WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 13, 2012

คำนำหน้าชื่อ

ที่มา การ์ตูนมะนาว


สมศักดิ์ เจียมฯ:คนรักเจ้าชนชั้นกลางกับปัญหา"การเปลี่ยนผ่าน"(สืบราชสันตติวงศ์)

ที่มา Thai E-News


สำรวจความคิดเห็นจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 3-9 สิงหาคม 2555 โดยมีผู้อ่านโหวตจำนวนทั้งสิ้น 1,833 ครั้ง (ที่มา:โพลล์ไทยอีนิวส์)
...........
ที่มา เฟซบุ๊ค 

คนรักเจ้าชนชั้นกลาง กับปัญหา "การเปลี่ยนผ่าน" (สืบราชสันตติวงศ์)

ทุก วันนี้แทบไม่มีอะไรที่เป็นตัวอย่างยืนยันให้เห็นความ "ไม่รู้จักโต" (immature) ของสังคมไทย มากเท่ากับปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์

เพราะ ทุกคนที่อยู่ในวงการเมือง หรือสนใจการเมือง ทุกคนในแวดวงสื่อมวลชน และแม้แต่คนระดับชาวบ้าน หรือ คนทำงานอ๊อฟฟิศธรรมดาๆ จำนวนมาก ล้วนแต่รู้ว่า มีปัญหา

แต่จนบัดนี้ ไม่มีใครยอมพูดกันออกมา ไม่ยอมให้มีการอภิปรายเรื่องสำคัญนี้ ในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

โดยส่วนตัว ผมมองว่า เรื่อง
นี้ มีปัญหาที่ให้ต้องพิจารณา ทั้ง "2 ฟาก" ทางการเมือง

ในส่วนคนเสื้อแดง หรือคนที่ต้องการประชาธิปไตย ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ ในกระทู้นี้https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399890893397529 
และกระทู้นี้https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399895050063780

ในที่นี้ ผมจะกล่าวถึง อีก "ฟาก" หนึ่ง คือ ฟาก คนรักเจ้าชนชั้นกลาง (ที่บางครั้ง มีผู้เรียกในลักษณะต่อต้านว่า "สลิ่ม" - โดยส่วนตัว ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้ เพราะเห็นว่า ไม่สู้มีประโยชน์ในระยะยาวนัก แม้จะยอมรับว่า อาจจะมีประโยชน์ในแง่ "ชวเลข" คือสั้น ผมเองใช้คำว่า "คนรักเจ้าชนชั้นกลาง" ซึงยาว แต่ผมเห็นว่า คำนี้ อย่างน้อย บรรดาคนที่พูดถึง น่าจะยอมรับเป็นคำเรียกตัวเองได้)

ไม่เป็นความลับว่า คนรักเจ้าชนชั้นกลางจำนวนมาก "มีปัญหา" สำคัญบางอย่าง เกี่ยวกับเรื่อง "การเปลี่ยนผ่าน" นี้ กรณีที่ "ฮือฮา" กันเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับ ธนบัตรพิเศษ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพ์ขึ้น เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุด

ใครที่อ่านโทรเลขวิกิลีกส์ฉบับอื้อฉาว ที่ทูตสนทนา กับ เปรม, อานันท์, สิทธิ์ ก็รู้ว่า แม้แต่ในแวดวงคนระดับสูงที่ใกล้ชิดวังมาก ก็ "มีปัญหา"บางอย่างเกียวกับเรื่องนี้

หรือใครที่อ่านโทรเลข ฉบับที่สุริยะใส คุยกับทูต ก็รู้ว่า สุริยใส และ(ตามที่เขาบอกเอง)พันธมิตรระดับหลายคน ก็มีปัญหา

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เป็นเวลาสักระยะหนึ่งแล้ว เวลาผมคุยกับนักวิชาการ หรือ คนในวงการสื่อ บางคน ที่รู้จัก พวกเขาจะพูดแบบกึ่งเล่น กึงจริง (คือ ไมใช่ ล้อเล่น เสียทีเดียว) ว่า

ในอนาคต เราจะได้เห็น ปัญญาชนรักเจ้า ตั้งแต่ระดับ บวรศักดิ์ ไปจนถึง แอ๊คติวิสต์ อย่าง หมอตุลย์ หันมาเสนอ "ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์" บางที เผลอ อาจจะเกิดปรากฏการณ์ "สวิทช์ข้าง" คือ สลับจุดยืน ระหว่าง ฝ่ายเสื้อแดง กับฝ่ายคนรักเจ้า ในอนาคต ในประเด็นเรืองการปฏิรูปสถาบันฯ ก็ได้

แน่นอน นี่เป็นการพูดแบบ "โจ๊ก" แต่เป็น "โจ๊ก" ที่แฝงนัยยะสำคัญบางอย่าง (และในที่สุด อาจจะเป็นจริง ไมใช่แค่ "โจ๊ก" ก็ได้)

.......................

ผมยืนยันมาตลอดว่า ปัญหาการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้น ก่อนอื่นทีสำคัญทีสุด คือการปฏิรูป สิ่งที่เป็น โครงสร้างทางกฎหมาย และการปฏิบัติสำคัญๆ เกียวกับสถาบันกษัตริย์ ซึงเป็นเรืองที่ไม่เกียวกับ การ "รอ" (ให้มี "การเปลี่ยนผ่าน" ก่อน) หรือ ไมเกี่ยวกับตัวบุคคลว่า ใครเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะนี้ หรือในอนาคต

ผมยืนยันว่า มีแต่ต้องทำการปฏิรูปเชิง "โครงสร้าง" ทั้งทาง กฎหมาย (เช่น เลิก ม.8, 112, พรบ.ทรัพย์สินฯ) และทางการปฏิบัติ (พิธีกรรมต่างๆ, ระบบการป้อนข้อมูลด้านเดียว, โครงการหลวงต่างๆ ฯลฯ)

จึงจะแก้ปัญหานี้ ได้อย่างยั่งยืนถาวร

ไมใช่ คอยแต่ขึ้นกับสภาวะที่ ฝ่ายหนึ่ง "ลุ้น" อีกฝ่าย "หวาดหวั่น" ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หรือ ฝ่ายหนึ่งเอาแต่คอยเกาะยึดเหนี่ยว (clinging desperately) อยู่กับ "วันเวลาที่กำลังจะผ่านเลย (ที่ต้องผ่านเลยไปในไม่นาน)" ขณะที่อีกฝ่ายคอย "รอ" หรือ "เร่ง" ให้ "วันเวลาบางอย่างผ่านไปเร็วๆ"

แล้วในที่สุด ไมว่า อนาคตจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ของสถานะและ อำนาจสถาบันกษัตริย์ อยู่นั่นเอง (เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและการปฏิบัติสำคัญๆ ไม่ได้รับการแก้ไข)

...................

สุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับกระทู้นี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคน โดยเฉพาะคนรักเจ้าชนชั้นกลาง อ่านบทความ (มีเฉพาะภาษาอังกฤษ) ของ คุณ Serhat Ünaldi นักศึกษาปริญญาเอก เยอรมัน เรื่อง Not So Happy Birthdays ในเว็บไซต์ New Mandala (ดูรูปประกอบ) - ผมขอไม่ให้ link แต่น่าจะหาได้ง่ายๆ

ในบทความดังกล่าว (ซึ่งมีภาพประกอบหลายภาพ) คุณ Serhat Ünaldi ได้เล่าถึงงานฉลอง 60 พรรษา ของสมเด็จพระบรมฯ กับงานฉลอง 80 พรรษา ของสมเด็จฯ พระราชินี ที่เพิ่งผ่านมา และอภิปรายปัญหาเกียวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์โดยทั่วไปด้วย รูปธรรมบางอย่างที่เขาพูดถึง คนไทยเองก็มีการพูดกันมาบ้างแล้ว เชน เรื่อง ธนบัตร ที่ผมกล่าวถึงตอนต้น แต่เขามีตัวอย่างหรือเรื่องเล่า ทีน่าสนใจ การตีความหรือ "อ่าน" รูปธรรมบางอย่าง อาจจะโต้แย้งได้่วา เป็นการ "อ่านเข้าไปมากเกินไป" (read too much into) ก็ได้ แต่ภาพรวม คิดว่า ทุกคนน่าจะยอมรับกันได้

และอย่าลืม อ่านความเห็น (comments) ท้ายบทความ ของผู้ทีใช้ชื่อว่า Annie Thropic (อยู่ต้นๆ ที่ได้รับการคลิ้ก like เกิน 30 ทำให้พื้นเป็นสีเหลืองๆ) โดยเฉพาะในย่อหน้าที่ 2 ที่ว่า "Having spent a number of years living and working in the heart of red-shirt territory, I can say with a feeling of certainty that the popularity of the King himself ...."
 
 รูปภาพ : คนรักเจ้าชนชั้นกลาง กับปัญหา "การเปลี่ยนผ่าน" (สืบราชสันตติวงศ์)

ทุกวันนี้แทบไม่มีอะไรที่เป็นตัวอย่างยืนยันให้เห็นความ "ไม่รู้จักโต" (immature) ของสังคมไทย มากเท่ากับปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์

เพราะทุกคนที่อยู่ในวงการเมือง หรือสนใจการเมือง ทุกคนในแวดวงสื่อมวลชน และแม้แต่คนระดับชาวบ้าน หรือ คนทำงานอ๊อฟฟิศธรรมดาๆ จำนวนมาก ล้วนแต่รู้ว่า มีปัญหา

แต่จนบัดนี้ ไม่มีใครยอมพูดกันออกมา ไม่ยอมให้มีการอภิปรายเรื่องสำคัญนี้ ในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

โดยส่วนตัว ผมมองว่า เรือ่งนี้ มีปัญหาที่ให้ต้องพิจารณา ทั้ง "2 ฟาก" ทางการเมือง

ในส่วนคนเสื้อแดง หรือคนที่ต้องการประชาธิปไตย ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ ในกระทู้นี้ https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399890893397529  และกระทู้นี้ https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399895050063780

ในที่นี้ ผมจะกล่าวถึง อีก "ฟาก" หนึ่ง คือ ฟาก คนรักเจ้าชนชั้นกลาง (ที่บางครั้ง มีผู้เรียกในลักษณะต่อต้านว่า "สลิ่ม" - โดยส่วนตัว ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้ เพราะเห็นว่า ไม่สู้มีประโยชน์ในระยะยาวนัก แม้จะยอมรับว่า อาจจะมีประโยชน์ในแง่ "ชวเลข" คือสั้น ผมเองใช้คำว่า "คนรักเจ้าชนชั้นกลาง" ซึงยาว แต่ผมเห็นว่า คำนี้ อย่างน้อย บรรดาคนที่พูดถึง น่าจะยอมรับเป็นคำเรียกตัวเองได้)

ไม่เป็นความลับว่า คนรักเจ้าชนชั้นกลางจำนวนมาก "มีปัญหา" สำคัญบางอย่าง เกี่ยวกับเรือ่ง "การเปลี่ยนผ่าน" นี้ กรณีที่ "ฮือฮา" กันเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับ ธนบัตรพิเศษ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพ์ขึ้น เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุด

ใครที่อ่านโทรเลขวิกิลีกส์ฉบับอื้อฉาว ที่ทูตสนทนา กับ เปรม, อานันท์, สิทธิ์ ก็รู้ว่า แม้แต่ในแวดวงคนระดับสูงที่ใกล้ชิดวังมาก ก็ "มีปัญหา"บางอย่างเกียวกับเรื่องนี้

หรือใครที่อ่านโทรเลข ฉบับที่สุริยะใส คุยกับทูต ก็รู้ว่า สุริยใส และ(ตามที่เขาบอกเอง)พันธมิตรระดับหลายคน ก็มีปัญหา

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เป็นเวลาสักระยะหนึงแล้ว เวลาผมคุยกับนักวิชาการ หรือ คนในวงการสื่อ บางคน ที่รู้จัก พวกเขาจะพูดแบบกึ่งเล่น กึงจริง (คือ ไมใช่ ล้อเล่น เสียทีเดียว) ว่า 

ในอนาคต เราจะได้เห็น ปัญญาชนรักเจ้า ตั้งแต่ระดับ บวรศักดิ์ ไปจนถึง แอ๊คติวิสต์ อย่าง หมอตุลย์ หันมาเสนอ "ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์" บางที เผลอ อาจจะเกิดปรากฏการณ์ "สวิทช์ข้าง" คือ สลับจดยืน ระหว่าง ฝ่ายเสื้อแดง กับฝ่ายคนรักเจ้า ในอนาคต ในประเด็นเรืองการปฏิรูปสถาบันฯ ก็ได้

แน่นอน นี่เป็นการพูดแบบ "โจ๊ก" แต่เป็น "โจ๊ก" ที่แฝงนัยยะสำคัญบางอย่าง (และในทีสุด อาจจะเป็นจริง ไมใช่แค่ "โจ๊ก" ก็ได้)

.......................

ผมยืนยันมาตลอดว่า ปัญหาการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้น ก่อนอื่นทีสำคัญทีสุด คือการปฏิรูป สิ่งที่เป้น โครงสร้างทางกฎหมาย และการปฏิบัติสำคัญๆ เกียวกับสถาบันกษัตริย์ ซึงเป็นเรืองที่ไม่เกียวกับ การ "รอ" (ให้มี "การเปลี่ยนผ่าน" ก่อน) หรือ ไมเกี่ยวกับตัวบุคคลว่า ใครเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะนี้ หรือในอนาคต

ผมยืนยันว่า มีแต่ต้องทำการปฏิรูปเชิง "โครงสร้าง" ที้งทาง กฎหมาย (เช่น เลิก ม.8, 112, พรบ.ทรัพย์สินฯ) และทางการปฏิบัติ (พิธีกรรมต่างๆ, ระบบการป้อนข้อมูลด้านเดียว, โครงการหลวงต่างๆ ฯลฯ) 

จึงจะแก้ปัญหานี้ ได้อย่างยังยืนถาวร 

ไมใช่ คอยแต่ขึ้นกับสภาวะที่ ฝ่ายหนึง "ลุ้น" อีกฝ่าย "หวาดหวั่น" ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หรือ ฝ่ายหนึ่งเอาแต่คอยเกาะยึดเหนี่ยว (clinging desperately) อยู่กับ "วันเวลาที่กำลังจะผ่านเลย (ที่ต้องผ่านเลยไปในไม่นาน)" ขณะที่อีกฝ่ายคอย "รอ" หรือ "เร่ง" ให้ "วันเวลาบางอย่างผ่านไปเร็วๆ"

แล้วในทีสุด ไมว่า อนาคตจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ของสถานะและอำนาจสถาบันกษัตริย์ อยู่นั่นเอง (เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและการปฏิบัติสำคัญๆ ไม่ได้รับการแก้ไข)

...................


สุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับกระทู้นี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคน โดยเฉพาะคนรักเจ้าชนชั้นกลาง อ่านบทความ (มีเฉพาะภาษาอังกฤษ) ของ คุณ Serhat Ünaldi นักศึกษาปริญญาเอก เยอรมัน เรื่อง Not So Happy Birthdays ในเว็บไซต์ New Mandala (ดูรูปประกอบ) - ผมขอไม่ให้ link แต่น่าจะหาได้ง่ายๆ

ในบทความดังกล่าว (ซึ่งมีภาพประกอบหลายภาพ) คุณ Serhat Ünaldi ได้เล่าถึงงานฉลอง 60 พรรษา ของสมเด็จพระบรมฯ กับงานฉลอง 80 พรรษา ของสมเด็จฯ พระราชินี ที่เพิ่งผ่านมา และอภิปรายปัญหาเกียวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์โดยทั่วไปด้วย รูปธรรมบางอย่างที่เขาพูดถึง คนไทยเองก็มีการพูดกันมาบ้างแล้ว เชน เรือ่ง ธนบัตร ที่ผมกล่าวถึงตอนต้น แต่เขามีตัวอย่างหรือเรื่องเล่า ทีน่าสนใจ การตีความหรือ "อ่าน" รูปธรรมบางอย่าง อาจจะโต้แย้งได้่วา เป็นการ "อ่านเข้าไปมากเกินไป" (read too much into) ก็ได้ แต่ภาพรวม คิดว่า ทุกคนน่าจะยอมรับกันได้

และอย่าลืม อ่านความเห็น (comments) ท้ายบทความ ของผู้ทีใช้ชื่อว่า Annie Thropic (อยู่ต้นๆ ที่ได้รับการคลิ้ก like เกิน 30 ทำให้พื้นเป็นสีเหลืองๆ) โดยเฉพาะในย่อหน้าที่ 2 ที่ว่า "Having spent a number of years living and working in the heart of red-shirt territory, I can say with a feeling of certainty that the popularity of the King himself ...."

หนุ่ม เรดนนท์ เตรียมขออภัยโทษ หลังศาลมีคำสั่งอนุมัติถอนอุทธรณ์

ที่มา Thai E-News

 12 กันยายน 2555



เรื่อง Nithiwat Wannasiri
ภาพ  Bulunraya Khan
ศาลมีคำสั่งอนุมัติถอนอุทธรณ์ คดีพี่หนุ่ม เรดนนท์ ให้คำสั่งมีผลนับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ...ทนายเตรียมทำเรื่องยื่นขออภัยโทษพิเศษต่อไป หลังจากพลาดโอกาสหลายครั้ง จากคำวินิจฉัยอยุมัติถอนอุทธรณ์ที่ยื่นตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมไม่ออก
 วันนี้ เวลา 09.00น. นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ "หนุ่ม เรดนนท์" ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมมาตรา 112 และทนาย ได้เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดาเพื่อฟังคำสั่งศาลหลังจากที่ได้ยื่นถอนอุธรณ์ไป เมื่อวันที่ 2 พฤกษาคม 2555 
 
หลังจากที่ผู้พิพากษา ขึ้นนั่งบัลลังก์และอ่านคำสั่งยกอุทธรณ์แล้ว "หนุ่ม เรดนนท์"ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ทางทนายของตนคือ นายอานนท์ นำภา จะทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป ในเร็วๆนี้ อย่างเร็วที่สุดน่าจะเป็นอาทิตย์หน้า อย่างช้าที่สุดก็ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ 
ฝากข่าวกิจกรรมเลี้ยงวันเกิดเพื่อนร่วมรบ ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ในเช้าวันที่ 17 กันยายนนี้ (17 วันเกิดพี่หนุ่ม เรดนนท์ และ 20วันเกิดพี่สมยศ จัดร่วมกัน) ร่วมเลี้ยงพิซซ่าและเป็ดย่าง เหยื่อกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ในเรือนจำ แขกรับเชิญพิเศษ ป้าอุ๊ และน้าชาติ ร่วมงานอวยพรวันเกิด ช่วงเช้า ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
 

เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กรณีหมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากเป็นประธานาธิบดี

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
12 กันยายน 2555


คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กรณี สุเทพ เทิอกสุบรรณ หมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากเป็นประธานาธิบดี ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำพูดดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลอทธรณ์กรณีหมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานาธิบดี

ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่: ห้องเอกสาร

Wednesday, September 12, 2012

ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ เอเซียอัพเดท แฉ 3 สถานีเกี่ยวพันรัฐประหาร

ที่มา DNNTHAILAND



รายงานพิเศษ ปชป อย่าลืมแจงกรณีอภิสิทธิ์ไม่จับแม่อรรถวิชช์ 

 



'ชูวิทย์-เสธ.หิ-เสธ.แอ๊ป'โดนโทษคุกคนละ5ปี คดีรื้อบาร์เบียร์

ที่มา Voice TV

 'ชูวิทย์-เสธ.หิ-เสธ.แอ๊ป'โดนโทษคุกคนละ5ปี คดีรื้อบาร์เบียร์



ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ คดีรื้อบาร์เบียร์ สุขุมวิทสแควร์ สั่งจำคุก"ชูวิทย์-เสธ.หิ-เสธ.แอ๊ป" คนละ 5 ปี ไม่รอลงอาญา ชี้พฤติการณ์ร่วมกันบุกรุกแบ่งหน้าที่กันทำ ส.ส.ชูวิทย์ ขอสู้ถึงฎีกา

วันนี้ ( 11 ก.ย.)  ที่ห้องพิจารณา 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง 63 เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีรื้อบาร์เบียร์สุขุมวิท10 คดีหมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้ารวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร หรือรัมมะสาร, นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัทสุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. (ตำแหน่งขณะฟ้องปี 2546) , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร นายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ( ตำแหน่งขณะฟ้องปี 2546) และพวกรวม 131 คน เป็นจำเลยที่ 1-130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ , บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ

โดยคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มี.ค.46 และนำสืบว่า เมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น.วันที่ 26 ม.ค.46 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนแต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ เสียหายราบเป็นหน้ากลอง เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่า เดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ทั้งสิ้นจำนวน 130 คน อาทิ นายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ, พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือ เสธ.แอ๊ป โดย พ.ต.ธัญเทพ และนายชูวิทย์ นั้นได้เข้ามอบตัวในภายหลัง โดยพนักงานสอบสวนใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานกว่า 2 เดือน จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งฟ้องเมื่อวันที่ 13 มี.ค.46 โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

 คดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.49 พิพากษาให้จำคุก 1 ปีนายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ซึ่งเป็นทนายความนำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวันช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358, 365 (2) (3) ประกอบ 362, 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ โจทก์ร่วม และนายชาญเวทย์ จำเลยที่ 49 ยื่นอุทธรณ์

 ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีผู้ค้าซึ่งเป็นผู้เสียหายเป็นพยาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เกิดเหตุเบิกความยื่นยันว่า กลุ่มจำเลยได้เดินเข้ามาดูลาดเลาในพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ และเมื่อเกิดเหตุแล้ว จำเลยบางคนได้กันให้ผู้ค้าออกจากพื้นที่ และห้ามให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ โดยจำเลยบางคนได้นำรถแบ็กโฮเข้ามารื้อถอนร้านค้า นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ภายหลังรับแจ้งเหตุ เมื่อเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ก็พบจำเลยบางคนอยู่ในพื้นที่ด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของพวกจำเลยได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่เกิดเหตุ และแบ่งหน้าที่กันทำ

จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1, 3, 7-11, 13-14, 18, 21, 40-47, 49-51, 56-59, 61-62, 64-74, 76-79, 81, 83-85, 88, 90, 92, 94, 96, 99, 102, 104, 106-113, 115, 117-123, 125, 128-130 รวม 66 คน มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 358, 365 (1)(2)(3) ประกอบมาตรา 362 และ 83 โดยจำเลยที่ 73 และ112 ยังมีความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 365 (1)(2)(3) ซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุกจำเลยคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 64 คน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

แต่ในส่วนจำเลยที่ 21, 68, 81, 96, 99 และ122 เนื่องจากอายุยังไม่เกิน 20 ปี ศาลจึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 76 คงจำคุกจำเลยทั้ง 6 คนๆ ละ 3 ปี 4 เดือน

นอกจากนี้ในส่วนของจำเลยที่ 42, 44, 47, 51, 68, 99 และ 120 ศาลให้บวกโทษจำคุกที่เคยรอลงอาญาไว้ในคดีอื่นด้วย จึงให้จำคุกจำเลยที่ 42 เป็นเวลา 5 ปี 3 เดือน, จำเลยที่ 44 จำคุก 5 ปี 15 วัน, จำเลยที่ 47 และ 120 จำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน, จำเลยที่ 51 จำคุก 7 ปี, จำเลยที่ 68 จำคุก 3 ปี  4 เดือน 15 วัน, และจำเลยที่ 99 จำคุก 3 ปี 10 เดือน

 ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็น ส.ส.อยู่ระหว่างเปิดสมัยประชุม ขณะที่ นายชูวิทย์ ที่เดินทางมาศาลพร้อมภรรยา กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "จะขอสู้ถึงฎีกา"  ก่อนเดินทางกลับไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

ข้อมูลข่าวจาก Dailynews
11 กันยายน 2555 เวลา 16:28 น.

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “เรื่องต่อไปนี้ ผมพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี”

ที่มา ประชาไท

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักรัฐศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสันติภาพ ร่วมอภิปรายในงานสนทนาพิเศษ “กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทอาเซียน” เมื่อ 7 กันยายน 2555 ได้ประมวลความเห็นและข้อเสนอโดยตรงถึงขบวนการต่อสู้ปาตานีเป็นภาษาอังกฤษ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) แปลคำอภิปรายเป็นภาษาไทย
0 0 0
ผู้จัดได้ขอให้ผมพูดเรื่องกระบวนการสันติภาพ ปกติผมไม่ค่อยจะตามใจผู้จัด ฉะนั้น สิ่งที่ผมจะทำ คือการ “ทำ” กระบวนการสันติภาพ ประเด็นที่สอง ผมคิดว่า ผู้ที่เป็นผู้ฟังหลักของผมอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องนี้ เพราะว่าผมต้องการที่จะพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี ฉะนั้น กลุ่มผู้ฟังหลักของผมคือกลุ่มขบวนการ
ผมจะพูดถึง 4 คำ คำแรกคือ ปัญหา คำที่สองคือ สมมติฐาน คำที่สามคือ คำถาม และคำสุดท้ายคือ ความรู้
จะขอเริ่มต้นด้วย ‘ปัญหา’ เรามีปัญหาอยู่ 2 ประเภท คือปัญหาของรัฐไทยและปัญหาของฝ่ายขบวนการ ปัญหาของรัฐไทยได้มีการพูดถึงมากและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นในงาน ของศ.ดร. ดันแคน แมคคาร์โก ในหนังสือของเขา เรื่อง “Tearing Apart the Land” หรือ “ฉีกแผ่นดิน” ซึ่งสำนักพิมพ์คบไฟกำลังจัดพิมพ์ฉบับแปลภาษาไทย
ในความเข้าใจของผม ประเด็นเรื่องภาคใต้นี้ รัฐไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่เขา [ศ.แม็คคาร์โก] และผมเรียกว่า “โรคความชอบธรรมบกพร่อง” ไม่มีหนทางอื่นที่จะออกจากตรงนี้ได้ จะต้องจัดการกับปัญหา นั่นคือปัญหาของรัฐไทย เป็นโรคที่รัฐไทยได้เผชิญ แต่ปัญหาของฝ่ายขบวนการเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าพวกเขากำลังเผชิญกับ “สภาวะตาบอด” ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความรุนแรง การตาบอดนี้เป็นเพราะเครื่องมือที่ใช้ ก็คือความรุนแรง
ผลก็คือ มีคนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 5,000 คน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นฝีมือของขบวนการ เรายังคงจะต้องหาว่า มีจำนวนเท่าไหร่ที่เสียชีวิตจากการกระทำของขบวนการ จำนวนเท่าไหร่เสียชีวิตจากฝีมือของรัฐไทยหรือทหารพราน หรือว่าเกิดจากอาชญากรรมปกติ นี่คือปัญหาสองด้าน
สำหรับ ‘สมมติฐาน’ ผมมีสมมุติฐานเกี่ยวกับขบวนการดังนี้
หนึ่ง ผมคิดว่าขบวนการเป็นคนที่มีเหตุมีผล พวกเขาไม่ใช่คนที่เสียสติ ถ้าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลหรือเสียสติ ผมจะไม่เสียเวลาพูดกับพวกเขา
สอง การใช้ความรุนแรงของพวกเขาเป็นสิ่งที่อธิบายได้ เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือ และพวกเขาก็ใช้มันในฐานะเครื่องมือ
สาม จากมุมของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ สามารถมองได้ว่ามีความชอบธรรม ผมพูดว่า จากมุมของพวกเขา แต่จากมุมของคนอื่น แน่นอน มันไม่ชอบธรรม นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า เรากำลังมีปัญหาเรื่องทัศนคติที่แตกต่างกัน เรากำลังเผชิญกับปัญหาที่ ศ.ดร.แมคคาร์โกพูดเกี่ยวกับเรื่องของความจริง และเรากำลังประสบกับปัญหาเดียวกัน
สี่ ผมไม่คิดว่ากลุ่มขบวนการเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกัน ผมคิดว่าพวกเขามีความหลากหลาย ผมคิดว่าพวกเขาเองก็มีสภาวะที่แตกเป็นกลุ่มเล็กๆ และมีความแตกต่างกันในระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นลักษณะเฉพาะของปัตตานีเท่านั้น ผมคิดว่าที่อื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
สุดท้าย ผมคิดว่าขบวนการและการต่อสู้ของพวกเขานั้น ได้รับอิทธิพลจากความขัดแย้งใหญ่ในโลก เราสามารถที่จะวางการต่อสู้ของพวกเขาในบริบทของโลกได้ ถ้าเรามองย้อนกลับไป 40-50 ปี เราสามารถที่จะพูดถึงบริบทของขบวนการชาตินิยมต่อสู้เพื่อเอกราชเมื่อครึ่ง ศตวรรษที่แล้ว เราหมุนเวลาผ่านไป 30 ปี ก็จะเป็นช่วงของการปฏิวัติอิสลาม อีก 20 ปีต่อมา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอีกในโลก  และเมื่อปีที่แล้ว เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มประเทศอาหรับที่เรียกกันว่า Arab Spring จะเห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทั่วโลก
ซึ่งผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีผลต่อความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประเด็นในระดับท้องถิ่นนี้ สามารถที่จะวางไว้ในบริบทที่กว้างกว่าได้เช่นกัน ซึ่งในบางส่วนก็มีการใช้การก่อการร้ายด้วย
สำหรับ ‘คำถาม’ คำถามที่ผมต้องการจะถามสมาชิกขบวนการที่เป็นทั้งสุภาพบุรุษและสตรีคือ เราจะช่วยขบวนการได้อย่างไร เพื่อที่ว่าพวกเขาจะไม่เห็นว่าความรุนแรงมีความจำเป็นอีกต่อไป
เมื่อวานนี้ (6 กันยายน 2555) ในการพูดของผม ผมพูดนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องการใช้ความรุนแรง ซึ่งกล่าวโดยย่อ ผมบอกว่าความรุนแรงนั้นทำลายอำนาจ ศ.ดร.แมคคาร์โก ขอให้ผมอธิบาย ซึ่งผมก็พูดอะไรบางอย่าง แต่อาจจะไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลมากนัก และผมจะลองอีกที
ถ้าหากว่าคุณต้องการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงและอำนาจ ลองพยายามเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการข่มขืนกับการมีความสัมพันธ์ทางเพศ (sexuality) การข่มขืนฆ่ากับการทำลายความสัมพันธ์ทางเพศ ในความสัมพันธ์ทางเพศ คุณมีความรัก คุณมีความเข้าใจ คุณมีความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ว่าเมื่อเกิดการข่มขืนเกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็หายไปหมด นั่นเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ทางเพศ
ในลักษณะเดียวกัน เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น อำนาจก็มลายหายไป ดังนั้น การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกว่า คุณไม่มีอำนาจ นั่นคือความจริงพื้นฐานที่นักรัฐศาสตร์ในโลกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย พวกเขาสามารถที่จะถกเถียงอภิปรายเรื่องนี้ได้ตลอดเวลา
ทีนี้ ผลก็คือ ขบวนการจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง อย่างน้อย 3 ประเด็น ผมคิดว่า วาระทางการเมืองของพวกเขา ควรได้ริเริ่มและสร้างอย่างรอบคอบในพื้นที่สาธารณชน ทั้งในบริบทของท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งบางทีพวกเขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
สอง พวกเขาต้องเข้าใจผลกระทบของการใช้ความรุนแรงต่อสิ่งที่พวกเขาต้องการต่อสู้ อย่างเป็นจริงมากขึ้น สาม พวกเขาต้องคิดถึงความเป็นไปได้ของการใช้สันติวิธีแทนความรุนแรง
มีงานศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธในโลกนี้มากมายหลากหลาย บางชิ้นก็ศึกษากลุ่มติดอาวุธ 60 กลุ่มใน 4 ทวีป งานเหล่านี้ต่างก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน ซึ่งผมอยากจะอ่านอะไรบางอย่างให้ฟัง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่ไม่ใช่สำหรับพวกคุณที่อยู่ในห้องนี้ แต่ (อ่าน) สำหรับขบวนการ
นี่เป็นคำพูดของนายมูเซเนวี ซึ่งเป็นหัวหน้าของกองทัพต่อต้าน (Resistance Army) ในประเทศอูกานดา บุคคลคนนี้มีความสำคัญ และเขากล่าวสิ่งนี้ เขากล่าวว่า พวกคุณจะต้องไม่ทำงานผิดพลาด ดังนั้น เวลาที่คุณเลือกเป้าหมาย คุณต้องเลือกเป้าหมายอย่างรอบคอบ
“สิ่งแรก คุณจะต้องไม่โจมตีคนที่ไม่ติดอาวุธ ต้องไม่ทำ...ไม่ทำ...ไม่ทำ...เด็ดขาด นี่คือคำแนะนำ ไม่ใช่จากบุคคลที่เป็นนักศีลธรรม แต่มาจากหัวหน้ากลุ่มติดอาวุธ”
นายมูเซเนวีมีความสำคัญเพราะว่าหลายปีต่อมาเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอูกานดา
เรื่องราวนี้อยู่ที่ไหน มันอยู่ในวารสารที่ชื่อว่า Military Review ซึ่งเป็นวารสารด้านการทหาร มีงานศึกษาต่างๆ มากมายที่พวกคุณควรจะทำความเข้าใจ มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรง อาจารย์อะหมัดสมบูรณ์ (บัวหลวง) พูดว่า มีการพูดคุยมากมายเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรงและสันติภาพ แต่ผมคิดว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้อีกมากว่า มันทำงานอย่างไร และมันคืออะไรกันแน่
ผมจะขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง มีบทสัมภาษณ์ในประเทศตูนีเซีย อาจกล่าวได้ว่า ตูนีเซียเป็นกรณีที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิด Arab Spring และมันเกิดขึ้นอย่างสันติวิธีและประสบความสำเร็จ
นักข่าวได้ไปถามหนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวว่า พวกเขาได้ต่อสู้กับรัฐมานาน ถ้าหากว่าพวกเขามีปืน จะเกิดอะไรขึ้น นักเคลื่อนไหวคนนั้นตอบโดยไม่ลังเลว่า ผู้คนเป็นเรือนพันจะต้องตาย หากว่าประชาชนมีปืน สำหรับพวกเขา การริเริ่มใช้ความรุนแรง ก็คือจุดจบของอำนาจประชาชน นั่นคือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของตูนีเซียและอาจจะอียิปต์ด้วย
ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย เมื่อมหาอำนาจเข้าไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน การปะทะด้วยความรุนแรงยังไม่หยุด แม้กระทั่งในเวลาที่ผมกำลังพูดอยู่นี้
อีกอย่างหนึ่งที่พวกคุณจะต้องเข้าใจคือ คุณควรจะดูถึงความสำเร็จของกระบวนการต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงในช่วง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 - 2006 เปรียบเทียบกับการต่อสู้ด้วยความรุนแรง คุณจะเห็นว่าความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยความรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า ในช่วงทศวรรษ 1960 ความสำเร็จนั้นสูงสำหรับการใช้ความรุนแรง แต่ในช่วงปี 2006 มันได้ลดลง
เมื่อคุณมองดูความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี มัน เพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์   กราฟของผมง่ายมาก ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงในโลกเพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์
ประเด็นที่สองที่คุณจะต้องรู้คือ เราควรที่จะตั้งคำถามว่า เราควรจะใช้ความรุนแรงต่อไปไหม แล้วเราจะได้อะไร ผมขอพูดสิ่งนี้ว่า 5 ปีหลังจากการต่อสู้ด้วยความรุนแรงจบ โอกาสที่สังคมนั้นจะเป็นประชาธิปไตยมีเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้สันติวิธี โอกาสมี 41 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 5 ปีหลังความขัดแย้งจบลง เราก็คงจะไม่ได้เห็นประชาธิปไตย คุณจะมีโอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ โอกาสของคุณจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า หากว่าคุณใช้สันติวิธี
ประเด็นสุดท้าย โอกาสของการเผชิญกับสภาวะสงครามกลางเมืองเมื่อความขัดแย้งจบลง
10 ปีหลังจากความขัดแย้งจบลง โอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองคือ 43 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้ความรุนแรง และ 28 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้การต่อสู้อย่างสันติวิธี
ผมอยากจะกลับไปที่ประเด็นเรื่อง สมมติฐาน
ถึงขบวนการที่รักทุกท่าน

ผมเข้าใจว่าพวกคุณเป็นคนที่มีเหตุมีผล ผมเข้าใจว่าพวกคุณไม่ใช่คนที่เสียสติ ผมเข้าใจว่าพวกคุณต่อสู้อย่างมีเหตุผล ผมคิดว่ามันมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ที่จะต้องร่วมกันค้นหาทางเลือกทาง การเมืองอย่างจริงจัง ศ.ดร.แมคคาร์โก ได้กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นปัญหาทางการเมืองซึ่งต้องการทางออกทางการเมือง และทางออกทางการเมืองจำเป็นจะต้องมาจากทุกๆ ฝ่ายของความขัดแย้ง สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือ ความเข้าใจถึงผลของความรุนแรงต่อการต่อสู้ของพวกคุณ มันจะทำให้พวกคุณอ่อนแอลง
ผมเลือกที่จะพูดกับฝ่ายขบวนการในวันนี้ เพราะว่า ผมได้ใช้เวลาหลายปีในการพูดกับรัฐ และผมจะยังคงทำต่อไป แต่ผมหวังว่า เวทีนี้จะทำให้เกิดกระบวนการสันติภาพในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องมานั่งเผชิญหน้า และก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องหลบซ่อนอยู่ในตู้ นี่เป็นการสนทนาในรูปแบบหนึ่ง และเป็นการสนทนาแบบเปิด
นี่คือสิ่งที่ผมต้องการที่จะยื่นให้กับคุณ ผมเป็นมุสลิม แต่ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ปาตานี ผมตระหนักในสิ่งนี้ดี แต่ในฐานะของนักวิจัยเรื่องสันติภาพและนักทฤษฎีด้านการไม่ใช้ความรุนแรง ผมคิดว่า พวกคุณจำเป็นอย่างมากที่จะเข้าใจถึงพลวัตรของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้กระบวนการสันติภาพนั้นเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประโยชน์และทำลายสังคมใหญ่น้อยลง

คำถามจาก รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช 
คำถาม : ดิฉันเป็นนักข่าว เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนพุทธ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ชัยวัฒน์ ต้องอธิบายหลายอย่างหน่อยก่อนที่จะพูดนะคะ อยากจะส่งเสียงแทน เพราะคิดว่าการเป็นคนพุทธและคนกรุงเทพฯ อาจจะทำให้พูดอะไรบางอย่างได้มากกว่าคนในพื้นที่ที่เป็นคนมลายูมุสลิมที่มี โอกาสได้ไปสัมผัสและพูดคุยด้วย จริงๆ ชอบสิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์อธิบายมากและคิดว่ามันมีพลังมาก
อยากจะลองท้าทายสิ่งที่อาจารย์ พูดจากสิ่งที่ไปได้ยินได้ฟังมาจากคนที่อยู่ในขบวนการบางคน เขาเล่าว่า ที่อาจารย์พูดว่า ความรุนแรงทำให้อำนาจเขาน้อยลง และควรจะที่จะใช้สันติวิธีในการต่อสู้ แต่ในมุมของคนที่เขาต่อสู้ เขาอาจจะบอกว่า หะยีสุหลงหายตัวไปหลังจากเสนอข้อเสนอ 7 ข้อ ซึ่งนั่นเป็นการเรียกร้องอย่างสันติวิธีที่เคยเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ แต่เมื่อมีการเรียกร้องเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ได้รับก็คือ เขาหายตัวไป จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้นก็มีการก่อตัวของขบวน การติดอาวุธตั้งแต่ปี 1960 มาและไม่เคยจบจนถึงขณะนี้ คนที่อยู่ในขบวนการบางคนก็พูดว่า เขาไม่เชื่อมั่นในหนทางการต่อสู้ในหนทางรัฐสภาหรือการต่อสู้ในระบบ เพราะมันไม่เคยทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขาเรียกร้องอย่างแท้จริง กลุ่มวะดะห์อยู่ในอำนาจ ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากนัก แล้วถ้าหากว่าเขาไม่มีกองกำลังทหารอยู่ ทุกวันนี้ รัฐบาลก็คงไม่ฟังเขา ภาษาที่รัฐใช้จากปี พ.ศ.2447 มาจนถึงตอนนี้ เราก็เห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงมาระดับหนึ่ง นั่นเป็นผลจากการที่พวกเขาได้ต่อสู้ในหนทางแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าจะพูดคุย รัฐบาลจะหลอกเขาหรือเปล่าให้ออกมา เพื่อที่จะทำลายขบวนการ นี่เป็นประเด็นที่อยากจะลองถามอาจารย์ว่าอาจารย์จะตอบพวกเขาอย่างไรบ้าง
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ตอบ :
คำถามที่ 1 เรื่องของหะยีสุหลง ผมคิดว่ามีการพูดกันเยอะว่า ท่านหะยีสุหลงจากไปแล้ว หายไป ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างสาหัส ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าหะยีสุหลงมีชีวิตเลื่องลือ เป็นที่ชื่นชมมากเท่ากับในหลายปีที่ผ่านมา ในทุกวงที่ผมไป ข้อเสนอของหะยีสุหลง come alive (กลับมามีชีวิต) ทั้ง 7 ข้อ ผมคิดว่าถอยไป 30 ปี 1 อาทิตย์ 2 เดือน หลังจากท่านหะยีสุหลงหายไป ผมคิดว่าชื่อเสียงของท่านไม่ขจรขจาย ไม่ได้มีชีวิต ไม่ได้โด่งดังเหมือนกับสมัยนี้เลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า message ของหะยีสุหลงคืออะไร หะยีสุหลงเป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่ชอบธรรม เป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่เป็นสันติวิธี ข้อเสนอทั้ง 7 ข้อ ไม่ได้เสนอให้แม้กระทั่ง British Malaya แต่เสนอให้กับฝ่ายสยาม ฝ่ายไทยในสมัยนั้น ผมกำลังจะบอกว่า มีวิธีการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร วันนี้ก็มีความพยายามที่นำข้อเสนอของหะยีสุหลงมาพูดในเวทีเกือบทุกเวที แปลว่าอะไร แปลว่าความคิดนี้ยังมีชีวิตอยู่
คุณสมชาย นีละไพจิตร หายไป แต่ว่างานที่คุณสมชายทำ มรดกที่คุณสมชายมี การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมก็ใช้คุณสมชายเป็นแรงบันดาลใจ ....ในแง่นี้ เวลาบอกว่าใครเป็นใครตาย ไม่ใช่ดูแค่ว่าชีวิตจากไปไหม จะพูดในทางศาสนาก็ได้ ทางการเมืองก็ได้ ความตายของบุคคลเหล่านี้มีความหมายมหาศาล แต่มันปลูกอะไร มันปลูกความหวัง มันปลูกการต่อสู้ใช่ไหม
คำถามต่อไปคือ ต่อสู้อะไร ต่อสู้ด้วยวิธีไหน คุณสมชายต่อสู้ด้วยการใช้กฎหมาย ด้วยความเชื่อในระบบกฎหมายของรัฐ และด้วยความกล้าหาญ อันนี้ไม่ใช่เหรอเป็นแนวทางของสันติวิธีตลอดมา
คำถามที่สอง ... สันติวิธีไม่ใช่เรื่องของรัฐสภานะครับ รัฐสภาเป็นส่วนนิดเดียวของสันติวิธี ...ผมไม่ได้หมายความว่าให้นั่งเฉยๆ เขียนจดหมาย การต่อสู้ด้วยสันติวิธีมีนับไม่ถ้วนวิธีเลย สันติวิธีไม่ใช่แค่เดินขบวนบนถนนแล้วบอกว่า นี่เป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี อยู่ที่บ้านก็เป็นได้ หลังเหตุการณ์พฤษภา’35 ผมเสนอว่า วิธีการหนึ่งที่จะต่อสู้กับเผด็จการทหารในสมัยนั้น ผมพูดกับนักหนังสือพิมพ์ว่า ลองถอนเงินจากธนาคารในสมัยนั้นดูสิ สะเทือนเลย การถอนเงินเป็นสิทธิโดยชอบของประชาชนทุกคน เงินเป็นของคุณ แต่ถามว่าถอนแล้วเกิดอะไรขึ้น ผมว่าสะเทือนเลย ไม่กี่วันหลังจากนั้น กรรมการผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งออกมาพูดว่า ธนาคารของเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายที่ยึดอำนาจหรือฝ่ายทหาร
สันติวิธีมีเยอะ ที่จะทำการต่อสู้แบบนี้ได้ สภาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันเล็ก การเจรจาก็ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ทีนี้ถามว่า ใช้ความรุนแรงแล้วเป็นอย่างนี้ คุณนาตยาถามว่า แล้วชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นยังไง ผมว่าน่าสนใจนะครับ ทุกเวทีทุกสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งชนิดที่ถึงตาย ระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นภาครัฐและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอะไรก็แล้วแต่ คนที่เดือดร้อนลำบากคือใคร ผมว่าชาวบ้านธรรมดาที่เดือดร้อน คนธรรมดาๆ ตอนนี้ติดกับในสิ่งเหล่านี้ แล้วจะให้เขาพูดอะไร เวลานี้เขาทำอะไร เขาก็ทน ถามเขา เขาก็ไม่พูด นี่คืออันตรายไม่ใช่เหรอ ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกร้องก็คือว่า วันนี้พูดกับผู้ก่อการ เพราะว่าพูดกับภาครัฐมาเยอะแล้ว จนเขารำคาญแล้ว แต่ในสถานการณ์อย่างแบบนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อก็คือชาวบ้านธรรมดา ฉะนั้นเวลาบอกว่าจะต้องฟังเสียงของชาวบ้าน ผมว่าความปลอดภัยชีวิตปกติเป็นอย่างนี้
คิดดูนะครับว่าเด็กวันนี้ที่อายุ 10 ขวบในหมู่บ้านเล็กๆ ในยี่งอ (จังหวัดนราธิวาส) โตมาโดยที่ไม่ได้เห็นเลยว่า พื้นที่ตรงนี้มีความปลอดภัยขนาดไหน 10 ขวบแล้วนะ แล้วเราอยากจะเห็น generation ต่อไปเป็นอย่างนี้หรือ แล้วหน้าที่ของ peace research หน้าที่ของการทำงานเพื่อสันติภาพคืออะไร ถ้าไม่คิดถึง generation ต่อไป ผมว่านี่คือโจทย์สำคัญและสันติวิธีพยายามที่จะพูดถึงปัญหาตรงนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่ามี autonomy หรือ peace process นี่เป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่ความรุนแรงก็เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ถ้าไม่ทำเช่นนี้ เรื่องอื่นก็จะตามมาไม่ได้
ผมคิดว่าเป็นเวลาที่ดีที่จะต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที และทำความเข้าใจการใช้สันติวิธีทั้งภาครัฐและใครก็ได้ที่ใช้ความรุนแรงใน เวลานี้ ผมคิดว่า ดูเบาอำนาจของมันมากเกินไป แล้วหลงอยู่ในกับดักของความรุนแรงทั้งสองฝ่าย ได้เวลาเปิดตาหรือยัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
หลากความเห็น Pat(t)ani Peace Process เมื่อ‘คนใน’ต้องเป็น‘ตัวกลาง’สร้างสันติภาพ
Prof. Chaiwat’s Submission of Peace Message to Southern Insurgents
เปิดเวที Pat(t)ani Peace Process เดินหน้าสร้างสันติภาพชายแดนใต้
อภิสิทธิ์หนุนรัฐพูดคุยกับผู้เห็นต่าง มหาเธร์ยันปกครองตนเอง “ทางออกหนึ่ง” ดับไฟใต้
“Insiders” must be the one carrying the torch for peace
ดร.โนเบิร์ต โรเปอร์ส : “คนใน” ต้องเป็นผู้นำถือคบไฟเพื่อสันติภาพ
Launching “Pa[t]tani Peace Process” : Building Common Space, Brainstorming Ideas to Tackle Southern Violence
เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้

ศาลอุทธรณ์รับฟ้อง "รสนา โตสิตระกูล" ฟ้องหมิ่นประมาท "จตุพร พรหมพันธุ์"

ที่มา ประชาไท

 
ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ขณะที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าการกล่าวของจตุพร พรหมพันธุ์ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่ารสนา โตสิตระกูลเป็นพวกเดียวกับพันธมิตร ซึ่งทำให้ได้รับความเสียหาย จึงพิพากษากลับให้รับฟ้อง เพื่อสืบพยานและมีคำพิพากษาต่อไป
มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (11 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 804 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.3982/2553 ที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 29 ส.ค.53 นายจตุพร จำเลย ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า โจทก์มีความพยายามโยกคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีโจทก์เป็นตัวตั้งตัวตี โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่มีมูล ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์
โดยศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยซักค้านว่า โจทก์เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และโจทก์มีความสนิทสนมกับนายพิภพ ธงไชย เป็นกรรมการมูลนิธิโกมลคีมทอง และมูลนิธิสุขภาพไทย โดยโจทก์รู้จักกับนายพิภพเป็นการส่วนตัวและทราบว่านายพิภพเป็นหนึ่งในแกนนำ พันธมิตร ช่วงที่กลุ่มพันธมิตรล้อมทำเนียบ โจทก์และ ส.ว. หลายคนเดินทางไปเยี่ยมผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล การกล่าวเช่นนี้ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นพวกเดียวกับกลุ่ม พันธมิตร ที่จำเลยให้สัมภาษณ์ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าโจทก์ใช้อำนาจ หน้าที่ช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรผู้ต้องหาซึ่งเป็นพรรคพวกเดียวกับโจทก์ทำให้ โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับเป็นให้ประทับฟ้อง เพื่อสืบพยานและมีคำพิพากษาต่อไป
ทั้งนี้ ศาลอาญานัดสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น

กวีประชาไท: "จำปาลาว:ลั่นทม" บทสนทนา:ทุนกับสังคมนิยม

ที่มา ประชาไท

 


เธอบอกว่าเธอชอบดอกจำปาลาว
เธอหลงไหลในกลิ่น และรูปลักษณ์ หอม สวยงาม
งั้นไปหาบนหลุมฝังศพไหม....
ใช่ มันคือ ดอกลั่นทม เธอบอกเธอกลัว
โอ แม่เจ้าดอกไม้ เธอบอกเธอคือคนของทุนนิยม
ชอบสินค้าแบรนด์เนม พักโรงแรมหรู กินกาแฟนอก
ฉันบอก ฉันคือคนของสังคมนิยม ติดดิน คลุกฝุ่น
อะไรก็ได้ที่ง่ายๆ กิน นอน ดำรงอยู่....
เธอหาว่า ฉันปฏิเสธทุน..ทั้งที่อยู่กับเทคโนโลยี
หัดเปิดกะโหลกมองโลกบ้าง...
งั้นฉันจะดักตีหัวพวกทุนนิยม ฉันหยอกเธอเล่น
ฉันก็ชอบตบกับพวกสังคมนิยมจัด เธอโต้ตอบ
ถึงเป็นทุนก็เป็นทุนเห็นหัวชาวบ้าน เธอบอก
ฉันก็บอกเธอถึงจะสังคมนิยม ก็หาได้ปฏิเสธทุน
แค่ทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีตัวตนอยู่ในสังคมนี้
อย่าให้พวกเขาเอาแต่กดขี่ ข่มเหง รังแก
ดอกไม้พร้อมออกจากกระถางหรือยัง
ออกไปสู่ทุ่งกว้าง เป็นมิตรกับหนอน ใช่สารเคมี
ออกจากกรอบและระบบวิถี สู่ธรรมชาติ
"มีขี้วัวไหม" เธอถาม ....

ที่มาภาพ: Palm Phakwalan

กสทช. จัดเวที 'สื่อการเมือง' ถก จรรยาบรรณกับการกำกับดูแลกันเอง

ที่มา ประชาไท

 
 กสทช. จัดเวที วอยซ์ทีวี-เอเอสทีวี-บลูสกาย-เอเชียอัพเดท พร้อมนักวิชาการ-สื่อต่างประเทศ-ผู้บริโภค คุยมุมมองเรื่องการกำกับดูแลกันเองของ "สื่อการเมือง"

(11 ก.ย.55) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดเสวนาไตรภาคี ครั้งที่ 3 หัวข้อ “จรรยาบรรณสื่อกับการพัฒนาการเมืองไทย” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าวโดยมีคนทำสื่อ นักวิชาการ และผู้บริโภคเข้าร่วม
รมิดา จรินทิพย์พิทักษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลตนเอง กสทช. เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงร่างกรอบจรรยาบรรณพื้นฐานของวิชาชีพสื่อ 7 ข้อ ว่าได้แก่ หลักจริยธรรม หลักความเป็นอิสระ หลักสิทธิมนุษยชน หลักความทั่วถึง หลักความหลากหลาย ทั้งแง่เนื้อหารายงานและกลุ่มเป้าหมาย หลักความถูกต้องเที่ยงตรง และหลักความไม่ลำเอียง ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง และเปิดพื้นที่ให้ชี้แจง
พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อถือเป็นสินค้าสาธารณะหรือสินค้าคุณธรรม ซึ่งมีผลต่ออุดมการณ์ความคิดของคนในสังคม สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจากสื่อ คือ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ดราม่า รู้ทันกลุ่มการเมือง กลุ่มอำนาจ กลุ่มทุน กลุ่มอำมาตย์ทั้งใหม่และเก่า แม้หลายครั้งในการร่วมเวทีกับสื่อ สื่อมักบอกว่าผู้บริโภคต้องเท่าทันสื่อ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าผู้บริโภคมีงานส่วนตัวที่ต้องทำ ไม่ได้มีหน้าที่หาความจริง ค้นหาข้อมูลข่าวสาร การจะรู้เท่าทันสื่อคงยาก อยากให้สื่อทันกลุ่มอำนาจมากกว่า
ในด้านความถูกต้องเที่ยงตรง ในข่าวการเมืองนั้น เมื่อนักข่าวลงพื้นที่จะมีการเล่าเรื่อง มุมกล้อง ซึ่งมีอัตวิสัยเป็นปกติอยู่แล้ว จากงานวิจัยของตนเองพบว่า สำนักข่าวต่างประเทศ ไม่ว่าบีบีซี ซีเอ็นเอ็น ก็มีความเห็นส่วนบุคคลอยู่บ้าง แต่จะเห็นว่าสื่อที่ไม่ได้อยู่บนกลไกตลาด เช่น บีบีซี การแบ่งพื้นที่ของสื่อจะเท่ากัน
ด้านองค์กรกำกับดูแลสื่อ ต้องมีจุดยืนเชิงนโยบายว่าจะให้สื่อเป็นตลาดทางความคิด ให้ผู้บริโภคมีทางเลือก หรือจะเป็นสินค้าคุณธรรม ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออุดมการณ์ ทั้งนี้ อยากให้เน้นการกำกับข่าวการเมืองช่วงการเลือกตั้ง เพราะระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงหาเสียงนั้นสำคัญ และการเมืองหลายครั้งเป็นอารมณ์ หากเสนอข่าวเลือกข้างหรือดราม่า จะมีผลต่อการจูงใจคน อันจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจในอนาคต
ทั้งนี้ พิจิตรา เรียกร้องต่อสื่อสามข้อ ได้แก่ หนึ่ง ขอให้เคารพข้อมูลส่วนตัว หรือสิทธิมนุษยชนของคนที่เป็นข่าว สอง ระวัง hate speech ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง ความแตกแยก และ สาม สื่อไม่ควรทำตัวเป็นศูนย์โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ควรเป็นเอเย่นต์ของกลุ่มอำนาจใด เพราะถือว่าให้พื้นที่สาธารณะแก่สื่อแล้ว ก็อยากให้สื่อให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกลับมา โดยถ้าสื่อทำได้ ประเทศไทยจะมีความหวังมากขึ้น

สมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทีวีสาธารณะ ระบุว่า ที่ผ่านมา มีความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลข่าวสาร ทำให้มีการก่อตั้งสื่อขึ้นมากมาย ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 เกิดสื่อเฉพาะกิจหรือสื่อการเมืองจำนวนมาก เนื่องมาจากมีผู้ใช้อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจควบคุมข้อมูลข่าวสารให้เป็นไป ในทางที่ต้องการ จึงเกิดการเปิดสื่อใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ เช่น ดาวเทียม วิทยุชุมชน
อย่างไรก็ตาม เขาตั้งคำถามว่า การเกิดขึ้นของสื่อจำนวนมาก แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของข่าวสารจริงหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่าเมื่อเกิดมาก กลับมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เกิดการจูงใจ ใช้เป็นกระบอกเสียงการเมือง ทำให้เกิดปัญหา เพราะไม่ได้ใช้หลักวิชาชีพสื่อมาเทียบเคียง สื่อต่างๆ มีภารกิจเฉพาะกิจของตัว เพื่อสร้างคะแนนนิยมหรือกำหนดทิศทางการเมือง มีการใช้กลยุทธ์ต่างๆ สร้างคะแนนนิยม และมองว่าบางครั้ง แม้ว่าคนทำสื่อเลือกข้างจะมีความเป็นวิชาชีพสื่อ แต่ก็ไม่กล้าใช้ฝีมือวิชาชีพเพราะจะกระทบจิตใจผู้ติดตามสื่อ
สำหรับเสรีภาพสื่อ เสนอว่า รัฐไม่ยุ่งจะดีที่สุด ควรปล่อยให้สื่อสามารถดูแลกันเอง กำกับกันเอง อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมา ดูเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์จะเห็นว่าคุมกันไม่ได้ผล ในต่างประเทศเองก็ไม่สามารถควบคุมดูแลกันเองได้ เช่น กรณี News of the World ของอังกฤษ ซึ่งมีคณะกรรมการไต่สวนเรื่องการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารที่ผิดจรรรยาบรรณ และความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง โดยมีการเสนอให้ภาครัฐมาร่วมกำกับ แต่ก็มีการสะท้อนจากทั้งสื่อและนักการเมืองบางส่วนว่าไม่เห็นด้วย
ขณะที่สื่อวิทยุโทรทัศน์ของอังกฤษ มีการกำกับดูแลมากกว่า เพราะถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรสาธารณะมาทำสื่อ มีองค์กรคล้าย กสทช.กำกับ ครั้งหนึ่งในลอนดอน ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง มีดีเจวิทยุ สนับสนุนผู้สมัครคนหนึ่ง คณะกรรมการกำกับดูแลมีมติว่า ดีเจไม่ได้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ ดีเจคนดังกล่าวจึงถูกเจ้าของสถานีลงโทษ
สมชัย กล่าวว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ดูเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ของไทย ยังดูแลกันเองไม่ได้ผล การกำกับดูแลนั้น อาจต้องมีองค์กรอะไรมาผสมเพื่อให้กำกับได้หรือไม่ นอกจากนี้ ฝากถึงคำถามถึง กสทช.ด้วยว่า จะกำกับสื่อค่ายการเมืองและสื่อค่ายศาสนา ที่มีอิทธิพลควบคุมความคิดคนอย่างไรด้วย

จอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวอิสระ วอยซ์ทีวี
มองว่า สิบปีที่ผ่านมา ภาวะทำสื่อของเมืองไทย ตกต่ำ วิกฤต และเลวร้ายที่สุด ก่อน 19 ก.ย.49 เห็นการทำข่าวที่ตรวจสอบท้วงติงอย่างเป็นระบบ แต่หลัง19 ก.ย. ไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นแล้ว
จอม กล่าวว่า สื่อรู้ทันทุนอยู่แล้ว แต่สื่อเองก็กลัวที่จะหลุดจากวิชาชีพ ไม่สามารถอยู่ได้ในพื้นที่ แทนการรู้ทันท้วงติงตามวิชาชีพ กลับต้องดูแลปกป้องทุนที่ช่วยเหลือตัวเอง ทั้งนี้ มองว่า สื่อที่ถูกมองว่าเลือกข้างแล้ว การจะยืนบนจริยธรรมยากมาก เพราะมีมวลชน-แฟนคลับที่อยากฟังด้านเดียว เช่น กรณีวอยซ์ทีวี หลายครั้งพยายามสร้างสมดุล สร้างความแตกต่าง วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ฝั่งแดง หรือรัฐบาล พบว่าเป็นเรื่องยาก
เรื่องของจรรยาบรรณเป็นสิ่งที่พยายามพูดกัน แต่ปฏิบัติจริงไม่ได้ กลไกการตรวจสอบมี แต่ก็จะเห็นว่า แม้แต่หนังสือพิมพ์ที่มีระบบชัดเจนมานานก็ยังตรวจสอบไม่ได้ เพราะจิตสำนึกคนทำสื่อไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะอย่างจริงจัง แต่คำนึงถึงการอยู่รอดและสถานะส่วนตัว
จอม กล่าวว่า เรามีคนทำข่าวการเมืองที่มีคุณภาพเยอะ แต่ก็เลี่ยงไม่ทำกัน เพราะพูดไปแล้วอยู่ไม่ได้ หรือช่องไม่ยอม จึงหันมาเล่นเชิงดราม่า อาชญากรรม หรือเล่นกับคนที่ไม่มีอำนาจแทน เช่น ศิลปิน ดารา
เขาตั้งคำถามว่า คนทำข่าวคิดหรือยังว่าจะเปลี่ยนผ่านโดยไม่ฆ่ากันได้อย่างไร ในขณะที่ความรู้สึกของคนไทยทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาไม่เชื่อในอำนาจรัฐ หรืออำนาจเดิมที่มีอยู่ เช่นนี้เราจะเปลี่ยนความคิดหลากหลายไปสู่การสร้างประเทศที่มั่นคงได้อย่างไร เรากำลังต่อสู้ทางความคิด ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมเป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ การต่อสู้ทางความคิดในสื่อทุกแขนง ทั้งนี้ ไม่ต้องการให้เกิดสงครามการเมืองอีก คนทำข่าวการเมืองจะต้องสังวรณ์เรื่องนี้ให้มาก
ด้านการกำกับดูแล ไม่อยากให้คนทำสื่อมาตั้งองค์กรดูแลกันเอง เพราะเมื่อกระทบประโยชน์กันจะไม่แตะกัน แต่ควรให้ประชาชนตั้งและบอกว่าอยากเห็นสื่อเป็นอย่างไร นอกจากนี้ การที่ กสทช.จะมากำกับเองนั้นมองว่าไม่ถูกต้อง เพราะยังถือเป็นองค์กรรัฐ แต่อาจทำหน้าที่หนุนองค์กรอิสระที่มีหลายภาคส่วน มาตรวจสอบน่าจะดีกว่า

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ
กล่าวว่า ข้อแตกต่างของสื่อปัจจุบันกับสิปีก่อน แบ่งได้เป็น 4 ข้อ หนึ่ง เกิดความขัดแย้งทางการเมือง เกิดสื่อหลายฝ่าย ประกาศตัวเองเลือกข้างชัดเจน มีความหลากหลาย สอง ประชาชนเป็นสื่อเองได้ ในแง่การเข้าถึงพื้นที่อินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน เคเบิล ดาวเทียม ต้นทุนลดลง ทำให้ทางเลือกและพลังการเข้าถึง-กระจายความเห็น มากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โลกของสื่อใหม่ เส้นแบ่งระหว่างสื่ออาชีพและมือสมัครเล่นแยกกันยาก ยกตัวอย่างว่า เมื่อเปิดสื่อออนไลน์มา เรามีทั้งข้อความจากนักข่าวสนาม จากเพื่อน จากการแลกเปลี่ยนความเห็น ในพื้นที่เดียวกัน สาม มี กสทช. ซึ่งแบกความคาดหวัง ว่าจะมีบทบาทในการทำให้เกิดสถานการณ์ที่ดีขึ้น
ทั้งสามข้อนำไปสู่ สี่ การเรียกร้องจริยธรรมสื่อ เสนอตัวอย่างของวิชาชีพบัญชี ที่มีสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าวางมาตรฐานและยกระดับวิชาชีพ มีการบังคับใช้ที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เช่น ร้องเรียนเรื่องการฟอกเงิน มีกลไกตรวจสอบกันเอง เรียกสอบสวน มีการลงโทษตั้งแต่ภาคทัณฑ์ไปจนถึงการยึดใบอนุญาต
ในด้านกรอบจริยธรรม เมื่อยอมรับว่ามีสื่อเลือกข้าง ตั้งคำถามว่าเลือกข้างอย่างเป็นมืออาชีพได้หรือไม่ จะบอกได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่สื่อกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อ และนักข่าว-สมาคมนักข่าว จะว่าอย่างไร ถ้าไม่มีการแก้ไข กสทช.จะช่วยกำกับได้หรือไม่ ถ้ามีการเอาอุดมการณ์การเมืองมายั่วยุ ให้แตกแยก จะมีกลไกจัดการอย่างไร
สฤณี กล่าวว่า โดยสรุป โจทย์ใหญ่ของ กสทช. คือ หนึ่ง สร้างความเข้าใจตรงกันว่ามาตรฐานขั้นต่ำจรรยาบรรณสื่อไทยอยู่ตรงไหน เพราะปัจจุบันสับสนมาก สอง สร้างกลไกให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า ไม่ทำตามมาตรฐานแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ฝากสื่อมวลชนว่าไม่อยากเห็นการแบ่งแยกว่า เป็นมืออาชีพแล้วไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร เหมือนแพทย์ประกอบโรคศิลป์ที่ทำหน้าที่ของตัวเองแต่สนใจไม่จัดการกับหมอ เถื่อน ก็จะกระทบกับทั้งวงการ

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการอิสระ
กล่าวว่า จริยธรรมของผู้ประกอบการและนักวิชาชีพนั้นต่างกัน อาจต้องมีกติกาในองค์กรระหว่างผู้มีอำนาจในการคุมเนื้อหากับฝ่ายวิชาชีพที่ ทำหน้าที่ปฏิบัติงาน ไม่อย่างนั้น จริยธรรมของนักวิชาชีพจะถูกคอร์รัป แล้วต่อไปสังคมจะไม่เหลือคนที่พูดอะไรเที่ยงตรง แทนความคิดที่หลากหลาย พูดความจริง จะมีแต่สื่อที่ตีกรอบให้เข้าแนวคิดของตัวเอง
ทั้งนี้ ในการกำกับจริยธรรมนั้น อาจเป็นในรูปแบบไตรภาคี หรือมีวิธีใหม่ๆ เพื่อถ่วงดุลในองค์กรระหว่างห้องข่าวกับผู้บริหาร หรือให้มีการเตือนผู้บริโภคเป็นระยะๆ ว่าสื่อนั้นๆ เลือกข้างไหนเพื่อให้ผู้บริโภคถ่วงดุลด้วยตัวเองได้ เพราะแม้ว่าผู้บริโภคจะรู้อยู่แล้ว แต่อาจมีแฟนคลับใหม่เข้ามาติดตาม
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ASTV อ้างถึงผลสำรวจเอแบคโพลล์ที่บอกว่า ประชาชนกว่า 60% รับได้กับการคอร์รัปชั่น โดยคนอายุน้อยมีแนวโน้มยอมรับได้มาก แสดงถึงความล้มเหลวรวมหมู่ ซึ่งสื่อปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะสื่อเป็นอย่างไร ประชาชนเป็นอย่างนั้น นอกจากนี้ จากการที่ ดุสิต นนทนาคร อดีตประธานหอการค้าไทย เคยบอกว่า การเรียกสินบนเมื่อปี 54 เพิ่มขึ้น 50% จะเห็นว่า สื่อถูกดึงเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง ทำให้อิสรภาพสื่อถูกลิดรอนและหายไป
ทั้งนี้ ปานเทพ มองว่า ถ้าให้สื่อรู้ทันนักการเมือง กสทช.ต้องรู้ทันทุนและนักการเมืองด้วย เพราะถ้าตั้งโจทย์ผิดกลายเป็นเครื่องมือฝ่ายทุน สำหรับ เอเอสทีวีตรวจสอบรัฐบาลทุกยุค ประท้วงทุกรัฐบาล ทั้งทักษิณ สุรยุทธ์ สมัคร สมชาย ไม่เว้นแม้อภิสิทธิ์ ได้พิสูจน์บางอย่างโดยเห็นว่า เมื่อเริ่มตรวจสอบประชาธิปัตย์ทุนจะหายไป เมื่อตรวจสอบยิ่งลักษณ์ ยิ่งไม่มีใครกล้าลงโฆษณา
สำหรับไทยพีบีเอสอาจไม่ต้องกังวลเรื่องทุนทางการเมืองกลั่นแกล้ง แต่แคบไปเพียงโทรทัศน์หนึ่งช่อง ปัจจุบันมีสื่อที่สร้างสรรค์ เฟซบุ๊ก บล็อก นำเสนอได้ก้าวหน้ากว่ากระแสหลัก ทั้งหมดเพราะสื่อหลักไม่ทำงาน ถ้าฟรีทีวี วิทยุ มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอะไรให้ชาติ จะไม่มาถึงขนาดนี้ ถ้าเปิดพื้นที่จริง ไม่จำเป็นต้องมีสื่อทางเลือก
สื่อทางเลือกล้วนมีทุนหนุนหลัง ตั้งคำถามว่าสื่อเหล่านี้จะตรวจสอบคอร์รัปชั่นในทุนของตัวเองได้อย่างไร ทั้งนี้ยังไม่คิดว่าสื่อที่เลือกข้างที่มีทุนทางการเมืองจะดูแลกันเองได้ การตั้งคณะกรรมการกันเองจะทำไม่ได้ เพราะจะเกรงใจกันและไม่ปฏิบัติตาม จนต้องออกมาตรการบังคับ ซึ่งจะกระทบสิทธิเสรีภาพ ทั้งนี้ ในการกำกับกันเองนั้น เสนอว่า ควรแยกสื่อเพื่อนักการเมืองไว้เป็นอีกหนึ่งหมวด และควรให้พื้นที่สื่อแต่ละพรรคเท่าเทียมกัน โดยนอกจากการดูแลกันเอง อาจต้องมี กกต. กำกับด้วย
ปานเทพ กล่าวด้วยว่า โจทย์สำคัญปัจจุบันคือ เรายังแยกไม่ออกระหว่างสื่อกับเครื่องมือของทุนและนักการเมือง

วิทเยนทร์ มุตตามระ ตัวแทนจากบลูสกายแชนแนล กล่าวว่า คนมองว่าการเกิดขึ้นของสื่อจำนวนมาก มีจุดเปลี่ยนที่การรัฐประหาร แต่จริงๆ แล้วเกิดก่อนหน้านั้น เพราะเสรีภาพที่ถูกจำกัดในช่วงปี 47-48 คน คนเห็นต่างจากรัฐบาล ถูกถอดรายการ เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ต้องหาช่องทางแสดงความคิด โชคดีที่มีเทคโนโลยี ดาวเทียม วิทยุชุมชน จนพอมาในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ คนก็ติกันว่ารัฐบาลไม่ทำอะไร ทำให้เกิดสื่อดาวเทียม วิทยุชุมชนเป็นปัญหาขึ้น
สำหรับบลูสกายแชนแนลนั้น ก่อตั้งเมื่อตุลาคม 54 แต่มีปัญหาเรื่องการออกอากาศมาตลอด แม้จะมีการเซ็นสัญญาแล้วก็ตาม จนมาได้ออกอากาศเมื่อ 1 ก.พ.ปีนี้ นอกจากนี้ อาคารที่เช่าก็ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าไปดูสัญญาเช่า เอกสารชำระเงินถึง 2 ครั้งในหนึ่งเดือน ถามไปยัง กสทช.ว่านี่คือการคุกคามเสรีภาพใช่หรือไม่
สำหรับแนวทางปฏิบัติในการดูแลกันเอง ขอให้มีทั้งการกำกับและส่งเสริม บังคับปฏิบัติใช้กันเสมอหน้า ส่งเสริมค่านิยมที่ถูกให้กับสังคม เช่น ต่อต้านค่านิยมเรื่องคอร์รัปชั่น และส่งเสริมคนที่ปฏิบัติได้ตามกรอบ ให้ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ถูกคุกคามในการนำเสนอ เช่น ผู้ประกาศบลูสกายบางคนถูกถอดจากช่องอื่นๆ ที่ทำอยู่

บูรพา เล็กล้วนงาม ตัวแทนจากเอเชียอัพเดท
กล่าวว่า เมื่อพูดถึงจรรยาบรรณสื่อ ต้องพิจารณาก่อนว่า สื่อคืออะไร ส่วนตัวมองว่า สื่อมวลชน คือ สื่อของมวลชน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยลัทธิที่เหมาะกับมวลชนคือประชาธิปไตย ซึ่งเคารพสิทธิเสรีภาพ ดังนั้น สื่อจึงต้องมีประชาธิปไตยและประชาชนเป็นผู้กำกับ
สำหรับการกำกับดูแลกันเองของสื่อนั้น กสทช.อาจเป็นตัวกลาง เชิญสื่อมาออกทีวี ตั้งประเด็นว่าการเสนอข่าวแบบนี้ สื่อถึงอะไร ทำไมจึงเสนอแบบนั้น หรือในวาระครบหกปีการรัฐประหาร ก็ให้บอกจุดยืนของสื่อแต่ละแห่ง ทำเช่นนี้ เดือนละครั้ง เพื่อคนจะทราบจุดยืนและถือเป็นการตรวจสอบกันไปมา

แพทริก วินน์ กรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) และผู้สื่อข่าวอาวุโส เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Global Post กล่าวว่า สื่อการเมืองไทยไม่ใช่แค่เลือกข้าง แต่มีส่วนกับการเคลื่อนไหวบนถนน คนดูก็รู้ว่าใครเป็นสีอะไร ซึ่งก็ดีที่จริงใจและยอมรับว่าเป็นสื่อเลือกข้าง ทั้งนี้ มองว่า อคติแบบที่เป็นอันตรายต่อเมืองไทยกว่า คืออคติต่อนายทุนและผู้มีอำนาจ เช่น ถ้าผู้มีอำนาจไม่แถลงข่าวก็ประหนึ่งว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
เขากล่าวว่า ข้อควรรระวังในการนำเสนอคือ การรายงานแบบอ้างคำพูดโดยตรง เพราะอาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เท็จ หรือตกเป็นเครื่องมือ โดยควรมีแหล่งน้อยอย่างน้อย 3 แหล่ง หรือ 2-3 มุมมองในเรื่อง เพื่อมุมมองที่รอบด้าน นอกจากนี้ ส่วนตัวจะไม่เดินทางแบบที่มีสปอนเซอร์จัดให้ เพราะมองว่าจะได้เห็นแต่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น และไม่ค่อยเห็นคนที่ไป วิจารณ์คนจัดทริปเท่าใด รวมถึงไม่ควรเสนอข่าวลือของนักการเมือง เพราะแม้จะมีเนื้อหาน่าตื่นเต้นมาก แต่พอนักข่าวไม่เจาะลึก-ตรวจสอบ คนก็จะไม่รู้ว่าเรื่องนั้นๆ จริงไหม
แม้จะมีการเกิดขึ้นของสื่อพลเมืองจำนวนมาก อยู่ในที่ต่างๆ ที่นักข่าวอาจไม่ได้อยู่ อัพเดทได้ปัจจุบันทันด่วน และนำมาใช้ได้ฟรี เช่น ทวิตเตอร์ของมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่ง ซึ่งถ่ายคลิปเหตุการณ์ระเบิดที่สุขุมวิท แต่นักข่าวอาชีพควรมีอยู่ต่อไป เพราะการทำข่าววันต่อวันต้องใช้เวลาสูง มอเตอร์ไซค์รับจ้างคงไม่ไปรอนายกฯ ที่ทำเนียบเพื่อถามถึงนโยบายจำนำข้าว เพราะไม่ใช่เรื่องสนุกของคนส่วนใหญ่ ดังนั้น ตราบใดที่คนในสังคมยังไม่เห็นว่าเรื่องเหล่านี้สนุกต้องมีนักข่าวต่อไป
เขากล่าวว่า หวังว่า กสทช.จะเน้นการปกป้องนักข่าวจากผู้มีอิทธิพลในสังคม ไม่ใช่ปกป้องผู้มีอิทธิพลจากการเป็นข่า ทั้งนี้หากรัฐบาลอยากกำกับควบคุมสื่อจะนำสู่การลงโทษซึ่งไม่ใช่หนทางที่ดี ควรให้ดูแลกันเอง เราไม่สามารถเซ็นเซอร์ได้อีกแล้ว ทันทีที่ปิดวิทยุชุมชน ดาวเทียม จะขึ้นมาอีกในรูปอินเทอร์เน็ต คนจะกระหายข้อมูลเหล่านั้น ไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่นไหม นอกจากเผชิญหน้ากับมัน เชื่อในผู้บริโภค ให้มีข้อมูลหลากหลาย

อุษา บิกกินส์ ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
มองว่า สื่อเลือกข้างนั้นไม่เป็นไร แต่อยากให้บอกหน่อยว่าอยู่ข้างไหน ส่วนการปิดกั้นสื่อเลือกข้างนั้น มองว่าทำไม่ได้ ต้องเข้าใจเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
สำหรับการตัดอิทธิพลสื่อทุน-รัฐพูดกันมานานแล้ว แต่ยังทำไม่ได้ มองว่าสิ่งที่ภาครัฐ หรือ กสทช.ทำได้คือตกลงร่วมกัน ว่า ควรมีข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนกี่เปอร์เซ็น ไม่ใช่ผลิตซ้ำ สะท้อนแต่เสียงนักการเมือง แต่ควรฟังภาคประชาชนด้วย และเน้นว่า การตรวจสอบ-กำกับดูแลกันเอง ควรอยู่ที่สื่อกระแสหลัก ที่อยู่ในฟรีทีวีทุกช่อง

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.
แสดงความเห็นว่า หลายคนคาดหวังกับ กสทช. แต่อยากบอกว่า กสทช. 11 คนก็มีความคาดหวังส่วนตัว ไม่ว่าจากรัฐ ทุน ฯลฯ สังคมจึงต้องกำกับการโหวตต่างๆ ของ กสทช.ด้วย อย่างไรก็ตาม มองว่า หากรัฐมาเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสาร ประชาธิปไตยจะล้มเหลว ดังนั้น หน้าที่ของรัฐจึงควรกำกับหน่วยธุรกิจ เช่น เวลาโฆษณา ส่วนวิชาชีพนั้นให้กำกับกันเอง

สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง
ให้ สัมภาษณ์ว่า จากการพูดคุยกันนี้ มองว่า กสทช.ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งในการเป็นตัวกลางระหว่างคนทำสื่อต่างๆ ซึ่ง กสทช. คงต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สุภิญญา กล่าวว่า สำหรับการพูดคุยในวันนี้จะนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแลต่อไป โดยในปีหน้า เมื่อสื่อต่างๆ ลงทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว ต้องมีการตั้งองค์กรวิชาชีพ เพื่อกำกับดูแลกันเอง เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน ต้องแก้ไขปัญหา แต่หากไม่จบในขั้นของวิชาชีพ กสทช.ก็อาจต้องเข้ามาใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมองว่าจะใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในเรื่องนี้ยังไม่สรุป