ที่มา uddred
ทีมข่าว นปช.
5 กันยายน 2555
วันนี้ (5 ก.ย. 55) นพ.เหวง โตจิราการ เดินทางมาขอพบ อภิสิทธิ เวชชาชีวะ
เพื่อทวงถามหลักฐานเกี่ยวชายชุดดำตามที่เคยขอนัดไว้ก่อนหน้านี้ ณ รัฐสภา
ถ.อู่ทองใน เขตดุสิต กรุงเทพ
นพ.เหวง ปะทะคารมอย่างดุเดือดกับ ศิริโชค โสภา
ที่มอบหลักฐานเกี่ยวชายชุดดำแทนอภิสิทธิ โดยยืนยันว่า มติของ นปช.
ไม่เคยใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์เดือน เม.ษ.-พ.ค. 53
ส่วนการที่มีคนเสื้อแดงบางคนใช้ความรุนแรงนั้นถือเป็นเรื่องส่วนตัว
ไม่เกี่ยวข้องกับ นปช. เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยขอฉันทามติจาก นปช.
ทั้งนี้ตนเองเห็นว่า คนเสื้อแดงสามารถต่อต้านการรัฐประหารอย่างสันติวิธีได้
เช่น การขับรถยนต์ชนกับรถถัง
นปช. ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวของใดๆกับชายชุดดำ
ดังนั้นวันนี้ตนเองจึงต้องเดินทางมาที่นี่เพื่อขอหลักฐานที่ ปชป.
กล่าวหาว่า นปช. มีส่วนเกี่ยวของกับชายชุดดำ ทั้งนี้วันจันทร์หน้า (10 ก.ย.
55) ตนเองจะเดินทางไปที่ DSI (ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพ)
เพื่อขอหลักฐานเกี่ยวกับชายชุดดำเช่นเดียวกัน
วันนี้ตนเองรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้พบกับอภิสิทธิ
อีกทั้งเอกสารที่ฝ่ายค้านมอบให้ตนเองในวันนี้ก็ไม่ทราบไม่มา
ไม่มีการรับรองจากอภิสิทธิ
จึงรู้สึกผิดหวังอย่างมากที่เขาไม่มีความกล้าหาญทางการเมือง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, September 6, 2012
'เหวง' เผยรู้สึกผิดหวังที่มาร์กขาดความกล้าหาญทางการเมือง
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/09/55 ความเชื่อ vs ความจริง....
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

จึงตะแบง เพ้อพร่ำ คำมุสา
แสนสมเพช คนใจทราม นามจรกา
พอความจริง เผยออกมา ทำท่ามึน....
ก็พวกเอ็ง คนสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ได้เวลา กรรมรุกฆาต ไม่อาจฝืน
คนชั่วๆ ใจโสมม ต้องล้มครืน
หลับหรือตื่น หนีไม่พ้น คนจองเวร....
เมื่อหลักฐาน แจ่มแจ้ง แสดงชัด
คนของรัฐ มันไล่ล่า ฆ่าเห็นๆ
ยังเล่นลิ้น คำสำราก สมกากเดน
ทำหน้าเป็น ว่าถูกแกล้ง แสร้งลีลา....
ต้องเอาคน สั่งฆ่า มาลงโทษ
พวกใจโหด โฉดจัญไร อย่าไว้หน้า
ยิ่งได้เห็น ความระยำ คำมารยา
เอือมระอา พวกตอแหล แถร่ำไป....
ปล่อย..นักโทษ การเมือง คือเรื่องด่วน
เหตุสมควร ต้องแน่วแน่ รีบแก้ไข
รู้ทั้งรู้ เรื่องที่เห็น เป็นเพราะใคร?
ช่วยนำพา ฟ้าสดใส ให้แผ่นดิน....
๓ บลา / ๖ ก.ย.๕๕
Wednesday, September 5, 2012
ซ้อมระบายน้ำคลองทวีวัฒนา
ที่มา Voice TV
การซ้อมทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำฝั่งตะวันตก ในวันพรุ่งนี้
ที่บริเวณคอขวดคลองทวีวัฒนา ลอดใต้สะพานเพชรเกษม
เป็นจุดสำคัญที่อาจส่งผลต่อการระบายน้ำ โดยได้ทดสอบเดินเรือผลักดันน้ำทั้ง 6
ลำ ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจ
นาวาเอก ดร.สมัย ใจอินทร์ ที่ปรึกษาคณะทำงานคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ เพื่อการดูแลบริหารจัดสรรน้ำทั้งระบบ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการซ้อมทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำฝั่งตะวันตก เปิดเผยว่าที่บริเวณคอขวดคลองทวีวัฒนา ลอดใต้สะพานเพชรเกษม เป็นจุดสำคัญที่อาจส่งผลต่อการระบายน้ำ โดยในเบื้องต้นได้ทดสอบเดินเรือผลักดันน้ำทั้ง 6 ลำ ผลเป็นที่น่าพอใจ ตั้งเป้าขั้นต่ำต้องเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำให้มากกว่าร้อยละ 50 หรือสามารถระบายน้ำได้ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งในขณะนี้ระดับน้ำในคลองทวีวัฒนาอยู่ที่ระดับ 0.7เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง จากขีดความสามารถรับน้ำได้ประมาณ 2 เมตร
โดยการทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำ ในพื้นที่ปลายน้ำในบริเวณกรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ จึงได้มีการทดสอบประสิทธิภาพการระบายที่แท้จริงในเส้นทางระบายที่เคยเป็น ปัญหาในปีที่ผ่านมา โดยในวันพรุ่งนี้จะทำการทดสอบในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ที่ระบบคลองทวีวัฒนา เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบผลักดันน้ำคลองทวีวัฒนา ของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการระบายของคลองให้เต็มศักยภาพตลอดแนวคลองและ ทดสอบระบบระบายน้ำเพิ่มเติมเส้นทางน้ำผ่านคลองพระยาราชมนตรี ผ่านคลองบางไผ่และคลองบางแวก สู่สถานีสูบน้ำพระยาราชมนตรี
นาวาเอก ดร.สมัย ใจอินทร์ ที่ปรึกษาคณะทำงานคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ เพื่อการดูแลบริหารจัดสรรน้ำทั้งระบบ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการซ้อมทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำฝั่งตะวันตก เปิดเผยว่าที่บริเวณคอขวดคลองทวีวัฒนา ลอดใต้สะพานเพชรเกษม เป็นจุดสำคัญที่อาจส่งผลต่อการระบายน้ำ โดยในเบื้องต้นได้ทดสอบเดินเรือผลักดันน้ำทั้ง 6 ลำ ผลเป็นที่น่าพอใจ ตั้งเป้าขั้นต่ำต้องเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำให้มากกว่าร้อยละ 50 หรือสามารถระบายน้ำได้ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งในขณะนี้ระดับน้ำในคลองทวีวัฒนาอยู่ที่ระดับ 0.7เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง จากขีดความสามารถรับน้ำได้ประมาณ 2 เมตร
โดยการทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำ ในพื้นที่ปลายน้ำในบริเวณกรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ จึงได้มีการทดสอบประสิทธิภาพการระบายที่แท้จริงในเส้นทางระบายที่เคยเป็น ปัญหาในปีที่ผ่านมา โดยในวันพรุ่งนี้จะทำการทดสอบในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ที่ระบบคลองทวีวัฒนา เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบผลักดันน้ำคลองทวีวัฒนา ของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการระบายของคลองให้เต็มศักยภาพตลอดแนวคลองและ ทดสอบระบบระบายน้ำเพิ่มเติมเส้นทางน้ำผ่านคลองพระยาราชมนตรี ผ่านคลองบางไผ่และคลองบางแวก สู่สถานีสูบน้ำพระยาราชมนตรี
by
Subongkoch
4 กันยายน 2555 เวลา 13:27 น.
วันแรก ทดสอบการระบายน้ำเข้ากรุงเทพฯ
ที่มา Voice TV
สุบงกช สุขแก้ว ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวี
รายงานสดบริเวณคลองทวีวัฒนา
ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้เริ่มตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ที่จะ
ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำฝั่งตะวันตก ของกรุงเทพมหานคร
บริเวณคลองทวีวัฒนา ก่อนจะมีการทดสอบจริงในเวลา 14.00 น.
by
Passavee
5 กันยายน 2555 เวลา 10:01 น.
ศึกแตงโมสะเทือนกองทัพ
ที่มา Voice TV
ใบตองแห้ง Baitonghaeng
VoiceTV Staff
Bio
คอลัมนิสต์อิสระ“รัฐบาลล้วงลูกกองทัพ” “การเมืองลุแก่อำนาจ” วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ แหม Drama Addictซะเหลือเกิน กับกรณีที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่ง “เด้ง” พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดฯ และ พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา ไปช่วยราชการ
แม้กระทั่งสื่อ ซึ่งควรจะรู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง ควรทำการบ้านก่อนวิเคราะห์ หลายรายก็ยังมั่ว หรือจงใจมั่ว ขยายความว่ารัฐบาลกำลังจะเข้าไปล้วงโผทหาร ตีปี๊บว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกับ ผบ.เหล่าทัพ ปั้นให้คนอ่านรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังล้ำเส้น “อันตราย”
ขณะที่ฝ่ายมวลชนเสื้อแดง บางรายก็เชียร์ พล.อ.อ.สุกำพลทันที โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ว่าต้องอย่างนี้สิ รัฐมนตรีจากการเลือกตั้งต้องกล้าใช้อำนาจโยกย้ายทหาร (เออ แน่จริงทำไมไม่ย้ายประยุทธ์ จันทร์โอชา) เช่นเดียวกับเสื้อเหลืองบางส่วนก็ยกให้ พล.อ.เสถียรเป็นฮีโร่ผู้ปกป้องสถาบันกองทัพไปโน่น
ทั้งที่เพียงพลิกปูมหลัง อ่านข่าวย้อนหลังกันซักหน่อย ก็จะอ่านสถานการณ์ได้ง่ายๆ ว่ากรณีนี้แม้เป็น “การเมืองเข้ามาแทรกแซงทหาร” แต่ก็ถือเป็นความขัดแย้งระหว่าง “ทหารสายการเมือง” กับ “ทหารสายการเมือง”
ถ้าความจำไม่สั้นคงจำกันได้ว่าปีที่แล้ว พล.อ.เสถียรก็เหาะข้ามมาจากประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย มาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ทั้งที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหมในตอนนั้นจะเอา พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกลาโหมอาวุโสสูงสุด แต่สื่อก็ตีข่าวเซ็งแซ่ว่ามี “ใบสั่งจากดูไบ” เพราะภริยา พล.อ.เสถียรไม่ใช่ใครที่ไหน ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์ นายกเทศมนตรีตำบลคำขวาง อ.วารินชำราบ อุบลราชธานี เป็น “แดงตัวแม่” มีบทบาทสูงในการจัดเวทีเสื้อแดง เวทีหาเสียงในภาคอีสาน ต่อสายตรงถึงทักษิณ เดินเข้าเดินออกอยู่ในทำเนียบ
ก่อนหน้านี้ยังมีข่าวบางกระแสว่า หลังเกษียณ พล.อ.เสถียรจะได้คั่วเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยซ้ำ
ส่วน พล.อ.ชาตรี ทัตติ ก็ไม่ใช่ “สายอำมาตย์” แต่ใดมา ข่าวเซ็งแซ่ว่าเป็น “สายบิ๊กจิ๋ว” ต่างหาก
ขณะที่ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วย ผบ.ทบ.เพื่อนร่วมรุ่น ตท.11 ของ พล.อ.เสถียรที่ พล.อ.อ.สุกำพลจะดันมาเป็นปลัดกลาโหม ก็มาจากแม่ทัพภาคที่ 3 ทั้งตอนนี้และตอนขึ้นผู้ช่วย ก็มีข่าวว่าได้แรงดันจากก๊วน ส.ส.ภาคเหนือ โดยเฉพาะ “เจ๊ ด.” กับสามี
พล.อ.ประยุทธ์ และ ผบ.เหล่าทัพคนอื่นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ เพราะถือว่าตำแหน่งปลัดกลาโหมเป็น “โควต้าการเมือง” ผบ.ทบ.โล่งอกด้วยซ้ำที่ พล.อ.ทนงศักดิ์ย้ายขึ้นมาเป็นปลัดกลาโหม ตัวเองจะได้ไม่ต้องเสียโควต้าให้ฝ่ายการเมืองเพิ่ม เพราะฝ่ายการเมืองก็เตรียมคนมาเสียบอยู่ยิกๆ ถ้า พล.อ.ทนงศักดิ์ขึ้นไม่ได้ โผทัพบกจะกระเพื่อมไปหมด
อ่านข่าวก็บอกอยู่ว่าถ้าลงมติในสภากลาโหม พล.อ.เสถียรมีแต่แพ้กับแพ้ แต่เจ้าตัวคงประเมินสถานการณ์ผิด คิดว่า “เข้าถึงดูไบ” ทั้งที่ “นายใหญ่” อาจคิดว่าก็ตอบแทนกันไปแล้ว ได้ตำแหน่งปลัดแล้ว จะเอาอะไรอีก พล.อ.ชาตรียังรอได้ กว่าจะเกษียณก็ปี 58
ผิดใดคงไม่เท่าการตัดสินใจเข้าพบ พล.อ.สุรยุทธ์ ส่งหนังสือถึง พล.อ.เปรม เล่นเกมแบบนี้เท่ากับฆ่าตัวตาย เสียความชอบธรรมในสายตามวลชนเสื้อแดง ทหารแตงโมด้วยกัน
ตำแหน่งรัฐมนตรีที่เคยเป็นข่าว คราวนี้หายต๋อม เก็บฉากเลย
ความเหมาะสมอยู่ที่ไหน
ถ้าเข้าใจตรงกันว่านี่เป็น “สงครามแตงโม” ก็ไม่ควรผลีผลามเลือกข้าง ต้องค่อยๆ พิจารณาว่า ใครมีเหตุผลกว่า
พล.อ.ชาตรีเป็น ตท.14 เหลืออายุราชการ 3 ปี แต่ขึ้นเร็ว ได้อัตราจอมพลในตำแหน่งรองปลัดกลาโหม ตามหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายก็เหมาะสมจะขึ้นปลัด แต่มีข้อท้วงติงเรื่องความเหมาะสม เพราะจะต้องบังคับบัญชานายทหารรุ่นพี่ทั้งสิ้น ขณะที่ในด้านการทำงาน หลายฝ่ายมองตรงกันว่า พล.อ.ทนงศักดิ์ทำหน้าที่ได้ดีกว่า
พล.อ.ทนงศักดิ์เป็น ตท.11 เหลืออายุราชการ 1 ปี เพิ่งขึ้นจากแม่ทัพภาคที่ 3 มาเป็นพลเอกปีที่แล้ว ยังไม่ได้อัตราจอมพล พรวดจากผู้ช่วย ผบ.ทบ.ขึ้นเป็นปลัดกลาโหมทั้งที่อาวุโสลำดับที่ 44 แม้มีความสามารถ ลำดับรุ่นเป็นที่ยอมรับ แต่ก็เหาะข้ามเกิ๊น
พูดอย่างกลางๆ ไม่เข้าข้างใครนะครับ ถ้ายังไม่ให้ พล.อ.ชาตรีเป็น ฝ่ายการเมืองก็น่าจะดันคนที่มีอาวุโสกว่านี้ อาทิเช่น เอา พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นปลัดกลาโหม เพราะเหลืออายุราชการตั้ง 2 ปี ฮิฮิ
ข่าววงในยังบอกว่า สาเหตุที่ พล.อ.เสถียรกามิกาเซ่ ไม่ใช่แค่เรื่อง พล.อ.ชาตรึคนเดียว แต่เพราะรัฐมนตรีสุกำพลดึงโผสำนักปลัดฯ ไปจัดการเองหมด แบบไม่ไว้หน้ากัน ทั้งที่ปกติรัฐมนตรีจะให้ปลัดจัดการ อยากได้ใครก็คุยกันถ้อยทีถ้อยอาศัย
แบบว่าตั้งแต่ พล.อ.อ.สุกำพลมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของอดีตนายกฯ ก็ไม่มีอะไรต้องเกรงใจ พล.อ.เสถียร ที่ถือว่ามาจากการเมืองเหมือนกัน แต่ห่างไกลจาก “ดูไบ” กว่า ขณะที่เรื่องการทำงาน พล.อ.อ.สุกำพลและเพื่อนพ้องก็มองว่า พล.อ.เสถียรบ่มิไก๊
ซึ่งต่างจาก ผบ.เหล่าทัพ ที่รัฐมนตรียังเกรงอกเกรงใจอยู่ ฝ่ายการเมืองขอแซะได้แค่บางตำแหน่ง
ถ้าพูดกันตามหลักการ ของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ปลัดกระทรวงเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง โดยรัฐมนตรีมีอำนาจตัดสินใจ แต่รัฐมนตรีก็ต้องมีเหตุผลในการปรับเปลี่ยน เช่น เลือกผู้ที่มีอาวุโสกว่าโดยความสามารถไม่ด้อยกว่ากันนัก หรือเลือกผู้ที่มีความสามารถกว่า แม้ด้อยอาวุโสแต่ก็ไม่มาก
งานนี้จึงกล่าวได้ว่ารัฐมนตรีล้วงลูก เอาไปทั้งลูก ทั้งยวง ไม่ใช่แค่แทรกแซง เพียงแต่ พล.อ.เสถียรไม่สามารถพูดเต็มปาก เพราะตัวเองก็มาจากการล้วงลูกเมื่อปีที่แล้ว เพียงแต่ตำแหน่งแห่งที่มายังเหมาะสมกว่า พล.อ.ทนงศักดิ์
และที่สำคัญ พล.อ.เสถียรดันไปร้องเรียนองคมนตรีและประธานองคมนตรี ข้ามขั้น ข้ามไลน์ ดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแย่งชิงตำแหน่ง
กรณีนี้ จึงเป็นสาเหตุให้ พล.อ.อ.สุกำพลสั่งย้ายได้ เพียงแต่ควรพูดให้ชัดเจนว่าการกระทำเช่นนี้ “มิบังควร” เพราะถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย เขาให้ไปฟ้องศาลปกครอง หรือจะร้องนายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด อันที่จริงก็ไม่ผิด (สุกำพลไม่ควรตีขลุมว่าร้องนายกฯ เป็นความผิด)
แต่มิบังควรไปร้ององคมนตรี เพราะองคมนตรีไม่มีอำนาจหน้าที่แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ หากมาชี้ขาดว่าให้เลือกคนนั้นไม่เอาคนนี้ ก็กระทบกระเทือนต่อองค์จอมทัพ ซึ่งทรงอยู่เบื้องสูง ต้องพ้นไปจากความขัดแย้ง เป็นที่เคารพเทิดทูนของนายทหารทุกคน (ขอโต้พวกชูพระราชอำนาจไปในตัว)
อีกประเด็นที่ พล.อ.อ.สุกำพลควรเคลียร์ให้ชัดคือ พล.อ.ชาตรีกับ พล.อ.พิณภาษณ์ ไปลงชื่อร่วมกับ พล.อ.เสถียรหรือเปล่า ถ้าเขาไม่ได้ลงชื่อ ท่านก็ไม่ควรย้ายเขานะครับ
ในทางการเมือง ศึกครั้งนี้จะจบด้วยการเคลียร์กันหรือหักกัน เป็นเรื่องที่เจ้าของไร่แตงโมต้องจัดการเอง หากฝ่ายค้านฝ่ายแค้นไม่เข้ามากระชุ่นให้บานปลาย ผมไม่ได้บอกว่าห้ามวิจารณ์ เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ ว่ารัฐมนตรีไม่ควรดันนายทหารที่อาวุโสลำดับที่ 44 ส่วนการที่รัฐมนตรีจะเลือกรองปลัดหรือไม่ ก็ควรเป็นอำนาจรัฐมนตรี (แต่ตอนนี้ให้อำนาจคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม) โดยต้องใช้อำนาจอย่างสมเหตุสมผล ฝ่ายค้านฝ่ายแค้นวิจารณ์ได้ แต่อย่า Drama มาก อย่าทำให้มีพระเอกนางเอกตัวอิจฉาเหมือนละครหลังข่าว เพราะเรื่องจริงเรื่องนี้ไม่มีสีขาวสีดำ
นี่ผมกำลังเลี่ยน Drama เรื่องดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยาน ที่พวกนักอนุรักษ์ออกมาโวยวายไม่ดูตาม้าตาเรือว่า นักการเมืองกลั่นแกล้ง โห ก็อธิบดีดำรงค์นี่ไม่ใช่หรือที่สื่อตีข่าวกันให้เซ็งแซ่ตอนกลับมารับตำแหน่ง ว่าเป็นคนของ “ยุทธ ตู้เย็น” พวกพันธมิตรยังหาว่าท่านอธิบดีนี่แหละเอาเจ้าหน้าที่อุทยานไปซุ่ม ทั้งก่อน 19 ก.ย.และตอนม็อบค้าน พ.ร.บ.ปรองดอง วันนี้พอทุบรีสอร์ทนายทุนสะใจคนกรุงคนชั้นกลางเข้าหน่อย กลายเป็นฮีโร่ถูกนักการเมืองกลั่นแกล้งไปซะแล้ว
การเมืองล้วงกองทัพ
กองทัพล้วงการเมือง
ความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีกับปลัดกลาโหมสะท้อนปัญหาน่าถก ถึงระบบแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ตลอดจนข้าราชการ
ถ้าพูดโดยหลักประชาธิปไตย เราต้องการเห็นกองทัพเป็นอย่างไร แน่นอน เราต้องการเห็นกองทัพที่บังคับบัญชาโดยนายทหารอาชีพ ซึ่งปฏิบัติตามคำสั่ง ตามนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่คิดทำปฏิวัติรัฐประหาร อ้างตนเป็น “ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” แล้วกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลที่มาจากประชาชนผู้เสียภาษี
แต่ขณะเดียวกัน เราก็คงไม่ต้องการเห็นนักการเมืองเข้าไปยุ่มย่ามกับการแต่งตั้งโยกย้าย ทำให้นายทหารต้องวิ่งเต้นเส้นสาย ข้ามหัว ข้ามห้วย ข้ามหลักอาวุโสและความรู้ความสามารถ จนเละเทะเหมือนตำรวจ ที่สามารถถูกย้ายจาก สวป.บางรักไปเป็นสารวัตรจราจรแม่ฮ่องสอนชั่วพริบตา
ทหารยังดีกว่าตำรวจ ที่ยังรักษาระบบไว้ได้ในหน่วยคุมกำลัง นายทหารที่จะเป็น ผบ.กรมต้องเริ่มต้นรับราชการในกรมนั้น ไต่เต้าตั้งแต่ร้อยโท ผบ.หมวด ผบ.ร้อย เข้า ร.ร.เสธ พวกที่สอบได้คะแนนต่ำหรือทำงานไม่เข้าตา ก็จะถูกถีบออกมาหิ้วกระเป๋าเจมส์ บอนด์ อยู่ในกรุงเทพฯ หรือตามกองบัญชาการต่างๆ พวกที่เหลือจะทยอยขึ้น ผบ.พัน รองผู้การ แล้วก็ผู้การกรม ซึ่งไม่ได้เป็นทุกคน แล้วแต่จังหวะ แล้วแต่นาย แล้วแต่เส้นสายเหมือนกัน แต่ยังไงๆ เขาก็ไม่เอาคนข้ามห้วย แบบเหาะจากทหารม้า พล.ม.2 ไปเป็นผู้การรบพิเศษลพบุรี เพราะถ้าเกิดสถานการณ์สู้รบ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความรู้จักคุ้นเคย รู้นิสัยใจคอ รู้ความสามารถของลูกน้องทุกคน เป็นสิ่งสำคัญ
ส่วนถ้าเป็น ผบ.พล แม่ทัพภาค แม่ทัพน้อย อันนั้นค่อยข้ามกัน ซึ่งที่ผ่านมา 80 ปีหลังอภิวัฒน์ ก็ไม่ใช่นักการเมืองหรอก เส้นนาย สายทหาร เสียส่วนใหญ่ นักการเมืองเพิ่งมีหือมีอือสมัยน้าชาติ 2 ปีกว่าก็โดนรัฐประหาร สมัยชวน 1 ชวน 2 ก็เงียบกริบ สมัยบรรหารไม่ต้องพูดถึง มีแต่บิ๊กจิ๋วที่เป็น ผบ.ทบ.มาก่อน
จนถึงยุคทักษิณ รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจเต็ม ถึงเป็นเรื่อง เมื่อดันพี่ชาย พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร มาเป็น ผบ.ทบ.ทั้งที่เป็นทหารช่าง อยู่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ข้ามห้วยข้ามหัวมาจากกองบัญชาการทหารสูงสุด มาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.อยู่หนึ่งปี แบบที่ทุกคนรู้ว่านี่แหละ ผบ.คนต่อไป
ผลเป็นไงครับ กองทัพปั่นป่วนระส่ำระสาย จนปีต่อมา ทักษิณต้องดันก้น “บิ๊กตุ้ย” ไปเป็น ผบ.สส.แล้วเอา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “บิ๊กป้อม” นายทหารสายคอมมานด์ของแท้มาเป็น ผบ.ทบ. แต่ทักษิณก็ยังไม่วายดันเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ทั้งที่นายทหารรุ่นนี้ไม่ได้โดดเด่นมาก่อน
หลัง “บิ๊กป้อม” ก็ถึงยุค “บิ๊กบัง” คราวนี้ทักษิณเข็ดแล้ว ไม่ตัดสินใจโดยพลการ รับฟังทุกฝ่ายแล้วเลือก “บิ๊กบัง” มารัฐประหารตัวเอง (ฮาไม่ออก) โดยกรณีตั้งบิ๊กตุ้ยกับดันก้นเพื่อนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กองทัพไม่พอใจ ทักษิณ
บทเรียนของยุคทักษิณคือ นักการเมืองไม่ควรใช้อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายจนเสียระบบ ข้ามไลน์ ข้ามห้วย ข้ามหัว แม้แน่นอนว่าอำนาจตัดสินใจเป็นของฝ่ายการเมือง แต่ก็ควรตัดสินใจจากแคนดิเดท 3-4 คนที่อยู่ในเกณฑ์ อยู่ในลำดับที่จะได้เลื่อนขั้น มีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
ยกตัวอย่างการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนล่าสุด ฝ่ายการเมืองเลือก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ทั้งที่อาวุโสน้อยกว่า พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ก็ไม่เห็นมีใครติฉินนินทา เพราะคำว่า “ความเหมาะสม” แม้หามาตรฐานวัดได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่เห็นกันทั้งสังคม
แต่ไอ้การที่เกรงอกเกรงใจกัน จนจะให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม แล้วให้ พล.ต.อ.ปานศิริมาเป็นเลขา สมช.นี่มันเว่อร์ครับ เกินความเหมาะสม สะท้อนทัศนะที่ต้องรักษาศักดิ์ศรีหน้าตากันในสังคมไทย ทั้งที่ควรชื่นชมว่า พล.ต.อ.ปานศิริก็เป็นคนดี มีผลงาน ไม่มีข้อบกพร่อง แต่ในจังหวะเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับว่าให้ พล.ต.อ.อดุลย์เป็นเหมาะสมกว่า มันไม่ใช่เรื่องที่ท่านสอบตก อกหัก เสียหน้า แต่ถือว่าได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เมื่อรัฐบาลต้องตัดสินใจด้วยเหตุผลประกอบหลายด้าน ก็ต้องยอมรับกันและทำหน้าที่ต่อไปอย่างสุภาพบุรุษ
พูดง่ายๆ ว่าระบบฝรั่งเขาไม่มีปัญหาแบบนี้ มีแต่แบบไทยๆ นี่แหละ บางครั้งตัวเองไม่มีปัญหา คนอื่นดันมีปัญหา ลูกน้อง ลูกขุน ลูกคู่ ดันมีปัญหา
หลังรัฐประหาร กองทัพตัดช่องน้อยแต่พอตัว ออก พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม ไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามายุ่งการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะกรรมการตามกฎหมายมี 7 คน คือ รมว. รมช. ปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. และ ผบ.ทร.โหวตกันเมื่อไหร่ รมว.กห.ก็แพ้วันยังค่ำถ้าทหารแพคกันแน่น
แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะคนทำงานด้วยกันทุกวัน ยังไงก็มีเรื่องต้องขออนุมัติ ของบ ขอเบิกจ่าย ผบ.เหล่าทัพจะมาตั้งป้อมกับรัฐมนตรีอยู่ได้ไง โดยเฉพาะเมื่อมองเห็นกันแล้วว่ารัฐบาลนี้อยู่นาน ใครทำรัฐประหารไม่มีสิทธิผุดเกิด ฉะนั้นในท้ายที่สุด ฝ่ายการเมืองก็ขอได้อยู่ดี แม้จะยังไม่สามารถเข้ามาล้วงทุกตำแหน่ง
จึงมีข่าวว่านายทหารบางคนที่อยากขึ้นคุมกำลัง บินไปพบ “นายใหญ่” ถึงฮ่องกงก็สัมฤทธิ์ผล เพียงแต่ตำแหน่งที่ได้นั้นยังเป็นตำแหน่งในไลน์ และอาวุโสถึง
นี่ถ้ารัฐบาลยังมั่นคงถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า พล.อ.ประยุทธ์อาจได้มาตามไลน์ คือมีอาวุโสสูงสุด อัตราจอมพล สมควรขึ้นปลัดกลาโหมต่อจาก พล.อ.ทนงศักดิ์ (ฮา)
ถ้าเป็นจริงก็สะใจดีนะครับ แม้ในหลักการไม่อยากเห็นการเมืองก้าวก่ายแทรกแซงกองทัพ แต่ในระยะเฉพาะหน้า อย่าลืมว่ากองทัพก็มีความผิดติดตัว ฐานทำรัฐประหาร และปราบปรามประชาชน ซึ่งไม่สามารถบอกว่าทำตามคำสั่ง เพราะกองทัพก็เป็นคู่กรณีกับผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาตั้งแต่ 19 กันยา 2549
ฉะนั้นหากฝ่ายการเมืองเข้าไป “ย่ำยี” กองทัพในช่วงนี้ ชั่วๆ ดีๆ ต่อให้ตัวบุคคลมีปัญหา มีผลประโยชน์ เล่นพรรคเล่นพวก ทำลายระบบ ทำลายความเข้มแข็งของสถาบันกองทัพ แต่ก็ถือว่าทำตามเจตนารมณ์ของประชาชนเสียงข้างมาก ซึ่งต้องการเห็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจในกองทัพ จากผู้ที่เคยมีส่วนทำรัฐประหาร และปราบปรามประชาชน ทั้งยังต้องการหลักประกัน ว่ากองทัพจะไม่สามารถทำรัฐประหารล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งอีก
ที่จริงยังไม่สะใจด้วยซ้ำ ยังถือว่ารัฐบาลแทบไม่ได้แตะต้องกองทัพ ถ้าให้สะใจต้องล้างบางให้หมด
ปฏิรูประบบ
พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหมนอกจากไม่เป็นประชาธิปไตยในแง่ไม่ยอมให้รัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้ง เข้ามากลั่นกรองการแต่งตั้งโยกย้าย ยังมีปัญหาไม่เป็นประชาธิปไตยในกองทัพเองด้วย เพราะให้อำนาจกับ ผบ.เหล่าทัพรับผิดชอบแต่ผู้เดียว
ถ้าเทียบกับหน่วยราชการอื่นๆ เช่น ก.ต.ของศาล ก.ตร.ของตำรวจ ยังเป็นการตัดสินใจรวมหมู่ แต่ในกองทัพแล้วแต่ “นาย” ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่มีเส้นสาย เด็กฝาก หรือเลือกที่รัก เฉพาะคนในสายตัวเอง
ไม่งั้นเราคงไม่ได้ยินคำว่า “บูรพาพยัคฆ์” “วงศ์เทวัญ”
มองเข้าไปในระบบทหารเอง อาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรม “รุ่น เหล่า พี่ น้อง นาย” เอื้อต่อระบบเส้นสายไม่ต่างกับนักการเมือง แต่ทหารต้องการปกป้องระบบของตนเอง ไม่ต้องการให้นักการเมืองเข้ามายุ่ง
“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” วลีอมตะของบิ๊กเสื้อคับสะท้อนวัฒนธรรมกองทัพ ที่ทหารต้องรักกัน ปกป้องช่วยเหลือกัน ใครทำอะไรเอี้ยๆ ก็ต้องปกป้องกันไว้ก่อน
ไม่ได้บอกว่าแย่นะครับ ผมเคยสัมภาษณ์นายทหารมาไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นคนน่าคบ เปิดเผย ตรงไปตรงมา ใจกว้าง รักเพื่อน รักลูกน้อง ไม่สนใจเรื่องทำผิดเล็กๆ น้อยๆ นั่นคือบุคลิกของผู้บังคับบัญชาในสนามรบ ลูกน้องตัวเฮี้ยวๆ มักเป็นหน่วยกล้าตาย ฉะนั้นถ้ายามสงบมันไปพังป้อมตำรวจ ก็ต้องช่วยกันไว้ มันไปคุมผับ ก็ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่
วัฒนธรรมทหารจะมีรุ่น มีนาย มีลูกน้อง ผูกพันกันไปจนวันตาย นายเป็นใหญ่ก็ฝากฝังลูกน้อง ถือเป็นประเพณี พูดไปแล้วทหารอาจจะดีกว่าตำรวจหรือข้าราชการสายอื่น ที่ “นาย” อย่าหันหลังเชียว หันเมื่อไหร่หลังเหวอะ แต่ทหารไม่มี ทหารมีแต่ช่วยกัน ฉะนั้นนายพลจึงล้นกองทัพ จบ จปร.ทำงานไปเรื่อยเปื่อยยังไงก็ได้เป็นนายพลก่อนเกษียณ ไม่นายช่วย ก็เพื่อนร่วมรุ่น
ทหารจัดโผกันที ต้องมีพี่คนนั้น พี่คนนี้ ฝากลูกน้อง เฮ้ย ไอ้นี่มันเด็กพี่ ช่วยหน่อย ความจริงพี่เกษียณไปแล้ว หมดอำนาจวาสนา ไม่สามารถให้คุณให้โทษอะไร แต่ทหารแม่-น่ารักตรงนี้ พี่ยังไงก็เป็นพี่ เคยช่วยเหลือเคยมีบุญคุณเคยมีน้ำใจ เด็กพี่ไม่ได้ขออะไรมาก แค่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ อัตราพลเอก พลโท พลตรี ก็บานกันเข้าไป
แต่นักการเมืองอย่าขอนะ ไม่ได้เชียว เมริงแทรกแซงกองทัพ
กระทรวงกลาโหมจึงกลายเป็นกระทรวงที่มีซี 11 มากที่สุดในโลก (แค่พลตรีก็เท่ากับอธิบดีซี 10 พลโท พลเอก เท่ากับปลัดกระทรวงซี 11 ส่วนอัตราจอมพล เป็นซี 11 พิเศษรับเงินเดือนอีกอัตราหนึ่ง) ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่มีงานทำ นายพล 90% หิ้วกระเป๋าเจมส์ บอนด์ นั่งโต๊ะตัวเดียวไม่มีลูกน้อง ไม่มีประเทศไหนในโลกเลี้ยงนายพลไว้มากขนาดนี้
นักการเมืองทุจริต สังคมด่ากันขรม แต่อย่าบอกนะว่าทหารไม่มีผลประโยชน์ ไม่ใช่แค่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยหลายรายก็สร้างตัวจากรับเหมางานกองทัพ แต่เวลาพูดเรื่องผลประโยชน์ ทหารมักไม่ด่ากัน เพราะทัศนคติของทหารถือว่าพวกตัวเสี่ยงชีวิตป้องกันชาติและราชบัลลังก์ ได้สิ่งตอบแทนบ้างไม่เห็นเป็นไร ขณะที่นักการเมืองเป็นพ่อค้านักธุรกิจมาจากไหนไม่ทราบ
การทุจริตที่เลวร้ายที่สุดในทัศนะทหาร จึงเป็นแค่อมเบี้ยเลี้ยงลูกน้อง
ในขณะที่บอกว่านักการเมืองไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายใน กองทัพ กองทัพเองก็ต้องล้างระบบเพื่อนพ้องน้องนาย อาศัยว่ากล้ามใหญ่ ขยายยศตำแหน่งเอาเปรียบส่วนราชการอื่น
ในขณะที่บอกว่ารัฐมนตรีไม่ควรใช้อำนาจโดยพลการ กองทัพก็ไม่ควรให้ ผบ.เหล่าทัพตัดสินใจแต่ผู้เดียว แต่ควรมีประชาธิปไตยในกองทัพ มีระบบคณะกรรมการทุกระดับชั้น ที่มีตัวแทนจากการเลือกตั้งของทหารแซมบ้าง ทหารเลือกตั้งกันไม่เป็นหรือไงครับ ไม่ได้บอกให้เอาระบบเลือกตั้งมาใช้ เวลารบเวลาทำงานต้องมี ผบ.สั่งการคนเดียว แต่เรื่องอื่นๆ ตั้งแต่โยกย้ายไปถึงสวัสดิการ ก็ควรมีปากเสียงบ้าง เป็นไม้ประดับยังดี
ถ้าทหารไม่อยากให้นักการเมืองแทรกแซงกองทัพ ก็ต้องวางระบบที่ทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า หนึ่ง กองทัพจะไม่ทำรัฐประหารอีก สอง กองทัพจะปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาล เสมือนหน่วยราชการทั่วไป ไม่ทำตัวเป็นหน่วยงานอภิสิทธิ์ สาม นายทหารได้รับการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งตามความรู้ความสามารถ ไม่เล่นพวก เส้นสาย ไม่แจกยศตำแหน่งกันเฟือฟาย
กองทัพก็เหมือนราชการทั้งระบบ ที่ต้องปฏิรูปโครงสร้าง มีระบบเลื่อนตำแหน่งด้วยการวัดผลงานจริง มีเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพ (Career Path) เพื่อให้อำนาจทั้งภายนอกและภายในแทรกแซงเล่นเส้นเล่นสายได้ยาก เพียงแต่ต้องทำกันจริงๆ อย่าปาหี่ และต้องใช้กลไกประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ เข้ามามีส่วนด้วย เพราะอย่างระบบของ ก.พร. ที่ให้ทำผลงาน ประเมินผลงาน เป็นผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นการเล่นเส้นสาย ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาประเมินอยู่ดี (หรือไม่ก็ไปจ้างทำผลงานแบบครูบ้านนอกยุคไอที)
ระบบราชการไทยเป็น Feudalism (มึงไทยมาก-ฮา) เจ้าขุนมูลนาย มีวิ่งเต้น เส้นสาย ประจบ สอพลอ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโน่นแล้ว นักการเมืองจึงเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงได้ ถ้าไม่ต้องการให้นักการเมืองแทรกแซง ก็ต้องทำให้มีหลักเกณฑ์ เป็นประชาธิปไตย กระจายอำนาจ รับฟังความคิดเห็น จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน จึงจะป้องกันการแทรกแซงได้ ไม่ว่าภายนอกหรือภายในก็ตาม
ใบตองแห้ง
29 ส.ค.55
....................................
29 สิงหาคม 2555 เวลา 19:08 น.
สัมภาษณ์: ทบทวน 11 ปี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับจรัล ดิษฐาอภิชัย
ที่มา ประชาไท
Tue, 2012-09-04 20:53
พิณผกา งามสม-บัณทิต เอื้อวัฒนานุกูล
สัมภาษณ์/เรียบเรียง
สัมภาษณ์/เรียบเรียง
แต่หากขยับใกล้เข้ามาอีกนิด เขาเป็นอดีตกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดแรกของประเทศ โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ตัวเขาสนใจและเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนานและก็เป็นส่วน หนึ่งที่ร่วมผลักดันให้มีการบรรจุการเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2543
ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จรัลจะแสดงออกถึงการต่อต้านการรัฐประหารอย่างเปิดเผยเข้าร่วมในการชุมนุมทาง การเมืองและเป็นเหตุให้เขาถูกถอดถอนโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันที่ 26 ก.ย. 2550
เมื่อเราชวนเขาทบทวนเรื่องที่มาที่ไปและบทบาทหน้าที่ของ กสม. ซึ่งเขาเองก็เป็นผู้ร่วมผลักดันมาแต่ต้น เขาบอกว่าปัญหาหลักในคณะกรรมการสิทธิชุดของเขาเองน่าจะเป็นเรื่องการให้ความ สำคัญต่อประเด็นสิทธิที่แตกต่าง โดยตัวเขานั้นยืนยันว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต้องให้ความสำคัญกับสิทธิทางการเมืองและสิทธิเมือง เป็นลำดับต้น และสิ่งที่เขาฝากเป็นพิเศษถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดปัจจุบันก็คือ การต้องกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานให้ชัดเจน
กสม. ชุดแรกอาจจะเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ อาจารย์พอจะประมวลได้ไหมว่ามีอะไรบ้าง
ข้อจำกัดแรกคือ ‘ข้าราชการ’ คนทำงานเป็นข้าราชการรัฐสภา ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน ไม่ได้ขึ้นต่อระเบียบ แต่ขึ้นต่อ พ.ร.บ. รัฐสภา ความคล่องตัวก็น้อย ความจริงพวกเราใหม่ๆ ตอนนั้นเรามีอุดมคติที่ไม่สามารถบรรลุได้เพราะข้อจำกัดจากระเบียบราชการ เช่น คนที่มาทำงานเราอยากได้นักสิทธิมนุษยชนจริงๆ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ผมเสนอว่าควรจะมาจากหลากศาสนาด้วย รวมไปถึงคนพิการ สุดท้ายทำไม่ได้ เพราะต้องเป็นข้าราชการ เราก็ผิดหวัง เราก็อยากให้พวกเอ็นจีโอมาร่วม พวกนักสิทธิมนุษยชนที่มีผลงานจริงๆ ก็ทำไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ และเราก็ใช้วิธีโอนเพื่อความรวดเร็วไม่อย่างนั้นก็ต้องไปประกาศรับสมัคร ช่วงแรกๆ ก็ใช้วิธีโอนข้าราชการไปๆ มาๆ ชุดผม ข้าราชการก็โอนหมดเลย ชุดแรกก็โอนทีละ 10 คน 20 คนปัญหาที่สองคือการจัดตั้งสำนักงาน ว่าจะทำอย่างไรมีกี่สำนัก ก็ใช้เวลาถกเถียงกัน ความจริงไม่ควรเถียงกันมาก ด้วยความกลัวว่าถ้าแบ่งเป็นสำนักงานให้ชัดเจนแล้วเดี๋ยวจะไม่ประสานกัน ต่างคนต่างทำ แต่ละสำนักก็ใหญ่ สุดท้ายก็ยังต้องแบ่งสำนัก
ปัญหาที่สามคือการตั้งคณะอนุกรรมการ กว่าจะตกลงกันได้ว่าจะมีกี่คณะ ก็ใช้เวลาหกเจ็ดเดือน เรื่องนี้ง่ายแต่เถียงกันเยอะ เพราะความสนใจต่างกัน เช่นบอกว่าต้องมีอนุกรรมการเสรีภาพสื่อ บางคนบอกต้องมีเรื่องเด็กสตรี ชนชาติ เถียงกันไม่จบ คือกว่าจะตกลงกันได้ก็หลายเดือน
ปัญหาที่สี่ คือการทำงาน เมื่อมีกสม. ใหม่ๆ คนเริ่มมาร้องเรียนแล้ว เราก็ยังได้กรรมการไม่ครบ 11 คนก็รอ พอครบ 11 คนยังตั้งสำนักงานกันไม่ได้ ยังไม่มีคนมาทำงาน ก็รอไปเรื่อยๆ คนก็ผิดหวัง เพราะมาร้องเรียนแล้ว ก็ช้า กว่าจะรับก็เถียงกันอีก บางคนบอกรับเรื่องเลย แต่บางคนก็ว่าไม่ได้เพราะถ้ารับมาแล้วไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีอำนาจ ไม่มีเครื่องมือ เราต้องมีระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบ ร่างระเบียบนั้นนี้
ปัญหาที่ห้า ในทางปฏิบัติอีกปัญหาคือ เวลาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมันจะต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ให้อนุกรรมการที่ตั้งมาตรวจสอบ กว่าจะตรวจสอบเสร็จ ก็ต้องลงไปดูข้อเท็จจริง ใช้เวลายาวนานมาก แล้วกว่าจะเขียนรายงานเสร็จ กว่ารายงานจะมาเข้าคณะกรรมการใหญ่
มีการวิจัยไว้ในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาและละตินอเมริกา โดยเฉลี่ยแล้วประสิทธิภาพของคณะกรรมการสิทธิของประเทศฯต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพใช้เวลาในการตรวจสอบและรายงาน 6 เดือนเสร็จ แต่ของไทย 2 ปียังไม่เสร็จเลย ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ กรณีใหญ่ก็นาน กรณีเล็กก็นาน
ทีนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติในเรื่องการตรวจสอบกสม. นะ คือเป็นกฎหมายที่ใจใหญ่ เป็นกฎหมายที่เรียกว่าดีกว่าที่อื่นก็ได้คือให้รับเรื่องร้องเรียนเกิดเมื่อ ไหร่ก็ได้ 10 ปี 20 ปี 30 ปีที่แล้ว หกตุลาก็มาร้อง กรณีถูกวิสามัญปี 2527 ก็มาร้อง แต่-ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 -3 ปี ถ้าเกินเขาไม่รับ เพราะตรวจสอบยาก ของไทยเรานี่เรียกว่าเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ ถามว่าดีไหม ดี แต่มีปัญหาคณะกรรมการสิทธิมันตรวจยากเพราะเราไม่มีอำนาจเหมือนตำรวจ หรืออัยการ
กรณีเรื่องเล็กที่เรารับแต่ประเทศอื่นอาจจะไม่รับเช่น เรื่องเล็กเรื่องก่อความรำคาญ ของเรารับหมด เช่น คนนอนไม่หลับเพราะว่ามีเสียงดัง ได้รับความกระทบกระเทือนจากหวูดรถไฟสามเสนคนนอนไม่หลับ เขามาร้องเรียนเราก็รับ กรณีประเทศฟิลิปปินส์ ถ้าเป็นเรื่องแรงงานไม่รับเพราระมีองค์กรอื่นอยู่แล้ว ของเรารับหมด แรงงาน สิ่งแวดล้อมฯลฯ
แต่ก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดผมคาดคิดผิด ผมคาดว่าปีหนึ่งๆ คนจะมาร้องเรียนไม่น้อยกว่าสามพัน เปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์มีการร้องเรียนปีละห้าพัน ถ้าอินเดียมีประมาณ 2-3 หมื่นต่อปี แต่นั่นคนเขาเยอะ มีคนเป็นพันล้าน
เอาเข้าจริงกสม.ไทยชุดแรกเฉลี่ย มีคนร้องเรียนแปดร้อยกว่า แต่ก็สองสวนเสร็จไม่ถึงห้าสิบเรื่องเลย
ของไทยเราปัจจุบันนี้ก็มีการร้องเรียนไม่ถึงสองพันเรื่อง
ทำไมคนยังมาร้องเรียนน้อย
หนึ่ง) เพราะคนไม่รู้ สอง) อาจจะเข้าไม่ถึง สาม) อาจจะกลัว เพราะการมาร้องเรียนกสม. ก็กลัวคนที่ละเมิดเขาคุกคาม ประเทศไทยคนมาร้องเรียนน้อยทั้งๆ ที่การละเมิดสิทธิเยอะอุปสรรคในการทำงานระหว่างกสม. ด้วยกันเองคืออะไร
ปัญหาใหญ่ที่สุดของชุดผม คือการขัดแย้งภายในเกือบทุกเรื่อง ทั้งในทางอุดมคติ การเน้นประเด็น ขัดกันอยู่เรื่อย ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อ จนกระทั่งต่อมาก็ไม่คุยไม่พูดกันแยกห้องกัน เมื่อก่อนกินข้าวด้วยกัน ก็ต่างคนต่างกิน ขัดแย้งกันในเรื่องงาน อาจจะเป็นปัญหาเรื่องความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ต่างกัน เน้นต่างกัน เช่นประธานเน้นสิทธิชุมชนเป็นหลัก ผมเน้นสิทธิทางการเมือง อีกคนเน้นสิทธิพลเมือง สิทธิเด็กสตรี เป็นต้นจริงๆ ก็น่าจะดีไม่ใช่หรือที่กรรมการแต่ละคนให้ความสำคัญคนละด้าน
แต่ว่ามันมีปัญหา เพราะว่ามันไม่ไปในแนวเดียวกัน มีปัญหาเวลากำหนดโครงการ อะไรต่างๆ ตอนนั้นวางแผนทางยุทธศาสตร์กัน ใช้เวลาวางแผนค่อนข้างนาน เชิญคนที่อยู่ในวงการนี้มาคุย แล้วก็มาร่างยุทธศาสตร์ ร่างอะไรต่างๆ ก็ยังไม่เป็นเอกภาพกันเท่าไหร่ปัญหาที่ 2 ในเรื่องนี้ก็คือ ขัดแย้งกับเลขาธิการขณะนั้น อันนี้ขัดแย้งกันมากจนกระทั่งต้องปลด คือมันไปกันยากนะถ้าไม่ปลด ทำงานกันไม่ได้ เรื่องเล็กๆ ไม่มีปัญหา แต่เรื่องใหญ่ๆ บางเรื่องเลขาฯ ก็ต้องขอความเห็นก่อน เช่น เรื่องพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสืออะไร เนื้อหายังไง ใครเป็นบรรณาธิการ งบประมาณเท่าไหร่ แบบนี้มันจะขัดแย้งกัน
ปัญหาที่ 3 การรับคน รับบุคลากรก็ขัดแย้งกัน ขัดแย้งกันจนสุดท้ายก็ต้องปลดแล้วก็ฟ้องร้องกันไป มันก็เป็นอุปสรรค ทีนี้คณะกรรมการสิทธิขัดแย้งกันเองยังไม่พอ ขัดแย้งกับเลขาฯ ยังไม่พอ มันก็ผลต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็จะแบ่งเป็นสายๆ เป็นกลุ่มๆ สภาพไม่น่าพอใจ แล้วแก้กันไม่ได้ ทีนี้ปัญหาพวกนี้ก็มีความพยายามที่จะแก้กัน ก็มีสัมมนาประชุมกัน มันก็แก้ไม่ได้
การเมืองมีผลต่อภายในองค์กรมากหรือไม่ ในช่วงท้ายของกรมการสิทธิชุดที่แล้ว
ไม่มี ไม่มีใครมาแทรกแซงจากข้างนอก ไม่มี ภายในมีบ้างในช่วงท้ายๆ ของกรรมการสิทธิชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงท้ายของรัฐบาลทักษิณก่อนโดนรัฐประหาร กรรมการสิทธินั้นมีความคิดเห็นต่างกันมาก
มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไรมาก เพียงต่างคนก็ไม่พูดกัน แล้วเรื่องที่จะเข้ามาเป็นเป็นปัญหากับการทำงาน จำได้ว่าแทบไม่มี ก็มีบ้าง สนธิ (ลิ้มทองกุล) ก็ให้ทนายมาร้องเรียนกรณีเขาถูกตำรวจออกหมายจับ มาร้องเรียน 2 ครั้ง เราก็รับตรวจสอบ ผมก็เรียกตำรวจมาสอบถามทำไมไปออกหมายจับ เขาก็บอกไม่จับไม่ได้ออกหมายเรียกมา 3 ครั้งแล้วไม่มา ตามหลักแล้วออกหมายเรียก 3 ครั้งแล้วไม่มาก็ต้องออกหมายจับ ซึ่งก็ถือว่าละเมิดสิทธินะ ก็มาร้องเรื่อง สงครามยาเสพติด ตั้งแต่ปี 47 ก็ไม่มีปัญหา ก็ตรวจสอบใครมาร้องเรียนที่ถูกละเมิดสิทธิ การจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบ หรือว่าสามีถูกฆ่าตาย พ่อถูกฆ่าตาย เราก็รับเรื่องร้องเรียน โชคดีที่คนมาร้องเรียนน้อยมาก เท่าที่ผมจำได้แค่ 31 ราย เรื่องคนถูกยิงตาย ตอนนั้นคนถูกยิงตายเยอะ ถูกจับก็เยอะ แต่มาร้องเรียนน้อย
แม้ว่ากรรมการสิทธิจำนวนไม่น้อย ไม่ชอบรัฐบาลทักษิณ วิพากษ์วิจารณ์กัน และมีแนวโน้มรับเรื่องร้องเรียน ถ้าร้องรัฐบาลทักษิณ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาการเมืองภายใน จนกระทั่งแม้แต่ก่อนหน้ารัฐประหาร มีกรรมการสิทธิส่วนหนึ่งไปร่วมชุมนุม ไปสังเกต หรือกระทั่งไปขึ้นเวทีด้วยนะ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะถือเป็นเสรีภาพของแต่ละคน
จนกระทั่งหลังรัฐประหาร มีกรรมการสิทธิด้วยกันถามบ้างว่าผมไปร่วมชุมนุม ตอนนั้นผมยังไม่เป็นแกนนำ ก็ถาม ผมบอก เอ้า! ผมก็ต้องไปร่วมชุมนุมอยู่แล้ว เหมือนกับตอนพันธมิตรฯ พวกคุณก็ไปชุมนุม แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นะ
จนกระทั่งผมประกาศตัวเป็นแกนนำคนหนึ่งของ นปก. ก็ไม่ได้มีใครมาห้ามอะไรหรอก แล้วก็ตอนถูกถอดถอน คือการเมืองระดับชาติไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่าไหร่กับพวกนี้หรอก กรรมการสิทธิเขาก็เฉยๆ ไม่รู้หรอกว่าเขาเห็นด้วยกับการถูกจับ การถูกถอดถอน เขาก็เฉยๆ นะ เขาคงไม่เห็นด้วย คงเห็นใจผมหรอก แต่คงไม่อยากทำอะไร
สรุป การเมืองระดับชาติไม่ได้มีผลอะไรเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่เป็นปัญหาของกรรมการสิทธิด้วยกันแหละ ทีนี้ปัญหาพวกนี้มันต่อมาถึงปัจจุบันต่อ
เปรียบเทียบกรรมการสิทธิชุดแรกกับชุดนี้อาจารย์มองว่าอะไรคือความแตกต่างที่สำคัญ
ตามความคิดของผม กรรมการสิทธิชุดแรกแม้นว่าที่มาดีกว่า องค์ประกอบก็ดีกว่า เพราะว่ามาจากเอ็นจีโอ มาจากผู้นำชาวบ้าน คือคุณอาภร วงษ์สังข์ มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยคือ ผมกับอาจารย์เสน่ห์ (จามริก) มาจากนักกฎหมาย มาจากหมอ คือในแง่องค์ประกอบหลากหลายกว่า ที่มาก็ดีกว่า แต่มีสภาพเหมือนกันกับปัจจุบัน คือเหมือนในแง่ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน กรรมการชุดแรกผมว่าความเข้าใจสิทธิมนุษยชนไม่เหมือนกันผมเคยเสนอตอนตั้งกรรมการสิทธิใหม่ ตอนที่ยังไม่ครบ 11 คน ว่า ต้องมานั่งคุยกันเรื่องสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ทฤษฎี สิทธินั้น สิทธินี้ เข้าใจกันยังไง เหมือนกันไหม สอง) ที่เราคำว่างานสิทธิมนุษยชน มีงานอะไรบ้าง งานส่งเสริมทำอะไร งานตรวจสอบ งานเสนอแนะต่อรัฐบาล เสนอแนะต่อรัฐสภาก็ต้องมานั่งคุยกัน แล้วควรจะเอางานไหนเป็นหลัก ถ้าไม่เอางานงานไหนเป็นหลัก
ในทางปฏิบัติ เรื่องตรวจสอบจะเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะคนจะมาร้องเรียน ทั้งบุคลากร เวลา งบประมาณก็ไปทางตรวจสอบ งานส่งเสริม ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องไปจัดอบรม สัมมนา เขียนเป็นหนังสือ แต่ว่ายังน้อยนะ
คือสิ่งที่กรรมการสิทธิชุดแรกทำไม่สำเร็จ ชุดนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จ ผมไปบางประเทศมา กรรมการสิทธิกับสื่อมวลชนเขาให้ความสำคัญกับสื่อมวลชนค่อนข้างดี หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ รายเดือน ก็จะมีคอลัมน์สิทธิมนุษยชนเลย อย่างที่ออสเตรเลีย หรือมาเลเซีย ของเราอยากจะมีสื่อมวลชนสิทธิมนุษยชน ตอนนั้นผมพยายามทำ มีคอลัมน์อยู่ในหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน
เรื่องที่อยากให้มีนักข่าวสิทธิมนุษยชน เรายังทำไม่ได้ ใหม่ๆ มีนักข่าวประจำ กสม.นานเข้าก็หายไป ยกเว้นเราจะจัดกิจกรรมหรือแถลงข่าว ที่นักข่าวหายไปเพราะว่าไม่ค่อยมีข่าว ไม่รู้จะเอาข่าวอะไรนะ ความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนยังไม่ดี คือเรายังใช้สื่อมวลชนเผยแพร่สิทธิมนุษยชนเรายังทำไม่สำเร็จ ชุดนี้ผมว่าก็ยังไม่สำเร็จนะ
ที่ผมเสนอ เราใช้คำว่าพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประเทศต่างๆ จะคล้ายกัน คือแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ฝ่ายที่ถูกละเมิด เราต้องสร้างพันธมิตรกับกลุ่มเอ็นจีโอ กับกลุ่มองค์กรแรงงาน เกษตรกร สื่อมวลชน
แล้วอีกส่วนเราต้องไปสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับผู้ที่มีแนวโน้ม ละเมิดสิทธิ คือ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักธุรกิจ นายทุน เราก็พยายามทำ คืออย่างแรกเราทำไม่ได้เลยกับผู้ที่มีแนวโน้มละเมิดสิทธิ ความจริงเราควรจะทำ ผมก็เสนอความเห็นว่าเราควรจะไปทำกับสภาอุตสาหกรรม หอการค้า กับทหาร ตำรวจ ไปฝึกอบรมทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ส่วนใหญ่เราจะทำกับผู้ที่มีแนวโน้มถูกละเมิด ถูกไหม ถูก แต่จะต้องทำกับอีกฝ่ายด้วย เพราะเราทำกับผู้ที่ถูกละเมิดอย่างเดียวมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ เขาตื่นตัวขึ้นมาแล้ว เขาไม่ยอมให้ถูกละเมิดแล้ว แต่ก็ยังมีคนละเมิดอยู่โครมๆ
ความรับรู้และเข้าใจของคนในสังคมไทย มันน้อยมาก คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีกรรมการสิทธิ ผมว่าจนถึงปัจจุบันนี้มีกรรมการสิทธิมา 11 ปีแล้วนะ คนที่รู้ว่ามีกรรมการสิทธิมีไม่มากหรอกไม่กี่เปอร์เซ็นต์ คนที่รู้จำนวนไม่น้อยก็มีทรรศนะว่าคณะกรรมการสิทธิเป็นเอ็นจีโอ
เมื่อก่อนเจอรัฐมนตรี พวกปลัดกระทรวง เขาถือว่าผมเป็นหัวหน้าเอ็นจีโอ เขาคิดว่าคณะกรรมการสิทธิเป็นเอ็นจีโอแล้วทัศนคติที่เขาไม่ชอบ ไม่ดีต่อเอ็นจีโอ ก็มาไม่ดีต่อกรรมการสิทธิ
ประการที่สาม เขาไม่รู้คณะกรรมการสิทธิมีอำนาจอะไรจริงๆ เพราะบ่อยมากเราเรียกใครมาตรวจสอบ คนที่เขามาร้องมาใครละเมิดเขา เป็นทหาร เป็นตำรวจ มีหลายคนถามว่ากรรมการสิทธิมีอำนาจอะไร ทำไมจึงเรียกเขามา เขาไม่ได้อ่านกฎหมายหรอก
เพราะฉะนั้นเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่รู้ หรือมีทัศนะว่าเป็นเอ็นจีโอ ก็เห็นว่าเป็นเสือกระดาษ รู้ว่าไม่มีอำนาจอะไรก็ไม่กลัว ยิ่งกระบวนการตรวจสอบการละเมิดสิทธิไปจนถึงกระบวนการมีข้อเสนอแนะถึงนายก ถ้านายกไม่ทำก็ถึงรัฐสภา ปรากฏในช่วงเกือบ 10 ปี เรื่องของคณะกรรมการสิทธิ กรณีตรวจสอบการละเมิดสิทธิที่ไปถึงสภาจริงๆ ยังไม่ถึง 10 เรื่องเลย น้อยมาก
คืออย่างนี้ พอเราตรวจสอบแล้วว่าละเมิดสิทธิ เราก็ส่งให้ผู้ที่ละเมิดไปแก้ไข เราให้เวลา ถ้าผู้ละเมิดไม่ทำเราส่งให้นายกในฐานะหัวหน้า ถ้านายกไม่ทำเราส่งให้สภา
เรื่องรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิที่นายกไม่ดำเนินการใดๆ ต้องเข้าสภา เข้าไปน้อยมากแล้วก็ช้า พอเข้าไปแล้วบางทีคนถูกละเมิดอาจจะตายไปแล้วก็ได้ ยังไม่ได้เข้า พอเข้าไปแล้วไม่มีประโยชน์แล้ว พอเข้าไปแล้วสภาแค่รายงาน
รายงานการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนที่มีผลอยู่บ้างที่มีผลต่อผู้ที่ละเมิด ก็ไม่ใช่ไม่มี ก็มีอยู่บ้าง ก็มีน้อยมาก อย่างเช่นคดียาเสพติด คนถูกจับแล้วก็ถูกซ้อม แล้วไปขึ้นศาล เมียก็ร้องเรียน เราตรวจสอบ ศาลยกฟ้องนะถือว่าจำเลยสารภาพเพราะถูกซ้อม อันนี้มีอยู่ หรือเรื่องยับยั้งการสร้างไอ้นั่นไอ้นี่ การละเมิดสิทธิชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมก็มีบ้าง แต่ถ้าเปรียบเทียบแล้วน้อยมาก
กลับไปเรื่องเดิมคือเรื่องช้า มันช้าทุกเรื่อง อย่างเช่น ตามหลักการและกฎหมายของไทย คณะกรรมการสิทธิปีหนึ่งๆ จะต้องเขียนรายงานอย่างน้อย 2 ฉบับ ฉบับแรกรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเพื่อให้รัฐบาล รัฐสภา
อย่างสองรายงานประเมินผล ปรากฏว่าปีแรกไม่เสร็จ ของปีแรกไปเสร็จในปีที่ 3 คือมันช้าหมด
ทีนี้บางประเทศเขาพลิกแพลงอย่างอินโดนีเซียเขา เอารายงานทั้งสองมาอยู่ในฉบับเดียวกัน ก็โอเค คือรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนมันเผยแพร่ทั่วไป คือให้ทั้งรัฐบาล รัฐสภา ถ้ารายงานประเมินผลการปฏิบัติงานต้องรายงานต่อรัฐบาลและรัฐสภาด้วย แล้วถ้าให้ดีต้องเป็นภาษาอังกฤษด้วย เราก็พยายามแปล นี่ก็ช้าเหมือนกัน แล้วรายงานนี่ต้องให้รัฐสภามาพิจารณา ซึ่งไม่รู้ว่าปัจจุบันไปถึงรัฐสภากี่ฉบับ
เราเริ่มทำงานตั้งแต่ 13 ต.ค. 44 พอถึง ต.ค.45 ก็ต้องหนึ่งเล่มแล้ว ปรากฏว่าไปเสร็จเกือบปี 47 พอไปถึงคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่รู้ว่าอ่านหรือไม่อ่าน พอไปถึงสภาเหตุการณ์มันเกิดเมื่อ 3 ปีที่แล้วมันก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ที่บอกว่ากรรมการสิทธิแต่ละคนเข้ามาโดยให้ความสำคัญกับประเด็นที่ไม่เหมือน กัน ในช่วงหลังรัฐประหาร และเหตุรุนแรงทางการเมืองต่อเนื่องกัน มีคำถามจากฝั่งเสื้อแดงว่ากรรมการสิทธิของไทยให้ความสำคัญกับสิทธิทางการ เมืองน้อยเกินไปหรือเปล่า หรือความจริงอยู่ที่ความช้าอย่างที่พูดมา
คณะกรรมการสิทธิชุดแรก สถนการณ์ใต้ปี 47 ก็รับเรื่องร้องเรียนและลงไปตรวจสอบหลายกรณี แต่ส่วนใหญ่ก็ทำไม่สำเร็จ ตรวจสอบเสร็จบ้างก็มี นี่มีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันก็มีนะในหลายกรณีอย่างกรณี 31 ศพ (สงครามยาเสพติด) ก็มีที่สอบสวนและทำรายงานเสร็จบ้างใช่ไหม
เสร็จเป็นบางเคสกสม. เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญก่อตั้งมา 11 ปีแล้วน่าจะต้องทบทวนประสิทธิภาพและบทบาทหรือไม่ เช่น ประสิทธิภาพของกรรมการสิทธิที่ทำงานแก้ปัญหาหรือเยียวยาได้แค่ไม่กี่เคส (หัวเราะ) คือสภาพกรรมการสิทธิเกือบทุกประเทศคล้ายกัน พอเข้าปีที่ 2 ที่ 3 พวกเอ็นจีโอหายละ เริ่มหันหลัง เริ่มไม่ชอบ เริ่มวิพากษ์วิจารณ์
คณะกรรมการสิทธิมาเลเซียถูกเอ็นจีโอวิจารณ์หนัก เพราะเขาไม่ได้เป็นองค์การอิสระจริงๆ มาจากนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง แล้วเขาก็กลัวด้วย ฟิลิปปินส์ก็เหมือนกัน คณะกรรมการสิทธิอินโดนีเซียก็เหมือนกันคณะกรรมการสิทธิอินเดียยิ่งแล้วใหญ่ คือคณะกรรมการสิทธิทุกที่ เอ็นจีโอทางด้านสิทธิและเอ็นจีโอทั่วไปที่เป็นคนให้กำเนิด มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง พอเข้าปีที่ 2 ที่ 3 จะหันหลังแล้ว เพราะทำงานไม่ได้อย่างที่คาดหวัง และจุดยืนอย่างกรรมการสิทธิศรีลังกาถูกวิจารณ์น่าดู ว่าไปเข้าข้างรัฐบาลกรณีทมิฬ ว่าไม่เข้าข้างผู้ถูกละเมิด แต่ก็ยังไม่มีความเห็นค่อนที่ข้างรุนแรงจากที่ไหนว่าต้องเลิก มีดีกว่าไม่มี
มีความพยายามที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เช่นแก้ไขกฎหมาย ปรับการทำงาน ที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมากคือกรรมการสิทธิประเทศแอฟริกาใต้ เพราะว่ามีบริบททางการเมืองอยู่ ที่อื่นก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่
ทีนี้ของไทยเรามันมาเพิ่มก็คือว่า ในช่วงหลังสังคมการเมืองทั่วไปก็ไม่ชอบกรรมการสิทธิ ไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่ากรรมการสิทธิเป็นเอ็นจีโอ เป็นพวกสิทธิมนุษยชน ต่อมาไม่ชอบเมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง เมื่อกรรมการสิทธิไปแสดงคล้ายกับว่าไม่ทำอะไร หรือว่าไปแสดงเป็นฝักฝ่ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คนก็ไม่ชอบ
รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ไม่ชอบอยู่แล้ว ไม่มีรัฐบาลที่ไหนชอบกรรมการสิทธิหรอก ยิ่งในเอเชีย ไม่ว่ารัฐบาลมาเลเซีย รัฐบาลไทย มีรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่ยังไม่เท่าไหร่นะ เพราะกรรมการสิทธิเกิดขึ้นจากการต่อสู้ร่วมกันจากการต่อต้านมาร์กอส
ผมเพิ่งไปฟิลิปปินส์เมื่อเดือน มี.ค.ก็ไปพบประธานกรรมการสิทธิก็ถามเรื่องนี้เหมือนกัน ก็บอกว่ากรรมการสิทธิ์เขาต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลเอาไว้ ไม่อย่างนั้นของบประมาณหรือความสนับสนุนช่วยเหลือไม่ได้ ของฟิลิปปินส์เขามีความสัมพันธ์ที่ดีนะ ถึงกับของบประมาณเช่าเอลิคอปเตอร์ คนที่ถูกละเมิดสิทธิที่จำเป็นต้องพาเข้ามะนิลาเพราะประเทศเขาเป็นเกาะ แล้วก็มีโรงพยาบาลด้วย มีห้องหมอห้องพยาบาลของกรรมการสิทธิ์ เพราะคนถูกละเมิดมาบางทีต้องตรวจรักษาพยาบาลเอง ถ้าไปหาแพทย์แล้วแพทย์ไปเข้าข้างอีกฝ่ายก็จะมันมีปัญหา เขาวางรากฐานไว้ดี ของฟิลิปปินส์มีตั้ง 16 สาขามั้ง ของไทยเราไม่มี
เพราะฉะนั้น กรรมการสิทธิ์ไทยชุดที่แล้วกับชุดนี้ก็จะมีปัญหาเหมือนๆ กันคือ เอ็นจีโอไม่ค่อยชอบ รัฐบาลไม่ค่อยชอบ สังคมการเมืองก็ไม่ชอบ ในสถานการณ์อย่างนี้จะทำอย่างไร จะปรับปรุงจะแก้ยังไง บางคนบอกให้เลิกเลย ให้ยุบไป (หัวเราะ)
ถ้าเราตัดทัศนคติจากภายนอกว่าชอบ ไม่ชอบออกไป แล้วดูจากผลงานเพราะตอนนี้องค์กรของกรรมการสิทธิ์ค่อนข้างใหญ่ ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ผลงานยังไม่เข้าตาเท่าไหร่ อาจารย์มองว่าควรจะมีองค์กรนี้อยู่ต่อไปไหม
ยังควรจะมี แต่เอาผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภามารวมด้วยทำไมไม่กลับไปใช้ช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา หรือศาลปกครองแทนเหมือนในยุโรปบางประเทศ
คือ ศาลปกครองต่างจากกรรมการสิทธิ์ตรงศาลปกครองมีอำนาจตัดสินแก้ปัญหาการละเมิด สิทธิได้เด็ดขาด อันนี้เป็นข้อดี ของคณะกรรมการสิทธิ์เป็นกึ่งตุลาการ ส่วนใหญ่แก้ปัญหาผู้ถูกละเมิดสิทธิ์ไม่ค่อยได้ แต่เป็นองค์การที่เข้าเสริม ตอนแรกผมคิดว่างานของคณะกรรมการสิทธิควรเน้นแนวทางการทำงาให้เน้นการส่ง เสริม การเผยแพร่ และการเสนอแนะต่อรัฐสภาและรัฐบาล ตรวจสอบให้เป็นเรื่องรอง แต่ก็มีปัญหาอีกถ้าไม่ตรวจสอบเป็นเรื่องหลัก คนถูกละเมิดอยู่โครมๆ ทุกวันๆ ไม่อย่างนั้นก็ต้องมีองค์การอื่นที่ไปตรวจสอบการละเมิดสิทธิซึ่งก็ไม่ได้อีก เพราะมีคณะกรรมการสิทธิ์แล้วไปเรียกร้องให้มีองค์การอื่นมาตรวจสอบ มันไม่ได้ นี่มันก็เป็นปัญหาจากประสบการณ์ของอาจารย์ ตอบได้ไหมว่าทำไมการทำงานของกสม. จึงล่าช้า
หนึ่ง) เนื่องจากว่ามันมีอำนาจไม่เพียงพอ การตรวจสอบจึงไม่สามารถที่จะได้ข้อมูล ได้ข้อเท็จจริง ได้พยาน หลักฐานอะไร เพราะว่าเราไม่ได้มีอำนาจเหมือนตำรวจสอง) โดยหลักการของกรรมการสิทธิอีก หลักการสิทธิมนุษยชนไม่อนุญาตให้เรา เพื่อให้ได้การแสวงหาความจริง จะไปทำอะไรแรงๆ ก็ไม่ได้อีก เช่น เวลาสอบสวนเราไปขู่ไม่ได้นะ เราเที่ยวไปขู่ไปหลอกล่อ ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้ถูกสอบสวน
สาม) กรรมการสิทธิชุดปัจจุบันเขาแก้หน่อยหนึ่ง ซึ่งผมยังคิดว่าอาจจะไม่ถูก ก็คือว่าเขาให้ในการแสวงหาข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองสิทธิเป็นคนหา คณะกรรมการแค่มาพิจารณาเหมือนกับศาลพิจารณาคดี พิจารณาสำนวน
ความจริงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติการ เขาให้คณะกรรมการมาตรวจสอบจะมีปัญหามาก ชุดนี้ยิ่งช้า อย่างเช่น ปปช.ทุกกรณีต้องตั้งอนุกรรมการ มีเป็นไม่รู้กี่ร้อยชุด เป็นพันชุดมั้ง
กรรมการสิทธิชุดแรกมี 11 คน ต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ทีนี้ตั้งอนุกรรมการเป็นเรื่องๆ เป็นกรณีๆ แบบ ปปช.ก็ไม่ได้ มันจะเยอะมาก เช่น ถ้ามาร้องเรียน 3,000 ราย ก็ต้องตั้งอนุฯ รวมกัน เช่น ตอนนี้มีอนุกรรมการสิทธิการเมืองและพลเมือง อนุกรรมการสิทธิเด็ก สตรี และเยาวชน อย่างผมเป็นประธานอนุกรรมการสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน แล้วก็อนุกรรมการสิทธิชนชาติส่วนน้อย อนุกรรมการสิทธิการศึกษา โดยระบบนี้มันทำให้ช้า แต่ประสบการณ์ของผม คือความสามารถทั้งในการตรวจสอบทั้งในการเขียนรายงาน เขียนรายงานช้ามาก ทีนี้เขียนก็ช้า มาถึงอนุกรรมการพิจารณาก็ช้าอีก กว่าจะเสร็จก็หลายครั้ง ขึ้นถึงคณะกรรมการก็พิจารณากันอีก มันช้าทุกขั้นตอน ตอนหลังถึงใช้วิธีจ้างคนอื่นมาเขียน ก็ไม่ได้อีก คนที่มาเขียนได้จะต้องอยู่ในอนุ
กรรมการสิทธิชุดนี้แม้นว่าจะมีสภาพคล้ายกันกับกรรมการชุดแรก แต่ที่มาก็ควรแก้ให้มีความชอบธรรมหน่อยหนึ่ง คือมาจากการสรรหาของคน 7 คน มาจากผู้พิพากษา เป็นตุลาการเสีย 5 คน มาจากประธานรัฐสภา จากผู้นำฝ่ายค้าน อันนี้ต้องเปลี่ยน มันต้องเลือกเหมือนชุดแรก ให้สภาเป็นคนเลือก แต่ว่าในบางประเทศเขาให้นายก ให้ประธานาธิบดีส่งมา เหมือนศรีลังกา ผมยังคิดว่าต้องให้เลือก ให้มาจากการเลือกตั้ง ในการทำงานไม่เน้นการตรวจสอบ ให้เน้นการส่งเสริม เผยแพร่ เสนอแนะ มีคนวิจัยและสรุปแบบนี้มาเยอะ แต่ในความเป็นจริง ถ้าไม่เน้นการตรวจสอบ คนถูกละเมิดสิทธิมาร้องเรียน การตรวจสอบมันเป็นงานหลัก จะแก้ยังไงผมยังคิดไม่ออก
อาจารย์ยืนยันว่าแม้จะทำงานช้าแต่ว่าต้องมีไว้
ความจริงระบบสิทธิมนุษยชน นี่พูดทั้งโลกเลยนะ ของสหประชาชาติก็ช้าเหมือนกันนะ ยกตัวอย่างเช่น ผมร้องเรียนไปเกือบ 2 ปีครึ่งแล้วนะต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ผมไปตามมา 2 ครั้งแล้ว ยังไปไม่ถึงไหน ผมร้องเรียนกรณีถูกสลายการชุมนุม ผมร้องเรียนไป 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ถูกจับกุมและถูกถอดถอน สมัยนั้นยังไม่ยกระดับเป็นคณะมนตรี ยังเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เขาตรวจสอบเสร็จนะ แต่ตรวจสอบแบบสหประชาติคือให้รัฐบาลไทยชี้แจง รัฐบาลสุรยุทธ์ (จุลานนท์) ชี้แจงไป ผมร้องเรียนว่าถูกจับกุมคุมขัง ประชาชนถูกสลายการชุมนุมหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ต่อมาถูกถอดถอน รัฐบาลสุรยุทธ์ชี้แจงว่าทำตามกฎหมาย ไม่ได้ละเมิดสิทธิ์ เอ้า! จบแต่ยังดีนะ เรื่องผมผ่านสมัชชาใหญ่สหประชาชาตินะ เพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติต้องรายงานต่อสมัชชา แล้วต่อมาก็มีการปฏิรูปเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แล้วคนหนึ่งที่มีบทบาทในการปฏิรูปคือ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งตอนนั้น โคฟี อันนัน ตั้งให้เป็นประธาน
เรื่องผมร้องเรียนไป ยังไม่เข้าถึงคณะมนตรีเลย ตอนนี้ยังอยู่ที่คณะทำงานเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผมร้องเรียนไปตั้งแต่ 23 มิ.ย.2553 หลังเหตุการณ์ ผมได้รับคำตอบว่าได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วเดือน ก.ย. คิดตั้งแต่เดือนกันยามาถึงตอนนี้ก็เกือบ 2 ปี คือมันช้า ระบบสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติก็ช้า ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ทำไมต้องมี เพราะว่ากระแสโลกปัจจุบัน สิทธิมนุษยชนเป็นกระแสใหญ่ของโลก สหประชาชาติจะไม่มีองค์การ ไม่มีงานด้านนี้ไม่ได้เลย แม้จะไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องมี มีปฏิญญาสิทธิมนุษยชน มีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทั้งหมด 7-8 ฉบับ แล้วก็มี สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน มีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน มันต้องมีเพราะสิทธิมนุษยชนเป็นสาเหตุเบื้องต้นพื้นฐานอันหนึ่งของการที่มี การรบราฆ่าฟัน สงคราม สังหารหมู่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มันต้องมีแต่ทำยังไงให้มีประสิทธิภาพ ที่มีประสิทธิภาพหน่อยคือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
เขาก็มีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ เป็นองค์กรที่มาปฏิบัติ ในประเทศไทยก้มีตัวแทนอยู่ แต่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านผู้ลี้ภัย นั่นเป็นงานช่วยเหลือคน ทำได้อยู่แล้ว แต่นี่เป็นงานทั้งส่งเสริมและคุ้มครอง เช่น ผมไปร้องเรียนไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง สมัยเกิด คมช. ก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน วันก่อนเห็นมีคนไปร้องเรียน พวกกรีนไปร้องเรียนว่ารัฐบาลไทยไม่ขอให้อเมริกาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ไปร้องเรียนผู้แทนสิทธิมนุษยชน เข้าไหม ก็เข้าอยู่ เพราะทักษิณ (ชินวัตร) ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก คือตราบใดที่ประเทศไทยไม่ได้ร้องขอไป อเมริกาจะจับส่งมาได้ยังไง แล้วรัฐบาลไทยจะร้องขอไปทำไม พี่ชายนายก มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็เหมือนกับตอนที่พี่ชายชวน หลีกภัย โกงเงินธนาคารกรุงไทยไป 200 ร้อยล้าน หนีคดีอยู่ 20 ปี ชวนเป็นนายก 2 ครั้ง พวกเราก็พูด ใครๆ ก็พูด ไม่เห็นตามล่ะ (หัวเราะ)
กรรมการสิทธิชุดนี้เหลือวาระอีก 3 ปี อาจารย์ประเมินการทำงานยังไง และคิดว่าควรจะมีการปรับทิศทางการทำงานอย่างไรไหม
ทิศทางคณะกรรมการสิทธิชุดที่ผมเป็นกับชุดนี้ ผมยังคิดว่าปัญหาการละเมิดสิทธิการเมืองและพลเมืองยังดำรงอยู่ โดยเฉพาะหลังรัฐประหารมา เพราะฉะนั้นจะต้องจับประเด็นนี้ให้มาก สิทธิพลเมือง กรรมการสิทธิชุดผมกับชุดนี้จับ เช่น สิทธิชนชาติส่วนน้อย ตอนนั้นมีกรณีที่อำเภอแม่อาย ที่เชียงใหม่ สิทธิเรื่องสัญชาติจับไหม ก็ต้องจับเหมือนกันแต่ว่า มันไม่อยากใช้คำว่าเป็นหลัก อันนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์นะคณะกรรมการสิทธิต้องวางยุทธศาสตร์ ประเทศไทยโดยหลักการปารีส โดยปฏิญญาเวียนนา ให้แต่ละประเทศมีแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประเทศไทยก็มี นี่เป็นแผนที่ 3 แล้ว แผนแรกหายวับ แผนแรกผมมีส่วนร่างด้วย ร่างโดยคณะกรรมการฉลอง 50 ปีปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน คุณอานันท์ (ปันยารชุน) เป็นประธาน
แผนแรกประกาศใช้ในรัฐบาลชวน หลีกภัย แต่ก็เงียบ ตอนรัฐบาลไทยรักไทยผมก็เสนอเหมือนกันให้สนใจแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปรากฏว่าเขาไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ จนกระทั่งจบแผนแรกขึ้นแผนที่ 2 อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ วันหนึ่งก็เกิดสนใจขึ้นมา ก็ร่วมกับคณะกรรมการสิทธิไปจัดประชุมที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลว่าจะร่าง แผนที่ 2 กัน ปรากฏแผนที่ 2 กว่าจะร่างเสร็จก็เอาให้กระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบ กระทรวงยุติธรรมก็ out source มาให้จุฬา ทำไปทำมากว่าจะเสร็จก็นาน แผน 2 เสร็จก็เงียบหายเหมือนกัน ตอนนี้แผน 2 จะจบแล้วมั้ง ตอนที่ร่างแผน 2 ผมก็เข้าไปมีส่วนนิดหน่อย เพราะตอนนั้นเริ่มอยู่ในช่วงรัฐประหารเผด็จการ
ทีนี้คณะกรรมการสิทธิต้องมียุทธศาสตร์ แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่ใช่แผนของคณะกรรมการสิทธินะ เป็นแผนของรัฐบาลซึ่งหลายประเทศมีแผนแบบนี้ แต่ของคณะกรรมการสิทธิเองต้องมีแผนยุทธศาสตร์ว่า ในช่วง 5 หรือ 6 ปีที่เป็นกรรมการสิทธิ ยุทธศาสตร์หลักอยู่ที่ไหน ตอนกรรมการสิทธิชุดแรกก็ร่างกัน ใช้คำว่ากลยุทธ พวกผมไม่เห็นด้วย มันเป็นศัพท์ทางธุรกิจ เลยมาเป็นยุทธศาสตร์สิทธิมนุษยชน มี 7-8 ยุทธศาสตร์ ทีนี้ผมไม่รู้คณะกรรมการสิทธิชุดใหม่แผนยุทธศาสตร์มีอะไรบ้าง จะเน้นเรื่องอะไร ฟิลิปปินส์เขาเน้นเรื่องสิทธิพลเมืองการเมืองเท่านั้น สิทธิอื่นไม่เน้น เชาบอกเรื่องแรงงานก็มีกระทรวงแรงงาน เรื่องเด็กอย่างของเราก็มีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ของฟิลิปปินส์เน้นสิทธิพลเมืองการเมืองตั้งแต่ต้นเลยจนถึงปัจจุบันนี้ ของเรามันเน้นทุกสิทธิ เราเอาทุกสิทธิ
คณะกรรมการสิทธิชุดนี้ ความเห็นผมต้องกลับมาเน้นสิทธิพลเมืองการเมืองเป็นหลัก สอง) ต้องมีประสิทธิภาพ มีโชว์เคสดังๆ ที่แก้ปัญหาสำเร็จ ทีนี้กรรมการสิทธิชุดนี้ 3 ปีแล้วมีเคสอะไรดังๆ บ้าง
กรรมการสิทธิชุดผมทำท่าจะเป็นโชว์เคส ก็คือกรณีการสลายการชุมนุมที่หน้าโรงแรมเจบี หาดใหญ่ กรณีท่อก็าซไทย-มาเลเซีย ถือเป็นโชว์เคส ตอนนั้นเพราะทำโดยคนที่ไม่ชอบทักษิณ พวกวสันต์ พานิช หมอประดิษฐ์ (เจริญไทยทวี) แล้วก็ปลายคณะกรรมการสิทธิชุดที่แล้ว ทำท่าจะเป็นโชว์เคส ตอนนั้นผมบอกนี่ต้องเคารพ กรณี 7 ตุลา (สลายการชุมนุมพันธมิตรฯ) ปรากฏว่ายังไม่ถึง 7 วัน เหมือนกับว่าเสร็จแล้ว ผมบอกว่าทำไมขยันขันแข็งกันจริงๆ สมัยที่ผมเป็นกรรมการสิทธิ เรื่องเล็กๆ กว่าจะเสร็จก็ครึ่งปี 1 ปี นี่ 7 วันเสร็จ ความจริงไม่ใช่ คือคุณสุรสีห์ (โกศลนาวิน) ไปเยี่ยมเยียน ไปถามคนที่เจ็บจากการสลายการชุมนุม แล้วมาแถลง แต่ว่าเขายังไม่ได้เขียนนะ แค่แถลงข่าวแต่ไปออกว่ากรรมการสิทธิตรวจสอบการละเมิดสิทธิและมีข้อสรุป ประเมินผลแล้ว 7 วันนี่มันสุดยอด เพื่อจะเข้าข้าง เพื่อจะล้มรัฐบาลสมชาย
ความคาดหวังเรื่องรายงานการสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อปี 2553
คงออกไม่ได้หรอก ไม่รู้สิ ตอนที่เขาเรียกผมไปตรวจสอบการสลายการชุมนุม ผมก็ชี้เรื่องนี้ คนเสื้อแดงเขามองว่าเข้าข้างนะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ภูเก็ต ประชาธิปัตย์กับเสื้อเหลืองไปจนกระทั่งชุมนุมไม่ได้ จัดเวทีไม่ได้ กรรมการสิทธิเฉยเลย แต่พอเสื้อแดงไปละเมิดสิทธิเรื่องอะไรเล็กๆ ในกรุงเทพฯ อาจารย์อมรา (ประธานกรรมการสิทธิชุดปัจจุบัน) บอกว่าเป็นการละเมิดสิทธิชัดเจน ประชาธิปัตย์กับเสื้อเหลืองไปล้อมไปข่มขู่คุกคมจนกระทั่งเขาจัดไม่ได้ เรื่องโฟร์ซีซั่นเหมือนกัน ประธานกรรมการสิทธิออกมาแถลง ความจริงคณะกรรมการสิทธิประเทศต่างๆ เขาจะให้มีโฆษกหรือกรรมการแถลงแสดงท่าที ไม่ใช่รายงานผลการตรวจสอบ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเรื่องนี้กรรมการสิทธิมองยังไง แต่จะไม่ฟันธงว่าเป็นการละเมิดสิทธิเพราะยังไม่ตรวจสอบ ตราบใดยังไม่ตรวจสอบไปฟันธงไม่ได้ แต่แถลงได้ว่าเรื่องนี้เราวิตกกังวล อาจจะเข้าข่ายการละเมิดสิทธินั้นสิทธินี้ จะให้ประธานหรือโฆษกแถลงเป็นระยะ ทีนี้อาจารย์อมราแถลงเรื่องโฟร์ซีซั่นว่า อย่าเอาเรื่องผู้หญิง และอย่าเอาเวลาราชการไปใช้ แทนที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจว่านายกเป็นผู้หญิงถูกกระทำ กลายเป็นตำหนิมันก็สะท้อนว่าไม่ค่อยถูกฝาถูก ตัวเท่าไหร่กับการที่กระบวนเลือกสรรคนมาดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ เป็นการเลือกคนมาไม่เหมาะหรือเปล่า
คือ แม้แต่ความรู้ความเข้าใจ ความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนมีปัญหา คงไม่ได้ศึกษากันจริงๆ จัง เนื้อหาสิทธิมนุษยชนในแต่ละสิทธิเป็นยังไง ผมว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนไทยมีปัญหานี้ จำนวนไม่น้อยนะอาจารย์บอกว่ารายงานสลายการชุมนุมเสื้อแดงที่ว่ายังไม่เสร็จเรียบร้อย คิดว่าได้ดูทันวาระของกรรมการสิทธิชุดนี้หรือเปล่า
ยาก เขาต้องปรับกันมาก ต้องรื้อแหละ จะออกมาแบบที่หลุดมาที่เป็นร่าง ออกมาอย่างนี้ไม่มีผลอะไร ถ้าจะมีผลคือทำให้อดีตนายกรัฐมนตรี (อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ) เอาไปเป็นพยานหลักฐานในศาลว่า เห็นไหมกรรมการสิทธิบอกว่าไม่ละเมิดสิทธินี่ แล้วที่อภิสิทธิ์เอาไปอ้าง การชุมนุมศาลแพ่งเคยตัดสินว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบ นั่นศาลแพ่งตัดสิน คือการชุมนุมแบบนี้ศาลแพ่งเคยตัดสินมาแล้วในกรณี 7 ตุลา (การชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา) ว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะมีอาวุธ ไม่สงบ ใช้ความรุนแรงทีนี้ของพวกผมก็เหมือนกัน ตัดสินเหมือนกัน คือถ้าให้ศาลแพ่งตัดสินก็ต้องตัดสินอย่างนี้ มันจะนำมาอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สมมติว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ไปปราบปรามไม่ได้ สลายได้นะ ไปทำให้ยุติการชุมนุมได้โดยมาตรการจากเบาไปหาหนักได้ แต่ไม่ใช่การไปปราบ ไม่ใช่การไป suppression ทีนี้ที่อาจารย์พวงทอง (ภวัครพันธุ์) ชี้ คณะกรรมการสิทธิก็เถียงเหมือนกัน อย่างในหลายกรณี ที่จะนะ บางคนบอกว่าถือหอก ถือธง หมอประดิษฐ์ (เจริญไทยทวี อดีตกรรมการสิทธิ) บอกเหมือนกับเป็นอาวุธ คุณวสันต์ (พานิช อดีตกรรมการสิทธิ) บอกไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ มันเป็นธง เพียงแต่ทำใหญ่และแหลม แต่บางคนบอกว่าเป็น การเป็นอาวุธคือว่า ถ้าไปกระทำไปทำลายสิ่งของหรือทุบตีคน มันก็เจ็บ อันนี้สภาพเป็นอาวุธ ก็เคยเถียงกันเรื่องนี้
ประการที่สอง แล้วกี่คนล่ะ มีคนชุมนุมอยู่ 500 คน พันคน สมมติไปจับคนพกปืน 1 คน มีมีด 20-30 คน ถือว่าการชุมนุมนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไหมที่จะไปสลายทั้งหมด อาจารย์พวงทองบอกว่าต้องไปจับ ไปจัดการกับคนที่มีอาวุธ ไม่ใช่คนทั้งหมด อันนี้ก็เถียงกัน เถียงกันทุกประเทศด้วยว่า บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่แค่ไหนที่เรียกว่าไม่สงบ มีเครื่องขยายเสียง โห่ฮา ไปก่อความปั่นป่วน ห้ามไม่ให้รถเข้าออก ซึ่งในทางปฏิบัติคำว่า ไม่สงบ พิจารณายาก แค่ไหนที่เรียกว่าไม่สงบ มีอาวุธกี่คน ทุกคน ส่วนใหญ่ หรือบางคน
สาม ต้องประเมินว่า สมมติว่ามีอาวุธแต่ไม่ได้เอามายิง มาแทง เพราะฉะนั้นกรรมการสิทธิชุดนี้ก็จะมีปัญหาในการพิจารณาแต่ละเรื่อง ซึ่งไม่ง่าย
ทีนี้ มาตรฐานสิทธิมนุษยชนไทยยังต่ำ สิทธิมนุษยชนมันเป็นเรื่องอารยธรรม ของไทยยังไปไม่ถึง หรือเรียกว่าวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชน บางคนบอกว่าสิทธิมนุษยชนเอามาใช้กับประเทศไทยเร็วไป ยกตัวอย่างเรื่องคนเสื้อแดง จะมีปัญหาเรื่องทัศนะผู้ชายต่อผู้หญิง ผมว่าอยู่เรื่อยว่าอย่างนี้ไม่ดี ทัศนะเหมือนคนในสังคมทั่วไปแหละ ทัศนะดูถูกผู้หญิง เพราะว่ามันต้องอีกระดับหนึ่ง
สรุป คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดปัจจุบันนี้ต้องปรับเยอะ ด้านหนึ่งต้องแก้ความบกพร่องที่เกิดขึ้นในกรรมการสิทธิชุดแรก อีกด้านหนึ่งพยายามให้ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ถ้าไปยึดหลักอย่างอื่นก็จะมีปัญหา เช่น ไปยึดหลักความรู้อื่น หลักความคิดอื่น ตัวเองเป็นกรรมการสิทธิ ต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชนก่อน ความรู้ทางสังคมวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ยังเป็นเรื่องรอง
กรรมการสิทธิชุดที่แล้วเหมือนกัน บ่อยครั้งที่ไม่ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ไปยึดหลักการอื่น เช่น ความรู้ความเข้าใจอื่นๆ อาจารย์อมราเป็นสายสังคมวิทยา แนวโน้มก็จะไปเอาความรู้เดิม ไม่ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ในแง่สิทธิมนุษยชนว่าเป็นยังไง
พวกผมชอบถามบ่อยๆ ก็ถามง่ายๆ ว่า อันนี้ละเมิดสิทธิอะไร ละเมิดยังไง เพราะถ้าไม่รู้ว่ามีสิทธิอะไร ทำอย่างนี้ไปละเมิดสิทธิอะไร สิทธิอะไรนั้นมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น การจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบ 1) มันละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย 2) อิสรภาพเสรีภาพ 3) อาชีพ เขาอาจจะเสียอาชีพ 4) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ชื่อเสียง เกียรติยศ มันละเมิดเยอะแค่จากการจับ บางคนบอกทำผิดเพราะถูกกล่าวหา มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าทำผิด พอเป็นเรื่องอย่างนี้ก็จบ มันต้องเริ่มจากสิทธิก่อน ส่วนว่าที่เขาถูกจับเพราะอะไรต้องพิจารณารอง ดูว่าอันแรกละเมิดสิทธิอะไรก่อน
ผมอ่านอาจารย์อมราสัมภาษณ์หรือแถลงผมก็คิดว่ามีปัญหา กระทั่งอาจารย์เสน่ห์ก็มีปัญหา คือไม่ได้จับหลักสิทธิ อย่างเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นเรื่องสิทธิไหม เป็นเรื่องสิทธิ แต่ว่าต้องเริ่มจากสิทธิก่อนแล้วตามมาด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน
หมายเหตุ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.
เกิดขึ้นจากการเรียกร้องของนักสิทธิมนุษยชนที่ต้องการให้มีองค์กรทำหน้าที่
คุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในสังคมไทย เหมือนในประเทศอินเดีย
ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ในระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน ได้นำเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้น ภายหลังการผลักดันอย่างหนักในสภาร่างรัฐธรรมนูญ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวจึงได้รับการบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ 2540
กสม.เป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ดำเนินการภายใต้ พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จัดทำข้อเสนอเพื่อคุ้มครองหรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานรัฐและคณะ รัฐมนตรี จัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปีเสนอต่อรัฐสภา และทำหน้าที่ส่งเสริมเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน กรรมการสิทธิดำรงตำแหน่งครั้งละ 6 ปี และดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว
กรรมการสิทธิชุดแรก มี 11 คน ปฏิบัติหน้าที่ระหว่าง 13 ก.ค.2544 - 24 มิ.ย.2552 ประกอบด้วย
ในระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน ได้นำเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้น ภายหลังการผลักดันอย่างหนักในสภาร่างรัฐธรรมนูญ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนดังกล่าวจึงได้รับการบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ 2540
กสม.เป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ดำเนินการภายใต้ พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน จัดทำข้อเสนอเพื่อคุ้มครองหรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานรัฐและคณะ รัฐมนตรี จัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปีเสนอต่อรัฐสภา และทำหน้าที่ส่งเสริมเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน กรรมการสิทธิดำรงตำแหน่งครั้งละ 6 ปี และดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว
กรรมการสิทธิชุดแรก มี 11 คน ปฏิบัติหน้าที่ระหว่าง 13 ก.ค.2544 - 24 มิ.ย.2552 ประกอบด้วย
- ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการ
- ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย
- คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร
- นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง
- ศ.เกียรติคุณ ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี
- นายวสันต์ พานิช
- ผศ. ดร.สุทิน นพเกตุ
- นางสุนี ไชยรส
- นายสุรสีห์ โกศลนาวิน
- คุณหญิงอัมพร มีศุข
- นาวสาวอาภร วงษ์สังข์
- ศ.กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการ
- นพ. แท้จริง ศิริพานิช
- นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
- นายปริญญา ศิริสารการ
- นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์
- พลตำรวจเอก วันชัย ศรีนวลนัด
- นางวิสา เบ็ญจะมโน
‘รักเอย’ บันทึกความทรงจำ ‘คนธรรมดา’ กับชะตากรรมแห่งยุคสมัย
ที่มา ประชาไท
Tue, 2012-09-04 22:37
เมตตา วงศ์วัด
“รักเอย
จริงหรือที่ว่าหวาน
หรือทรมานใจคน
ความรักร้อยเล่ห์กล
รักเอยลวงล่อใจคน
หลอกจนตายใจ”
เนื้อเพลงนี้ถูกนำมาขึ้นต้นเรื่องในหนังสือบันทึกความทรงจำของ ป้าอุ๊ รสมาลิน ซึ่งเรียบเรียงโดย เพียงคำ ประดับความ กวี/นักเขียนอิสระ และ ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์อ่าน
และชื่อเพลงก็กลายมาเป็นชื่อหนังสือ “รักเอย”
ในหนังสือบอกว่านี่เป็นเพลงที่ป้าอุ๊มอบให้อากงในวันแต่งงาน
แต่หากอ่านมันในบริบทของ ‘อากง’ สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยงคืออาการขนลุกต่อความประจวบเหมาะของคำว่า "รัก"
มิใช่เพียงเพราะซาบซึ้งต่อความรักของคนคู่นี้ แต่ขนลุกต่อ “ความรัก” ที่สังคมไทยถักทอ และขณะเดียวกันมันก็ถักทอสังคมไทย
จนกระทั่งได้ผลลัพธ์อันน่าสะเทือนใจ....
มันเป็นสีขาวทั้งเล่ม โดยมีภาพพิมพ์นูนเป็นรูปอากงเพียงบางเบา และมีชื่อหนังสือเป็นตัวอักษรสีเงินตรงมุมล่างของปก เป็นการสื่อสารกับผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมาผ่านการออกแบบอันเรียบง่าย
อันที่จริง การจัดพิมพ์หนังสือชีวประวัติผู้ตายนั้น โดยปกติเรามักเห็นในงานศพของบุคคลชั้นสูง หรือบุคคลสำคัญของสังคม เนื้อหาอาจบรรยายถึงความเป็นมาของสายตระกูล คุณงามความดีหรือเกียรติยศต่างๆ แต่หนังสือเล่มนี้บรรจุเรื่องราวชีวิตของคนชั้นล่างแสนธรรมดา บอกเล่าถึงชีวิตที่ยากลำบากตั้งแต่เกิดจนตาย และชะตากรรมที่จนถึงทุกวันนี้พวกเขาที่เหลืออยู่ก็ยังไม่อาจเข้าใจ
เมื่อฉันได้มากลับมาอยู่คนเดียว
ก็มาถึงเวลาที่ฉันต้องหยุดคิดว่าทำไมทุกเรื่องทุกราวมันถึงได้เกิดขึ้นกับเรา
จนถึงขั้นที่เรียกว่าบัดซบขนาดนี้
อาปอ(ชื่อเล่นของอากง-ประชาไท) ตายสนิท แต่ฉันก็เกือบตายสนิทเหมือนกัน
บางทีเวลามันไม่ได้ช่วยให้บาดแผลหายเร็ว บางครั้งอาการมันร้าวอยู่แล้ว มันยิ่งร้าวลึกเข้าไปใหญ่
น่าแปลกเหมือนกัน เขาบอกว่าเวลามันจะช่วยได้ ยิ่งนานจะยิ่งทำให้เราเข้าใจ
แต่ยิ่งนานฉันยิ่งหดหู่ แทนที่วันเวลามันจะช่วยเราให้หาย มันกลับทำให้มีเวลากลับมาคิด
หน้า 79-80
ผู้เล่าเรื่องหลักคือ ป้าอุ๊ ผู้หญิงที่การศึกษาไม่สูง เป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ดูแลครอบครัวมาตลอดชีวิต หากได้สัมผัสมือหยาบกร้านของเธอก็จะรู้ว่าชีวิตเธอต้องดิ้นรนมากเพียงไร
เพียงแต่เธอเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และลึกๆ ก็ชอบเขียนหนังสือ แม้ชีวิตหาเช้ากินค่ำจะไม่อนุญาตให้เธอมีโอกาสเขียนอะไรมากนัก แต่พรสวรรค์ก็ซุ่มซ่อนอยู่เงียบๆ
เรื่องราวถูกเล่าอย่างละเอียด ซื่อๆ และเป็นธรรมชาติ จนเราสามารถสัมผัสแง่มุมความงดงามของชีวิต แม้จะเป็นชีวิตที่เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม แง่มุมเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่อาจเห็นได้ง่ายๆ และมันยังผ่านการเรียบเรียงอย่างพิถีพิถัน โดยคงสุ้มเสียง บุคลิกของผู้เล่าไว้ครบครัน ชนิดผู้ที่เคยใกล้ชิดป้าอุ๊ ย่อมเห็นภาพอากัปกริยาของเธอประกอบด้วยขณะกวาดตาอ่านตัวหนังสือ
ฉันกับอาปอ เราเป็นครอบครัวที่ธรรมดามากๆ มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี บางทีก็มีเรื่องทะเลาะกัน
อาปอเขาเป็นคนที่ถ้าหากไม่พอใจอะไร เขาจะเขียนใส่กระจกไว้
ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ฉันทำไข่ลวกกับโอวัลตินให้เขากินทุกเช้า
เวลาโกรธเขาจะเขียนใส่กระจกไว้ทำนองว่า “ไม่แดกนะครับ”
คือเขาโกรธอย่างอื่นแล้วพาลไม่กินของที่เราทำให้
ฉันก็โกรธบ้างแล้วล่ะ ก็เขียนใส่กระจกไว้รอให้เขามาอ่านเหมือนกันว่า “ก็ไม่แดกสิคะ”
หน้า 25
มันก็ลำบาก แต่เราก็อยู่กันได้ ไม่เคยมีหรอกที่ว่าจะเหลือกินเหลือเก็บ ไม่เคยรู้สึก
มีแต่รู้สึกว่าพอดี หรือว่าขาดนิดหน่อย หรือขาดอย่างมาก แค่นั้น
แต่ไม่เป็นไร แค่มีให้หลานกินเราไม่ทุกข์แล้ว
ข้าวต้มใส่ซีอี๊วขาวก็กินได้ อาปอเขาชอบกินอย่างนั้นด้วย
ในครัวต้องมีซีอิ๊วขาวสูตรหนึ่งอยู่ประจำ ไม่มีน้ำปลา ไม่เป็นไร
แล้วก็มีเต้าหู้ยี้อีกกระปุกนี่ยอดเลย แค่นั้นอยู่ได้
แต่เด็กๆ นี่สำคัญ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
หน้า 31
อาปอเขารักหลานมาก ...
เขาดีกับหลานๆ มาก และหลานๆ ก็เรียกได้ว่ารักเขายิ่งกว่าพ่อแม่
พวกเขาเคยเรียงลำดับได้ว่า “รักอากงที่หนึ่ง รักย่าที่สอง พ่อแม่ที่สาม”
หน้า 32
เนื้อหานอกจากจะประกอบด้วยชีวิตของอากง ซึ่งสะท้อนผ่านเรื่องราวของชีวิตคู่ ความเป็นอยู่ในครอบครัวแล้ว ยังมีส่วนของชะตากรรมที่ทุกคนในครอบครัวต้องเผชิญ
จากแม่บ้านธรรมดาที่หวาดผวาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจนแทบไม่กล้าคุยกับใคร ไม่กล้าปรากฏตัว ไม่กล้าให้สัมภาษณ์ และในช่วงแรกๆ ที่ยังเคว้งคว้าง เธอเคยเล่าว่าถึงกับต้องการเปลี่ยนนามสกุลของหลานๆ ทุกคนเสียใหม่ เพราะเกรงว่าอันตรายอาจเกิดขึ้นกับหลานๆ ของเธอ เด็กๆ หลายคนที่เธอคอยโอบอุ้มเลี้ยงดู และคอยปกป้องยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองและสามี
ภาพประทับครั้งแรกหลอกหลอนเธอและครอบครัวอยู่นานมาก
พอค้นบ้านเสร็จ พวกตำรวจก็เรียกฉันออกไปยืนคุยที่หน้าบ้าน นายตำรวจคนหนึ่งบอกฉันว่า
“รู้มั้ย แฟนป้าไปทำอะไรผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
ถ้าทำจริงครอบครัวป้าเดือดร้อนแน่ ลูกหลานป้าลำบากแน่”
ความรู้สึกฉันตอนนั้นจับต้นชนปลายไม่ถูก พอเหลียวมองหน้าอาปอ ฉันก็เชื่อแต่ว่าเขาไม่ได้ทำ”
“จำได้ว่าถึงตอนเขาเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว ฉันยังถามเขาอีก “ลื้อได้ให้ใครยืมโทรศัพท์ไปมั้ย”
คือเราสอบถามกันส่วนตัว แต่เขาก็บอกเหมือนเดิมว่า เขาไม่ได้ทำ เขาไม่รู้เรื่อง
หน้า 61
ชะตากรรมกระหน่ำโบยตีเธอถึง 3 ครั้ง คือ ในการโดนจับครั้งแรก จากนั้นอากงถูกส่งตัวเข้าเรือนจำหลายเดือนแล้วจึงได้ประกัน, การเข้าคุกครั้งที่สอง หลังไปรายงานตัวที่ศาลเมื่อคดีถูกส่งฟ้อง โดยไม่ได้ประกันอีกเลย, และครั้งที่สาหัสที่สุด ไม่มีโอกาสได้พบกันอีก
วันที่ไปดูศพ ฉันแค้นจนอยากจะระเบิด อยากจะพูดอะไร แต่ว่ามันก็มีอีกใจหนึ่ง - -
ฉันอาจไม่ใช่คนกล้าขนาดนั้นก็ได้ เพราะฉันยังมีห่วงอีกเยอะ
แต่ฉันก็พูดกับทนายหรือใครนี่แหละว่า
“หมาซักตัวหนึ่งมันยังเลือกที่ตายได้ สมมติอยู่ตรงกองทรายร้อนๆ
มันยังกระเสือกกระสนไปหาที่ร่มได้
แต่อาปออยู่ในกรงขังตรงนั้น มันไม่มีที่จะไป
นอกจากเลือกที่นอนตายไม่ได้แล้ว ยังทำอะไรไม่ได้แม้แต่เวลาหิว”
หน้า 73
ในช่วงหลังๆ ก่อนอากงเสียชีวิตไม่นาน สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ ผลักดันเธอให้ออกสู่ที่สว่าง ประกอบกับกำลังใจจากบรรดา “ผู้หญิง” ของผู้ต้องโทษทางความคิดที่ต่างมีชะตากรรมร่วมกัน คอยดูแลสามี พ่อ ลูก พร้อมๆ กับดูแลกันเอง รวมไปถึงความผูกพันกับนักโทษทางความคิดรายอื่นๆ ที่ช่วยดูแลอากง โดยเฉพาะ “หนุ่ม” ธันย์ฐวุฒิ ที่ดูแลใกล้ชิดราวกับเป็นคนในครอบครัว และยังเป็นที่พึ่งของผู้ต้องขังอื่นๆ
สิ่งเหล่านี้กระมังที่ช่วยหลอมให้หญิงชาวบ้านผู้ตื่นตระหนกและหวาดกลัว กล้าออกมาเผชิญกับโลกภายนอก กล้าให้สัมภาษณ์ กล้าบอกกล่าวกับสังคม ด้วยหวังเต็มเปี่ยมในการกระตุ้นให้ผู้ต้องโทษทางความคิดได้รับสิทธิพื้นฐาน
ที่น่าประทับใจคือ ความพยายามในการเขียนของเธอ เธอเขียนบทกวีหลายชิ้น ด้วยลายมือไม่เป็นระเบียบโย้เย้ แต่กลับให้ความรู้สึกลึกซึ้ง
ชะตากรรมทั้งผลักทั้งดันเธอ กระทั่งหลังจากสามีจากไป เธอก็ยังคงออกมาเรียกร้องสิทธิให้นักโทษทางความคิดเท่าที่พลกำลังของเธอจะทำ ได้ เพื่อไม่ให้มีอากงที่สอง ที่สาม รวมถึงการเรียกร้องสิทธิของนักโทษคดีอาญาทั่วไปด้วย โดยตระหนักดีว่า อากง ไม่ใช่เพียงสามีของเธอ ไม่ใช่เพียงพ่อของลูกๆ ไม่ใช่เพียงอากงของหลานๆ แต่เป็น ‘อากง’ ของประชาชนคนอื่นๆ ด้วย และคงไม่ผิดหากจะบอกว่า “รักเอย” เป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของสังคมการเมืองไทย สังคมที่เราได้แต่หวังว่าจะเรียนรู้รักจากความรักครั้งนี้บ้าง
ไอ้คำว่า “อากงปลงไม่ตก” ทำให้ฉันต้องเริ่มเขียน
หน้า 65
...เขาชอบเพลง “แสงเทียน” ...ส่วนฉันชอบเพลง “ชะตาชีวิต”
ที่ว่า “นกน้อยคล้อยบินมาเดียวดาย” นั่นล่ะ
ร้องอยู่บ่อย ถ้าเศร้ายามไหน ร้องเพลงนี้น้ำตาจะร่วง มันเหมือนกับว่าชีวิตถูกทอดทิ้งจริงๆ
ยิ่งตอนเย็นๆ ถ้าเรามีความรู้สึกที่เศร้า เหมือนอย่างกับช่วงนี้
บางทีตอนเย็นๆ ตะวันโพล้เพล้ พอนึกถึงว่าไม่มีเขาแล้ว น้ำตาฉันก็ร่วงลงมาอย่างนั้น
หน้า 52
หมายเหตุ
หนังสือ “รักเอย” กำลังจะวางแผงตามร้านหนังสือทั่วไปราวกลางเดือนกันยายน 2555 นี้ จัดพิมพ์โดยสำนักพิ
ใจ อึ๊งภากรณ์: 6 ปีหลังรัฐประหาร สงครามคู่ขนาน: ประชาชนหรือนายทุน 'เสื้อแดง' หรือ 'ทักษิณ'
ที่มา ประชาไท
Tue, 2012-09-04 17:42
ใจ อึ๊งภากรณ์
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์
ใน “สงคราม” ของเสื้อแดงกับอำมาตย์หลังรั
แต่ฝ่ายทักษิณกับพรรคพวกไม่ได้
ทักษิณพูดเองเมื่อต้นปี 2555 ว่า เขามองว่า วิ
เป้าหมายของทักษิณและพรรคพวก โดยเฉพาะนักการเมืองเพื่
ในสงครามคู่ขนานที่เกิดขึ้
ในสงครามของประชาชนชั้นล่าง สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บ่อยครั้งประชาชนชั้นล่
สำหรับสงครามเสื้อแดง แกนนำ นปช. ซึ่งบางคนเคยเป็นสมาชิ
แต่อย่าเข้าใจผิดว่า การออกมาต่
ถ้าเสื้อแดงไม่ได้ออกมาสู้ เราจะไม่มีกระแสสำคัญๆ ในสังคมไทยที่อยากปฏิรูปการเมื
การที่แกนนำ นปช. สามารถทำลายความฝันของเสื้
การต่อสู้ของมวลชน... ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้... การเสียเลือดเนื้อของประชาชน... การเลือกตั้ง... การปรองดองของชนชั้
พรรคสังคมนิยมมีหน้าที่สร้างผู้
แต่ถึงกระนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนสังคมอย่
พรรคสังคมนิยมต้องยึดถื
เราไม่ควรไปเสียเวลากับคนชั้
พรรคจะต้องมีประชาธิปไตยภายใน ไม่ใช่เป็นพรรคของ “ผู้ใหญ่” คนใดคนหนึ่ง ดังนั้นต้องมีโครงสร้างและระเบี
พรรคสังคมนิยมไม่ใช่
พูดง่ายๆ พรรคสังคมนิยมควรรับภาระในการต่
ดีเอสไอแถลงความคืบหน้าคดี 91 ศพ
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-09-03 22:45
3 ก.ย. 55 - แนวหน้ารายงาน
ว่าวันนี้ (3 ก.ย.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ( ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีดีเอสไอ แถลงความคืบหน้าการสอบสวนการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร
ตำรวจ และประชาชน 91 ศพในเหตุความไม่สงบทางการเมืองระหว่าง เม.ย.-พ.ค.2553
ว่าที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนคดีการเสียชีวิต 91 ศพ
มีการตายที่น่าเชื่อว่า เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 18 ศพ
จึงส่งสำนวนสอบสวนไปยัง บช.น.ทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ก่อนที่
บช.น.ได้ร้องขอให้ดีเอสไอส่งสำนวนกลับไปให้ตำรวจทำสำนวนชันสูตรพลิกศพอีก 9
ศพ รวมเป็น 27 ศพ โดย
บช.น.ส่งสำนวนให้อัยการยื่นต่อศาลทำการไต่สวนหาสาเหตุการตายแล้ว 19 ศพ
ซึ่งคดีแรกกรณีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ศาลได้นัดอ่านคำสั่งวันที่ 17
ก.ย. ทั้งนี้ หากศาลมีคำสั่งให้ส่งสำนวนกลับมา
ดีเอสไอจะนำมาประกอบคดีฆาตกรรมก่อนเดินหน้าสอบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป
เป็นจุดไฮไลท์คดีจะสตาร์ท
อธิบดี ดีเอสไอ กล่าวว่า ล่าสุดคณะพนักงานสอบสวนคดี 91 ศพ
ประกอบด้วยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด มีมติเห็นควรส่งคดีให้
บช.น.เพื่อพิจารณาส่งศาลไต่สวน เพราะมีหลักฐานตามสมควร น่าเชื่อว่า
เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มอีก 9 ศพ
ดีเอสไอจึงมีหนังสือส่งคดีไปให้ บช.น.เมื่อวันที่ 2 ส.ค.จำนวน 3 ศพ
และภายในสัปดาห์นี้จะส่งเพิ่มเติมไปอีก 6 ศพ รวมเป็น 9 ศพ
ประกอบด้วย 1.นายพรสวรรค์ นาคไชย 2.นายมานะ แสนประเสริฐศรี
เสียชีวิตพร้อมกัน 15 พ.ค.53 เวลา 15.00 น.ปากซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4
3.ส.อ.พงศ์ชลิต พิทยานนทกาญจน์ ทหารอากาศ เสียชีวิต 17 พ.ค.53 เวลา 01.00
น.หน้าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ สีลม 4.นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์
5.นายปิยะพงษ์ กิตติวงษ์ 6.นายประจวบ ศิลารักษ์ เสียชีวิต 14 พ.ค.53 เวลา
16.50 น.-17.00 น.บริเวณสวนลุมพินี 7.นายนรินทร์ ศรีชมพู เสียชีวิต 19
พ.ค.53 เวลา 11.10 น.สวนลุมพินี 8.นายถวิล คำมูล 9.ชายไทยไม่ทราบชื่อ 19
พ.ค.53 บริเวณ รพ.จุฬาฯ สรุปขณะนี้มีพยานหลักฐานสมควรน่าเชื่อว่า
เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ 36 ศพ
ทดสอบระบบป้องกันน้ำพท.ฝั่งตะวันตก คลองทวีวัฒนา
ที่มา thaifreenews
ทดสอบระบบป้องกันน้ำของรัฐบาลเป็นครั้งแรก ฝั่งตะวันตก
ผลักดันน้ำ เปิดปิดประตูระบายน้ำที่ได้ก่อสร้างไว้
ดูระดับน้ำผ่านระบบ เก็บสถิติข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์
ผลักดันน้ำทดสอบระบบการทำงาน ผ่านลำคลองทวีวัฒนา
การทำงานระบบของน้ำจะปล่อยน้ำให้อยู่ในความควบคุม 30%
เป็นจุดปล่อยน้ำที่จะทดสอบ โดยใช้ปริมาณมวลรวมของน้ำ 30%
ผลักดันน้ำไปตามลำคลอง (เช็คประสิทธิภาพของลำคลองไปด้วย)
(เช็คประสิทธิภาพของเครื่องผลักดันน้ำ)
ผ่านคลองบางไผ่ คลองบางแวก
เข้าสู่สถานนีสูบน้ำคลองพระยาราชมนตรี
ซึ่งตรงนี้จะเช็คประสิทธิภาพของเครื่องสูบน้ำ
ที่ได้ทำการติดตั้งทดสอบระบบ
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=41638.0
Subscribe to:
Posts (Atom)

