WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 12, 2012

คปก.ออกหลักเกณฑ์สนับสนุนร่างกฎหมายประชาชน

ที่มา ประชาไท

 

ครอบคลุมตั้งแต่วิธีการจัดทำร่างกฎหมาย การเข้าร่วมในการจัดทำร่างกฎหมาย การสนับสนุนการศึกษาวิจัย  การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การสนับสนุนการเผยแพร่ร่างกฎหมาย
11 กันยายน 2555 – คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.)ได้ออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้คำ ปรึกษาและสนับสนุนในการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ.2555เพื่อการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการในการร่างกฎหมายของ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
ในการดำเนินการสนับสนุนการร่างกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จะประกอบด้วย 1.ให้ข้อเสนอแนะวิธีการจัดทำร่างกฎหมาย บันทึกหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ และเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ 2.เข้าร่วมในการจัดทำร่างกฎหมาย 3.สนับสนุนการศึกษาวิจัย ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่า การร่างกฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาข้อมูล หรือองค์ความรู้เพิ่มเติม 4.ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของผู้ขอรับการสนับสนุน 5.สนับสนุนการเผยแพร่ร่างกฎหมายของประชาชนต่อสื่อสารสาธารณะ และ 6.เรื่องอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุนการร่างกฎหมายจะกระทำเมื่อปรากฏว่า เป็นกฎหมายที่มีหลักการเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยหรือแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐหรือที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการขอรับการสนับสนุนในการร่างกฎหมายนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนหรือผู้แทนองค์กรเอกชน ซึ่งได้ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ขอรับการปรึกษาและการสนับ สนุนในการร่างกฎหมายเป็นที่ประจักษ์ ประสงค์จะขอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายสนับสนุนการร่างกฎหมาย ต้องแต่งตั้งตัวแทนผู้ยื่นคำขอ จำนวนไม่น้อยกว่าสองคน โดยอาจแสดงให้เห็นถึงการประสานงานกับเครือข่ายในการดำเนินการเสนอกฎหมายด้วย และต้องยื่นคำขอนั้นตามแบบ คปก.ขช.๒ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาพปัญหาและความจำเป็นในการปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย  สรุปสาระสำคัญและหลักการของกฎหมายที่ต้องการเสนอปรับปรุงและแก้ไขประชาชนผู้ มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้แทนองค์กรเอกชนราย สามารถยื่นคำขอนั้นตามแบบ คปก.ขช. ๑ ต่อสำนักงานฯหรือยื่นคำขอด้วยตนเอง ทางจดหมาย ทางโทรศัพท์ ทางโทรสาร  สื่ออิเล็กทรอนิกส์  โดยดาวน์โหลดแบบคำขอรับคำปรึกษาในการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือก ตั้งได้ทางเว็บไซต์คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย www.lrct.go.th หรือติดต่อขอรับแบบคำขอรับคำปรึกษาในการร่างกฎหมายได้โดยตรงที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในวันและเวลาราชการ


AttachmentSize
ระเบียบ_คปก._ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ....pdf231.55 KB

กำแพงกั้นน้ำจ.สุโขทัยพัง นายกปูลงพท.กระทันหัน

ที่มา thaifreenews


         แหล่ง ข่าวที่ประชุม ครม.เผยว่า ในการประชุม ครม.นายปลอดประสพได้สรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สุโขทัย และพื้นที่ภาคเหนือ ว่า เนื่องจากน้ำไหลทะลุกำแพงด้านล่างที่เกิดจากก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ไมใช่ความผิดของใคร ในขณะที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้กล่าวในที่ประชุมว่า เมื่อช่วงเช้านายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ จ.สุโขทัยแล้ว ทันทีที่นายยงยุทธพูดจบ บรรดารัฐมนตรีต่างพากันหัวเราะ ขณะที่นายกฯ ได้เพียงแต่ยิ้มๆ ซึ่งนายยงยุทธยังกล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมกำลังลงไปในพื้นที่น้ำท่วมแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนนายกฯ ลงพื้นที่วันที่ 13 ก.ย. ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย
    มีรายงานอีกว่า ในการประชุม กบอ.เมื่อวันที่ 10 ก.ย. นายกฯ ได้แสดงความไม่พอใจถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ถึงกับกล่าวกลางที่ประชุมว่า ทำไมไม่มีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ภาพที่สื่อนำออกมาเผยแพร่สถานการณ์หนักมากแล้ว เหมือนท่วมทั้งประเทศแล้ว ทำไมยังไม่รายงานเรื่องนี้เลย

นายกยิ่งลักษณ์เดินทางลงพท.น้ำท่วมกระทันหัน

รายงานข่าวจากคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า 
การตัดสินใจลงพื้นท่ีจังหวัดภาคเหนือตอนล่างนั้น 
เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาแบบเดียวกับจ. สุโขทัย 
อีกทั้งในการประชุมกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย ( กบอ.)  
เม่ือวันที่  10 กย. ท่ีผ่านมานายกรัฐมนตรี 
ไม่พอใจอย่างมากกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่สุโขทัย 
แต่ผู้ว่าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กลับไม่มีใครรายงาน มีแต่สื่อเท่านั้นที่รายงานสถานการณ์ 
จึงตัดสินใจลงพื้นที่เพื่อไปส่ังการด้วยตัวเอง 
อีกทั้งถูกโจมตีอย่างมากว่าไม่ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม

10คำถา่มฮาร์ดคอร์ต่ออริสมันต์6ปี19กันยา49

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กันยายน 2555

Q:จะครบรอบ6ปีรัฐประหาร 19 กันยา 2549 แล้ว อยากพูดอะไรเกี่ยวกับรัฐประหารบ้าง?

A:พอดีผมไปบวชมา ก็มีข้อสรุปว่าทุกฝ่ายทั้งกองทัพ อำมาตย์ นักการเมือง สื่อ และทุกฝ่ายหากมีพรหมวิหาร4 คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญหาบ้านเมืองจบครับ

Q:คุณเ้คยพูดไว้ว่าหากเกิดปฏิวัติรัฐประหารให้ประชาชนต่อต้านด้วยการเตรียมน้ำมันใส่ขวดละลิตร คุณยังยืนยันเหมือนเดิมไหม?

A:คือที่ผมพูดมันเป็นโวหารสำนวนครับ หากจะเอาจริงเอาจังกับคำพูดผมขนาดนั้น ทำไมไม่ลองจริงจังกับคำพูดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พูดว่า"จะประชาชนแสนคนหรือคนเดียวหากแสดงความไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็ควรฟัง" นั่นเป็นคำพูดของคนระดัีบนายกรัฐมนตรีนะครับ พอคนออกมาประท้วงเป็นแสนเป็นล้าน ไม่เห็นฟัง ทำไมสังคมไม่ไปเอาเรื่องกับคนพูดแบบนั้นบ้าง

Q:งั้นถามใหม่ หากเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง คุณจะออกมาต่อต้านไหม หรือวางเฉย

A:ก็เรื่องมันยังไม่เกิด ผมจะไปตอบอะไรได้ แต่หากมันเกิดจริง ผมว่าต้องเจอทีเด็ดแน่ แต่ทีเด็ดอย่างไร ผมไม่ขอบอก

Q:คุณจะสนับสนุนให้ประชาชนต่อต้านการรัฐประหารไหม หากเกิดแบบ19กันยายน49อีก?

A:ผมว่าประชาชนควรมีสิทธิที่จะต่อต้าน เพื่อพิทักษ์รักษาประชาธิปไตย แต่กติกาต่างๆยังไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนลุกออกมาต่อสู้เท่าไหร่..

ผมอยากให้เกิดเรื่องต่อไปนี้นะ อยากเห็นศาลทั้ง3ศาล ชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ออกมาประกาศเลยว่า ต่อไปนี้จะไม่ยอมรับอำนาจของคณะปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว จะไม่ยอมรับว่าหากใครยึดอำนาจทำรัฐประหารสำเร็จจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐาธิปัตย์ เท่านี้ก็จะทำให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยสามารถที่จะออกมาทัดทานต่อต้านการ ทำรัฐประหารได้อย่างเต็มที่

ผมอยากเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ

Q:ชีัวิตของคุณทุกวันนี้เป็นอย่างไร หากย้อนกลับไปได้คุณยังจะทำแบบที่สื่อกระแสหลักเรียกคุณว่าเป็นฮาร์ดคอร์อีกหรือไม่?

A:เมื่อ20ปีก่อนผมเป็นนักร้องเพลงพ็อพที่คนเรียกว่าเป็นคนร้องเพลงได้ โรแมนติกที่สุด คนก็อยากเห็นผมเป็นแบบนั้น ต่อมาผมมาทำงานการเมืองเป็นส.ส.ออกมาต่อต้านการรัฐประหารของคมช.สื่อก็เรียก ว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์ ความจริงผมแค่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

Q:แต่คุณก็มีพฤติการณ์หลายอย่างว่าเป็นฮาร์ดคอร์นะ อย่างตอนการชุมนุมตอนสงกรานต์ปี2552คุณก็พาม็อบบุกโรงแรมที่ประชุมAPECจนการ ประชุมล่มลงไม่เป็นท่า

A:ตอนนั้นคนเสื้อแดงอยากไปฟ้องต่อที่ประชุมAPECว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีที่ มาไม่ชอบธรรม ฝ่ายรัฐบาลก็หาคนใส่เสื้อสีน้ำเงินมาทำร้ายคนเสื้อแดงปางตาย ผมก็ไปช่วย เมื่อคนเสื้อแดงแสดงความไม่พอใจจะเข้าไปในโรงแรมที่ประชุมAPEC ผมก็ไปห้ามปรามว่าอย่าทำให้เกิดความรุึนแรง ก็กลายเป็นการเสนอข่าวว่าผมพาพวกบุกล้มการประชุม

Q:มีข่าวว่าคุณพยายามขัดขืนการจับกุมของเจ้่าหน้าที่ในตอนสงกรานต์ปี52

A:ก็บุกมาเป็น200-300คนที่บ้านผม นำตัวผมไปขึ้นฮ.บอกจะพาไปที่หนึ่งแล้วจะไปอีกที่ ผมนั่งฮ.ไปกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ตอนนั้นมีนายตำรวจนายหนึ่งมาควบคุมตัวผมไป เขามีประวัติเรื่องวิสามัญฆาตกรรม ผมก็กลัวโดนวิสามัญก็เลยเอาวะ หากจะตายก็คงต้องสู้กันซักตั้ง ก็ต่อสู้่ตำรวจบนฮ. จนตำรวจบอกว่าพอแล้ว และคุณจตุพรก็ห้ามว่าตำรวจจะพาฮ.ลงแล้ว ผมก็เลยให้ดำเนินคดี

Q:ในการชุมนุมปี2553คุณมีพฤติการณ์ฮาร์ฺดคอร์มากทั้งบุกสภา ทั้งหลบหนีที่โรงแรมSC PARK

A:ที่สภานี่คือคนเสื้อแดงไปชุมนุมหน้าสภา มันมีคนโยนระเบิดมาใส่2ลูก เราเลยขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมตัวแล้วก็ไปเจอส.ส.ประชาธิปัตย์ รายหนึ่งมีปืนเอ็ม16เราก็ขออาวุธปืนจะได้ไม่เกิดเหตุรุนแรง ผมไประงับความรุนแรงก็กลายเป็นผมนิืยมความรุนแรงไป

ตอนที่ผมหลบหนีที่โรงแรมSC PARKแล้วโรยตัวหนีลงมา มีพี่น้องมวลชนเสื้อแดงไปช่วย และเราได้ขอคุมตัวตำรวจไว้ ก็เพราะมีการยิงเข้ามาในห้องพักผม มีระเบิดเข้ามา ผมก็หนีออกมาได้และก็ต้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผมไปส่งเวทีชุมนุมราช ประสงค์ ไม่ได้ให้เป็นตัวประกัีนอะไรเลย ก็หาว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์

Q:ตอน19พฤษภา53ทำไมคุณไม่ยอมเข้ามอบตัวกับแกนนำคนอื่น แต่กลับหนี...

A:มันมีข่าวหนาหูมากว่า เขาจะจับตายผม อ้างว่าเป็นคำสั่งจากระดับสูง จริงหรือเท็จไม่ทราบ ผมก็เลยหลบหนีไปลี้ภัยในต่างประเทศ และเมื่อมีการเลือกตั้งเรียบร้อยผมก็กลับมา และได้ประสานงานสายตรงไปยังผู้ใหญ่ระัดับสูงว่า เข้าใจผมผิดทั้งนั้น ผมเป็นเพียงต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาธิปไตย ผู้ใหญ่ก็เข้าใจผมก็กลับมาต่อสู้ในประเทศ

Q:6ปีหลังรัฐประหาร19กันยา49ประเทศเรามีบทเรียนอะไรบ้าง..

A:ประชาชนไทยหูตาสว่างขึ้นมาก แต่อำมาตย์ยังไม่มีบทเรียนอะไร พวกเขายังอยากให้ประเทศให้ประชาชนเหมือนเดิม แต่ประชาชนไม่เหมือนเดิมอีกต่ิอไปแล้ว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/09/55 ไฟใต้จะดับด้วย น้ำใจหรือน้ำลาย....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ไฟใต้ระอุ ปะทุโถม โหมกระหน่ำ
วิกฤติซ้ำ ร้อนเร่า ถูกเผาผลาญ
ชนถูกฆ่า ถูกเชือด อย่างเดือดดาล
หลายปีผ่าน ยังลุกไหม้ ไฟลุกโชน....

ผ่านมากี่ ยุคสมัย ไฟไม่ดับ
ความย่อยยับ ทับบดขยี้ จนปี้ป่น
แผ่นดินแยก แตกเป็นเสี่ยง เยี่ยงเมืองโจร
ต้องทุกข์ทน ทรมาร มานานปี....

คนบางกลุ่ม มันคุดคู้ อยู่เบื้องหลัง
ยังเพ้อคลั่ง สร้างวุ่นวาย ไม่หน่ายหนี
เป็นเงื่อนไข ให้สั่งฆ่า ตามราวี
ลืมชั่วดี สร้างหายนะ ไม่ละเว้น....

ส่งน้ำใจ จากทั่วถิ่น แผ่นดินสยาม
ชนทุกนาม ร่วมส่งใจ ที่ได้เห็น
ให้เมืองใต้ ผ่องแพ้ว แล้วร่มเย็น
มีรอยยิ้ม ดั่งเคยเป็น ไม่เว้นวัน....

แม้พวกชั่ว ขัดแข้งขา อย่าหวั่นไหว
พวกอัปรีย์ คิดจัญไร ไม่สร้างสรรค์
ไม่ร่วมมือ ไม่ช่วยแก้ ช่างแม่..มัน
"เรา" เชื่อมั่น เดินหน้าช่วย ด้วย"น้ำใจ"....

๓ บลา / ๑๒ ก.ย.๕๕

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/09/55 อารมณ์ด้านมืด....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เพราะตัวตน วิปริต จิตอคติ
อย่าได้ริ เสนอหน้า มาเทียบชั้น
ต่อมอิจฉา ที่ถาโถม เข้าโรมรัน
ปากคอสั่น น่าสมเพช สุดเวทนา....

พี่ๆ น้องๆ บินพบกัน สัมพันธ์แน่น
ตัวกลับแค้น อกสั่น หวั่นผวา
ใครพบใคร ใยโมโห ทำโกรธา
เสนอหน้า มาเพ้อพร่ำ ทำอัปรีย์....

เผยทาสแท้ คนสามานย์ สันดานถ่อย
พูดตอดเล็ก ตอดน้อย ด้อยศักดิ์ศรี
แถมยังมัว คิดสับสน ว่าตนดี
คุณค่ามี แค่เศษดิน สิ้นราคา....

สั่งปราบฆ่า ประชาชน ทุกคนเห็น
ยังหน้าเป็น ทำเลอะเลือน เห่าเหมือนหมา
แถมค่อนขอด สัปดน คนระอา
ทั้งถูกด่า ถูกไล่ ไม่สำนึก....

คืออารมณ์ คนจัญไร ในด้านมืด
เผยกำพืด ของตนไว้ ไม่รู้สึก
น้ำตาตก หนาวเหน็บ เพราะเจ็บลึก
กรรมตกผลึก ถึงทรราช พวกฆาตกร....

๓ บลา / ๑๑ ก.ย.๕๕

'ประยุทธ์'โวความสำเร็จยิ่งใหญ่ 80 อาร์เคเคเข้ามอบตัว

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 12 กันยายน 2555 >>>






“ประยุทธ์” โวความสำเร็จยิ่งใหญ่ 80 อาร์เคเคเข้ามอบตัว เผยบางรายมีชื่อในทำเนียบโจรใต้ เชื่อแกนนำกดหัวไม่ให้มอบตัว ขณะประกาศลั่นทหารไม่ใช่พยาธินั่งรองาน ยันกองทัพทำงานตามยุทธศาสตร์ เลือกตั้งผู้ว่าฯภาคใต้ต้องถกผลได้-ผลเสีย...

วันที่ 11 ก.ย. ที่วิทยาลัยการทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เสนอการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ว่า เป็นเรื่องทางการเมือง ตนไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ต้องดูว่าเป็นไปได้และประชาชนต้องการอย่างไร ถ้ามองด้านความมั่นคงจะมีผลดีผลเสียคุ้มหรือไม่ที่จะเลือกตั้งผู้ว่าฯ ตนไม่ขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร แต่ในฐานะที่ดูแลงานด้านความมั่นคงทุกอย่างสามารถทำได้แต่ต้องมีทุกมาตรการ ป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งต้องทำทุกวิถีทางไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้

เมื่อถามถึง แกนนำกลุ่มอาร์เคเคจะเข้ามอบตัวกับ แม่ทัพภาคที่ 4 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นความก้าวหน้าที่พูดไม่ได้ซึ่งเราพูดคุยมาตลอดขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะดูแล ผู้ก่อการร้ายได้แค่ไหนทั้ง 80 คน เจ้าหน้าที่แสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นเขาจึงออกมามอบตัว ส่วนอีกฝ่ายพยายามกดดันไม่ให้คนกลุ่มนี้มอบตัวจึงใช้ความรุนแรงเข้ามาสู้กัน อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และเรื่องอื่นๆ คงตามมา

“สิ่งที่เกิดขึ้นทำมาหลายปีจนกว่าเขาจะเชื่อใจทั้งในเรื่องคดีและอื่นๆ ผมกังวลแทนเขาเพราะการที่เขาออกมาต้องดูกฎหมายมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงฯจะสามารถดูแลได้แค่ไหน ซึ่งแตกต่างกับ 66/23 ซึ่งเป็นการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อมีคำสั่ง 66/23 ออกมาสามารถยกความผิดให้ได้ แต่เหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้เป็นพลเรือนที่เสียชีวิต ทั้งไทยพุทธไทยมุสลิมซึ่งมีกฎหมาย ป.วิอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องและเราต้องการให้คนกลุ่มนี้ออกมา ส่วนโทษทัณฑ์ค่อยว่ากัน ต้องพอใจกันทุกฝ่ายรวมถึงการดูแลความปลอดภัยทั้ง 80 คน สิ่งที่เราทำมา 7 ปีถือว่าเป็นการเริ่มต้น” ผบ.ทบ. กล่าว

เมื่อถามว่า กลุ่มคนทั้ง 80 คนเป็นตัวจริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบแล้วมีทั้งรายชื่อในคดี ป.วิอาญาและที่อยู่ในทำเนียบกำลังรบผู้ก่อความไม่สงบคงต้องพิสูจน์ว่าใช่ หรือไม่ เพื่อแสดงความจริงใจต่อกัน อย่าไปกังวล ถ้าไม่ใช่เขาจะมามอบตัวทำไม ที่ผ่านมาตรวจสอบยากเพราะเขาอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าถูกหลอกจริงหรือไม่ เมื่อถามว่า หากเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 จะกระทบต่อการแก้ไขปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กองทัพบกทำงานด้วยระบบไม่ใช่ตัวบุคคล ตัวบุคคลเป็นเพียงตัวขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ใครที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องมีความสามารถ ตนไม่ได้เก่งกาจอะไรแต่สามารถขับเคลื่อนได้ซึ่งไม่มีใครทำได้ดีที่สุด การทำงาน ไม่ใช่ว่าวันนี้คิดจะทำอะไรเหมือนพยาธิในท้องพอตื่นขึ้นมาคนกินอะไรลงไปบ้าง ก็กินตาม ทหารไม่ใช่พยาธิพอตื่นขึ้นมาแล้วถามว่าต้องทำอะไรเราทำงานตามแผนงานตาม ยุทธศาสตร์

นักการเมืองแนะรัฐยก ‘นาทวี’ เป็นจังหวัดใหม่ชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

 
เวทีนักเมืองชายแดนใต้ แนะรัฐตั้งยกฐานะ ‘นาทวี’ ตั้งเป็นจังหวัด รวม 4 อำเภอชายแดนของสงขลา จี้ ปปง.สอบให้ชัดโรงเรียนศาสนาไหนให้เงินหนุนก่อการร้าย ติงอย่าสร้างบรรยากาศให้ระแวง เสนอรัฐตั้งเกณฑ์ซื้อที่ชายแดนใต้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 กันยายน 2555 ที่ห้องปาหนัน โรงแรมปาร์ควิว อ.เมือง จ.ยะลา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดสานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและทางออกระหว่างนักการเมืองชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 8 เพื่อเดินหน้าสู่สันติสุขที่มั่นคง มีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วม 5 คน ได้แก่ นายเด่น โต๊ะมีนา นายนัจมูดดิน อูมา อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคมาตุภูมิ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
จากนั้นเวลา 13.00 น. นายเด่น พร้อมกับนายประเสริฐ เป็นตัวแทนแถลงข้อสรุปจากการสานเสวนา ซึ่งมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เสนอให้ยกฐานะอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นจังหวัดนาทวี โดยรวมอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี ของจังหวัดสงขลา รวมเป็นจังหวัดนาทวี เนื่องจากปัจจุบันอำเภอนาทวี หน่วยงานราชการระดับจังหวัดรองรับอยู่แล้ว เช่น ศาลจังหวัดนาทวี สำนักงานอัยการจังหวัดนาทวี สำนักงานขนส่งจังหวัดนาทวี ราชทัณฑ์จังหวัดนาทวี เป็นต้น
2.เสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนเป็นเฉพาะรายสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากตรวจสอบพบว่านำเงินไปใช้ที่ผิดกฎหมาย
“การที่ปปง. แถลงข่าวว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนำเงินไปใช้ในการก่อการร้ายนั้นจะทำ ให้เกิดบรรยากาศหวาดระแวงมากว่าที่ทำให้บรรยากาศที่ดี เพราะโรงเรียนเอกสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับเงินบริจาคจากทั้งใน และต่างประเทศมาใช้ในประโยชน์ในการศึกษา และเกรงว่าจะถูกเพ่งเล็งทั้งๆ ที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง” นายเด่น แถลง
ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.เปิดแถลงข่าวในประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 ที่สำนักงาน ปปง. กรณี คณะกรรมการ ปปง.มีมติยึดทรัพย์นายอุเซ็ง ปุโรง เจ้าของโรงเรียนอิสลามบูรพา จังหวัดนราธิวาส กับพวก รวม 3 รายการ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และให้อัยการส่งฟ้องศาล พร้อมกับแถลงว่า กำลังจับตาโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนา 2-3 แห่ง นำเงินมาใช้ผิดประเภท โดยสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
3.ตามที่รัฐบาลตั้งงบประมาณ 1,200 ล้านบาท สำหรับซื้อและจำนองที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ที่ประชุมเห็นว่า การรับซื้อที่ดินควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น พยายามไม่ให้คนอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ ให้ประชาชนได้รับราคาขายที่ดินที่เป็นธรรม เป็นต้น อีกทั้งรัฐบาลควรตั้งเกณฑ์ที่รัดกุมในการรับซื้อที่ดิน โดยไม่เลือกปฏิบัติทั้งด้านเชื้อชาติและศาสนา อนึ่ง รัฐบาลควรตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ให้เพียงพอ

Tuesday, September 11, 2012

นักการเมืองแนะรัฐยก ‘นาทวี’ เป็นจังหวัดใหม่ชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

 

เวทีนักเมืองชายแดนใต้ แนะรัฐตั้งยกฐานะ ‘นาทวี’ ตั้งเป็นจังหวัด รวม 4 อำเภอชายแดนของสงขลา จี้ ปปง.สอบให้ชัดโรงเรียนศาสนาไหนให้เงินหนุนก่อการร้าย ติงอย่าสร้างบรรยากาศให้ระแวง เสนอรัฐตั้งเกณฑ์ซื้อที่ชายแดนใต้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 กันยายน 2555 ที่ห้องปาหนัน โรงแรมปาร์ควิว อ.เมือง จ.ยะลา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดสานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและทางออกระหว่างนักการเมืองชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 8 เพื่อเดินหน้าสู่สันติสุขที่มั่นคง มีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วม 5 คน ได้แก่ นายเด่น โต๊ะมีนา นายนัจมูดดิน อูมา อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคมาตุภูมิ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
จากนั้นเวลา 13.00 น. นายเด่น พร้อมกับนายประเสริฐ เป็นตัวแทนแถลงข้อสรุปจากการสานเสวนา ซึ่งมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เสนอให้ยกฐานะอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นจังหวัดนาทวี โดยรวมอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี ของจังหวัดสงขลา รวมเป็นจังหวัดนาทวี เนื่องจากปัจจุบันอำเภอนาทวี หน่วยงานราชการระดับจังหวัดรองรับอยู่แล้ว เช่น ศาลจังหวัดนาทวี สำนักงานอัยการจังหวัดนาทวี สำนักงานขนส่งจังหวัดนาทวี ราชทัณฑ์จังหวัดนาทวี เป็นต้น
2.เสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนเป็นเฉพาะรายสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากตรวจสอบพบว่านำเงินไปใช้ที่ผิดกฎหมาย
“การที่ปปง. แถลงข่าวว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนำเงินไปใช้ในการก่อการร้ายนั้นจะทำ ให้เกิดบรรยากาศหวาดระแวงมากว่าที่ทำให้บรรยากาศที่ดี เพราะโรงเรียนเอกสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับเงินบริจาคจากทั้งใน และต่างประเทศมาใช้ในประโยชน์ในการศึกษา และเกรงว่าจะถูกเพ่งเล็งทั้งๆ ที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง” นายเด่น แถลง
ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.เปิดแถลงข่าวในประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 ที่สำนักงาน ปปง. กรณี คณะกรรมการ ปปง.มีมติยึดทรัพย์นายอุเซ็ง ปุโรง เจ้าของโรงเรียนอิสลามบูรพา จังหวัดนราธิวาส กับพวก รวม 3 รายการ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และให้อัยการส่งฟ้องศาล พร้อมกับแถลงว่า กำลังจับตาโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนา 2-3 แห่ง นำเงินมาใช้ผิดประเภท โดยสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
3.ตามที่รัฐบาลตั้งงบประมาณ 1,200 ล้านบาท สำหรับซื้อและจำนองที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ที่ประชุมเห็นว่า การรับซื้อที่ดินควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น พยายามไม่ให้คนอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ ให้ประชาชนได้รับราคาขายที่ดินที่เป็นธรรม เป็นต้น อีกทั้งรัฐบาลควรตั้งเกณฑ์ที่รัดกุมในการรับซื้อที่ดิน โดยไม่เลือกปฏิบัติทั้งด้านเชื้อชาติและศาสนา อนึ่ง รัฐบาลควรตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ให้เพียงพอ

จัดบายศรีเอิ้นขวัญ อดีตนักโทษ ม.112

ที่มา ประชาไท

 

วานนี้(9 ก.ย.55) เวลา 13.00 น. ที่บริเวณบาทวิถี หน้าศาลอาญา รัชดา กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ และแนวร่วมเสื้อแดง ประมาณ 400 คน จัดกิจกรรม “บายศรี เอิ้นขวัญ รับเพื่อน 112 กลับสู่เสรี” เพื่อให้กำลังใจ 3 อดีตผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัว ประกอบด้วย สุชาติ นาคบางไทร หรือ นายวราวุธ (สงวนนามสกุล) นายสุริยันต์ (สงวนนามสกุล) และนายณัฐ (สงวนนามสกุล) นอกจากพิธีบายศรีแล้ว ยังมีกิจกรรมกล่าวปราศรัยและการแสดงดนตรีให้กำลังใจอีกด้วย
ในงานดังกล่าวยังมี นางรสมาลิน หรือ ป้าอุ๊ ภรรยานายอำพล หรือ อากง SMS ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมฯ ที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี และเสียชีวิตในเรือนจำ พร้อมทั้งนางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยา นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และนางแต้ม มารดาของนายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และมาตรา 112 มาร่วมกิจกรรมด้วย
ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธุ์ ผู้ประสานงานกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุผลในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า “เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้เหยื่ออธรรม มาตรา 112 และเปิดโอกาสให้ผู้รักความเป็นธรรมได้ร่วมเยียวยาเหยื่ออธรรมเหล่านี้ เพราะคาดว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล เพราะผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 นี้ ได้ถูกรัฐบาลแบ่งแยกกีดกันออกจากกลุ่มนักโทษการเมืองและเหยื่อจากการกระทำ ของรัฐมาตลอด ประชาชนจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์พวกเขาด้วยตัวเองไปก่อน”
ผู้ประสานงานกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลยังย้ำด้วยว่า นอกจากเหยื่ออธรรม มาตรา 112 จะมีขวัญและกำลังใจในการก้าวสู่สังคมนอกเรือนจำแล้ว ทางกลุ่มฯ ยังหวังให้สังคมได้รับรู้ถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อผู้ถูกกล่าวหา เหล่านี้ ว่าพวกเขาถูกตัดสินว่าผิดโดยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองอันสืบเนื่องจากการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เช่นเดียวกับคดีอื่นๆ ซึ่งต้องได้รับความเป็นธรรมและได้รับการเยียวยาจากรัฐ
ภาพบรรยากาศกิจกรรม :
ป้าอุ๊ ภรรยานายอำพล หรือ อากง SMS
3 อดีตผู้ต้องขัง
ป้าแต้ม มารดาของนายสุรภักดิ์ และ น.ส.จิตรา คชเดช ร่วมผู้ข้อมือ สุชาติ นาคบางไทร อดีตผู้ต้องขัง ม.112

หลากความเห็น Pat(t)ani Peace Process เมื่อ ‘คนใน’ ต้องเป็น ‘ตัวกลาง’ สร้างสันติภาพ

ที่มา ประชาไท

 

แม้การสนทนาพิเศษ "กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทอาเซียน" ll Session 9: Special Discussion “Pat(t)ani Peace Process in ASEAN Context” ในการประชุมวิชาการนานาชาติรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสันติศึกษาในบริบทอาเซียน ผ่านไปแล้วหลายวัน ทว่าแรงกระเพื่อมจากงานนี้ ใช่ว่าจะหมดลง เมื่อคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “คนใน” ต่างออกมาแสดงความเห็นต่อ “พื้นที่กลาง” อันเป็นประเด็นหัวใจของงาน ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
เป็นการแสดงความเห็นในฐานะที่พวกเขาอาจจะต้องออกมาแสดงบทบาทนำในการเป็น ตัวกลางที่เป็นคนใน ในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ละคนมองกระบวนการนี้อย่างไร พวกเขาคาดหวังกับมันอย่างไร
เสียงจากฝ่ายรัฐ “ทุกคนคือพลัง”
เริ่มจาก ตัวแทนภาครัฐ อย่าง นายอุดร น้อยทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ที่มองว่า Pat(t)ani Peace Process หรือ PPP เป็นเรื่องของการพูดคุย ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีและเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด การนำเสนองานวิจัย ซึ่งภาครัฐควรเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนนี้ให้มากขึ้น เพื่อดูว่าสามารถปรับใช้กับนโยบายของรัฐได้มากน้อยแค่ไหน
“แต่การพูดคุยเพื่อสันติภาพนั้น จะมีผลมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติในเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ด้วย”
ขณะที่ทหารระดับสูงนายหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มองว่า ในกระบวนการสันติภาพปาตานี จะทำอย่างไรที่จะนำผู้แสดงทุกภาคส่วนมานั่งคุย ทำความเข้าใจกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ขัดแย้งเสมอไป ทั้งเด็ก ครู โต๊ะอิหม่าม อุสตาซ (ครูสอนศาสนาอิสลาม) พ่อค้า แม่ค้า และทุกคนยอมรับในแนวทางนี้
“ที่สำคัญ Peace Process จะไม่เกิดขึ้นได้เลย ถ้าคนที่ได้รับกระทบจากความไม่สงบไม่ออกมาพูดเอง” นายทหารคนเดิม ระบุ พร้อมกับเสริมว่า
Peace Process คือ ทุกคนต้องมารวมพลังกัน ซึ่งแน่นอนว่าคู่ขัดแย้งยังไม่เข้ามาร่วม จึงต้องนำคนที่อยู่แวดล้อมของความขัดแย้งมาคุยกันก่อน จากนั้นก็จะค่อยๆ ดึงเข้ามา
นายทหารคนนี้ ให้แง่คิดว่า จะทำอย่างไรที่จะนำความสวยงามให้ไปอยู่ในทีเดียวกับความขัดแย้ง ถ้ายังแยกกันอยู่มันก็ยากที่จะได้มาพูดกัน หลายคนบอกว่า ทหารมาเพื่อให้เกิดความสงบ แต่อีกมุมหนึ่งบอกว่า ทหารมาสร้างความขัดแย้ง ทั้งที่ทหารพยายามที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น
“ผมเป็นคนอีสาน เห็นคนชายแดนใต้มีความเป็นพี่น้องกันมีมาก พี่น้องต้องลุกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากความไม่สงบเกิดขึ้นกับพวกเราอย่างไร และไม่มีใครที่จะทำให้เกิดสันติภาพได้ นอกจากพวกเราเอง ซึ่งจะใช้เวลานานแค่ไหน ก็อยู่ที่พวกเราเองนั่นแหละ”
ทหารคนนี้ บอกว่า พลังในการแก้ปัญหาอยู่ที่คนในพื้นที่ที่จะต้องมาช่วยกัน คนนอกเป็นเพียงผู้จัดกระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น แต่พลังมาจากภายใน เช่น ให้กลุ่มนักศึกษาในพื้นที่ขึ้นมามีบทบาทนำและต้องมีกระบวนการอะไรบ้าง เป็นต้น
“เส้นทางนี้ยังอีกยาวนานกว่าจะได้สันติภาพ เพราะเป็นปัญหาที่มาจากความรู้สึกที่สะสมมายาวนาน นานเกินกว่าที่จะบอกได้ว่า ก้าวไปเพียงสามก้าวแล้วจะสำเร็จ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องอดทน เพราะมันไม่มีทางลัดที่จะนำไปสู่สันติภาพได้เร็วๆ”
นโยบายแบบ Top Down แก้ปัญหาไม่ได้
ส่วนนายตำรวจหนุ่ม อย่าง ร.ต.ท.นิยม กาเซ็ง พนักงานสอบสวน แห่งสถานีตำรวจภูธร (สภ.)เขาขาว อ.ละงู จ.สตูล ในฐานะนักศึกษาปริญญาโทสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกว่า ค่อนข้างเห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process คือการสร้างตัวกลางที่เป็นคนในมามีบทบาทในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นใน จังหวัดชายแดนภาคใต้
“ที่ผ่านมาการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐศาสตร์ ด้านวิชาการหรือแม้แต่การระดมความคิดเห็นต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการมองแบบ Top Down หรือมองจากส่วนอำนาจข้างบนลงมาข้างล่าง จากนั้นมีการออกนโยบายลงมาให้ข้างล่างขับเคลื่อนไปตามที่ผู้บังคับบัญชามอง
แต่หากมีเสียงจากข้างล่างสะท้อนขึ้นไป โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความเห็นและความต้องการ อาจจะทำให้คนที่อยู่ข้างบนมองเห็นปัญหาที่ยังมองไม่เห็นหรือปัญหาที่ถูกปิด บังไว้ ก็อาจจะทำให้มีการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น แต่จะแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทว่า วิธีการนี้น่าจะนำไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่า ซึ่งปัจจุบัน อำนาจการตัดสินใจส่วนมากอยู่ที่ประชาชน”
ร.ต.ท.นิยม บอกว่า จากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เข้าร่วมพูดคุยที่จะต้องติดตามว่า ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอต่างๆ มีใครนำไปปฏิบัติบ้าง แต่ที่ผ่านมาหลายเวทีไม่ค่อยถูกนำไปปฏิบัติเท่าที่ควร ดังนั้นหากเราต้องการให้ข้อเสนอถูกนำไปปฏิบัติได้ ก็ต้องดูว่าข้อเสนอตรงกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการหรือไม่ หรือสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานอื่นใดบ้าง หรือหากรัฐมีแนวคิดหรือวัตถุประสงค์ไม่ตรงตามผู้เข้าร่วม ต่อให้จัดอีกกี่เวทีก็ไม่อยากมีใครเข้าร่วมอีก คาดว่าในประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น น่าจะต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าที่ความต้องการในระดับนโยบายกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่จะ เห็นตรงกัน
ทางออกที่แท้จริงจะปรากฏเมื่อทุกคนมาแชร์
ด้านนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา นายแพทย์ที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ มองว่า สิ่งที่น่าสนใจมากของ Pattani Peace Process คือ มีผู้คนหลากหลายมาร่วมพูดคุย ให้ความสนใจในการมาร่วมฟังนักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่มาพูด อีกทั้งมีอีกหลายคนที่อยากร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย
ในการอธิบายกระบวนการสันติภาพปัตตานีดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นว่า ที่ผ่านมากระบวนการเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยของผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ไกลจากพื้นที่หรืออยู่ใกล้หรืออยู่ในพื้นที่ต่อสถานการณ์ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้มันมีน้อยมาก ดังนั้นการเกิดขึ้นของ Pat(t)ani Peace Process จึงมาถูกทางแล้ว
“Pat(t)ani Peace Process ไม่ใช่คุยเรื่องเจรจาสันติภาพ ไม่ใช่การเจรจาเรื่องความรุนแรง แต่เป็นการนั่งคุยกันในทุกเรื่อง เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง”
นายแพทย์สุภัทร มองอีกว่า ภาครัฐ เช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หากเห็นว่ากระบวนการนี้สำคัญก็ต้องมาสร้างบรรยากาศและส่งเสริมให้เจ้า หน้าที่รัฐหรือข้าราชการในพื้นที่มารับรู้เรื่องราวและความเป็นไปของกระบวน การนี้ด้วย เช่น ตำรวจ ทหารควรมาร่วมเวทีในครั้งนี้ด้วย เพราะพวกเขาอาจมีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกันน้อย ซึ่งต่างจากภาคประชาสังคมที่มีการคุยกันมากพอสมควร แต่ขณะเดียวกัน การเชื่อมเครือข่ายระหว่างแต่ละภาคส่วน เช่น ภาคประชาสังคมกับภาครัฐ ก็ยังไม่ถูกจัดขึ้นในกระบวนการนี้
อย่างไรก็ตาม นายแพทย์สุภัทร ก็มองว่า ไม่ควรคาดหวังว่ากระบวนการนี้จะเกิดผลอย่างเร็ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลา ไม่ควรกำหนดว่าจะให้สำเร็จภายในเวลา 10 ปี หรือในการพูดคุยเพียง 10 ครั้ง
“ไม่สามารถบอกได้ว่าผลลัพธ์ของกระบวนการนี้จะเป็นไปในแนวทางไหน เพราะแต่ละคนมีทางออกที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งทุกทางออกไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง เป็นเพียงทางออกในโลกทัศน์ของเราอันจำกัด แต่เมื่อมีการแลกเปลี่ยนกัน ทางออกที่จริงกว่าก็จะออกมา”
ตัวอย่างเช่น วันนี้มีข้อเสนอให้มีเขตปกครองตนเอง ซึ่งอาจเป็นทางออก ณ วันนี้ ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ แต่แน่นอนว่าการให้เสรีภาพ ให้อำนาจในการดูแลตนเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่แค่ไหนยังไม่มีใครตอบได้ ซึ่งการพูดคุยจะนำมาซึ่งคำตอบนั่นเอง”
นายแพทย์สุภัทร ทิ้งท้ายว่า เห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process อย่างยิ่ง เพราะการจะใช้มาซึ่งสันติภาพนั้น จะต้องทำเป็นกระบวนการ ไม่มีใครสั่งใครและสั่งกันไม่ได้ แต่ต้องช่วยกันทำ และมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะด้านการสื่อสารทั้งกับคนทั่วไปและกับภาครัฐ
ต้องส่งสัญญาณว่าทางออกมีหลายทาง
นายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการอิสระ พูดถึงกระบวนการนี้ว่า คือต้องสื่อสารให้แต่ละฝ่ายได้เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมจะมีทางออกอย่างไร สำหรับข้อเสนอของภาคประชาสังคมนั้นต้องทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทางออกในการแก้ปัญหานั้นมีอีกหลายทาง ส่วนข้อเสนอของรัฐในการแก้ปัญหานั้น ก็ควรส่งสัญญาณในทางอื่นบ้าง นอกจากด้านความรุนแรง
“เห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process เพราะน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความรุนแรง ลดการใช้อาวุธ ลดการใช้เงิน ลดความตรึงเครียด ลดความแตกแยก ขณะเดียวกัน รัฐต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด และต้องพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยให้เต็มรูปแบบขึ้นในพื้นที่ด้วย เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่มีอย่างอื่นแล้วที่จะแก้ปัญหาได้”
“สันติภาพไม่ได้ผูกขาดอยู่กับรัฐ-ขบวนการ”
นายฮาดีษ์ หะมิดง ประชาชนชาวจังหวัดปัตตานี มองว่า Pat(t)ani Peace Process ถือเป็นกระบวนการริเริ่มของการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทว่า การแก้ปัญหาแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะในรูปของการเจรจานั้น เกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ผูกขาดอยู่กับฝ่ายรัฐกับกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
“ปัจจุบันคู่ขัดแย้งของรัฐไม่ประกาศตัวชัดเจนอย่างที่เป็นมา จึงทำยิ่งแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการสันติภาพนี้ จึงไม่ควรผูกขาดอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องเปิดพื้นที่ให้คนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เป็นแนวทางเดียวเท่านั้นที่นำไปสู่สันติภาพได้ ตนอยากให้กระบวนการนี้เป็นกระบวนการดึงคนเข้ามาพูดคุยให้มากที่สุด”
พลังสันติภาพอยู่ที่ประชาชนตรงกลาง
นางอัสรา รัฐการัณย์ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ ระบุว่า เห็นด้วยกับ Pat(t)ani Peace Process เพราะจะมีพื้นที่กลางและเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารเพื่อให้เกิด สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ยิ่งคนที่อยู่ตรงกลางยิ่งต้องสื่อสารให้เยอะ เราต้องปลุกคนที่ไม่ชอบความรุนแรง ออกมาสื่อสารในการสร้างสันติภาพในพื้นที่ เนื่องจากทุกคนต้องการสันติภาพ และสันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคนในพื้นที่อยู่เฉยๆ การอยู่เฉยเท่ากับยอมจำนน”
นางอัสรา เล่าด้วยว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ พยายามสื่อสารให้เกิดสันติภาพขึ้นในพื้นที่ ผ่านผู้หญิงที่เป็นแม่ที่สูญเสียลูกหรือสามีจากเหตุไม่สงบ ท่ามกลางความไม่สงบผู้หญิงเหล่านี้ต้องพบเจอวิกฤติอะไรบ้าง และการก้าวข้ามความยากลำบากเหล่านั้นได้อย่างไร
นางอัสรา มองว่า ความพยายามในการสร้างสันติภาพของเครือข่ายผู้หญิง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังอาจไม่มีพลังมากพอ จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในพื้นที่มาร่วมกันสร้างสันติภาพให้กลับมาคืนมา เพราะความรุนแรงที่ดำเนินมา 9 ปี มีผู้เสียชีวิตไป 5,000 คนมันมากพอแล้ว
“ส่วนจะกำหนดว่า สันติภาพควรมีลักษณะอย่างไรนั้น ทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันพูดคุย ไม่เพียงเฉพาะคู่ขัดแย้งเท่านั้นที่จะคุยกัน ทั้งที่ประชาชนอยู่ตรงกลางระหว่างคู่ขัดแย้ง ดังนั้นสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนที่อยู่ตรงกลางลุกขึ้นมามีมีส่วนร่วมอย่างมีพลัง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
Prof. Chaiwat’s Submission of Peace Message to Southern Insurgents
เปิดเวที Pat(t)ani Peace Process เดินหน้าสร้างสันติภาพชายแดนใต้
อภิสิทธิ์หนุนรัฐพูดคุยกับผู้เห็นต่าง มหาเธร์ยันปกครองตนเอง “ทางออกหนึ่ง” ดับไฟใต้
“Insiders” must be the one carrying the torch for peace
ดร.โนเบิร์ต โรเปอร์ส : “คนใน” ต้องเป็นผู้นำถือคบไฟเพื่อสันติภาพ
Launching “Pa[t]tani Peace Process” : Building Common Space, Brainstorming Ideas to Tackle Southern Violence
เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้