WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 14, 2012

เปิดโปงมาร์คไปดูน้ำท่วมทำไม

ที่มา การ์ตูนมะนาว


fall far short ผลลัพธ์ของการต่อสู้รอบ5-6ปี

ที่มา Thai E-News

 



การต่อสู้ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา สุดท้าย ก็มา "ลงเอย" ที่ได้แค่ระดับ รัฐบาล เพื่อไทย ที่แทบไม่ทำอะไร ในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิบัติทางการเมืองกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตย นอกจากพยายามรักษาอำนาจไว้เท่านั้ผลที่ได้ ห่วย กว่าชีวิต ร่างกาย และเรี่ยวแรง ที่คนทั้งหลาย "ลง" ไปเยอะ (fall far short)
ที่มา facebook

ในฐานะคนศึกษาประวัติศาสตร์ ต้องบอกว่า ไม่มีประวัติศาสตร์ของสังคมไหน ที่หลักการที่ถูกต้องที่ดีที่สุดจะชนะ และได้ผลเป็นจริง ในทันที

ในความเป็นจริงของประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ผ่านมา สิ่งที่ได้มาจริงๆ จากการต่อสู้คร้้งหนึ่งๆ มักจะไม่ตรงกับหลักการหรือข้อเรียกร้องที่ดีที่สุดเสมอ

ไม่วาจะเป็นการปฏิวัติใหญ่ๆ อย่าง อังกฤษ อเมริกัน ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน มาจนถึงกรณีอย่าง 2475, 14 ตุลา ฯลฯ ของไทย

ที่ชนะ ที่ได้

มาจริงๆ จะ (ตามสำนวนฝรั่ง) fall far short (ไปไม่ถึงอีกเยอะ) จากหลักการหรือข้อเรียกร้องที่ดีที่สุดเสมอ

(เช่นตัวอย่างการปฏิวัติที่ยกมาเมื่อ ครู่ พูดแบบง่ายๆคือ ไม่มีอันไหน นำมาซึ่งประชาธิปไตยจริงๆ แม้แต่เรื่องพื้นๆที่เราเข้าใจ "ประชาธิปไตย" ในปัจจุบัน ในแง่ สิทธิเลือกผู้นำของพลเมืองทุกคน ไม่ต้องพูดถึง อำนาจในการควบคุมผู้นำในอำนาจ)

ในแง่นี้ ก็อาจจะบอกว่า การต่อสู้ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา สุดท้าย ก็มา "ลงเอย" ที่ได้แค่ระดับ รัฐบาล เพื่อไทย ที่แทบไม่ทำอะไร ในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิบัติทางการเมืองกฎหมายให้เป็น ประชาธิปไตย นอกจากพยายามรักษาอำนาจไว้เท่านั้น (สถาบันกษัตริย์ไม่แตะ ทหารไม่แตะ ระบบตุลาการไม่แตะ ระบบการศึกษา ปลูกฝังอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ไม่แตะ)

พูดง่ายๆคือ ผลที่ได้ ห่วย กว่าชีวิต ร่างกาย และเรี่ยวแรง ที่คนทั้งหลาย "ลง" ไปเยอะ (fall far short)

ก็ไมใช่เรื่องประหลาดอะไร

แต่ทำไม จึงยังต้องยืนยันในหลักการที่ถูกต้อง ที่ดีที่สุด แล้วใช้หลักการนั้น เป็นบรรทัดฐาานมาวิจารณ์ สิ่งที่เป็นจริง ที่ห่วย กว่าหลักการนั้นๆ

ทำไม จึงยังต้องเรียกร้องให้มีการทำในสิ่งที่ถูกต้องกับหลักการที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องที่สุด?

คำตอบคือ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ถ้า "ปล่อยๆ ปลงๆ" ไป อ้างว่า "หลักการทำไม่ได้ๆๆ ในทางปฏิบัติทำได้แค่นี้"

ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะยิ่งห่วยกว่านี้

ในขณะที่เราต้อง "ยอมรับ" และ "เข้าใจ" โลก และประวัติศาสตร์ ที่เป็นจริง (ต้อง realistic) พอ ที่จะบอกว่า ไม่มีผู้มีอำนาจไหนในโลก ไม่ว่าจะมาจากการต่อสู้ที่มีทิศทางหรือเป้าหมายดียังไง

จะสามารถทำตามหลักการที่ดี่ได้ทั้งหมด

แต่มีหลักการหลายอย่างแน่ๆ ที่พวกเขาควรจะทำได้ แต่ไม่ทำ ยกเว้นแต่จะมีแรงกดดันที่มากพอ

โพลล์ไทยอีนิวส์: เพื่อไทยควรส่งใครชิงผู้ว่ากทม.

ที่มา Thai E-News





สำรวจความคิดเห็นจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 2-9 กันยายน 2555 โดยมีผู้โหวตจำนวนทั้งสิ้น 2,340 ครั้ง

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ความเสื่อมของสื่อมวลชนกระแสหลัก

ที่มา Thai E-News

 โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา โลกวันนี้วันสุข
ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555

วิกฤตการ เมืองในระยะกว่าหกปีมานี้ สื่อมวลชนกระแสหลักของไทย ทั้งฟรีทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์ค่ายต่าง ๆ ล้วนเป็นกลุ่มผู้ร่วมสมคบก่อเหตุที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่ง จนอาจกล่าวได้ว่า คนพวกนี้ “มือเปื้อนเลือด” ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกอันธพาลการเมืองที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เบื้อง หลังพฤติการณ์ของสื่อมวลชนกระแสหลักเหล่านี้ก็คือ ความคิดที่รับใช้เผด็จการ ผนวกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทั้งของนายทุนเจ้าของสื่อและนักสื่อสารมวลชนอาชีพเกือบทุกระดับ

สื่อสาร มวลชนในยุคปัจจุบันที่เป็นค่ายใหญ่ ๆ เป็นธุรกิจมูลค่านับหมื่นล้านบาท มีเครือข่ายโยงใยผลประโยชน์ไปยังเครือข่ายราชการที่อยู่ในอำนาจรัฐและสาย สัมพันธ์กับพรรคการเมืองเก่าแก่บางพรรค อยู่ภายในโครงครอบทางอำนาจและอุดมการณ์จารีตนิยมที่คอยบ่อนทำลายระบบการ เมืองแบบเลือกตั้งในประเทศไทยมาทุกยุคสมัย อิงแอบอำนาจและแบ่งปันผลประโยชน์กับพวกเผด็จการแฝงเร้นจนแยกกันไม่ออก

การเมือง แบบเลือกตั้งที่ถูกตัดตอนด้วยรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่านั้น เต็มไปด้วยจุดอ่อนมากมาย สื่อมวลชนกระแสหลักจึงรับหน้าที่เป็นแกนหลักในการเผยแพร่และตอกย้ำวาทกรรม “นักการเมืองเลว” มาทุกยุคสมัย ปั่นกระแสในหมู่คนชั้นกลางในเมืองให้เกลียดชังนักการเมือง สร้างเงื่อนไขทางความคิดในหมู่ประชาชน ที่นำไปสู่รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและฉีกรัฐธรรมนูญทุก ครั้งนับตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา

นักสื่อ มวลชน ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ลงมาถึงบรรณาธิการ คอลัมนิสต์ คนเขียนข่าว จนถึงคนอ่านข่าวหน้าจอทีวีและวิทยุ เป็นกลุ่มวิชาชีพพิเศษเช่นเดียวกับนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย คือสถาปนาตนเองเป็นฐานันดรที่แยกจากประชาชนทั่วไป ด้วยการสมมติ “จรรยาบรรณและจริยธรรม” ชุดหนึ่งขึ้นมา ให้สาธารณชนเชื่อว่า พวกตนเป็นกลุ่มคนที่มีความสูงส่งทางสติปัญญา สถานะ ความรู้ เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรม คนพวกนี้รวมตัวกันอยู่ในองค์กรอาชีพ เป็นสมาคมสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ มีจุดประสงค์หลักคือ ปกป้องผลประโยชน์และสถานะของคนในอาชีพมิให้ถูกตรวจสอบจากสาธารณชน มีกิจกรรมหลักคือ เชิดชูกันเอง ให้รางวัลกันเองไปมา และคอยข่มขู่ผู้คนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพวกเขาว่า “คุกคามสื่อ”

มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่ดีพอ สูงส่งพอ สะอาดพอที่จะไปตรวจสอบ ชี้นิ้วประณามคนอื่นได้หมด แต่สังคมไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบคนพวกนี้

คนพวกนี้ สังกัดกลุ่มทุนสื่อมวลชนที่ร่วมผลประโยชน์กับเผด็จการ ถูกบ่มเพาะอุดมการณ์รับใช้เผด็จการมาตั้งแต่เรียนอยู่ในคณะวิชานิเทศศาสตร์ และสื่อสารมวลชนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต่อเนื่องมาถึงในที่ทำงาน มีสถานะพิเศษในสังคมที่แยกจากประชาชนทั่วไปและไม่ถูกตรวจสอบจากสาธารณชน ทำให้คนพวกนี้เป็นอนุรักษ์นิยมถอยหลังเข้าคลอง อหังการ เป็นอำนาจนิยม มีพฤติกรรม “มือถือสาก ปากถือศีล”

สื่อมวล ชนกระแสหลักของไทยครองอำนาจทางความคิดมายาวนาน สามารถ “สร้างประเด็น กำหนดวาระทางสังคม” ในแต่ละช่วงเวลาได้ตามสถานการณ์และผลประโยชน์ของพวกเขา คนพวกนี้ทรงอำนาจอิทธิพลอย่างสูงที่แม้แต่กลุ่มอำนาจในระบบราชการ ทหารตำรวจ และนักการเมืองยังต้องเกรงใจ

ในช่วง กว่าหกปีมานี้ พวกเขามีบทบาทเป็น “เท้าที่สอง” ของพวกอันธพาลพันธมิตรฯ ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการปั่นกระแสความวุ่นวาย โจมตีใส่ไคล้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มาจากการเลือกตั้ง สร้างกระแสและความชอบธรรมที่นำไปสู่รัฐประหาร 2549 โดยตรง แล้วสื่อมวลชนพวกนี้ก็เข้าไปเสวยตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์จากรัฐประหาร ทั้งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาสรรหา รวมถึงการได้โครงการสัญญาจ้างในสื่อฟรีทีวีและวิทยุช่องต่าง ๆ แบ่งปันกันอย่างอิ่มหมีพีมัน

คนพวกนี้ แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการ “เลือกข้าง” สนับสนุนรัฐประหาร สภาและรัฐบาลจากรัฐประหาร สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งตนเป็นศัตรูกับประชาชนเสื้อแดงและพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ใช้สื่อสารมวลชนในมือทุกชนิดโจมตีอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในการสังหารหมู่เมษายน-พฤษภาคม 2553 สื่อมวลชนพวกนี้ก็ช่วยกันกระพือกระแสความเกลียดชัง ส่งเสียงเชียร์อย่างกระหายเลือดให้ทหารเข้าเข่นฆ่าคนเสื้อแดงตายเป็นร้อย บาดเจ็บหลายพันคน แล้วเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากนั้น ก็ยังตาม “กระทืบซ้ำ” คนตายด้วยการปกปิดบิดเบือนข้อเท็จจริง ขณะที่ทหารฆ่าประชาชนด้วยปืน สื่อมวลชนพวกนี้ช่วยฆ่าซ้ำด้วยปากกา นี่คือบทบาทที่คนพวกนี้ถนัด หลังจากที่กระทำสำเร็จมาแล้วหนหนึ่งเมื่อ 6 ตุลาคม 2519

แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ยังสามารถชนะเลือกตั้งถึงสองครั้ง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนกระแสหลักประสบความพ่ายแพ้ ไม่สามารถ “สร้างประเด็น กำหนดวาระ ปั่นหัวคน” ให้คิดและเชื่อไปตามที่พวกตนต้องการเหมือนที่เคยเป็นมา

เงื่อนไข สำคัญที่ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลัก “เสื่อม” ในครั้งนี้ก็คือ เทคโนโลยี คนพวกนี้มัวแต่หลงระเริงอยู่กับสถานะอภิสิทธิ์ชนของตน จมอยู่ในผลประโยชน์และกรอบความคิดคับแคบ บนเทคโนโลยียุคอนาล็อกอันล้าหลังที่พวกเขาควบคุมได้เบ็ดเสร็จตลอดมา ซึ่งก็คือสื่อบนกระดาษกับสื่อคลื่นในอากาศ เชื่อว่า พวกตนสามารถควบคุมความคิดของคนไทยไปได้ตลอดกาล จนลืมดูไปว่า พลังโลกาภิวัฒน์นั้นมาพร้อมกับอาวุธที่ทรงพลานุภาพอย่างยิ่งคือ “อินเตอร์เน็ตกับสื่อดิจิตอล” ที่มาถึงโดยไม่รู้ตัว ประชาชนมีทางเลือกในการแสวงหาข่าวสารข้อมูลและความคิดนอกกรอบไม่มีสิ้นสุด สื่อบนอินเตอร์เน็ตนี้เองที่กลายเป็น “กระดูกสันหลัง” ของสื่อสารทางเลือกที่มีลักษณะมวลชนอื่น ๆ คือ วิทยุโทรทัศน์อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ไปจนถึงเคเบิ้ลท้องถิ่น

สื่อ ดิจิตอลและอินเตอร์เน็ตคือ “สื่อประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง ที่ไม่มีใครผูกขาดควบคุม กำหนดเนื้อหาได้อีกต่อไป สื่อใหม่แห่งยุคโลกาภิวัฒน์นี้ได้ทำลายการผูกขาดข่าวสารข้อมูลของสื่อมวล ชนกระแสหลัก ยิ่งสื่อทางเลือกแผ่ขยายออกไปเท่าไร ฐานะครอบงำของสื่อมวลชนกระแสหลักของไทยก็ยิ่ง “เสื่อมทรุด” ลงไปเท่านั้น

จำนวนครัว เรือนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและสื่อทางเลือกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุก นาที ทุกหมู่บ้านตั้งแต่ชานเมืองกรุงเทพไปถึงชนบททั่วประเทศ เราจะเห็นแต่จานดาวเทียมบนหลังคาบ้าน จำนวนคนที่ติดตามรายการโทรทัศน์ดาวเทียมผ่านจานดาวเทียม เคเบิลท้องถิ่น และวิทยุชุมชนนั้นมีมากกว่าคนดูฟรีทีวีและวิทยุหลักหลายเท่าตัว

ลูกค้าที่ ยังเสพย์ฟรีทีวี วิทยุและหนังสือพิมพ์กระแสหลักทุกวันนี้ มีจำนวนแคบลงไปทุกที จนกล่าวได้ว่า ฐานของสื่อกระแสหลักในวันนี้เหลือแต่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่ เป็นสำคัญ คนเมืองที่ยังหลงคิดว่า ตัวเองฉลาด มีการศึกษา มีข่าวสารข้อมูลครบถ้วนกว่าคนชนบท แต่กลับจำกัดตัวเองอยู่กับฟรีทีวีเพียงไม่กี่ช่องกับหนังสือพิมพ์หลักไม่กี่ ฉบับ และเชื่อทุกอย่างที่ถูกยัดเยียดมาให้ แต่คนประเภทนี้ก็กำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้ ชาวบ้านในชานเมืองและชนบทเขาอ่านหนังสือพิมพ์หลักและดูฟรีทีวีเฉพาะละครน้ำ เน่าตอนหัวค่ำ ทอล์คโชว์ กับรายการข่าวประเภท “สัพเพเหระ” เท่านั้น เขาไม่เชื่อข่าวการเมืองจากคนพวกนี้อีกต่อไปแล้ว


การ์ตูนประกอบบทความจาก Gag

ยกฟ้อง 2 เยาวชน คดีปล้นเซ็นทรัลเวิลด์ ปี 53

ที่มา uddred






ทีมข่าว นปช.
13 กันยายน 2555


วันนี้ (13 ก.ย. 55) เวลา 10.00 น. ห้องพิจารณาคดี 6 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1504/2553 ซึ่งพนักงานอัยการฟ้องนายภาสกร (สงวนนามสกุล) และนายอัตพล (สงวนนามสกุล) จำเลยซึ่งเป็นเยาวชน ในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน, ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุเกิดที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. วันที่ 19 พ.ค.53
ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ยกเว้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยศาลพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพจึงมีเหตุบรรเทาโทษกึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 3 เดือน แต่ให้รอการกำหนดโทษ 1 ปี เนื่องจากจำเลยยังเป็นเยาวชนและไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน โดยให้มีการรายงานตัว 3 ครั้ง และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ 72 ชั่วโมง

พิชัย รัตตกุล นัก′วาดภาพ′รุ่นลายคราม

ที่มา uddred

 มติชน 14 กันยายน 2555 >>>






กระแสทรรศน์ มติชน 14 ก.ย. 2555โดย ชยานันต์ ศุกลวณิช Chayanandl@hotmail.com


น.ส.พ. มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม ได้ลงบทความสัมภาษณ์ "พิชัย รัตตกุล" รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มีสาระสำคัญพอสรุปได้ว่า

สมัย ที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเคย "วาดภาพ" จะบินไปดูไบแล้วนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน โดยมี "นพดล ปัทมะ" ที่ปรึกษากฎหมายของ "ทักษิณ" เป็นผู้ประสานงาน เมื่อถึงเมืองไทยก็จะตรงไปที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอพระราชทานอภัยโทษ ถ้าเข้าเฝ้าฯ ไม่ได้ก็นำดอกไม้ทูลเกล้าฯ ถวายที่พระบรมสาทิสลักษณ์ พร้อมกับมอบหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษให้ผู้แทนสำนักพระราชวัง แล้วเดินทางไปเรือนจำบางขวาง และจะขอให้ "อภิสิทธิ์" สั่งกรมราชทัณฑ์เตรียมห้องขังไว้ 2 ห้อง 1 ห้องให้ "ทักษิณ" 1 ห้องให้ตัวเขาเอง เพื่อการันตีว่าจะออกจากคุกในเร็ววัน

ตอนหนึ่งเขาอ้างว่าได้ปรึกษาผู้ใหญ่ 2-3 ท่านไม่กล้ายืนยัน เพราะขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยของพระองค์ท่าน

อีกตอนหนึ่งเขาบอกว่ามีความมั่นใจหลังจากที่ได้คุยกับผู้ใหญ่ว่า โอกาสพระองค์ท่านทรงเมตตา ไม่ติดคุกนาน และเขาจะอยู่ในคุกด้วยจนกว่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ข้อเสนอเหล่านี้ตกลงเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่ไม่ยอมมีคนเดียวคือ "อภิสิทธิ์" บอกไม่ได้เลยต้อง 2 ปีอย่างเดียว

การที่ "พิชัย รัตตกุล" ออกมาพูดเรื่องนี้เป็นการไม่สมควร เพราะเป็นเรื่องที่เขาเรียกเองว่า "วาดภาพ" และเป็นเรื่องเก่าที่ยังไม่เป็นรูปธรรม วันนี้ลำพังสถานการณ์การเมืองขมุกขมัวอยู่แล้วเมื่อข่าวที่ออกไปจะทำให้ สังคมเกิดความสับสนและวุ่นวายมากขึ้น

สับสนเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เพราะทำไม่ได้ เหตุผลคือ

หนึ่ง ไม่เป็นไปตามนิติราชประเพณี

สอง ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม และพระราชกฤษฎีการะเบียบการถวายฎีกา

สาม ขัดต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขัดเพราะ "ทักษิณ" ต้องคำพิพากษาในคดี "ที่ดินรัชดาภิเษก" ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว

และสี่ "ทักษิณ" จะต้องเป็นผู้ที่ถูกจำคุก และต้องยื่นที่เรือนจำ หรือกระทรวงยุติธรรม

การ ที่บอกว่า เมื่อถึงเมืองไทยก็จะพา "ทักษิณ" ไปที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อขอเข้าเฝ้าฯ และขอพระราชทานอภัยโทษนั้น มิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการจาบจ้วง

ถ้าไม่ได้เข้าเฝ้าฯ ก็จะตรงไปเข้าคุกที่เรือนจำบางขวางพร้อมกับ "ทักษิณ" แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะการที่จะ "จำคุก" นั้น ต้องมีคำพิพากษาของศาล และมีหนังสือส่งตัวนักโทษ เมื่อไม่ได้กระทำความผิดและไม่มีคำพิพากษาของศาล จะขอเข้าคุกพร้อมกับ "ทักษิณ" ในฐานะอะไร

การที่จะบอก "อภิสิทธิ์" ให้สั่งกรมราชทัณฑ์เตรียมห้องขังไว้ 2 ห้อง เพื่อเตรียมขัง "ทักษิณ" และตัวเขาเองนั้น แม้ "อภิสิทธิ์" เป็นนายกฯ ในขณะนั้น แต่ไม่มีอำนาจสั่ง

การ ที่ "พิชัย" อ้างว่าปรึกษากับผู้ใหญ่แล้ว ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย ข้อความอีกตอนหนึ่งก็บอกว่า หลังจากคุยกับผู้ใหญ่แล้ว มั่นใจว่า ไม่ติดคุกนาน ฯลฯ

เป็นคำพูดที่กำกวม อาจก่อให้เกิดความสับสน อย่างไรก็ตาม ถือเป็นการไม่สมควรที่กล่าวอ้างถึง "ผู้ใหญ่" และใช้คำว่า "พระบรมราชวินิจฉัย" เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาสู่การเมือง

การ ที่ "พิชัย" ต้องการให้เตรียมห้องขังพิเศษสำหรับ "ทักษิณ" นั้น เขาให้เหตุผลว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้อดีตนายกฯมาลำบาก จึงจะให้ทำห้องขังให้สวยเรียบร้อย

เป็นความ คิดที่ทำให้เกิด "หลายมาตรฐาน" เป็นการแบ่งชั้น เป็นเรื่องอันตราย ลืมแล้วหรือไรในดีต เราเคยมี "รัฐมนตรี" ที่มียศ "พลเอก" กระทำความผิดศาลให้จำคุก และเสียชีวิตในคุก

ต่อมาเมื่อหลายปีก่อน ก็มี "อดีตรัฐมนตรี" ที่มีความผิดทางอาญา ศาลสั่งจำคุกยังไม่พ้นโทษขณะนี้อยู่ระหว่างพักโทษ และยังบวชอยู่

ทั้ง 2 ท่านล้วนได้ใช้ชีวิตในคุกแบบเดียวกับนักโทษทั่วไป ไม่มี "ห้องขังวีไอพี"

"พิชัย" ให้เหตุผลว่าต้องการให้บ้านเมืองเกิดความ "ปรองดอง"
แต่ ถ้าไปจัด "ห้องขังวีไอพี" ให้ "ทักษิณ" คนส่วนหนึ่งก็ต้องไม่ยอม การประท้วงย่อมต้องเกิดขึ้น ในที่สุดคำว่า "ปรองดอง" ของ "พิชัย" ก็คือ "ยากล่อมประสาท" ดีๆ นั่นเอง

"พิชัย" กล่าวว่า ถ้าทำอย่างที่เขาพูด ทั้ง "ทักษิณ" "พรรคเพื่อไทย" และ "อภิสิทธิ์" ก็จะได้เป็น "ฮีโร่" กันหมด แต่มองต่างมุมว่า ถ้าทำอย่างที่พูด กิตติศัพท์ที่จะได้รับมิใช่ "ฮีโร่" หากเป็น "ซีโร่" และผลที่จะได้รับก็มิใช่ "win-win" อย่างที่ฝัน หากเป็น "lose-lose"

สุดท้าย "พิชัย" กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้เรื่องที่ "วาดภาพ" ไว้ไม่เอาแล้ว ไม่ยอมไปติดคุกด้วย เพราะเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแล้ว "ทำให้คนที่สับสนอยู่แล้วยิ่งสับสนมากขึ้น ไม่ทราบว่าประสงค์อะไร

ความ จริง "ทักษิณ" มีสิทธิเต็มร้อยที่จะอยู่ในแผ่นดินไทยในฐานะที่เป็นคนไทย และมั่นใจว่าคนไทยยินดีให้เขากลับบ้าน เพราะ "ทักษิณ" ยังได้รับความนิยมจากคนไทยเป็นจำนวนมาก ผลจากการเลือกตั้งที่ชนะเด็ดขาดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า ความนิยมพรรคเพื่อไทยสูง สูงเพราะความนิยมในตัว "ทักษิณ" อย่างแท้จริง

แต่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ต้องสะสางคดีให้เรียบร้อย และถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทั้งนี้รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย จะต้องทำงานนี้ให้ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องใหญ่

ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย หรือบุคคลใดที่จะทำเรื่องให้ "ทักษิณ" กลับบ้าน ต้องปราศจากอคติ 4 ประการ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และ ภยาคติ จึงจะดูสง่างาม

การที่ "ท่านผู้เฒ่า" ออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ เป็นการ "เสียรังวัด" เพราะว่า

วันนี้ ท่านเป็นนักการเมืองที่อาวุโสสูงสุดในประเทศไทย การที่พูดอะไรออกไปคนส่วนใหญ่จะฟังและเชื่อ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เพราะอดีตเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีหลายสมัย และรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง คำพูดมีอิทธิพลต่อผู้ฟัง เพราะเป็นความเชื่อของเรื่อง "แบรนด์" อันอาจเป็นเหตุให้ผู้ฟังสับสน และไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองด้วย เรื่องที่พูดถึงนั้นเป็นเพียงการ "วาดภาพ" ส่วนหนึ่งอ้างว่าได้ทำ อีกส่วนหนึ่งอ้างว่าเสียใจที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก "นพดลบริการ"

ที่ สำคัญคือ "ท่านผู้เฒ่า" วัย 87 ซึ่งย่างเข้าปัจฉิมวัยไปนานแล้ว เข้าขั้นที่ฝรั่งเรียกว่า "senility" ไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือการกระทำ โอกาสผิดพลาดสูง เช่น

"เหมา เจ๋อ ตง" ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวัยชรา ไม่ว่าการพูดจา การสั่งงาน หรือความคิดเห็นทางการเมืองมีความผิดพลาดและมีโทษมหันต์ ทำให้ชีวิตคนจีนทั่วประเทศต้องตกอยู่ในสภาพที่ "อัตคัด"เป็นความอัตคัดที่เกิดจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เพราะเกิดการตัดสินใจผิดพลาดของ "เหมา" คนจีนต้องใช้ชีวิตใน "ยามยาก" ถึง 10 ปี เป็นยามยากที่คนจีนเรียกกันว่า "มหันตภัย"
ก็ เพราะ "เหมา" ย่างเข้าปัจฉิมวัย ความจำบกพร่องความคิดเลอะเลือน ซึ่งเกิดจากความชราความแก่หง่อม ทั้งที่ขณะนั้นอายุของ "เหมา" ยังน้อยกว่า "พิชัย" ในขณะนี้ (มิได้หมายความว่าคนที่ย่างเข้าวัยชราจะมีอาการเช่นว่าทุกคนเสมอไป)

ฉะนั้น "ท่านผู้เฒ่า" ควรจะปลีกวิเวก ธำรงไว้ซึ่งความเป็น "ปูชนียบุคคล" หรืออย่างที่ "มติชน" ตั้งให้คือ "ปูชนียประชาธิปัตย์" เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ และดูมีราคา

Thursday, September 13, 2012

รัฐบาลอยู่ยาว ประชาธิปไตยไปทางไหน

ที่มา Voice TV

 ใบตองแห้ง Baitonghaeng



ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ


มองให้ทะลุกระแสโจมตีรัฐบาลรายวัน ทั้งที่มีเหตุผล และไม่มีสติ เบื้องหลังก็คือรัฐบาลกำลังจะอยู่ยาว ทำให้ฝ่ายค้านฝ่ายแค้นมีอาการคลุ้มคลั่ง สิ้นหวัง

การโจมตีที่มีเหตุผล (แต่กระพือจนใหญ่โต) ก็เช่น “White Lie” หรือนโยบายจำนำข้าว มีเหตุผลเพราะมีปัญหาจริง แต่ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะล้มรัฐบาลได้

การโจมตีที่ไร้สติก็เช่น แค่ทดสอบระบายน้ำ สื่อ สลิ่ม แมลงสาบ คุณชาย วี้ดว้ายกระตู้วู้ ทำเป็นวิตกอกสั่น อ้างคนกรุงหวั่นผวา ล่องเรือหาตะเข็บ ถามว่าถ้าพ้นวันที่ 7 ไม่มีอะไรในกอไผ่ จะเอาน้ำลายยัดปากตัวเองไหม

พูดอย่างนี้เดี๋ยวหาว่าผมเข้าข้างรัฐบาลตะพึดตะพือ ความจริงก็เข้าข้าง ฮิฮิ แต่ถ้าเรามองเชิงยุทธวิธีทางการเมือง การโถมสุดตัวไปปั่นกระแสในเรื่องแค่นี้ มันไม่คุ้มนะครับ สำหรับพรรคเก่าแก่ 60 กว่าปี

คือคุณอยู่เฉยๆ แค่แสดงความเห็นแต่พองาม ถ้ารัฐบาลทดสอบแล้วผิดพลาด น้ำท่วมฉิบหาย รัฐบาลก็เจ๊งเองแหละ ค่อยกระทืบซ้ำยังไม่สาย ถ้าเขาทดสอบแล้วผ่านไปด้วยดี ได้ผล คุณก็เสมอตัว ไม่เสียอะไร ทำไมต้องออกมาตีปี๊บ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ เปรียบเหมือนแทงหวย ถ้ารัฐบาลเจ๊งก็ถูกหวย แต่ถ้าเขาทดสอบได้ผลดี ไม่กลัวหน้าแหกหรือ

อาการฟาดงวงฟาดงาของฝ่ายแค้นและสื่อยังระบายออกที่การแต่งตั้งโยกย้ายข้า ราชการ ซึ่งแน่นอนว่ามีปัญหาความชอบธรรม มีการผลักดันคนของฝ่ายการเมืองอย่างไม่เหมาะสมในหลายตำแหน่ง แต่พวกเขาจ้องเล่นเฉพาะจุดที่เอามาขยายผลได้ เช่น เล่นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง รมว.กลาโหม กับปลัดกลาโหม ทั้งที่รู้ว่า “แตงโม” ด้วยกัน แต่สื่อและฝ่ายค้านไม่พูดถึงอดีต (ไม่ใช่ไม่ทำการบ้าน แต่จงใจ) ไม่ย้อนปูมหลังว่าปลัดคนนี้ก็รัฐบาลนี้แหละตั้งมา หวังจะกระพือให้เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ แต่กองทัพไม่เล่นด้วย ตอนนี้ก็ไปฝากความหวังศาลปกครอง

เช่นเดียวกับการย้ายเลขา ปปท. ซึ่งตีปี๊บว่าเพราะเปิดโปงทุจริตงบน้ำท่วมภาคอีสาน ก็จงใจไม่กล่าวถึงปูมหลังว่า เมื่อปีที่แล้วตอน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เอา พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ มาดำรงตำแหน่ง ก็สื่อนี่แหละหาว่าเป็น “เด็กรับใช้ในบ้านเจ้ามูลเมือง” (ปอกเปลือก"3 เกลอ"ยุติธรรม “ทวี-สุชาติ-ดุษฎี” เด็กรับใช้ในบ้าน “เจ้ามูลเมือง”http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000118342)

ผมก็ไม่ทราบว่า พ.ต.อ.ดุษฎีขัดแย้งกับ พล.ต.อ.ประชาและรัฐบาลหรือไม่ ด้วยเรื่องอะไร ทำไมจึงถูกย้าย แต่แทนที่สื่อจะสนใจหาความจริง สื่อกลับตีปี๊ปว่าเป็นเพราะเปิดโปงทุจริต ชู พ.ต.อ.ดุษฎีเป็นพระเอก รัฐบาลเป็นผู้ร้าย ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภตช.) อีกคราบหนึ่งของพันธมิตร นำโดยนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์  รีบโผล่ไป ปปท.ให้สัมภาษณ์เป็นตุเป็นตะ ยังกะเป็นเลขา ปปท.เสียเอง

ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ดุษฎีก็มีผลงาน ที่เข้าเนื้อทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน เรื่องทุจริตงบน้ำท่วมผมก็เชื่อว่ามีจริง (แต่คงไม่เว่อร์ขนาดมงคลกิตต์ ณ ร.ร.บดินทร์ ตีปี๊บ) อ่านทางข่าวแล้วมันไม่ใช่การย้ายเพราะเปิดโปงเรื่องนี้ เพราะ พ.ต.อ.ดุษฎีเพิ่งแถลงข่าววันศุกร์ ออกข่าววันเสาร์ พร้อมกับให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อบางฉบับ ถัดมาวันอาทิตย์ก็มีข่าว “เด้ง”

ประชาอ่านข่าววันเสาร์แล้วเด้งทันทีหรือครับ มองมุมกลับ คนในน่าจะรู้กันมาช่วงหนึ่งแล้ว เป็นไปได้ไหมที่ พ.ต.อ.ดุษฎีรู้ว่าตัวเองจะโดนเด้งจึงชิงแถลงข่าว ผมไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด แต่กังขาว่ามีเรื่องลึกกว่างบน้ำท่วม ซึ่งไม่มีใครสนใจหาความจริง สนใจแต่จะโฉบฉวยมาเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาล

ที่ยกมาเป็นแค่ตัวอย่างเพราะยังมีสารพัดเรื่อง แต่ให้สังเกตว่าจุดไม่ติด สร้างกระแสได้ไม่ต่อเนื่อง โดนข่าวดรามาหนูพลอยหนีภาษี ดรามาเฟอร์รารี “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” หรือกระทั่งข่าวควายเผือกบุญมา กินพื้นที่ไปเป็นระยะๆ

อันที่จริงก็ไม่แปลกอะไร ฝ่ายค้านฝ่ายแค้นถล่มรัฐบาลตั้งแต่ยังไม่คลอดแล้ว เพียงแต่การโจมตีรัฐบาลตอนนี้ไม่เหมือนตอนตั้งใหม่ๆ ตอนนั้นพวกแมลงสาบ สลิ่ม เสื้อเหลือง และสื่อ ยังมีความหวังว่าจะล้มรัฐบาลได้ ในเวลาซัก 1 ปี หมอดูหมอเดาเต้าเป็นตุเป็นตะ แต่น้ำท่วมใหญ่ก็แล้ว ทั้งที่ “เอาไม่อยู่” ศาลรัฐธรรมนูญก็แล้ว ทั้งที่ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยแพ้ สถานการณ์กลับคลี่คลายไปในทางที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ยาว ไม่ล้มง่ายเว้นแต่จะมีจุดเปลี่ยนอะไรที่สำคัญ

การโจมตีรัฐบาลในช่วงนี้จึงเต็มไปด้วยอารมณ์สิ้นหวัง คั่งแค้น ดิ้นพล่าน ทุรนทุราย น้ำตาตกในหัวอก ความรู้สึกสลิ่มคงเหมือนพวก “ผู้ดี” หลัง 2475 ที่ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน มองไปข้างหน้าเห็นแต่ความมืดมน ไม่เห็นอนาคต เพราะอนาคตของศูนย์กลางอำนาจฝ่ายอำมาตย์ก็ไม่แน่นอน

กลับสู่ระบอบรัฐสภา

ผมเขียนและพูดมาระยะหนึ่งแล้วว่า รัฐบาลนี้อยู่ยาว ทุกฝ่ายก็มองเห็น

หลังวิกฤติศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระแสสังคมพึงพอใจที่ศาลยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกรงกันว่าจะนำไป สู่วิกฤติรอบใหม่ แต่อีกด้านของปรากฏการณ์ก็สะท้อนเช่นกันว่า กระแสสังคมไม่อยากเห็นการล้มรัฐบาลด้วยรัฐประหารหรือตุลาการภิวัตน์อีกแล้ว เพราะเกรงจะเกิดวิกฤติรอบใหม่เช่นกัน ไม่มีใครอยากเห็นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคเพื่อไทยให้ประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็น รัฐบาล แล้วเสื้อแดงลุกฮือ ยึดกรุงเทพฯ ยึดราชประสงค์อีก

รัฐบาลจะได้คะแนนเท่าไหร่ก็ตาม แต่ตราบใดที่ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า สังคมไทยก็ยังอยากให้รัฐบาลนี้บริหารต่อไป จนกว่าจะเลือกตั้งใหม่ หรือจนกว่าจะเกิดวิกฤติอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไปไม่รอดจริงๆ (ซึ่งยังมองไม่เห็น)

นี่คือสภาพที่น่าตลกว่า สังคมไทยเริ่มกลับมายอมรับ “ประชาธิปไตยปกติ” ทั้งที่ยังไม่ได้แก้ไขปัญหาโครงสร้าง ยังไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การเมืองกลับมาสู่การต่อสู้ช่วงชิงคะแนนนิยมกันตามวิถี เหมือนก่อนปี 49 แม้จะยังเว่อร์ ยังไร้สติ ยังดราม่ากันมากมาย แต่ก็ไม่ใช่การเมืองที่จะโค่นล้มรัฐบาลได้

ต่อให้กิตติรัตน์ ณ ระนอง White Lie ซักกี่รอบ อย่างเก่งก็ปรับ ครม.เอากิตติรัตน์ออก ถ้าจำนำข้าวมีปัญหา ก็ปรับบุญทรง เตรยาภิรมย์ออก แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังอยู่ได้ แม้อาจจะอยู่แบบแย่ๆ คะแนนคาบเส้น หรือคะแนนตกเส้นนิดหน่อย แต่สังคมไม่มีทางเลือก เพราะถึงอย่างไร รัฐบาลก็ยังมีเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งในสภา และในผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องให้รัฐบาลเสื่อมคะแนนนิยมจากฐานเสียงตัวเอง ซึ่งยากส์เข้าไปใหญ่ เพราะต่อให้เสื่อมขนาดไหน คนเลือกพรรคเพื่อไทยก็คงไม่กลับไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ตีตั๋วแพ้ตลอดชีพ ไม่สามารถสลัดประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทางการเมือง และหนี้เลือดพฤษภา 53

พูดอีกอย่างคือ สังคมไทยจำต้องกลับมายอมรับระบอบรัฐสภา ถ้าจะเปลี่ยนแปลง ก็ให้เป็นไปตามระบอบรัฐสภา เพื่อที่จะไม่เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย ต่อให้ถึงทางตันแค่ไหน ก็เข็ดแล้ว ไม่อยากเห็นรัฐประหาร ไม่อยากเห็นพันธมิตรหรือเสื้อแดงยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ยึดราชประสงค์อีก

ความจำเป็นต้องยอมรับ “ประชาธิปไตย(เกือบ)ปกติ” นี้มีขึ้นทั้งที่กลไกอำมาตย์ ตุลาการภิวัตน์ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ยังมีอำนาจอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าใช้อำนาจจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล อย่างเก่งก็จะใช้อำนาจศาลในบางเรื่องที่สามารถโน้มน้าวกระแสสังคมได้ ต่อไปก็อาจใช้อำนาจถอดถอนรัฐมนตรีหรือ ส.ส.บางคน

ความไม่แน่นอนในศูนย์กลางอำนาจของฝ่ายอำมาตย์ ยังทำให้พวกเขารวนเร ทำได้แค่เป็นฝ่ายตั้งรับ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำได้แค่ปกป้องโผทหารในโควต้าของตัว เอาตัวให้รอดจากการไล่บี้ “สไนเปอร์” ไม่กล้าแข็งกร้าว ต่อต้านอำนาจรัฐบาล อำนาจทหารซึ่งเคยเหนียวแน่นผูกขาดแค่ “บูรพาพยัคฆ์” ก็เริ่มสลายคลายตัว เมื่อมองเห็นว่ารัฐบาลอยู่ยาว ทหารและข้าราชการที่อยู่ห่างศูนย์อำนาจหน่อย ก็จะเริ่มวิ่งเข้าหารัฐบาล หรืออย่างน้อยก็เหยียบสองขา

รัฐบาลก็อ่านเกมขาด ตราบใดที่ยังไม่รุกแก้รัฐธรรมนูญ ยังไม่ดัน พรบ.ปรองดอง ก็ประคองตัวไปได้เรื่อยๆ แค่อย่าให้มีเรื่องฉาวโฉ่นัก ทักษิณก็ไม่จำเป็นต้องรีบกลับบ้าน เพราะเดินทางไปได้ทั่วโลกแล้ว สนุกสนานกับระบอบ 2 นายกฯ คือยิ่งลักษณ์บริหารภายใน ทักษิณเดินสายอยู่ข้างนอก ว่างๆ ก็แวะมาฮ่องกง เมืองจีน เขมร ให้นักการเมือง ข้าราชการ วิ่งไปพบ

“เราต้องทนหน่อย บางครั้งต้องทน นักสู้บางคนบอกใส่ไปเลย ผมว่ามันง่าย ได้สะใจ แต่ไม่ได้ผล เราเดินหน้าวันนี้ต้องเดินเอาผล ไม่ได้เดินเอาสะใจ เป็นรัฐบาลต้องใช้ไม้นิ่ม เป็นฝ่ายค้านต้องใช้ไม้แข็ง แต่ว่าเราเป็นรัฐบาลไปใช้ไม้แข็งก็เท่ากับว่าเราเป็นฝ่ายค้าน จะไปเป็นทำไมเราเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว”

ทักษิณให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราที่ซานฟรานฯ ชี้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไว้ตั้งแต่ต้นเดือนที่แล้ว โดยพูดชัดว่าไม่เดือดร้อนกับการบินไปบินมา

“กฎหมายปรองดองถามว่าจะถอนไหม ก็ถอนทำไม ก็คาไว้อย่างนั้น เขาจะได้มายืนเฝ้าทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้าเผลอโหวตเลย จะได้ขยันหน่อย เพราะเขาไม่มีงานทำอยู่แล้วนี่ อันนี้ก็คือสรุปว่า ไม่มีการถอน แต่ถามว่าจะดันไหม สบายๆ ไม่รีบไม่ร้อน”

แน่นอน ทักษิณ พรรคเพื่อไทย รัฐบาล ไม่รีบไม่ร้อนแก้ปัญหาโครงสร้างประชาธิปไตยเช่นกัน เพราะสามารถเล่นเกมอำนาจแบบนักการเมือง “กระชับพื้นที่” ในระบบราชการ โยกย้ายคนของตนไปคุมตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งฟื้นเครือข่ายเส้นสายกลุ่มทุน

ทักษิณรู้ดีว่าโครงสร้างนี้เป็นอันตรายต่ออำนาจนักการเมือง ทั้งจำเป็นต้องปลดล็อก “ตุลาการภิวัตน์” จึงกลับบ้านได้ แต่ในระยะนี้เมื่อยังไม่สามารถใช้ “ไม้แข็ง” ก็ “เอาผล” ก่อน ในขณะที่กระชับอำนาจ ก็อาจเจรจา ต่อรอง ฮั้ว เกี้ยเซี้ย บางประเด็น นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน (แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะฮั้วแล้วจบกันง่ายๆ เพราะความขัดแย้งบานปลายมีผู้คนมากมายแยกขั้วแยกข้างกันไปสองฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะแดง ที่มีทั้งแดง นปช. แดงอุดมการณ์ หรือกลุ่มก๊วนการเมือง อีกฝ่ายก็มีความหลากหลายและเป็นอิสระต่อกัน)

ถามว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวไหม เป็นไปได้ที่จะอยู่ครบเทอมอีก 3 ปี เป็นไปได้ที่ครบเทอมแล้วชนะเลือกตั้งกลับมาอีก 4 ปี และเป็นไปได้ที่อาจจะแค่ปีหน้า ขึ้นกับ “จุดเปลี่ยน” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ หรือรัฐบาลสะดุดขาตัวเอง สมมติน้ำท่วมใหญ่อีกรอบ สมมติเศรษฐกิจโลกย่อยยับ เศรษฐกิจไทยพังพินาศ (ลองช่วยกันคิดอะไรที่มันเว่อร์ๆ)

ที่แน่ๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตจริงๆ รัฐบาลจะอยู่ยาว แม้อยู่แบบแย่ๆ ในบางช่วง แต่เมื่อสังคมยอมรับระบอบรัฐสภาเสียแล้ว และพรรคเพื่อไทยไม่มีคู่แข่งในระบอบรัฐสภา ปชป.ไม่กล้าปรับเปลี่ยน (ซึ่งต้องพลิกวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิธีเล่นการเมือง ขอโทษประชาชน ฯลฯ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนหัวหน้าพรรค) เพราะการเปลี่ยนเท่ากับเสี่ยงเสียฐานเดิม (สลิ่ม) โดยไม่รู้ว่าจะหาฐานเสียงใหม่ได้ที่ไหน ส่วนจะหาผู้นำใหม่ พรรคใหม่ แบบทักษิณเมื่อปี 44 น่ะหรือ ก็ยังไม่เห็นตัว และสถานการณ์ยังไม่เปิดโอกาส

บางคนอาจตั้งความหวังว่าจะมี “มหัศจรรย์โอบามา” คือเมื่อปี 2006 โอบามายังเป็นวุ้นอยู่เลย อยู่ๆ ก็โผล่พรวดเป็นประธานาธิบดีในปี 2008 แต่เมืองไทยจะหาใครได้อย่างนั้น

นักประชาธิปไตยอึดอัด
สลิ่มคลั่ง

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นักคิดนักวิชาการประชาธิปไตย หรือแดงอุดมการณ์ทั้งหลาย อยู่ในสภาพอึดอัด เพราะรัฐบาลไม่เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ล้างโครงสร้างอำมาตย์ สนุกกับการใช้อำนาจล้วงเอาแทน ด้านหนึ่งก็เป็นประโยชน์กับประชาธิปไตยแต่อีกด้านหนึ่งก็ได้ผลประโยชน์เข้า ตัว

อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ในมติชนล่าสุด “อนาคตทางการเมืองของคนเสื้อแดง” สรุปว่าทางเลือกทั้ง 3 ทางล้วนเป็นไปได้ยาก 2 ทางแรกคือหันไปสนับสนุนพรรคอื่น กับตั้งพรรคของตัวเอง ตัดไปได้เลย ส่วนที่บอกให้หาทางควบคุมทิศทางของพรรคเพื่อไทยให้ได้มากขึ้น ผมก็ว่ายาก

ตั้งพรรคของตัวเองอาจทำได้ครับถ้าถึงเวลาเลือกตั้ง แกนนำอุดมการณ์ซัก 4-5 คน ตั้งพรรคสมัครปาร์ตี้ลิสต์อย่างเดียวแบบพรรคชูวิทย์ ส.ส.เขตให้มวลชนเลือกเพื่อไทยไป แต่ก็นั่นแหละ คงได้มา 4-5 คน ไม่มีผลมาก

ควบคุมทิศทางพรรคเพื่อไทย ก็มองไม่ค่อยเห็น ผมเห็นแต่พรรคเพื่อไทยควบคุมแกนนำ นปช. คือเมื่อรัฐบาลอยู่ยาว นปช.ก็จะมีภารกิจเพียงจัดงานครบรอบปี เมษา-พฤษภา 53 กับติดตามคดีในศาล (ซึ่งก็จะเป็นกระแสเป็นพักๆ) หรือถ้าอำมาตย์ทำท่าคุกคามหน่อย จตุพรก็จะออกมาตีปี๊บ “รัฐประหาร” เรียกมวลชนชุมนุมต้าน

พูดให้ถูกคือว่าที่รัฐมนตรีจตุพร เพราะนับจากนี้แกนนำ นปช.จะสลับกันรับตำแหน่ง

อย่างไรก็ดี ในความอึดอัด ผมคิดว่านักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็เข้าใจสภาพ รู้ดีว่าเอาความสะใจไม่ได้ ต้องค่อยๆ สู้กันไปทีละขั้น เราอยากให้รัฐบาลรุก แต่รุกแล้วได้เปรียบไหม ต้องใคร่ครวญทั้งสองด้าน

การมองขั้นตอนทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีแต่ละขั้น อาจแตกต่างกันได้หลากหลาย เช่นมองย้อนหลังไปเรื่องการโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 นักคิดนักประชาธิปไตยยืนยันว่าต้องโหวต ต้องชน อย่างน้อยก็ต้องลงมติไม่รับคำสั่งศาล ผมก็ยังยืนยันอยู่นะ เพราะผมเห็นว่าในสถานการณ์ที่กล่าวมา ยังไงก็ไม่นำไปสู่การแตกหัก ยุบพรรค แต่รัฐบาลก็มองอีกแบบ คือมองในเชิงถอยก่อน ปล่อยให้ตุลาการเป็นฝ่ายรุก แล้วถูกกระแสสังคมกดดัน

ใครถูกใครผิดก็ตอบยาก แต่ที่แน่ๆ คือ อย่าไปพะวงกับมัน เมื่อเห็นว่าอะไรถูกต้องก็ต้องต่อสู้ ยืนหยัดอยู่ในจุดยืนที่เป็นอิสระ เป็นธรรมชาติของตน

ในความอึดอัด ผมคิดว่าด้านหนึ่งนักประชาธิปไตยก็พึงพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ คืออย่างน้อยเรามีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ เผยแพร่ความคิด อุดมการณ์ ที่มีเหตุผล ได้มากกว่ายุคสมัยของ คมช.หรือประชาธิปัตย์ โดยนอกจากวิจารณ์อำมาตย์ แมลงสาบ สลิ่ม สื่อ พันธมิตร เรายังวิจารณ์ทักษิณ พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ นปช.ได้ด้วย

เพราะในสภาพที่การเมืองนิ่งชั่วคราว และแกนนำ นปช.เข้าไปรับตำแหน่งต่างๆ มวลชนที่มีอุดมการณ์ มีความคิดของตนเอง จะหันมาฟังเหตุผลของนักคิดนักวิชาการประชาธิปไตยมากขึ้น นี่ไม่ได้ยุให้ช่วงชิงการนำนะครับ เพราะนักคิดนักวิชาการไม่สามารถเป็นผู้นำม็อบอยู่แล้ว แต่การมีบทบาทด้านปัญญาความคิดจะช่วยให้ขบวนการมวลชนเข้มแข็งหลากหลายขึ้น

ท่าทีของนักประชาธิปไตยต่อสถานการณ์นี้ ผมคิดว่ามีสองด้าน คือหนึ่ง “สุขกันเถอะเรา” หมายถึงมีความสุขที่เห็นความทุกข์ของผู้อื่น (ฮา) อันได้แก่ แมลงสาบ สลิ่ม พันธมิตร และพึงพอใจระดับหนึ่งกับสภาพที่เป็นอยู่ ที่มีเสรีภาพค่อนข้างจะเต็มที่

สองคือ รณรงค์ทางความคิดอย่างอิสระ ทำความเข้าใจสถานการณ์ แต่ไม่ต้องผูกติดกับยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของรัฐบาล ก็เหมือนอย่างที่รณรงค์แก้ไข ม.112 ซึ่งส่งผลสะเทือนทั้งด้านกว้างและเชิงลึก แม้รัฐบาลไม่เอาด้วย

แน่นอนว่าเมื่อรัฐบาลอยู่ได้เช่นนี้ ก็ไม่พยายามแก้รัฐธรรมนูญ ขณะที่สังคมก็ยังไม่อยากเห็นการปะทะกัน แต่นักวิชาการเช่นนิติราษฎร์ก็สามารถเสนอแนวคิดใหม่ในการแก้รัฐธรรมนูญทั้ง ฉบับได้ ให้เข้าถึงผู้คนวงกว้าง นักคิดนักเคลื่อนไหวส่วนอื่นๆ ก็อาจเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ว่าจะเอาส่วนไหนก่อน

การรณรงค์ทางความคิดฟังเหมือนบอกให้พูดเรื่อยเปื่อย แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะขั้นตอนทางยุทธศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขั้นนี้น่าจะเป็นการตีตื้นไล่ชิงพื้นที่ โดยความคิดเสรีประชาธิปไตย ไล่ชิงพื้นที่ความคิดจารีตนิยมไม่เอาประชาธิปไตย ความคิดจารีตนิยมอาจมีอิทธิพลกว้างขวาง แต่ถ้าเฉพาะเจาะจง ก็คือต้อง “ล้อมปราบ” ความคิดสุดขั้วสุดโต่งของพวกสลิ่มและพันธมิตร ให้เป็นพวกที่สังคมไม่ยอมรับ

การยืนหยัดความคิดอิสระ รวมทั้งการตรวจสอบรัฐบาล ในพฤติกรรมที่เราไม่เห็นด้วย (อย่างที่ อ.นิธิยกตัวอย่าง “หลอง ซีดี” นักคิดนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยควรมีบทบาทเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยลง โทษ เพราะเปล่าประโยชน์ที่จะอุ้มกัน ปปช.เขาเล่นแน่) มีความสำคัญในแง่ที่ยังไม่มีใครรู้ว่า สถานการณ์ที่รัฐบาลอยู่ยาว แต่ไม่เสถียร นี้จะจบลงเมื่อไหร่ จบอย่างไร “จุดเปลี่ยน” อยู่ตรงไหน

ผมเชื่อว่าเมื่อถึงจุดนั้น การแยกขั้วในสังคมไทยจะเปลี่ยนแปรไประดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่เปลี่ยนตาลปัตรเป็นนิยาย แบบ “เหลืองแดงรวมกันได้” หรือ “แดงอุดมการณ์แตกหักทักษิณ” (เพ้อเจ้อทั้งสองแบบ) แต่มันอาจจะมีการแยกย่อยหลากหลายขึ้น มีความผันแปร มีความแตกต่าง มีความชัดเจนขึ้นในแต่ละกลุ่ม โดยนักประชาธิปไตยจะต้องช่วงชิงเป็นผู้นำความคิดใหม่ที่มีอิทธิพลต่อสังคม และคนรุ่นใหม่ให้มากที่สุด

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    6 ก.ย.55
.......................................



6 กันยายน 2555 เวลา 17:36 น.

เพรียวพันธ์ลงใต้ตรวจสุไหงโกลกหลังเหตุคาร์บอม 3 จุด

ที่มา Voice TV

 เพรียวพันธ์ลงใต้ตรวจสุไหลโกลกหลังเหตุคาร์บอม 3 จุด


ผบ.ตร.เดินทางลงพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อติดตามผลการสืบสวนสอบสวนในคดีลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์และจักรยานยนต์บอมบ์

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางลงพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อติดตามผลการสืบสวนสอบสวนในคดีลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์และจักรยานยนต์ บอมบ์ 3  จุดในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลกและร่วมหารือกับข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ กำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าของคดีมากแล้ว โดยมีความชัดเจนของกลุ่มผู้ก่อเหตุที่มีความเชื่อมโยงกับปัญหายาเสพติดใน พื้นที่ และขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมออกหมายจับผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวพันกันหลายคน

ทั้งนี้ ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกฎหมาย พร้อมย้ำว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดจะต้องมีการปราบปรามอย่างจริงจัง และเห็นผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน เพื่อตัดวงจรของเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการสร้าง สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

Source : news center/thannews/AFP
18 กันยายน 2554 เวลา 12:05 น.

แกนนำ RKK มือวางระเบิดใต้ตัวฉกาจเสียชีวิตที่มาเลย์

ที่มา Voice TV

 แกนนำ RKK มือวางระเบิดใต้ตัวฉกาจเสียชีวิตที่มาเลย์

 

แกนนำอาร์เคเค มือวางระเบิดภาคใต้ จบชีวิตที่มาเลเซีย

มีข้อมูลรายงานว่า นายโรสลาน กูบารู อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มอาร์เคเค ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคประจำตัว ในบ้านพักหมู่บ้านบูเก๊ะอาบู อ.ตะเนาะแมเราะ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายโรสลาน เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ในคดีลอบวางระเบิดร้านน้ำชา เขตเทศบาล ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2548 และคดีลอบวางระเบิดหน้า สภ.สุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2551 รวมถึง คดีลอบวางระเบิดในเขตท้องที่ อ.สุไหงปาดี และ อ.สุไหงโก-ลก อีกด้วย


Source : INNnews / Matichon (image)
13 กันยายน 2555 เวลา 08:30 น.

อีเมล์หยดน้ำ: หลิ่มหลีเขียนจดหมายถึงนักโทษการเมือง

ที่มา ประชาไท

 

จดหมายพูดคุยกับผู้ต้องขังโครงการส่งอีเมล์เพื่อให้กำลังใจนักโทษการเมืองของ "หนุ่ม เรดนนท์"
หนุ่ม เรดนนท์ หนึ่งในผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ก่อตั้งโครงการร่วมส่งอีเมลเพื่อให้กำลังใจนักโทษการเมือง เขาเคยบอกว่าการสื่อสารจากคนภายนอกนั้นเป็นเสมือนหยดน้ำที่ทำให้พวกเขามี กำลังใจ กระทั่งมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบการมาเยี่ยม จดหมาย โปสการ์ด หรือกระทั่งอีเมล และเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ที่อยากส่งกำลังใจแต่ไม่สามารถไปเยี่ยมได้ ไม่มีตังค์ ไม่มีเวลา ไม่มีฯลฯ  เพียง “คลิ๊ก” เดียวข้อความของท่านก็จะไปถึงพวกเขา โดยผ่านอีเมลที่ทีมงานจะปริ๊นท์นำไปส่งตรงให้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ/หรือ เรือนจำใหม่หลักสี่
อัน ที่จริงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็มีอีเมลที่ให้ญาติมิตรพี่น้องของผู้ต้องขังส่งหาได้ แต่เหตุที่หนุ่ม เรดนนท์ ไม่แนะนำช่องทางนั้นก็เพราะเกรงว่าอาจมีการกลั่นแกล้ง หรือป่วนระบบอีเมลกลางของเรือนจำ
ผู้สนใจสามารถส่งอีเมลมาได้ที่   freedom4pp@gmail.com    (PP ย่อมาจาก Political Prisoners) 

สวัสดีค่ะ พี่พี่ที่พักอยู่ ณ บ้านพักรับรองของราชการแบบชั่วคราว

ฉัน ชื่อหลีค่ะ เป็นสาวแก่วัยระย้า ที่ได้รับมอบหมายให้มาเขียนจดหมายถึงพี่พี่ที่อยู่ในบ้านพักฯ เพื่อให้พี่พี่ได้อ่านกัน หลีจำไม่ได้ว่าเคยร่วมกิจกรรมอะไรทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ครก 112 หรือ การชุมนุมอะไรหรือเปล่า หลีเป็นคนความจำสั้นค่ะ แต่ก็ได้รับทราบว่า พี่พี่ที่อยู่ในบ้านพักฯนั้น คือคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องของสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานกันเลย อย่างน้อย หลายๆคนก็ควรจะได้รับสิทธิการประกันตัวออกมาอยู่ข้างนอกเพื่อต่อสู้กันต่อ ไป 

หลี ไม่อยากจะมานั่งเขียนเรื่องสิทธิอะไร หรือ เรียกร้องคุยอะไรในเรื่องเครียดๆให้พี่ต้องหม่นหมองใจ หลีอยู่ฝ่ายสันทนาการเสมอๆ ซึ่งก็คือ ฝ่ายที่ให้พี่พี่ได้ร่าเริงขึ้นหรือยิ้มขึ้นมาบ้าง 

จะเล่าเรื่องราวโลกภายนอกให้พี่ได้ฟังกันดีกว่า

หลี มาจากโลกของชนชั้นกลางที่ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องการเมืองเท่าไร ไม่รู้หรอกว่า ใครเป็นยังไง ใครชิบหายอะไร กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็ เอ๊ะ ประเทศเราโดนรัฐประหารแล้ว หลีก็ยังเฉยๆนะคะ ณ ตอนนั้น เรียกว่า ชินหง่ะค่ะ ประเทศนี้เขาก็ดีนะคะ ทำให้อะไรอะไรที่มันร้ายแรงในระดับประเทศมาให้ดูกิ๊บเก๋ แล้วก็มีสาวมาให้ดอกไม้ ยินดีที่ประเทศนี้มีรัฐประหาร ซึ่งคนเหล่านี้ก็เหมือนหลี แต่แรดกว่าตรงที่ไปอ่อยทหาร จะว่าไป พวกสาวๆพวกนั้นก็อยากหลอกแดกผู้ชายในเครื่องแบบ จะเห็นได้ว่า มันมีตัวอย่างระดับไฮโซหลายๆคน ที่ชอบกินผู้ชายในเครื่องแบบ เรียกว่า เป็น กระหรี่สี่เหล่าทัพกันได้เลย เคยได้ยินว่า ไฮโซบางนางนี่ ถึงกับให้หนุ่มๆคนสวนที่ดูแลสวนของตัวเอง มีชุดเครื่องแบบคนสวนด้วย แล้วก็กินคนสวนของตัวเอง เพราะเห็นว่าล่ำ น่าเจี๊ยะดี ความที่ชอบคนในเครื่องแบบ แล้วก็อยากกินคนสวนของตัวเอง ก็เลย ...ให้คนสวนมีเครื่องแบบ ตลกชิบเลยค่ะ ฮ่าๆๆๆ

ถ้า ยังไง หลีแนะนำให้พี่พี่อยู่ในบ้านพักฯออกกำลังกายเยอะๆนะคะ แล้วก็เล่นกล้ามอะไรบ้าง อย่าอยู่เฉยๆค่ะ คนไฮโซเขาชอบกินรากหญ้าล่ำๆ อย่างน้อย ออกมาเมื่อไรก็ดูเท่ เก๋ กู๊ด นะคะ

หลาย วันก่อน หลีมีความคิดแปลกๆในเรื่องเสรีภาพทางเพศ .. แต่หลีก็คงไม่คุยให้พี่ฟังอย่างละเอียด แต่หลีรู้สึกว่า โลกใบนี้มันต้องยอมรับในเรื่องส่วนตัวกัน ความคิดความอ่านที่แตกต่างกัน แล้วก็ยอมรับกันไปบ้างอะไรบ้าง คือแบบว่า ใครคิดอะไร มึงก็ฟังบ้าง หูทวนลมบ้างก็ได้ ไม่ต้องเสร่อแทรกเสือกไปทุกเรื่อง หรือ มีความเห็นไปด้วยทั้งหมด 

ตั้งแต่ หลีมาเรียนรู้เรื่องของการเมืองสีแดงๆ ทำให้หลีมีเพื่อนหลากเพศเยอะมาก ไม่ว่าจะ หญิงรักหญิง หรือชายรักชาย หลีรู้สึกว่า หลีเริ่มยอมรับกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอยู่วันหนึ่ง คิดกับตัวเองว่า ถ้ามีลูก ลูกชอบเพศไหน แม่ก็จะชอบด้วย ถ้าหลีมีลูกชาย แล้วลูกชายมีแฟนเป็นชาย หลีก็ได้ลูกชายมาเป็นสองสามสี่ห้าคน ถ้าผู้หญิงก็คงเช่นกัน หรือเริ่มรู้สึกเปลี่ยนไป (จำได้ว่า สมัยก่อน เคยคิดว่าถ้า น้องตัวเองหรือใครเป็นเกย์ จะกดหัวล้างน้ำมัน ตอนนี้น้ำมันแพง ยอมๆมันไปดีกว่าเนอะ...อันนี้ มุข) .... แต่ก็ไม่ได้มีลูกกะใครนะคะ ... อิอิ

หลี ว่า เราโตขึ้นเรื่อยๆกับสิ่งรอบตัวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลีเคยมานั่งคิดว่า เราผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาเยอะมาก จากสิ่งที่เราพบเจอด้วยตัวเอง จากการฟังเพื่อนๆหลากหลายคุยให้เราฟัง เราจำ เราคิดตาม ทำให้เรารู้สึกว่า เราเติบโต และยอมรับกับสิ่งรอบตัวได้มากมาย แต่หลีบอกตรงๆว่า หลีเป็นคนรักจริง เกลียดจริง อีพวกเหี้ยๆที่เกลียด พอเกลียดแล้ว แม่ง... มองหน้ากันไม่ได้จริงๆ แค่เห็น ก็แหวะ อ๊วกแล้ว ยิ่งอีพวกสร้างภาพในอินเตอร์เนต หลียิ่งรับไม่ได้ใหญ่ มันมีเยอะค่ะ ใช้เรื่องทางการเมืองมาสร้างชื่อสร้างภาพ หลอกแดกคนไปเรื่อยๆ จนคนเขารู้กันหมด แต่มันก็ยังเฉย นิ่ง ซึ่งหลีก็เห็นด้วยที่นิ่ง และเฉย เพราะหน้าด้านขนาดนั้น ไม่เฉยก็เสียหมาหนักเข้าไปใหญ่ 

หลาย อาทิตย์ก่อนมีกีฬาโอลิมปิก เสี่ยน้ำชา แกมาสร้างสถานการณ์แจกเงินให้กับคนได้เหรียญทอง เงิน และทองแดงกับนักกีฬาไทย ให้เป็นล้านๆเลยค่ะ แต่พอกีฬาคนพิการ แกกลับพูดแบบว่า ผมทำบุญทุกวัดไม่ได้หรอก ชิบหายสิคะ ... โดนด่ายับ ... เลยต้องกลับลำ แจกบ้าง พอประมาณ แล้วหลายวันก่อน มาทำโฆษณาแจกมือถือรุ่นที่ยังไม่ออกตัวเลย ล่าสุดเพิ่งโดนเล่นจากเฟสบุ๊คว่า ห้ามทำแบบนี้ กิจกรรมคนร่วมเป็นแสน เลิกหมด อิอิ สมน้ำหน้า 

น้ำ ท่วมสุโขทัยอยู่ค่ะ คนหลายคนที่ขาดวิจารณญาณก็เริ่มวิตกว่า น้ำจะท่วมกรุงแน่ๆ โดยไม่ได้ไปตามข่าวเลยว่า ไอ้น้ำท่วมอันนี้มันเกิดจากอะไร หลายๆคนอยากให้น้ำท่วม ชิบหายเท่าไรไม่ว่า ขอให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์แม่งเอาไม่อยู่ สันดานคนเห็นแก่ตัวที่คิดแต่ตัวเองรอด ใครชิบหายช่างแม่ง จึงเป็นสิ่งที่ให้มนุษย์ที่เรียกว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐ หนีความเป็นสัตว์ไม่พ้นจริงๆ จริงไหมคะ ...

ประเทศ นี้ก็ยังเห็นแค่กรุงเทพฯเป็นหัวใจสำคัญ เพราะคนกรุงเทพฯแม่งไม่ได้สนใจเรียนรู้อะไรอย่างจริงจัง วันๆ ทำงาน แล้วก็ กิน ขี้ ปี้ นอน ..จบ ... เวลาจะมาเรียนรู้ว่า เกิดอะไรอย่างแท้จริง เป็นไม่มี เห็นคนหมู่มากแหกปากไป ก็แหกปากตาม ... ด่าไปด่ามา หลีด่าเข้าตัวเอง เพราะเป็นคนกรุงเทพเหมือนกัน 

โลก ใบนี้ยังไม่ได้หยุดหมุน หลีเชื่อว่า พี่พี่ทุกคนเมื่อออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว เรื่องราวก็ยังวนเวียนเหมือนเดิม ห่าตัวเดิมก็ยังอยู่ที่เดิน ห่าตัวใหม่ก็เข้ามาให้พี่ีพี่ได้พบรู้จักกันไป รอสักพัก คิดเสียว่า พักจิตวิญญาณของตัวเองให้สงบ สร้างกำลังใจให้แกร่งกล้า เมื่อออกมาเจอโลกเหี้ยๆ เราจะได้แกร่งพอที่จะรับความเหี้ยได้อย่างสบายใจ

ขอให้เจ้าที่เจ้าทางตายายที่เฝ้าอยู่ในบ้านพักรับรองนั้นๆดูแลพี่ให้ปลอดภัยและเป็นที่รักของทุกคน 

ขอบคุณค่ะ
หลี


หมายเหตุ: ทางผู้รวบรวมจะทะยอยนำอีเมล์ที่ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนขึ้นเผยแพร่และ รณรงค์ให้ผู้ที่มีอิสรภาพได้เขียนจดหมายพูดคุยให้กำลังใจ ถามไถ่สาระทุกข์สุกดิบกับผู้ที่ถูกจำกัดเสรีภาพในเรือนจำเป็นระยะ
บทความที่เกี่ยวข้อง:รายงาน: นักโทษ112 ชวนส่ง 'อีเมลหยดน้ำ'– โปสการ์ดฝีมือ‘หลานอากง