WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 11, 2012

6ปี19ก.ย.ต้านรัฐประหาร in U.S.A.

ที่มา Thai E-News





คนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยในอเมริกาขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงทุกท่าน จากทุกรัฐ ทุกเมือง และพี่น้องจากเมืองไทย มาร่วมงาน "19 ก.ย.ต้านรัฐประหาร in U.S.A." ภายใต้ธีมของงานคือ" 6 ปีรัฐประหารคือการนับถอยหลังเข้าคลองของประเทศ"  ช่วงนี้ที่ California อากาศดีมากๆ ไม่หนาวจนเกินไป เหมาะในการ Camping อย่าให้โอกาสดีๆ นี้ผ่านไป..หอบเต๊นท์ และอุปกรณ์เดินป่า มาร่วม Camp Out... นอนนับดาวกับคนเสื้อแดง...อย่าลืมมาพร้อมกับแผ่นกระดาษขนาด 9X11 เขียนข้อความต้านรัฐประหาร

ข้อความของใครดีจะมีรางวัลให้ในงาน

แห่ดูหะมอยจันดารารอดผ่าน4วันอันตรายได้14ล้าน

ที่มา Thai E-News




เว็บไซต์ EntertainWeekly รายงาน  Thailand Box Office 6-9 ก.ย.2555 อันดับ หนังทำเงินในบ้านเราระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน ปรากฎว่าหนังใหม่เข้าโรงฉาย 4 วันแรกคือจันดารา ทำเงินได้อันดับ 1 คือ 14.5 ล้านบาท

เรื่องทอล์กออฟเกอะทาวน์ที่ห้องเฉลิมไทย พันทิป
เรต 18 "หนังเรื่อง จันดารา เห็น (หะ มอย) เหรอคะ"vote   ติดต่อทีมงาน

ได้ยินแล้วช็อคมาก เซ็นเซอร์ปล่อยมากได้ไงคะ  ใครที่ดูแล้ว สปอยล์ให้ฟังหน่อยค่ะ
จากคุณ: แม่แมวหมู 
เขียนเมื่อ: 10 ก.ย. 55 20:16:54 


 ความคิดเห็นที่ 1  ติดต่อทีมงาน
เห็นจ้ะ ขนดกดำรำไร ชั่วเวลาประมาณหนึ่งถึงสองวิ ก่อนจะเลื่อนไปที่นม
จากคุณ: มังกรนรกานต์ 
เขียนเมื่อ: 10 ก.ย. 55 20:39:26 





 ความคิดเห็นที่ 6  ติดต่อทีมงาน
เด็กเต็มโรง ฮ่าๆๆๆ
จากคุณ: Creemiiz Lee 
เขียนเมื่อ: 10 ก.ย. 55 20:54:25 


ทำไมต้องมาพูดเรื่องการต้านรัฐประหารอีกครั้ง?

ที่มา Thai E-News



จากบทบรรณาธิการหนังสือ “ประชาชนต้านรัฐประหาร” ถึงแม้ปัจจุบันประชาชนจะ “ตาสว่าง” อย่างมากมาย แต่ใครจะวางใจได้ว่าการ “รัฐประหาร” จะไม่มีอีก.. เพราะมันอาจจะมาในรูปแบบใหม่ การค้านมติของมหาชนอาจจะมาในรูปแบบที่เราไม่ชินตา แต่กระนั้นมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเมื่อใดมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ก็จะมีการต่อต้านมันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย เช่นกัน
โดย เจษฎา โชติกิจภิวาทย์, วิทยากร บุญเรือง
10 กันยายน 2555
เราจะด่วนสรุปว่า “การเลือกตั้งไม่สำคัญ” ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะ “ไม่มีประชาธิปไตยที่ไร้การเลือกตั้ง” การเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นที่จะขาดเสียมิได้ในระบอบประชาธิปไตย
Yoshifumi Tamada 
รัฐประหารครั้งใหม่ก็จะให้ ผลอย่างเดียวกัน และอาจเลวร้ายกว่า เช่นความแตกร้าวในกองทัพซึ่งแสดงออกให้เห็นได้แต่เพียงระเบิดไม่กี่ลูก ก็จะกลายเป็นระเบิดกันทุกวัน และวันละหลายครั้ง อำนาจรัฐอาจไม่ถูกท้าทายที่ราชประสงค์ แต่อาจถูกท้าทายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศ
นิธิ เอียวศรีวงศ์

“การเลือกตั้ง” เป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการการเลือกตั้งจากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ขึ้นสู่อำนาจในการบริหารประเทศผ่านความชอบธรรมจากประชาชนผู้เลือกตั้ง ตามหลักการ “หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง” “คนเท่ากัน” ผู้ปกครองมิใช่มาจากชาติกำเนิดและ ฐานันดรศักดิ์ ตลอดทั้ง ระบอบประชาธิปไตย ยังได้เปิดพื้นที่ด้านสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ได้อย่างเสรี มากกว่าระบอบการปกครองแบบอื่นๆเมื่อเปรียบเทียบกัน

สำหรับสังคมการเมืองไทย นอกจากการปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีการ “รัฐประหาร” เกิดขึ้น

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกขัดขวางด้วยการรัฐประหารอยู่ตลอดเวลาในแต่ ละช่วงของประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือที่เรียกกันว่า “วงจรอุบาทว์” ทางการเมืองไทย และข้ออ้างในการรัฐประหาร มักอ้างเรื่องเกี่ยวกับ “ความจงรักภักดี” “การคอรัปชั่นของนักการเมือง” “การใช้อำนาจการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ” เป็นต้น แต่บางครั้งก็เป็นการรัฐประหารในแวดวงกองทัพ เผด็จการอำนาจนิยม กลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อกระชับอำนาจและหรือแย่งชิงอำนาจกันเองก็มีปรากฏ

ประวัติศาสตร์การรัฐประหารในสังคมการเมืองไทย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ได้เขียนบทความขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นถึง ตัวละคร บทบาท ข้ออ้าง ความสลับซับซ้อน ความเหมือนและความต่างในแต่ละเงื่อนไขของเหตุการณ์ของการรัฐประหารในประวัติ ศาสตร์ที่เกิดขึ้น หรือ “ประวัติศาสตร์การรัฐประหารในประเทศไทย” และการรัฐประหาร ๑๙  กันยายน ๒๕๔๙ ได้สะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” กับ “ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย” ระหว่าง “ไพร่” กับ “อำมาตย์” ที่ต่อเนื่องมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ก็ได้ชี้ให้เห็นบริบทการเมืองไทยในช่วงเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๔ และได้ตั้งประเด็นคำถามส่วนหนึ่งของบทความในหนังสือเล่มนี้ ถึงความย้อนแย้งของคนชั้นกลาง ผู้เอาการเอางานในการต่อสู้กับเผด็จการทหารคณะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยแห่ง ชาติ (รสช.) ที่ก่อการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๓ กุมพาพันธ์ ๒๕๓๔ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

ซึ่งต่อมาก็มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ มีส่วนร่วมมากที่สุดในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ แต่คนชั้นกลางเหล่านี้ส่วนมากกลับผันผวนสลับข้างหันมาสนับสนุนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ล่าสุด ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

กระนั้นก็ตามเมื่อมีการรัฐประหาร ก็มีการต่อต้านรัฐประหารควบคู่กัน ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และระดับองค์กร ดั่งบทสัมภาษณ์บุคคลในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งได้กล่าวถึงบทบาทการเคลื่อนไหวต้านรัฐประหาร ทัศนคติและวิธีการต้านรัฐประหารในอนาคตถ้าหากมีขึ้น เช่น อุทัย พิมพ์ใจชน นักการเมืองและอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ, สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง, สมบัติ บุญงามอนงค์ เอ็นจีโอ นักกิจกรรม ตลอดทั้ง นวมทอง ไพรวัลย์ ที่ วัฒน์ วรรลยางกูร ได้เขียนถึงเรื่องราวของเขา รวมทั้งได้ย้อนชวนสนทนาถึงแนวคิดข้อถกเถียงประชาธิปไตยของ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐

ด้านหนึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของคนหนุ่มสาว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหนุ่มที่อุดมการณ์แรงกล้า อาจหาญลุกขึ้นมาสู้กับอำนาจปืน หรือผู้นำนักศึกษาผู้ใฝ่ฝันถึงประชาธิปไตยที่เป็นผู้นำการต้านรัฐประหารโดย ทันทีเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้น และบางคนเป็นนักประชาธิปไตยที่ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน หรือบางคนก็เป็นสามัญชนคนธรรมดาแบบลุงนวมทอง ไพรวัลย์

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครั้งล่าสุด ที่มิอาจทำนายกันได้ว่า เป็นครั้งสุดท้าย แต่การรัฐประหารในครั้งนั้น นับได้ว่าได้ส่งผลสะเทือนต่อ คำว่า “รัฐประหาร” มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีการถกเถียงพูดถึง “ปัญหาการรัฐประหาร” และ “การรัฐประหารซ่อนรูป” รวมถึงคำว่า “ตุลาการภิวัฒน์” กันมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ยังได้มีการตั้งคำถามและตรวจสอบถึงบทบาทของสื่อมวลชน ผู้นำสาธารณะ ราษฎรอาวุโส นักสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ในการออก “ใบอนุญาตรัฐประหาร” ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ตลอดถึงการตั้งคำถามกันว่า รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็น รัฐประหารครั้งสุดท้ายในสังคมการเมืองไทยหรือไม่

นอกจากนี้แล้ว ภายหลังการรัฐประหาร ผู้ยึดอำนาจมักจะวางแผนการสืบทอดอำนาจ แม้ว่าอาจจะให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็ภายใต้เงื่อนไขที่กลุ่มรัฐประหารสืบทอดอำนาจต่อเนื่องได้ โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่พวกเขามีส่วนกำหนดขึ้นมาภายหลังการรัฐประหาร และเมื่อประชาชนออกมาคัดค้าน ชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของพวกเขาก็มักจะมีการปราบปรามประชาชนอย่าง รุนแรงและไร้มนุษยธรรม เช่น กรณีพฤษภา ๓๕ และเมษา-พฤษภาอำมหิต ๕๓ เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้ เป็นการนำเรื่องราวส่วนหนึ่งของ “การรัฐประหาร” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาสนทนากันอีกครั้ง เพื่อเป็นความรู้และบทเรียนให้กับสังคมไทย

และหวังเป็นอย่างยิ่งเหมือนที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนไว้ว่า “เพราะดูเหมือนเป็นคำตอบเดียวที่ชนชั้นนำบางกลุ่มมีอยู่ในกระเป๋า เพราะไปคิดว่ารัฐประหารจะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาทุกอย่าง นับตั้งแต่ความแตกร้าวภายในของชนชั้นนำเอง, การดำเนินนโยบายที่ทันท่วงทีต่อความเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอก, ฟื้นฟูสมดุล ทางการเมืองระหว่างพลังดิบและพลังประชาธิปไตย กลับคืนมาได้อย่างมั่นคง, ให้อำนาจที่ค่อนข้างเด็ดขาดมากขึ้นแก่ชนชั้นนำที่จะประคับประคองการเปลี่ยน ผ่านของสถาบันทางการเมืองและวัฒนธรรมทุกสถาบัน ฯลฯ”

“รัฐประหาร” อาจเคยทำอย่างนั้นได้สำเร็จ แต่รัฐประหารครั้งสุดท้ายกลับทำไม่สำเร็จแบบเช่นเดิม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจักษ์ต่อสายตาที่เคยมืดมัวของคนในสังคมไทย หลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราจะพบว่าการรัฐประหารไม่สามารถผนวกพลังใหม่ของประชาชนระดับล่างให้เข้ามา ร่วมอยู่บนเวทีการเมืองอย่างเสมอภาคได้, การรัฐประหารทำให้เกิดความแตกร้าวในสังคมหนักขึ้น, การรัฐประหารทำให้ชนชั้นนำที่เคยอยู่แต่เบื้องหลังถูกดึงมาร่วมในการปะทะขัด แย้งกันเบื้องหน้า, และการรัฐประหารไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจจำเริญมากขึ้นหรือการแบ่งปันทรัพย์สินดี ขึ้น ฯลฯ
กระนั้นก็ตาม ในยุคสมัยปัจจุบันที่ประชาชน “ตาสว่าง” จำนวนกว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่ไม่ปรากฏมาก่อน แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ การรัฐประหารอาจจะมาในรูปแบบใหม่ การค้านมติของมหาชนคนส่วนใหญ่อาจจะมาในรูปแบบที่เราไม่ชินตา แต่กระนั้นมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเมื่อใดมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ก็จะมีการต่อต้านมันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย เช่นกัน.
0 0 0

หนังสือประชาชนต้านรัฐประหาร สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำแล้ววันนี้


“ถ้าต่อไปใครจะทำ (รัฐประหาร) อีกผมกลับมองว่าผู้ก่อการจะไปไม่รอดแต่ประเทศชาติจะรอด เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้มากขึ้นแล้ว รู้เท่าทันการรัฐประหาร รู้ว่าการรัฐประหารมันไม่เกิดประโยชน์ มันมีแต่ทำให้เกิดโทษหนักขึ้นไปอีก ส่วนรูปแบบอื่นๆ ก็ยาก เพราะเดี๋ยวนี้ประชาชนมีกลุ่มต่างๆ ที่มีพลังพร้อมที่จะต่อต้านเสมอ”
อุทัย พิมพ์ใจชน
“ต้องคิดว่าทำอย่างไรจะไม่ให้เกิด (รัฐประหาร) ขึ้นอีก แล้วถ้าเกิดขึ้นจะทำอย่างไร เราคิดกันมานานแล้วเรื่องการต้านสิ่งที่จะมาแทรกแซงระบบประชาธิปไตย แต่เรายังทำอะไรที่เป็นรูปธรรมไม่มากพอ เราต้องทำให้มากขึ้น รวมถึงคิดประเด็นและช่องทางใหม่ๆ ในการเสริมสร้างหรือสนับสนุนการป้องกันรัฐประหารมากกว่าที่เป็นอยู่ ตัวอย่าง เช่น ทีวี วิทยุของทหารที่มีหลายช่องทาง เราก็ต้องมีช่องทางสื่อสารในการสนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยให้มากขึ้นไปด้วย เรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสร้างสื่อและช่องทางของฝ่าย ประชาธิปไตยขึ้นมาด้วย”
สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์
“ถ้าหากมีการเหนี่ยวรั้งโดยพลังอนุรักษ์นิยมอีกครั้งในอนาคต ขณะที่ประชาชนโตขนาดนี้ ก็ถือได้ว่าว่ามันเป็นการใช้ทุนในอนาคตเลย เหมือนคุณเล่นการพนันแล้วต้องกู้มาเล่น คุณไม่ได้เล่นจากสิ่งที่คุณมีในตอนนี้ให้หมดตัวนะ แต่คุณเอาอนาคตคุณมาเล่นเลย ผมคิดว่ามันอันตรายมาก”
สมบัติ บุญงามอนงค์

เนื้อหาในหนังสือประชาชนต้านรัฐประหาร …

"ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการรัฐประหารในประเทศไทย"
บทความโดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

"ถ้าไม่มีเดือนพฤษภา"
บทความโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ [หน้า ๔๗]

‘อุทัย พิมพ์ใจชน’ กับการต่อต้านรัฐประหาร ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔
บทสัมภาษณ์ อุทัย พิมพ์ใจชน [หน้า ๗๕]

‘สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์’ กับการต่อต้านรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔
บทสัมภาษณ์ สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ [หน้า ๘๙]

‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ กับการต่อต้านรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
บทบทสัมภาษณ์ สมบัติ บุญงามอนงค์ [หน้า ๑๐๙]

นวมทอง ไพรวัลย์ และ ๑๐๐ ปี แห่งความอ้างว้าง
บทความโดย วัฒน์ วรรลยางกูร [หน้า ๑๒๗]

เปิดชีวิต"มานพ"ซาเล้งชุดดำ-เล่าที่มาภาพถ่ายเดินถือปืน

ที่มา Thai E-News

 
ภาพที่ประชาธิปัตย์นำมาเผยแพร่บ่อยๆว่าชายชุดดำเป็นพวกเดียวกับเสื้อแดง

ภาพที่ศอฉ.นำมาเป็นหลักฐานจับกุมขังคุกชายชุดดำนานหลายเดือน

ชุดดำ? - นายมานพ ชาญช่างทอง ที่ถูกกล่าวหาเป็นชายชุดดำก่อการร้าย ในเหตุการณ์เสื้อแดง ชุมนุมเดือนพ.ค.2553 ปัจจุบันยังคงขับซาเล้งเก็บของเก่าขาย และอาศัยอยู่บ้านเพิงไม้ ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี

ที่มา ข่าวสด

เมื่อ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" เดินทางไปพบนายมานพ ชาญช่างทอง คนเก็บของเก่าขาย ซึ่งเป็นบุคคลในภาพที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าเป็นชายชุดดำ โดยพบว่านายมานพพักอาศัยอยู่ที่บ้านใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กับภรรยาและลูกๆ รวม 4 คน ภายในบ้านโทรมๆ ที่ปลูกขึ้นเอง ด้วยไม้เก่าแผ่นป้ายโฆษณา มาทำเป็นฝาบ้าน และสังกะสีเก่าๆ ที่เก็บได้มามุงหลังคา นอกจากนี้ ยังเลี้ยงเป็ดและปลูกผักไว้กินเอง และชาวบ้านใกล้เคียงส่วนใหญ่สงสารครอบครัวนายมานพ มักจะนำอาหารและขนมมาให้เป็นประจำ

นายมานพกล่าวว่าไปร่วมชุมนุมกับ นปช. ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2553 เนื่องจากเห็นว่าประชาชนถูกกลุ่มอำมาตย์ปล้นประชาธิปไตยไป จึงต้องการไปทวงคืนกลับมา ทำหน้าที่เป็นการ์ดอาสาช่วยดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องเสื้อแดงที่มาชุมนุม เข้าเวรยามช่วงเที่ยงคืนถึงเช้า อีกทั้งทุกๆ วัน จะมีหน้าที่ซื้อหนังสือพิมพ์ให้แกนนำ เวลาที่เหลือก็จะเดินเก็บขวดน้ำ กระป๋องน้ำอัดลมในพื้นที่ชุมนุม เพื่อนำไปขายหารายได้ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 สถานการณ์ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศเริ่มตึงเครียด มีเฮลิคอปเตอร์โปรยใบปลิว และโยนแก๊สน้ำตาลงมา พอช่วงเย็นก็เริ่มมีเสียงปืนดังขึ้น


ซาเล้งเก็บของเก่ากล่าวต่อ ว่า ขณะนั้นทราบมาว่ามีกำลังทหารนำรถถังและรถหุ้มเกราะมาปิดล้อมพื้นที่ด้าน โรงเรียนสตรีวิทยา และแยกคอกวัว แกนนำประกาศบนเวทีขอกำลัง 5,000 คน ไปช่วยผู้ชุมนุมที่คอกวัว จึงเดินทางไปช่วย และใช้เวลาเดินทางนานมาก เนื่องจากทหารปิดถนนหลายสาย ไปถึงเที่ยงคืนกว่า และเสียงปืนก็เงียบลง เห็นกลุ่มทหารกว่า 30 นาย พร้อมอาวุธปืน ตกอยู่ในวงล้อมของผู้ชุมนุมที่บริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา เห็นท่าไม่ดีจึงประสานกับทางแกนนำว่าจะเอาอย่างไรกับทหารกลุ่มนี้ หากปล่อยไว้คงจะอันตราย

นายมานพกล่าวว่า จากนั้นก็เข้าไปพูดกับนายทหารผู้คุมกำลัง เพื่อขอปลดอาวุธทั้งหมด และจะพาออกไปอย่างปลอดภัย ทหารก็ยอม จึงเข้าไปปลดอาวุธ เป็นปืนทาโวร์ 4 กระบอก และเอ็ม 16 ก่อนจะนำปืนไปมอบให้แกนนำที่เวทีผ่านฟ้าฯ ระหว่างที่นําปืนออกมาก็มีช่างภาพหลายคนเข้ามาถ่ายรูป ขณะลำเลียงปืนไปที่เวที จนกระทั่งถูกกล่าวหาเป็นชายชุดดำ และจำเลยคดีก่อการร้าย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะถือปืนหลายกระบอกมายิงกับทหาร และก็ยิงปืนไม่เป็น ไม่เคยเป็นทหาร จึงขอความเป็นธรรมด้วย

"ในวัน เกิดเหตุ ผมใส่เสื้อดำ และสวมไอ้โม่งดำจริง เพราะเห็นคนอื่นใส่เท่ดี จึงใส่บ้างไม่ได้คิดร้ายอะไร และที่ใส่ถุงมือก็เพื่อไว้จับกระป๋องแก๊สน้ำตาที่ทหารโยนใส่ผู้ชุมนุมเท่า นั้น อีกทั้งไอ้โม่งดำคลุมหัว ก็เพราะเป็นคนหัวล้าน หากรู้มาก่อนว่าใส่ไม่ได้ก็คงไม่ทำ" นายมานพ กล่าว

นายมานพกล่าวอีก ว่า ส่วนวันที่ 19 พ.ค.2553 สถานการณ์ตึงเครียดทั้งวัน หลังแกนนำประกาศบนเวทียุติการชุมนุม และให้ผู้ชุมนุมไปหลบภายในวัดปทุมฯ ตนก็เข้าไปหลบอยู่ด้านในวัด ไม่ได้ออกมา แต่ได้ยินแต่เสียงปืนดังอยู่ด้านนอก และในวัดขณะนั้นก็มีคนถูกยิงบาดเจ็บและตายหลายสิบราย จนกระทั่งเช้าวันที่ 20 พ.ค.2553 ตำรวจนำกำลังเข้ามาช่วยพาตัวผู้ชุมนุมทั้งหมดออกจากวัดและพากลับบ้าน จากนั้นก็กลับที่พักย่านบางบัวทอง ไม่ได้หนีไปไหน และยังคงขับซาเล้งเก็บขวดกระดาษเหมือนเดิม

"หลังจากอยู่บ้านได้ 2 เดือน ก็มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกว่า 30 คน นำหมายจับคดีก่อการร้าย มาบุกจับผมถึงบ้าน นำตัวมาแถลงข่าว โดยจับตามภาพถ่ายขณะที่ผมสวมไอ้โม่ง และสะพายปืน ถูกข้อหาบุกโรงแรมเอสซีปาร์ค ทั้งๆ ที่ไปโรงแรมยังไม่ถูกเลย ผมพยายามอธิบายแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ลองคิดดูหากเป็นชายชุดดำ หรือผู้ก่อการร้ายจริง ผมจะมานั่งเก็บขยะอยู่แบบนี้หรือ หลังถูกจับก็ต้องอยู่ในคุกนานหลายเดือน จนกระทั่งมีผู้ใหญ่นำเงิน 600,000 บาท มาช่วยประกันตัวออกมา ทุกวันนี้ผมก็ยังเก็บขยะขาย รายได้เฉลี่ย 2-3 วัน ประมาณ 300 บาท" นายมานพกล่าว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/09/55 อุปถัมภ์สีขาว...อุปถัมภ์สีเลือด

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




รัก เคารพ นับถือ ผิดหรือนี่?
ถึงโจมตี ใส่ไคล้ ไม่สร้างสรรค์
แสนสมเพช พวกผีบ้า ด่าเอามัน
หวังฟาดฟัน ให้ดับดิ้น สิ้นราคา....

แค่บอกว่า มีวันนี้ เพราะพี่ให้
พวกชั่วๆ แทบขาดใจ ไล่อิจฉา
แ่ค่ติดดาว ใครตายไหม ใยโห่ฮา
ยังมีหน้า มาปลุกปั่น จนฟั่นเฟือน....

อุปถัมภ์ สีขาว เรื่องราวสวย
งดงามด้วย ความจริงใจ หาใดเหมือน
คือความรัก ประจักษ์ใส ไม่บิดเบือน
พวกเลอะเลือน กลับแค้น-คลั่ง สุดฝังใจ....

อุปถัมภ์ สีดำ อำมหิต
กี่ชีวิต มันฆ่าเข่น เคยเห็นไหม
จากวันนั้น ถึงวันนี้ ฝีมือใคร
ที่มัน"ดัน" คนจัญไร ให้ฆ่าคน....

เพราะจิตใจ หมกมุ่น วุ่นอคติ
ไม่แยกแยะ ชั่วดี มีเหตุผล
คนทำงาน กลับแทบม้วย ด้วยเล่ห์กล
คนสัปดน กลับอุ้มชู เอ็นดูมัน....

๓ บลา / ๑๐ ก.ย.๕๕

จุดรวมหนึ่งเดียว

ที่มา uddred

 ข่าวสด 11 กันยายน 2555 >>>









คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
จ่าบ้าน


ด้วยความชื่นชมยินดีจากหลายฝ่ายกับการที่นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางลงไปเยี่ยมเยียนประชาชน และผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เวลาจะล่วงเลยถึง 1 ปีเต็ม หลังจากที่รัฐบาลนี้เข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

ก่อนหน้านี้มีทั้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมน ตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยเดินทางไปบ้างแล้ว


ดังเคยบอกกล่าวไปหลายครั้งแล้วว่า เหตุที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ระยะหลังส่วนใหญ่สร้างความเสียหาย ให้กับธุรกิจภาคเอกชน โดยเฉพาะกับกิจการขนาดใหญ่นับแต่การระเบิดที่โรงแรมในหาดใหญ่ และอีกสองสามครั้งทั้งที่เป็นหน้าโรงแรม เป็นศูนย์การค้า เป็นศูนย์จำหน่ายรถยนต์


หลังจากนั้นยังมีความพยายามสร้างความเสียหายในบริเวณที่ทางสาธารณะคือบนถนน และสะพานซึ่งเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนผ่าน ทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บไปบ้าง


แม้เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางลงไปเยี่ยมเยียนประชาชนและเจ้าหน้าที่ ก็ยังเกิดเหตุเพื่อต้อนรับ


วันนี้หลายฝ่ายเริ่มรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเสาะหาแนวทางให้เหตุการณ์เข้าสู่ความสงบดังเดิม แม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้กลุ่มผู้ก่อการร้ายใช้เวลายามวิกาลจุดระเบิดและนำธง จากประเทศเพื่อนบ้านมาก่อกวนนับร้อยจุดเพื่อทำลายขวัญและกำลังใจตลอดจนอาจ สร้างความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน


แต่เนื่องจากรัฐบาลทั้งสองประเทศรวมถึงเจ้าหน้าที่ชาย แดนต่างมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน กรณีนั้นจึงฝ่อไปโดยปริยาย ยังคงเหลือแต่กรณีการก่อการร้ายที่ดำเนินอยู่


ผู้ที่จะเป็นศูนย์รวมให้แนว ทางความคิดการแก้ปัญหาและคลี่คลายปัญหาสามจังหวัดชาย แดนภาคใต้เวลานี้น่าจะเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ต้องเป็นศูนย์รวมของทุก ฝ่ายให้ก้าวเข้ามาหากันบนจุดร่วมเดียวกัน


เพราะการรวมศูนย์จากทุกฝ่ายมาตั้งอยู่ในที่เดียว กัน คือนายกรัฐมนตรี ก็เชื่อได้ว่าการคลี่คลายปัญหาน่าจะเริ่มดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องมานั่ง นับหนึ่งกันใหม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนยอมรวมเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่เท่านั้น หรือยังชอบที่จะต่างคนต่างเดินไปในแนวทางของตัว ก็เอวัง

Sunday, September 9, 2012

สัญญาณแรก ศึกผู้ว่าฯ กทม.

ที่มา uddred

 มติชน 9 กันยายน 2555 >>>






ถึงแม้ว่าแผนทดสอบการระบายน้ำผ่านระบบคูคลองในกรุงเทพฯ จะเห็นผลได้ไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องด้วยฟ้าฝนไม่เป็นใจ ทำให้การทดสอบการระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ต้องยกเลิกไป
แต่ที่ประชาชนโดยเฉพาะชาวกรุงเห็นชัดเต็มตา ก็คือแผนทดสอบการระบายน้ำได้แปรรูปกลายเป็นเกมช่วงชิงคะแนนเสียง ระหว่างรัฐบาลกับผู้บริหารท้องถิ่นกรุงเทพฯ ที่อยู่กันคนละฟากฝั่งการเมือง
เริ่มจากการจัดนิทรรศการ ? มุ่งมั่นทำงาน บริหารจัดการน้ำเพื่อประชาชน ? ระหว่างวันที่ 1-3 ก.ย. ณ ศูนย์การประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ลาดพร้าว รัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการเรียกขวัญประชาชนและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศกลับคืนมาหลัง เหตุการณ์อภิมหาอุทกภัยปลายปี 2554
แต่ทันทีที่รัฐบาลประกาศทดสอบระบบการระบายน้ำผ่านคูคลองในกรุงเทพฯ ในวันที่ 5 และ 7 ก.ย. ทั้งที่เป็นการทดสอบในเชิงวิชาการ ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ แต่ก็ไม่วายที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะฉวยโอกาสหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมือง
อาศัยกระแสคนกรุงที่บางส่วนยังไม่หายหวาดผวาจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ต่อแขนต่อขา วาดภาพหลอกหลอนว่าการทดสอบระบบระบายน้ำครั้งนี้ อาจทำให้บ้านเรือนประชาชนริมคลองที่รัฐบาลปล่อยน้ำไหลผ่าน ต้องเดือดร้อนถูกน้ำท่วมโดยไม่จำเป็น
แต่พอนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตลอดจนนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำอย่าง นายรอยล จิตรดอน ประธานผู้ควบคุมการทดสอบ ต่างยืนยัน การทดสอบจะปล่อยน้ำเพียงร้อยละ 30 ของศักยภาพคูคลองที่จะรองรับได้ จึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องน้ำท่วมแน่นอน และรัฐบาลพร้อมสั่งหยุดทดสอบทันทีหากมีฝนตกลงมาในปริมาณเกินเกณฑ์กำหนด
ดังจะเห็นได้จากการทดสอบระบบคูคลองเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกที่ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น จากนั้นเมื่อมีฝนกระหน่ำหนักลงมาในวันที่ 6 ก.ย. รุ่งขึ้นรัฐบาลก็ประกาศยกเลิกการทดสอบ คูคลองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ทันที
ทุกอย่างก็กระจ่างชัดว่า ใครที่คำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเดินหน้าทดสอบ หรือสั่งหยุดการทดสอบทันทีที่เห็นว่าอาจสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
ในจังหวะการเมืองกำลังก้าวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหา นคร มีการพยากรณ์กันแบบฟันธงว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมหนักอย่างปีที่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ เชื่อว่ารัฐบาลจะเอาอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์
จะด้วยเพราะได้กำหนดแผนบริหารจัดการป้องกันไว้อย่างดี หรือเป็นเพราะมรสุมพัดผ่านเข้าประเทศไทยน้อยลูกกว่าปีที่แล้วก็ตาม หากผลออกมาว่าคนกรุงไม่ต้องหวนกลับไปใช้ชีวิตในศูนย์ผู้ประสบภัย ไม่ต้องพายเรือท้องแบนแทนขับรถยนต์ ไม่ต้องประทังชีวิตด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จกับปลากระป๋อง แน่นอนรัฐบาลต้องโกยคะแนนไปเต็มเต็ม
ตรงนี้ต่างหากที่ฝ่ายตรงข้ามหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง และต้องหาทางตัดแต้มรัฐบาลทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้
แม้บางเกมจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าดีแต่เล่นการเมืองก็ตาม
ตัวอย่างล่าสุดคือกรณีทดสอบการระบายน้ำผ่านกรุง 5, 7 ก.ย.2555 ซึ่งถือเป็นภาคต่อจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 เป็นการไล่เตะสกัดฝ่ายตรงข้าม และกักตุนคะแนนเสียงไปพลางๆ
ทั้งที่จะว่าไปแล้วทั้ง 2 พรรคคู่แข่งก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะส่งใครลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม. รอบต่อไป
ถึงล่าสุดจะมีกระแสข่าวพรรคประชาธิปัตย์ได้เคาะชื่อ ? คุณชายหมู ? ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคคนปัจจุบัน
ลงสมัครป้องกันแชมป์สมัยที่ 2 แล้วก็ตาม
เอาเข้าจริงก็ยังไม่มีใครในพรรคที่เป็นระดับแกนนำออกมายืนยัน มีเพียงรายงานงานข่าวอ้างว่าพรรคเคาะชื่อแล้ว
แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิคจึงยังไม่อยากเปิดตัวในตอนนี้
ขณะที่สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยก็ยังสับสนไม่น้อย ตามสภาพความจริงภายในพรรคที่สมาชิกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มก้อน
แต่ละกลุ่มก็พยายามผลักดันคนในสายของตัวเอง หรือไม่ก็เสนอชื่อคนที่มีคุณสมบัติโดดเด่นขึ้นมาประกบกับ ผู้เข้าประกวดจากกลุ่มอื่น
ทำให้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีรายชื่อคนดังมีชื่อเสียงหลายคนปรากฏวนเวียนทางหน้าหนังสือ พิมพ์ ว่าเป็น 1 ในตัวเต็งที่พรรคจะส่งลงสมัคร
มีทั้งคุณหญิงหน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดอะโต้ง-กิตติรัตน์ ณ ระนอง นายประภัสร์ จงสงวน นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นต้น
ล่าสุดก็เป็นชื่อของบิ๊กอ๊อบ-พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายแท้ๆ ของคุณหญิงพจมาน ที่กำลังจะเกษียณราชการบนเก้าอี้ผบ.ตร.ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้มีแค่ไหนยังเป็นเรื่องต้องติดตามต่อไป
รวมถึงในส่วนของพรรคประชา ธิปัตย์ ที่กระแสก็ยังไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่ชื่อ?คุณชายหมู?เสียทีเดียว แม้ จะมีข่าวส.ส.กทม.ให้การหนุนหลังก็ตาม
โดยยังมีชื่อ นายกรณ์ จาติกวณิช คู่หูออกซ์ฟอร์ดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์
รวมถึง นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. แกนนำคัดค้านแผนทดสอบการระบายน้ำผ่านกรุงของรัฐบาลรวมอยู่ด้วย
ยังไม่ถึงนาทีสุดท้าย โอกาสที่โผจะพลิกยังมีตลอดเวลา
ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ที่จะระเบิดในช่วงต้นปีหน้า มีความสำคัญกับประชาธิปัตย์ที่จะต้องรักษาเก้าอี้ไว้ให้ได้ เพราะจะมีผลต่อสนามเลือกตั้งส.ส.กทม.ในระยะยาว
ปัจจุบันนอกจากจังหวัดภาคใต้แล้ว ก็เหลือแต่พื้นที่กทม.เท่านั้นที่เป็นป้อมค่ายอันแข็งแกร่งของประชาธิปัตย์
ถ้าปล่อยให้เพื่อไทยเจาะไข่แดงไปได้โดยเริ่มจากเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.
ประชาธิปัตย์ก็จะลดระดับ
กลายเป็นพรรคการเมืองท้องถิ่นโดยสมบูรณ์ในที่สุด

ปฎิรูประบบราชการทหาร และองค์กรอิสระเพื่อกระจายอำนาจ

ที่มา Thai E-News


 
โดย โครงการประกายแสงดาว



เหตุการณ์ในอดีตเป็นความสำคัญ ในการย้อนรำลึก และทบทวนอดีตเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นบทเรียนจากการย้อนรำลึก7 กันยายน ตามที่วิกิพีเดีย ในวันที่7 กันยายน พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) - คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว จากกรณีสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551  ที่มาข้อมูลจากวิกิพีเดีย.
หากเราจำกันได้ว่าการตัดสินความผิดของสมชาย ในข่าว ก็มีผลจากปปช.  แต่ การเมืองสองมาตรฐาน ทั้งเรื่องยุบพรรค และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรอิสระ ที่ต้องแก้ไข ถึงขั้นให้ยกเลิกไป ทีนี้ประเด็นบทความเน้นที่สองมาตรฐาน กรณีอภิสิทธิ์ รอดจากปปช.เรื่องแทรกแซงข้าราชการฯ แต่สุเทพ อาจจะโดนฟันสามารถตามดูรายละเอียดว่าต่างกับทักษิณ -สมชาย ที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ ลองย้อนข้อมูลตามGoogle ได้
ปัญหาสำคัญของในแง่การประเมินปปช.เคยเป็นปปป.มาก่อนแล้วปรับปรุงเป็นปปช. กรณีสนั่น ขจรประศาสน์ และวีระ สมความคิด ในแง่เครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่นฯ ไปยื่นหนังสือถึงปปช. เป็นต้น  ถ้าจำกันได้ส่วนหนึ่งการเมืองเสื้อเหลืองเกิดขึ้นจากเรื่องปัญหาเรื่องคอรัปชั่น เป็นกระแสขึ้นมา พร้อมข้ออ้างองค์กรอิสระทำอะไรทักษิณไม่ได้ต่างๆนานา แล้วในปัจจุบันกรณีเรื่องเกี่ยวกับคอรัปชั่น และการเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายของกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.). ให้กระบวนการความยุติธรรม เป็นธรรมาภิบาลมากขึ้น
กรณีปปช.-กสม.หรือพวกกรรมการสิทธิมนุษยชน จึงนิ่งเฉยกับเรื่องคนตายเสื้อแดง จากการสลายการชุมนุม นี่เป็นคำถามสองมาตรฐาน ที่พวกนักกฎหมายน่าจะตอบเฉไฉได้ แต่ประเด็นเรื่องกกต. มาคิดเรื่ององค์กรอิสระ เป็นการทำงานกึ่งราชการ มีบทบาทต่อการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น ต้องกำจัดจุดอ่อนข้อจำกัดของการไม่กระจายอำนาจด้วย
แน่นอน การวิจารณ์นักการเมืองมากเกินไปไม่ใช่ทางที่ถูกต้องสักทีเดียว แต่พุ่งเป้าไปที่องค์กรอิสระอย่างน่าสังเกตเป็นต้นมาเรื่ององค์กรอิสระไม่เป็นกลางทางการเมืองหลายเรื่องราว และการสร้างองค์กรเครือข่ายเสื้อเหลือง และเชียงใหม่จัดการตนเอง เป็นการสร้างแนวร่วมกับทหารไปในตัวเอง เพราะเครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเองอย่างกระบวนการร่างพรบ.เชียงใหม่จัดการตนเอง ที่มีคนวิจารณ์ต่างๆ นานา และ สื่อถึงด้านการสร้างสภาวะยกเว้นเรื่องทหาร ไม่ถูกตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ กลับตาลปัตรกับการกระจายอำนาจตัวอย่างของญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
จากการกระจายอำนาจและการปฏิรูปการเมืองในเกาหลีใต้เปรียบเทียบกับไทย คือ การเมืองในเรื่องประชาธิปไตยของการเลือกตั้ง โดยคนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง เช่น อานันท์ ปันยารชุน ดูเป็นคนใสสะอาด  และคนยอมรับเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นตามหลักการเลือกตั้งของประชาธิปไตย และกรณีเคยมีการวิจารณ์หมอประเวศ ที่มีการปฏิรูปการเมือง ที่มีแนวการกระจายอำนาจ ไม่มีปฏิรูปด้านการจัดการควบคุมกองทัพ เหมือนเกาหลีใต้ ในบริบทของไทย จากปี2535-2538 แล้วเกิดการร่างรัฐธรรมนูญ 2540-49 ก็รัฐประหารอีกครั้ง เป็นบทเรียนซ้ำรอยเดิมจากผลพวงของการปฏิรูปที่เชื่อในเครือข่ายของอานันท์ ปันยารชุน-ประเวศ วะสี นำมาสู่เครือข่ายปัจจุบัน ยังไม่พ้นเป็นเครื่องมือทางการเมืองเดิม
เมื่อย้อนกลับไปกรณีเรื่องวันที่ กันยา ในอดีตจะมีข่าวให้ค้นหา คือ ปปช.ชี้มูลความผิดคดี 7ตุลาฯ โดยกรรมการป.ป.ช.เผยลงมติชี้มูลความผิดคดีการสลายม็อบกลุ่มพันธมิตรวันที่ 7ตุลาฯ ชี้ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่น พัชรวาท ลั่นสอบมานาน ส่วนข่าวว่าทนาย พัชรวาท วิ่งโร่ฟ้องศาลปค. ร้องขอยกเลิกมติปปช.คดีสลายม็อบพธม. และเรียกค่าเสียหายถึง 50 ล้านบาท โดยการเล่าย้อนเปรียบเทียบความเหมือนและต่าง คือ  ทำไมปปช.ไม่มีสอบทหารสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53
การเรียงลำดับเหตุการณ์ล่าสุด กรณีพล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ใช้เครื่องมือโดยฟ้องศาลปกครอง(ปค.เป็นส่วนหนึ่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เหมือนศาลรัฐธรรมนูญ) จากการถูกโยกย้าย โดยพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงสาเหตุการปรับย้าย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา ไปช่วยราชการสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า การย้ายไปช่วยราชการเป็นสิทธิและอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน และตนทำไปด้วยความจำเป็นต้องทำ เพื่อให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น
 เพราะการทำงานเริ่มมีอุปสรรคบ้าง เหมือนเป็นทีมฟุตบอล ตนเป็นผู้จัดการทีม ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นโค้ช และมีผู้เล่น เมื่อผู้เล่น เล่นไม่ดีก็เปลี่ยนตัวไปพักก่อน เมื่อโค้ชไม่ดี แพ้บ่อยก็ต้องปรับตัวออกไปพักก่อน เป็นเรื่องธรรมดาของการบริหารงาน ตนทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อให้ประสิทธิภาพดีขึ้น
โดยสรุปแล้ว การปฏิรูประบบราชการทหารเป็นเรื่องสำคัญ และองค์กรอิสระต้องถูกปฏิรูปให้มาตรฐานเดียวกัน ในการตรวจสอบทหารเท่ากับนักการเมือง ให้สร้างหลักการประชาธิปไตยขึ้นมาได้ ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มทหาร ศาล องค์กรอิสระ ที่ไม่ได้กระจายอำนาจให้ประชาชน.

เสื้อแดงอุบลฯ ป่วน "มาร์ค-สุเทพ" ตั้งเวทีประชาธิปัตย์เดินหน้าผ่าความจริง

ที่มา ประชาไท

 
มติชนออนไลน์รายงาน ว่าเมื่อวันที่ 8 กันยายน  ที่หอประชุมไพรพยอม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี  พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรค พร้อมคณะ จัดเวทีพบประชาชน “เดินหน้าผ่าความจริง หยุดคุกคามศาล หยุดกฎหมายล้างผิด หยุดคิดล้มรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีประชาชนจากจังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธร ศรีสะเกษ นครพนม สุรินทร์ มารับฟังการปราศรัยเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางกำลังมีกำลังตำรวจกว่า 300 นาย มารักษาความสงบเรียบร้อย อยู่รอบบริเวณหอประชุม และปิดทางเข้าออกด้านหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฎ เนื่องจากมีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน นำรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงมากล่าวปราศรัยโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยพยายามจะเข้าไปที่หอประชุมแต่ถูกกำลังตำรวจปิดทางเข้าออกไม่ยอมให้เข้าไป ภายใน กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้แต่เพียงเปิดเวทีปราศรัยอยู่ด้านนอกซึ่งไม่มี เหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด

ตั้งโต๊ะรับซื้อ-จำนองที่ดิน 3 จว.ใต้ ศอ.บต.สนองรับสั่ง 'ราชินี' ป้องแผนโจรแยกดินแดน

ที่มา ประชาไท

 

 ศอ.บต.เปิดรับซื้อ-จำนองที่ดิน 3 จว.ใต้แล้ว สนองรับสั่ง "ราชินี" ป้องกันโจรใต้กว้านซื้อที่แบ่งแยกดินแดน ขณะที่ "มาร์ค" จี้รัฐจับตาเข้มชาวไทยพุทธขายที่ดินส่งผลกระทบความมั่นคงชาติ
 
8 ก.ย. 55 - หนังสือพิมพ์บ้านเมืองรายงาน ว่าศอ.บต.เปิดรับซื้อ-จำนองที่ดิน 3 จว.ใต้แล้ว สนองรับสั่ง "ราชินี" ป้องกันโจรใต้กว้านซื้อที่แบ่งแยกดินแดน ขณะที่ "มาร์ค" จี้รัฐจับตาเข้มชาวไทยพุทธขายที่ดินส่งผลกระทบความมั่นคงชาติ  ด้าน "โต๊ะอิหม่าม" ปัดปอเนาะใช้เงินต่างประเทศหนุนใต้ ขณะที่ สปต.เสนอสร้างทูต ศอ.บต.เป็นตัวแทนไทยหาแนวทางสร้างสันติภาพชายแดนใต้ ด้านโจรใต้ยะลาป่วนอีก ลอบบึ้มโรงเรียนสถานที่จัดงาน "วันกล้วยหินของดีอำเภอบันนังสตา 55" ชาวบ้านเจ็บ 2 ราย แถมปล่อยข่าวลือขู่ร้านค้าปิดกิจการวันศุกร์ ส่วนที่ปัตตานีประกบยิงชาวบ้านดับ 1 สาหัส 1 เผารถแบกโฮวอด 1 คัน
 
ศอ.บต.เปิดรับซื้อ-จำนองที่ดิน
 
เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นห่วงเรื่องการกว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเรื่องดังกล่าวทางกองทัพก็มีความเป็นห่วงเช่นกัน เบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจพบว่า มีบ้างแต่มีไม่มากนักและยังไม่พบว่ามีการกว้านซื้อที่ดินผิดปกติ สำหรับแนวทางการแก้ไขก็คือ จะให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาสำรวจ หาสาเหตุการซื้อขายที่ดินว่าเกิดขึ้นจากอะไร หากมาจากความไม่มั่นใจในความปลอดภัย ศอ.บต.ก็จะไปติดต่อขอซื้อที่ดินมาเก็บไว้ก่อน ส่วนจะเชื่อมโยงกับกลุ่มต้องการแบ่งแยกดินแดน หรือเงินสนับสนุนจากนอกประเทศหรือไม่นั้นยังพิสูจน์ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการมีส่วนร่วมระหว่างชุมนุมกับกองทัพ ได้พยายามสร้างจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้กับประชาชน แต่ด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัยเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ขอให้มั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายจะทำงานดูแลประชาชนอย่างเต็มที่
 
"มาร์ค" จี้รัฐ จับตา ปัญหาการขายที่ดิน
 
วันเดียวกันนี้ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นห่วงเกี่ยวกับการขายที่ดินในพื้นที่ภาคใต้ของชาวไทยพุทธนั้นว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องจับตาว่า มีปัญหาลุกลามบานปลายมากน้อยเพียงใด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างไร ขณะนี้หลายท้องถิ่นก็ติดตามอยู่ เช่นที่ ยะลา ก็มีการช่วยแก้ปัญหาในระดับหนึ่งด้วย ทั้งนี้เห็นว่า ปัญหาการย้ายออกนอกพื้นที่จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อรัฐให้ความมั่นใจต่อชุมชนได้ ว่ามีความปลอดภัย เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องอย่างจริงจังในช่วงนี้ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องมาตลอดว่า ต้องมีรัฐมนตรีเข้าไปเกาะติดสถานการณ์ เพราะถ้าปล่อยให้ประชาชนอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว ก็จะไม่ได้รับความร่วมมือในการได้ข้อเท็จจริงใช้คลี่คลายคดี หรือแก้ปัญหา และถ้ามีการย้ายออก ก็จะทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น การที่นายกฯ ลงพื้นที่นราธิวาส ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ยืนยันว่า ควรจะมีการมอบหมายฝ่ายนโยบายคนใดคนหนึ่งไปเกาะติดสถานการณ์ในพื้นที่
 
นายกฯ ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงก่อน
 
นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าที่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ จะประสานกับนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มารับฟังการอภิปรายในญัตติปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ที่พรรคยื่นไว้ในสภาแล้วนั้น ได้รับแจ้งว่า นายกรัฐมนตรี กำลังอยู่ในระหว่างการปรึกษากับฝ่ายความมั่นคงก่อน และจะให้คำตอบเร็วๆ นี้ เชื่อว่าหลังกลับจากรัสเซียน่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้น และคงไม่ใช่การมอบหมายให้รองนายกฯ มารับฟังแทน เพราะได้คุยชัดเจนกับนายสมศักดิ์ว่า จำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรีมารับฟังและแลกเปลี่ยนด้วยตนเอง
 
ปัดปอเนาะอุดหนุนเงินป่วนใต้
 
ขณะที่ นายสูไฮมี มะเกะ โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดเขาตันหยง หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.นราธิวาส กล่าวถึงกรณีที่จะมีการบุกยึดทรัพย์สินโรงเรียนปอเนาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพราะเชื่อว่าโรงเรียนปอเนาะจะนำเงินดัง กล่าวไปใช้ในการสนับสนุนการก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า การสนับสนุนเงินจากต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีวงเงินที่จำกัดโดยใช้จำนวนนัก เรียนเป็นเกณฑ์ โดยจะเอาเงินทานหรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเงินซากาตไปช่วยสนับสนุนเด็กที่ เรียนดีและยากจน หากต่างประเทศเขาตัดเงินสนับสนุนปอเนาะทั้งหมดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนที่ได้รับผลกระทบคือประชาชนที่ยากจน ไม่สามารถส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการเจรจากับกลุ่มที่สนับสนุน โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนปอเนาะใดมีพฤติกรรมก็ตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเอาเงินก้อนไหน แต่รับรองได้ว่าไม่ใช่เงินทาน หรือเงินซากาต ซึ่งเป็นเงินบริสุทธิ์ นำไปใช้จ่ายนอกวัตถุประสงค์ไม่ได้ จึงอยากแนะนำให้เจ้าหน้าที่พิจารณาให้รอบขอบว่าปอเนาะเอาเงินส่วนไหนกันแน่ ไปใช้สนับสนุนป่วนใต้ เพราะเป็นการทำลายชื่อเสียงของโรงเรียนปอเนาะ ที่ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่ได้รับความเชื่อถือของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
 
เสนอสร้างทูต ศอ.บต.ดับไฟใต้
 
นายสุทธิพันธ์ คณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมการด้านการต่างประเทศประจำสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ สปต. จะเสนอแนวทางต่อรัฐบาลเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการผลิตทูตศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ทูต ศอ.บต.) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยในการสื่อสารสร้างความเข้าใจอย่างตรงจุดกับ ต่างประเทศ เพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของประเทศทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม ในการเผยแพร่ความเป็นไทยหรือความเป็นประเทศไทย ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งอีกภารกิจตัวแทนประเทศไทยหาแนวทางสร้างสันติภาพสู่ชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้จะ "มีการเจรจาของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกับรัฐบาล ถึงกระบวนการยุติธรรมว่าทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติวิธีและ สร้างฉันทามติของชาติการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของสันติธรรม ภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยการเจรจาเน้นไม่มีการแบ่งแยกดินแดน" นายสุทธิพันธ์ กล่าว
 
ผบ.ทร.เยี่ยม 4 นาวิกโยธินเหยื่อโจรใต้
 
วันเดียวกันนี้ ที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. เดินทางเข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ทหารนาวิกโยธิน สังกัดร้อยปืนเล็กที่ 3 ฉก.นราธิวาส 33 จำนวน 4 นายซึ่งนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ หลังได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดที่คนร้ายลอบฝังไว้ใต้ป้ายโฆษณางาน ของดีเมืองนราธิวาส และพ่นข้อความโจมตีทหารเพื่อล่อให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบ ทำให้ทหารนาวิกโยธินทั้ง 4 นายเหยียบกับระเบิดของคนร้าย คือ 1.จ.อ.สุทิน สีม่วง อายุ 42 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสขาขาดทั้ง 2 ขา ขณะนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด 2.พลฯ เปรมอนันต์ ขวัญทองยิ้ม อายุ 22 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาขวา 3.พลฯ อติพล แซ่จิ้ว อายุ 23 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาขวาเช่นกัน และ 4.พลฯ วัชรพงษ์ นัสดา อายุ 22 ปี ได้รับบาดเจ็บจากแรงอัดของระเบิดเล็กน้อย พร้อมกันนี้ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ได้มอบเงินบำรุงขวัญกำลังพลให้กับเจ้าหน้าที่ทหารนาวิกโยธินทั้ง 4 นายเพื่อเป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น
 
วางระเบิดในโรงเรียนจัดงานของดี
 
ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ เวลา 08.30 น. พ.ต.อ.เจริญ ธรรมขันธ์ ผกก.สภ.บันนังสตา พร้อมด้วย ร.ต.ท.ณรงค์ชัย เวชนิล ร้อยเวร สภ.บันนังสตา เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดภายในโรงเรียนบันนัง สตาอินทรฉัตร อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน "วันกล้วยหินของดีอำเภอบันนังสตา 55" เมื่อช่วงดึกของวันที่ 6 ก.ย 55 เวลา 23.30 น. ทำให้มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 2 ราย คือ นายอาแซ เจ๊เต๊ะ และ ด.ช.อายุ 14 ปี 1 คน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายบรรจุในหลอดอะลูมิเนียม ขนาดเล็ก จุดชนวนด้วยนาฬิกา สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้ายได้นำวัตถุระเบิดมาวางไว้ใต้รถกระบะ แล้วเกิดระเบิดขึ้น ขณะที่มีการจัดแสดงบนเวทีในงาน ส่วนการจัดงานยังคงต้องดำเนินไปตามปกติ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.นี้
 
โจรใต้ปล่อยข่าวพบใบปลิวขู่ร้านค้า
 
ต่อมามีรายงานว่า วันเดียวกันนี้มีกระแสข่าวลือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา และในอำเภอทุกอำเภอ ว่ามีการพบใบปลิวข่มขู่ร้านค้าให้หยุดทำกิจการค้าขายในวันศุกร์ และให้หน่วยงานราชการหยุดทำการในวันศุกร์ โดยเฉพาะข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐ ที่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างอำเภอ เนื่องจากกระแสข่าวลือที่ว่า จะทำร้ายผู้ที่เปิดกิจการการค้าขายในวันศุกร์ และจะทำร้ายข้าราชการที่เดินทางไปทำงาน ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ข้าราชการและทำให้ผู้ประกอบการบางแห่งขวัญผวาได้ ปิดกิจการไปแล้วหลายราย ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ อ.บันนังสตา ก็พบว่า ในพื้นที่เขตเทศบาลบันนังสตา ร้านค้าก็ยังคงเปิดร้านค้าขายกันตามปกติ สถานที่ทำงานอื่น ก็ยังคงเปิดทำการให้บริการประชาชนตามปกติ และเมื่อสอบถามชาวบ้านถึงเรื่องใบปลิวข่มขู่ ชาวบ้านไม่เห็น มีเพียงข่าวลือที่ได้ยินชาวบ้านพูดกันเท่านั้น ขณะที่ พล.ต.ต.พีระ บุญเลี้ยง ผบก.ภจว.ยะลา ได้สั่งการให้พนักงานวิทยุประจำกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ตรวจสอบแต่ก็ยังไม่พบใบปลิวในลักษณะข่มขู่แต่อย่างใด เชื่อว่าเป็นการปล่อยข่าวลือแบบปากต่อปาก ซึ่งเหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายปี นอกจากนี้ ในสังคมออนไลน์ หรือเฟสบุ๊ค ได้มีการระบุว่า พบใบปลิวข่มขู่ร้านค้าจนสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน
 
ยิงชาวบ้านดับ 1 เจ็บ 1 เผารถแบ็กโฮ
 
ส่วนที่ปัตตานีวันเดียวกันนี้ ร.ต.ท.วชิระ วัฒนาฤดี ร้อยเวร สภ.มายอ จ.ปัตตานี พร้อมด้วย ตำรวจพิสูจน์หลักฐานปัตตานี, นายพิศาล อาแว นายอำเภอมายอ และกำลังตำรวจ ฝ่ายปกครอง เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ รถแบ็กโฮถูกเผาเสียหายทั้งคัน ที่บริเวณเชิงเขาบ้านกูบังบาเดาะ ต.สะกำ อ.มายอ จ.ปัตตานี จากการตรวจสอบปรากฏว่า รถแบ็กโฮ ถูกเผาเสียหายทั้งคันซึ่งเป็น รถแบ็กโฮ ของบริษัทอันวาโยธากิจ รับเหมาขุดหินและดินลูกรังเขากูบังบาเดาะ เพื่อนำไปทำโครงการสร้างถนนในพื้นที่ สาเหตุเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตั้งไว้ 2 ประเด็น คือ อาจจะมีความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ใต้
 
นอกจากนี้ พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐ์พันธ์ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ยังได้รับรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันตาย ที่บริเวณบนถนนในหมู่บ้าน ต.กะรูบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี จึงนำกำลังตำรวจ พร้อมพนักงานสอบสวน และตำรวจพิสูจน์หลักฐานรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นายมะราพี บานาปาแน อายุ 45 ปี ต.กะรูบี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าบริเวณลำตัว 3 นัด เสียชีวิตคาที่ ขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน หลังจากดื่มน้ำชาร้านในหมู่บ้าน คนร้ายขับรถ จยย.ตามประกบยิงและหลบหนีไป ทั้งเหตุการณที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทางด้าน พ.ต.อ.มานิตย์ ยิ้มซ้าย ผกก.สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันในหมู่บ้าน หมู่ 1 บ้านควน ต.ควน ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือ นาย อิบรอฮิม แฮะ อายุ 47 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนสั้นเข้าบริเวณลำตัวและแขน อาการสาหัส เหตุเกิดขณะที่ผู้บาดเจ็บกำลังเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทาง ถูกคนร้ายซุ่มยิง สาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวน