เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, September 21, 2012
Friday, September 14, 2012
หยุดเขื่อนไซยะบุรี! คนแม่น้ำโขงยังรอสัญญาณ รัฐบาลไทยจะ ‘ฟัง’ หรือ ‘เมิน’
Fri, 2012-09-14 01:57
ภาพถ่ายวิถีชีวิตใน พื้นที่สร้างเขื่อน โดย สุเทพ กฤษณาวารินทร์ และคณะจากกลุ่ม Photo Journ วางเคียงกับหุ่นปลาแม่น้ำโขงฝีมือจากชาวบ้านอุบลราชธานี ทำให้พื้นที่ห้องกระจกทั้ง 6 ห้อง ชั้นล่าง ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ใจกลางเมืองหลวง อบอวลด้วยเรื่องราวของแม่น้ำโขง สายน้ำแห่งชีวิต และการรณรงค์เพื่อปกป้องและหยุดเขื่อนไซยะบุรีมาตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา
“ภาคประชาสังคมและตัวแทนประชาชนขอพบ เพื่อยื่นรายนามประชาชนต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลไทยหยุดการสนับสนุนเขื่อนแม่น้ำโขงและระงับการซื้อไฟฟ้าจาก เขื่อนไซยะบุรีในประเทศ สปป.ลาว” นี่คือจุดประสงค์ของการเข้าพบในครั้งนี้
‘โปสการ์ด รูปปลาบึก’ สัญลักษณ์แม่น้ำโขงที่เดินทางไปหลายจังหวัดริมแม่น้ำโขง เพื่อให้ประชาชนร่วมรับรู้และลงนามจะถูกรวบรวมจนถึงวันปิดนิทรรศการที่ 16 กันยายน ในขณะนี้มีผู้ลงนามแล้วกว่า 8,000 ใบ และคาดหวังจะส่งตรงถึงมือนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2555 ที่ทำเนียบรัฐบาล ด้วยเหตุผลการเข้าพบส่วนหนึ่งว่า
“ฯพณฯ คงตระหนักเป็นอย่างดีว่า ประเทศไทยมีความรับผิดชอบโดยตรงต่อการเกิดขึ้นของโครงการเขื่อนไซยะบุรี เพราะไฟฟ้าร้อยละ 95 ที่ผลิตได้ จะส่งมาขายยังประเทศไทย”
การเข้าพบ นายกรัฐมนตรีของไทยในครั้งนี้ ยังมีตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมจากประเทศกัมพูชาและเวียดนามเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ในวันที่ 27 กรกฏาคม 2555 เครือข่ายพันธมิตรแม่น้ำกัมพูชา (The River Coalition on Cambodia [RCC]) ส่งจดหมายถึงทั้งนายกรัฐมนตรีไทยและสปป.ลาว โดยมีความตอนหนึ่งว่า
“เรา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและลาวเคารพต่อข้อตกลงแม่น้าโขงที่ทำขึ้นในปี 2538 และเคารพต่อคำขอร้องจากรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม ที่ขอให้ระงับการก่อสร้างหรือเตรียมการก่อสร้างในพื้นที่เขื่อนโดยด่วน”
เสียง เรียกร้องจากประชาชนไทย และเพื่อนบ้านในภูมิภาคแม่น้ำโขง เพื่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทย อาจถือได้ว่าเป็นตัวบ่งชี้และหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อ ระงับโครงการเขื่อนไซยะบุรีของเครือข่ายภาคประชาสังคมในภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งทำร่วมกันในตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกระบวนการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ริม แม่น้ำโขง
ดังที่ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ตัวแทนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้กล่าวไว้ในการเปิดตัวการนิทรรศการและรณรงค์ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ในวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมาว่า
“เราประสานกับนักการเมืองในจังหวัดของเราอย่าง เป็นทางการ ขอให้ช่วยเราให้ได้พบนายกฯ ในวันที่ 17 กันยายน เพื่อถามท่านนายกโดยตรงว่าประเทศไทยมีแผนการอย่างไรในเรื่องเขื่อนไซยะบุรี สำหรับพวกเราการได้พบนายกหรือไม่ในครั้งนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า นักการเมืองของเราจะยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจาก โครงการเขื่อนแม่น้ำโขงหรือไม่”
หากเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งถูกขนานนามว่า “เขื่อนไทยบนแผ่นดินลาว” ถูกสร้างขึ้นตามแผนการ จะกลายเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ตัวแรกที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายหลัก ทางตอนล่าง ทั้งนี้ การก่อสร้างที่กำลังเดินหน้าในพื้นที่สร้างเขื่อน นำโดย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัทก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ด้วยเงินสนับสนุนจากธนาคารไทยชั้นนำ 4 แห่ง
อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งบัดนี้ รัฐบาลทั้งไทยและลาวยังคงปิดปากเงียบ โดยไม่ตอบคำถามประชาชนทั้งในประเทศของตน รวมทั้งสาธารณะชนในภูมิภาค และนานาชาติ
ทั้งนี้ กิจกรรมรณรงค์ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จะมีต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน นี้ ตามด้วยกิจกรรมการเดินเพื่อรณรงค์ในใจกลางกรุงเทพมหานครในช่วงบ่ายสี่โมง เย็นของวันที่ 16 กันยายน และต่อเนื่องด้วยการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในตอนเช้าของวันที่ 17 กันยายน เพื่อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี
'แอมเนสตี้' ชี้ ไม่มีข้ออ้างใดๆ สำหรับการโจมตีกงสุลสหรัฐในลิเบีย
ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-09-13 18:04
รมช.คมนาคม เตรียมลงพื้นที่แก้ปมไล่รื้อ “รถไฟฟ้าสายสีแดง-ทางด่วนศรีรัช-รถไฟรางคู่”
Thu, 2012-09-13 18:07
‘เครือข่ายสลัม 4 ภาค’ ชุมนุมหน้า ก.คมนาคม รอรับฟังผลการเจรจาแก้ปัญหาไล่รื้อชุมชน ในพื้นที่ก่อสร้าง 3 โครงการใหญ่ รถไฟฟ้าสายสีแดง-ทางด่วนศรีรัช-รถไฟรางคู่ ขอนแก่น ‘ชัจจ์ กุลดิลก’ นั่งประธานคุย รับลงพื้นที่ดูผลกระทบสัปดาห์หน้า
ตามที่เครือ ข่ายสลัม 4 ภาค ได้มีการชุมนุมเมื่อวันที่ 5 ก.ย.55 เพื่อให้ทางกระทรวงคมนาคมเปิดการเจรจาการแก้ปัญหาการพัฒนาระบบคมนาคมขนาด ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยของชาวชุมชน โดยในวันดังกล่าวผู้แทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เจรจากับ รมช.พล.ต.ท.ชัจจ์ และกำหนดนัดหมายให้มีการเปิดประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงคมนาคม ในวันนี้ (13 ก.ย.55)
คมสันติ์ จันทร์อ่อน กองเลขาเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า จากการพูดคุยยังไม่มีข้อสรุปในการหาทางออก แต่ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก มีกำหนดลงพื้นที่ โดยในวันที่ 20 ก.ย.55 จะลงพื้นที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่เขตบางกอกน้อยใน 7 จุดที่ได้รับผลกระทบ จากนั้นในวันที่ 21 ก.ย.55 จะลงพื้นที่ดูผลกระทบจากโครงการรถไฟรางคู่ ที่ จ.ขอนแก่น สำหรับโครงการทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ในวันที่ 18 ก.ย.55 จะมีการนัดประชุมโดยตัวแทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเจ้าของโครงการจะมาร่วม พูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีการหารือเกี่ยวกับผลกระทบใน 3 โครงการหลัก คือ 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงต่อขยาย (ตลิ่งชัน-ศิริราช) รวมระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งมีชุมชนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการจำนวน 370 ครอบครัว ที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายสลัม 4 ภาค และยังมีชุมชนนอกเครือข่ายอีก
2.โครงการทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ระยะทาง 16.7 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุน 27,022 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน เพื่อก่อสร้าง และประกาศใช้แล้วเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผลบังคับใช้ 4 ปี โดยกำหนดให้เวนคืนในท้องที่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี และเขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน เขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย เขตบางซื่อ และเขตจตุจักร กรุงเทพฯ
3.โครงการรถไฟรางคู่ ชุมทางจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ระยะเร่งด่วน 2553-2558
คมสันติ์ กล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวหนึ่งที่น่าพอใจ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้ร่วมพูดคุยกับฝ่ายบริหารในรัฐบาลชุดนี้ จากที่การประชุมก่อนหน้านี้ใน 2 ครั้งแรกมีเพียงปลัดกระทรวงฯ และข้าราชการ โดยไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าร่วม ทำให้การประชุมครั้งต่อมาทางเครือข่ายตัดสินใจวอล์คเอาท์ เพราะต้องการให้ผู้มีอำนาจในทางนโยบายมารับฟังและร่วมแก้ปัญหา ส่วนความพึงพอใจในการแก้ปัญหาจะเป็นอย่างไร คงต้องดูผลการดำเนินการภายหลังจากที่ได้มีการลงพื้นที่แล้ว
อย่างไร ก็ตาม ทางเครือข่ายฯ ไม่ได้ต้องการต่อต้านหรือคัดค้านโครงการ เพียงแต่เห็นว่าการที่โครงการเดินหน้าไปได้ ชุมชนก็น่าจะอยู่ได้ด้วย
นอกจากนี้เครือข่ายสลัม 4 ภาคยังได้ออกแถลงการณ์ต่อ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงต่อขยาย ตลิ่งชัน-ศิริราช รายละเอียดดังนี้
|
แถลงการณ์ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค
ต่อ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงต่อขยาย ตลิ่งชัน-ศิริราช
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้การรถไฟแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า
สายสีแดง ช่วงต่อขยาย ตลิ่งชัน-ศิริราช รวมระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตรนั้น
เครือข่ายสลัม 4 ภาคขอแสดงจุดยืนว่า ชุมชนสมาชิกของเครือข่ายฯ
อันประกอบด้วย ชุมชนบางระมาด 1 , ชุมชนบางระมาด 2 , ชุมชนบางกอกน้อย 2 ,
ศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อย , ชุมชนบางกอกน้อย 1 และ ชุมชนบางกอกน้อย
(ฝั่งวงเวียนกลับหัวรถจักร) ไม่ได้คัดค้านต่อการดำเนินโครงการฯ ดังกล่าวแต่เนื่องจากแนวก่อสร้างของโครงการฯ จะส่งผลกระทบต่อชาวชุมชนจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันได้มีสัญญาเช่าจากการรถไฟฯ เพื่อทำการปรับปรุงที่อยู่อาศัยตามนโยบายบ้านมั่นคง ที่ริเริ่มในสมัยรัฐบาลทักษิณ ดังนั้น เครือข่ายสลัม 4 ภาคจึงขอเสนอทางเลือกในการทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงต่อขยาย ตลิ่งชัน-ศิริราช เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปได้ และในขณะเดียวกันชุมชนก็สามารถมีที่อยู่อาศัยในบริเวณเดิม ข้อเสนอเชิงทางเลือกมีดังต่อไปนี้
เครือข่ายสลัม 4 ภาค หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเข้าใจและปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการ รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงต่อขยาย ตลิ่งชัน-ศิริราช ตามข้อเสนอข้างต้น ทั้งนี้ เพราะโครงการพัฒนาจะต้องไม่เน้นแต่ด้านวัตถุ จนละเลยการพัฒนาด้านชุมชนและสังคม รวมถึงต้องเคารพต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวชุมชน
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน
เครือข่ายสลัม 4 ภาค
|
ไต่สวนการตาย จนท.เขาดิน นัดแรก พ่อเชื่อฝีมือเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เอาความ
ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-09-13 18:00
ไต่สวนการตาย 10 เม.ย. "มานะ อาจราญ" นัดแรก
เพื่อนร่วมงานเผยผู้ตายได้ตกลงกันว่าจะช่วยกันเฝ้าบ่อเต่ายักษ์จนถึงเช้า
แต่มาถูกยิงเสียก่อนช่วงเดินไปตอกบัตร รปภ.เผยก่อนนายมานะถูกยิง
มีเสียงตะโกน "มันมาแล้ว" ก่อนที่ทหารทั้งในและนอกสวนสัตว์จะกรูเข้าไปหลบ
และทหารมีการยิงสวนไปทางรัฐสภา แต่ไม่แน่ใจว่าใครทำให้นายมานะเสียชีวิต
ศาลนัดสืบพยานต่อศุกร์นี้
เวลา 9.30 น. วันนี้ (13 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ที่ศาลอาญา
ถ.รัชดาภิเษก ศาลเริ่มไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพนัดแรก ในคดีเลขที่
อช.1/2555 กรณีการเสียชีวิตของนายมานะ อาจราญ อายุ 24 ปี
ลูกจ้างสวนสัตว์ดุสิตที่ถูกยิงเสียชีวิตในคืนเดียวกับที่มีการสลายการชุมนุม
คือวันที่ 10 เมษายน 2553 ภายในบริเวณสวนสัตว์ดุสิต ถ.อู่ทองใน กรุงเทพฯ
สำหรับคดีดังกล่าวพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 7
สำนักงานอัยการสูงสุด ได้นำส่งพยานหลักฐานและพยานบุคคลจำนวนมากถึง 36 ปาก
รวมทั้งยังต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม ศาลจึงได้มีคำสั่งให้มีการไต่สวน 7
นัด คือวันที่ 13, 14, 17 และ 24 ก.ย. 55, 26 พ.ย.55, 17 และ 24 ธ.ค. 55
โดยการไต่สวนในวันนี้ มีการเรียกพยานมาให้ปากคำ 5 ปาก ได้แก่นายมาโนช
อาจราญ รปภ.สวนสัตว์ดุสิต และบิดาของผู้เสียชีวิต
และเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิตอื่นๆ อีก 4 ปาก
บิดาเชื่อทหารทำให้บุตรชายเสียชีวิตเพราะทหารเข้ามาในสวนสัตว์ แต่ไม่ติดใจเอาความ
โดยนายมาโนช อาจราญ เบิกความต่อศาลว่าบุตรชายเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 24
ปี ในวันที่ 10 เม.ย. 53 โดยในวันเกิดเหตุเขาได้เข้าเวร รปภ.สวนสัตว์ดุสิต
ที่ประตูทางออกด้าน ถ.ราชวิถี
ส่วนบุตรชายไม่ได้ทำงานบริเวณเดียวกันแต่ทำงานอยู่ที่บ่อเต่ายักษ์อัลดราบา
ต่อมาหลังเวลา 23.00 น.
เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิตแจ้งว่ามีคนถูกยิงบริเวณลานใกล้อาคารจอดรถจึงเดิน
ไปดู เมื่อไปถึงพบว่าเป็นบุตรชายซึ่งเสียชีวิตแล้วและนอนคว่ำหน้าอยู่
โดยแพทย์ชันสูตรศพระบุว่าเกิดจากกระสุนปืนเอ็ม-16
เข้าด้านหลังบริเวณท้ายทอย และทะลุออกบริเวณหน้าผาก
นายมาโนช เบิกความต่อว่า ในสวนสัตว์ดุสิตมีทหารประมาณ 1
กองร้อยเข้ามาอยู่ตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้วเพื่อตรึงกำลัง
เนื่องจากมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง
ทั้งนี้ในวันดังกล่าวไม่ทราบว่าข้างนอกเกิดเหตุการณ์อะไร
และไม่มีบุคคลภายนอกเข้ามาในสวนสัตว์ โดยเชื่อว่า
ความตายของบุตรชายเกิดจากการกระทำของทหาร
เนื่องจากในวันดังกล่าวทหารเข้ามาในสวนสัตว์ และถืออาวุธปืนเอ็ม-16
เข้ามาด้วย
นายมาโนชกล่าวว่าที่่ผ่านมาได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ จำนวน 400,000 บาท กองคลัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 50,000 บาท
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 30,000 บาท และจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 7.2
ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายสองงวด
ทั้งนี้นายมาโนชไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มและไม่ติดใจดำเนินคดีต่อ
เพื่อนร่วมงานเผยคืนเกิดเหตุ "มานะ อาจราญ" เข้าเวรดูแลเต่ายักษ์
ต่อมานายบุญมี แก้วไทรท้วม เป็นพยานคนที่ 2 เบิกความต่อศาล กล่าวว่า
นายมาโนชมีศักดิ์เป็นหลาน
ที่สวนสัตว์ต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าบ่อเต่ายักษ์อัลดราบาตอนกลางคืน
เพื่อป้องกันการโจรกรรม เนื่องจากเต่ายักษ์มีราคาแพง
และเดิมเต่ายักษ์ถูกจัดแสดงไว้ที่อาคารสัตว์เลื้อยคลาน
แต่อาคารกำลังมีการปรับปรุง
จึงมีการย้ายเต่ามาอยู่ที่บ่อเก้งหม้อและใช้เป็นที่จัดแสดงเต่ายักษ์อัลดรา
บาดังกล่าว
โดยสวนสัตว์ได้แบ่งเจ้าหน้าที่เข้าเวรดูแลบ่อเต่าช่วงกลางคืนออกเป็น 2
กะ คือกะแรก 17.00 น. - 23.00 น. และกะที่สอง 23.00 น. - 7.00 น.
โดยในวันเกิดเหตุนายมานะ ประจำกะแรก ส่วนนายบุญมีจะอยู่กะที่สอง
แต่ได้ตกลงกันว่าจะอยู่ดูแลเต่ายักษ์ด้วยกันทั้ง 2 กะจนเช้า
โดยในคืนเกิดเหตุนายมานะออกไปอาบน้ำที่โรงพยาบาลสัตว์ ในสวนสัตว์ดุสิต ตอน
20.00 น. และกลับมาอีกทีในวเลา 21.00 น. ต่อมาในเวลา 23.00 น.
เมื่อครบเวลาเข้าเวรกะแรก
นายมานะกล่าวว่าจะออกไปตอกบัตรออกเวรที่กองอำนวยการสวนสัตว์
แล้วจะกลับมาเฝ้าบ่อเต่าเป็นเพื่อนต่อ
โดยนายมานะได้ออกจากส่วนจัดแสดงเต่ายักษ์และคล้องกุญแจข้างนอกเอาไว้
เวลาผ่านไปประมาณ 2 นาทีนายบุญมี กล่าวว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2-3 นัด
จากนั้นพอได้ยินเสียงปืนอีก จึงหาทางออกจากบ่อเต่า
แต่เนื่องจากประตูถูกปิดไว้จึงปีนออกมา และพบร่างนายมานะ นอนคว่ำอยู่
โดยกระตุกอยู่ 2-3 ครั้ง ก่อนแน่นิ่งไป
โดยพบร่างห่างจากรถมอเตอร์ไซค์ของนายมานะประมาณ 2 เมตร
จากนั้นจะวิ่งไปขอความช่วยเหลือ
แต่ทหารที่อยู่บริเวณอาคารจอดรถตะโกนสวนมาว่า "หลบไป อยากตายหรือไง"
นายบุญมีจึงกลับไปหลบอยู่ที่บ่อเต่าใกล้บริเวณที่ผู้ตายคว่ำหน้าอยู่
นอกจากนี้นายบุญมีพยายามแจ้งศูนย์วิทยุสื่อสารเพื่อขอความช่วยเหลือ
แต่ได้คำตอบว่ายังออกมาช่วยไม่ได้ เพราะยังมีการยิงอยู่
ต่อมาเห็นนายสุทัศน์ สุทธิวงศ์ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย สวนสัตว์ดุสิต
จึงปีนบ่อเต่าออกมา ทั้งนี้ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม-16 2 ปลอก
โล่เขียนว่า "ตชด." และกระบองสีน้ำตาล
นายบุญมีให้การต่อศาลว่าที่ทหารเข้ามาพักในอาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต
เพราะมี นปช. ชุมนุม
โดยช่วงกลางวันเห็นทหารบางนายมีอาวุธประจำกายคือปืนเอ็ม-16
และมีทหารออกมาเดินเล่นในสวนสัตว์
ส่วนถ้าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาต้องปีนกำแพงสวนสัตว์ซึ่งสูง 2 เมตรเข้ามา
หัวหน้า รปภ. ยันคืนเกิดเหตุไม่มีบุคคลภายนอกมีแต่ จนท.สวนสัตว์และทหาร แต่ไม่ทราบว่านายมานะตายเพราะใคร
ต่อมานายสุทัศน์ สุทธิวงศ์ ห้วหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย สวนสัตว์ดุสิต
ให้การเป็นพยานปากที่ 3
กล่าวว่าในคืนเกิดเหตุมีรถกระบะขับมาจากด้านลานพระบรมรูปทรงม้า
มุ่งหน้ามาทาง ถ.อู่ทองใน ด้านพระที่นั่งอนันตสมาคมก่อนเลี้ยวกลับทางเดิม
เมื่อมีรายงานว่ามีคนถูกยิง จึงจะเข้าไปดู แต่ถูกทหารควบคุมตัวไว้เป็นเวลา
20 นาที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจึงพบว่านายมานะ เสียชีวิตแล้ว
เมื่อเห็นนายบุญมีจึงเรียกนายบุญมีมาดู
และแจ้งไปยังผู้อำนวยการสวนสัตว์ดุสิตเพื่อประสานขอความช่วยเหลือ
ทั้งนี้ในเวลาเกิดเหตุไม่น่าจะมีบุคคลภายนอก นอกจากเจ้าหน้าที่ทหารและ
รปภ.สวนสัตว์
ทั้งนี้ได้นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐาน
ด้วย โดยนายสุทัศน์ให้การต่อศาลด้วยว่าทหารมีอาวุธปืนประจำกาย
แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ทำให้นายมานะถึงแก่ความตาย
รปภ.ให้การก่อนนาทียิงมีเสียงตะโกน "มันมาแล้ว" แต่ไม่รู้ว่าหมายถึงใคร
นายเสรี จัตุรัส พยานปากที่ 4 เบิกความว่า ทำหน้าที่ รปภ.สวนสัตว์ดุสิต
วันเกิดเหตุมาเข้าเวรเวลา 8.00 - 16.00 น. แต่หลังเวลา 16.00 น.
ไปช่วยทำหน้าที่ดูแลอาคารจอดรถ
ที่อยู่ตรงข้ามรัฐสภาต่อเนื่องจากกำลังคนไม่พอ
ทั้งนี้ทราบว่าในวันเกิดเหตุมีการสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว
และมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาพักกำลังพลที่อาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต
นายเสรีให้การต่อว่าในเวลา 23.00 น. ทหารตะโกนว่า "มันมาแล้ว"
ทหารด้านนอกสวนสัตว์ได้วิ่งเข้าไปในสวนสัตว์ เมื่อถามว่า "มันมาแล้ว"
หมายถึงอะไร นายเสรีตอบว่า "ไม่ทราบ"
โดยนายเสรีให้การว่าได้ยินเสียงเหมือนเสียงปืนมาจากข้างนอก
จึงขึ้นไปหลบบนดาดฟ้าของอาคารจอดรถ
และต่อมาได้ยินเสียงปืนออกมาจากด้านในอาคารจอดรถ
แต่ไม่ทราบว่าเป็นการยิงตอบโต้กับเสียงจากข้างนอกหรือไม่
นายเสรีให้การด้วยว่า รั้วของสวนสัตว์มีความสูง 2 เมตร ก่อนหน้านี้เมื่อ
4-5 ปีก่อนเคยมีคนแอบปีนเข้ามา
พยานคนที่ 5 ระบุเห็นทหารในสวนสัตว์ยิงไปทางรัฐสภา แต่ไม่รู้ว่ายิงอะไร
ต่อมานายสำเริง สุขสมจิต รปภ.สวนสัตว์ดุสิต ให้การว่าในวันเกิดเหตุ
เข้าเวรระหว่างเวลา 8.00 - 16.00 น. หลังเวลา 16.00 น.
เข้าไปช่วยงานที่อาคารจอดรถ โดยเห็นว่ามีทหารเข้ามาพักในสวนสัตว์
จนกระทั่งเวลา 23.00 น. ตรงประตูทางเข้าสวนสัตว์ด้านรัฐสภา มีเสียงตะโกนว่า
"มันมาแล้ว" ซึ่งไม่ทราบว่าใครตะโกน จึงเข้าไปหลบในอาคารจอดรถ
ส่วนทหารหลบอยู่ในอาคารจอดรถ ที่วิ่งเข้าไปในสวนสัตว์ก็มี
และยังมีทหารที่นอนหมอบอยู่ด้วยกัน ได้ยิงปืนประจำกายไปทางรัฐสภา
แต่ตนมองไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นเนื่องจากเสาบัง
พอเสียงปืนสงบจึงขึ้นไปหลบบนดาดฟ้า และนายเสรี พยานก่อนหน้านี้
ได้โทรศัพท์มาบอกว่า นายมานะเสียชีวิตแล้ว
นายสำเริงกล่าวด้วยว่าในกล้องวงจรปิด
มีรถกระบะคันหนึ่งขับมุ่งหน้ามาทางพระที่นั่งอนันตสมาคม แล้วขับกลับไป
แต่ไม่สามารถยืนยันว่าคนที่อยู่ในรถมีลักษณะอย่างไร และมีอาวุธหรือไม่
ทั้งนี้ศาลนัดสืบพยานต่อในวันที่ 14 ก.ย. โดยจะเป็นการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสืบพยาน
ศาลปกครองยกคำร้อง พล.อ.เสถียร
ที่มา Thai E-News

ยกคำร้อง แต่คุ้มครองพล.อ.ชาตรี ให้กลับนั่งรองปลัดกห.
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/09/55 พวกพลซุ่มยิง..ทางการเมือง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไทๆ

เปรียบประดุจ "พรรคทราม" นามชื่อนี้
มันเถื่อน ถ่อย สามานย์ มานานปี
ไร้ศักดิ์ศรี ชั่วโฉด โคตรระยำ....
เล่นการเมือง แบบสกปรก นรกชัด
ตระบัดสัตย์ เอาเปรียบ แถมเหยียบย่ำ
ทั้งตอแหล แถไถ สุดใจดำ
จึงตกต่ำ ใต้เศษธุลี ไม่มีราคา....
หลากประเด็น ล้วนชั่วช้า กุหาเรื่อง
ให้ขุ่นเคือง เดือดปะทุ ด้วยมุสา
เหมือนละคร บทเก่า เจ้าน้ำตา
ใช้มารยา ลวงล่อ ก่อจัญไร....
พวกใจโฉด ที่ำสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
พวกอุบาทว์ ที่แอบซุ่ม สุมไฟใต้
พวกต้านแก้ รัฐธรรมนูญ วุ่นสมใจ
พวกสาไถย์ เรื่องน้ำท่วม ร่วมวางยา....
แล้วใส่ร้าย รายวัน ให้หวั่นหวาด
อีกสิบชาติ ยิ่งเฉไฉ ยิ่งไร้ค่า
หวังล้มรัฐ ให้ย่อยยับ ไปกับตา
ชาวประชา ก่นด่ายับ พวกอัปรีย์....
ชาวประชา ก่นด่ายับ พรรค...อัปรีย์
๓ บลา / ๑๔ ก.ย.๕๕
fall far short ผลลัพธ์ของการต่อสู้รอบ5-6ปี
ที่มา Thai E-News

การต่อสู้ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา สุดท้าย ก็มา "ลงเอย" ที่ได้แค่ระดับ รัฐบาล เพื่อไทย ที่แทบไม่ทำอะไร ในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแลที่มา facebookะการปฏิบัติทางการเมืองกฎหมายให ้เป็นประชาธิปไตย นอกจากพยายามรักษาอำนาจไว้เท่านั้นผลที่ได้ ห่วย กว่าชีวิต ร่างกาย และเรี่ยวแรง ที่คนทั้งหลาย "ลง" ไปเยอะ (fall far short)
ในฐานะคนศึกษาประวัติศาสตร์ ต้องบอกว่า ไม่มีประวัติศาสตร์ของสังคมไหน ที่หลักการที่ถูกต้องที่ดีที่สุ
ในความเป็นจริงของประวัติศาสตร์
ไม่วาจะเป็นการปฏิวัติใหญ่ๆ อย่าง อังกฤษ อเมริกัน ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน มาจนถึงกรณีอย่าง 2475, 14 ตุลา ฯลฯ ของไทย
ที่ชนะ ที่ได้
(เช่นตัวอย่างการปฏิวัติที่ยกมา
ในแง่นี้ ก็อาจจะบอกว่า การต่อสู้ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา สุดท้าย ก็มา "ลงเอย" ที่ได้แค่ระดับ รัฐบาล เพื่อไทย ที่แทบไม่ทำอะไร ในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแล
พูดง่ายๆคือ ผลที่ได้ ห่วย กว่าชีวิต ร่างกาย และเรี่ยวแรง ที่คนทั้งหลาย "ลง" ไปเยอะ (fall far short)
ก็ไมใช่เรื่องประหลาดอะไร
แต่ทำไม จึงยังต้องยืนยันในหลักการที่ถู
ทำไม จึงยังต้องเรียกร้องให้มีการทำใ
คำตอบคือ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ถ้า "ปล่อยๆ ปลงๆ" ไป อ้างว่า "หลักการทำไม่ได้ๆๆ ในทางปฏิบัติทำได้แค่นี้"
ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะยิ่งห่วยกว่านี้
ในขณะที่เราต้อง "ยอมรับ" และ "เข้าใจ" โลก และประวัติศาสตร์ ที่เป็นจริง (ต้อง realistic) พอ ที่จะบอกว่า ไม่มีผู้มีอำนาจไหนในโลก ไม่ว่าจะมาจากการต่อสู้ที่มีทิศ
จะสามารถทำตามหลักการที่ดี่ได้ทั้งหมด
แต่มีหลักการหลายอย่างแน่ๆ ที่พวกเขาควรจะทำได้ แต่ไม่ทำ ยกเว้นแต่จะมีแรงกดดันที่มากพอ
โพลล์ไทยอีนิวส์: เพื่อไทยควรส่งใครชิงผู้ว่ากทม.
ที่มา Thai E-News
สำรวจความคิดเห็นจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 2-9 กันยายน 2555 โดยมีผู้โหวตจำนวนทั้งสิ้น 2,340 ครั้ง








