WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 13, 2012

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: พรรคพวกเพื่อนศาล Fast Track (1)

ที่มา ประชาไท

 

อ.นวลน้อย ตรีรัตน์ เสนองานวิจัยเรื่อง “เครือข่ายผู้บริหารระดับสูงผ่านเครือข่ายทางการศึกษา” ชี้ว่าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงเป็นช่องทางให้เกิดชนชั้นนำใหม่และทำให้ชน ชั้นนำรวมตัวกันเหนียวแน่นมากขึ้น
“การรวมตัวระหว่างชนชั้นนำผ่านการศึกษาในหลักสูตรผู้บริการระดับสูงทำให้ชนชั้นนำมีแนวโน้ม

(1) แข่งขันลดลงและเป็นไปได้ที่จะแบ่งปันอำนาจระหว่างชนชั้นนำด้วยกันภายใต้ความ สัมพันธ์แบบ “พรรคพวกเพื่อนฝูง” การแข่งขันหรือการเข้าถึงจากภายนอกโดยเฉพาะจากประชาชนทั่วไปจึงเป็นไปได้ยาก เพราะ “กำแพงของความเป็นเพื่อน” ผ่านหลักสูตรผู้บริหารทั้ง 6

(2) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงเป็นเสมือน Fast Track ทำให้คนกลุ่มใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำได้”
หลักสูตรที่ อ.นวลน้อยศึกษา ซึ่งเอาข้าราชการระดับสูง ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร นักการเมือง นักธุรกิจ มาฝึกอบรมร่วมกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการระหว่างผู้เข้าอบรม รุ่นเดียวกันหรือต่างรุ่น ได้แก่
(1) หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (2) หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) ของวิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม (3) หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) ของสถาบันพระปกเกล้า (4) หลักสูตรการพัฒนาการเมืองการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (5) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ของสถาบันวิทยาการตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ (6) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) ของหอการค้าไทย

แหม ไม่ยักรวมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูงของสถาบันอิศราเข้าไปด้วย มองข้ามกันได้ไง ฮิฮิ
ใน 6 หลักสูตรที่ อ.นวลน้อยยกมา ที่ “น่าวิตก” ที่สุดในทัศนะผมคือ หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง ซึ่งเอาพ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมือง เข้าไปอบรม “เป็นเพื่อน” กับผู้พิพากษาระดับสูง
นั่นอาจเพราะผมยังมีทัศนะแบบบ้านๆ ว่าผู้พิพากษาท่านเป็นปูชนียบุคคล เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธย อยู่สูงส่งเหนือมนุษย์ทั่วไป ในแง่ศีลธรรมจรรยา ผู้พิพากษาท่านก็มีศีลธรรมจนล้น ไม่ใช่พระก็น้องๆ พระ คำพิพากษาจึงแฝงพระธรรมคำสอนผู้คนอยู่ทั่วไป เราๆ ท่านๆ ฟังแล้วก็ได้แต่สาธุ หาบังอาจจะไปวิพากษ์วิจารณ์ในหลักกฎหมายประการใดไม่
แต่ไหง ผู้พิพากษาจึงมาคบหาเสวนาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพ่อค้านายทุน นักการเมือง ซึ่งไม่ใช่แค่นั่งเรียนหนังสือด้วยกัน แต่ยังไปท่องเที่ยว ดูงานต่างประเทศด้วยกัน ตีกอล์ฟ จัดกิจกรรมสังสรรค์เสวนา สนุกสนานเฮฮา
แล้วมันจะไม่เกิดข้อกังขาหรือครหา เวลาคนพวกนี้เป็นโจทก์จำเลยมีคดีขึ้นสู่ศาลหรือครับ
ในแง่นี้ต่างกับตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ที่สังคมมองว่าคบค้าเสวนากับพ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมือง เป็นเรื่องปกติ แต่ผู้พิพากษาในทัศนะสังคมไทย ท่านคือผู้ถือสันโดษ สมถะ ไม่ควรไปสังสรรค์เฮฮา กินข้าวกินเหล้ากับผู้รับเหมา ไม่ควรเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน ผ้าป่า หรือกิจกรรมใดที่ต้องมีการเรี่ยไร ไม่ควรเป็นกระทั่งประธานรุ่นโรงเรียนเก่า ถ้าอยากกินเหล้า ก็ควรกินเหล้าอยู่บ้านคนเดียว หรือกินกับผู้พิพากษาด้วยกัน
ถามว่าสุดขั้วไปไหม อ้าว ก็ผู้พิพากษาท่านไม่ใช่ปุถุชน วิพากษ์วิจารณ์แทบไม่ได้ จะไม่ให้สังคมมองสุดขั้วได้ไง
แล้วเรื่องนี้ก็มีที่มา ไม่ใช่ลอยๆ ดูประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่องจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ พ.ศ.2552 ซึ่งก็ปรับมาจากการประพฤติปฏิบัติของบุรพตุลาการนั่นแหละ
“ข้อ 29 ผู้พิพากษาไม่พึงเป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม สโมสรชมรม หรือองค์การใดๆ หรือเข้าร่วมในกิจการใดๆ อันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา
ข้อ 35 ผู้พิพากษาจักต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อยู่ในกรอบของศีลธรรม และพึงมีความสันโดษ ครองตนอย่างเรียบง่าย สุภาพ สำรวมกิริยามารยาทมีอัธยาศัย ยึดถือจริยธรรมและประเพณีอันดีงามของตุลาการ ทั้งพึงวางตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไป
ข้อ 40 ผู้พิพากษาจักต้องระมัดระวังมิให้การประกอบวิชาชีพ อาชีพ หรือการงานอื่นใดของคู่สมรส ญาติสนิท หรือบุคคลซึ่งอยู่ในครัวเรือนของตนมีลักษณะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการ ปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความ ยุติธรรมของผู้พิพากษา”
เห็นไหมครับว่าผู้พิพากษาต้องสันโดษ เรียบง่าย สำรวม สุภาพ มีกิริยามารยาท (ไม่ใช่วางอำนาจ) ทำตัวให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธา (ทำตัวซกมกก็เห็นจะไม่ได้) บทบัญญัติเหล่านี้ไม่มีอยู่ในวินัยข้าราชการทั่วไป บางอย่างเอามาจากวินัยพระด้วยซ้ำ
บุรพตุลาการท่านห้ามผู้พิพากษาไปเป็นกรรมการหรือสมาชิกชมรม สมาคม สโมสร ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ ก็คืออย่าไปสังสรรค์คบค้าสมาคมกับผู้คนนอกวงการมากเกินไป เพราะถ้ามีความผูกพัน มีน้ำใจ มีบุญคุณ เคารพนับถือกัน ก็อาจกระทบการปฏิบัติหน้าที่ได้
ท่านให้ระมัดระวังกระทั่งการประกอบอาชีพของลูกเมีย ญาติสนิท หรือผู้อยู่ในครัวเรือน แบบว่าตัวเป็นผู้พิพากษา เมียเป็นนายหน้าขายที่ดิน ลูกชายเปิดผับ ลูกสาวเปิดสำนักงานทนาย ฯลฯ ตำรวจทำได้ ทหารทำได้ นักการเมืองทำกันเกร่อ แต่ผู้พิพากษาทำไม่ได้นะครับ เพราะมันล่อแหลมต่อ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ตอนออกประมวลจริยธรรมปี 2544 ประธานศาลฎีกาในขณะนั้น (น่าจะเป็นสมัยท่านสันติ ทักราล) ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำรงตนในโอกาสต่างๆ ของข้าราชการตุลาการ
“ข้อ 3. การจัดเลี้ยงในโอกาสต่างๆ
1. ข้าราชการตุลาการพึงงดเว้นการชักชวนหรือสนับสนุนให้มีการเดินทางไปอวยพร หรือจัดเลี้ยงในโอกาสต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันเกิด หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น เว้นแต่เป็นการกระทำกันภายในหมู่ญาติมิตร หรือเฉพาะ ในหน่วยงานของตนเอง โดยมิได้รบกวนบุคคลภายนอก หรือให้บุคคลภายนอกมาร่วมจัดงาน
2. ข้าราชการตุลาการพึงงดรับของขวัญ ของมีค่า ของกำนัลจากผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคคลอื่น
3. ผู้ใต้บังคับบัญชาพึงงดเว้นการเดินทางไปอวยพรผู้บังคับบัญชา เว้นแต่เป็นการกระทำกันภายในหน่วยงานนั้นเอง ข้าราชการซึ่งอยู่ต่างท้องที่หรืออยู่ห่างไกล หากประสงค์จะอวยพร ควรใช้บัตรอวยพรทางไปรษณีย์แทน”
บอกแล้วว่าถ้าจะกินเหล้าก็ต้องกินในบ้าน หรือกินกับผู้พิพากษาด้วยกัน ห้ามกินกับทนาย ผู้พิพากษาจัดงานขึ้นบ้านใหม่ งานวันเกิด งานปีใหม่ ถ้าเชิญแขกเหรื่อเอิกเกริกถือว่าไม่เหมาะสม ต้องจัดเงียบๆ ในญาติมิตร หรือในสำนักงาน
เรื่องรับของขวัญประมวลจริยธรรมปี 52 เขียนชัดขึ้นด้วยซ้ำ ว่าห้ามลูกเมียด้วย
“ข้อ 42 ผู้พิพากษาและคู่สมรสจักต้องไม่รับของขวัญของกำนัล หรือประโยชน์อื่นใดอันมีมูลค่าเกินกว่าที่พึงให้กันตามอัธยาศัยและประเพณีใน สังคม และจักต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วย”
แม้แต่การเรี่ยไรเพื่อประโยชน์ส่วนรวมท่านก็ห้าม
“ข้อ 39/1 ผู้พิพากษาไม่พึงขอรับเงินสนับสนุนหรือประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานหรือบุคคล ภายนอกในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลยุติธรรม เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการตามระเบียบ คำสั่ง หรือมติว่าด้วยการนั้น”
แปลว่ามูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์จะไปบริจาคเงินตั้งตู้น้ำดื่มให้ศาล เหมือนที่สร้างป้อมยามให้ตำรวจ ก็ไม่ได้
บางคนอาจร้องว่า โห! แบบนี้เป็นผู้พิพากษาก็ต้องวางตัวอยู่ในกรอบแทบกระดิกไม่ได้ ก็ใช่สิครับ รัฐถึงให้เงินเดือนผู้พิพากษาสูงกว่าข้าราชการฝ่ายอื่น เป็นผู้พิพากษามีเกียรติมีศักดิ์ศรี แล้วใช่ว่าจะเอาไปอวด เอาหน้า สร้างฐานะทางสังคม บุรพตุลาการท่านทำแบบอย่างไว้ แต่รุ่นหลังรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ ลูกท่านหลานท่านจบจากนอก อายุ 25 เป็นผู้พิพากษากันแล้ว
สาเหตุที่บุรพตุลาการกำหนดให้ผู้พิพากษาสันโดษ สมถะ ละเว้นการสังสรรค์สโมสร ก็เพราะเล็งเห็นว่าการคบค้าสมาคมกว้างขวางจะทำให้เกิดความรู้จัก เกรงใจ รักใคร่ ผูกพัน ซึ่งเวลาคนเหล่านั้นมีคดีขึ้นศาล แม้ตัวท่านไม่ได้เป็นองค์คณะ แต่ก็อาจรู้จัก เกรงใจ รักใคร่ ผูกพัน กับผู้พิพากษาที่นั่งบัลลังก์ คนเหล่านั้นก็ย่อมจะมาขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษา ขอคำแนะนำ ตามประเพณีอันดีงามของสังคมอุปถัมภ์ ซึ่งปฏิเสธได้ยาก เพราะจะถูกหาว่าไม่มีน้ำใจ
คอร์รัปชั่นในสังคมไทยมาจากคอนเนคชั่นเสียเป็นส่วนใหญ่นะครับ ไม่ค่อยมีหรอก ที่จะมีคนเดินเข้ามาหาผู้มีอำนาจถามโต้งๆ ว่าจะเอา 10% 20% หรือ 30% มันมักจะเริ่มจากพี่น้องพ้องเพื่อน การสร้างความสัมพันธ์ น้ำใจและความผูกพัน ซึ่งหลวมตัวไปแล้วปฏิเสธลำบาก

หลักสูตรฮิตขยายกิจการ
หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง บ.ย.ส. จัดโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งขึ้นกับสำนักงานศาลยุติธรรม ปัจจุบันมีนายวิรัช ชินวินิจกุล เป็นเลขาธิการ, นายสราวุฒิ เบญจกุล เป็นรองเลขาธิการ และนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาล (อากงปลงไม่ตก) เป็นผู้บริหาร
หลักสูตร บ.ย.ส.เปิดรุ่นแรกเมื่อปี 2539 มีผู้เข้าอบรม 20 กว่าคน เกือบทั้งหมดเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ข้าราชการ (มีนายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบันด้วย) แล้วก็มีสื่อรุ่นละคน รุ่นแรกมาจาก อสมท.รุ่น 2 ไทยรัฐ รุ่น 3 ตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ จากผู้จัดการ รุ่น 4 เริ่มมีนักการเมืองอย่างอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รุ่น 5 การุณ ใสงาม รุ่น 7 ปานปรีย์ พหิทธานุกร, สาธิต ปิตุเตชะ รุ่นนี้เริ่มขยายมาราว 50 กว่าคน
จากนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น รุ่น 12 มี 66 คน รุ่น 13 มี 70 เริ่มมีชื่อคนดังๆ อย่างประกอบ จีรกิติ, ปริญญ์ จิราธิวัฒน์, พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ, ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ และสุพจน์ ทรัพย์ล้อม (อ้าว! เพิ่งรู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่น) รุ่น 14 มี 73 คน สมชาย แสวงการ, ประวิช รัตนเพียร, ฐาปน สิริวัฒนภักดี, สมชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล (จีสตีล), สมพันธุ จารุมิลินท (ทรูวิชั่น) สมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ (เอเชียโกลเด้นไรซ์) เป็นต้น รุ่น 14 นี่ยังมีเฟซบุ๊ก มีภาพไปดูงานญี่ปุ่น จัดกอล์ฟ กันสนุกสนาน
รุ่น 15 ยังหาไม่เจอ แต่รายชื่อรุ่น 1-14 มีในเว็บไซต์ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกศาลยุติธรรม แสดงรายงานวิจัยผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รวม 14 รุ่น 717 คน ใครอยากอ่านไปดูได้ แต่รายชื่อรุ่นหลังๆ ไม่ได้บอกตำแหน่ง ที่มา ของผู้เข้าอบรม http://www.library.coj.go.th/indexresert.php?search=&&cbtype=&&page=1
รายชื่อผู้เข้าอบรมที่ยังค้างอยู่ในเว็บไซต์สถาบัน ซึ่งบอกที่มาที่ไป มีแค่ 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 16 ประจำปี 54-55 ซึ่งพระองค์ภาฯ ทรงเข้าอบรมในฐานะรองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู มีผู้เข้าอบรมร่วมกับพระองค์ภาฯ 109 คน รุ่นที่ 17 ประกาศรายชื่อล่าสุดมี 90 คน
มาดูรุ่นที่ 16 กันก่อน ในจำนวนนี้มีผู้พิพากษา 21 คน (ตำแหน่งขณะนั้น)
นางกมลทิพย์ กรวิจิตรกุล ผู้ตรวจราชการสำนักงานศาลยุติธรรม
นายจตุรงค์ นาสมใจ ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ ภาค 4
นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 7
นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล ผู้พิพากษาศาลฎีกา
นายปกรณ์ วงศาโรจน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
นายปกรณ์ สุวรรณพรหมา อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 4
นายปิ่น ศรีเมือง รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 6
นายเผดิม เพ็ชรกูล รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
นายพิศิฏฐ์ สุดลาภา อธิบดีผู้พิพากษาภาค 6
นางสาวภาวนา สุคันธวณิช ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
นายมนูภาน ยศธแสนย์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง
นายมานิตย์ สุขอนันต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
นายวิจิตร วิสุชาติ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 9
นายวินัย เรืองศรี ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1
นายสมชาย เงารุ่งเรือง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
นายสุชาติ สุนทรีเกษม รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี
นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลอุทธรณ์
นายอดุลย์ ขันทอง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้
นายอนันต์ คงบริรักษ์ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มีตุลาการศาลปกครอง 1 คนคือ อ.วิษณุ วรัญญู ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ส่วนอัยการ นอกจากพระองค์ภาฯ มี 3 คนได้แก่ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองเลขานุการอัยการสูงสุด, ร.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อธิบดีอัยการสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ, นางอรนิตย์ บุนนาค อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว
ข้าราชการกระทรวงยุติธรรม นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 3, นายวิทยา สุริยะวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม, พันโท อเนก ยมจินดา รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ทั้งหมดเป็นตำแหน่งขณะนั้น)
โดยยังมีข้าราชการในพระองค์ ดร.จรัลธาดา กรรณสูต ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ, นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาโครงการกำลังใจในพระดำริพระองค์ภาฯ และตามธรรมเนียมต้องมีสื่อ ได้แก่ นายธเรศวร์ ธนะสมบูรณ์ บก.ข่าวอาวุโส ช่อง 5 น.ส.นาตยา เชษฐ์โชติรส ผู้ช่วย บก.ข่าวบางกอกโพสต์
ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรอิสระ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ เอาเฉพาะตำแหน่งสำคัญก็เช่น นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน, นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน ปตท., พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ, พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี, นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่า สตง. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์, พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล รองเสนาธิการทหารบก, นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร, นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.ในขณะนั้น
ฝ่ายการเมืองนำหน้าโดย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, หมอพฤติชัย ดำรงรัตน์ มาในฐานะที่ปรึกษาประธานบริษัท พีพีดี คอนสตรัคชั่น จำกัด, ฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น (ตอนนี้ผู้ช่วย รมต.เกษตรฯ นัยว่าเด็กเสธหนั่น) แล้วก็มี สว.2 คน ที่มาจากการสรรหาคือ น.ส.สุนันท์ สิงห์สมบุญ อดีตนายกสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย 3 สมัย (รายนี้นักอบรมเหมือนกัน เพราะจบ บยส.16 วตท.11 วปอ.มส.1 TEPCOT รุ่น 3 ปปร.ของสถาบันพระปกเกล้า รุ่น 13) และสุวิทย์ เมฆเสรีกุล สว.เลือกตั้งจากมหาชัย
ส่วนที่เหลือเป็นนักธุรกิจล้วนๆ ได้แก่
นายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง ที่ปรึกษา บริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด
ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
นายเกียรติศักดิ์ กัลยาสิริวัฒน์ ประธานบริหาร บริษัท โนโลอากวีเทรด (ประเทศไทย) จำกัด
นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กฎหมายกรุงไทย
นายชัยศักดิ์ อ่อนประดิษฐ์ กรรมการ บริษัท โอสิคอินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทย) จำกัด
นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ กรรมการบริหาร บริษัท ไทยฟ้า (2511) จำกัด
นายณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสำนักประสานรัฐกิจกลุ่มธุรกิจการตลาด เครือซีพี
นางสาวณฤดี อรัณยกานนท์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เกลือขุนสมุทรมณีรัตน์ จำกัด
นางสาวธิดารัตน์ ธนภรรคภวิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวาลีฟ ซอฟท์แวร์ จำกัด
นายประเสริฐ เกษมโกเมศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอนวิสต้า เรียลตี้ จำกัด
คุณ หญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการกลางมูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานกรรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท จี สตีล จำกัด
ดร. ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองประธานสภาอุตสาหกรรม
นายพรศักดิ์ พิทักษ์พูลสิน ประธานบริหาร บริษัท ฮอว์คอายส์ อินเตอร์เทรด จำกัด
นายภัคพล งามลักษณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
นายวรยุกต์ เจียรพันธุ์ ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท สมบูรณ์สุข จำกัด
นายวโรดม วีระภุชงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด
ดร.วาชิต รัตนเพียร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
นายวิกรม ศรีประทักษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส
ดร.วิชญะ เครืองาม ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายบัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
นายวิสุทธิ์ พิทักษ์สิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซูซุสงวนไทยมอเตอร์เซลส์ จำกัด
นางศิรินันท์ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฎิบัติการ Loxley ICT Group
นายสมเกียรติ ศรมณี กรรมการบริหาร บริษัท วี.อาร์.เอ็ม.วอยซ์ พลัส จำกัด
นายสมบูรณ์ ฉายาวิจิตรศิลป์ ประธานกรรมการ บริษัท สมหรรษา จำกัด
นายสมสุข ศรีสถิตย์วัฒนา ประธานบริหาร บริษัท เอเชี่ยน พารากอน จำกัด
นายสุขสันต์ ตั้งสะสม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริหาร บริษัท คอสมิก แม็กนัม จำกัด
นางสาวสุนีย์ เศวตเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจแปนเครน จำกัด
นายสุพรรณ อัครพันธุ์ ผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิทฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด
นายสุรสิทธิ์ อัศดามงคล ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมด
ดร.อธิป อัศวานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมิเน้นท์ ดอท คอม จำกัด
นายอนุวัตร บูรพชัยศรี กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอพี แมนเนจเม้นท์ จำกัด
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
นายอิศเรศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด
นายเอกรัฐ วงศ์ศุภชาติกุล ผู้ช่วยกรรมการ บริษัท โกลเด้นเธร็ด จำกัด
นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล กรรมการ บริษัท โกลบอล อิเลคทริค มอเตอร์คาร์ เอเชีย จำกัด
รวมทั้งสิ้น 36 คน มาครบทั้งล่ำซำ-จิราธิวัฒน์ ทรู-เอไอเอส ฮอนด้า-อีซุซุ เฉพาะเครือซีพีนี่มา 3 คน
เห็นชื่อ ดร.วิชญะ เครืองาม อย่าแปลกใจ ลูกชายคนเดียวของวิษณุ เครืองาม อายุแค่ 30 เก่งมาก ทำงานให้ทรูในด้าน “รัฐกิจสัมพันธ์” ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า งานหลักที่ต้องรับผิดชอบ อาทิ การประมูลคลื่น 3G บรอดแบนด์แห่งชาติ และโครงการ Free wi-fi หรือ smart wi-fi แปลเป็นภาษาบ้านๆ ก็คือลูกวิษณุทำงานสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐเพื่อให้ทรูชนะประมูล
อธิป อัศวานันท์ กรรมการผู้จัดการอิมิเน้นท์ ดอทคอม ชื่อดังด้านวิชาการ แต่ก็เป็นหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และนวัตกรรม ของทรูด้วย (ที่ทักเพราะไม่ยักเห็นคนของดีแทค ที่คลื่นล่มประจำ)
รายชื่ออื่นๆ ก็เช่น กนกศักดิ์ ปิ่นแสง ที่ปรึกษาเชียงใหม่คอนสตรัคชั่นของพ่อตาเนวิน ชิดชอบ และที่ปรึกษาคิงเพาเวอร์ ของวิชัย รักศรีอักษร ไทยนครพัฒนาก็ทิฟฟี่ บริษัทฮอว์คอายส์ อินเตอร์เทรด จำกัด ไม่แน่ใจว่าทำอะไร แต่ถ้าระดับโลก ฮอว์คอายส์ อินเตอร์เทรด (แคนาดา) คือพ่อค้าอาวุธ เคยยื่นขายรถหุ้มเกราะล้อยาง 4 พันล้านแต่แพ้ยูเครน

สลายขั้ว ทุน-ราชการ-ศาล
ผู้เข้ารับการอบรม บ.ย.ส.รุ่น 17 ปี 2555-2556 ตามประกาศในเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรมมี 90 คน ในจำนวนนี้มีผู้พิพากษาได้แก่
นางกัญญา วรรณโกวิท ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
นายจุมพล ชูวงษ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
นายฉัตรชัย ไทรโชต รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง
นายโชคชัย รุจินินนาท ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6
นายธวัชชัย สุรักขกะ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี
นายนิพันธ์ ช่วยสกุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2
นายปริญญา ดีผดุง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 7
นางมนสิการ ดิษเณร วัชชวัลคุ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี
นายรังสรรค์ ดวงพัตรา ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลอุทธรณ์
นายวรงค์พร จิระภาค รองประธานศาลอุทธรณ์
นายวัฒนา วิทยกุล รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3
นายวันชัย ศศิโรจน์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 2
นายวิรุฬห์ แสงเทียน ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง
นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 4
นายสุรพล เอี่ยมอธิคม อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6
นายสุรินทร์ ชลพัฒนา ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา
นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
ที่มาจากศาลปกครอง อัยการ องค์กรอิสระ กระทรวงยุติธรรม ทหาร ตำรวจ ก็เช่น
นายสมชัย วัฒนการุณ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
นายกิตติ แก้วทับทิม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลแขวง
นายตระกูล วินิจฉัยภาค รองอัยการสูงสุด
นายภาณุพงษ์ โชติสิน รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ
นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ รองเลขาธิการ ปปท.
นายพงศ์เอก วิจิตรกูล ผู้อำนวยการสำนักงานต่างประเทศ ปปช.
พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการ กสทช.
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์
พล.ต.ท.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ผู้ช่วย ผบ.ตร.
พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร.
พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกลาโหม
ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็เช่น นายสมชัย สวัสดีผล รักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ที่จริงคุณสุรางคณา วายุภาพ นี่เป็นวิทยากรมาหลายรุ่นแล้ว เพิ่งจะเข้าอบรมเอง ฮิฮิ)
ข้าราชการในพระองค์ น.ส.กอบกุญ กาญจนาลัย ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง สื่อมวลชน นายวิโรจน์ วัฒนธาดากุล บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์สยามรัฐ นายสมโภชน์ โตรักษา ผู้ช่วยหัวหน้ากอง บก.ช่อง 7
คราวนี้มาดูภาคเอกชนบ้าง ว่าแคลิเบอร์ขนาดไหน
นายเกรียง ศรีรวีวิลาส ประธานกรรมการบริษัทไทยศิลป์จิวเวลรี่ จำกัด
ดร.เฉลิมพล โล่ห์รัตนเสน่ห์ กรรมการผู้จัดการบริษัทนีโอเวฟ เทคโนโลยีคอร์ปอเรชั่น จำกัด
นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรูมัลติมีเดีย จำกัด
นางณัฐหทัย หิรัญเชาวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทตรีอรรถบูรณ์ จำกัด
นายธนการ ดำรงรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด
นายนพพร บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากฎหมาย บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน)
นายนพพล ชูกลิ่น กรรมการผู้จัดการบริษัทรีเทล บิซิเนสโซลูชั่นส์ จำกัด
นายบัญฑิต พิทักษ์สิทธิ์ ประธานที่ปรึกษา บริษัทสยามคาร์เรนท์ จำกัด
น.ส.ประกายดาว เขมะจันตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัททรอปิคอล แลนด์ จำกัด
นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทโน๊ตแฟมิลี จำกัด
นางภัณฑิรา ฉัตรจุฑามาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.ซี.เจ.เอเชีย จำกัด (มหาชน)
ร.ต.อ.มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ ประธานกรรมการ บริษัทเอ็มโฮเต็ลสาธรกรุ๊ป จำกัด
นายมารชัย กองบุญมา ประธานกลุ่มบริษัท จันทภณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด
นางรัตนา ตฤษณารังสี ประธานกรรมการบริษัทดับบิลว.ซี.เอส.ซันซิโร่ (ประเทศไทย) จำกัด
นางลดาวัลย์ ธนะธนิต ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไอร่าแฟคเตอริ่ง จำกัด (มหาชน)
นายวิทัย รัตนากร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายบัญชีและการเงิน บริษัทสายการบินนกแอร์
นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นางศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา กรรมการบริหารสภาหอการค้าไทย
นางศศิพร สุสมากุลวงศ์ รองประธานบริหาร บริษัทซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์)
นายสมชัย วงศ์วัฒนศานต์ ผู้ช่วยกรรมการด้านบริหารองค์กร บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด
นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทน้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)
นายองอาจ เอื้ออภิญญกุล กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน)
มีชินคอร์ป แสนสิริ ด้วยนะครับ (รอบหน้าคงมีเอสซีแอสเสท) กำแพงเพชรวิวัฒน์ เจียรวนนท์ ล่ำซำ โชควัฒนา
ฝ่ายการเมืองมี 6 คน นับจริงอาจแค่ 5 เพราะนางกีระณา สุมาวงศ์ สว.สรรหา จากสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย ภริยา อ.อัครวิทย์ สุมาวงศ์ อดีตรองประธานศาปกครองสูงสุด ควรถือเป็นสายนักกฎหมาย คนอื่นๆ ได้แก่ นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ สว.สรรหา นางภารดี จงสุทธนามณี สว.เชียงราย น.ส.สุนทรี ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย อีก 2 รายมาในคราบนักธุรกิจคือ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานกรรมการบริษัทไอดีลพร็อพเพอร์ตี้แมนเนจเมนท์ จำกัด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซิโน-ไทยเอ็นจีเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น
การอบรมตามหลักสูตร บ.ย.ส.ซึ่งขอยกรุ่น 17 มาเป็นตัวอย่าง ต้องอบรม 84 วัน 528 ชั่วโมง แบ่งเป็นอบรมภาควิทยาการ ซึ่งมีทั้งฟังบรรยายและสัมมนา 198 ชั่วโมง จัดทุกวันศุกร์ 33 วัน อีก 294 ชั่วโมงเป็นการศึกษาดูงาน ซึ่งมีทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ อีก 36 ชั่วโมงให้ทำเอกสารวิชาการ
วิทยากรที่เชิญมาบรรยายออกจะค่อนไปข้างหนึ่ง อาจเพราะผู้มีชื่อเสียงในวงการกฎหมายค่อนไปทางนั้นอยู่แล้ว แม้จะถ่วงดุลมีเสียงข้างน้อยบ้าง
องคมนตรี ศ.ธานินทร์ กรัยวิเชียร บรรยายเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของนักบริหารงานยุติธรรม ศ.เกษม วัฒนชัย เป็น 1 ใน 5 วิทยากรเรื่องความรู้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ดร.สุเมธ เฟอร์รารี เรื่องการบริหารงานและกระบวนการยุติธรรมตามแนวพระราชดำริ ฯลฯ
ที่เหลือก็เช่น ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กรณ์ จาติกวณิช, บัณฑูร ล่ำซำ, มีชัย ฤชุพันธ์, อักขราทร จุฬารัตน์, วิษณุ เครืองาม,บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, จรัญ ภักดีธนากุล, ว.วชิรเมธี, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์, เดชอุดม ไกรฤทธิ์ เป็นต้น ขณะเดียวกันก็มี วีระพงษ์ รามางกูร, มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ, บุญคลี ปลั่งศิริ ขณะที่ฝ่ายนักวิชาการมี อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็น 1 ใน 5 วิทยากรเรื่องความรู้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม
ผมแอบถาม อ.วรเจตน์ ได้ความว่าไปบรรยายมา 2-3 รุ่นแล้ว ถือเป็นการบรรยายทางวิชาการ มีเสรีภาพเต็มที่ เช่นปีที่แล้วรุ่น 16 พระองค์ภาฯ ทรงเข้าอบรม อ.วรเจตน์ก็ไปพูดเรื่องมาตรา 112 ท่านก็ทรงฟังจนจบ เหมือนผู้เข้ารับการอบรมทุกคน โดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพราะถือเป็นเรื่องทางวิชาการ
อันนี้ก็ต้องชมสำนักงานศาลยุติธรรมผู้จัด ว่าใจกว้างเหมือนกัน

ศาลปกครองเอาด้วย
ศาลปกครองเปิดหลักสูตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บ.ย.ป.) มาแล้ว 3 รุ่น รุ่นแรกสมัย อ.อักขราทร จุฬารัตน ยังเป็นประธาน เปิดอบรมวันที่ 17 ก.ย.2553-27 ม.ค.2554 มี 84 คน
ในจำนวนนี้มีตุลาการศาลปกครอง 10 คน ส่วนใหญ่เป็นระดับตุลาการหัวหน้าคณะและรองอธิบดี ข้าราชการศาลปกครอง 10 คน ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม 2 คน อัยการ 2 คน ตำรวจ 3 คน หน่วยงานในพระองค์ 2 คน สื่อมวลชน 2 คน ผู้บริหาร อปท.2 คน สถาบันอุดมศึกษา 2 คน หน่วยงานอิสระ 11 คน เอกชน 9 คน รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน 8 คน ราชการ 11 คน การเมือง 10 คน
เอกชน 9 คนได้แก่
นายชาญชัย จินดาสถาพร รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายพลพัฒ กรรณสูต นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
นายชัยปิติ ม่วงกูล ผู้อำนวยการสำนักรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
นางฐิตตะวัน เฟื่องฟู รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกฎหมาย บ.ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นายวัฒวุฒิ ศรีบุรินทร์ ผู้จัดการ/หัวหน้าสำนักงานกฎหมายและบัญชี ศรีวัฒนากรุ๊ป
นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บ. กัลฟ์ เจพี จำกัด
นางสาวลักษมี ศรีสมเพชร กรรมการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมายบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
นางสาวรุ้งเพชร ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการบริหาร โรงแรม s15 และโรงแรม s31
การเมือง 10 คน จากวุฒิสภาได้แก่ นายวรินทร์ เทียมจรัส, พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช, น.พ.อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์, น.ส.เกศสิณี แขวัฒนะ จากรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรได้แก่ นายมารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม, นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ, นายปวีณ แซ่จึง, นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์, คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์
บ.ย.ป.รุ่น 2 เพิ่มเป็น 96 คน มีตุลาการศาลปกครอง 13 คน ส่วนใหญ่เป็นระดับตุลาการหัวหน้าคณะ อธิบดี รองอธิบดี ข้าราชการศาลปกครอง 7 คน ผู้พิพากษา 1 คน อัยการ 3 คน ส่วนอื่นๆ ที่มาจากราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ที่ดังๆ ก็เช่น ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ตอนเป็นเลขา กลต. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กสทช. พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ ว่าที่ ปปช. นายประสบศิลป์ โชติมงคล รองผู้ว่าการสำนักบริการและสิ่งแวดล้อม การนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มเป็น 15 คน เช่น
นายกังวาล กุศลธรรมรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น
นายคณิต วัลยะเพ็ชร์ ทนายความพาร์ทเนอร์และกรรมการบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี จำกัด
นายธาดา เศวตศิลา ผู้อำนวยการทรัพยากรบุคคล บ.ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด
นายบุญชัย ถิราติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทกัลฟ์ เจพี จำกัด
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายไพโรจน์ สินเพิ่มสุขสกุล กรรมการบริษัทเอเชีย ซีเคียวริตี้ เมเนจเม้นท์ จำกัด
นายรุจชรินทร์ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการบริษัทนิติการ อินเตอร์เนชั่นแนลลอว์ จำกัด
นางศรินทร เมธีวัชรานนท์ ประธานกรรมการ บริษัทซาวเวอร์คิง แมนูแฟคเจอริ่ง และบริษัทเอสอาร์ แอดวานซ์ อินดัสตรี
นางศิริพร สุสมากุลวงศ์ รองประธานกรรมการ บริษัทซุปเปอร์ริช จำกัด
นางศรีวัฒนา อัศดามงคล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางมด
นายสมคาด สืบตระกูล ประธานกรรมการการลงทุนและกรรมการ บ.หลักทรัพย์คันทรี่กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
นายสมพงษ์ โกศัยพลกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงธนเอ็นจิเนียร์ จำกัด
นายสมัคร เชาวภานันท์ ประธานกรรมการ บ.ที่ปรึกษากฎหมายสมัครและเพื่อน จำกัด
นางสหัสชญาณ์ เลิศรัชตะปภัสร์ กรรมการผู้จัดการ บ.ฮัทชินสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด
นายสันติภาพ เตชะวณิช รองประธานกรรมการบริหาร บริษัททศภาค จำกัด
ทั้งนี้ยังมีตัวแทนองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ นายธนา เบญจาทิกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สคบ. นายนพดล พลเสน ประธานกรรมการมูลนิธิรักษ์ผืนป่าตะวันตกมรดกโลกห้วยขาแข้ง อุทัยธานี นายพาณิชย์ เจริญเผ่า นายกสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภค
แต่ดูชื่อแล้วก็หัวร่อก๊าก เพราะธนา เบญจาทิกุล คือทนายทักษิณผู้มีชื่อลือลั่นในคดีกล่องขนม นพดล พลเสน คืออดีต ส.ส.พรรคชาติไทยผู้ถูกตัดสิทธิ 5 ปี พาณิชย์ เจริญเผ่า คืออดีต สว.และผู้นำแรงงาน ไม่มีใครเป็น NGO จริงๆ ซักราย
แต่นักการเมืองรุ่นนี้ไม่ยักมีคนดัง มีแต่พวกเลขา ที่ปรึกษา ผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่น่าจับตาหน่อยคือ บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่
บ.ย.ป.รุ่นที่ 3 เพิ่มเป็น 99 คน เคยเป็นข่าวฮือฮาเพราะสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เข้าเรียนด้วยในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีทั้งที่เพิ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสิทธิ 5 ปี นักการเมืองดังคนอื่นๆ ได้แก่ วิทยา แก้วภราดัย, วิรัตน์ กัลยาศิริ 2 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, วัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส. วิไล บูรณุปกรณ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ฝ่ายวุฒิสมาชิกก็มี นายจรัล จึงยิ่งเรืองรุ่ง ส.ว.สระบุรี นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ นายถาวร ลีนุตพงษ์ ส.ว.สรรหา (อันที่จริงคือทายาทยนตรกิจ แต่เข้ามาเป็น สว.สายวิชาการ) ภารดี จงสุขธนามณี ส.ว.เชียงรายเจ้าเก่า พวงเพ็ชร ชุนละเอียด เจ้าก่า มาในนามประธานกรรมการบริษัทไอดีล พร๊อพเพอร์ตี้ แมนเนจเมนท์ ตามเคย ปิติพงศ์ เต็มเจริญ อดีต ส.ส.ไทยรักไทย กรรมการผู้จัดการบริษัท สิริพงศ์พรรณ คอร์ปเปอเรชั่น
ปรากฏว่าคราวนี้ตุลาการและข้าราชการศาลปกครองหดหายเหลือไม่กี่คนคือ
นายเกียรติภูมิ แสงศศิธร ตุลาการศาลปกครองกลาง
นายมนูญ ปุญญกริยากร ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
พันเอกวรศักดิ์ อารีเปี่ยม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง
นายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
นางสาวสายทิพย์ สุคติพันธ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง
นายอดุล จันทรศักดิ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง
นายบรรยาย นาคยศ ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง
นางสมฤดี ธัญญสิริ ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง
แต่รายชื่อภาคธุรกิจเอกชนล้นหลาม
นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นางสาวเกศมณี แย้มกลีบบัว กรรมการผู้จัดการบริษัท เกศมณี อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด
นางจันทิมา บุญวิริยะกุล กรรมการตรวจสอบบริษัทไพลินบุ๊คเน็ต จำกัด (มหาชน)
นายชวิน ชัยวัชราภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
นายโชคชัย นิลเจียรสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักงานจักรพงษ์ทนายความ จำกัด
นายเดช เฉิดสุวรรณรักษ์ กรรมการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและกรรมการสมาชิกสัมพันธ์ สภาหอการค้าไทย
นางสาวทิพยวรรณ อุทัยสาง กรรมการบริหารบริษัท เปเปอร์เมท (ประเทศไทย) จำกัด
นายธนกร วังบุญคงชนะ ประธานคณะกรรมการบริษัท ทอง มัลติมีเดีย จำกัด
นายธนการ ดำรงรัตน์ กรรมการบริษัท กำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด
นายธนญ ตันติสุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ เจพี จำกัด
นายธัช บุษฎีกานต์ กรรมการบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด
นายนัที เปรมรัศมี กรรมการบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
นางสาวนิตยา ดิเรกสถาพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
นายนิติ ถาวรวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด โฮม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด
เภสัชกรหญิง เบญจางค์ เคียงสุนทรา ประธานกรรมการบริษัท อัฟฟี่ฟาร์ม จำกัด
นางสาวประกายดาว เขมะจันตรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ทรอปิคอล แลนด์ จำกัด
นายประสิทธิ์ กิจวิวัฒนการ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท บียอนด์ เพอร์เซ็ปชั่น จำกัด
นายปริญญา เธียรวร ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี จำกัด
นางเปรมฤดี สุวรรณทัต ผู้อำนวยการอาวุโสบริษัท เจเนอรัล อิเลคทรอนิคคอมเมอร์ซ เซอร์วิสเซส จำกัด
นายพรชัย รัตนเมธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาซา รอคคา จำกัด
นางพรนภา ไทยเจริญ กรรมการหุ้นส่วนบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเคนซี่ จำกัด
นายพิสิษฐ์ เดชไชยยาศักดิ์ ทนายความหุ้นส่วนสำนักงาน Weerawong C&P
นางภัณฑิรา ฉัตรจุฑามาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ที.ซี.เจ เอเซีย จำกัด (มหาชน)
นางรัตนา ตฤษณารังสี ประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิว.ซี.เอส.ซันชิโร (ประเทศไทย) จำกัด
นายวงศ์พันธ์ ณธันยพัต ประธานบริษัทบริษัท พัฒนาวิชาการ (2535) จำกัด
นายวรวุฒิ นวโภคิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดับเบิลยู แอนด์ เอส เดคคอเรชั่น จำกัด
นายวันไชย เยี่ยมสมถะ พาร์ทเนอร์ บริษัท แอลเอส ฮอไรซัน จำกัด
นายวิทูร ทวีสกุลชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท แอลเมทไทย จำกัด
นายสมบูรณ์ เนื่องจำนงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ศรสิษฐ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
นายสมบูรณ์ วรปัญญาสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท แปซิฟิค รีเทล เซอร์วิส จำกัด
นายอชิตศักดิ์ บรรจงโพธิ์กลาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สำนักกฎหมายธีรคุปต์ จำกัด
ดร.อนุกูล ตันติมาสน์ กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)
นายอนุฤทธิ์ เกิดสินธ์ชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด
นายอัชดา เกษรศุกร์ กรรมการบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด
นายอารีศักดิ์ เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหการประมูล จำกัด
ตัวแทนภาครัฐที่น่าสนใจก็เช่น
นางจิราภรณ์ เล้าเจริญ ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบกระบวนการหลักบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
นายวีระพล จิรประดิษฐ์กุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน
นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายไฟฟ้า กระทรวงพลังงาน
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้พวกที่อยู่ในสาย NGO เห็นชื่อ “ครูหยุย” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ คนเดียว
น่าสังเกตว่าหลักสูตร บ.ย.ป.ของศาลปกครอง รุ่น 2 รุ่น 3 มีผู้บริหารหรือหุ้นส่วนสำนักงานทนายความเข้ามาเพียบ สำนักงานพวกนี้ไม่ได้รับว่าคดีอาญาฆ่ากันตายขายยาบ้าผัวเมียหย่าร้าง แต่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บรรษัทยักษ์ใหญ่บรรษัทข้ามชาติทั้งสิ้น
ศาลปกครองมีอำนาจอะไร ก็เห็นๆ กันอยู่ว่ามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับ 76 โครงการมาบตาพุดมาแล้ว มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ล้มประมูล 3G มาแล้ว (แล้ว กสท.ยุครัฐบาล ปชป.ก็ประเคน 3G ให้ทรู) เอาเฉพาะ 2 คำสั่งนี้ก็ทำให้เกิดผลได้เสียทางธุรกิจเป็นแสนล้าน
ฉะนั้น ถามว่าถ้าคุณเป็นผู้บริหารทรู ดีแทค เอไอเอส หรือสำนักกฎหมายที่เป็นตัวแทนให้ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ คุณจะอยากเข้าอบรม บ.ย.ป.มากขนาดไหน (แต่ไม่เห็นรายชื่อดีแทคอีกแหละ) คุณเป็นเจ้าของโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า บริษัทก่อสร้าง ฯลฯ หรือเป็นตัวแทนกฎหมายให้บริษัทญี่ปุ่น ฝรั่ง ที่มาบตาพุด ที่มีโอกาสจะถูกไอ้พวก NGO ตัวถ่วงความเจริญ ฟ้องให้ระงับการก่อสร้าง หยุดการผลิต ฯลฯ คุณจะเนื้อเต้นอยากเข้าร่วมไหม
โอเค ฉากหน้าทุกคนก็จะบอกว่ามาเพื่อศึกษาหาความรู้ จะได้ปฏิบัติถูกต้อง แต่ดูรายชื่อสิครับ หลายรายเป็นธุรกิจที่ล่อแหลมจะถูกฟ้อง การมาอบรมกับศาล มาสัมพันธ์กับตุลาการ พวกเขาต้องดีดลูกคิดรางแก้วไว้มากกว่าหาความรู้ตามปกติ
คดีปกครองประชาชนเสียเปรียบอยู่แล้วเมื่อฟ้องหน่วยงานรัฐให้บังคับใช้ กฎหมายกับบริษัทเอกชน ศาลปกครองจึงใช้ระบบไต่สวน เพื่อให้ประชาชนมีตุลาการเป็นที่พึ่ง แต่เมื่อผู้บริหารบริษัทหรือสำนักกฎหมายที่เป็นตัวแทน เข้ามาอบรมกับศาลปกครอง ประชาชนผู้เดือดร้อนเสียเปรียบก็ต้องรู้สึกไขว้เขวสับสน จริงไหมครับ (ขณะที่ สุทธิ มาบตาพุด, จินตนา บ้านกรูด, บรรจง ณ ท่อก๊าซ ฯลฯ ไม่ยักได้เข้ามาอบรมมั่ง)
นักการเมือง นักธุรกิจ แห่ไปอบรม บ.ย.ส.เป็นเพื่อนกับผู้พิพากษา เจ้าของหรือทนายของโรงงานที่อาจก่อมลภาวะ แห่ไปอบรม บ.ย.ป.เป็นเพื่อนตุลาการศาลปกครอง
นี่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นหรือ
       ใบตองแห้ง
       12 ก.ย.55


หมายเหตุ: จะมี (2) ตามมาเพื่อตั้งปุจฉาภาพรวมของหลักสูตรเหล่านี้

ฟ้าหญิงให้สัมภาษณ์อาการพระเจ้าอยู่หัว

ที่มา thaifreenews



ฟ้าหญิงให้สัมภาษณ์อาการพระเจ้าอยู่หัว

ฟ้าหญิงตรัสในหลวงทรงห่วงน้ำท่วม-คณบดีศิริราชเผย 
พระราชินีทรงมีพระอาการดีขึ้น


 วันที่ 11 ก.ย. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ 
เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี 

เสด็จไปทรงบันทึกแถบวีดิทัศน์พระราชทานสัมภาษณ์รายการพิเศษ
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม 
พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2555 

โดยมีศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร 
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 
ในฐานะรองประธานคณะกรรมการการจัดงานหารายได้ 
และคณะเฝ้ารับเสด็จ และนายวุฒิธร (วู้ดดี้) มิลินทจินดา 
ดำเนินรายการ กราบทูลขอพระราชทานสัมภาษณ์ 
ที่ห้องทรงงาน อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 3 โรงพยาบาลศิริราช 

 ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ 
อัครราชกุมารี ตรัสถึงพระอาการของพระองค์ว่า 
อาการดีขึ้นมาก เดินได้ดีถึงขนาดเดินบนเครื่องออกกำลังได้ 
แต่เวลาเดินไกลๆ ยังเจ็บตรงที่ผ่าตัดอยู่ 
หมอบอกว่าต้องติดตามถึง 2 ปีจึงจะแน่ใจว่าปลอดภัย 

 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี 
ตรัสถึงการถวายการดูแลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า 
"การดูแลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางพระวรกายมีคณะแพทย์
ของโรงพยาบาลศิริราชดูแลในทุกแง่ทุกมุม เรื่องโรคปอดก็มีคนดูแล 
เรื่องกระเพาะอาหารก็มีคนดูแล เรื่องพระสมองก็มีคนดูแลอยู่ 
ทุกคนตั้งใจเกินร้อยที่จะถวายงานให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
และที่กระชั้นมากคือต้องถวายกำลังพระทัย ไม่ควรจะปล่อยให้เหงา 
ควรมีลูกหลาน ญาติพี่น้องไปเยี่ยมไปคุย 
ไปถามไถ่ทุกข์สุขจะช่วยให้พระองค์ท่านสบายพระทัยและทรงมีความสุขขึ้น"

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี 

ตรัสว่า "พระอาการล่าสุดที่วันนี้ได้เข้าเฝ้าฯมาทรงแจ่มใสดี 
ทรงมีปัญหาทรงพระดำเนินลำบากและใช้แขนขาลำบาก 
เพราะมีหลายโรคที่ต้องดูแล ตอนนี้แพทย์
กำลังดูแลเรื่องการใช้แขน ขาของพระองค์ 
และเรื่องพระสมองด้วย มีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา 
เพราะเกี่ยวกับระดับน้ำในโพรงพระสมอง 
แต่ทั้งนี้เราต้องคำนึงถึงแฟกเตอร์อื่นๆ ต้องถวายยากันชัก 
จะต้องไม่ให้เลือดออกในพระสมองอีก 
ซึ่งตอนนี้ไม่ออกแล้ว แต่เราต้องเฝ้าดูแลพระองค์ท่าน
ในทุกอย่างด้วยความละเอียดอ่อน 
ที่สำคัญที่สุดต้องให้ทรงมีกำลังพระทัย 
ไม่ใช่เฉพาะตัวฉันคนเดียว 
สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯมาถวายกำลังพระทัยบ่อยๆ 
สมเด็จพระบรมฯ ก็เสด็จฯมาเวลาทรงว่าง 
และคณะแพทย์เองก็เป็นผู้ถวายเรื่องกำลังพระทัย
ให้ทรงเพลิดเพลินด้วย"

 นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ 
เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี 
ตรัสด้วยว่า "พระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงเรื่องน้ำท่วม 
ตอนก่อนประชวรครั้งหลังสุด
เสด็จฯไปเปิดเขื่อน 5 แห่งที่สำนักงานชลประทาน 
หลังจากนั้นรับสั่งว่าอยากเสด็จฯราชบุรี 
แต่ประชวรก่อนจึงไม่ได้เสด็จพระราชดำเนิน 
แต่ทรงเป็นห่วงเป็นใยว่าปีนี้น้ำจะท่วมไหม 
น่าจะท่วมน้อยกว่าปีที่แล้ว ทรงให้ความสำคัญมาก" 

 ด้าน ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร 
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 
กล่าวว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระอาการดีขึ้น
และเสด็จฯไปเยี่ยมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
ทรงเป็นกำลังพระทัยที่ดีมาก
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME56TTJOekF3TWc9PQ==

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 13/09/55 แท็บเล็ตพีซี..มองอย่างไทย-เทศ

ที่มา blablabla

โดย

 ภาพถ่ายของฉัน




โอ้..เวรี่กู้ดจ็อบ ตอบฉะฉาน
ชมรัฐบาล ทำแบบนี้ ดีเหลือหลาย
คุณประโยชน์ เทคโนโลยี มีมากมาย
อันตราย เป็นขยะ น่ะ..พวกมัน....

หัวชนฝา หน้าด้าน เลยค้านแหลก
เป็นของแปลก พวกจัญไร ไม่สร้างสรรค์
สั่งหยุดแจก หยุดซื้อ ดื้อรายวัน (ดื้อควรใช้กับเด็ก)
หัวหางโผล่ พัลวัน ดิ้นกันไป....

เครื่องระเบิด ไฟดูด พูดโคตรมั่ว
สันดานชั่ว พวกร้อยเล่ห์ จอมเฉไฉ
แค่อยากให้ เด็กโง่งม อย่างสมใจ
จึงค้านได้ แบบระยำ ทำอัปรีย์....

บอกทำให้ เด็กทั้งผอง สมองฝ่อ
คิดได้หนอ พวกอุบาทว์ ขาดศักดิ์ศรี
โง่ โง่ โง่ เท่านั้น มันว่าดี
อ้างโน่นนี่ ไร้สำนึก ดึกดำบรรพ์....

UNESCO เอ่ยปากมา ว่ากู๊ดจ็อบ
พวกไม่ชอบ กลับโห่ฮา ช่างน่าขัน
มันอยากให้ โง่ โง่ โง่ทั่วกัน
ทั้งแผ่นดิน โง่เท่านั้น มันสมใจ....

๓ บลา / ๑๓ ก.ย.๕๕

คำนำหน้าชื่อ

ที่มา การ์ตูนมะนาว


สมศักดิ์ เจียมฯ:คนรักเจ้าชนชั้นกลางกับปัญหา"การเปลี่ยนผ่าน"(สืบราชสันตติวงศ์)

ที่มา Thai E-News


สำรวจความคิดเห็นจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 3-9 สิงหาคม 2555 โดยมีผู้อ่านโหวตจำนวนทั้งสิ้น 1,833 ครั้ง (ที่มา:โพลล์ไทยอีนิวส์)
...........
ที่มา เฟซบุ๊ค 

คนรักเจ้าชนชั้นกลาง กับปัญหา "การเปลี่ยนผ่าน" (สืบราชสันตติวงศ์)

ทุก วันนี้แทบไม่มีอะไรที่เป็นตัวอย่างยืนยันให้เห็นความ "ไม่รู้จักโต" (immature) ของสังคมไทย มากเท่ากับปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์

เพราะ ทุกคนที่อยู่ในวงการเมือง หรือสนใจการเมือง ทุกคนในแวดวงสื่อมวลชน และแม้แต่คนระดับชาวบ้าน หรือ คนทำงานอ๊อฟฟิศธรรมดาๆ จำนวนมาก ล้วนแต่รู้ว่า มีปัญหา

แต่จนบัดนี้ ไม่มีใครยอมพูดกันออกมา ไม่ยอมให้มีการอภิปรายเรื่องสำคัญนี้ ในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

โดยส่วนตัว ผมมองว่า เรื่อง
นี้ มีปัญหาที่ให้ต้องพิจารณา ทั้ง "2 ฟาก" ทางการเมือง

ในส่วนคนเสื้อแดง หรือคนที่ต้องการประชาธิปไตย ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ ในกระทู้นี้https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399890893397529 
และกระทู้นี้https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399895050063780

ในที่นี้ ผมจะกล่าวถึง อีก "ฟาก" หนึ่ง คือ ฟาก คนรักเจ้าชนชั้นกลาง (ที่บางครั้ง มีผู้เรียกในลักษณะต่อต้านว่า "สลิ่ม" - โดยส่วนตัว ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้ เพราะเห็นว่า ไม่สู้มีประโยชน์ในระยะยาวนัก แม้จะยอมรับว่า อาจจะมีประโยชน์ในแง่ "ชวเลข" คือสั้น ผมเองใช้คำว่า "คนรักเจ้าชนชั้นกลาง" ซึงยาว แต่ผมเห็นว่า คำนี้ อย่างน้อย บรรดาคนที่พูดถึง น่าจะยอมรับเป็นคำเรียกตัวเองได้)

ไม่เป็นความลับว่า คนรักเจ้าชนชั้นกลางจำนวนมาก "มีปัญหา" สำคัญบางอย่าง เกี่ยวกับเรื่อง "การเปลี่ยนผ่าน" นี้ กรณีที่ "ฮือฮา" กันเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับ ธนบัตรพิเศษ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพ์ขึ้น เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุด

ใครที่อ่านโทรเลขวิกิลีกส์ฉบับอื้อฉาว ที่ทูตสนทนา กับ เปรม, อานันท์, สิทธิ์ ก็รู้ว่า แม้แต่ในแวดวงคนระดับสูงที่ใกล้ชิดวังมาก ก็ "มีปัญหา"บางอย่างเกียวกับเรื่องนี้

หรือใครที่อ่านโทรเลข ฉบับที่สุริยะใส คุยกับทูต ก็รู้ว่า สุริยใส และ(ตามที่เขาบอกเอง)พันธมิตรระดับหลายคน ก็มีปัญหา

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เป็นเวลาสักระยะหนึ่งแล้ว เวลาผมคุยกับนักวิชาการ หรือ คนในวงการสื่อ บางคน ที่รู้จัก พวกเขาจะพูดแบบกึ่งเล่น กึงจริง (คือ ไมใช่ ล้อเล่น เสียทีเดียว) ว่า

ในอนาคต เราจะได้เห็น ปัญญาชนรักเจ้า ตั้งแต่ระดับ บวรศักดิ์ ไปจนถึง แอ๊คติวิสต์ อย่าง หมอตุลย์ หันมาเสนอ "ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์" บางที เผลอ อาจจะเกิดปรากฏการณ์ "สวิทช์ข้าง" คือ สลับจุดยืน ระหว่าง ฝ่ายเสื้อแดง กับฝ่ายคนรักเจ้า ในอนาคต ในประเด็นเรืองการปฏิรูปสถาบันฯ ก็ได้

แน่นอน นี่เป็นการพูดแบบ "โจ๊ก" แต่เป็น "โจ๊ก" ที่แฝงนัยยะสำคัญบางอย่าง (และในที่สุด อาจจะเป็นจริง ไมใช่แค่ "โจ๊ก" ก็ได้)

.......................

ผมยืนยันมาตลอดว่า ปัญหาการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้น ก่อนอื่นทีสำคัญทีสุด คือการปฏิรูป สิ่งที่เป็น โครงสร้างทางกฎหมาย และการปฏิบัติสำคัญๆ เกียวกับสถาบันกษัตริย์ ซึงเป็นเรืองที่ไม่เกียวกับ การ "รอ" (ให้มี "การเปลี่ยนผ่าน" ก่อน) หรือ ไมเกี่ยวกับตัวบุคคลว่า ใครเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะนี้ หรือในอนาคต

ผมยืนยันว่า มีแต่ต้องทำการปฏิรูปเชิง "โครงสร้าง" ทั้งทาง กฎหมาย (เช่น เลิก ม.8, 112, พรบ.ทรัพย์สินฯ) และทางการปฏิบัติ (พิธีกรรมต่างๆ, ระบบการป้อนข้อมูลด้านเดียว, โครงการหลวงต่างๆ ฯลฯ)

จึงจะแก้ปัญหานี้ ได้อย่างยั่งยืนถาวร

ไมใช่ คอยแต่ขึ้นกับสภาวะที่ ฝ่ายหนึ่ง "ลุ้น" อีกฝ่าย "หวาดหวั่น" ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หรือ ฝ่ายหนึ่งเอาแต่คอยเกาะยึดเหนี่ยว (clinging desperately) อยู่กับ "วันเวลาที่กำลังจะผ่านเลย (ที่ต้องผ่านเลยไปในไม่นาน)" ขณะที่อีกฝ่ายคอย "รอ" หรือ "เร่ง" ให้ "วันเวลาบางอย่างผ่านไปเร็วๆ"

แล้วในที่สุด ไมว่า อนาคตจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ของสถานะและ อำนาจสถาบันกษัตริย์ อยู่นั่นเอง (เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและการปฏิบัติสำคัญๆ ไม่ได้รับการแก้ไข)

...................

สุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับกระทู้นี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคน โดยเฉพาะคนรักเจ้าชนชั้นกลาง อ่านบทความ (มีเฉพาะภาษาอังกฤษ) ของ คุณ Serhat Ünaldi นักศึกษาปริญญาเอก เยอรมัน เรื่อง Not So Happy Birthdays ในเว็บไซต์ New Mandala (ดูรูปประกอบ) - ผมขอไม่ให้ link แต่น่าจะหาได้ง่ายๆ

ในบทความดังกล่าว (ซึ่งมีภาพประกอบหลายภาพ) คุณ Serhat Ünaldi ได้เล่าถึงงานฉลอง 60 พรรษา ของสมเด็จพระบรมฯ กับงานฉลอง 80 พรรษา ของสมเด็จฯ พระราชินี ที่เพิ่งผ่านมา และอภิปรายปัญหาเกียวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์โดยทั่วไปด้วย รูปธรรมบางอย่างที่เขาพูดถึง คนไทยเองก็มีการพูดกันมาบ้างแล้ว เชน เรื่อง ธนบัตร ที่ผมกล่าวถึงตอนต้น แต่เขามีตัวอย่างหรือเรื่องเล่า ทีน่าสนใจ การตีความหรือ "อ่าน" รูปธรรมบางอย่าง อาจจะโต้แย้งได้่วา เป็นการ "อ่านเข้าไปมากเกินไป" (read too much into) ก็ได้ แต่ภาพรวม คิดว่า ทุกคนน่าจะยอมรับกันได้

และอย่าลืม อ่านความเห็น (comments) ท้ายบทความ ของผู้ทีใช้ชื่อว่า Annie Thropic (อยู่ต้นๆ ที่ได้รับการคลิ้ก like เกิน 30 ทำให้พื้นเป็นสีเหลืองๆ) โดยเฉพาะในย่อหน้าที่ 2 ที่ว่า "Having spent a number of years living and working in the heart of red-shirt territory, I can say with a feeling of certainty that the popularity of the King himself ...."
 
 รูปภาพ : คนรักเจ้าชนชั้นกลาง กับปัญหา "การเปลี่ยนผ่าน" (สืบราชสันตติวงศ์)

ทุกวันนี้แทบไม่มีอะไรที่เป็นตัวอย่างยืนยันให้เห็นความ "ไม่รู้จักโต" (immature) ของสังคมไทย มากเท่ากับปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์

เพราะทุกคนที่อยู่ในวงการเมือง หรือสนใจการเมือง ทุกคนในแวดวงสื่อมวลชน และแม้แต่คนระดับชาวบ้าน หรือ คนทำงานอ๊อฟฟิศธรรมดาๆ จำนวนมาก ล้วนแต่รู้ว่า มีปัญหา

แต่จนบัดนี้ ไม่มีใครยอมพูดกันออกมา ไม่ยอมให้มีการอภิปรายเรื่องสำคัญนี้ ในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา

โดยส่วนตัว ผมมองว่า เรือ่งนี้ มีปัญหาที่ให้ต้องพิจารณา ทั้ง "2 ฟาก" ทางการเมือง

ในส่วนคนเสื้อแดง หรือคนที่ต้องการประชาธิปไตย ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ ในกระทู้นี้ https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399890893397529  และกระทู้นี้ https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/399895050063780

ในที่นี้ ผมจะกล่าวถึง อีก "ฟาก" หนึ่ง คือ ฟาก คนรักเจ้าชนชั้นกลาง (ที่บางครั้ง มีผู้เรียกในลักษณะต่อต้านว่า "สลิ่ม" - โดยส่วนตัว ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้ เพราะเห็นว่า ไม่สู้มีประโยชน์ในระยะยาวนัก แม้จะยอมรับว่า อาจจะมีประโยชน์ในแง่ "ชวเลข" คือสั้น ผมเองใช้คำว่า "คนรักเจ้าชนชั้นกลาง" ซึงยาว แต่ผมเห็นว่า คำนี้ อย่างน้อย บรรดาคนที่พูดถึง น่าจะยอมรับเป็นคำเรียกตัวเองได้)

ไม่เป็นความลับว่า คนรักเจ้าชนชั้นกลางจำนวนมาก "มีปัญหา" สำคัญบางอย่าง เกี่ยวกับเรือ่ง "การเปลี่ยนผ่าน" นี้ กรณีที่ "ฮือฮา" กันเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับ ธนบัตรพิเศษ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพ์ขึ้น เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุด

ใครที่อ่านโทรเลขวิกิลีกส์ฉบับอื้อฉาว ที่ทูตสนทนา กับ เปรม, อานันท์, สิทธิ์ ก็รู้ว่า แม้แต่ในแวดวงคนระดับสูงที่ใกล้ชิดวังมาก ก็ "มีปัญหา"บางอย่างเกียวกับเรื่องนี้

หรือใครที่อ่านโทรเลข ฉบับที่สุริยะใส คุยกับทูต ก็รู้ว่า สุริยใส และ(ตามที่เขาบอกเอง)พันธมิตรระดับหลายคน ก็มีปัญหา

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

เป็นเวลาสักระยะหนึงแล้ว เวลาผมคุยกับนักวิชาการ หรือ คนในวงการสื่อ บางคน ที่รู้จัก พวกเขาจะพูดแบบกึ่งเล่น กึงจริง (คือ ไมใช่ ล้อเล่น เสียทีเดียว) ว่า 

ในอนาคต เราจะได้เห็น ปัญญาชนรักเจ้า ตั้งแต่ระดับ บวรศักดิ์ ไปจนถึง แอ๊คติวิสต์ อย่าง หมอตุลย์ หันมาเสนอ "ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์" บางที เผลอ อาจจะเกิดปรากฏการณ์ "สวิทช์ข้าง" คือ สลับจดยืน ระหว่าง ฝ่ายเสื้อแดง กับฝ่ายคนรักเจ้า ในอนาคต ในประเด็นเรืองการปฏิรูปสถาบันฯ ก็ได้

แน่นอน นี่เป็นการพูดแบบ "โจ๊ก" แต่เป็น "โจ๊ก" ที่แฝงนัยยะสำคัญบางอย่าง (และในทีสุด อาจจะเป็นจริง ไมใช่แค่ "โจ๊ก" ก็ได้)

.......................

ผมยืนยันมาตลอดว่า ปัญหาการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้น ก่อนอื่นทีสำคัญทีสุด คือการปฏิรูป สิ่งที่เป้น โครงสร้างทางกฎหมาย และการปฏิบัติสำคัญๆ เกียวกับสถาบันกษัตริย์ ซึงเป็นเรืองที่ไม่เกียวกับ การ "รอ" (ให้มี "การเปลี่ยนผ่าน" ก่อน) หรือ ไมเกี่ยวกับตัวบุคคลว่า ใครเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะนี้ หรือในอนาคต

ผมยืนยันว่า มีแต่ต้องทำการปฏิรูปเชิง "โครงสร้าง" ที้งทาง กฎหมาย (เช่น เลิก ม.8, 112, พรบ.ทรัพย์สินฯ) และทางการปฏิบัติ (พิธีกรรมต่างๆ, ระบบการป้อนข้อมูลด้านเดียว, โครงการหลวงต่างๆ ฯลฯ) 

จึงจะแก้ปัญหานี้ ได้อย่างยังยืนถาวร 

ไมใช่ คอยแต่ขึ้นกับสภาวะที่ ฝ่ายหนึง "ลุ้น" อีกฝ่าย "หวาดหวั่น" ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต หรือ ฝ่ายหนึ่งเอาแต่คอยเกาะยึดเหนี่ยว (clinging desperately) อยู่กับ "วันเวลาที่กำลังจะผ่านเลย (ที่ต้องผ่านเลยไปในไม่นาน)" ขณะที่อีกฝ่ายคอย "รอ" หรือ "เร่ง" ให้ "วันเวลาบางอย่างผ่านไปเร็วๆ"

แล้วในทีสุด ไมว่า อนาคตจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ของสถานะและอำนาจสถาบันกษัตริย์ อยู่นั่นเอง (เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางกฎหมายและการปฏิบัติสำคัญๆ ไม่ได้รับการแก้ไข)

...................


สุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับกระทู้นี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคน โดยเฉพาะคนรักเจ้าชนชั้นกลาง อ่านบทความ (มีเฉพาะภาษาอังกฤษ) ของ คุณ Serhat Ünaldi นักศึกษาปริญญาเอก เยอรมัน เรื่อง Not So Happy Birthdays ในเว็บไซต์ New Mandala (ดูรูปประกอบ) - ผมขอไม่ให้ link แต่น่าจะหาได้ง่ายๆ

ในบทความดังกล่าว (ซึ่งมีภาพประกอบหลายภาพ) คุณ Serhat Ünaldi ได้เล่าถึงงานฉลอง 60 พรรษา ของสมเด็จพระบรมฯ กับงานฉลอง 80 พรรษา ของสมเด็จฯ พระราชินี ที่เพิ่งผ่านมา และอภิปรายปัญหาเกียวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์โดยทั่วไปด้วย รูปธรรมบางอย่างที่เขาพูดถึง คนไทยเองก็มีการพูดกันมาบ้างแล้ว เชน เรือ่ง ธนบัตร ที่ผมกล่าวถึงตอนต้น แต่เขามีตัวอย่างหรือเรื่องเล่า ทีน่าสนใจ การตีความหรือ "อ่าน" รูปธรรมบางอย่าง อาจจะโต้แย้งได้่วา เป็นการ "อ่านเข้าไปมากเกินไป" (read too much into) ก็ได้ แต่ภาพรวม คิดว่า ทุกคนน่าจะยอมรับกันได้

และอย่าลืม อ่านความเห็น (comments) ท้ายบทความ ของผู้ทีใช้ชื่อว่า Annie Thropic (อยู่ต้นๆ ที่ได้รับการคลิ้ก like เกิน 30 ทำให้พื้นเป็นสีเหลืองๆ) โดยเฉพาะในย่อหน้าที่ 2 ที่ว่า "Having spent a number of years living and working in the heart of red-shirt territory, I can say with a feeling of certainty that the popularity of the King himself ...."

หนุ่ม เรดนนท์ เตรียมขออภัยโทษ หลังศาลมีคำสั่งอนุมัติถอนอุทธรณ์

ที่มา Thai E-News

 12 กันยายน 2555



เรื่อง Nithiwat Wannasiri
ภาพ  Bulunraya Khan
ศาลมีคำสั่งอนุมัติถอนอุทธรณ์ คดีพี่หนุ่ม เรดนนท์ ให้คำสั่งมีผลนับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ...ทนายเตรียมทำเรื่องยื่นขออภัยโทษพิเศษต่อไป หลังจากพลาดโอกาสหลายครั้ง จากคำวินิจฉัยอยุมัติถอนอุทธรณ์ที่ยื่นตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมไม่ออก
 วันนี้ เวลา 09.00น. นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ "หนุ่ม เรดนนท์" ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมมาตรา 112 และทนาย ได้เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดาเพื่อฟังคำสั่งศาลหลังจากที่ได้ยื่นถอนอุธรณ์ไป เมื่อวันที่ 2 พฤกษาคม 2555 
 
หลังจากที่ผู้พิพากษา ขึ้นนั่งบัลลังก์และอ่านคำสั่งยกอุทธรณ์แล้ว "หนุ่ม เรดนนท์"ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ทางทนายของตนคือ นายอานนท์ นำภา จะทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป ในเร็วๆนี้ อย่างเร็วที่สุดน่าจะเป็นอาทิตย์หน้า อย่างช้าที่สุดก็ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ 
ฝากข่าวกิจกรรมเลี้ยงวันเกิดเพื่อนร่วมรบ ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ในเช้าวันที่ 17 กันยายนนี้ (17 วันเกิดพี่หนุ่ม เรดนนท์ และ 20วันเกิดพี่สมยศ จัดร่วมกัน) ร่วมเลี้ยงพิซซ่าและเป็ดย่าง เหยื่อกฎหมายหมิ่นกษัตริย์ในเรือนจำ แขกรับเชิญพิเศษ ป้าอุ๊ และน้าชาติ ร่วมงานอวยพรวันเกิด ช่วงเช้า ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ
 

เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์กรณีหมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากเป็นประธานาธิบดี

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
12 กันยายน 2555


คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กรณี สุเทพ เทิอกสุบรรณ หมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากเป็นประธานาธิบดี ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำพูดดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลอทธรณ์กรณีหมิ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานาธิบดี

ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่: ห้องเอกสาร

Wednesday, September 12, 2012

ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ เอเซียอัพเดท แฉ 3 สถานีเกี่ยวพันรัฐประหาร

ที่มา DNNTHAILAND



รายงานพิเศษ ปชป อย่าลืมแจงกรณีอภิสิทธิ์ไม่จับแม่อรรถวิชช์ 

 



'ชูวิทย์-เสธ.หิ-เสธ.แอ๊ป'โดนโทษคุกคนละ5ปี คดีรื้อบาร์เบียร์

ที่มา Voice TV

 'ชูวิทย์-เสธ.หิ-เสธ.แอ๊ป'โดนโทษคุกคนละ5ปี คดีรื้อบาร์เบียร์



ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ คดีรื้อบาร์เบียร์ สุขุมวิทสแควร์ สั่งจำคุก"ชูวิทย์-เสธ.หิ-เสธ.แอ๊ป" คนละ 5 ปี ไม่รอลงอาญา ชี้พฤติการณ์ร่วมกันบุกรุกแบ่งหน้าที่กันทำ ส.ส.ชูวิทย์ ขอสู้ถึงฎีกา

วันนี้ ( 11 ก.ย.)  ที่ห้องพิจารณา 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง 63 เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีรื้อบาร์เบียร์สุขุมวิท10 คดีหมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้ารวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร หรือรัมมะสาร, นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัทสุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. (ตำแหน่งขณะฟ้องปี 2546) , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร นายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ( ตำแหน่งขณะฟ้องปี 2546) และพวกรวม 131 คน เป็นจำเลยที่ 1-130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ , บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ

โดยคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มี.ค.46 และนำสืบว่า เมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น.วันที่ 26 ม.ค.46 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนแต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ เสียหายราบเป็นหน้ากลอง เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่า เดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ทั้งสิ้นจำนวน 130 คน อาทิ นายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิ, พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือ เสธ.แอ๊ป โดย พ.ต.ธัญเทพ และนายชูวิทย์ นั้นได้เข้ามอบตัวในภายหลัง โดยพนักงานสอบสวนใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานกว่า 2 เดือน จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งฟ้องเมื่อวันที่ 13 มี.ค.46 โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

 คดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.49 พิพากษาให้จำคุก 1 ปีนายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ซึ่งเป็นทนายความนำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวันช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358, 365 (2) (3) ประกอบ 362, 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ โจทก์ร่วม และนายชาญเวทย์ จำเลยที่ 49 ยื่นอุทธรณ์

 ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีผู้ค้าซึ่งเป็นผู้เสียหายเป็นพยาน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เกิดเหตุเบิกความยื่นยันว่า กลุ่มจำเลยได้เดินเข้ามาดูลาดเลาในพื้นที่ก่อนเกิดเหตุ และเมื่อเกิดเหตุแล้ว จำเลยบางคนได้กันให้ผู้ค้าออกจากพื้นที่ และห้ามให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่ โดยจำเลยบางคนได้นำรถแบ็กโฮเข้ามารื้อถอนร้านค้า นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ภายหลังรับแจ้งเหตุ เมื่อเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ก็พบจำเลยบางคนอยู่ในพื้นที่ด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของพวกจำเลยได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่เกิดเหตุ และแบ่งหน้าที่กันทำ

จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1, 3, 7-11, 13-14, 18, 21, 40-47, 49-51, 56-59, 61-62, 64-74, 76-79, 81, 83-85, 88, 90, 92, 94, 96, 99, 102, 104, 106-113, 115, 117-123, 125, 128-130 รวม 66 คน มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 358, 365 (1)(2)(3) ประกอบมาตรา 362 และ 83 โดยจำเลยที่ 73 และ112 ยังมีความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 365 (1)(2)(3) ซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุกจำเลยคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 64 คน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

แต่ในส่วนจำเลยที่ 21, 68, 81, 96, 99 และ122 เนื่องจากอายุยังไม่เกิน 20 ปี ศาลจึงเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 76 คงจำคุกจำเลยทั้ง 6 คนๆ ละ 3 ปี 4 เดือน

นอกจากนี้ในส่วนของจำเลยที่ 42, 44, 47, 51, 68, 99 และ 120 ศาลให้บวกโทษจำคุกที่เคยรอลงอาญาไว้ในคดีอื่นด้วย จึงให้จำคุกจำเลยที่ 42 เป็นเวลา 5 ปี 3 เดือน, จำเลยที่ 44 จำคุก 5 ปี 15 วัน, จำเลยที่ 47 และ 120 จำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน, จำเลยที่ 51 จำคุก 7 ปี, จำเลยที่ 68 จำคุก 3 ปี  4 เดือน 15 วัน, และจำเลยที่ 99 จำคุก 3 ปี 10 เดือน

 ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูวิทย์ จำเลยที่ 129 ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็น ส.ส.อยู่ระหว่างเปิดสมัยประชุม ขณะที่ นายชูวิทย์ ที่เดินทางมาศาลพร้อมภรรยา กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "จะขอสู้ถึงฎีกา"  ก่อนเดินทางกลับไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง

ข้อมูลข่าวจาก Dailynews
11 กันยายน 2555 เวลา 16:28 น.

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “เรื่องต่อไปนี้ ผมพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี”

ที่มา ประชาไท

 

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักรัฐศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสันติภาพ ร่วมอภิปรายในงานสนทนาพิเศษ “กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทอาเซียน” เมื่อ 7 กันยายน 2555 ได้ประมวลความเห็นและข้อเสนอโดยตรงถึงขบวนการต่อสู้ปาตานีเป็นภาษาอังกฤษ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) แปลคำอภิปรายเป็นภาษาไทย
0 0 0
ผู้จัดได้ขอให้ผมพูดเรื่องกระบวนการสันติภาพ ปกติผมไม่ค่อยจะตามใจผู้จัด ฉะนั้น สิ่งที่ผมจะทำ คือการ “ทำ” กระบวนการสันติภาพ ประเด็นที่สอง ผมคิดว่า ผู้ที่เป็นผู้ฟังหลักของผมอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องนี้ เพราะว่าผมต้องการที่จะพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี ฉะนั้น กลุ่มผู้ฟังหลักของผมคือกลุ่มขบวนการ
ผมจะพูดถึง 4 คำ คำแรกคือ ปัญหา คำที่สองคือ สมมติฐาน คำที่สามคือ คำถาม และคำสุดท้ายคือ ความรู้
จะขอเริ่มต้นด้วย ‘ปัญหา’ เรามีปัญหาอยู่ 2 ประเภท คือปัญหาของรัฐไทยและปัญหาของฝ่ายขบวนการ ปัญหาของรัฐไทยได้มีการพูดถึงมากและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นในงาน ของศ.ดร. ดันแคน แมคคาร์โก ในหนังสือของเขา เรื่อง “Tearing Apart the Land” หรือ “ฉีกแผ่นดิน” ซึ่งสำนักพิมพ์คบไฟกำลังจัดพิมพ์ฉบับแปลภาษาไทย
ในความเข้าใจของผม ประเด็นเรื่องภาคใต้นี้ รัฐไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่เขา [ศ.แม็คคาร์โก] และผมเรียกว่า “โรคความชอบธรรมบกพร่อง” ไม่มีหนทางอื่นที่จะออกจากตรงนี้ได้ จะต้องจัดการกับปัญหา นั่นคือปัญหาของรัฐไทย เป็นโรคที่รัฐไทยได้เผชิญ แต่ปัญหาของฝ่ายขบวนการเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าพวกเขากำลังเผชิญกับ “สภาวะตาบอด” ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความรุนแรง การตาบอดนี้เป็นเพราะเครื่องมือที่ใช้ ก็คือความรุนแรง
ผลก็คือ มีคนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 5,000 คน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นฝีมือของขบวนการ เรายังคงจะต้องหาว่า มีจำนวนเท่าไหร่ที่เสียชีวิตจากการกระทำของขบวนการ จำนวนเท่าไหร่เสียชีวิตจากฝีมือของรัฐไทยหรือทหารพราน หรือว่าเกิดจากอาชญากรรมปกติ นี่คือปัญหาสองด้าน
สำหรับ ‘สมมติฐาน’ ผมมีสมมุติฐานเกี่ยวกับขบวนการดังนี้
หนึ่ง ผมคิดว่าขบวนการเป็นคนที่มีเหตุมีผล พวกเขาไม่ใช่คนที่เสียสติ ถ้าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลหรือเสียสติ ผมจะไม่เสียเวลาพูดกับพวกเขา
สอง การใช้ความรุนแรงของพวกเขาเป็นสิ่งที่อธิบายได้ เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือ และพวกเขาก็ใช้มันในฐานะเครื่องมือ
สาม จากมุมของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ สามารถมองได้ว่ามีความชอบธรรม ผมพูดว่า จากมุมของพวกเขา แต่จากมุมของคนอื่น แน่นอน มันไม่ชอบธรรม นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า เรากำลังมีปัญหาเรื่องทัศนคติที่แตกต่างกัน เรากำลังเผชิญกับปัญหาที่ ศ.ดร.แมคคาร์โกพูดเกี่ยวกับเรื่องของความจริง และเรากำลังประสบกับปัญหาเดียวกัน
สี่ ผมไม่คิดว่ากลุ่มขบวนการเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกัน ผมคิดว่าพวกเขามีความหลากหลาย ผมคิดว่าพวกเขาเองก็มีสภาวะที่แตกเป็นกลุ่มเล็กๆ และมีความแตกต่างกันในระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นลักษณะเฉพาะของปัตตานีเท่านั้น ผมคิดว่าที่อื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
สุดท้าย ผมคิดว่าขบวนการและการต่อสู้ของพวกเขานั้น ได้รับอิทธิพลจากความขัดแย้งใหญ่ในโลก เราสามารถที่จะวางการต่อสู้ของพวกเขาในบริบทของโลกได้ ถ้าเรามองย้อนกลับไป 40-50 ปี เราสามารถที่จะพูดถึงบริบทของขบวนการชาตินิยมต่อสู้เพื่อเอกราชเมื่อครึ่ง ศตวรรษที่แล้ว เราหมุนเวลาผ่านไป 30 ปี ก็จะเป็นช่วงของการปฏิวัติอิสลาม อีก 20 ปีต่อมา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอีกในโลก  และเมื่อปีที่แล้ว เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มประเทศอาหรับที่เรียกกันว่า Arab Spring จะเห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทั่วโลก
ซึ่งผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีผลต่อความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประเด็นในระดับท้องถิ่นนี้ สามารถที่จะวางไว้ในบริบทที่กว้างกว่าได้เช่นกัน ซึ่งในบางส่วนก็มีการใช้การก่อการร้ายด้วย
สำหรับ ‘คำถาม’ คำถามที่ผมต้องการจะถามสมาชิกขบวนการที่เป็นทั้งสุภาพบุรุษและสตรีคือ เราจะช่วยขบวนการได้อย่างไร เพื่อที่ว่าพวกเขาจะไม่เห็นว่าความรุนแรงมีความจำเป็นอีกต่อไป
เมื่อวานนี้ (6 กันยายน 2555) ในการพูดของผม ผมพูดนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องการใช้ความรุนแรง ซึ่งกล่าวโดยย่อ ผมบอกว่าความรุนแรงนั้นทำลายอำนาจ ศ.ดร.แมคคาร์โก ขอให้ผมอธิบาย ซึ่งผมก็พูดอะไรบางอย่าง แต่อาจจะไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลมากนัก และผมจะลองอีกที
ถ้าหากว่าคุณต้องการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงและอำนาจ ลองพยายามเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการข่มขืนกับการมีความสัมพันธ์ทางเพศ (sexuality) การข่มขืนฆ่ากับการทำลายความสัมพันธ์ทางเพศ ในความสัมพันธ์ทางเพศ คุณมีความรัก คุณมีความเข้าใจ คุณมีความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ว่าเมื่อเกิดการข่มขืนเกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็หายไปหมด นั่นเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ทางเพศ
ในลักษณะเดียวกัน เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น อำนาจก็มลายหายไป ดังนั้น การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกว่า คุณไม่มีอำนาจ นั่นคือความจริงพื้นฐานที่นักรัฐศาสตร์ในโลกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย พวกเขาสามารถที่จะถกเถียงอภิปรายเรื่องนี้ได้ตลอดเวลา
ทีนี้ ผลก็คือ ขบวนการจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง อย่างน้อย 3 ประเด็น ผมคิดว่า วาระทางการเมืองของพวกเขา ควรได้ริเริ่มและสร้างอย่างรอบคอบในพื้นที่สาธารณชน ทั้งในบริบทของท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งบางทีพวกเขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
สอง พวกเขาต้องเข้าใจผลกระทบของการใช้ความรุนแรงต่อสิ่งที่พวกเขาต้องการต่อสู้ อย่างเป็นจริงมากขึ้น สาม พวกเขาต้องคิดถึงความเป็นไปได้ของการใช้สันติวิธีแทนความรุนแรง
มีงานศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธในโลกนี้มากมายหลากหลาย บางชิ้นก็ศึกษากลุ่มติดอาวุธ 60 กลุ่มใน 4 ทวีป งานเหล่านี้ต่างก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน ซึ่งผมอยากจะอ่านอะไรบางอย่างให้ฟัง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่ไม่ใช่สำหรับพวกคุณที่อยู่ในห้องนี้ แต่ (อ่าน) สำหรับขบวนการ
นี่เป็นคำพูดของนายมูเซเนวี ซึ่งเป็นหัวหน้าของกองทัพต่อต้าน (Resistance Army) ในประเทศอูกานดา บุคคลคนนี้มีความสำคัญ และเขากล่าวสิ่งนี้ เขากล่าวว่า พวกคุณจะต้องไม่ทำงานผิดพลาด ดังนั้น เวลาที่คุณเลือกเป้าหมาย คุณต้องเลือกเป้าหมายอย่างรอบคอบ
“สิ่งแรก คุณจะต้องไม่โจมตีคนที่ไม่ติดอาวุธ ต้องไม่ทำ...ไม่ทำ...ไม่ทำ...เด็ดขาด นี่คือคำแนะนำ ไม่ใช่จากบุคคลที่เป็นนักศีลธรรม แต่มาจากหัวหน้ากลุ่มติดอาวุธ”
นายมูเซเนวีมีความสำคัญเพราะว่าหลายปีต่อมาเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอูกานดา
เรื่องราวนี้อยู่ที่ไหน มันอยู่ในวารสารที่ชื่อว่า Military Review ซึ่งเป็นวารสารด้านการทหาร มีงานศึกษาต่างๆ มากมายที่พวกคุณควรจะทำความเข้าใจ มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรง อาจารย์อะหมัดสมบูรณ์ (บัวหลวง) พูดว่า มีการพูดคุยมากมายเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรงและสันติภาพ แต่ผมคิดว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้อีกมากว่า มันทำงานอย่างไร และมันคืออะไรกันแน่
ผมจะขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง มีบทสัมภาษณ์ในประเทศตูนีเซีย อาจกล่าวได้ว่า ตูนีเซียเป็นกรณีที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิด Arab Spring และมันเกิดขึ้นอย่างสันติวิธีและประสบความสำเร็จ
นักข่าวได้ไปถามหนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวว่า พวกเขาได้ต่อสู้กับรัฐมานาน ถ้าหากว่าพวกเขามีปืน จะเกิดอะไรขึ้น นักเคลื่อนไหวคนนั้นตอบโดยไม่ลังเลว่า ผู้คนเป็นเรือนพันจะต้องตาย หากว่าประชาชนมีปืน สำหรับพวกเขา การริเริ่มใช้ความรุนแรง ก็คือจุดจบของอำนาจประชาชน นั่นคือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของตูนีเซียและอาจจะอียิปต์ด้วย
ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย เมื่อมหาอำนาจเข้าไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน การปะทะด้วยความรุนแรงยังไม่หยุด แม้กระทั่งในเวลาที่ผมกำลังพูดอยู่นี้
อีกอย่างหนึ่งที่พวกคุณจะต้องเข้าใจคือ คุณควรจะดูถึงความสำเร็จของกระบวนการต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงในช่วง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 - 2006 เปรียบเทียบกับการต่อสู้ด้วยความรุนแรง คุณจะเห็นว่าความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยความรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า ในช่วงทศวรรษ 1960 ความสำเร็จนั้นสูงสำหรับการใช้ความรุนแรง แต่ในช่วงปี 2006 มันได้ลดลง
เมื่อคุณมองดูความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี มัน เพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์   กราฟของผมง่ายมาก ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงในโลกเพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์
ประเด็นที่สองที่คุณจะต้องรู้คือ เราควรที่จะตั้งคำถามว่า เราควรจะใช้ความรุนแรงต่อไปไหม แล้วเราจะได้อะไร ผมขอพูดสิ่งนี้ว่า 5 ปีหลังจากการต่อสู้ด้วยความรุนแรงจบ โอกาสที่สังคมนั้นจะเป็นประชาธิปไตยมีเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้สันติวิธี โอกาสมี 41 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 5 ปีหลังความขัดแย้งจบลง เราก็คงจะไม่ได้เห็นประชาธิปไตย คุณจะมีโอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ โอกาสของคุณจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า หากว่าคุณใช้สันติวิธี
ประเด็นสุดท้าย โอกาสของการเผชิญกับสภาวะสงครามกลางเมืองเมื่อความขัดแย้งจบลง
10 ปีหลังจากความขัดแย้งจบลง โอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองคือ 43 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้ความรุนแรง และ 28 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้การต่อสู้อย่างสันติวิธี
ผมอยากจะกลับไปที่ประเด็นเรื่อง สมมติฐาน
ถึงขบวนการที่รักทุกท่าน

ผมเข้าใจว่าพวกคุณเป็นคนที่มีเหตุมีผล ผมเข้าใจว่าพวกคุณไม่ใช่คนที่เสียสติ ผมเข้าใจว่าพวกคุณต่อสู้อย่างมีเหตุผล ผมคิดว่ามันมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ที่จะต้องร่วมกันค้นหาทางเลือกทาง การเมืองอย่างจริงจัง ศ.ดร.แมคคาร์โก ได้กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นปัญหาทางการเมืองซึ่งต้องการทางออกทางการเมือง และทางออกทางการเมืองจำเป็นจะต้องมาจากทุกๆ ฝ่ายของความขัดแย้ง สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือ ความเข้าใจถึงผลของความรุนแรงต่อการต่อสู้ของพวกคุณ มันจะทำให้พวกคุณอ่อนแอลง
ผมเลือกที่จะพูดกับฝ่ายขบวนการในวันนี้ เพราะว่า ผมได้ใช้เวลาหลายปีในการพูดกับรัฐ และผมจะยังคงทำต่อไป แต่ผมหวังว่า เวทีนี้จะทำให้เกิดกระบวนการสันติภาพในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องมานั่งเผชิญหน้า และก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องหลบซ่อนอยู่ในตู้ นี่เป็นการสนทนาในรูปแบบหนึ่ง และเป็นการสนทนาแบบเปิด
นี่คือสิ่งที่ผมต้องการที่จะยื่นให้กับคุณ ผมเป็นมุสลิม แต่ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ปาตานี ผมตระหนักในสิ่งนี้ดี แต่ในฐานะของนักวิจัยเรื่องสันติภาพและนักทฤษฎีด้านการไม่ใช้ความรุนแรง ผมคิดว่า พวกคุณจำเป็นอย่างมากที่จะเข้าใจถึงพลวัตรของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้กระบวนการสันติภาพนั้นเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประโยชน์และทำลายสังคมใหญ่น้อยลง

คำถามจาก รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช 
คำถาม : ดิฉันเป็นนักข่าว เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนพุทธ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ชัยวัฒน์ ต้องอธิบายหลายอย่างหน่อยก่อนที่จะพูดนะคะ อยากจะส่งเสียงแทน เพราะคิดว่าการเป็นคนพุทธและคนกรุงเทพฯ อาจจะทำให้พูดอะไรบางอย่างได้มากกว่าคนในพื้นที่ที่เป็นคนมลายูมุสลิมที่มี โอกาสได้ไปสัมผัสและพูดคุยด้วย จริงๆ ชอบสิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์อธิบายมากและคิดว่ามันมีพลังมาก
อยากจะลองท้าทายสิ่งที่อาจารย์ พูดจากสิ่งที่ไปได้ยินได้ฟังมาจากคนที่อยู่ในขบวนการบางคน เขาเล่าว่า ที่อาจารย์พูดว่า ความรุนแรงทำให้อำนาจเขาน้อยลง และควรจะที่จะใช้สันติวิธีในการต่อสู้ แต่ในมุมของคนที่เขาต่อสู้ เขาอาจจะบอกว่า หะยีสุหลงหายตัวไปหลังจากเสนอข้อเสนอ 7 ข้อ ซึ่งนั่นเป็นการเรียกร้องอย่างสันติวิธีที่เคยเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ แต่เมื่อมีการเรียกร้องเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ได้รับก็คือ เขาหายตัวไป จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้นก็มีการก่อตัวของขบวน การติดอาวุธตั้งแต่ปี 1960 มาและไม่เคยจบจนถึงขณะนี้ คนที่อยู่ในขบวนการบางคนก็พูดว่า เขาไม่เชื่อมั่นในหนทางการต่อสู้ในหนทางรัฐสภาหรือการต่อสู้ในระบบ เพราะมันไม่เคยทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขาเรียกร้องอย่างแท้จริง กลุ่มวะดะห์อยู่ในอำนาจ ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากนัก แล้วถ้าหากว่าเขาไม่มีกองกำลังทหารอยู่ ทุกวันนี้ รัฐบาลก็คงไม่ฟังเขา ภาษาที่รัฐใช้จากปี พ.ศ.2447 มาจนถึงตอนนี้ เราก็เห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงมาระดับหนึ่ง นั่นเป็นผลจากการที่พวกเขาได้ต่อสู้ในหนทางแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าจะพูดคุย รัฐบาลจะหลอกเขาหรือเปล่าให้ออกมา เพื่อที่จะทำลายขบวนการ นี่เป็นประเด็นที่อยากจะลองถามอาจารย์ว่าอาจารย์จะตอบพวกเขาอย่างไรบ้าง
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ตอบ :
คำถามที่ 1 เรื่องของหะยีสุหลง ผมคิดว่ามีการพูดกันเยอะว่า ท่านหะยีสุหลงจากไปแล้ว หายไป ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างสาหัส ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าหะยีสุหลงมีชีวิตเลื่องลือ เป็นที่ชื่นชมมากเท่ากับในหลายปีที่ผ่านมา ในทุกวงที่ผมไป ข้อเสนอของหะยีสุหลง come alive (กลับมามีชีวิต) ทั้ง 7 ข้อ ผมคิดว่าถอยไป 30 ปี 1 อาทิตย์ 2 เดือน หลังจากท่านหะยีสุหลงหายไป ผมคิดว่าชื่อเสียงของท่านไม่ขจรขจาย ไม่ได้มีชีวิต ไม่ได้โด่งดังเหมือนกับสมัยนี้เลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า message ของหะยีสุหลงคืออะไร หะยีสุหลงเป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่ชอบธรรม เป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่เป็นสันติวิธี ข้อเสนอทั้ง 7 ข้อ ไม่ได้เสนอให้แม้กระทั่ง British Malaya แต่เสนอให้กับฝ่ายสยาม ฝ่ายไทยในสมัยนั้น ผมกำลังจะบอกว่า มีวิธีการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร วันนี้ก็มีความพยายามที่นำข้อเสนอของหะยีสุหลงมาพูดในเวทีเกือบทุกเวที แปลว่าอะไร แปลว่าความคิดนี้ยังมีชีวิตอยู่
คุณสมชาย นีละไพจิตร หายไป แต่ว่างานที่คุณสมชายทำ มรดกที่คุณสมชายมี การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมก็ใช้คุณสมชายเป็นแรงบันดาลใจ ....ในแง่นี้ เวลาบอกว่าใครเป็นใครตาย ไม่ใช่ดูแค่ว่าชีวิตจากไปไหม จะพูดในทางศาสนาก็ได้ ทางการเมืองก็ได้ ความตายของบุคคลเหล่านี้มีความหมายมหาศาล แต่มันปลูกอะไร มันปลูกความหวัง มันปลูกการต่อสู้ใช่ไหม
คำถามต่อไปคือ ต่อสู้อะไร ต่อสู้ด้วยวิธีไหน คุณสมชายต่อสู้ด้วยการใช้กฎหมาย ด้วยความเชื่อในระบบกฎหมายของรัฐ และด้วยความกล้าหาญ อันนี้ไม่ใช่เหรอเป็นแนวทางของสันติวิธีตลอดมา
คำถามที่สอง ... สันติวิธีไม่ใช่เรื่องของรัฐสภานะครับ รัฐสภาเป็นส่วนนิดเดียวของสันติวิธี ...ผมไม่ได้หมายความว่าให้นั่งเฉยๆ เขียนจดหมาย การต่อสู้ด้วยสันติวิธีมีนับไม่ถ้วนวิธีเลย สันติวิธีไม่ใช่แค่เดินขบวนบนถนนแล้วบอกว่า นี่เป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี อยู่ที่บ้านก็เป็นได้ หลังเหตุการณ์พฤษภา’35 ผมเสนอว่า วิธีการหนึ่งที่จะต่อสู้กับเผด็จการทหารในสมัยนั้น ผมพูดกับนักหนังสือพิมพ์ว่า ลองถอนเงินจากธนาคารในสมัยนั้นดูสิ สะเทือนเลย การถอนเงินเป็นสิทธิโดยชอบของประชาชนทุกคน เงินเป็นของคุณ แต่ถามว่าถอนแล้วเกิดอะไรขึ้น ผมว่าสะเทือนเลย ไม่กี่วันหลังจากนั้น กรรมการผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งออกมาพูดว่า ธนาคารของเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายที่ยึดอำนาจหรือฝ่ายทหาร
สันติวิธีมีเยอะ ที่จะทำการต่อสู้แบบนี้ได้ สภาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันเล็ก การเจรจาก็ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ทีนี้ถามว่า ใช้ความรุนแรงแล้วเป็นอย่างนี้ คุณนาตยาถามว่า แล้วชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นยังไง ผมว่าน่าสนใจนะครับ ทุกเวทีทุกสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งชนิดที่ถึงตาย ระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นภาครัฐและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอะไรก็แล้วแต่ คนที่เดือดร้อนลำบากคือใคร ผมว่าชาวบ้านธรรมดาที่เดือดร้อน คนธรรมดาๆ ตอนนี้ติดกับในสิ่งเหล่านี้ แล้วจะให้เขาพูดอะไร เวลานี้เขาทำอะไร เขาก็ทน ถามเขา เขาก็ไม่พูด นี่คืออันตรายไม่ใช่เหรอ ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกร้องก็คือว่า วันนี้พูดกับผู้ก่อการ เพราะว่าพูดกับภาครัฐมาเยอะแล้ว จนเขารำคาญแล้ว แต่ในสถานการณ์อย่างแบบนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อก็คือชาวบ้านธรรมดา ฉะนั้นเวลาบอกว่าจะต้องฟังเสียงของชาวบ้าน ผมว่าความปลอดภัยชีวิตปกติเป็นอย่างนี้
คิดดูนะครับว่าเด็กวันนี้ที่อายุ 10 ขวบในหมู่บ้านเล็กๆ ในยี่งอ (จังหวัดนราธิวาส) โตมาโดยที่ไม่ได้เห็นเลยว่า พื้นที่ตรงนี้มีความปลอดภัยขนาดไหน 10 ขวบแล้วนะ แล้วเราอยากจะเห็น generation ต่อไปเป็นอย่างนี้หรือ แล้วหน้าที่ของ peace research หน้าที่ของการทำงานเพื่อสันติภาพคืออะไร ถ้าไม่คิดถึง generation ต่อไป ผมว่านี่คือโจทย์สำคัญและสันติวิธีพยายามที่จะพูดถึงปัญหาตรงนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่ามี autonomy หรือ peace process นี่เป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่ความรุนแรงก็เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ถ้าไม่ทำเช่นนี้ เรื่องอื่นก็จะตามมาไม่ได้
ผมคิดว่าเป็นเวลาที่ดีที่จะต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที และทำความเข้าใจการใช้สันติวิธีทั้งภาครัฐและใครก็ได้ที่ใช้ความรุนแรงใน เวลานี้ ผมคิดว่า ดูเบาอำนาจของมันมากเกินไป แล้วหลงอยู่ในกับดักของความรุนแรงทั้งสองฝ่าย ได้เวลาเปิดตาหรือยัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
หลากความเห็น Pat(t)ani Peace Process เมื่อ‘คนใน’ต้องเป็น‘ตัวกลาง’สร้างสันติภาพ
Prof. Chaiwat’s Submission of Peace Message to Southern Insurgents
เปิดเวที Pat(t)ani Peace Process เดินหน้าสร้างสันติภาพชายแดนใต้
อภิสิทธิ์หนุนรัฐพูดคุยกับผู้เห็นต่าง มหาเธร์ยันปกครองตนเอง “ทางออกหนึ่ง” ดับไฟใต้
“Insiders” must be the one carrying the torch for peace
ดร.โนเบิร์ต โรเปอร์ส : “คนใน” ต้องเป็นผู้นำถือคบไฟเพื่อสันติภาพ
Launching “Pa[t]tani Peace Process” : Building Common Space, Brainstorming Ideas to Tackle Southern Violence
เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้