WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 7, 2012

ดีแต่ค้าน

ที่มา uddred

 ข่าวสด 7 กันยายน 2555 >>>






คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
สมิงสามผลัด

กันไปทั่วว่า รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ทำอะไรก็โดนขัดแข้งขัดขา-โดนโจมตีไปเสีย ทุกเรื่อง

โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ อย่างการป้องกันน้ำท่วมที่คนทั้งประเทศเฝ้าจับตา

ยังไม่วายโดนขัดขวาง

กว่าคณะกรรมการบริหารจัด การน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะลงมือซ้อมระบายน้ำฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพื่อทดสอบการระบายของคูคลองต่างๆ ได้สำเร็จ

ก็โดนฝ่ายตรงข้ามโจมตี-ต่อต้านทุกวัน

หยิบประเด็นทั้งเรื่องน้ำทะเลหนุน-พายุเข้าขึ้นมาดิสเครดิต กันดื้อๆ

ทั้งที่ข้อเท็จจริงก็คือ การซักซ้อมระบายน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากทำช้ากว่านี้จะเข้าฤดูมรสุม หน้าน้ำหลาก อาจไม่ทันการณ์

จึงต้องซ้อมรีบปล่อยน้ำในช่วงนี้ ให้รู้ว่าจุดไหนบ้างยังบกพร่อง

จุดไหนบ้างที่ยังไม่ขุดลอกคลอง !?

จะได้แก้ไขทันเวลา

จริงๆ ก็เข้าใจอยู่แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลย่อมค้านทุกเรื่องอยู่แล้ว

แต่หนนี้เป็นเรื่องใหญ่กระทบประชาชนมาก ลองไม่ค้านซักเรื่องคงไม่มีใครว่าอะไร

อีกเรื่องที่ติติงรัฐบาลได้ตลอด ก็คือปัญหาไฟใต้

ทุกครั้งที่เกิดเหตุระเบิดใหญ่ๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็จะตกเป็นเป้าโดนถล่มไปด้วยทุกที

โดนข้อหาไม่สนใจปัญหาไฟใต้บ้าง ไม่ใส่ใจบินไปดูบ้าง

หรือมัวแต่เสพสุขอยู่ในกรุง เทพฯ บ้าง

โดยเอาภาพนายกฯ ปูร่วมงานเลี้ยงในกรุงเทพฯ ที่บังเอิญเป็นช่วงที่เกิดระเบิดที่ปักษ์ใต้ มาโชว์ดื้อๆ

ทั้งที่ข้อเท็จจริงก็คือมีรอง นายกฯ เลขาฯ สมช. ศอ.บต. ผบช.ศชต. และแม่ทัพภาค 4 บูรณาการแก้ปัญหาอยู่

มาล่าสุดนายกฯ นำคณะ 7 รมต. บินไปจ.นราธิวาส

ประชุมติดตามสถานการณ์ความรุนแรง และเรื่องการเยียวยาเหยื่อไฟใต้

ก็ไม่วายโดนพวกหน้าเดิมๆ โจมตีอีกจนได้

หาว่านายกฯ ทำให้เจ้าหน้าที่เดือดร้อน ต้องวางกำลังเป็นพันนายอารักขา

ไม่ไปก็ค้าน พอไปก็หาเรื่องค้านอีก

จันดาราท้าพิสูจน์พลังคว่ำบาตรฝ่ายประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News





ภาพ คลิปข่าวขณะผู้รักประชาธิปไตยในเมืองพัทยาพากันประท้วงขับไล่ตั๊ก บงกช หลังจากไปเขียนซ้ำเติมอากงSMSว่าตายแล้วแผ่นดิืนจะสูงขึ้น วันนี้หนังจันดาราที่เธอเล่น และกนก เนชั่นเชียร์เข้าฉายในโรงวันแรก
ตายเป็นตาย-จู่ๆบิณฑฺ์ บรรลือฤทธิ์ ที่มีภาพลักษณ์เป็นคนมีจิตอาสาเพื่อสังคมก็โดดออกมาร่วมม็อบกับหมอตุลย์และ ผรุสวาทใส่คนเห็นต่างว่า"ไอ้พวกสัตว์นรก พวกมึงไม่สำนึกแล้วมาอยู่ประเทศไทยทำไมแบบนี้คนไทยต้องออกมากันเป็น ล้านกระทืบพวกมัีน ตายเป็นตาย" สรุปคือบิณฑ์ตาย เพราะหนัง"ปัญญา-เรณู2"ที่หวังโกยเงิน100ล้าน สุดท้ายตายสนิท
เจ๊งเป็นเจ๊ง:ประชาชน ผู้รักประชาธิปไตยได้ให้บทเรียนดาราทั้งสองคืออ๊อฟกับตั้ว โทษฐานต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ผลักไสไล่ส่งคนเห็นต่างออกจาก"บ้านพ่อ" ยึดทำเนียบ-ยึดสนามบินด้วยการบอยคอตต์หนัง"คนโขน"ของตั้ว ศรัณยู และหนัง"อุโมงค์ผาเมือง"ที่อ๊อฟ พงษ์พัฒน์แสดง จนเจ๊งมา2ทั้ง2เรื่อง

ตลกบริโภค:ป๋า เทพ โพธิ์งาม ขึ้นเวทีเสื้อหลากสีของหมอตุลย์ อ้างว่าออกมาซื้อข้าวมันไก่เลยแวะขึ้นเวทีด่าเสื้อแดงสมัยชุมนุม มีนาคม-พฤษภาคม 53 ผลคือคนเสื้อแดงบอยคอตหนัง"หมาแก่อันตราย"จนเจ๊งไม่เป็นท่า หนังภาคต่อเรื่องนี้ทำเงินได้ 3 ล้าน จากที่ภาคแรกโกยไป 123 ล้าน หากป๋าเทพไม่มาตลกบริโภคจนโดนแบน หนังภาค2อาจไม่เจอชะตาขาดแบบนี้

แล้ว ก็มาถึงคิวของจัน ดารา ที่ทั้งดารานำแสดง กองเชียร์ขาใหญ่ ล้วนแต่เตะตาต้องใจคนเสื้อแดง และผู้รักประชาธิปไตยทั้งนั้น...มันจะรอดมั้ย?


โปสเตอร์หนังจันดาราที่โฆษณาทาเว็บไซต์ASTVผู้จัดการ หนังจะลงโรงวันนี้


ปากหรือนั่น-ตั๊ก-บงกช ดาราแสดงนำเขียนด่าอากงตอนเสียชีวิตว่า"แผ่นดินจะได้ดีขึ้น"จนเธอตกเป็นเป้าบอยคอยและประท้วงมาแล้ว




น้าวาด (บงกช คงมาลัย) - สตรีผู้ยึดมั่นในความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษอันยิ่งใหญ่ เธอถูกหล่อหลอมในกรอบจารีตประเพณีอันละเอียดประณีตบรรจงแห่งกุลสตรีสยาม อย่างสมบูรณ์แบบ แม่วาดงามทั้งกาย วาจา และใจ สมกับคำว่า “ผู้ดี” ทุกกระเบียด นิ้ว แต่ในส่วนลึกของเธอนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณแห่งความเป็น สตรีเพศ เธอมีความปรารถนาอันซ่อนเร้นและบูชา “รักแท้”เยี่ยง มนุษย์ปุถุชน แต่ด้วยความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ทำให้ชีวิตของเธอต้องพบกับความทรมานอย่างแสนสาหัสที่ไม่สามารถที่จะแสดงออก และปริปากได้แม้แต่คำเดียว

รูปภาพ : ตรงกลาง - หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ผู้กำกับชั้นครู นอกนั้นคือทีมดารานักแสดงจาก "จันดารา" ภาพยนตร์มหากาพย์แห่งโศกนาฏกรรมแห่งปี หนังที่คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปควรชม ฉาย 6 กันยายน ซ้ายสุด - ศักราช ฤกษ์ธำรงค์ (หลวงวิสนันท์เดชา), ด้านหลัง - ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ขจร), หน้าซ้าย - นิว ชัยพล จูเลียน พูพาร์ต (เคน กระทิงทอง) อ้าว! แล้วมาริโอ้ (จันดารา) คนไหนล่ะเนี่ย??
กนกเตี้ยโผล่เชียร์-จัน ดารา แสดงนำโดยตั๊ก-บงกช โปรโมตโดยกนก รัตน์วงศ์สกุล จ่อคิวลงโรงทั่วประเทศ6กันยายนนี้ ผู้สร้างทำเป็น 2 ภาคให้เป็นภาพยนตร์เกริกเกลียดแห่งสยาม(ขอขอบคุณภาพจากKanok Ratwongsakul Fan Page)

ร่วมส่งเสียงเชียร์อย่างเป็นทางการโดย"เกจินู้ด"-เกจินู้ด “นิวัติ กองเพียร” พูดถึงเลิฟซีนใน "จันดารา ปฐมบท" ว่า... "ฉากสังวาสทั้งหมดในหนัง ไม่ได้ทำให้ผมเกิดอารมณ์ทางเพศเ
ลย อย่าเพิ่งงงนะครับ เพราะหนังที่มีฉากประเภทนี้แล้วทำให้คนดูรู้สึกทางเพศ มันคือหนังอนาจาร แต่กับเรื่องนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ผมเห็นความสวยงาม... เป็นเลิฟซีนที่ไม่ได้สื่อความอนาจารแต่อย่างใด”(ภาพการ์ตูนด้านบน คัดมาจากที่นิวัติเขียนถึงนายกฯยิื่่งลักษณ์)


ภาพจากเฟซบุ๊คโปรโมตหนังจันดาราที่เกจินู้ดบอกว่า เป็นเลิฟซีนที่ไม่ได้สื่อความอนาจารแต่อย่างใด(ที่มา:facebookโปรโมตหนังจันดารา)

ศาลอุทธรณ์เลื่อนตัดสิน"การุณ"ฟ้องหมิ่นประมาท"สมเกียรติ"

ที่มา uddred

 มติชน 6 กันยายน 2555 >>>




เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ห้องพิจารณาคดี 703 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จำเลยในคดีหมิ่นประมาท ในคดีที่ศาลชั้นต้นได้เคยมีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว

โดยในวันนี้ศาล ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่เนื่องจากศาลได้ส่งหมายให้จำเลยแล้วแต่จำเลยเปลี่ยนที่อยู่ จำเลยจึงยังไม่ได้รับหมายศาล กรณีมีเหตุจำเป็นจึงให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นวันที่ 19 ตุลาคมนี้


คดีนี้ นายการุณ โหสกุล หรือ เก่ง ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สรุปว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 จำเลยได้ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง คือจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาแล้ว จำเลยกับพวกได้จัดแถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา มีเจตนาให้ข่าว นักหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าวทางวิทยุ และโทรทัศน์ ที่มาฟังการแถลงข่าวของจำเลย นำข้อความที่จำเลยแถลงไปเผยแพร่ข้อความทางหนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ เพื่อให้บุคคลอื่นและหรือประชาชนทั่วไปได้ทราบข้อความที่จำเลยแถลงข่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

Thursday, September 6, 2012

ตรวจพบแอลกอฮอล์ 'ทายาทกระทิงแดง' เกินกำหนด

ที่มา Voice TV

ตรวจพบแอลกอฮอล์ 'ทายาทกระทิงแดง' เกินกำหนด


ผลแอลกอฮอล์ในเลือดของ'บอสอยู่ วิทยา' ทายาทกระทิงแดง พบมีระดับกว่า 64 ม.ก. เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกฎหมายกำหนด  พนักงานสอบสวนจึงเพิ่มข้อหาเมาแล้วขับ
 
วานนี้ (5ก.ย.)เวลา 19.00 น. พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผกก.สน.ทองหล่อ พร้อมด้วยตำรวจสน.ทองหล่อ ร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีสวดพระอภิธรรมศพ โดยมีผู้ร่วมงานประมาณ 100 คน นายพรอานันท์ กลั่นประเสริฐ พี่ชาย ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ  เปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายครอบครัวอยู่วิทยา พานายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส มาขอขมาและเคารพศพ แต่ยังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด คาดว่าจะหลังจากเสร็จพิธีศพ เรื่องที่เกิดขึ้นครอบครัวไม่ติดใจอะไร เนื่องจากหลังเกิดเหตุครอบครัวคู่กรณีคอยดูช่วยงานศพตลอดเวลา และถือว่าเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ ทุกคนพร้อมอโหสิกรรมให้นายวรยุทธ
 
 
ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนทราบว่าผลการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดพบว่ามีปริมาณเกิน กว่า 64 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น ซึ่งถือว่าเกินกว่ากฎหมายของการขับขี่รถยนต์กำหนด เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเมาแล้วขับ ส่วนการสอบสวนวินัย พ.ต.ท.ปัณณ์ณภณ นามเมือง สวป.สน.ทองหล่อ เบื้องต้นทางผบช.น.ได้สั่งให้เข้าไปช่วยราชการที่บชน.อย่างไม่มีกำหนด โดยคาดว่าอาจมีอัตราโทษทางวินัยสูงกว่านี้ก็คือให้ออกจากราชการไว้ก่อน.
 
 
Source : ข่าวสด , เดลินิวส์ / isnhotnews.com (Image)
6 กันยายน 2555 เวลา 08:42 น.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ความกล้าหาญทางจริยธรรม

ที่มา ประชาไท

 

 
 
 
ในคืนวันที่ 25 สิงหาคม ก่อนพิธีฌาปนกิจศพนายอำพล ตั้งนพคุณ ที่วัดลาดพร้าว สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขึ้นกล่าวคำไว้อาลัย โดยกล่าวถึงเรื่อง “Moral Courage" หรือความกล้าหาญทางจริยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดแคลนยิ่งนักสำหรับกลุ่มชนชั้นนำในสังคมไทย สมศักดิ์ได้ยกตัวอย่างให้เห็นในประวัติศาสตร์ เช่น กรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้มีการกล่าวหาว่า นายปรีดี พนมยงค์ อยู่เบื้องหลัง และมีการจับกุมมหาดเล็ก คือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศรินทร์ และนายเฉลียว ปทุมรส และในที่สุด ศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสามคน ทั้งที่หลักฐานอ่อนมาก และพิสูจน์ความผิดของจำเลยไม่ได้เลย แต่ในบรรดาผู้พิพากษาทั้งหมดสามศาล มีเพียงหลวงปริพันธ์พจนพิสุทธิ์เพียงคนเดียว ที่ยืนยันว่าจำเลยไม่มีความผิดและต้องปล่อยตัว และในที่สุด สังคมไทยใช้เวลามากกว่า 30 ปี จึงเป็นที่ยอมรับกันว่า มหาดเล็กทั้งสามคนเป็นผู้บริสุทธิ์ และนายปรีดีก็ไม่เกี่ยวข้อง การตัดสินที่ผิดพลาดของศาลเช่นนี้ ยังไม่ได้ถูกพิจารณา มีการขอโทษ หรือเปลี่ยนคำตัดสินอย่างเป็นทางการ
กรณีเรื่องปัญหาจริยธรรมของสังคมยังเห็นได้อีกหลายกรณี เช่น กรณี 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ฝ่ายนักศึกษาถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกเข่นฆ่าสังหารในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน แต่กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายนักศึกษาที่เป็นเหยื่อถูกจับกุมดำเนินคดีอีกนาน 2 ปี โดยที่ฝ่ายฆาตกรที่เข่นฆ่าไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด พอมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ก็เป็นการนิรโทษกรรมทั้งหมดทุกฝ่าย โดยไม่ต้องพูดกันว่าใครถูกใครผิด และใครจะต้องรับผิดชอบในการสังหารหมู่ประชาชนกลางเมือง
 
กรณีที่เกี่ยวกับการตัดสินที่ผิดพลาดของศาลอีกกรณีหนึ่งก็คือ คดีคุณวีระ มุสิกพงศ์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2531 ถูกศาลฎีกาตัดสินว่า มีความผิดในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามาตรา 112 ต้องถูกจำคุก 4 ปี ทั้งที่หลักฐานและสภาพแวดล้อมเหตุการณ์ไม่สามารถสรุปให้คุณวีระมีความผิดได้ เลย และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีการยอมรับในความผิดพลาดของการตัดสินอย่างเป็นทางการ
 
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 เราจะพบกรณีที่เกี่ยวข้องกับความกล้าหาญในด้านจริยธรรมอีกหลายเรื่อง ที่เกิดขึ้นแล้วคือ กรณีของคดีคุณอำพน ตั้งนพคุณ หรือ อากง ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ในกรณีความผิดตามมาตรา 112 และในที่สุดก็ถึงแก่กรรมในคุก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้อธิบายความผิดพลาดในเรื่องนี้ชัดเจนว่า
 
“ในระดับตุลาการที่ตัดสินอากง ตั้งแต่การไม่ให้อากงประกัน ตุลาการต้องรู้แน่ๆ ว่าการไม่ให้ประกันมันผิด เหตุผลที่ว่าอากงอายุ 60 จะหนี เป็นเหตุผลที่ว่าผิดแน่ๆ ถ้าตุลาการไปอ้างเหตุผลแบบนี้ แต่ไม่กล้าจะบอกว่าคนนี้ไม่หนีหรอกแล้วให้ประกัน แล้วการตัดสินศาลก็ยอมรับว่าไม่มีหลักฐานพอที่อากงเป็นคนส่ง SMS ในภาษากฎหมายเขามีศัพท์ว่า "Burden of Proof"  ภาระในการพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่จำเลย ไม่ได้อยู่ที่ตัวโจทย์ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยส่งจริง ศาลก็ต้องปล่อยจำเลยไป และกรณีที่ต่อให้อากงยอมรับว่าส่ง SMS จากเครื่องนี้จริง แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าอากงในการกดส่ง ตามหลักภาระในการพิสูจน์ศาลก็ต้องปล่อยอากง แต่ศาลก็ไม่กล้าตัดสิน ในสังคมซึ่งมีความเป็นมนุษย์อยู่ ตุลาการที่นั่งบัลลังก์ไม่อนุมัติประกันอากง เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าการไม่อนุมัติให้อากงประกันไม่ถูก เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าการตัดสินแบบนี้มันผิดหลักกฎหมายแต่ก็ไม่ให้ประกัน ตัดสินเสร็จก็ไม่ให้ประกัน อ้างเรื่องกลัวหนีอีก นี่คือสิ่งที่ผมไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรม อย่างน้อยควรจะรู้อะไรผิด อะไรถูก”
ในกรณีนี้ ปิยะบุตร แสงกนกคุณ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้อธิบายว่า “โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับอากงและครอบครัว ไม่ใช่ปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิในการได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่า ศาลพิพากษาเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิของผู้ถูกจับกุมคุมขังเท่านั้น และไม่ใช่ปัญหาเรื่องมาตรฐานและคุณภาพชีวิตในเรือนจำเท่านั้น แต่โศกนาฏกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงอัปลักษณ์ของมาตรา 112 ในทุกมิติ”
 
กรณีของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ศาลกำลังจะอ่านคำพิพากษาในเดือนกันยายนนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน คุณสมยศถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 โดยอ้างหลักฐานคือ บทความที่คุณสมยศไม่ได้เป็นผู้เขียน แต่อ้างว่า คุณสมยศต้องมีความผิดเพราะเป็นบรรณาธิการของวารสารนั้น ทั้งที่กฎหมายจดแจ้งการพิมพ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันระบุว่า บรรณาธิการไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อเขียนในวารสาร เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้นเอง แต่เมื่อถูกจับกุม ศาลก็อ้างเหตุว่า คุณสมยศจะหลบหนี จึงห้ามการประกันตัว คุณสมยศจึงติดคุกฟรีมานานมากกว่า 1 ปี ทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะผู้พิพากษาขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะบอกว่า คุณสมยศไม่มีความผิด เหตุผลในการห้ามการประกันตัวก็อ้างกันจนเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ศาลต้องรู้ดีในหลักการทางนิติศาสตร์สากลว่า ผู้ถูกกล่าวหาถือว่า ยังไม่มีความผิด และโดยหลักการทั่วไปต้องให้ประกันตัว นอกจากว่า จำเลยจะมีส่วนไปยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน ซึ่งในกรณีหลักฐานคือ บทความในวารสาร คุณสมยศคงจะไปแก้ไขทำลายไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น ศาลก็ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะพิจารณาว่า คุณสมยศไม่เคยประกอบความผิดมาก่อน มีอาชีพที่แน่นอนชัดเจน และยังมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำความผิด จึงไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่คุณสมยศจะหลบหนี กรณีจับคุณสมยศเข้าคุก จึงเป็นเรื่องอัปยศอีกครั้งหนึ่งของวงการตุลาการไทย
 
แต่ที่มากกว่า ไม่มีตุลาการคนใดเลยที่จะประกาศว่า กฎหมายมาตรา 112 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นผลพวงของการรัฐประหารเมื่อ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ออกประกาศเพิ่มโทษในการกระทำความผิดตามมาตรา นี้ หมายความว่า มาตรา 112 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ จึงไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งสมัยไหนเลย ถ้าหากคณะตุลาการมีจริยธรรมเพียงพอ ต้องบอกว่า กฎหมายแบบนี้ใช้ไม่ได้ การตัดสินพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรานี้ทั้งหมดที่ผ่านเป็นการละเมิด สิทธิมนุษยชน เป็นความไม่สิวิไลซ์ทางด้านกฎหมาย
 
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้ถามถึงความรับผิดชอบของทุกฝ่ายต่อกรณีการเสียชีวิตของผู้ บริสุทธิ์อย่างคุณอำพน โดยชี้ว่าในทุกวงการไม่มีใครมีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพียงพอ และความไม่กล้าหาญเช่นนี้เอง ได้ทำลายคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของชนชั้นนำในสังคมลงไปด้วย
 
การวิจารณ์ในลักษณะเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างยิ่ง ในด้านหนึ่งก็เป็นการสะท้อนความชั่วร้ายของฝ่ายอำมาตย์ พรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายขบวนการเสื้อเหลือง และศาล ที่ร่วมกันละเมิดสิทธิมนุษยชน ปลุกกระแสคลั่งเจ้า เอาคนบริสุทธิ์เข้าคุก
 
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คงจะต้องสะท้อนในด้านของฝ่ายรัฐบาลเพื่อไทยเอง ที่ช่วยเหลือความทุกข์ของคนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 น้อยเกินไป หรือไม่กล้าพูดว่า กรณีเหล่านี้คือความไม่เป็นธรรม การใช้กฎหมายแบบนี้ไม่ถูกต้อง มักอ้างกันว่าเป็นเรื่องของศาลสถิตยุติธรรม แต่ในกรณีที่ศาลไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนเช่นนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังจำนนกับศาลมากเกินไป จนไม่สามารถมีมาตรการใดที่จะนำไปสู่การปฏิรูปศาลได้เลย และในที่สุดประชาชนคนสามัญนั่นเอง ก็จะตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น
 
และนี่คือปัญหาเรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมในสังคมไทย

อภิปรายที่ มธ.: การรับรู้เรื่องอาณาบริเวณศึกษาในสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

 
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ห้องปรีดี เกษมทรัพย์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่านพระจันทร์ มีการประชุมวิชาการอาณาบริเวณศึกษาด้านภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 2 ประจำปี 2555 โดยช่วงเช้ามีการเสวนาวิชาการหัวข้อ "การรับรู้เรื่องอาณาบริเวณศึกษาในสังคมไทย" วิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ.ดร.วิทยา สุจริตธนารักษ์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ เผือกสม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินรายการโดย อ.ดุลยภาค ปรีชารัชช โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยตอนหนึ่ง ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณสังคมวิทยาและมานุษยวิยา ม.ธรรมศาสตร์  เสนอว่า ควรจะเรียกการศึกษาเอเชียวันออกเฉียงใต้ว่า “ประเทศเพื่อนบ้านศึกษา” ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนการจัดวางตัวตนของผู้ศึกษาและผู้ถูกศึกษา ซึ่งเดิมนั้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษานั้นถูกศึกษาโดยนักวิชาการ ตะวันตก ขณะที่ปัจจุบันนี้ทิศทางการศึกษาด้านเอเชียะวันออกเฉียงใต้ในสังคมวิชาการ ตะวันตกนั้นลดลงแล้ว ในทางตรงกันข้ามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองเพิ่งเริ่มตื่นตัวดัง นั้นแล้วก็ควรเริ่มวางกรอบการศึกษากันเสียใหม่จากมุมมองภายในของประเทศในภู มิกาคนี้เอง
"ชาวอเมริกันชาวยุโรปก็ลดความสนใจในประเด็นบริเวณนี้น้อยลงมาก แต่ที่เรายังสนใจทั้งๆ ที่โลกไม่สนใจเราแล้วก็เพราะมันเป็นบ้านและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็สร้าง สิ่งที่เป็นชุมชนมากขึ้น คือ ‘อาเซียน’ ซึ่งต้องมองสองมิติคือองค์กรระหว่างประเทศ กับมิติผู้คน คืออาเซียนรากหญ้าและในอนาคตเราจะต้องสนใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น และหนีไม่พ้นที่จะต้องสร้างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในแบบของเราขึ้นมา เอง และเราไม่สามารถจะพึ่งการศึกษาโดยฝรั่งแล้วเพราะเขาสนใจลดลงน้อยมาก และอีกไม่นานสัก 10 ปีก็น่าจะได้เห็นงานศึกษาอาเซียนโดยชาวอาเซียนเอง"
สำหรับรายละเอียดของการเสวนา ประชาไทได้นำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง) ในส่วนของวิดีโอบันทึกการเสวนา มีรายละเอียดดังนี้



ส่วนของการอภิปรายโดย ยุกติ มุกดาวิจิตร และทวีศักดิ์ เผือกสม



ส่วนของการอภิปรายโดยวิทยา สุจริตธนารักษ์ และดุลยภาค ปรีชารัชช



ไต่สวนการตาย 10 เมษา ตร.สายสืบคาดกระสุนสังหารฮิโรยูกิมาจากฝั่งทหาร

ที่มา ประชาไท

 
วานนี้(4 ก.ย.55)ที่ห้องพิจารณา 403 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ชันสูตรพลิกศพนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้(ผู้ตายที่ 1) สัญชาติ ญี่ปุ่น ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช) ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 รวมทั้ง นายวสันต์ ภู่ทอง(ผู้ตายที่ 2)  อายุ 39 ปี และนายทศชัย เมฆงามฟ้า(ผู้ตายที่ 3) อายุ 44 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิต ในเวลาและบริเวณใกล้เคียงกัน จากการขอคืนพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร
โดยในวันนี้ได้มีประจักษ์พยานในเหตุการณ์ 2 ปากมาเบิกความ คือ ร.ต.ต.ชาตรี อุตสาหรัมย์ (ยศขณะเกิดเหตุคือ ด.ต.) อายุ 52 ปี จากกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะตำรวจที่ได้รับมอบหมายเข้าไปติดตามและหาข่าวในที่ชุมนุมขณะเกิดเหตุ ส่วนอีกปากคือ นายอุดร วรรณสิงห์ แนวร่วม นปช. มีอาชีพทำนา จากจังหวัดร้อยเอ็ด
ร.ต.ต.ชาตรี เบิกความโดยสรุปได้ว่า วันเกิดเหตุ(10 เม.ย. 53) ได้รับมอบหมายให้ไปติดตามกลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มนักรบพระองค์ดำ ที่ราชประสงค์ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นรักษาความปลอดภัยของผู้ชุมนุม และ 18.00 น. กลับไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล แล้วออกไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลา 19.00 น. เศษ ซึ่งขณะนั้นมีการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมระหว่างทหารกับ นปช. หลังจากนั้นทราบว่าบริเวณสี่แยกคอกวัวมีการปะทะกันเช่นกันจึงได้เดินไป และเดินกลับมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีกครั้ง เมื่อเดินมาถึงร้านแมคโดนัลด์ซึ่งอยู่บริเวณหัวมุมถนนก่อนเลี้ยวเข้าถนน ดินสอ โรงเรียนสตรีวิทยา พบว่าบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการนำศพคลุมธงชาติ 2 ศพ ในขณะนั้นได้ยินเสียงคลายระเบิดและเสียงปืนในลักษณะต่อเนื่อง แต่ไม่ถี่ จากประสบการณ์ เสียงปืนที่ได้ยินเป็นเสียงปืนยาว ส่วนเสียงคลายประทัดเห็นว่าเกิดจากการที่กลุ่ม นปช. ใช้ระเบิดขวดที่ทำจากขวดเครื่องดื่มชูกำลังใส่น้ำมันขว้างไปยังที่ทหาร ปฏิบัติการอยู่ จากการสังเกตการณ์ไม่พบมีกลุ่ม นปช. ยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ทหาร
ร.ต.ต.ชาตรี เบิกความต่อว่าจากนั้นได้เดินไปฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยาโดยเดินตาม กลุ่มผู้ชุมนุมที่มีประมาณ 30 กว่าคน บริเวณนั้นมีรถทหารจอดขวางประมาณ 2 คันในลักษณะป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินผ่านไปได้ ขณะที่กลุ่ม นปช.ขว้างระเบิดขวดข้ามแนวรถที่ขวางนั้น ก็มีเสียงปืนยาวดังจากแนวหลังรถของทหารที่เป็นลักษณะตอบโต้กันไปมา เห็นกลุ่ม นปช. แบกร่างผู้บาดเจ็บย้อนออกมาทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 2 คน โดยร่างผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คนนั้นเห็นหน้าแต่ไม่ชัดเจน ส่วนผู้บาดเจ็บถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่บริเวณขา ส่วนบริเวณอื่นนั้นจำไม่ได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะถูกกระสุนที่ยิงมาจากหลังแนวรถของทหาร หลังจากนั้นพยานได้เดินกลับไปบริเวณฝั่งหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา โดยยืนบริเวณบาทวิถีหน้าโรงเรียน ซึ่งขณะนั้นกลุ่ม นปช. ได้เดินผลักดันไปถึงกลางถนนดินสอ พยานเห็นเจ้าหน้าที่แต่งกายทหาร โดยเห็นครั้งละ 1 คน ทหารชะโงกหน้าดูเหตุการณ์อยู่บนบาทวิถีข้างถนน ฝั่งไปทางสะพานวันชาติและถืออาวุธปืนยาวที่ปากกระบอกปืนชี้ขึ้นฟ้า ขณะนั้นมีแสงสว่างจากหลอดไฟหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา
ร.ต.ต.ชาตรี ให้ความเห็นว่าเสียงอาวุธปืนยาวนั้นไม่น่าจะออกมาจากทางด้านข้าง แต่เป็นลักษณะที่พุ่งตรงมายัง นปช. หลังจากที่กลุ่ม นปช.ได้เดินผ่านโรงเรียนสตรีวิทยา ได้มีเสียงปืนยาวยิงตอบโต้กลับมาทำให้ กลุ่ม นปช. ต้องถอยร่นกลับที่บริเวณหัวถนนดินสออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นพยานได้ยืนสังเกตการณ์ที่บริเวณบาทวิถีหน้าโรงเรียน ขณะนั้นได้ยินเสียงของหนักกระแทกพื้นห่างจากพยาน 1 เมตร และเห็นชายร่างใหญ่ ทราบภายหลังว่าเป็นนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ในลักษณะนอนหงาย สะพายกล้องแบบนักข่าว หันมุมกล้องชี้ไปบนท้องฟ้า ร่างนั้นนอนบนบาทวิถีหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาศีรษะหันไปทางโรงเรียน ปลายเท้าชี้ไปทางบ้านเลขที่ 149 ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ในเบื้องต้นจะเข้าไปปฐมพยาบาล แต่เห็นร่างนายฮิโรยูกิมีจุดแดงบริเวณหน้าอกซ้าย จากนั้นจุดแดงดังกล่าวได้ขยายออกและมีเลือดไหล จากประสบการทำงานที่ผ่านมาคิดว่าแผลลักษณะนี้เกิดจากอาวุธปืนที่มีความเร็ว สูง และจากประสบการณ์ทำงานของพยาน บริเวณบาดแผลที่หน้าอกด้านซ้าย ถือเป็นจุดที่ผู้ยิงประสงค์ให้ถึงแก่ความตายทันที ซึ่งผู้ยิงจะต้องได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร
พยานได้ประคองนายฮิโรยูกิ และตะโกนแจ้งให้ผู้ชุมนุมบริเวณนั้นทราบว่ามีนักข่าวถูกยิง ผู้ชุมนุมได้ช่วยกันแบกร่างนายฮิโรยูกิ ไปที่รถพยาบาล ซึ่งขณะนั้นมีลักษณะตาค้าง แต่พยานไม่ได้ตามไปด้วย ขณะนั้นกลุ่ม นปช.มีการผลักดันตอบโต้อยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นได้ยินเสียงประกาศจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแจ้งให้เจ้า หน้าที่ทหารหยุดการปฏิบัติการเนื่องจากมีการตกลงกับฝ่ายผู้บังคับบัญชาทหาร แล้ว หลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนยาวดังออกมาประปรายบ้าง และพยานได้เดินทางกลับมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล อย่างไรก็ตาม ขณะที่ช่วยฮิโรยูกินั้นกางเกงยีนส์ที่ใส่ไปก็ได้เปื้อนเลือดของฮิโรยูกิด้วย และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้นำไปตรวจพบว่าตรงกัน จากการสังเกตกลุ่มผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ มีเพียงไม้กับมีดทำครัว หลังวันเกิดเหตุพยานได้กลับไปสำรวจที่เกิดเหตุพบว่า ต้นไม้ เสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทั้ง 2 ฝั่งมีร่องรอยความเสียหายจากของแข็งกระทบ
พยานปากที่ 2 คือ นายอุดร เบิกความโดยสรุปได้ว่า ในวันเกิดเหตุประมาณ 18.00 น. มีการแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเข้าปฏิบัติการที่ถนนดินสอและสี่แยกคอกวัว พอทราบข่าวมวลชนก็ไปประจันหน้าทั้ง 2 จุดโดยพยานไปที่บริเวณถนนดินสอเพื่อดูเหตุการณ์ตรงชายขอบอนุสาวรีย์ มีรถหุ้มเกราะและรถถังของทหารจอดเรียงอยู่ประมาณ 6 คันตรงทางเข้าถนนดินสอ โดยมีทหารประจำอยู่หน้ารถถังประมาณ 100 นาย โดยขณะนั้นเจ้าหน้าที่ทหารถือโล่และตะบอง ส่วนแถวหลังจะถือปืนยาว
นายอุดร กล่าว่า ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการผลักดันทหารให้ออกจากบริเวณนั้น แต่ทหารได้ยิงแก๊สน้ำตาหลายนัดจากหลังรถถังมาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จึงทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมแตกออก ระหว่างนั้นมีกระแสลมตีแก๊สน้ำตาย้อนกลับไปทางเจ้าหน้าที่ทหารๆ จึงได้ถอยร่นไปทางสะพานวันชาติ ขณะนั้นพยานได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น 2 ครั้งท้ายรถหุ้มเกราะของทหาร โดยพยานยืนอยู่บริเวณทางม้าลายปากถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา จุดที่ระเบิดลงนั้นห่างจากตัวพยานประมาณ 10 เมตร ทหารก็แตก พากันวิ่งหนีกันไปทางสะพานวันชาติ ส่วนผู้ชุมนุมและพยานก็ได้ตามเข้าไปด้วย
นายอุดร เบิกความอีกว่า พอวิ่งตามไปหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ตรงทางม้าลาย เห็นทหาร 2 นายนอนบาดเจ็บร้องขอความช่อยเหลือบริเวณบาทวิถี ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน หลังรถถัง ขณะที่ผู้ชุมนุมกำลังเข้าไปช่วยเหลือได้ยินเสียงปืนดังจากทางแนวทหารจากทาง ไปสะพานวันชาติ ซึ่งตั้งแนวทั้ง 2 ข้างบาทวิถี ส่วนตรงกลางจะมีรถถังที่ถอยกลับไปกลับมาอยู่ ทหารจ้องเล็งอาวุธปืนมาทางกลุ่มผู้ชุมนุม เหตุที่สามารถเห็นได้เนื่องจากมีแสงสว่างจากหลอดไฟตามถนน ขณะที่มีเสียงปืนจากแนวทหารเข้ามามาก็เห็นประกายไฟซึ่งคาดว่าออกมาจาก ปลายกระบอกปืนด้วย แนววิถีที่ทหารยิงมานั้นสูงประมาณหน้าอกและศีรษะ โดยขณะนั้นไม่มีประกายไฟมาจากฝั่งโรงเรียนและฝั่งอาคารพาณิชย์ฝั่งตรงข้าม โรงเรียนแต่อย่างใด แล้วมีคนร้องว่า “โดนแล้วๆ” ขณะนั้นตนเองยืนอยู่ตรงทางม้าลายเข้าโรงเรียน ขณะนั้นหันไปดูต้นเสียง เห็นผู้ชายสวมเสื้อสีแดงถือธงแดง ทราบชื่อภายหลังว่านายวสันต์ ภู่ทอง(ผู้ตายที่ 2) ล้มลง หันหัวมาทางโรงเรียน นอนตรงทางม้าลายนั้นบนถนน ส่วนปรายเท้าหันไปทางตรงข้ามโรงเรียน ขณะนั้นเห็นเลือดและมันสมองกลิ้งมาที่พยานยืนห่างไป ห่างไป 3-4 เมตร บาดแผลมีลักษณะกะโหลกศีรษะเปิดด้วย ก่อนที่นายวสันต์จะล้มลงนั้นเห็นโบกธงแดงอยู่บริเวณนั้น
เมื่อเห็นนายวสันต์ (ผู้ตายที่ 2) ล้มลง ตนจึงวิ่งไปหลบที่บริเวณต้นไม้ ต้นที่ 2 หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา นับจากประตูโรงเรียนไปทางอนุสาวรีย์ ห่างจากจุดก่อนหน้าประมาณ 6 เมตร ขณะนั้นมีชายแบกกล้องในลักษณะนักข่าวมาถ่ายภาพตรงนั้น เดินอยู่หน้าพยานห่างไปประมาณ 3 เมตร (ทราบภายหลังว่าเป็นนายฮิโรยูกิ ผู้ตายที่ 1) พอเสียงปืนดังขึ้น ชายคนดังกล่าวก็ล้มบริเวณบาทวิถีหน้าโรงเรียน ก่อนที่จะล้มชายคนดังกล่าวหันหน้าไปทางทหาร 2 นายที่นอนเจ็บอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน การล้มเป็นการล้มแบบนอนหงาย โดยกระสุนมาจากแนวทหาร เสียงปืนดังและมีประกายไฟพุ่งมาทางชายที่แบกกล้องแล้วก็ล้มลงในจังหวะเดียว กัน
นายอุดร เบิกความต่อว่าในระหว่างที่จะเข้าไปช่วยนายฮิโรยูกิ ปรากฏเสียงปืนดังขึ้นอีก พยานจึงหลบเข้าที่เดิม ในระหว่างหมอบหลบเห็นชายอีกคนล้มลงอยู่เลยร่างนายวสันต์(ผู้ตายที่ 2 ) เลยไปแนวทหารประมาณ 3 เมตร บนถนนฝั่งตรงข้ามโรงเรียน ทราบชื่อภายหลังว่านายสยาม (เป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เช่นกัน) และใกล้ตรงที่ทหารบาดเจ็บ 2 นายนั้น ก็มีชายที่ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่ตรงนั้นอีกคน ทราบชื่อภายหลังว่านายจรูญ (เป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เช่นกัน) หลังจากนั้นเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงหาทางวิ่งออกจากบริเวณที่เกิด เหตุมาที่ร้านแมคโดนัลด์
นายอุดร ยืนยันอีกด้วยว่าในกลุ่มของตนเองแม้ใส่เสื้อคลุมดำบ้าง แต่ที่ชุมนุมชายชุดดำที่ติดอาวุธปืนนั้นไม่มี ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21.00 น. ได้ยินเสียงประกาศจากสะพานวันชาติสั่งให้เจ้าหน้าที่ยุติการยิง เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ถอย

สำหรับคดีนี้จะมีการไต่สวนครั้งต่อไปวันที่ 5 ต.ค.55

แผนที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา :

 ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

แชร์เกลื่อนเน็ตเสียดสีแพรวา-ทายาทกระทิงแดงดุ

ที่มา Thai E-News


ห้ามชนเกินวันละ 2 คน :-)
ระบาดตามเน็ตเสียดสีทายาทกระทิงแดงชนตำรวจ-มีการกดแชร์เผยแพร่ต่อๆกันไปสำหรับภาพนี้มากกว่า1,000ครั้ง (เริ่มจากเพจ:

อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป )


เวอร์ชั่นเสียดสีแพรวาขับรถประมาทเป็นเหตุผู้อื่นตาย9ศพแต่ศาลตัดสินจำคุก2ปีรอลงอาญา-ตอนนี้ที่ทำภาพล้อเลียนเสียดสี แล้วแชร์กันระบาดมี 2 เวอร์ชั่นตามที่เห็น



อ้อมกอดชายแดนใต้นายกฯปู โอ๊คแขวะมาร์คไม่แมน

ที่มา Thai E-News


Posted Image


ภาพโดย น่ารักก็ไม่บอก บอร์ดIF และ Jay RedallThailand
เรื่องโดย


Posted Image

Posted Image

Posted Image
Posted Image

รายงานความจริงฟังแล้วน่าตกใจ หมอก็ร่วมกับขบวนเผด็จการกะเขาด้วยหรือนี่!?..

ที่มา Thai E-News





ราย ละเอียดและสารบัญ ความจริงเพื่อความยุติธรรม:เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา - พฤษภา 53 ณ.ห้องประชุม คณะสังคมศาสตร์ มช. 01-09-12 

โดย บังสุกุล
ที่มา บอร์ดInternetforfreedom

ผม มีโอกาสไปเชียงใหม่ ติดอุปกรณ์ถ่ายทอดสดและอัดเทปงานเสวนา รายละเอียดและสารบัญ ความจริงเพื่อความยุติธรรม:เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา - พฤษภา 53 ณ.ห้องประชุม คณะสังคมศาสตร์ มช. 01-09-12 ตามที่วางไว้ด้านบน

มี ผู้ร่วมฟังเสวนานี้แค่10กว่าคน แต่เนื้อหารายงานความจริงที่คณะกรรมการ ทำงานค้นคว้าสืบเสาะเป็นปี กว่าจะได้รายงานนี้ ฟังแล้วน่าตกใจ นอกจาก อำมาตย์ ทหาร ตำรวจ รัฐบาล ศาล ในขณะนั้นจะ ทำให้ผู้ชุมนุมตาย แต่ที่น่าตกใจ มีหมอในโรงพยาบาล ที่ไม่ใส่ใจกับผู้ได้รับบาดเจ็บ จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมตายโดยหากได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์แล้วจะไม่ตายแน่ นอน


ผู้ค้นคว้า วิจัยและรายงานเป็น คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัย ดังๆชั้นแนวหน้าของประเทศทั้งนั้น จึงการันตีในความแม่นยำของรายงานได้แน่นอน 

 ที่มา ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53  (ศปช.)

รวบ รวมรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 ทั้งประชาชน ทหาร และชาวต่างชาติ พร้อมรายละเอียดการเสียชีวิต จุดเกิดเหตุ พร้อมระบุเวลา และสถานที่เสียชีวิต โดยเรียงลำดับรายชื่อตามวันที่เกิดเหตุ...

อ่านต่อ...


เชิงอรรถความตาย




คลิิ้กที่รายชื่อเพื่อดูรายละเอียดของ 94 ความตาย

สวนสัตว์เขาดิน
27. นายมานะ อาจราญ
วันที่ 22 เมษายน 2553
28. นางธันยนันท์ แถบทอง
วันที่ 28 เมษายน 2553
29. พลทหาร ณรงค์ฤทธิ
วันที่ 8 พฤษภาคม 2553
31. จ.ส.ต.วิทยา พรมสารี
วันที่ 14 พฤษภาคม 2553
34. นางสาวละอองดาว กลมกล่อม
35. นายทิพเนตร เจียมพล
36. นายกิติพันธ์ ขันทอง
37. นายชัยยันต์ วรรณจักร
38. นายธันวา วงศ์ศิริ
39. นายเสน่ห์ นิลเหลือง
40. นายอินแปลง เทศวงศ์
41. นายบุญมี เริ่มสุข
42. นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง
43. นายประจวบ ศิลาพันธ์
44. นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์
45. นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์
46. นายบุญทิ้ง ปานศิลา
47. นายสรไกร ศรีเมืองปุน
48. นายเหิน อ่อนสา
49. น.ส.สัญธะนา สรรพศรี
50. นายมนูญ ท่าลาด
51. นายพัน คำกอง
52. ด.ช. คุณากร ศรีสุวรรณ
19 พฤษภาคม 2553
76. นางประจวบ เจริญทิม
77. นายปรัชญา แซ่โค้ว
78. นายถวิล คำมูล
79. นายธนโชติ ชุ่มเย็น
80. นายนรินทร์ ศรีชมภู
81. ส.อ. อนุสิทธิ์ จันทร์แสนตอ
82. ชายไม่ทราบชื่อ ถนนราชดำริ
83. Fabio Polenghi
84. นายมงคล เข็มทอง
85. นายสุวัน ศรีรักษา
86. น.ส. กมนเกด อัดฮาด
87. นายอัครเดช ขันแก้ว
88. นายอัฐชัย ชุมจันทร์
89. นายรพ สุขสถิตย์
90. นายกิตติพงษ์ สมสุข
91. นายทรงศักดิ์ ศรีหนองบัว
92. นายเพิน วงศ์มา
93. นายอภิชาติ ระชีวะ
94. น.ส.วาสินี เทพปาน