WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 9, 2012

นักปรัชญาชายขอบ: เรามีคุณธรรมไปทำไม?

ที่มา ประชาไท

 

 
 
สูดกลิ่น "ศีลธรรม" จนสำลัก
กระอัก "จรรยา" จนหน้าเขียว
"คุณธรรม" เอ่อล้น จนซีดเซียว
ขับเคี่ยว "จริยธรรม" จนช้ำใน
มือถือสาก ปากถือศีล ตีนกระทืบ
ในซอกหลืบ ศพกอง เลือดนองไหล
ใครก็รู้ เราสู้ อยู่กับใคร
แผ่นดินธรรม อำไพ ไม่มีจริง!
 
(จากเฟซบุ๊กของ Rapeepan Songsaeng)
 
บท กวีข้างต้นนี้สะท้อนภาพการโฆษณาชวนเชื่อ ยัดเยียดปลูกฝังสิ่งที่เรียกกันว่า ศีลธรรม จรรยา คุณธรรม จริยธรรม และชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงด้านตรงข้ามอย่างตรงไปตรงมาและน่าหดหู่ มีเหตุผลมากทีเดียวที่บรรดาผู้ซึ่ง “ตาสว่าง” มองเห็นความเป็นจริงของระบบอำนาจที่นิยาม โฆษณาชวนเชื่อ ยัดเยียด ปลูกฝังศีลธรรม จรรยา คุณธรรม จริยธรรมว่าเป็นระบบอำนาจที่ทั้งฉ้อฉลเสรีภาพ หมิ่นศักดิ์ศรีมนุษย์ของประชาชน อำมหิตเลือดเย็น
 
คำ ถามที่ “ต้องถาม” คือ เราจะมีสิ่งที่เรียกกันว่า ศีลธรรม จรรยา คุณธรรม จริยธรรมกันไปทำไม? โยนมันทิ้งไปเลยได้ไหม? แน่นอน มันเป็นคำถามที่ “กวนประสาท” บรรดาผู้มีอำนาจ และผู้เสพติดยากล่อมประสาทพวกนั้น แต่แล้วยังไง สังคมนี้จะไม่มี “พื้นที่” ให้คนตั้งคำถามแบบนี้ได้เลยหรือ มีเหตุผลอะไรที่จะห้ามตั้งคำถามต่อ ศีลธรรม จรรยา คุณธรรม จริยธรรมบน “กองซากศพ” ว่า “ศีลธรรม จรรยา คุณธรรม จริยธรรมเหล่านั้น มันคือเครื่องมือปกป้องไม่ให้สังคมนี้มีกองซากศพ หรือว่ามันเป็นเพียงอาภรณ์อันสวยงามที่ประดับประดาการปราบปรามเข่นฆ่าให้ดู ดีมีความชอบธรรมกันแน่?”
 
บรรดาชนชั้นผู้มีอำนาจต้องการ “คุณสมบัติ” ที่มีคุณธรรมจริยธรรมไปทำไมหรือ คำอธิบายของแมคเคียวเวลลี่ (Maciavelli) ใน “เจ้าผู้ปกครอง” (The Prince) ข้างล่างนี้น่าจะบออกอะไรได้บ้าง (คัดจาก The Big Questions 20 คำถามของปรัชญา โดยไซมอน แบล็กเบิร์น ปกรณ์ สิงห์สุริยา บรรณาธิการแปล สำนักพิมพ์มติชน,2555 หน้า 173)
 
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นสำหรับเจ้าผู้ปกครองที่จะต้องมีคุณสมบัติอันดีทั้งหมดที่ ข้าพเจ้าได้จาระไนมา แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทรงแสดงพระองค์ว่ามีคุณสมบัติเหล่านั้น และข้าพเจ้ากล้าที่จะกล่าวอย่างนี้อีกด้วยว่า การมีคุณสมบัติเหล่านั้นและการปฏิบัติตามคุณสมบัติเหล่านี้เสมอจะทำร้าย พระองค์ และการแสดงว่าทรงมีคุณสมบัติเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อพระองค์ จงทำเหมือนเป็นผู้มีเมตตา ซื่อสัตย์จงรักภักดี มีมนุษยธรรม เคร่งศาสนา ยึดมั่นในความถูกต้องและจงเป็นแบบนั้น แต่ด้วยความคิดที่ตีกรอบไว้ว่าหากพระองค์จำเป็นที่จะต้องไม่เป็นแบบนั้น พระองค์จะสามารถทำได้และรู้ว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมกลับเป็นตรงกันข้ามได้อย่าง ไร
 
นี่ คือคำแนะนำให้ผู้มีอำนาจให้คุณสมบัติที่มีคุณธรรมอย่างฉ้อฉล แต่ในโลกของความเป็นจริงเป็นไปได้ว่าผู้ปกครองไม่ว่าจะอยู่ในระบบเผด็จการ หรือประชาธิปไตย พวกเขาอาจจะแสดงตัวว่าเป็นคนดี เป็นผู้เปี่ยมคุณธรรมเช่น มีเมตตา ซื่อสัตย์จงรักภักดี มีมนุษยธรรม เคร่งศาสนา ยึดมั่นในความถูกต้อง ฯลฯ เพื่อสร้างภาพให้น่าเชื่อถือ แต่เมื่อต้องรักษาอำนาจและผลประโยชน์ พวกเขาอาจกลายร่างเป็นสุนัขจิ้งจอกได้อย่างง่ายดาย ฉะนั้น คนพวกนี้เขามีคุณธรรมไปทำไม คำตอบชัดเจนในตัวมันเองตามข้อเท็จจริงของการกระทำ หรือพฤติกรรมของชนชั้นผู้มีอำนาจที่ชั่วชีวิตเราต่างก็ได้เห็นกันอยู่แล้ว
 
แล้ว เราแต่ละคนล่ะ มีคุณธรรมไปทำไม?  คำตอบที่พรั่งพรูออกมา อาจจะเป็นว่า “แหมถามได้ ก็เพื่อความเจริญงอกงาม ความสำเร็จ ความสุข ความเอิบอิ่มใจยังไงเล่า” แต่ในโลกตามเป็นจริงเราพบอยู่เสมอไม่ใช่หรือว่า คนดี นมีคุณธรรมมักถูกรังแก เอาเปรียบ ถูกจับเข้าคุก ถูกปราบปรามเข่นฆ่า หรือไม่ก็หนีหัวซุกหัวซุนจากการไล่ล่าของอำนาจอยุติธรรม ส่วนคนเลวก็อาจเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จมีเงิน มีอำนาจ มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา มีความสุขกระทั่งเอิบอิ่มใจกับความสุขความสำเร็จนั้นๆ ได้
 
ศาสนา อาจจะบอกว่า เมื่อเรามีคุณธรรมหรือทำความดีต่างๆ แล้วความดีนั้นๆ จะดลบันดาลให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น ประสบความสำเร็จ มีความสุข ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา แต่คุณธรรมหรือความดีทางศาสนาแบบนี้กลายเป็น “แก้วสารพัดนึก” ไป ซึ่งไม่มีข้อพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง และเราก็ค้นพบอย่างมีเหตุผลว่าหากต้องการความเจริญรุ่งเรือง ความสำเร็จในชีวิตทางโลก ความรู้สมัยใหม่ เช่น ความรู้เรื่องทำธุรกิจ การบริหารจัดการ ฯลฯ ช่วยเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า หรือพบว่าคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมักประสบความสำเร็จกว่าคนเคร่ง จริยธรรมที่มักอ่อนแอและถูกเอาเปรียบ (บางทีก็ยอมเสียเปรียบเอง เช่นเหตุผลในการประนีประนอมที่ทำให้เรียกร้องสิทธิของตนน้อยลง ในกรณีถูกรถชนเป็นต้น มักจะบอกว่า “ช่างมันเถอะถือว่าเป็นกรรมเก่า อโหสิกรรมกันไป จะได้ไม่จองเวรจองกรรมกันอีก)
 
“ก็เราต้องมีคุณธรรมเพื่อให้สังคมสงบสุขไง!” บางคนอาจพูดเช่นนี้ และแน่นอนเรา มักได้ยินนักสอนศาสนาสอนว่า “ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ถ้าสมาชิกส่วนมากของสังคมเป็นคนดีสังคมก็สงบสุข” แต่เราก็ได้เห็นการละเมิดอำนาจของประชาชนโดยพวกคนดี เห็นรัฐประหารโดยบรรดาคนดีมีคุณธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า โลกของเรามีประวัติศาสตร์สงครามและการก่อการร้ายในนามของศาสนาและคุณงามความ ดีไม่สิ้นสุด และหากคุณธรรมความดีตามที่สอนกันมาเป็นพันๆ ปี ทำให้สังคมมนุษย์มีความสงบสุขได้จริง เรายังจะโหยหาระบบสังคมการเมือง เศรษฐกิจที่เป็นธรรม กฎหมายที่ยุติธรรมเป็นต้นไปทำไม
 
แล้ว เรายังจะหวังอะไรกับคุณธรรมและความดีงามอีกเล่า? ถึงตอนนี้ศาสนาที่นับถือพระเจ้าก็เสนอคำตอบว่า พระเจ้าจะประทานรางวัลให้กับผู้มีคุณธรรมความดี ในวันพิพากษารางวัลของคุณธรรมความดีคือการไป “เสวยสุข” อยู่ในสวรรค์กับพระองค์ชั่วริรันดร หรือพุทธศาสนาไทยๆ อาจเสนอคำตอบที่จะแจ้งยิ่งกว่านั้นว่า “คุณดูอย่างสตีฟ จ็อบส์สิ เขาทำความดีด้วยการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ แก่โลก ทำให้ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรในวิมานสุดหรูดูดีมีสไตล์สุดไฮเทคฯ” คำตอบสุดท้ายทางศาสนา ก็คือว่าคุณธรรมความดีจะทำให้เราพ้นจากไฟนรก และขึ้นไปเสวยสุขบนสวรรค์
 
แต่ สังเกตไหมครับ ไม่ว่าคุณธรรมความดีของชนชั้นปกครองที่มีไว้เป็นเครื่องมือปกป้องอำนาจและผล ประโยชน์ของพวกเขา คุณธรรมความดีของเราแต่ละคนที่เป็นเครื่องมือไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ความสำเร็จ ความสุข ความเอิบอิ่มใจ กระทั่งคุณธรรมความดีทางศาสนาที่เป็นเครื่องมือไปสู่ความสุขบนสวรรค์ คุณธรรมทั้งหมดนั้นล้วนมี “เนื้อหา” แบบเดียวกันคือ “เป็นเครื่องมือไปสู่ผลลัพธ์ที่ตนต้องการ” ซึ่งมันคือคุณธรรมความดีแบบอัตตนิยม (egoism) คือเป็น “คุณธรรมความดีเพื่อตัวเองเป็นหลัก”
 
ชน ชั้นปกครองอาจจะมีคุณธรรม เมื่อเขาเห็นว่ามันมีประโยชน์ต่อการปกป้องสถานะอำนาจของพวกเขา แต่ถ้าไม่พวกเขาก็พร้อมที่จะกลายร่างเป็นซาตานกระหายเลือด เราแต่ละคนก็อาจมีคุณธรรมเมื่อเราคำนวณว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการบางอย่าง แต่ถ้ามองไม่เห็นผลลัพธ์คุณธรรมก็อาจไม่จำเป็น ส่วนศาสนานั้นทั้งโปรฯคุณธรรมความดีต่างๆ เพื่อให้เราเกิดศรัทธา มีความหวังกับชีวิตในโลกหน้า พร้อมๆ กันนั้นยิ่งผู้คนศรัทธามาก เงินบริจาคทำบุญก็ไหลเข้าองค์กรทางศาสนามากขึ้น
 
คำถามคือ บางทีเราอาจจำเป็นต้องปกป้อง “ความเป็นมนุษย์” ของเราจากการอ้างคุณธรรม ความดีงามต่างๆ เหล่านั้นไหม?
 
ถึงตรงนี้ ผมนึกถึงข้อเรียกร้องของอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในงาน “เผาศพอากง” ที่เพิ่งผ่านไป คือข้อเรียกร้อง “moral courage ความกล้าหาญทางคุณธรรม” ต่อสื่อ นักวิชาการ ปัญญาชน แกนนำทางการเมือง นักการเมือง พรรคการเมืองว่า “นิ่งเงียบ” กันอยู่ได้อย่างไรกับความไม่ถูกต้อง ความอยุติธรรมต่างๆ ทางสังคมการเมืองของบ้านเราที่เป็นมาในประวัติศาสตร์ และที่เห็นกันอยู่ตำตา ดังกรณี “อากง” ตายในคุกเพราะความอยุติธรรมของมาตรา 112 เป็นต้น
 
แล้วผมก็ขอสรุปดื้อๆ ตรงนี้ว่า “มีคุณธรรมบางอย่างที่เราจำเป็นต้องมี” ถามว่ามีไปทำไม คำตอบคงไม่ใช่ว่าเราจะได้อะไร แต่คุณธรรมที่ว่านี้เราจำเป็นต้องมีตราบที่เรายังเห็นว่าควรปกป้อง “ความเป็นมนุษย์” ของตนเองและเพื่อนมนุษย์ คุณธรรมที่ว่านี้คือ “moral courage ความกล้าหาญทางคุณธรรม” คือ ความกล้าหาญที่จะปกป้องเสรีภาพ ความเสมอภาคของมนุษย์
 
เรา มีความกล้าหาญทางคุณธรรมที่ว่านี้ไปเพื่ออะไร? ผมคิดว่าคำถามถึงผลลัพธ์อาจไม่จำเป็น เพราะผลลัพธ์ใดๆ ย่อมหาความแน่นอนคงที่ไม่ได้ หากเราจะมีความกล้าหาญทางคุณธรรมก็ต่อเมื่อประเมินผลลัพธ์ที่แน่นอนได้ เราอาจจะไม่มีวันกล้าหาญเลยก็ได้ เพราะในสถานการณ์ที่ยุ่งยากซับซ้อนเราไม่อาจประเมินผลลัพธ์ที่แน่นอนได้ หรือเราอาจผิดหวัง กระทั่งตัดสินว่าความกล้าหาญทางคุณธรรมคือความผิดพลาด เมื่อเราใช้มันไปแล้วแต่ไม่ได้ก่อผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
 
ทางเดียวที่เราจะสามารถรักษา “ความกล้าหาญทางคุณธรรม” เอาไว้ได้ คือเราต้องคิดแบบค้านท์ (Immanuel Kant) ว่า “ความกล้าหาญทางคุณธรรมเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอย่างปราศจากเงื่อนไข” คือเป็นหน้าที่เราต้องมีความกล้าหาญทางคุณธรรมปกป้อง “ความเป็นมนุษย์” ของเรา ด้วยการปกป้องเสรีภาพและความเสมอภาค
 
แต่ผมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าข้อเรียกร้อง “moral courage ความกล้าหาญทางคุณธรรม” ของอาจารย์สมศักดิ์มันเหมือนการเรียกหา “หยดน้ำในทะเลทราย” ยังไงไม่รู้
 
เพราะ ในสังคมที่เต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ปลูกฝัง ยัดเยียด “คุณธรรมเครื่องมือ” ดังที่กล่าวมา ยากยิ่งนักที่ผู้คนจะเห็นคุณค่าในตัวมันเองของ “คุณธรรมหน้าที่” และไม่มีใครอยากจะ “เสี่ยง” แสดงความกล้าหาญทางคุณธรรม หากเขาไม่สามารถประเมินได้ว่า ตนจะได้รับผลประโยชน์อะไรตอบแทน หรืออย่างน้อยตนจะ “ปลอดภัย” หรือไม่!
 

อภิสิทธิ์หนุนรัฐผลักดันการคุยกับผู้เห็นต่าง มหาเธร์ยันปกครองตนเอง “ทางออกหนึ่ง” ดับไฟใต้

ที่มา ประชาไท

 

 ผู้นำฝ่ายค้านชี้ต้องเปิดพื้นที่หาช่องทางพูดคุยกับผู้เห็นต่าง ดึงประชาสังคมช่วยคุยกับขบวนการ อดีตนายกฯ มาเลเซียมอง “การปกครองตนเอง” เป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาภาคใต้
 
 
 
ในวันที่ 7 กันยายน 2555 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้มีการงานจัดการประชุมวิชาการนานาชาติรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และสันติศึกษาในบริบทอาเซียน โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านและนายมหาเธร์  โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “วิสัยทัศน์ผู้นำว่าด้วยการเมือง ความขัดแย้ง และสันติภาพในประเทศสมาชิกอาเซียน”  
 
 นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวว่าปัญหาความรุนแรงในภาคใต้มีผลกระทบอย่างลึก ซึ้งต่อเป้าหมายในการสร้างสังคมที่อย่างสันติซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมาย ระดับชาติเท่านั้น แต่เป็นเป้าหมายในระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย  โดยต้องใช้ 3 เสาหลักในการแก้ปัญหา คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม  ซึ่งจะไม่ประสบความสำเร็จ  หากขาดเสาหลักอันใดอันหนึ่ง 
 
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าสำหรับประเทศในอาเซียน แม้ว่าจะมีกลไกในการแก้ไขข้อขัดแย้งหลายๆ อย่าง เช่น การประชุมระหว่างสหประชาชาติกับอาเซียน แต่ก็ยังไม่มีกรอบเชิงสถาบันที่ชัดเจนของอาเซียนในการแก้ไขข้อพิพาทที่มี อยู่ในภูมิภาค
 
 “ความหลากหลายเป็นเรื่องที่เราต้องส่งเสริมเพราะว่า  เราไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนเหมือนกัน  ดังนั้นความท้าทายอยู่ที่จะไปลบล้างความหลากหลายทิ้งไป แต่ความท้าทายอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 
ในหลายๆ กรณีที่เกิดความขัดแย้งนั้น มีปัจจัยที่คล้ายคลึงกัน  กล่าวคือ ความแตกต่างได้พัฒนาไปสู่การไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันและนำไปสู่ความขัดแย้ง ในที่สุด  นอกจากนี้การใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม   หรือการมองว่ามีการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม การละเมิดกฎหมายและการปิดพื้นที่ทางการเมืองก็ยิ่งจะทำให้ปัญหารุนแรงมาก ขึ้นไปอีก  สำหรับในกรณีภาคใต้นั้นปัญหามีรากเหง้าที่หยั่งลึกไปอย่างยาวนานในประวัติ ศาสตร์  เมื่อความรุนแรงปะทุขึ้นในปี 2547 ปัญหาก็ถูกซ้ำเติมด้วยการละเมิดกฎหมายและการใช้นโยบายปราบปรามอย่างแข็ง กร้าวในการจัดการกับปัญหา 
 
“การใช้กำลังทหารหรือความคิดด้านความมั่นคงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถ แก้ไขปัญหาไม่อย่างยั่งยืน จำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการในการแสวงหาทางออกทางการเมืองซึ่งได้รับการยอม รับจากทุกฝ่าย” นายอภิสิทธิ์กล่าว  โดยเสนอว่าสิ่งที่สำคัญและเป็นความท้าทายคือการสร้าง “กระบวนการ” ในการสร้างสันติภาพอย่างไร   และไม่ว่าสุดท้ายทางออกของปัญหาจะเป็นอย่างไร   สิ่งสำคัญจะต้องมีการเคารพความหลากหลายของกลุ่มต่างๆ 
 
ในบางบริบท ความช่วยเหลือจากบุคคลที่ 3 ในการเป็นตัวกลางในการพูดคุยอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังเช่น ในกรณีของประเทศอินโดนีเซียที่อนุญาตให้ประเทศอื่นเข้าไปช่วยแก้ปัญหาความ ขัดแย้งในติมอร์ตะวันออก  พม่าที่มีหน่วยงานต่างประเทศเข้าไปสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ กำลังเกิดขึ้น  หรือในกรณีของฟิลิปปินส์ที่องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และมาเลเซียได้เข้าไปร่วมดำเนินการในกระบวนการสร้างสันติภาพ ทั้งนี้บุคคลที่ 3 นี้ จะต้องเข้าใจถึง “ความละเอียดอ่อน” ในเรื่องเหล่านี้  โดยจะต้องแสวงหาวิธีและรูปแบบที่เหมาะสมกับในแต่ละกรณี อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว
 
สำหรับบทบาทของภาคประชาสังคมในการเปิดพื้นที่เพื่อการพูดคุย  นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่ดี” รัฐบาลควรจะใช้ประโยชน์จากการทำงานของภาคประชาชนในพื้นที่ที่มีความสามารถใน การเข้าถึงบุคคลที่ยังไม่พร้อมจะนำเสนอความคิดเห็นต่อรัฐได้  และตนพร้อมที่จะไปร่วมพูดคุยกับรัฐบาลเมื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้
 
ภายหลังการกล่าวปาฐกถา นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “กระบวนการที่สำคัญในขณะนี้ คือ การที่พยายามเปิดพื้นที่หาช่องทางในการเปิดพื้นที่ในการพูดคุยกับคนที่คิด ต่าง ซึ่งเรื่องนี้ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีการดำเนินการอยู่แล้ว และรัฐบาลที่ผ่านมามีการดำเนินการในลักษณะอย่างนี้เช่นกัน และตนคิดว่าจากตรงนั้นมันค่อยๆ นำมาสู่ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่ากระบวนการต่อไปมันควรที่จะเดินไปอย่างไร ” 
 
นายอภิสิทธิ์ชี้ว่าในที่สุดแล้วการแก้ปัญหาจะต้องเป็นการแก้ปัญหาทาง การเมืองและจะต้องนำปัญหาทุกมิติในพื้นที่มาแก้ไข ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่ในระดับนโยบาย และกระบวนการตรงนี้ ตนคิดว่าเราต้องสามารถที่จะกำหนดแนวทางขั้นตอนที่จะเป็นไปได้   วันนี้การที่เราจะกระโดดพูดถึงเรื่องการเจรจา เรายังไม่รู้ว่าจะเจรจากับใคร
 
อนึ่ง  สมช.ได้ร่าง “นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555 -2557” ขึ้นตามข้อกำหนดของพ.ร.บ.การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2554  ซึ่งนโยบายดังนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  22 กุมภาพันธ์ 2555 และได้มีการอภิปรายในรัฐสภาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา   โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 8 ในทั้งหมด 9 ข้อของนโยบายฉบับนี้ ระบุว่ารัฐมีหน้าที่ในการ “สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการพูดคุยในการแสวงหาทางออกจากความ ขัดแย้งและการให้หลักประกันในการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพ”  
 
สำหรับนายมหาเธร์ได้กล่าวในการปาฐกถาว่าการเกิดขึ้นของอาเซียนมีวัตถุ ประสงค์เพื่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก   ผู้นำประเทศสามารถที่จะใช้เวทีนี้ในการพูดคุยเจรจาเพื่อหาหนทางในการแก้ ปัญหาอย่างสันติ   หากว่าไม่สำเร็จก็จะส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) เป็นผู้ตัดสิน
 
“มันเป็นเรื่องอันตรายที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการเผชิญหน้ากัน” นายมหาเธร์กล่าว
 
เขาได้ยกตัวอย่างกรณีปัญหาข้อพิพาททางทะเลระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ซึ่งปัญหายุติได้ด้วยการเจรจาโดยมีการแบ่งผลประโยชน์จากการผลิตแก๊สคนละ ครึ่ง  ส่วนปัญหาข้อพิพาทประเด็นเรื่องการอ้างสิทธิเหนือเกาะ 2 แห่งระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซียซึ่งไม่สามารถเจรจาได้  และได้ส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณา  เมื่อศาลโลกพิพากษาให้เกาะทั้งสองแห่งเป็นของมาเลเซีย  ประเทศคู่กรณีก็ยอมรับคำตัดสินของศาล
 
เขากล่าวว่าอาเซียนนั้น “เป็นตัวอย่างที่ดี” ของกลุ่มประเทศที่สามารถจัดการความขัดแย้งในระหว่างประเทศสมาชิกได้อย่างสันติ      
 
ทั้งนี้ นายมหาเธร์ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ของไทยว่า “มันเป็นเรื่องภายใน   ปกติในสถานการณ์เช่นนั้น อาเซียนจะไม่แทรกแซง เว้นแต่ว่าเราจะได้รับการเชิญจากประเทศไทยให้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาความขัด แย้ง ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนเหล่านี้และได้พยายามที่จะโน้มน้าวให้เขาแก้ปัญหา อย่างสันติ  นั่นเป็นสิ่งที่มากที่สุดที่ผมจะทำได้”
 
“มันเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดที่จะเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองกับประเทศ เพื่อนบ้าน” เขากล่าว  โดยยกตัวอย่างว่ามาเลเซียได้เข้าไปเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในกรณีของฟิลิปปินส์ได้ก็เพราะได้รับเชิญจากเจ้าของประเทศ  
 
หลังการกล่าวปาฐกถา  นายมหาเธร์ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ถ้าหากว่าประเทศไทยร้องขอ  มาเลเซียก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ”
 
”ปัญหาในภาคใต้นี้คือมันไม่มีองค์กรที่เป็นเอกภาพ  เขาแบ่งเป็นหลายๆ กลุ่ม  บางคนก็ต้องการใช้ความรุนแรง  บางคนก็ต้องการที่จะเจรจา   ถ้ามีกลุ่มที่ต้องการจะเจรจา เราก็ควรที่จะเจรจา  แต่ว่ากลุ่มนั้นต้องการใช้ความรุนแรง  แน่นอนไม่ว่าสำหรับประเทศใด พวกเขาก็คือพวกสุดโต่ง ก็ต้องทางออกด้วยวิธีอื่น”
สำหรับเหตุการณ์การก่อเหตุวางธงชาติมาเลเซีย การวางระเบิดจริงและปลอมกว่าร้อยจุดในจ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและ 2 อำเภอในจ.สงขลาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 นายมหาเธร์กล่าวว่า “พวกเขาก็ไม่มีความเป็นเอกภาพ   แต่ละคนก็มีไอเดียของตัวเอง  บางคนอาจจะต้องการวางธง  คุณไม่สามารถที่จะไปโทษคนที่เหลือได้”
 
นายมหาเธร์ย้ำว่า “คำว่าการปกครองตนเองนั้นถูกแปลเป็นภาษาไทยว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดนซึ่งมัน ไม่ใช่  เราจะต้องอธิบายกับคนไทยเพื่อให้เขายอมรับความคิดนั้น แต่พวกเขาก็อาจจะคิดว่าแม้แต่การปกครองพิเศษก็ไม่ควรที่จะให้  ซึ่งอาจจะเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ แต่ว่าเขตปกครองพิเศษก็เป็นทางออกหนึ่งที่ควรจะพิจารณา  การปกครองพิเศษไม่ใช่การให้เอกราช   เรื่องการต่างประเทศ การทหาร หรือแม้กระทั่งตำรวจก็ยังคงเป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง”
 
อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่าการปกครองพิเศษนั้นเป็นทางออกที่ใช้ ในหลายๆ ประเทศ เช่น ในประเทศอินโดนีเซียก็ได้ให้อาเจะห์เป็นเขตปกครองพิเศษ  หลังจากที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนกับรัฐบาลได้รบกันมาหลายทศวรรษ  
 
เขาอธิบายว่าในช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี   นายทักษิณปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์  ปันยารชุนอาจจะมีความคิดยอมรับความคิดนี้อยู่บ้าง   

อัพเดทข่าว เสาร์-อาทิตย์

ที่มา thaifreenews

 ที่มาเฟสบุ๊ควันอังคารที่ 11 ก.ย.2555
พบกันหน้่าปปช.ทวงถามคดี ปรส.และแม่สส.ปชป 


















เหตุข่าวนายชวนนท์ ไล่โฆษกพรรคพท.ไปตรวจข้าวแกงสโมสรรัฐสภา
 3 ก.ย.2555 ชวนนท์กลับไปชนปังตอคนในพรรคเดียวกัน .
ที่เป็นคนจัดสรรควบคุมดูแลร้านอาหารสโมสรรัฐสภา 








"..การควบคุมราคาอาหารจานด่วนที่ร้านอาหารสโมสรรัฐสภา 
ขายข้าวกระเพราหมูไข่ดาวให้ตนจานละ 75 บาท 
นี่คือสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ 
ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้เคยประกาศ 
ว่าจะควบคุมให้อยู่ที่ 30-35 บาท จึงอยากให้พรรคเพื่อไทย
ควรจ
ะหามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
 มากกว่าที่จะออกมาใช้โวหารหลอกประชาชน.."



9 ก.ย.2555




ที่มาเฟสบุ๊ค  MaysaaNitto Org-home
นาย มานพ ชาญช่างทอง เผยชีวิตประชาชนผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น ชายชุดดำ จาก ชวนนท์ เทพเทือก มาร์ค แมงสาบ ผมเป็นประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ผมมีอาชีพเก็บของเก่าขาย ผมไม่ได้เป็นทหารพราน ผมยิงปืนไม่เป็น T_T ทำไมถึงกล่าวหาผม ใส่ร้ายผม ผมติดคุกฟรี2เดือน ผมมีลูก4คน มีภรรยาต้องดูแล บุกจับผมในยุคอภิสิทธิ์ ไปกัน30คน ทำไมถึงทำกับผมได้

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=41714.0

ชาวไทยในชิคาโก้หนุนลัดดาชิงเก้าอี้ส.ส.สหรัฐฯ

ที่มา Thai E-News



คลิปข่าวชาว ไทยในนครชิคาโก สหรัฐอเมริกา จัดระดมทุนสนับสนุนหาเสียงเลือกตั้งให้กับ Tammy (ลัดดา) Duckworth ที่อยู่บนเส้นทางสร้างประวัติศาสตร์เป็นสตรีเชื้อสายไทยคนแรกที่จะก้าวขึ้น ดำรงตำแหน­่งส.ส.ในรัฐสภาสหรัฐฯในนามพรรคเดโมแครต หากเธอได้รับการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้(ข่าวโดย:VoAภาคภาษาไทย)

Saturday, September 8, 2012

อัพเดทข่าวเสาร์-อาทิตย์

ที่มา thaifreenews

 กุหลาบปากซัน เฟสบุ๊ค
V
V


























ดวงพร VoiceTV ทวิตเตอร์
V
V






























สว.ฝรั่งเศสกล่าวหลังจากเยือนไทยว่า "กองทัพมีอำนาจล้นพ้นเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ"

ที่มา uddred เว็บไซท์ Asian Provocateurและสำนักข่าวLe petite journal 7 กันยายน 2555 สำนักข่าวฝรั่งเศส Le Petit Journal เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของวุฒิสมาชิกสี่คนซึ่งมีมุมมองทางการเมืองที่ต่างกันออก ไป วุฒิสมาชิกเหล่านี้เพิ่งเดินทางไปเยือนประเทศไทยและให้ความเห็นเกี่ยวกับ สถานการณ์การเมืองไทยที่น่าสนใจว่า นาย Gerard Miquel สว.จากพรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นพรรคผู้นำรัฐบาลกล่าวว่า รัฐสภา [ไทย] ไม่ได้มีอำนาจมาก แต่เป็นกองทัพต่างหากที่มีอำนาจเพราะรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านร่างโดยคำนำเสนอของ รัฐบาลทหารและไม่ได้ให้อำนาจรัฐสภามาก แน่นอนว่า คนที่มีไหวหริบทางการเมืองซักนิดหนึ่งและมีความเชื่อมั่นในแบบแผนแบบ ประชาธิปไตยย่อมจะเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่แค่สว.ฝ่ายซ้ายเท่านั้นที่สรุปแบบนั้น นาย Bernard Saugey สว.จากพรรค UMP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวากล่าวว่า ประเทศไทยคือประเทศที่มีแบบแผนประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก ซึ่งนั้นอาจเป็นเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม นาย Hervé Maurey จากพรรคกลางได้แสดงความเห็นไว้ได้ดีที่สุด เขากล่าวว่า ในตอนแรก เราอาจคิดว่า (ประเทศไทย) มีประชาธิปไตยเพราะมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในแบบที่ดูเหมือน เป็นประชาธิปไตย แต่หลังจากที่เราสนทนากัน เราจึงรู้ว่ารัฐสภาและรัฐบาลมีอำนาจเพียงบางส่วนเท่านั้น เราค้นพบว่าทหหารมีอำนาจอย่างมาก รวมถึงผู้พิพากษาซึ่งความสัมพันธ์ที่อันแนบเน้นกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกอง ทัพมากกว่า นาย Hervé Maurey กล่าวต่อว่า เรารับรู้ว่าสถานการณ์นั้นซับซ้อนเพราะมักมีการข่มขู่ว่าจะทำรัฐประหารหาก รัฐบาลอยากจะทำอย่างไรที่มากเกินไป เรารู้สึกว่านักการเมืองมีขอบเขตที่จะทำอะไรจำกัดมาก นี่เห็นได้จากช่วงเวลาที่มีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่น่าแปลกคือสว.เหล่านี้ใช้เวลาสองวันในการทำความเข้าใจสถานการณ์อย่าง ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนต่างชาติล้มเหลวแม้พวกเขาที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หลายสิบปี ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า จะมีสื่อต่างชาติไปทำไมหากพวกเขาไม่สามารถให้ข้อมูลการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ได้และดูเหมือนจะทำงานร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดขั้วในประเทศไทยด้วย? บทสัมภาษณ์แปลจาก "Le petit journal" (ผมขอขอบคุณเพื่อน facebook คุณ Alex Biosiam อย่างมากที่ช่วยแปลคำสัมภาษณ์บางส่วน ซึ่งทำให้ผมและคนอื่นๆสนใจบทสัมภาษณ์ดังกล่าว Le petit journal: คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับการทำงานของสถาบันทางรัฐสภาของประเทศไทย? Gerard Miquel (สว.พรรคสังคมนิยม): นี่อาจจะยากหน่อยสำหรับเวลาเพียงหนึ่งวันครึ่งในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ สถาบันเหล่านั้น แต่ดูเหมือนว่ารัฐสภาไม่ได้มีอำนาจมาก แต่เป็นกองทัพต่างหากที่มีอำนาจเพราะรัฐธรรมนูญซึ่งผ่านร่างโดยการนำเสนอของ รัฐบาลทหารและไม่ได้ให้อำนาจรัฐสภามาก สิ่งต่างๆสามารถเป็นแปลงได้ซึ่งแน่นอนเป็นเรื่องที่มีความหวัง Le petit journal: พวกเขาได้ส่งสัญญาณบวกต่อคุณว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่? Bernard Saugey (สว. พรรคฝ่ายขวา UMP และประธานกลุ่ม Isère Managing Group for Thailand): ผมคิดว่าสัญญาณบวกนั้นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และประเทศไทย คือประเทศที่มีแบบแผนประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก ซึ่งนั้นอาจเป็นเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่แหละก็ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดมาก มันไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ทุกอย่างดูเหมือนถูกกฎหมาย แต่เรารู้สึกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง การเลือกตั้งมันไม่สำคัญต่อที่นี้ (ประเทศไทย) มากเท่าไร เราเชื่อว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงหากมีเจตจำจงทางการเมือง แต่มันจะพอที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่มันใกล้มากๆหรือไม่? มันไม่ปลอดภัย Gerard Miquel (พรรคสังคมนิยม): พวกเขาไม่สามารถจำกัดเจตจำนงของประชาชนได้ตลอดไปเพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลง จะต้องเกิดขึ้น คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวตลอดเวลา เราพบกับประธานกลุ่มประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ คุณธิดา ถาวรเศรษฐ ผู้หญิงซึ่งมีความเชื่อมั่นในเจตจำนงประชาธิปไตยอย่างมาก เราไม่คิดว่าพวกเขาจะสามารถควบคุมให้สถานการณ์เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปได้ จะมีการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในประเทศพม่า กองทัพที่อยู่ในอำนาจต้องเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของประชาชน แน่นอนมันอาจไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างที่เราคาดหวัง แต่มันก็ยังมีหวัง Bernard Saugey (สว.พรรคฝ่ายขวา UMP ประธานกลุ่ม Isère Managing Group for Thailand): สำหรับพม่า เพื่อประชาธิปไตยและความสงบสุขของประชาชนพม่า มันดีกว่าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ Hervé Maurey (สว.พรรคกลางของ Eureและรองประธานกลุ่ม ): สิ่งที่น่าพิศวงเกี่ยวประเทศไทยสำหรับเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาของฝรั่งเศศคือ วิถีทางการเมืองไม่มีอะไรเหมือนเรา ในตอนแรก เราอาจคิดว่า (ประเทศไทย) มีประชาธิปไตยเพราะมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในแบบที่ดูเหมือน เป็นประชาธิปไตย แต่หลังจากที่เราสนทนากัน เราจึงรู้ว่ารัฐสภาและรัฐบาล มีอำนาจเพียงบางส่วนเท่านั้น เราค้นพบว่าทหารมีอำนาจอย่างมาก รวมถึงผู้พิพากษาซึ่งความสัมพันธ์ที่อันแนบเน้นกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกอง ทัพ เรารับรู้ว่าสถานการณ์นั้นซับซ้อนเพราะมักมีการข่มขู่ว่าจะทำรัฐประหารหากรัฐบาลอยากจะทำอย่างไรที่มากเกินไป เรารู้สึกว่านักการเมืองมีขอบเขตที่จะทำอะไรจำกัดมาก นี่เห็นได้จากช่วงเวลาที่มีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ Bernard Saugey Saugey (สว.พรรคฝ่ายขวา UMP ประธานกลุ่ม Isère Managing Group for Thailand): แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าสว.กว่าครึ่งมาจากการแต่งตั้ง Gerard Miquel (พรรคสังคมนิยม): เรารู้สึกได้ว่าสส.ที่เราเจอมีความปรารถนาให้มีการกระจายอำนาจ(ทางการเมือง) มากขึ้น ผมคิดว่าหากพวกเขาดำเนินกระบวนการกระจายอำนาจ และหากทำได้อย่างดี ก็คาดได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในสถาบันของประเทศซึ่งจะมีการก่อตั้ง ประชาธิปไตยได้เร็วขึ้น คุณสามารถดูได้จากฝรั่งเศส ในช่วงเวลา 30 ของการกระจายอำนาจ ที่มีตัวแทนท้องถิ่นซึ่งมาจากการเลือกตั้ง สามารถทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น! Bernard Saugey (สว.พรรคฝ่ายขวา UMP ประธานกลุ่ม Isère Managing Group for Thailand): เราเข้าพบผู้ว่ากรุงเทพมหานครซึ่งบอกเราว่ากทม.เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งระบบ ขนส่ง (ในกทม.) แต่รถบัสนั้นเป็นของรัฐ สำหรับเรานี่เป็นอะไรที่เหนือจริง คำแปลนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ทั้งหมด นี่คือลิงค์บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มภาษาฝรั่งเศส

นปช.เปิดเอกสารเทือกเซ็นตั้งพลยิงเมษา-พฤษภา53

ที่มา Thai E-News

โครงสร้างการจัด และอำนาจหน้าที่ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

เว็บไซต์นปช.แดงทั้งแผ่นดินนำเสนอรายงานข่าวเรื่อง เปิดเอกสารตั้งพลทหารซุ่มยิง เม.ย.-พ.ค. 2553 โดยนำเสนอเอกสารข้างต้น พร้อมกับรายงานว่า สุ เทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในเวลานั้นได้ลงนามในคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก เฉินที่ 9/2553 เรื่อง โครงสร้างการจัด และอำนาจหน้าที่ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแต่งตั้งพลทหารยิงปืนจำนวน 29 นาย เพื่อซุ่มยิงคนเสื้อแดงในเหตุการณ์เดือน เม.ย.-พ.ค. 2553


รายชื่อ"พลยิง"บางส่วนในส่วนของกองทมัพอากาศตามเอกสารข้างต้น

ฟังอีกรอบ ศอฉ.แจงแนวทางพลซุ่มยิง

 



Voice TV นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง ฟังอีกรอบ ศอฉ.แจงแนวทางพลซุ่มยิง ว่า ใน การเข้าชี้แจงของพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษก ศอฉ. นั้น มีกระแสข่าวว่า เจ้าหน้าที่ มีการตั้งประเด็นคำถามเกี่ยวกับการแถลงข่าวของ ศอฉ.ในขณะนั้น  ที่ ขัดแย้งกับคำให้การของพลซุ่มยิง 2 นาย ที่ย่านบ่อนไก่  โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้กระสุนซ้อมหรือกระสุนจริงในการปฎิบัติหน้าที่  วอยซ์ทีวีจึงนำคลิปการชี้แจงของพันเอกสรรเสริญต่อกรณีนี้มาให้ชม



ไต่สวน 6 ศพวัดปทุมฯ พยานชี้ชุดพรางพยายามฆ่ายิงลงมาจากรางรถไฟ

ประจักษ์พยานยัน ผู้ชุมนุมที่มารวมกันอยู่บริเวณวัด ไม่มีใครมีอาวุธหรือต่อสู้ เชื่อชายชุดพรางที่ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าเป็นเจ้าหน้าที่ และเป็นการพยายามฆ่า
ข่าวสดรายวัน รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 55 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลไต่สวนคำร้องชันสูตรการเสียชีวิต ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิตของ นายสุวัน ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้เสียชีวิตที่ 1, นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เสียชีวิตที่ 2, นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้เสียชีวิตที่ 3, นายรพ สุขสถิต อายุ 66 ปี อาชีพพนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้เสียชีวิตที่ 4, น.ส.กมนเกด ฮัคอาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ผู้เสียชีวิตที่ 5, และนายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ผู้เสียชีวิตที่ 6 โดยทั้ง 6 ศพ ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ในเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดง สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยพนักงานอัยการนำประจักษ์พยานเข้าเบิกความรวม 2 ปาก คือ นายเพิ่มสุข ใจเย็น เบิกความสรุปว่า เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในเดือนพ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ โดยพักอยู่ที่เต็นท์หน้าโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ในวันที่ 19 พ.ค.2553 ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางสวนลุมพินี ขณะที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุม แล้วบอกให้ทุกคนกลับบ้าน โดยใช้เส้นทางแยกเฉลิมเผ่าไปยังสนามกีฬาแห่งชาติ หรือให้ไปหลบภายในวัดปทุมฯ เพราะเป็นเขตอภัยทาน
นายเพิ่มสุขเบิกความว่า หลังจากนั้นจึงขับรถมาจอดไว้บริเวณทางเข้าวัดปทุมฯ ตอนนั้นมีมวลชนจำนวนมากเข้ามาหลบในวัด ส่วนตนและมวลชนบางส่วนยืนอยู่หน้าวัด กระทั่งเห็นนายอัฐชัยผู้เสียชีวิตที่ 2 ยืนอยู่บริเวณตอม่อรถไฟฟ้าเตรียมจะวิ่งเข้ามาภายในวัด แต่ขณะนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น วิถีกระสุนมาจากที่สูง แต่ไม่เห็นตัวคนยิง จึงตะโกนบอกนายอัฐชัยว่าอย่าเพิ่งวิ่งข้ามมา ไม่นานก็เห็นนายอัฐชัยถูกยิงเข้าที่หน้าอกล้มลง ก่อนจะมีคนเข้าไปช่วยเหลือนำเข้ามาในวัด ขณะนั้นนายอัฐชัยยังไม่เสียชีวิต พยาบาลอาสาปั๊มหัวใจ แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา
"ระหว่างนั้นเสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่อง ผมหลบอยู่ข้างรถพร้อมกับคนอื่นๆ และได้ยินเสียงตะโกนสั่งว่าให้ออกมา ผมเชื่อว่าเป็นเสียงของเจ้าหน้าที่ เพราะมองขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าจะเห็นคนใส่ชุดลายพรางถือปืนเล็งลงมา ผมกลิ้งตัวหลบกระสุนแต่ก็ถูกยิงบริเวณก้น และโคนขา เช่นกัน จนถึงตอนนี้ผมยังเชื่อว่าการยิงลงมาเป็นการพยายามฆ่า เพราะผมก็ไม่ได้มีอาวุธหรือต่อสู้ ผู้ชุมนุมที่มารวมกันอยู่บริเวณวัด ไม่มีใครมีอาวุธ" พยานคดี 6 ศพวัดปทุมฯ เบิกความ
ขณะที่นายจักรพงษ์ พนาสิริวรภัทร์ เบิกความสรุปว่า รู้จักกับนายอัฐชัย ผู้เสียชีวิตที่ 2 เพราะเรียนหนังสือด้วยกันที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมชุมนุมมาตั้งแต่เดือนมี.ค.2553 มีหน้าที่เป็นการ์ดนปช. ดูแลบริเวณด้านข้างของเวทีชุมนุม แยกราชประสงค์ ในวันที่ 19 พ.ค.2553 ยังทำหน้าที่การ์ดตามปกติ ช่วงบ่ายเริ่มได้ยินเสียง ปืนมาจากทางสวนลุมฯ จากนั้นไม่นานแกนนำประกาศยุติการชุมนุม ตนกับนายอัฐชัย พร้อมด้วยเพื่อนอีกคน พากันเดินไปทางแยกมาบุญ ครองเพื่อจะกลับบ้าน แต่ได้ยินผู้ชุมนุมคนอื่นบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ให้ผ่านออกไป จึงพากันกลับมาที่วัดปทุมฯ ขณะนั้นเสียงปืนดังมาจากแยกเฉลิมเผ่า และไม่เห็นว่าใครยิง
นายจักรพงษ์เบิกความต่อว่า จากนั้นเวลา 17.00 น. มีคนบอกว่าให้ข้ามไปอยู่ฝั่ง ร.พ.ตำรวจ จะปลอดภัยกว่า พวกเราตัดสินใจจะข้ามไป ปรากฏว่ามีเสียงปืนดังขึ้น จึงหมอบลงกับพื้น ส่วนนายอัฐชัยวิ่งอยู่บนเกาะกลางถนนใต้รางรถไฟฟ้า จังหวะนั้นได้ยินเสียงคนตะโกนว่ามีคนถูกยิง เมื่อหันไปดูพบว่าเป็นนายอัฐชัย ก่อนมีคนช่วยเหลือนำเข้าไปในวัด จนกระทั่งนายอัฐชัยเสียชีวิต จึงโทรศัพท์แจ้งให้พี่สาวนายอัฐชัยทราบ แม้ไม่เห็นว่าใครเป็นคนยิง แต่ระหว่างที่วิ่งหลบกระสุนอยู่ เห็นคนแต่งกายชุดลายพรางอยู่ตรงแยกเฉลิมเผ่า และถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นการ์ดนปช. แต่ทุกคนไม่พกอาวุธ และไม่ได้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลนัดอีกครั้งในวันที่ 27 ก.ย. เวลา 09.00 น. เพื่อหารือกับทนายและอัยการ เพื่อพิจารณาร่วมกันว่าจะนำพยานปากไหนเข้าเบิกความ เนื่องจากมีพยานเป็นจำนวนมาก หากพยานปากไหนที่ไม่สำคัญ ก็อาจจะตัดออกไป เพื่อให้การไต่สวนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

“รักเอย” วรรณกรรมชีวิตที่สั่นสะเทือนวงการยุติธรรมไทย

ที่มา Thai E-News



โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

หนังสืออนุสรณ์งานศพของคนตัวเล็กๆ “นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ อากง”ที่เขียนด้วยหัวใจที่แหลกสลายโดย “ป้าอุ๊ หรือนางรสมาลิน ตั้งนพกุล” ที่แจกเมื่อวันที่  26 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ได้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง ที่เหนืออื่นใดก็คือการสร้างความสั่นสะเทือนต่อมุมมองของผู้คนที่มีต่อวงการ ยุติธรรมไทยในผลของคำพิพากษา การปฏิบัติต่อนักโทษและการไม่ได้รับสิทธิประกันตัวจนต้องตายในคุกว่าทุกคน เสมอกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย(equal before the law)ตามหลักนิติธรรม(Rule of Law)แล้วล่ะหรือ

เขียนโดยผู้เขียนที่จบเพียง ป.4
“เมื่อมีน้องเยอะ ฉันเป็นลูกคนโตก็ต้องช่วยครอบครัว ได้เรียนหนังสือก็แค่ ป.4 ทั้งๆที่น่าจะเรียนได้เพราะพ่อเป็นทหาร แต่ก็ไม่ได้เรียนเพราะต้องออกมาช่วยดูน้อง”

“ฉันยังเป็นคนชอบอ่านหนังสือ กระดาษหรือถุงขนมอะไรฉันก็อ่านของฉันหมด คือมันชอบ”

“ตอนที่อาปอ(อากง)ยังไม่โดนจับ เรื่องการเมืองอะไรเหล่านี้ไม่ได้อยู่ไกล้ฉันเลย ฉันไกลจากเรื่องพวกนี้มาก ด้วยความสัตย์จริง ฉันไม่มีเวลา ฉันมีภาระเยอะ ต้องทำมาหากิน ต้องคิดว่ามีทางไหนที่จะทำมาค้าขายอะไร วันนี้ขาดทุนหรือกำไร แต่ละวันยังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง อะไรบ้างที่ต้องซื้อเพิ่ม หลานก็ต้องไปโรงเรียน แค่นี้ก็ไม่มีสมองไปคิดเรื่องอื่นแล้ว”

อากงสีอะไร

“เขาไปดูมาหมดทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง ผ้าโพกหัวของเหลืองก็มีมา ไปดูเสื้อแดงก็มีของแดงมา...แล้วจะให้ฉันสรุปว่าอย่างไร”

เหตุการณ์วันที่ถูกจับ

“ครั้งแรกวันที่เขามาจับอาปอ เช้ามืดวันที่ 3 สิงหาคม 2553”

“...ฉันเดินเข้าไปบอกอาปอที่ยังนอนอยู่บนที่นอน “พวกเขามาหาลื้อ” อาปอรีบลุกขึ้นหาเสื้อมาใส่ หน้าตาเขางงๆเหมือนกัน

ตอนอาปอกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า พวกตำรวจเข้าไปค้นบ้าน ห้องเช่าของฉันเล็กมาก ข้างหลังไม่มีประตู มีแต่หน้าต่างกับมุ้งลวด พวกเขาเข้าค้นทุกซอกทุกมุม นักข่าวก็ตามเข้าไปถ่ายรูป เดินเหยียบไปบนที่นอน ถ่ายรูปไปทั่วห้อง ถ่ายรูปหลานๆของฉันที่ร้องไห้กันระงม สภาพตอนนั้นคือข้าวของในห้องถูกค้นกระจุยกระเจิงไปหมด”

เมื่อศาลมีคำพิพากษา

“จนวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ศาลตัดสินจำคุกเขา 20 ปี”

“ฉันเหมือนคนเสียสติไปเลย กลับมาบ้านเจียวไข่ให้หลานกินยังมัวแต่คิดจนน้ำมันท่วม ต้องรีบยกกระทะลง ลืมไปหมดว่าต้องใช้ผ้าขี้ริ้วจับ มือพองเป็นแผลตั้งเยอะ ความรู้สึกตอนนั้นมันทั้งคับแค้น ทั้งรู้สึกเหมือนเคว้งคว้างไปหมด ฉันเลยเขียนถึงความทรงจำนี้ จะไม่มีวันลืมความรู้สึกนั้น”

“อาปอเข้าไปในคุกเที่ยวนี้ ญาติสนิทของเราเสียไปสามคน คนสนิททั้งนั้น ทั้งแม่ยายคือแม่ของฉัน น้องชายฉัน และแม่ของเขา แม่ของเขาซึ่งป่วยบ่อยๆ มาเสียชีวิตหลังจากที่เขาไปอยู่ในนั้นได้ประมาณครึ่งปี ต่อมาน้องชายฉันก็ป่วยตาย พอครบร้อยวันน้องชาย แม่ของฉันก็มาเสียไปด้วยโรคชรา”

อากงปลงไม่ตก

“ตอนที่...โฆษกศาลมาเขียนบทความหลังจากคำพิพากษาอาปอว่า  “อากงปลงไม่ตก” โอ คำนี้ทำฉันสติแตกไปเลย ใครปลงได้ยี่สิบปี ใครจะปลงได้ คนไม่ได้ทำจะปลงได้ยังไง”

เยี่ยมครั้งสุดท้าย

“จนไปเยี่ยมครั้งสุดท้าย วันพฤหัสที่ 3 พฤษภา(2555) นั่นเป็นครั้งสุดท้ายของฉันกับเขา”

“พอหมดเวลายี่สิบนาที เขายืนโบกมือให้ รอให้เราไปก่อน ไอ้เราก็อยากจะมองให้เขาเข้าไปก่อน เขาก็ไม่ยอมเข้าไป ยืนโบกมืออยู่ตรงนั้น เราก็ได้แต่อือๆๆคือเราไม่เคยตะโกนพูดกัน จะส่งมือแล้วก็มองกันด้วยสายตา เพราะไอ้การตะโกนพูดกันหรืออะไรมันอายเขา เราอายุมากกันแล้ว พอเห็นว่ายังไงเขาก็ไม่เดินเข้าไป เราก็กลัวเจ้าหน้าที่เขาจะว่า เลยต้องหันหลังให้แล้วเดินออกมาก่อน พอหันไปอีกที เขาก็เดินเข้าไปแล้วนั้นนะฉันไม่รู้เลยว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของเรา”

ตายในคุก

“วันที่ไปดูศพ ฉันแค้นจนอยากจะระเบิด อยากจะพูดอะไร แต่ว่ามีอีกใจหนึ่ง—ฉันอาจไม่ใช่คนกล้าขนาดนั้นก็ได้เพราะฉันยังมีห่วงอีก เยอะ แต่ฉันก็พูดกับทนายหรือใครนี่แหละว่า “หมาซักตัวหนึ่งมันยังเลือกที่ตายได้ สมมติอยู่ตรงกองทรายร้อนๆมันยังกระเสือกกระสนไปหาที่ร่มได้ แต่อาปออยู่ในกรงขังตอนนั้น มันไม่มีที่ไป นอกจากจะเลือกที่นอนตายไม่ได้แล้ว ยังทำอะไรไม่ได้แม้แต่เวลาหิว” “

ผลที่ตามมา

“...ความตายของอาปอเหมือนจะบอกว่าให้ดูแลคนอื่นๆด้วย ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ คนอื่นเขาไม่ใช่คนหรือ คดีอื่นๆเขาก็คน

ฉันก็อยากบอกไว้ตรงนี้ และฉันคิดว่าไม่ผิด

ฉันขอออกเสียงแรงๆเลยว่า วันนี้อากงหลุดพ้นแล้ว ไม่รู้จะเรียกร้องอะไรเพื่ออากงได้แล้ว

แต่ถ้าการตายของเขามันเหมือนจะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นมาใหม่ที่ดีกว่า เก่า ที่ดีกว่าที่ทำกับอากง ฉันก็อยากเรียกร้องให้แก่คนที่ยังอยู่ในเรือนจำให้มันเกิดความยุติธรรมขึ้น ในสังคมไทย ในสังคมของผู้ที่อยู่ในเรือนจำ ทุกคดีให้มองผู้ต้องหาว่ายังเป็นคนอยู่

ที่สามีฉันเสียชีวิตคือก็เป็นนักโทษ แล้วนักโทษไม่ใช่คนหรือ ถึงจะไม่รู้จักหิว รู้จักปวด รู้จักอะไร”

อากงจะกระทำความผิดจริงหรือไม่ไม่มีใครรู้นอกจากอากงที่เสียชีวิตไปแล้ว ในสภาพน่าอนาถในเรือนจำ แต่อากงได้ยืนยันอยู่เสมอว่าตนเองส่งเอสเอ็มเอสไม่เป็น 

ณ บัดนี้  “รักเอย”ที่เขียนขึ้นโดยคนจบการศึกษาเพียง ป.4 ของ “ป้าอุ๊”และ ความตายของ  “อากง”ได้สร้างความสั่นสะเทือนแก่วงการยุติธรรมไทยขึ้นแล้วอย่างมหาศาล

ช่างเป็นวรรณกรรมที่งดงามและเป็นความตายที่ยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็กๆโดยแท้
--------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 5 กันยายน 2555

ข่าวดีไทยแชมป์fb ข่าวร้ายได้ที่โหล่พิมพ์หนังสือ

ที่มา Thai E-News

 


ข่าวดี ไทยเป็นแชมป์facebookในเอเชีย
จากที่ทีมงานเคยนำเสนอเรื่อง wikipedia ภาษาไทยเทียบกับภาษาอื่นๆ ไปแล้ว [1] ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณเนื้อหาในวิกิพีเดียภาษาไทยนั้นล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลย์เซีย อย่างมีนัยยะสำคัญ วันนี้เราจะมาดูอีกด้านของการใช้เทคโนโลยี นั่นคือเรื่องการใช้ facebook ของไทยกันบ้างว่าคนไทยใช้ facebook มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลจากเว็บไซต์ socialbaker.com [2] ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยมี facebook account ทั้งสิ้น 16 ล้าน account หรือเป็นอันดับที่ 16 ของโลก ลำพังตัวเลขนี้อาจจะไม่สะท้อนว่ามากหรือน้อยเมื่อเทียบกับขนาดประเทศของเรา ดังนั้นจึงควรมองโดยเทียบกับข้อมูลในมิติอื่นๆประกอบ อาทิ จำนวนประชากรเราอยู่ในอันดับที่ 24 (ข้อมูลปี 2011) และในแง่ของจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเราอยู่ในอันดับที่ 34 (ข้อมูลปี 2010) ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า facebook เข้ามามีบทบาทต่อคนไทยค่อนข้างสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในไทยนั้นมีประมาณ 18 ล้านคน [3] ในปี 2011 และจำนวนผู้ใช้ facebook ในไทยปัจจุบันนั้นสูงถึง 16 ล้านคน หรือราวๆ 88% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมดมี facebook account และข้อมูลของประเทศอื่นๆ มีดังนี้ [4]
ประเทศจำนวนผู้ใช้
อินเตอร์เน็ต
จำนวนผู้ใช้
facebook
% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต
ที่มี facebook account
ไทย18 ล้าน16 ล้าน88%
ฟิลิปปินส์34 ล้าน29 ล้าน85%
อินโดนีเซีย55 ล้าน41 ล้าน74%
มาเลเซีย18 ล้าน13 ล้าน72%
สิงคโปร์3.6 ล้าน2.6 ล้าน72%
เวียดนาม31 ล้าน6.5 ล้าน21%
เกาหลีใต้40 ล้าน8 ล้าน20%
ญี่ปุ่น101 ล้าน11.7 ล้าน11%
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือหากมองในระดับจังหวัด กรุงเทพมีจำนวน facebook account มากที่สุดในโลก [5] หรือกว่า 8.6 ล้านคน รองลงมาคือ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และ กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยมีจำนวน account เท่ากับ 7.4 และ 7 ล้าน account ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ใช้ facebook account นั้นเป็นตัวเลขรวมทั้งหมดซึ่งนั้นหมายรวมถึง account ปลอม account ที่เลิกใช้แล้ว หรือแม้กระทั่ง account ซ้ำ และยังมีความเป็นไปได้ว่า user จำนวนหนึ่งที่ลงทะเบียนโดยไม่ได้อิงจากภูมิลำเนาที่แท้จริง ซึ่งด้วยข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลของแต่ละแหล่ง ข้อมูลมาจากช่วงเวลาที่ไม่ตรงกันนัก ทางผู้เขียนพยายามจะใช้ข้อมูลที่ล่าสุดเท่าที่หาได้โดยในบางกรณีเป็นข้อมูล ปัจจุบัน แต่ในบางกรณีก็เป็นข้อมูลของสิ้นปี 2010 หรือ 2011 โดยจะพยายามใช้ข้อมูลล่าสุดจากแหล่งเดียวกัน
ภาพที่สะท้อนออกมานั้นแสดงให้เห็นว่าอัตราการใช้ facebook ของไทยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมด หรือแม้แต่ในเมืองหลวงเอง อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก ซึ่งข้อเท็จจริงนี้จะนับเป็นเรื่องดีหรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ ของแต่ละคน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แนวทางที่คนไทยใช้เทคโนโลยีอยู่ในปัจุบันนี้เป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์สูง สุดต่อเศษฐกิจ การศึกษา และคุณภาพชีวิตประชากรไทยแล้วหรือไม่ และเราควรช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลียนแปลงอะไรบ้าง หรือการให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีในตอนนี้เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ที่ควรทำ?

อ้างอิง:


ข่าวร้าย ไทยพิมพ์หนังสือออกใหม่เป็นที่โหล่ในอาเซียน

ที่มา Ratchaprasong News


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/09/55 ใครของจริง..ใครของดัมมี่

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




จะกล่าวถึงผู้ว่าฯ เอ๋อ นะเธอว์นะ
ไม่ลดละ ความเฉไฉ อย่างไร้กึ๋น
ยังตั้งท่า มาแสดง แสร้งทำมึน
หลับหรือตื่น ดูไม่ออก บอกแล้วไง....

ใครของจริง ของปลอม พร้อมได้เห็น
กี่ประเด็น สาละวน คนสงสัย
ทั้งชีวิต "เราดูแล" เริ่มแพ้ภัย
เรื่องเล็กใหญ่ ไฉนแย่ แค่ลวงๆ....

เห็นจับเจ่า คุยโขมง อุโมงค์ยักษ์
เหมือนชนัก ปักผู้ว่าฯ ยิ่งน่าห่วง
หรือยักยอก ให้สับสน ชนทั้งปวง
กลายเป็นบ่วง ชี้ชัด ไว้มัดคอ....

รัฐทดสอบ ระบายน้ำ ย้ำให้เห็น
ยังหน้าเป็น เพ้อพร่ำ ทำหัวหมอ
หรือจะคอย น้ำท่วม อ่วม กทม.
ทั้งคลองท่อ ตันหมด รันทดนัก....

ใครของจริง ใครดัมมี่ ตัวชี้วัด
ยิ่งผูกมัด พวกเดนคน จนประจักษ์
พอน้ำมา ผู้ว่าหงอ รอฟูมฟัก
ใครยังรัก เชิญอุ้มสม จมน้ำตาย....

๓ บลา / ๘ ก.ย.๕๕