WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 11, 2012

นักการเมืองแนะรัฐยก ‘นาทวี’ เป็นจังหวัดใหม่ชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

 

เวทีนักเมืองชายแดนใต้ แนะรัฐตั้งยกฐานะ ‘นาทวี’ ตั้งเป็นจังหวัด รวม 4 อำเภอชายแดนของสงขลา จี้ ปปง.สอบให้ชัดโรงเรียนศาสนาไหนให้เงินหนุนก่อการร้าย ติงอย่าสร้างบรรยากาศให้ระแวง เสนอรัฐตั้งเกณฑ์ซื้อที่ชายแดนใต้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 กันยายน 2555 ที่ห้องปาหนัน โรงแรมปาร์ควิว อ.เมือง จ.ยะลา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดสานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและทางออกระหว่างนักการเมืองชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 8 เพื่อเดินหน้าสู่สันติสุขที่มั่นคง มีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วม 5 คน ได้แก่ นายเด่น โต๊ะมีนา นายนัจมูดดิน อูมา อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคมาตุภูมิ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
จากนั้นเวลา 13.00 น. นายเด่น พร้อมกับนายประเสริฐ เป็นตัวแทนแถลงข้อสรุปจากการสานเสวนา ซึ่งมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เสนอให้ยกฐานะอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นจังหวัดนาทวี โดยรวมอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี ของจังหวัดสงขลา รวมเป็นจังหวัดนาทวี เนื่องจากปัจจุบันอำเภอนาทวี หน่วยงานราชการระดับจังหวัดรองรับอยู่แล้ว เช่น ศาลจังหวัดนาทวี สำนักงานอัยการจังหวัดนาทวี สำนักงานขนส่งจังหวัดนาทวี ราชทัณฑ์จังหวัดนาทวี เป็นต้น
2.เสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนเป็นเฉพาะรายสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากตรวจสอบพบว่านำเงินไปใช้ที่ผิดกฎหมาย
“การที่ปปง. แถลงข่าวว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนำเงินไปใช้ในการก่อการร้ายนั้นจะทำ ให้เกิดบรรยากาศหวาดระแวงมากว่าที่ทำให้บรรยากาศที่ดี เพราะโรงเรียนเอกสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับเงินบริจาคจากทั้งใน และต่างประเทศมาใช้ในประโยชน์ในการศึกษา และเกรงว่าจะถูกเพ่งเล็งทั้งๆ ที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง” นายเด่น แถลง
ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.เปิดแถลงข่าวในประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 ที่สำนักงาน ปปง. กรณี คณะกรรมการ ปปง.มีมติยึดทรัพย์นายอุเซ็ง ปุโรง เจ้าของโรงเรียนอิสลามบูรพา จังหวัดนราธิวาส กับพวก รวม 3 รายการ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และให้อัยการส่งฟ้องศาล พร้อมกับแถลงว่า กำลังจับตาโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนา 2-3 แห่ง นำเงินมาใช้ผิดประเภท โดยสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
3.ตามที่รัฐบาลตั้งงบประมาณ 1,200 ล้านบาท สำหรับซื้อและจำนองที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ที่ประชุมเห็นว่า การรับซื้อที่ดินควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น พยายามไม่ให้คนอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ ให้ประชาชนได้รับราคาขายที่ดินที่เป็นธรรม เป็นต้น อีกทั้งรัฐบาลควรตั้งเกณฑ์ที่รัดกุมในการรับซื้อที่ดิน โดยไม่เลือกปฏิบัติทั้งด้านเชื้อชาติและศาสนา อนึ่ง รัฐบาลควรตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ให้เพียงพอ

จัดบายศรีเอิ้นขวัญ อดีตนักโทษ ม.112

ที่มา ประชาไท

 

วานนี้(9 ก.ย.55) เวลา 13.00 น. ที่บริเวณบาทวิถี หน้าศาลอาญา รัชดา กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ และแนวร่วมเสื้อแดง ประมาณ 400 คน จัดกิจกรรม “บายศรี เอิ้นขวัญ รับเพื่อน 112 กลับสู่เสรี” เพื่อให้กำลังใจ 3 อดีตผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัว ประกอบด้วย สุชาติ นาคบางไทร หรือ นายวราวุธ (สงวนนามสกุล) นายสุริยันต์ (สงวนนามสกุล) และนายณัฐ (สงวนนามสกุล) นอกจากพิธีบายศรีแล้ว ยังมีกิจกรรมกล่าวปราศรัยและการแสดงดนตรีให้กำลังใจอีกด้วย
ในงานดังกล่าวยังมี นางรสมาลิน หรือ ป้าอุ๊ ภรรยานายอำพล หรือ อากง SMS ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมฯ ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี และเสียชีวิตในเรือนจำ พร้อมทั้งนางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยา นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนางแต้ม มารดาของนายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และมาตรา 112 มาร่วมกิจกรรมด้วย
ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธุ์ ผู้ประสานงานกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุผลในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า “เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้เหยื่ออธรรม มาตรา 112 และเปิดโอกาสให้ผู้รักความเป็นธรรมได้ร่วมเยียวยาเหยื่ออธรรมเหล่านี้ เพราะคาดว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล เพราะผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 นี้ ได้ถูกรัฐบาลแบ่งแยกกีดกันออกจากกลุ่มนักโทษการเมืองและเหยื่อจากการกระทำ ของรัฐมาตลอด ประชาชนจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พวกเขาด้วยตัวเองไปก่อน”
ผู้ประสานงานกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลยังย้ำด้วยว่า นอกจากเหยื่ออธรรม มาตรา 112 จะมีขวัญและกำลังใจในการก้าวสู่สังคมนอกเรือนจำแล้ว ทางกลุ่มฯ ยังหวังให้สังคมได้รับรู้ถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อผู้ถูกกล่าวหา เหล่านี้ ว่าพวกเขาถูกตัดสินว่าผิดโดยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองอันสืบเนื่องจากการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เช่นเดียวกับคดีอื่นๆ ซึ่งต้องได้รับความเป็นธรรมและได้รับการเยียวยาจากรัฐ
ภาพบรรยากาศกิจกรรม :
ป้าอุ๊ ภรรยานายอำพล หรือ อากง SMS
3 อดีตผู้ต้องขัง
ป้าแต้ม มารดาของนายสุรภักดิ์ และ น.ส.จิตรา คชเดช ร่วมผู้ข้อมือ สุชาติ นาคบางไทร อดีตผู้ต้องขัง ม.112

หลากความเห็น Pat(t)ani Peace Process เมื่อ ‘คนใน’ ต้องเป็น ‘ตัวกลาง’ สร้างสันติภาพ

ที่มา ประชาไท

 

แม้การสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทอาเซียน" ll Session 9: Special Discussion “Pat(t)ani Peace Process in ASEAN Context” ในการประชุมวิชาการนานาชาติรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสันติศึกษาในบริบทอาเซียน ผ่านไปแล้วหลายวัน ทว่าแรงกระเพื่อมจากงานนี้ ใช่ว่าจะหมดลง เมื่อคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “คนใน” ต่างออกมาแสดงความเห็นต่อ “พื้นที่กลาง” อันเป็นประเด็นหัวใจของงาน ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
เป็นการแสดงความเห็นในฐานะที่พวกเขาอาจจะต้องออกมาแสดงบทบาทนำในการเป็น ตัวกลางที่เป็นคนใน ในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ละคนมองกระบวนการนี้อย่างไร พวกเขาคาดหวังกับมันอย่างไร
เสียงจากฝ่ายรัฐ “ทุกคนคือพลัง”
เริ่มจาก ตัวแทนภาครัฐ อย่าง นายอุดร น้อยทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ที่มองว่า Pat(t)ani Peace Process หรือ PPP เป็นเรื่องของการพูดคุย ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีและเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด การนำเสนองานวิจัย ซึ่งภาครัฐควรเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนนี้ให้มากขึ้น เพื่อดูว่าสามารถปรับใช้กับนโยบายของรัฐได้มากน้อยแค่ไหน
“แต่การพูดคุยเพื่อสันติภาพนั้น จะมีผลมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติในเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ด้วย”
ขณะที่ทหารระดับสูงนายหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่า ในกระบวนการสันติภาพปาตานี จะทำอย่างไรที่จะนำผู้แสดงทุกภาคส่วนมานั่งคุย ทำความเข้าใจกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ขัดแย้งเสมอไป ทั้งเด็ก ครู โต๊ะอิหม่าม อุสตาซ (ครูสอนศาสนาอิสลาม) พ่อค้า แม่ค้า และทุกคนยอมรับในแนวทางนี้
“ที่สำคัญ Peace Process จะไม่เกิดขึ้นได้เลย ถ้าคนที่ได้รับกระทบจากความไม่สงบไม่ออกมาพูดเอง” นายทหารคนเดิม ระบุ พร้อมกับเสริมว่า
Peace Process คือ ทุกคนต้องมารวมพลังกัน ซึ่งแน่นอนว่าคู่ขัดแย้งยังไม่เข้ามาร่วม จึงต้องนำคนที่อยู่แวดล้อมของความขัดแย้งมาคุยกันก่อน จากนั้นก็จะค่อยๆ ดึงเข้ามา
นายทหารคนนี้ ให้แง่คิดว่า จะทำอย่างไรที่จะนำความสวยงามให้ไปอยู่ในทีเดียวกับความขัดแย้ง ถ้ายังแยกกันอยู่มันก็ยากที่จะได้มาพูดกัน หลายคนบอกว่า ทหารมาเพื่อให้เกิดความสงบ แต่อีกมุมหนึ่งบอกว่า ทหารมาสร้างความขัดแย้ง ทั้งที่ทหารพยายามที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น
“ผมเป็นคนอีสาน เห็นคนชายแดนใต้มีความเป็นพี่น้องกันมีมาก พี่น้องต้องลุกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากความไม่สงบเกิดขึ้นกับพวกเราอย่างไร และไม่มีใครที่จะทำให้เกิดสันติภาพได้ นอกจากพวกเราเอง ซึ่งจะใช้เวลานานแค่ไหน ก็อยู่ที่พวกเราเองนั่นแหละ”
ทหารคนนี้ บอกว่า พลังในการแก้ปัญหาอยู่ที่คนในพื้นที่ที่จะต้องมาช่วยกัน คนนอกเป็นเพียงผู้จัดกระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น แต่พลังมาจากภายใน เช่น ให้กลุ่มนักศึกษาในพื้นที่ขึ้นมามีบทบาทนำและต้องมีกระบวนการอะไรบ้าง เป็นต้น
“เส้นทางนี้ยังอีกยาวนานกว่าจะได้สันติภาพ เพราะเป็นปัญหาที่มาจากความรู้สึกที่สะสมมายาวนาน นานเกินกว่าที่จะบอกได้ว่า ก้าวไปเพียงสามก้าวแล้วจะสำเร็จ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องอดทน เพราะมันไม่มีทางลัดที่จะนำไปสู่สันติภาพได้เร็วๆ”
นโยบายแบบ Top Down แก้ปัญหาไม่ได้
ส่วนนายตำรวจหนุ่ม อย่าง ร.ต.ท.นิยม กาเซ็ง พนักงานสอบสวน แห่งสถานีตำรวจภูธร (สภ.)เขาขาว อ.ละงู จ.สตูล ในฐานะนักศึกษาปริญญาโทสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกว่า ค่อนข้างเห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process คือการสร้างตัวกลางที่เป็นคนในมามีบทบาทในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นใน จังหวัดชายแดนภาคใต้
“ที่ผ่านมาการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐศาสตร์ ด้านวิชาการหรือแม้แต่การระดมความคิดเห็นต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการมองแบบ Top Down หรือมองจากส่วนอำนาจข้างบนลงมาข้างล่าง จากนั้นมีการออกนโยบายลงมาให้ข้างล่างขับเคลื่อนไปตามที่ผู้บังคับบัญชามอง
แต่หากมีเสียงจากข้างล่างสะท้อนขึ้นไป โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความเห็นและความต้องการ อาจจะทำให้คนที่อยู่ข้างบนมองเห็นปัญหาที่ยังมองไม่เห็นหรือปัญหาที่ถูกปิด บังไว้ ก็อาจจะทำให้มีการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น แต่จะแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทว่า วิธีการนี้น่าจะนำไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่า ซึ่งปัจจุบัน อำนาจการตัดสินใจส่วนมากอยู่ที่ประชาชน”
ร.ต.ท.นิยม บอกว่า จากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เข้าร่วมพูดคุยที่จะต้องติดตามว่า ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอต่างๆ มีใครนำไปปฏิบัติบ้าง แต่ที่ผ่านมาหลายเวทีไม่ค่อยถูกนำไปปฏิบัติเท่าที่ควร ดังนั้นหากเราต้องการให้ข้อเสนอถูกนำไปปฏิบัติได้ ก็ต้องดูว่าข้อเสนอตรงกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการหรือไม่ หรือสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานอื่นใดบ้าง หรือหากรัฐมีแนวคิดหรือวัตถุประสงค์ไม่ตรงตามผู้เข้าร่วม ต่อให้จัดอีกกี่เวทีก็ไม่อยากมีใครเข้าร่วมอีก คาดว่าในประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น น่าจะต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าที่ความต้องการในระดับนโยบายกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จะ เห็นตรงกัน
ทางออกที่แท้จริงจะปรากฏเมื่อทุกคนมาแชร์
ด้านนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา นายแพทย์ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ มองว่า สิ่งที่น่าสนใจมากของ Pattani Peace Process คือ มีผู้คนหลากหลายมาร่วมพูดคุย ให้ความสนใจในการมาร่วมฟังนักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่มาพูด อีกทั้งมีอีกหลายคนที่อยากร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย
ในการอธิบายกระบวนการสันติภาพปัตตานีดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นว่า ที่ผ่านมากระบวนการเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยของผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ไกลจากพื้นที่หรืออยู่ใกล้หรืออยู่ในพื้นที่ต่อสถานการณ์ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้มันมีน้อยมาก ดังนั้นการเกิดขึ้นของ Pat(t)ani Peace Process จึงมาถูกทางแล้ว
“Pat(t)ani Peace Process ไม่ใช่คุยเรื่องเจรจาสันติภาพ ไม่ใช่การเจรจาเรื่องความรุนแรง แต่เป็นการนั่งคุยกันในทุกเรื่อง เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง”
นายแพทย์สุภัทร มองอีกว่า ภาครัฐ เช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หากเห็นว่ากระบวนการนี้สำคัญก็ต้องมาสร้างบรรยากาศและส่งเสริมให้เจ้า หน้าที่รัฐหรือข้าราชการในพื้นที่มารับรู้เรื่องราวและความเป็นไปของกระบวน การนี้ด้วย เช่น ตำรวจ ทหารควรมาร่วมเวทีในครั้งนี้ด้วย เพราะพวกเขาอาจมีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกันน้อย ซึ่งต่างจากภาคประชาสังคมที่มีการคุยกันมากพอสมควร แต่ขณะเดียวกัน การเชื่อมเครือข่ายระหว่างแต่ละภาคส่วน เช่น ภาคประชาสังคมกับภาครัฐ ก็ยังไม่ถูกจัดขึ้นในกระบวนการนี้
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์สุภัทร ก็มองว่า ไม่ควรคาดหวังว่ากระบวนการนี้จะเกิดผลอย่างเร็ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลา ไม่ควรกำหนดว่าจะให้สำเร็จภายในเวลา 10 ปี หรือในการพูดคุยเพียง 10 ครั้ง
“ไม่สามารถบอกได้ว่าผลลัพธ์ของกระบวนการนี้จะเป็นไปในแนวทางไหน เพราะแต่ละคนมีทางออกที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งทุกทางออกไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง เป็นเพียงทางออกในโลกทัศน์ของเราอันจำกัด แต่เมื่อมีการแลกเปลี่ยนกัน ทางออกที่จริงกว่าก็จะออกมา”
ตัวอย่างเช่น วันนี้มีข้อเสนอให้มีเขตปกครองตนเอง ซึ่งอาจเป็นทางออก ณ วันนี้ ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ แต่แน่นอนว่าการให้เสรีภาพ ให้อำนาจในการดูแลตนเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่แค่ไหนยังไม่มีใครตอบได้ ซึ่งการพูดคุยจะนำมาซึ่งคำตอบนั่นเอง”
นายแพทย์สุภัทร ทิ้งท้ายว่า เห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process อย่างยิ่ง เพราะการจะใช้มาซึ่งสันติภาพนั้น จะต้องทำเป็นกระบวนการ ไม่มีใครสั่งใครและสั่งกันไม่ได้ แต่ต้องช่วยกันทำ และมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะด้านการสื่อสารทั้งกับคนทั่วไปและกับภาครัฐ
ต้องส่งสัญญาณว่าทางออกมีหลายทาง
นายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการอิสระ พูดถึงกระบวนการนี้ว่า คือต้องสื่อสารให้แต่ละฝ่ายได้เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมจะมีทางออกอย่างไร สำหรับข้อเสนอของภาคประชาสังคมนั้นต้องทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทางออกในการแก้ปัญหานั้นมีอีกหลายทาง ส่วนข้อเสนอของรัฐในการแก้ปัญหานั้น ก็ควรส่งสัญญาณในทางอื่นบ้าง นอกจากด้านความรุนแรง
“เห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process เพราะน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความรุนแรง ลดการใช้อาวุธ ลดการใช้เงิน ลดความตรึงเครียด ลดความแตกแยก ขณะเดียวกัน รัฐต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด และต้องพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยให้เต็มรูปแบบขึ้นในพื้นที่ด้วย เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่มีอย่างอื่นแล้วที่จะแก้ปัญหาได้”
“สันติภาพไม่ได้ผูกขาดอยู่กับรัฐ-ขบวนการ”
นายฮาดีษ์ หะมิดง ประชาชนชาวจังหวัดปัตตานี มองว่า Pat(t)ani Peace Process ถือเป็นกระบวนการริเริ่มของการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทว่า การแก้ปัญหาแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะในรูปของการเจรจานั้น เกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ผูกขาดอยู่กับฝ่ายรัฐกับกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
“ปัจจุบันคู่ขัดแย้งของรัฐไม่ประกาศตัวชัดเจนอย่างที่เป็นมา จึงทำยิ่งแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการสันติภาพนี้ จึงไม่ควรผูกขาดอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องเปิดพื้นที่ให้คนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เป็นแนวทางเดียวเท่านั้นที่นำไปสู่สันติภาพได้ ตนอยากให้กระบวนการนี้เป็นกระบวนการดึงคนเข้ามาพูดคุยให้มากที่สุด”
พลังสันติภาพอยู่ที่ประชาชนตรงกลาง
นางอัสรา รัฐการัณย์ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ ระบุว่า เห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process เพราะจะมีพื้นที่กลางและเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารเพื่อให้เกิด สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ยิ่งคนที่อยู่ตรงกลางยิ่งต้องสื่อสารให้เยอะ เราต้องปลุกคนที่ไม่ชอบความรุนแรง ออกมาสื่อสารในการสร้างสันติภาพในพื้นที่ เนื่องจากทุกคนต้องการสันติภาพ และสันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคนในพื้นที่อยู่เฉยๆ การอยู่เฉยเท่ากับยอมจำนน”
นางอัสรา เล่าด้วยว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ พยายามสื่อสารให้เกิดสันติภาพขึ้นในพื้นที่ ผ่านผู้หญิงที่เป็นแม่ที่สูญเสียลูกหรือสามีจากเหตุไม่สงบ ท่ามกลางความไม่สงบผู้หญิงเหล่านี้ต้องพบเจอวิกฤติอะไรบ้าง และการก้าวข้ามความยากลำบากเหล่านั้นได้อย่างไร
นางอัสรา มองว่า ความพยายามในการสร้างสันติภาพของเครือข่ายผู้หญิง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังอาจไม่มีพลังมากพอ จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในพื้นที่มาร่วมกันสร้างสันติภาพให้กลับมาคืนมา เพราะความรุนแรงที่ดำเนินมา 9 ปี มีผู้เสียชีวิตไป 5,000 คนมันมากพอแล้ว
“ส่วนจะกำหนดว่า สันติภาพควรมีลักษณะอย่างไรนั้น ทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันพูดคุย ไม่เพียงเฉพาะคู่ขัดแย้งเท่านั้นที่จะคุยกัน ทั้งที่ประชาชนอยู่ตรงกลางระหว่างคู่ขัดแย้ง ดังนั้นสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนที่อยู่ตรงกลางลุกขึ้นมามีมีส่วนร่วมอย่างมีพลัง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
Prof. Chaiwat’s Submission of Peace Message to Southern Insurgents
เปิดเวที Pat(t)ani Peace Process เดินหน้าสร้างสันติภาพชายแดนใต้
อภิสิทธิ์หนุนรัฐพูดคุยกับผู้เห็นต่าง มหาเธร์ยันปกครองตนเอง “ทางออกหนึ่ง” ดับไฟใต้
“Insiders” must be the one carrying the torch for peace
ดร.โนเบิร์ต โรเปอร์ส : “คนใน” ต้องเป็นผู้นำถือคบไฟเพื่อสันติภาพ
Launching “Pa[t]tani Peace Process” : Building Common Space, Brainstorming Ideas to Tackle Southern Violence
เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้

'ยิ่งลักษณ์' เข้าชิงรางวัลสันติภาพ "ขงจื๊อ" ของจีน

ที่มา ประชาไท

 
เช่นเดียวกับอดีตเลขาธิการยูเอ็น 'โคฟี อันนัน' และผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ 'บิล เกตส์' ที่ได้รับการเสนอชื่อปีนี้สำหรับรางวัลที่เทียบกับ 'โนเบลสันติภาพ' ในแบบฉบับประเทศจีน
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 55 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติและบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสันติภาพ "ขงจื๊อ" ของจีนประจำปี 2555 โดยรางวัลดังกล่าว ก่อตั้งโดยศูนย์วิจัยสันติภาพนานาชาติของจีนในปี 2553 เพื่อโต้กลับรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งมอบรางวัลให้ หลิว เสียวโป นักเขียนฝ่ายค้านของจีน
โดยในปีที่แล้ว ผู้ได้รับรางวัลสันติภาพขงจื๊อ คือ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย สำหรับบทบาทการทำงานเพื่อส่งเสริมสถานะของประเทศ และการปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลรัสเซียในจังหวัดเชชเนีย
ที่มาของรางวัลสันติภาพขงจื๊อ เกิดขึ้นหลังจากที่หลิว เสี่ยวโป นักเขียนและนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจีน ผู้ถูกจำคุก 11 ปีในข้อหาเขียนคำประกาศที่เรียกร้องการปฏิรูปการเมืองในจีน ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพที่มอบโดยรัฐบาลนอร์เวย์เมื่อปี 2553 ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างมาก โดยกล่าวหาว่าคณะกรรมการรางวัลสันติภาพเข้าแทรกแซงระบบกฎหมายของจีน และมีเป้าหมายเพื่อล้มรัฐบาลจีน
ส่วนผู้ได้รับการเสนอชื่อรางวัลสันติภาพขงจื๊อคนอื่นๆ ในปีนี้ ได้แก่ หวาง ดิงกั๋ว นักเคลื่อนไหวทางสังคมของจีน ตาง หยี่เจียน อาจารย์มหาวิทยาลัยปักกิ่ง หยวน หลงปิง นักวิจัยข้าวของจีน และองค์ปันเชิน ลามะที่ 11 ผู้ซึ่งสืบทอดตำแหน่งจากผู้นำศาสนาชาวทิเบต ดาไล ลามะ อย่างไรก็ตามเขาเองไม่ได้รับการยอมรับจากชาวทิเบตมากนัก เนื่องจากองค์ปันเชิน ลามะที่ 11 ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลจีน
ทั้งนี้ ผู้สนับสนุนรางวัลดังกล่าว ได้แก่ ศาสตราจารย์และนักวิชาการมหาวิทยาลัยจีน ที่กล่าวว่าตนเป็นอิสระจากรัฐบาลจีน โดยในปี 2553 ผู้ได้รับรางวัลสันติภาพขงจื๊อ คือ เลียน ชาน อดีตรองประธานาธิบดีไต้หวัน สำหรับการมีบทบาทในการ "สร้างสะพานเชื่อมสันติภาพระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และใต้หวัน"

 
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก 

เทวดารำคาญ

ที่มา การ์ตูนมะนาว


6ปี19ก.ย.ต้านรัฐประหาร in U.S.A.

ที่มา Thai E-News





คนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยในอเมริกาขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงทุกท่าน จากทุกรัฐ ทุกเมือง และพี่น้องจากเมืองไทย มาร่วมงาน "19 ก.ย.ต้านรัฐประหาร in U.S.A." ภายใต้ธีมของงานคือ" 6 ปีรัฐประหารคือการนับถอยหลังเข้าคลองของประเทศ"  ช่วงนี้ที่ California อากาศดีมากๆ ไม่หนาวจนเกินไป เหมาะในการ Camping อย่าให้โอกาสดีๆ นี้ผ่านไป..หอบเต๊นท์ และอุปกรณ์เดินป่า มาร่วม Camp Out... นอนนับดาวกับคนเสื้อแดง...อย่าลืมมาพร้อมกับแผ่นกระดาษขนาด 9X11 เขียนข้อความต้านรัฐประหาร

ข้อความของใครดีจะมีรางวัลให้ในงาน

แห่ดูหะมอยจันดารารอดผ่าน4วันอันตรายได้14ล้าน

ที่มา Thai E-News




เว็บไซต์ EntertainWeekly รายงาน  Thailand Box Office 6-9 ก.ย.2555 อันดับ หนังทำเงินในบ้านเราระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน ปรากฎว่าหนังใหม่เข้าโรงฉาย 4 วันแรกคือจันดารา ทำเงินได้อันดับ 1 คือ 14.5 ล้านบาท

เรื่องทอล์กออฟเกอะทาวน์ที่ห้องเฉลิมไทย พันทิป
เรต 18 "หนังเรื่อง จันดารา เห็น (หะ มอย) เหรอคะ"vote   ติดต่อทีมงาน

ได้ยินแล้วช็อคมาก เซ็นเซอร์ปล่อยมากได้ไงคะ  ใครที่ดูแล้ว สปอยล์ให้ฟังหน่อยค่ะ
จากคุณ: แม่แมวหมู 
เขียนเมื่อ: 10 ก.ย. 55 20:16:54 


 ความคิดเห็นที่ 1  ติดต่อทีมงาน
เห็นจ้ะ ขนดกดำรำไร ชั่วเวลาประมาณหนึ่งถึงสองวิ ก่อนจะเลื่อนไปที่นม
จากคุณ: มังกรนรกานต์ 
เขียนเมื่อ: 10 ก.ย. 55 20:39:26 





 ความคิดเห็นที่ 6  ติดต่อทีมงาน
เด็กเต็มโรง ฮ่าๆๆๆ
จากคุณ: Creemiiz Lee 
เขียนเมื่อ: 10 ก.ย. 55 20:54:25 


ทำไมต้องมาพูดเรื่องการต้านรัฐประหารอีกครั้ง?

ที่มา Thai E-News



จากบทบรรณาธิการหนังสือ “ประชาชนต้านรัฐประหาร” ถึงแม้ปัจจุบันประชาชนจะ “ตาสว่าง” อย่างมากมาย แต่ใครจะวางใจได้ว่าการ “รัฐประหาร” จะไม่มีอีก.. เพราะมันอาจจะมาในรูปแบบใหม่ การค้านมติของมหาชนอาจจะมาในรูปแบบที่เราไม่ชินตา แต่กระนั้นมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเมื่อใดมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ก็จะมีการต่อต้านมันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย เช่นกัน
โดย เจษฎา โชติกิจภิวาทย์, วิทยากร บุญเรือง
10 กันยายน 2555
เราจะด่วนสรุปว่า “การเลือกตั้งไม่สำคัญ” ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะ “ไม่มีประชาธิปไตยที่ไร้การเลือกตั้ง” การเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นที่จะขาดเสียมิได้ในระบอบประชาธิปไตย
Yoshifumi Tamada 
รัฐประหารครั้งใหม่ก็จะให้ ผลอย่างเดียวกัน และอาจเลวร้ายกว่า เช่นความแตกร้าวในกองทัพซึ่งแสดงออกให้เห็นได้แต่เพียงระเบิดไม่กี่ลูก ก็จะกลายเป็นระเบิดกันทุกวัน และวันละหลายครั้ง อำนาจรัฐอาจไม่ถูกท้าทายที่ราชประสงค์ แต่อาจถูกท้าทายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศ
นิธิ เอียวศรีวงศ์

“การเลือกตั้ง” เป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการการเลือกตั้งจากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย ขึ้นสู่อำนาจในการบริหารประเทศผ่านความชอบธรรมจากประชาชนผู้เลือกตั้ง ตามหลักการ “หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง” “คนเท่ากัน” ผู้ปกครองมิใช่มาจากชาติกำเนิดและ ฐานันดรศักดิ์ ตลอดทั้ง ระบอบประชาธิปไตย ยังได้เปิดพื้นที่ด้านสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ได้อย่างเสรี มากกว่าระบอบการปกครองแบบอื่นๆเมื่อเปรียบเทียบกัน

สำหรับสังคมการเมืองไทย นอกจากการปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีการ “รัฐประหาร” เกิดขึ้น

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกขัดขวางด้วยการรัฐประหารอยู่ตลอดเวลาในแต่ ละช่วงของประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือที่เรียกกันว่า “วงจรอุบาทว์” ทางการเมืองไทย และข้ออ้างในการรัฐประหาร มักอ้างเรื่องเกี่ยวกับ “ความจงรักภักดี” “การคอรัปชั่นของนักการเมือง” “การใช้อำนาจการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ” เป็นต้น แต่บางครั้งก็เป็นการรัฐประหารในแวดวงกองทัพ เผด็จการอำนาจนิยม กลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อกระชับอำนาจและหรือแย่งชิงอำนาจกันเองก็มีปรากฏ

ประวัติศาสตร์การรัฐประหารในสังคมการเมืองไทย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ได้เขียนบทความขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นถึง ตัวละคร บทบาท ข้ออ้าง ความสลับซับซ้อน ความเหมือนและความต่างในแต่ละเงื่อนไขของเหตุการณ์ของการรัฐประหารในประวัติ ศาสตร์ที่เกิดขึ้น หรือ “ประวัติศาสตร์การรัฐประหารในประเทศไทย” และการรัฐประหาร ๑๙  กันยายน ๒๕๔๙ ได้สะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” กับ “ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย” ระหว่าง “ไพร่” กับ “อำมาตย์” ที่ต่อเนื่องมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ก็ได้ชี้ให้เห็นบริบทการเมืองไทยในช่วงเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๔ และได้ตั้งประเด็นคำถามส่วนหนึ่งของบทความในหนังสือเล่มนี้ ถึงความย้อนแย้งของคนชั้นกลาง ผู้เอาการเอางานในการต่อสู้กับเผด็จการทหารคณะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยแห่ง ชาติ (รสช.) ที่ก่อการรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๓ กุมพาพันธ์ ๒๕๓๔ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

ซึ่งต่อมาก็มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ประชาชนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ มีส่วนร่วมมากที่สุดในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ แต่คนชั้นกลางเหล่านี้ส่วนมากกลับผันผวนสลับข้างหันมาสนับสนุนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ล่าสุด ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

กระนั้นก็ตามเมื่อมีการรัฐประหาร ก็มีการต่อต้านรัฐประหารควบคู่กัน ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และระดับองค์กร ดั่งบทสัมภาษณ์บุคคลในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งได้กล่าวถึงบทบาทการเคลื่อนไหวต้านรัฐประหาร ทัศนคติและวิธีการต้านรัฐประหารในอนาคตถ้าหากมีขึ้น เช่น อุทัย พิมพ์ใจชน นักการเมืองและอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ, สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง, สมบัติ บุญงามอนงค์ เอ็นจีโอ นักกิจกรรม ตลอดทั้ง นวมทอง ไพรวัลย์ ที่ วัฒน์ วรรลยางกูร ได้เขียนถึงเรื่องราวของเขา รวมทั้งได้ย้อนชวนสนทนาถึงแนวคิดข้อถกเถียงประชาธิปไตยของ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐

ด้านหนึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของคนหนุ่มสาว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหนุ่มที่อุดมการณ์แรงกล้า อาจหาญลุกขึ้นมาสู้กับอำนาจปืน หรือผู้นำนักศึกษาผู้ใฝ่ฝันถึงประชาธิปไตยที่เป็นผู้นำการต้านรัฐประหารโดย ทันทีเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้น และบางคนเป็นนักประชาธิปไตยที่ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาก่อน หรือบางคนก็เป็นสามัญชนคนธรรมดาแบบลุงนวมทอง ไพรวัลย์

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครั้งล่าสุด ที่มิอาจทำนายกันได้ว่า เป็นครั้งสุดท้าย แต่การรัฐประหารในครั้งนั้น นับได้ว่าได้ส่งผลสะเทือนต่อ คำว่า “รัฐประหาร” มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีการถกเถียงพูดถึง “ปัญหาการรัฐประหาร” และ “การรัฐประหารซ่อนรูป” รวมถึงคำว่า “ตุลาการภิวัฒน์” กันมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ยังได้มีการตั้งคำถามและตรวจสอบถึงบทบาทของสื่อมวลชน ผู้นำสาธารณะ ราษฎรอาวุโส นักสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ในการออก “ใบอนุญาตรัฐประหาร” ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ตลอดถึงการตั้งคำถามกันว่า รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็น รัฐประหารครั้งสุดท้ายในสังคมการเมืองไทยหรือไม่

นอกจากนี้แล้ว ภายหลังการรัฐประหาร ผู้ยึดอำนาจมักจะวางแผนการสืบทอดอำนาจ แม้ว่าอาจจะให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็ภายใต้เงื่อนไขที่กลุ่มรัฐประหารสืบทอดอำนาจต่อเนื่องได้ โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่พวกเขามีส่วนกำหนดขึ้นมาภายหลังการรัฐประหาร และเมื่อประชาชนออกมาคัดค้าน ชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของพวกเขาก็มักจะมีการปราบปรามประชาชนอย่าง รุนแรงและไร้มนุษยธรรม เช่น กรณีพฤษภา ๓๕ และเมษา-พฤษภาอำมหิต ๕๓ เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้ เป็นการนำเรื่องราวส่วนหนึ่งของ “การรัฐประหาร” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาสนทนากันอีกครั้ง เพื่อเป็นความรู้และบทเรียนให้กับสังคมไทย

และหวังเป็นอย่างยิ่งเหมือนที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนไว้ว่า “เพราะดูเหมือนเป็นคำตอบเดียวที่ชนชั้นนำบางกลุ่มมีอยู่ในกระเป๋า เพราะไปคิดว่ารัฐประหารจะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาทุกอย่าง นับตั้งแต่ความแตกร้าวภายในของชนชั้นนำเอง, การดำเนินนโยบายที่ทันท่วงทีต่อความเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอก, ฟื้นฟูสมดุล ทางการเมืองระหว่างพลังดิบและพลังประชาธิปไตย กลับคืนมาได้อย่างมั่นคง, ให้อำนาจที่ค่อนข้างเด็ดขาดมากขึ้นแก่ชนชั้นนำที่จะประคับประคองการเปลี่ยน ผ่านของสถาบันทางการเมืองและวัฒนธรรมทุกสถาบัน ฯลฯ”

“รัฐประหาร” อาจเคยทำอย่างนั้นได้สำเร็จ แต่รัฐประหารครั้งสุดท้ายกลับทำไม่สำเร็จแบบเช่นเดิม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจักษ์ต่อสายตาที่เคยมืดมัวของคนในสังคมไทย หลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราจะพบว่าการรัฐประหารไม่สามารถผนวกพลังใหม่ของประชาชนระดับล่างให้เข้ามา ร่วมอยู่บนเวทีการเมืองอย่างเสมอภาคได้, การรัฐประหารทำให้เกิดความแตกร้าวในสังคมหนักขึ้น, การรัฐประหารทำให้ชนชั้นนำที่เคยอยู่แต่เบื้องหลังถูกดึงมาร่วมในการปะทะขัด แย้งกันเบื้องหน้า, และการรัฐประหารไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจจำเริญมากขึ้นหรือการแบ่งปันทรัพย์สินดี ขึ้น ฯลฯ
กระนั้นก็ตาม ในยุคสมัยปัจจุบันที่ประชาชน “ตาสว่าง” จำนวนกว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่ไม่ปรากฏมาก่อน แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ การรัฐประหารอาจจะมาในรูปแบบใหม่ การค้านมติของมหาชนคนส่วนใหญ่อาจจะมาในรูปแบบที่เราไม่ชินตา แต่กระนั้นมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเมื่อใดมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ก็จะมีการต่อต้านมันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทย เช่นกัน.
0 0 0

หนังสือประชาชนต้านรัฐประหาร สามารถหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำแล้ววันนี้


“ถ้าต่อไปใครจะทำ (รัฐประหาร) อีกผมกลับมองว่าผู้ก่อการจะไปไม่รอดแต่ประเทศชาติจะรอด เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้มากขึ้นแล้ว รู้เท่าทันการรัฐประหาร รู้ว่าการรัฐประหารมันไม่เกิดประโยชน์ มันมีแต่ทำให้เกิดโทษหนักขึ้นไปอีก ส่วนรูปแบบอื่นๆ ก็ยาก เพราะเดี๋ยวนี้ประชาชนมีกลุ่มต่างๆ ที่มีพลังพร้อมที่จะต่อต้านเสมอ”
อุทัย พิมพ์ใจชน
“ต้องคิดว่าทำอย่างไรจะไม่ให้เกิด (รัฐประหาร) ขึ้นอีก แล้วถ้าเกิดขึ้นจะทำอย่างไร เราคิดกันมานานแล้วเรื่องการต้านสิ่งที่จะมาแทรกแซงระบบประชาธิปไตย แต่เรายังทำอะไรที่เป็นรูปธรรมไม่มากพอ เราต้องทำให้มากขึ้น รวมถึงคิดประเด็นและช่องทางใหม่ๆ ในการเสริมสร้างหรือสนับสนุนการป้องกันรัฐประหารมากกว่าที่เป็นอยู่ ตัวอย่าง เช่น ทีวี วิทยุของทหารที่มีหลายช่องทาง เราก็ต้องมีช่องทางสื่อสารในการสนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยให้มากขึ้นไปด้วย เรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสร้างสื่อและช่องทางของฝ่าย ประชาธิปไตยขึ้นมาด้วย”
สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์
“ถ้าหากมีการเหนี่ยวรั้งโดยพลังอนุรักษ์นิยมอีกครั้งในอนาคต ขณะที่ประชาชนโตขนาดนี้ ก็ถือได้ว่าว่ามันเป็นการใช้ทุนในอนาคตเลย เหมือนคุณเล่นการพนันแล้วต้องกู้มาเล่น คุณไม่ได้เล่นจากสิ่งที่คุณมีในตอนนี้ให้หมดตัวนะ แต่คุณเอาอนาคตคุณมาเล่นเลย ผมคิดว่ามันอันตรายมาก”
สมบัติ บุญงามอนงค์

เนื้อหาในหนังสือประชาชนต้านรัฐประหาร …

"ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการรัฐประหารในประเทศไทย"
บทความโดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

"ถ้าไม่มีเดือนพฤษภา"
บทความโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ [หน้า ๔๗]

‘อุทัย พิมพ์ใจชน’ กับการต่อต้านรัฐประหาร ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔
บทสัมภาษณ์ อุทัย พิมพ์ใจชน [หน้า ๗๕]

‘สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์’ กับการต่อต้านรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔
บทสัมภาษณ์ สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ [หน้า ๘๙]

‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ กับการต่อต้านรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
บทบทสัมภาษณ์ สมบัติ บุญงามอนงค์ [หน้า ๑๐๙]

นวมทอง ไพรวัลย์ และ ๑๐๐ ปี แห่งความอ้างว้าง
บทความโดย วัฒน์ วรรลยางกูร [หน้า ๑๒๗]

เปิดชีวิต"มานพ"ซาเล้งชุดดำ-เล่าที่มาภาพถ่ายเดินถือปืน

ที่มา Thai E-News

 
ภาพที่ประชาธิปัตย์นำมาเผยแพร่บ่อยๆว่าชายชุดดำเป็นพวกเดียวกับเสื้อแดง

ภาพที่ศอฉ.นำมาเป็นหลักฐานจับกุมขังคุกชายชุดดำนานหลายเดือน

ชุดดำ? - นายมานพ ชาญช่างทอง ที่ถูกกล่าวหาเป็นชายชุดดำก่อการร้าย ในเหตุการณ์เสื้อแดง ชุมนุมเดือนพ.ค.2553 ปัจจุบันยังคงขับซาเล้งเก็บของเก่าขาย และอาศัยอยู่บ้านเพิงไม้ ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี

ที่มา ข่าวสด

เมื่อ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" เดินทางไปพบนายมานพ ชาญช่างทอง คนเก็บของเก่าขาย ซึ่งเป็นบุคคลในภาพที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าเป็นชายชุดดำ โดยพบว่านายมานพพักอาศัยอยู่ที่บ้านใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กับภรรยาและลูกๆ รวม 4 คน ภายในบ้านโทรมๆ ที่ปลูกขึ้นเอง ด้วยไม้เก่าแผ่นป้ายโฆษณา มาทำเป็นฝาบ้าน และสังกะสีเก่าๆ ที่เก็บได้มามุงหลังคา นอกจากนี้ ยังเลี้ยงเป็ดและปลูกผักไว้กินเอง และชาวบ้านใกล้เคียงส่วนใหญ่สงสารครอบครัวนายมานพ มักจะนำอาหารและขนมมาให้เป็นประจำ

นายมานพกล่าวว่าไปร่วมชุมนุมกับ นปช. ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.2553 เนื่องจากเห็นว่าประชาชนถูกกลุ่มอำมาตย์ปล้นประชาธิปไตยไป จึงต้องการไปทวงคืนกลับมา ทำหน้าที่เป็นการ์ดอาสาช่วยดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องเสื้อแดงที่มาชุมนุม เข้าเวรยามช่วงเที่ยงคืนถึงเช้า อีกทั้งทุกๆ วัน จะมีหน้าที่ซื้อหนังสือพิมพ์ให้แกนนำ เวลาที่เหลือก็จะเดินเก็บขวดน้ำ กระป๋องน้ำอัดลมในพื้นที่ชุมนุม เพื่อนำไปขายหารายได้ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 สถานการณ์ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศเริ่มตึงเครียด มีเฮลิคอปเตอร์โปรยใบปลิว และโยนแก๊สน้ำตาลงมา พอช่วงเย็นก็เริ่มมีเสียงปืนดังขึ้น


ซาเล้งเก็บของเก่ากล่าวต่อ ว่า ขณะนั้นทราบมาว่ามีกำลังทหารนำรถถังและรถหุ้มเกราะมาปิดล้อมพื้นที่ด้าน โรงเรียนสตรีวิทยา และแยกคอกวัว แกนนำประกาศบนเวทีขอกำลัง 5,000 คน ไปช่วยผู้ชุมนุมที่คอกวัว จึงเดินทางไปช่วย และใช้เวลาเดินทางนานมาก เนื่องจากทหารปิดถนนหลายสาย ไปถึงเที่ยงคืนกว่า และเสียงปืนก็เงียบลง เห็นกลุ่มทหารกว่า 30 นาย พร้อมอาวุธปืน ตกอยู่ในวงล้อมของผู้ชุมนุมที่บริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา เห็นท่าไม่ดีจึงประสานกับทางแกนนำว่าจะเอาอย่างไรกับทหารกลุ่มนี้ หากปล่อยไว้คงจะอันตราย

นายมานพกล่าวว่า จากนั้นก็เข้าไปพูดกับนายทหารผู้คุมกำลัง เพื่อขอปลดอาวุธทั้งหมด และจะพาออกไปอย่างปลอดภัย ทหารก็ยอม จึงเข้าไปปลดอาวุธ เป็นปืนทาโวร์ 4 กระบอก และเอ็ม 16 ก่อนจะนำปืนไปมอบให้แกนนำที่เวทีผ่านฟ้าฯ ระหว่างที่นําปืนออกมาก็มีช่างภาพหลายคนเข้ามาถ่ายรูป ขณะลำเลียงปืนไปที่เวที จนกระทั่งถูกกล่าวหาเป็นชายชุดดำ และจำเลยคดีก่อการร้าย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะถือปืนหลายกระบอกมายิงกับทหาร และก็ยิงปืนไม่เป็น ไม่เคยเป็นทหาร จึงขอความเป็นธรรมด้วย

"ในวัน เกิดเหตุ ผมใส่เสื้อดำ และสวมไอ้โม่งดำจริง เพราะเห็นคนอื่นใส่เท่ดี จึงใส่บ้างไม่ได้คิดร้ายอะไร และที่ใส่ถุงมือก็เพื่อไว้จับกระป๋องแก๊สน้ำตาที่ทหารโยนใส่ผู้ชุมนุมเท่า นั้น อีกทั้งไอ้โม่งดำคลุมหัว ก็เพราะเป็นคนหัวล้าน หากรู้มาก่อนว่าใส่ไม่ได้ก็คงไม่ทำ" นายมานพ กล่าว

นายมานพกล่าวอีก ว่า ส่วนวันที่ 19 พ.ค.2553 สถานการณ์ตึงเครียดทั้งวัน หลังแกนนำประกาศบนเวทียุติการชุมนุม และให้ผู้ชุมนุมไปหลบภายในวัดปทุมฯ ตนก็เข้าไปหลบอยู่ด้านในวัด ไม่ได้ออกมา แต่ได้ยินแต่เสียงปืนดังอยู่ด้านนอก และในวัดขณะนั้นก็มีคนถูกยิงบาดเจ็บและตายหลายสิบราย จนกระทั่งเช้าวันที่ 20 พ.ค.2553 ตำรวจนำกำลังเข้ามาช่วยพาตัวผู้ชุมนุมทั้งหมดออกจากวัดและพากลับบ้าน จากนั้นก็กลับที่พักย่านบางบัวทอง ไม่ได้หนีไปไหน และยังคงขับซาเล้งเก็บขวดกระดาษเหมือนเดิม

"หลังจากอยู่บ้านได้ 2 เดือน ก็มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกว่า 30 คน นำหมายจับคดีก่อการร้าย มาบุกจับผมถึงบ้าน นำตัวมาแถลงข่าว โดยจับตามภาพถ่ายขณะที่ผมสวมไอ้โม่ง และสะพายปืน ถูกข้อหาบุกโรงแรมเอสซีปาร์ค ทั้งๆ ที่ไปโรงแรมยังไม่ถูกเลย ผมพยายามอธิบายแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ลองคิดดูหากเป็นชายชุดดำ หรือผู้ก่อการร้ายจริง ผมจะมานั่งเก็บขยะอยู่แบบนี้หรือ หลังถูกจับก็ต้องอยู่ในคุกนานหลายเดือน จนกระทั่งมีผู้ใหญ่นำเงิน 600,000 บาท มาช่วยประกันตัวออกมา ทุกวันนี้ผมก็ยังเก็บขยะขาย รายได้เฉลี่ย 2-3 วัน ประมาณ 300 บาท" นายมานพกล่าว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/09/55 อุปถัมภ์สีขาว...อุปถัมภ์สีเลือด

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




รัก เคารพ นับถือ ผิดหรือนี่?
ถึงโจมตี ใส่ไคล้ ไม่สร้างสรรค์
แสนสมเพช พวกผีบ้า ด่าเอามัน
หวังฟาดฟัน ให้ดับดิ้น สิ้นราคา....

แค่บอกว่า มีวันนี้ เพราะพี่ให้
พวกชั่วๆ แทบขาดใจ ไล่อิจฉา
แ่ค่ติดดาว ใครตายไหม ใยโห่ฮา
ยังมีหน้า มาปลุกปั่น จนฟั่นเฟือน....

อุปถัมภ์ สีขาว เรื่องราวสวย
งดงามด้วย ความจริงใจ หาใดเหมือน
คือความรัก ประจักษ์ใส ไม่บิดเบือน
พวกเลอะเลือน กลับแค้น-คลั่ง สุดฝังใจ....

อุปถัมภ์ สีดำ อำมหิต
กี่ชีวิต มันฆ่าเข่น เคยเห็นไหม
จากวันนั้น ถึงวันนี้ ฝีมือใคร
ที่มัน"ดัน" คนจัญไร ให้ฆ่าคน....

เพราะจิตใจ หมกมุ่น วุ่นอคติ
ไม่แยกแยะ ชั่วดี มีเหตุผล
คนทำงาน กลับแทบม้วย ด้วยเล่ห์กล
คนสัปดน กลับอุ้มชู เอ็นดูมัน....

๓ บลา / ๑๐ ก.ย.๕๕