * * * * * * 

มติชนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พาดหัวข่าว "แม่น้องเกด" จี้ ปธ.กสม.ไขก๊อก ชี้รายงานคดี 98 ศพไม่เป็นกลาง มอบดอกไม้จันให้ "อมรา" รับทั้งน้ำตา"

รายละเอียดข่าว

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่บริเวณหน้าศูนย์ราชการ อาคารรวมหน่วยราชการ บี (อาคารบี) ถนนแจ้งวัฒนะ กลุ่มคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตประมาณ 30 คน นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 เดินทางมาชุมนุมเพื่อขอพบนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ให้มาตอบคำถามเกี่ยวกับความไม่เป็นกลาง และเรื่องการยื่นหนังสือให้นางอมราลาออกไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงได้ยกป้ายที่แสดงรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตระหว่างเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม 2553 พร้อมตะโกนด่าทอและเรียกร้องให้นางอมราลาออกจากประธาน กสม.

นางพะเยาว์กล่าวว่า เป็นตัวแทนของญาติผู้เสียชีวิตเพื่อต้องการถามว่า การเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 53 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกรัฐมนตรีที่สั่งสลายการชุมนุมไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่ ระบุไว้ในร่างรายงานตรวจสอบเหตุกาณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนถึง พฤษภาคม 2553 ของคณะกรรมการตรวจสอบของ กสม.และภาพที่ปรากฏนางอมรามอบดอกไม้ให้นายอภิสิทธิ์บ่งบอกให้เห็นว่า นางอมราคิดอย่างไร และยังมีความเป็นกลางอยู่หรือไม่


ด้านนางอมรากล่าวว่า รายงานการตรวจสอบของ กสม.ที่เผยแพร่ออกมาตามสื่อนั้นเป็นรายงานเก่า ซึ่งรายงานฉบับจริงที่เป็นทางการกำลังดำเนินการอยู่แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า จะเผยแพร่ได้เมื่อไร ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ทั้งนี้ กรณีการเสียชีวิตของ น.ส.กมนเกดชัดเจนว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นางอมรากล่าวว่า ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมยืนยันว่า กสม.ได้ออกแถลงการห้ามปรามรัฐบาลแล้วหลายครั้ง แต่รัฐบาลไม่เชื่อซึ่งมีหลักฐานเป็นรายงานสามารถนำมาตรวจสอบได้ สำหรับกรณีผู้เสียชีวิตแน่นอนว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการกระทำจากบุคคลต่างๆ กัน แต่อย่างไรก็ตามไม่สมควรมีคนตาย

“ภาพที่ปรากฏว่า ตนนำดอกไม่ไปมอบให้นายอภิสิทธิ์นั้น แท้ที่จริงแล้วตนก็ได้นำดอกไม้ไปมอบให้ นพ.เหวง โตจิราการ และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดงด้วยเช่นกันแต่ที่ตนถูกมองว่า ไม่มีความเป็นกลางเพราะว่ามีการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว” นางอมรากล่าว

นางอมรากล่าวว่า ตนไม่เคยบอกว่า รัฐบาลที่สั่งให้มีการสลายการชุมนุมไม่ผิด ถือเป็นการปรักปรำเพราะรายงานอย่างเป็นทางการของ กสม.ยังไม่ได้สรุป ซึ่งขณะนี้เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ยังไม่ชัดเจน โดยจะต้องมีการพิจารณาเป็นรายๆ ไปในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจบันก็จะต้องมีมาตราการเยียวยาและแก้ไขปัญหาคู่ขนานไป ส่วนเรื่องการลาออกนั้น กสม.ทำงานกันเป็นองค์คณะ 7 คน ที่จะพิจารณาร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตได้มอบดอกไม้จันให้กับนางอมรา โดยนางอมราก็ได้รับไว้พร้อมน้ำตาก่อนที่นางอมราจะเดินกลับ

นางอมรากล่าวหลังพบกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตว่า การมาชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีผลกับรายงานของ กสม. ทุกอย่างจะเป็นเป็นไปตามข้อเท็จจริง และไม่หวั่นไหวไปตามกระแสการเมือง ส่วนจะเปลี่ยนแปลงไปจากรายงานฉบับเก่าที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ก็คงมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าร่างรายงานที่ถูกเผยแพร่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นร่างฉบับเก่าและไม่ใช่ร่างฉบับอย่างเป็นทางการ

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม. กล่าวว่า รายงานฉบับอย่างเป็นทางการจะเป็นการตรวจสอบว่า หน่วยงานรัฐมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เช่นการออก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด คาดว่าภายใน 2 เดือน ร่างรายงานตรวจสอบฉบับอย่างเป็นทางการควรจะต้องเสร็จ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งพิจารณาอยู่หลังจากมีร่างรายงานตรวจสอบอย่างไม่เป็น ทางการหลุดออกมา

ปาหี่ ICC "คดีเสื้อแดง 98 ศพความสิ้นหวังบนเวที ICC "

ที่มา Thai E-News




30 สิงหาคม 2555

โลกวันนี้ รายวัน
ปีที่ 13 ฉบับที่ 3368 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2012
คดีเสื้อแดง 98 ศพความสิ้นหวังบนเวที ICC

“แม้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน จะแนะนำถึงการยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ไต่สวนหาผู้กระทำความผิดจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 แต่เป็นช่องทางที่เหมือนไฟริบหรี่”

นั่นเป็นคำพูดของนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของอาสาพยาบาล กมนเกด อัคฮาด ที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 ที่วัดปทุมวนาราม เป็นการส่งสัญญาณว่าเริ่มสิ้นหวังกับการให้ ICC รับเรื่องนี้เพื่อไต่สวนหาผู้สั่งการฆ่าประชาชน

การเดินทางไปกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อยื่นหลักฐานข้อมูลเพิ่ม เติมต่อ ICC ของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ล่วงเลยมากว่า 2 เดือนแล้ว แต่ปฏิกิริยาจาก ICC ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร เว้นแต่เปิดช่องให้ยื่นข้อมูลหลักฐานเพิ่มได้เท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะติดเงื่อนไขที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ลงนามรับรองเขตอำนาจศาลเพื่อให้ ICC สามารถพิจารณาสำนวนคดีการสลายการชุมนุมได้

แม้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องทำการศึกษาเรื่องนี้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะมีข้อสรุปเรื่องการรับรองเขตอำนาจศาลเสนอให้คณะรัฐมนตรีในเร็ววันนี้

แต่ก็เป็นการเทคแอ็คชั่นไม่ให้เสียคะแนนจากคนเสื้อแดงเท่านั้น

ความหวังของญาติผู้สูญเสียที่ฝันว่าจะเห็น ICC ไต่สวนเรื่องนี้จึงยังห่างไกลจากความจริง

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าปมปัญหาที่ทำให้ยังไม่สามารถยอมรับเขตอำนาจศาล ICC ได้เป็นเพราะ

1.ไทยได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ค.ศ. 1998 เมื่อปี พ.ศ. 2543 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม เนื่องจากจำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติอนุวัติพันธกรณีของธรรมนูญกรุงโรมก่อนเพื่อให้ไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้

2.ไทยมีประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งระบุถึงการไม่สามารถอ้างสถานะความเป็นประมุขของรัฐเพื่อไม่ต้องรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญกรุงโรม

ในขณะที่มาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติถึงการละเมิดมิได้ และการไม่อาจกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ซึ่งมีสถานะเป็นประมุขของรัฐไม่ว่าในทางใดๆ

3.ขณะนี้การดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอยู่ในกระบวนการยุติธรรมของไทยแล้ว ตามหลักกฎหมายของธรรมนูญกรุงโรม ICC มีเขตอำนาจในฐานะศาลที่เสริมเขตอำนาจในทางอาญาของรัฐในกรณีที่รัฐนั้นเป็นภาคีแล้ว จึงไม่สามารถรับคดีไว้พิจารณาได้

ถึงแม้ข้อ 12 วรรค 3 ของธรรมนูญกรุงโรมจะระบุให้รัฐซึ่งมิได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมอาจยอมรับการใช้อำนาจศาลในส่วนที่เกี่ยวกับอาชญากรรมที่เป็นปัญหาได้ โดยส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียนของ ICC ก็ตาม

4.คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมมีความเห็นว่า การเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในบางประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญและอ่อนไหว โดยเฉพาะข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรมเรื่องการไม่สามารถอ้างสถานะความเป็นประมุขของรัฐในการที่จะไม่ต้องรับผิดชอบทางอาญาตามธรรมนูญกรุงโรมจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง

เช่น ประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเพิ่มฐานความผิดร้ายแรงทั้ง 4 ฐานตามธรรมนูญกรุงโรม ได้แก่ อาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์, ต่อมนุษยชาติ, สงคราม, การรุกราน ให้เป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญาของไทย, พระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527, พระราชบัญญัติว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 เพื่อให้รองรับพันธกรณีภายใต้ธรรมนูญกรุงโรมได้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนแสดงเจตจำนงให้มีผลผูกพันหรือให้สัตยาบันตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการที่จะให้ ICC รับไต่สวนกรณี 98 ศพ

โดยเฉพาะหัวใจสำคัญที่ดูเหมือนรัฐบาลไม่กล้าแตะ คือการอ้างว่าธรรมนูญกรุงโรมขัดกับมาตรา 8 วรรค 2 ของไทยที่ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆไม่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมระบุว่า ถ้ากฎหมายภายในให้เอกสิทธิ์คุ้มกันบุคคลใดๆนั้นอ้างไม่ได้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคดี 98 ศพ จึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ICC เสียที แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว

การเอาผิดคนสั่งฆ่าประชาชนจึงเป็นเพียงโวหาร วาทะทางการเมือง เพื่อรักษาน้ำใจคนเสื้อแดงเท่านั้น

แม้แต่กระบวนการสอบสวนในประเทศที่มีการเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เข้าให้ปากคำ

หรือการเรียก ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ และ ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด ทหารสังกัด ม.พัน 5 สองทหารประจำจุดซุ่มยิง หรือสไนเปอร์ เข้าให้ปากคำ ก็ไม่มีความหวังใดๆกับการเอาคนสั่งฆ่ามารับโทษ

กระบวนการทั้งหมดส่อไปในทิศทางที่ว่าไม่ได้มุ่งเอาผิดใคร แต่เป็นการมุ่งไปสู่การปรองดอง รอมชอม หรือเกี๊ยะเซียะ เพื่อล้างผิดทุกฝ่ายด้วยการนิรโทษกรรมเสียมากกว่า
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=15924

มั่วชุดดำ

ที่มา uddred

 ข่าวสด 31 สิงหาคม 2555 >>>






"ชายชุดดำ" ยังเป็นมุขเก่าๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์งัดขึ้นมาใช้ได้ตลอด 2 ปี เป็นข้ออ้าง-สร้างความชอบธรรมในการปราบปรามม็อบเสื้อแดง 98 ศพ
ล่าสุดนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษก ปชป. ก็ขุดเอาภาพเก่าๆ มาเปิดแถลงเสียใหญ่โต เป็นภาพ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมัยที่เป็น แกนนำนปช.นั่งแถลงข่าวหลังเวทีชุมนุม โดยมีผู้ชายสวมเสื้อดำ ใส่หมวกไหมพรม ยืนอยู่ข้างหลัง
นายชวนนท์พยายามชี้ให้เห็นว่ามีชาย ชุดดำอยู่ในม็อบเสื้อแดงจริง ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว หากจำกันได้ภาพดังกล่าวเป็นการแถลงข่าวของแกนนำนปช.ที่เวทีราชประสงค์เมื่อ วันที่ 14 เม.ย. 53
นายณัฐวุฒิ พา นายมานพ ชาญช่างทอง อาชีพเก็บของเก่าขาย และเป็นการ์ดอาสา มาเปิดตัวยืนยันความบริสุทธิ์ เพราะช่วงนั้นมีการโชว์รูปนายมานพเดินถือปืนเอ็ม 16 ระบุด้วยว่าเป็นชายชุดดำ เป็นทหารพรานปักธงชัย
นายมานพซึ่งมีหน้าที่วิ่งซื้อหนังสือพิมพ์ให้แกนนำ นปช. ระบุว่า วันที่ 10 เม.ย. เกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร โดยผู้ชุมนุมล้อมทหาร 30 นายอยู่ จึงเข้าไปเจรจาให้ทหารปลดอาวุธ ซึ่งทหารก็ยินยอม ตนจึงแบกปืน 3 กระบอก ไปเก็บไว้ที่เวทีชุมนุม
   "ผมเป็นคนเดินนำ ช่างภาพถึงถ่ายรูปผมได้ จริงๆ แล้วผมถือปืนเยอะขนาดนั้น ถ้าจะยิงจะยิงยังไง แรมโบ้คงยิงไม่ได้เหมือนกัน ผมมีอาชีพเก็บของเก่า ไม่เคยเป็นทหารพรานค่ายปักธงชัยตามที่ถูกใส่ร้าย ไปตรวจสอบประวัติผมได้ แล้วที่สำคัญผมมีทหารอีก 30 นาย ที่ยอมปลดอาวุธเป็นพยานให้"
จึงแปลกใจว่าทำไม นายชวนนท์ ถึงยังมั่วนิ่ม ตีกินมุขชายชุดดำอยู่อีก หรือว่าต้องการเอาใจ "มาร์ค-เทือก" ที่เพิ่งเข้าให้ปากคำคดี 98 ศพไปหมาดๆ
เพราะทั้งคู่ก็ยังยืนกรานว่ามีชายชุดดำอยู่ในม็อบแดง เป็น "มุข" อมตะของ ปชป. งัดขึ้นมาใช้ตลอดในยามคับขัน !?

Thursday, August 30, 2012

พยานยืนยันเห็นทหารบนรางรถไฟฟ้ายิงปชช.ในวัดปทุม

ที่มา Voice TV



วันนี้ (30ส.ค.)ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีการไต่สวนประจักษ์พยาน ในคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม ซึ่งพยานยืนยันว่าเห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า ยิงประชาชนในวัดปทุมวนารามจนมีผู้เสียชีวิต6ศพ


นายศักดิ์ชาย แซ่ลี หนึ่งในพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุผู้เสียชีวิต 6 ศพภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่19 พฤษภาคม 2553 ในช่วงที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ปฏิบัติการตามยุทธวิธีขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าให้การในฐานะประจักษ์พยานไต่สวนการตาย


โดยยืนยันว่าในช่วงเกิดเหตุที่มีประชาชนถูกยิง เขาหลบกระสุนอยู่ภายในบริเวณวัดปทุมวนารามซึ่งเป็นเขตอภัยทาน และได้พยายามช่วยปฐมพยาบาลและดูแลนายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ซึ่งขณะนั้นถูกยิง ได้รับบาดเจ็บ และระหว่างนั้นได้เห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า เล็งปืนมาที่เต้นท์ปฐมพยาบาล แล้วระดมยิงใส่ประชาชน ซึ่งเขาได้หลบกระสุนอยู่ที่รถข้างเต้นท์ และเห็นนางสาวกมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา ถูกยิงนอนแน่นิ่งในเต้นท์ เมื่อเสียงปืนสงบลง ก็ได้เห็นนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกยิงเสียชีวิตเช่นกัน


นายศักดิ์ชาย ระบุว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 18.00 น. ยังสว่างและเห็นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ถือปืนยาวเล็งใส่ประชาชนชัดเจน ซึ่งขณะนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยอื่น


วันนี้นับเป็นนัดที่ 3 ที่ศาลอาญากรุงเทพฯใต้ นัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนาราม คือนายสุวรรณ ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้เสียชีวิตที่ 1 นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เสียชีวิตที่ 2 นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ผู้เสียชีวิตที่ 3  นายรพ สุขสถิต อายุ 66 ปี อาชีพพนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้เสียชีวิตที่ 4  นางสาวกมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ผู้เสียชีวิตที่ 5 และ นายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ผู้เสียชีวิตที่ 6 เพื่อทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด ถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150


อัยการนัดพยานในที่เกิดเหตุเข้าให้การ 3 ปาก ประกอบด้วยนายศักดิ์ชาย แซ่ลี นายสุรศักดิ์ สุขสถิตย์ บุตรชายของผู้เสียที่4 และพระธวัช แสงทน  การไต่สวนในวันนี้มีนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของนางสาวกมนเกด และญาติผู้เสียชีวิตเข้าร่วมรับฟังด้วย
30 สิงหาคม 2555 เวลา 11:42 น.