WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 22, 2012

ศัพท์อังกฤษคำละวัน: Incapacitated , Stroke

ที่มา Thai E-News

 Incapable(ADJ) : ซึ่งไม่สามารถพอ ; Syn: unapt, unsuited ; Ant: apt, capable




  1. คนเสมือนไร้ความสามารถ(N) :  quasi-incapable ; Related: incompetent person ; Def: บุคคลที่ไม่สามารถจัดการงานของตนเองได้ เพราะกายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา และศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ; Notes: (กฎหมาย) ; Num: คน 
  2. มือไม่ถึง(V) : be incapable ; Related: be not skilled enough, be inadequate, be unqulified ; Samp: คุณยังมือไม่ถึงที่จะทำงานระดับนี้ ; Def: มีความสามารถไม่พอ 
  3. ไม่ทัน(ADV) : unable to catch ; Related: incapable of catching ; Ant: ทัน ; Samp: วีดีทัศน์เรื่องนี้ฉายเร็วมากจนพวกเราดูไม่ทัน ; Def: ไม่มีความสามารถที่จะตามเรื่องได้ทัน ไร้ความสามารถ(ADJ) : incompetent ; Related: incapable, incapacitated ; Syn: ไม่มีความสามารถ ; Ant: มีความสามารถ ; Samp: ศาลมีสิทธิสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถถ้ามีผู้ร้องขอ 
  4. ไร้ความสามารถ(V) : be incompetent ; Related: be incapable, be incapacitated ; Syn: ไม่มีความสามารถ ; Ant: มีความสามารถ ; Samp: คนไทยด่าว่ารัฐบาลไร้ความสามารถที่จะทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ 
  5. ไร้สมรรถภาพ(ADJ) : disabled ; Related: incapable, incompetent ; Samp: ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองทหารจำนวน 43% ถูกปลดจากกองทัพ เนื่องจากไร้สมรรถภาพ 
  6. อ่อนปวกเปียก(ADJ) : weak ; Related: incapable ; Syn: ปวกเปียก, อ่อนเปียก ; Samp: ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกแสดงถึงสภาพโภชนาการไม่ดี ; Def: อ่อนกำลังจนทำอะไรไม่ไหว 
  7. อ่อนเปียก(ADJ) : weak ; Related: incapable ; Syn: อ่อนปวกเปียก, ปวกเปียก ; Def: อ่อนกำลังจนทำอะไรไม่ไหว 

++++++++++++++++++++++
Stroke โรคหลอดเลือดสมอง
โรคลมปัจจุบัน หรือ โรคลมเหตุหลอดเลือดสมอง หรือ โรคหลอดเลือดสมอง (อังกฤษ: stroke) เป็นการหยุดการทำงานของสมองอย่างฉับพลันโดยมีสาเหตุจากการรบกวนหลอดเลือดที่ เลี้ยงสมอง โรคนี้อาจเกิดจากการขาดเลือดเฉพาะที่ของสมอง (ischemia) ซึ่งมีสาเหตุจากภาวะหลอดเลือดมีลิ่มเลือด (thrombosis) หรือภาวะมีสิ่งหลุดอุดหลอดเลือด (embolism) หรืออาจเกิดจากการตกเลือด (hemorrhage) ในสมอง ผลจากภาวะดังกล่าวทำให้สมองส่วนที่ขาดเลือดหรือตกเลือดทำงานไม่ได้ และอาจส่งผลทำให้อัมพาตครึ่งซีก (hemiplegia; ไม่สามารถขยับแขนขาส่วนใดส่วนหนึ่งหรือซีกใดซีกหนึ่ง) ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจหรือพูดได้ หรือตาบอดครึ่งซีก (hemianopsia; ไม่สามารถมองเห็นครึ่งซีกหนึ่งของลานสายตา) [1] ทั้งนี้ถ้ามีความรุนแรงมาก อาจทำให้ถึงตายได้
โรคลมปัจจุบันเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ซึ่งสามารถทำให้เสียการทำงานของ ระบบประสาทอย่างถาวร อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมายทำให้พิการและเสียชีวิตได้ นับเป็นสาเหตุหลักของความพิการในสหรัฐอเมริกาและยุโรป และเป็นสาเหตุการตายอันดับที่สองของทั่วโลก และกำลังจะขึ้นเป็นสาเหตุการตายอันดับแรกในไม่ช้า[2]

มุมประวัติศาสตร์: จุดจบของสถาบันกษัตริย์เมื่อสนับสนุนการทำรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News

 

ที่มา: facebook page - Voices of Siam

ศ. ชาญวิทย์ สวด "ความผิดพลาดของ ศ. ดร. คณิต A Mistake by Dr. Khanit"

ที่มา Thai E-News

โดย ศ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ที่มา  Charnvit Ks  

ความผิดพลาดของ ศ. ดร. คณิต A Mistake by Dr. Khanit

. ดร. คณิต นคร เป็น ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ “คอป” (พร้อมรายงาน 300  หน้า) เป็น คณบดี คณะนิติศาสตร์ ม. ธุรกิจบัณฑิตย์ เป็น อดีตอัยการสูงสุด เป็น อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 เป็น อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย คนแรก

ปรีดี พนมยงค์
. ดร. คณิต นคร มีข้อผิดพลาดมหันต์ และขาดความรอบรู้ทาง ปวศการเมืองไทย กัยความรู้เกี่ยวกับ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ โดยมีข้อเสนอแนะแนบท้าย ไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าจะเป็นบุคคลที่ถูกเรียกว่า “สเตทแมน” (Stateman) หรือรัฐบุรุษได้ ต้องรู้จักคำว่าเสียสละ

พร้อมหยิบยกกรณีของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มาเล่าให้ฟัง ถึงการเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยทำงานเพื่อประเทศ และประชาชนคนไทย แต่ไม่เดินทางกลับไทย เพียงเพราะหวังให้บ้านเมืองสงบสุข

ศ. ดร. คณิต ณ นคร มิได้ศึกษา หรือตระหนักว่า ในฐานะนักการเมืองไทย ฯพณฯ ปรีดี ได้พยายามกลับเมืองไทย หลายต่อหลายครั้ง

และครั้งหนึ่งได้กลับมาทำ “ขบวนการประชาธิปใตย  26 กุมภาพันธุ์ 2492/1951” คือ ยึดอำนาจรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ล้มเหลว ถูกปราบปรามหนัก ด้วยอาวุธสงคราม ขบวนการนั้น จึงถูกเรียกว่า “กบฎวังหลวง”

ความพยายามยึดอำนาจครั้งนั้น ฯพณฯ ปรีดี ได้รับความร่วมมือจาก อดึตเสรีไทย (บางส่วน) อาจารย์นักศึกษา มธก (บางส่วน) และ นายทหารเรือ (บางส่วน)

ผู้ก่อการฯ ถูกปราบปรามหนัก ฯพณฯ ปรีดี ต้องหลบซ่อนอยู่ในบ้านแถวฝั่งธน เป็นเวลา 6 เดือน จนกระทั่งหลบหนีออกไปได้ และไม่สามารถกลับมาเมืองไทยได้อีกเลย

นี่เป็นการหนีออกครั้งที่สอง ครั้งแรก คือ หลัง “รัฐประหาร 2490/1947” (นำโดยผิน ชุนหะวัน) ข้อมูลการหลบหนีนี้ นักวิชาการ ผู้คน และเว็บ จำนวนไม่น้อย จำสับสนว่าเป็นเรื่องเดียวกัน (ดังนั้น ควรระมัดระวังข้อมูล)

ความล้มเหลวครั้งนี้ สมาชิกของเสรีไทย อดีตผู้นำ นักการเมือง “คณะราษฎร” ปีกเสรีนิยม บางคนถูกฆ่า ยิงทิ้ง เช่น ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, จำลอง ดาวเรือง, ถวิล อุดล, ทองเปลว ชลภูมิ, เตียง ศิริขันธ์ , โผน อินทรทัต, ทวี ตะเวทิกุล, ฯลฯ นี่เป็นการปิดบทบาทฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายนักการเมืองพลเรือน ไปนานแสนนาน

(นี่ยังไม่นับ ช่วง ปวศ การเมือง ของการผงาดขึ้นมาของระบอบสฤษดิ์/ถนอม/ประภาส ตลอดจนการฟื้นฟู และสถาปนาพระราชอำนาจนำ ของรัชกาลปัจจุบัน ครับ)

หมายเหตุ
ความพยายามของชนชั้นนำ อีลีต ผู้ดี ไฮโซ ที่จะะสร้าง “วาทกรรมการเมือง” ว่าด้วยเรื่องของ “เทพ ธรรมะ คนดี คนมีศีลธรรม” ทำให้การศึกษา ปวศ การเมือง วิชารัฐศาสตร์ วิชานิติศาสตร์ ฯลฯ กลายเป็นเรื่องของ ความเชื่อ อุดมการณ์ มากกว่าเรื่องของวิชาการ เรื่องของความรู้ เรื่องของสติปัญญา ตามแนวทางที่ว่า “นตถิปัญญา สมาอาภา” หรือ “แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี”

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 22/09/55 อุโมงค์ยักษ์ดัมมี่..ผู้ว่าฯ ดำน้ำ

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน



สร้างอุโมงค์ ยักษ์(ยอก) ไว้หลอกหลอน
จึงร้าวรอน อกสั่น หวั่นผวา
พอฝนโปรย เลยท่วม อ่วมทันตา
ตายล่ะหวา อุโมงค์นี่ ดัมมี่หรือไง?....

คนสมเพช เวทนา ก่นด่าซ้ำ
ยิ่งตอกย้ำ ความห่วย ช่วยยำใหญ่
จะหมกเม็ด ปกปิด เอาผิดใคร?
แถลงไข ยิ่งเข้าตัว มั่วสิ้นดี....

พอฝนตก น้ำท่วมกรุง จนยุ่งเหยิง
มันกระเจิง หลบหน้า พากันหนี
ทั้งชีวิต เราดูแล แหล..ทั้งปี
อุโมงค์ดัมมี่ ของผู้ว่าฯ ฮากระจาย....

เลยสวมบท ดำน้ำ ขำไม่ออก
คิดว่าหลอก คน กทม. ก็แสนง่าย
จิตสำนึก แอบอ้าง ไร้ยางอาย
สาวกฟาย ยังนอบน้อม พร้อมใจเชียร์....

จึงกลายเป็น อุโมงค์ เปิดโปงชัด
ความวิบัติ จึงรุกไล่ ใส่พวกเหิ้ย
โยนความผิด ให้สับสน จนนัวเนีย
ลุ้นจนเพลีย น้ำยังท่วม อ่วมทั่วกัน....

๓ บลา / ๒๒ ก.ย.๕๕

ไม่เป็นกลาง ?

ที่มา uddred

 มติชน 22 กันยายน 2555 >>>






ยังเป็นกระแสวิจารณ์ต่อเนื่องในสังคมถึงกรณีรายงานสรุป คอป. ที่ถูกมองว่าโยนบาปให้ชายชุดดำเป็นต้นเหตุของความรุนแรง สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลก่อนในการปราบปรามม็อบแดง เป็นการรับรองคำสั่งยิงของ ศอฉ.
ในกรณีของชายชุดดำยังมี การโยงใยถึง "เสธ.แดง" พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล จนถูกวิจารณ์หนัก เพราะ เสธ.แดง เป็น "ผู้ถูกกระทำ" ถูกสไนเปอร์ลอบยิงเสียชีวิต แต่กลับกลายเป็น "ผู้ถูกกล่าวหา" ตามที่ คอป. ระบุว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชายชุดดำ เป็นการกล่าวหาที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาชี้แจง จึงเป็นหน้าที่ของ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.เพื่อไทย ต้องตอบโต้ คอป. แทนคนที่ตายไปแล้ว
   "ที่ระบุว่าชายชุดดำมีความใกล้ชิดกับคุณพ่อนั้นขอให้ระบุออกมาให้ชัด ขอให้ คอป. เอาหลักฐานมาแสดง อย่ากล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีตัวบุคคลหรือเอกสารอ้างอิง"
ส.ส.เดียร์ ยังโพสต์ในทวิตเตอร์เปิดโปงภาพหลักฐาน "ชายชุดดำ" ถืออาวุธสงครามยืนปะปนอยู่ในกลุ่มทหาร และภาพทหารที่ปลอมตัวเป็นคนเสื้อแดง โดยตั้งข้อสงสัยว่าทำไม คอป. ถึงไม่ตรวจสอบบุคคลเหล่านี้เลยทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน
นอกจากรายงานการศึกษาที่ไม่ครบถ้วนแล้ว คอป. ยังโดนติติงเรื่องความไม่เป็นกลาง ล่าสุดยังมีการเปิดโปงคณะอนุกรรมการทั้ง 5 คณะ มีกรรมการอย่างน้อย 2 คนเป็นเสื้อเหลือง เป็นกลุ่มต่อต้านทักษิณ
เคยเป็นหัวหน้าการ์ดบางม็อบ !?
แต่กลับมีหน้าที่ศึกษาประเด็นความรุนแรง โดยเฉพาะการปะทะที่อนุสรณ์สถานดอนเมืองและสถานีดาวเทียมไทยคม เหตุการณ์ปะทะที่คอกวัว 10 เม.ย. และคดี 6 ศพที่วัดปทุมฯ
คอป. ให้คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามคนเสื้อแดง มาตรวจสอบข้อเท็จจริงการสลายม็อบแดง ยิ่งตอกย้ำความไม่เป็นกลาง จึงเป็นเรื่องยากมากๆ ที่คนเสื้อแดงจะเชื่อถือรายงาน คอป. ชุดนี้

Friday, September 21, 2012

นวมทอง ไพรวัลย์ : มรณกรรมอันรุ่งโรจน์

ที่มา ประชาไท

 


คุณนวมทอง ไพรวัลย์ เสียชีวิตจากการผูกคอตายเพื่อประท้วงการรัฐประหารที่ปฏิกิริยา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เขาประท้วงโดยขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถังจนได้รับบาด เจ็บและถูกท้าทายจากนายทหารปฏิกิริยาว่าเป็นคนเสียสติเพราะไม่มีใครยอมสละ ชีวิตเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง, คุณนวมทองรับคำท้าทายนั้นและใช้ชีวิตตนเอง แสดงให้ประจักษ์แก่คนทั้งโลก. การตายของคุณนวมทอง เป็นมรณะสักขี
คุณนวมทองเป็นผู้ใช้แรงงาน, เป็นคนสามัญคนหนึ่งในคนส่วนใหญ่ในประเทศ ประชาธิปไตยที่คุณนวมทองหวงแหน ก็คือความเป็นธรรมในสังคม ความเป็นธรรมที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะมีส่วนกำหนดอนาคตของทั้งส่วน รวมและส่วนตัวและความเป็นธรรมที่กำหนดหลักการที่จะทำให้การจัดสรรแบ่งปันและ อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค. มิใช่ความเป็นธรรมแบบทุกคนร่ำรวยเป็นเศรษฐีเท่ากัน หรือทุกคนกลายเป็นคนจนเสมอกันโดยถ้วนหน้าอันเป็นวาทกรรมที่ชนชั้นศักดินาและ ทุนขุนนางใช้เยาะเย้ยและบิดเบือนการต่อสู้ของประชาชนมาตลอด คุณนวมทองและผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมทั้งหลาย ก้าวข้ามลักษณะเฉลี่ยสัมบูรณ์แบบนั้นมานานแล้ว
คุณนวมทองเสียชีวิตเมื่ออายุ 60 ปี การต่อสู้ของเขาคงมิใช่เพียงเพื่ออนาคตของตน หากแต่เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไปต่างหาก แสดงให้เห็นอย่างลึกซึ้งว่าการตายของเขาเป็นการเสียสละเพื่อคนอื่น เสียสละชีวิตตนเองจุดประกายการต่อสู้, เสียสละชีวิตตนเองเพื่อปลุกความกล้าหาญอันเป็นธรรมชาติของคนให้ลุกขึ้นมา ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของตนและชนชั้นตน. มรณกรรมของคุณนวมทองแม้จะเป็นที่เศร้าเสียใจของญาติมิตรและบรรดาผู้ต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลายแต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่เจตนาของคุณนวมทองมีคนขาน รับมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอาจกล่าวได้ว่า บัดนี้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคมถูกส่งต่อและกลายมา เป็นภาระหน้าที่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศแล้ว
การต่อสู้ครั้งนี้มิใช่ต่อสู้ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หากแต่เป็นการต่อสู้เชิงโครงสร้าง ด้านหนึ่ง มันมีลักษณะทำลายซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานที่จะต้องทำลายโครงสร้างล้าหลังอัน ไม่เป็นธรรมนั้นเสีย อีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะสร้างสรรค์ ก็เป็นภาระที่จะต้องสร้างสรรค์โครงสร้างใหม่ที่ก้าวหน้าเป็นประชาธิปไตยและ เป็นธรรมอย่างแท้จริง. เบื้องหน้าการต่อสู้ครั้งนี้ นอกจากจะต้องเผชิญกับอันตรายจากความเจ้าเล่ห์โหดร้ายของชนชั้นผู้กุมกลไกรัฐ อันเป็นโครงสร้างเก่าแล้ว ยังต้องมีน้ำอดน้ำทนกับความสลับซับซ้อนในการสถาปนาโครงสร้างใหม่ด้วย
บรรดาผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมทั้งหลาย นอกจากตระเตรียมตนเองทางด้านความรู้ในหลักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมใน สังคม, จำแนกมิตรศัตรูได้, วิเคราะห์สถานการณ์เป็น และเข้าใจในยุทธศาสตร์ยุทธวิธีแล้ว ต้องพึงตระเตรียมจิตใจในการเดินทางบนหนทางที่ยากลำบากและคดเคี้ยวยาวไกลนี้ ด้วยเช่นกัน
จิตใจชนิดใด ที่จักสามารถแบกรับภารกิจเช่นนี้ คือจิตใจนวมทอง ไพรวัลย์ คือจิตใจที่กล้าต่อสู้ กล้าเสียสละ

ประวิตร โรจนพฤกษ์: รายงาน คอป. คือ ‘ความจริงที่เชื่อถือได้’?

ที่มา ประชาไท

 

สมชาย หอมลออ ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและกรรมการคนสำคัญของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและ ค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) กล่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมาว่าตนอยากให้ถือว่ารายงาน คอป.ว่าด้วยการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเมษา-พฤษภา ปี 2553 และการสลายการชุมนุม เป็นรายงานที่เป็น ‘ความจริงที่เชื่อถือได้’
สำหรับผู้วิจารณ์ ความจริง ‘ที่เชื่อถือได้’ ควรอยู่บนพื้นฐานของการใช้วิธีการสรุปที่เชื่อถือได้ มีเหตุผลหลักฐาน และความพยายามเป็นกลางอย่างที่สุดของผู้ที่เข้ามาทำงาน ซึ่งผู้เขียนมองว่า คอป.แม้ดูเหมือนจะมีเจตนาดีแต่ก็มีปัญหาทั้งสองด้าน
1) ชายชุดดำกับการสรุปลอยๆ
หน้า 111 ของรายงาน 276 หน้า คอป. ได้สรุปอย่างลอยๆ ไร้หลักฐานว่า ‘เป้าหมาย’ ของชายชุดดำที่ปรากฏตัวตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553 คือ: ‘เพื่อยั่วยุให้ทหารใช้อาวุธกับผู้ชุมนุมและต้องการให้มีการเสียชีวิตเกิด ขึ้น’
การสรุปลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานยืนยันพิสูจน์เจตนาของชายชุดดำ (ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงจำนวนมิน้อยเชื่อว่าชายชุดดำออกมาช่วยต่อสู้ช่วยชีวิตเขาในคืน นั้น) ไม่ได้ช่วยให้รายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป. น่าเชื่อถือ ในทางตรงกันข้าม มันกลับสร้างความไม่ไว้วางใจในหมู่คนเสื้อแดงมากขึ้น
การสรุปเรื่องชายชุดดำอย่างลอยๆ นั้นต่างจากการใช้ภาษาและเหตุผลที่แม่นยำในหน้า 123 ที่ คอป.ไม่ได้สรุปลอยๆ แถมมีแหล่งอ้างอิงว่า การตายของ เสธ.แดงหรือ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล ‘มีความเป็นไปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการปิดล้อมและกระชับพื้นที่ ชุมนุม’
ในกรณีนี้ คอป. ไม่ได้สรุป แต่ใช้คำว่า ‘มีความเป็นไปได้’ ซึ่งสำหรับผู้วิจารณ์ เป็นการใช้ตรรกะที่แม่นยำเหมาะสม เพราะไม่มีหลักฐานมากไปกว่าการคาดคะเน ซึ่งต่างจากกรณีการฟันธงลอยๆ เรื่องเจตนาและเป้าหมายของชายชุดดำ (แถมในวันที่ 17 กันยายน 2555 ตอนท้ายของการเสนอรายงานของ คอป. ผู้วิจารณ์ถาม คอป. ว่ารายงานสรุปเรื่องชายชุดดำไปเช่นนั้นได้อย่างไร ก็ไม่มีคำตอบ แถม ประธาน คอป. นาย คณิต ณ นคร ก็รีบปิดการแถลงข่าวหน้าตาเฉย โดยบอกว่าเรื่องรายละเอียด คุยสามวันสามคืนก็ไม่จบ)
2) ความน่าเชื่อถือในความเป็นกลางของกรรมการและอนุกรรมการบางคน
ทุก คนคงทราบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้เลือกและแต่งตั้งนายคณิต ณ นคร ด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลางของการแต่งตั้ง เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นคู่ขัดแย้งคนสำคัญในเหตุการณ์ปี 53
หลังจากนั้นนายคณิต ก็แต่งตั้ง นายสมชาย หอมลออ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนผู้เคยส่ง e-mail ในปี 2549 ไปยังมิตรสหายเก่าว่าอย่าวิจารณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหนัก เกินไป แล้วในที่สุด พอมีการตั้งอนุกรรมการสอบสวน ซึ่งนายสมชายเป็นประธาน ก็ยังมีนำเอานายเมธา มาสขาว หนึ่งในรุ่นน้องคนสนิทของนายสุริยะใส กตะศิลา มาเป็นอนุกรรมการได้อย่างหน้าตาเฉย
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่นายเมธา มีความสามารถหรือไม่ แต่อยู่ที่หาก คอป. อยากให้สังคมทั้งสังคมเชื่อถือใน คอป.และรายงานของ คอป.อย่างแท้จริง คอป.พึงต้องหลีกเลี่ยงการแต่งตั้งคนที่ใกล้ชิดเสื้อสีใดสีหนึ่งมาเป็น กรรมการหรืออนุกรรมการตั้งแต่แรก
น่าเสียดายที่งบกว่า 65 ล้านบาทของภาษีประชาชนที่ใช้ในการเขียนรายงานต้องเผชิญกับคำถามเรื่องความ แม่นยำทางตรรกะในการเขียนรายงาน รวมถึงความเป็นกลางของคนทำงาน ทั้งๆ ที่รายงานก็มีข้อเสนอ 13 ข้อซึ่งรวมถึงการปฎิรูปกองทัพและกฎหมายมาตรา 112 ที่สังคมพึงสำเหนียกและเป็นประโยชน์ และอย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลที่ดำเนินการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมต้องตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อหาข้อเท็จจริงและเสนอรายงานต่อสาธารณะ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่สำคัญซึ่งต่างจากสมัยหลังเหตุการณ์ พ.ค.2535 ซึ่งสาธารณะไม่มีโอกาสเข้าถึงรายงาน
อย่างไรก็ตาม พอเกิดคำถามเรื่องการสรุปบางประเด็นที่สำคํญและความเป็นกลางของคนทำงาน คอป.ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดความจริงที่เชื่อถือโดยทุกฝ่ายโดยปราศจากข้อ สงสัยได้ นี่ยังไม่รวมถึงการไม่สามารถสร้างความปรองดองหรือความล้มเหลวในการที่จะนำ ผู้อยู่เบื้องหลังความตายกว่าเก้าสิบศพมารับผิด
  

นานาทัศนะ: ทำอย่างไร หากมีการ "ขัดขืนมติมหาชน" อีกครั้ง

ที่มา ประชาไท

 
เนื่องในเดือนแห่งการรำลึกรัฐประหาร ๑๙ ก.ย.  ฟังทัศนะนักต้านรัฐประหารสามรุ่น – ‘อุทัย พิมพ์ใจชน’ นักต้านรัฐประหาร ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ ‘สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์’ นักต้านรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ และ ‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ นักต้านรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ กับคำถามที่ว่า "หากมีการขัดขืนมติมหาชนอีกครั้ง" เราควรทำเช่นไร?
อนึ่งบทสัมภาษณ์นี้เป็นการสัมภาษณ์ทัศนคติสั้นๆ ว่าหากมีการค้านมติมหาชนจากคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจ ประชาชนควรทำเช่นไร (เป็นการสัมภาษณ์เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2555 ที่ผ่านมา และตัดบางส่วนบางจากหนังสือประชาชนต้านรัฐประหาร)

อุทัย พิมพ์ใจชน



"ผมคิดว่าถ้าใครคิดทำรัฐประหารอีก ก็เป็นการฆ่าตัวตาย ถ้าฆ่าตัวเองแล้วไม่ตายก็เป็นการฆ่าประเทศชาติตาย มีอยู่สองอย่าง ผมเชื่อว่าประชาชนยอมไม่ได้หรอก"

นอกจากนี้อุทัยยังมองว่าสังคมไทยไม่อดทนพอให้มีวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙
“ผมมองว่ามันเป็นความไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย คือถ้าทหารไม่เข้ามายุ่งแล้วปล่อยให้มันเกิดวันที่ ๒๐ มันจะเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะสภายังมีอยู่ในตอนนั้น แม้อาจจะมีการปะทะกัน แต่ผมไม่เชื่อว่าจะมีการเสียเลือดเนื้อมากมาย อย่างดีก็แค่ผลักกันไปผลักกันมา เพราะสมัยนี้มันมีอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน มีแก๊สน้ำตา มีโล่ มีปืนฉีดน้ำแล้ว มันไม่เหมือนกับตอน ๑๔ ตุลาหรือพฤษภาทมิฬ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ไม่มี”
“และตอนนั้นคนรักทักษิณก็เริ่มลดลง แต่คนชังเริ่มเพิ่มขึ้น เกิดการประท้วงขนาดใหญ่แบบนั้นผมก็เชื่อว่าทักษิณอยู่ไม่ได้ และถ้าสภายังมีอยู่ก็ต้องมีการไต่สวนกันไปตามระบบ แต่เราดันไม่เชื่อกระบวนการประชาธิปไตย ทำให้ทหารออกมายึดอำนาจ กลับไปตั้งอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาไต่สวนแทนสภา มันก็เลยเสียหายมาจนถึงปัจจุบันนี้”
“ผมย้ำให้เห็นว่าเพราะเราไม่เชื่อในกระบวนการประชาธิปไตย เราไปเชื่อในกระบวนการอื่นเลยเกิดเหตุการณ์ ๑๙ กันยา กลายเป็นชัยชนะของทหารไม่ใช่ของประชาชน ผมคิดว่ามันผิดมหาศาลและเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเราไม่เชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย”
สำหรับการรัฐประหารหรือการค้านมติมหาชนในรูปแบบอื่นๆ เช่น ตุลาการภิวัฒน์ ฯลฯ ในอนาคตอุทัยมองว่า
“ผมคิดว่ามันคาดเดายาก แต่จากบทเรียนที่เราเคยผ่านมามันชี้ไปว่าถ้าใครขืนทำอีกมันไปไม่รอด อย่างครั้งล่าสุดถึงแม้คณะก่อการอย่าง คมช. จะเอาตัวรอดกันไปได้ แต่ประเทศชาติมันก็ไปไม่รอด”
“ถ้าต่อไปใครจะทำอีกผมกลับมองว่าผู้ก่อการจะไปไม่รอดแต่ประเทศชาติจะ รอด เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้มากขึ้นแล้ว รู้เท่าทันการรัฐประหาร รู้ว่าการรัฐประหารมันไม่เกิดประโยชน์ มันมีแต่ทำให้เกิดโทษหนักขึ้นไปอีก ส่วนรูปแบบอื่นๆ ก็ยาก เพราะเดี๋ยวนี้ประชาชนมีกลุ่มต่างๆ ที่มีพลังพร้อมที่จะต่อต้านเสมอ”

เกี่ยวกับอุทัย พิมพ์ใจชน
อุทัย พิมพ์ใจชน เกิดวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่จังหวัดชลบุรี เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ สำเร็จการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิต สำนักการอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
อุทัย พิมพ์ใจชน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จากการชักชวนของนายธรรมนูญ เทียนเงิน สมาชิกพรรค จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ จอมพลถนอม กิตติขจรและจอมพลประภาส จารุเสถียร ยึดอำนาจตัวเอง นายอุทัย พิมพ์ใจชน พร้อมด้วย ส.ส. อีก ๒ คน คือนายอนันต์ ภักดิ์ประไพและนายบุญเกิด หิรัญคำ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาให้ดำเนินคดีต่อคณะปฏิวัติในข้อหากบฏ ถือเป็นท้าทายอำนาจของผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมา แต่แล้วทั้งสามคนตกเป็นจำเลยและถูกจำคุก ด้วยอำนาจของเผด็จการ ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลง
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เมื่อ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พ้นวาระและประกาศวางมือการเมือง นายอุทัยได้ลงแข่งขันเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป กับ นายชวน หลีกภัย เพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รุ่นเดียวกับ และ พ.อ.(พิเศษ)ถนัด คอมันตร์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ท่ามกลางการจับตามองของหลายฝ่าย โดยนายอุทัยได้รับการสนับสนุนจาก นายธรรมนูญ เทียนเงิน อดีตเลขาธิการพรรค ด้วยความเป็นคนชลบุรีด้วยกัน ปรากฏว่า ที่ประชุมพรรคได้เลือก พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป หลังจากนั้นไม่นาน นายอุทัยก็ได้ลาออกไปตั้งพรรคการเมืองของตัวเองทั้งพรรคก้าวหน้า และพรรคเอกภาพ
อุทัย ได้ตกเป็นข่าวฮือฮาในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ขณะดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อถูกติวเตอร์คนหนึ่ง ปาถุงอุจจาระ ใส่ขณะแถลงข่าว หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น นายอุทัย ไม่ได้ดำเนินคดี หรือตอบโต้ใด ๆ กับผู้ก่อเหตุ ซึ่งส่งผลดีกับภาพลักษณ์ของนายอุทัย ในฐานะเป็นผู้มีอาวุโส ที่ไม่ใช้อำนาจกับผู้ด้อยอำนาจกว่า
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นายอุทัยได้รับเลือกให้เป็น ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เมื่อพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง นายอุทัยก็ได้ย้ายตัวเองเข้าสังกัด พรรคไทยรักไทย ได้ดำรงตำแหน่ง ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฏร ต่อมาในการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ท้องสนามหลวง นายอุทัยได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย ต่อมาในการเลือกตั้งวุฒิสภาชิกเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ นายอุทัยก็ได้ลงรับสมัครในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร และได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่ ๑๒   
ก่อนการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ อุทัยเป็นบุคคลหนึ่ง ที่แสดงความเห็นอย่างชัดแจ้ง ไม่เห็นด้วยกับการรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐

0 0 0
สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์



"สังคมไทยควรตั้งสติให้ดี และลองศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยสติปัญญา เราก็จะพบว่าการรัฐประหารทุกครั้งส่งผลเสีย ส่งผลให้ประเทศนี้เกิดความหายนะและส่งผลกระทบมากมาย ... ในแง่นี้สังคมต้องสรุปบทเรียนได้แล้วว่าจะต้องไม่ยอมรับการรัฐประหารในทุกๆ กรณี ... สำหรับฝ่ายประชาธิปไตย เราก็ต้องกระทำการมันให้มากขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ..."

สำหรับทัศนะที่ว่าการรัฐประหารหรือการค้านมติมหาชนในอนาคตจะเกิดขึ้นอีกไหมนั้น สิริวัฒน์ให้ความเห็นว่า
“ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะว่าสังคมไทยยังมีฝ่ายปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยอยู่ จริงอยู่ว่าโลกเคลื่อนตัวไปตามระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้นจะมีความขัดแย้งบ้าง แต่ในสังคมไทยฝ่ายที่ครองอำนาจและมีผลประโยชน์อยู่เดิมไม่ยินยอมให้ใช้ระบอบ ประชาธิปไตย แต่ก็ไม่สามารถต้านกระแสโลกได้ เขาจึงสร้างระบบการศึกษา ความคิดคนให้ไม่เป็นประชาธิปไตยมาต้านทานไว้”
“ทุกวันนี้ผู้นำทหารและผู้มีอำนาจบางคนก็ยังไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องการมีอำนาจ ต้องการให้เครือข่ายตนเองยังมีอำนาจผลประโยชน์ต่อไป โดยใช้วิธีที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตย รวมถึงยังมีการบิดเบือนหลักการทางศาสนามาใช้ ต่อสู้กับระบอบประชาธิปไตย เสนอความคิดผิดๆ ว่าพระพุทธศาสนาปฏิเสธประชาธิปไตยและเสียงส่วนใหญ่ เช่นอ้างว่าพุทธศาสนาสอนให้ไม่เอาระบบโลกาธิปไตย หรือประชาชนเป็นใหญ่แต่ให้ยึดธรรมมาธิปไตย หรือธรรมเป็นใหญ่และไม่ให้ยึดอัตตาธิปไตยหรือตัวเองเป็นใหญ่ฟังดูจะเคลิ้ม แต่แท้ที่จริงพุทธศาสนาพูดถึงตัวบุคคลที่เป็นผู้นำมิใช่ตัวระบบ”
“กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับประชาธิปไตยพยายามบิดเบือนหรือมีวาทกรรมว่า “ควรใช้ธรรมมานำสังคมแทนประชาธิปไตย” นี่ก็เจตนาให้ผู้คนเห็นว่าหลักการทางศาสนาสูงส่งกว่าหลักการทางการเมืองผู้ คนจำนวนหนึ่ง จึงหลงไปปฏิเสธประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ควรใช้ทั้งสองหลักศาสนาใช้กับปัจเจกบุคคล หลักประชาธิปไตยใช้กับทั้งปัจเจกบุคคลและรัฐ เพราะมันไม่ได้ขัดกันแต่ประการใด เผด็จการต่างหากที่ขัดกับหลักการทางพระพุทธศาสนาเช่นกัน เรื่องคนดี นี่เป็นการแอบอิงศาสนาที่ผิดไปจากหลักธรรมคำสอน”
“เพราะพุทธศาสนานั้นสอนให้พิจารณาตัดสินจากกรรมหรือการกระทำดูกันเป็น กรรมๆ ไป พุทธจึงพูดเรื่องทำดี ทำชั่ว มากกว่าเรืองคนดีคนชั่ว และพุทธไม่เชื่อเรื่องชาติกำเนิดว่าถ้าชาติกำเนิดดี จะดี วรรณะดีจะดี แต่เชื่อว่าดีหรือชั่วเกิดจากการกระทำ การใช้หลักคิดหรือคำอธิบายต่างๆ ที่แอบอิงกับการตีความศาสนาในแบบที่กล่าวไปนี้ มันจะบั่นทอนเรื่องแนวคิดประชาธิปไตย และพวกเขาก็ยังจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นข้ออ้างในการคัดค้านเสียงของคนส่วน ใหญ่”

เกี่ยวกับสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์
สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๐๘ เป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต (ม.รามคำแหง) ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนาสังคม (นิด้า)
ในขณะที่เรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สิริวัฒน์ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมนักศึกษา โดยเขาได้รับเลือกเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ – ๒๕๓๔ และเขายังเป็นแกนนำนักศึกษาคนสำคัญในขบวนการต่อต้านคณะรัฐประหาร
หลังจากเรียนจบเขายังได้ทำงานด้านพัฒนาสังคม โดยเป็นประธานมูลนิธิพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนฯ จ.นครศรีธรรมราช และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จ.นครศรีธรรมราช ในปี ๒๕๔๙ และได้รับเลือกอีกครั้งในปี ๒๕๕๑ โดยเป็นประธานกรรมาธิการการศึกษาวุฒิสภา ๓ สมัย
บทบาททางการเมืองในฐานะสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง กอปรกับที่เคยเป็น 'เด็กกิจกรรม' เขาจึงไม่ละเลยที่จะพูดถึงการให้โอกาสเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศตาม ครรลองประชาธิปไตย เช่น การอภิปรายเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาในเดือนเมษายน ๒๕๕๕ สิริวัฒน์ได้อภิปรายเสนอให้ตัวแทนเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่

นักศึกษารามคำแหง 'แนวหน้าต่อสู้เผด็จการ' ที่สังคมไทยมักจะลืม
หนึ่งในอดีตนักศึกษารามคำแหง ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มักจะเป็นแถวหน้าในการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อเกิด วิกฤตการเมืองเสมอ แต่นักบันทึกประวัติศาสตร์มักจะมองข้าม สิริวัฒน์ได้บันทึกความทรงจำที่มีต่อรามคำแหง ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ ...
ความทรงจำที่มีต่อรามคำแหง
     
ผมสมัครเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ รามคำแหงเมื่อปี ๒๕๓๐ ในช่วง ๖ ปีแรก นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๓๖ ผมได้ทำกิจกรรมสมดังตั้งใจ แต่กว่าจะจบการศึกษาก็ในราวปี ๒๕๔๐ ต้องใช้เวลาเก็บตก ๓-๔ วิชาอยู่นานพอสมควร เพราะหลังเสร็จภารกิจในการต่อสู้กับเผด็จการ รสช. เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้ว ผมก็ออกไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวไปด้วยเรียนไปด้วย สรุปว่าผมใช้เวลาเรียนที่รามคำแหงกว่าสิบปี แต่ก็ไม่เสียดายเวลาที่สัมผัส สัมพันธ์กับรามคำแหง แม้เวลานานขนาดนั้น ผมได้พบพานด้านที่ลำเค็ญบ้าง แต่ผมถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและมีความหมายกับชีวิตของผมมากเหลือเกิน
   
หากถามถึงความประทับใจที่มีต่อรามคำแหงนั้นมีมากมาย ผมขอกล่าวสรุปไว้สองประการสำคัญ คือ
    
ประการแรก ระหว่างที่ผมทำกิจกรรมตั้งแต่เป็นนักศึกษาปี ๑ เรื่อยมา ผมมีโอกาสศึกษาและเผยแพร่ประวัติศาสตร์ช่วงที่สำคัญของประเทศ นั่นคือ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จำได้ว่าในช่วงปีแรก ผมได้ร่วมทำนิทรรศการและฉายวีดิทัศน์เหตุการณ์ดังกล่าว กระทั่งต่อมา ก็ได้จัดกิจกรรมวิชาการ กิจกรรมเวทีต่างๆ มากมาย เพื่อให้เพื่อนนักศึกษาเข้าใจประวัติศาสตร์และสานต่อเจตนารมณ์ที่ดีงาม ซึ่งตัวเราเองก็ได้ศึกษาและซึมซับประวัติศาสตร์เหล่านั้น และแน่นอนที่สุด ผมได้ทราบว่า รามคำแหงเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับเหตุการณ์สำคัญนั้น จนมีคำกล่าวถึง วันประชามหาปิติ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่นักศึกษาและประชาชนร่วมต่อสู้จนเอาชนะเผด็จการทหารว่า ‘เริ่มต้นที่รามคำแหง จบลงที่ราชดำเนิน'
    
ประการที่สอง คือ ชาวรามคำแหงร่วมกันต่อสู้กับเผด็จการ รสช. ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๔ – ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ผมได้มีส่วนร่วมโดยตรง นั่นคือ ช่วงเวลานั้น ชาวรามคำแหงได้เข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญในการต่อต้านคณะรัฐประหาร ด้วยการชุมนุม ถึงแม้ต่อมาจะถูกจับกุมคุมขัง ๑๕ คนก็ตาม ซึ่งหลังจากนั้น กระบวนการต่อสู้ก็พัฒนามาจนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ มีการชุมนุมใหญ่ที่ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินนอก ในกรุงเทพมหานคร และการชุมนุมก็ถูกทหารเข้าสลายโดยใช้ความรุนแรงจนผู้คนแตกกระเจิง เหตุการณ์มีแนวโน้มว่าทหารจะคุมสถานการณ์ได้ และได้รับชัยชนะสืบทอดอำนาจเผด็จการต่อไป ต่อเมื่อชาวรามคำแหงไม่ยอมแพ้ โดยได้รวบรวมนักศึกษา ประชาชน รวมตัวกันชุมนุมที่ลาน สวป. มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนกระทั่ง เผด็จการทหารต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด
    
ณ วันนี้ ถ้าถามว่าผมหวังให้เกิดอะไรขึ้นกับรามคำแหง ขอตอบว่า ผมอยากเห็นนักศึกษารามคำแหงมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคม ด้วยเหตุที่รามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้ลูกหลานของคนจนมีโอกาส เรียนในอัตราค่าเล่าเรียนที่ไม่แพง จำนวนนักศึกษาก็มากพอและมีรากฐานทางความรู้สึกนึกคิดที่จะก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงได้ เพียงแต่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ว่าจะพัฒนาต่อไปอย่างไรจึงจะทำให้คนหนุ่มสาวรวมพลังเดินไปในทิศทางดังกล่าว และหากว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์ที่จะสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาในเชิงสร้าง สรรค์ หากทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ก็น่าจะเป็นทางหนึ่งในการที่จะบรรลุสมดังตั้งใจได้

0 0 0

สมบัติ บุญงามอนงค์



"ก็ต่อต้านนั่นแหละ แต่ผมอยากจะเสนอว่าเนื่องจากการต่อต้านในรอบที่ผ่านมามันเกิดการสูญเสียเยอะ ผมเสนอวิธีการต่อต้านที่เรียกว่า ‘ป่วน’  คือเรายังไปติดกรอบภาพของการต่อต้านที่ต้องมาเผชิญหน้ากันแบบเอาเป็นเอาตาย จากประสบการณ์ในปี ๒๕๕๒ –๒๕๕๓ ผมไม่อยากให้เรามีความเสี่ยงขนาดนั้น แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ก็ทำไม่ได้ ผมอยากเสนอวิธีการต่อต้านแบบป่วน คือทำให้กลไกและความชอบธรรมของฝ่ายชนชั้นนำหมดสภาพลง"

นอกจากนี้สำหรับประเด็นที่ว่าการค้านมติมหาชนโดยอำนาจนอกระบบในอนาคตจะมีอีกไหมนั้น สมบัติมองว่า
“ก็อาจเป็นไปได้ แต่ว่าผมมองว่าเป็นวิวัฒนาการของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย โดยที่พลังอนุรักษ์นิยมเขาก็จะเหนี่ยวรั้งไว้อย่างสุดฤทธิ์ พอถึงจุดที่เหนี่ยวไม่อยู่แล้วมันพลาดหลุดมือจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่คุณจะไปห้ามให้เขาเหนี่ยวรั้งไม่ได้ พลังอนุรักษ์นิยมมันต้องเหนี่ยวอยู่แล้ว แต่วิธีการที่จะเหนี่ยวรั้งไว้จากนี้ไปพวกเขาจะรอบคอบกว่าเดิม เพราะหลายครั้งที่ผ่านมาพวกเขาพลาดไป และทุกครั้งที่พวกเขาพลาดก็จะทำให้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีพลังมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่มีม๊อบพันธมิตรฯ เสื้อแดงกลับโตขึ้น หรือหลังจากคุณทำรัฐประหาร คุณปราบปรามประชาชน ก็กลับพบว่าเสื้อแดงขยายตัวขึ้น”
“ถ้าหากมีการเหนี่ยวรั้งโดยพลังอนุรักษ์นิยมอีกครั้งในอนาคต ขณะที่ประชาชนโตขนาดนี้ ก็ถือได้ว่าว่ามันเป็นการใช้ทุนในอนาคตเลย เหมือนคุณเล่นการพนันแล้วต้องกู้มาเล่น คุณไม่ได้เล่นจากสิ่งที่คุณมีในตอนนี้ให้หมดตัวนะ แต่คุณเอาอนาคตคุณมาเล่นเลย ผมคิดว่ามันอันตรายมาก ฉะนั้นตอนนี้ผมคิดว่าจังหวะจะโคนของอำมาตย์จะระวังตัวมาก และกำลังพยายามหาจุดประนีประนอม เช่นเราจะเห็นบรรยากาศการปรองดองหรือจู๋จี๋กันระหว่างรัฐบาลกับพลเอกเปรม หรือหลายๆ คน เริ่มเห็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน นี่เป็นการประนีประนอมของชนชั้นนำ ซึ่งเมื่อก่อนมันมีเพียงแค่การต่อรองกันของคนชั้นนำ แต่เดี๋ยวนี้มันมีอีกมิติหนึ่งคือพลังจากข้างล่าง ตอนนี้คนข้างล่างเริ่มต่อต้านวิธีคิดของชนชั้นนำแบบนี้แล้ว”
“ดังนั้นก็อาจจะมีนะ อะไรที่มันเพี้ยนๆ ที่จะออกมาขัดขวางมติมหาชน และนั่นมันก็อันตรายสำหรับเรา”

เกี่ยวกับ สมบัติ บุญงามอนงค์
สมบัติ บุญงามอนงค์ (ชื่อเล่น: หนูหริ่ง, หรือนามแฝงที่ใช้ในอินเตอร์เน็ท: บ.ก.ลายจุด) เป็นแกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์เพื่อสังคมหลายแห่ง และประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา
สมบัติ เป็นแกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ต่อต้านการทำรัฐประหารและรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คมช. โดยก่อนหน้านั้น เป็นหนึ่งในแกนนำเครือข่าย ๑๙ กันยา ต้านรัฐประหาร และต่อมาได้เข้าร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ซึ่งต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยสมบัติ เป็นแกนนำ นปก.รุ่น ๒ ภายหลังแกนนำ นปก.รุ่นแรก ถูกคุมขัง อีกทั้งยังเป็นผู้
เสนอการรณรงค์ "แดงไม่รับ" เป็นสีตรงข้ามกับสีเขียวรับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ทำให้ผู้ที่ต่อต้านการรัฐประหาร โดยเฉพาะคณะรัฐประหาร ของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน นิยมใส่เสื้อสีแดงมาร่วมชุมนุมหรือกิจกรรมการเมืองจนถึงปัจจุบัน
หลังจากการเลือกตั้งและ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับเมืองไทย กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับออกมาประท้วง เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่อ้างว่าอยู่ภายใต้อำนาจของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ในช่วงเวลานั้น นายสมบัติ ร่วมจัดตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ เพื่อต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนี้ นายสมบัติ ยังเป็นผู้จัดทำสติกเกอร์ข้อความ "เบื่อม๊อบ พันธมิตร"
สมบัติ เคยถูกจับที่สถานีขนส่งเชียงราย ขณะที่เขารณรงค์ปราศรัยไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คมช. ก่อนที่จะมีการลงประชามติ เนื่องจากจังหวัดเชียงรายมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก เขาและเพื่อนอีก ๑ คนถูกควบคุมตัวในค่ายทหารบกเชียงรายเป็นเวลา ๑ วันก่อนถูกปล่อยตัวออกมาเนื่องจากมีแรงกดดันจากสาธารณะและมวลชน นปก ที่หน้ากองทัพภาคที่ ๑
นอกจากนั้นยังเคยถูกพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร และ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ฟ้องหมิ่นประมาทกรณีซุ้มปาเป้าที่สนามหลวง เขาเข้ามอบตัวและไม่ขอประกันตัวในช่วงแรก ๆ และอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ๑๑ วัน ก่อนขอประกันตัวต่อศาลโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์
ภายหลังเหตุการณ์ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ และ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เขาได้เดินทางไปผูกผ้าสีแดงบริเวณป้ายแยกราชประสงค์ โดยเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กระชับพื้นที่ ที่นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากออกมาแสดงความรับผิด ชอบ ทำให้เขาถูกคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยถูกคุมตัวที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค ๑ จังหวัดปทุมธานี เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับสู่ปกติแล้วศาลจึงอนุญาตปล่อยตัว
ภายหลังได้รับการปล่อยตัวสมบัติได้เดินทางมาที่แยกราชประสงค์ และได้นำผ้าสีแดงไปผูกที่ป้ายแยกราชประสงค์อีกครั้ง นอกจากนี้ได้ทำกิจกรรม “ที่นี่มีคนตาย” แสดงการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ประกอบด้วย โดยนายสมบัติระบุว่าจะทำกิจกรรมทำนองนี้ทุกวันอาทิตย์แต่จะเปลี่ยนสถานที่ไป เรื่อยๆ
ภายหลังการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๔ สมบัติกลับไปทำงานด้านสังคมอีกครั้งกับมูลนิธิกระจกเงา หลังจากที่เขาลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา ในครั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้เสื้อสีแดง.

นักข่าวสายทหารชี้ยอดกระสุนสลายเสื้อแดงเกือบสองแสนนัด

ที่มา ประชาไท

 
ศปช. โพสต์ข้อมูลใหม่จากนักข่าวสายทหาร วาสนา นาน่วม จากบางกอกโพสต์ เจ้าของผลงาน "ลับลวงเลือด"  ชี้จำนวนกระสุนที่ ศอฉ.ใช้ปราบเสื้อแดงมากกว่าจำนวนในรายงานของ คอป.วันนี้(21/9 /2555) 15.30น. เฟซบุ๊ค ศปช. โพสต์ข้อมูลใหม่จากนักข่าวสายทหาร วาสนา นาน่วม จาก บางกอกโพสต์ เจ้าของผลงาน "ลับลวงเลือด"  ได้ระบุว่า จำนวนกระสุนสงครามที่ ศอฉ. ใช้ในการสลายการชุมนุมปี 53 มีจำนวน 191,949 นัด  ซึ่งคลาดเคลื่อนจากข้อมูลเดิมที่มีการระบุข้อมูลการใช้กระสุนสงครามจากหลาย แหล่งว่ามีการใช้กระสุนทั้งหมด 117,923 นัดเท่านั้น  แต่ในขณะเดียวกันได้ชี้ว่ากระสุนสไนเปอร์ได้ถูกใช้ไปเพียง 500 นัด ลดลงจากข้อมูลที่เคยเสนอว่าใช้ไป 2,520นัด ทั้งนี้ยอดรวมกระสุนทั้งหมดที่วาสนาระบุเพิ่มขึ้นจากยอดเดิมถึง 74,026นัด


@Wassana Nanuam: "กระสุนศอฉ.53....รายงานที่คอป.อาจยังไม่เคยเห็น...ทบ.สรุปรายงานยอดกระสุนที่ใช้สลายม็อบแดง 191,949 นัดแม้จะพยายามหามาคืนให้มากที่สุดแล้วก็ตาม เผย “พล.อ.ประยุทธ์”เร่งสรุป ให้ตัวเลขน่าพอใจ
และยอมรับได้ แต่อ้างใช้กระสุนซุ่มยิง sniper หลายแบบ แต่ที่เป็น sniper จริงๆของหน่วยรบพิเศษ รวมใช้500 นัด/แต่ปืนซุ่มยิงดัดแปลง M1 ใช้ไป 4,842 นัด....ทบ.เพิ่งสรุปยอดกระสุนที่ใช้ไปในตอน ศอฉ.สลายเสื้อแดง 2553 ได้ เมื่อไม
่กี่วันมานี้ ทั้งๆที่ผ่านมา2ปีทบ.แจ้งให้หน่วยที่เบิกจ่ายไปส่งคืน ครั้งแรก ตัวเลขกระสุนสูงปริ๊ด จนไม่กล้าสรุป ทบ.ให้เวลาหน่วยไปหากระสุนมาคืน คลังให้ได้มากที่สุด จนมีการส่งคืนครั้งที่ 2 แล้วสรุปออกมาว่า มีการเบิกจ่ายกระสุนไป 9 ชนิด รวม 778,750 นัด และมีการส่งยอดคืน จำนวน 586,801 นัด สรุปใช้ไปจำนวน 191,949 นัด แม้ตัวเลขรวมจะมากกว่ารายงานของ คอป. แต่ยอดกระสุนสไน้ป์เปอร์จริงๆรวม 500 นัด ..โดยรายงานนี้จะนำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. หลังกลับจากเยือนอินโดนีเซียศุกร์นี้ (21กย.)"
 
 
 
 
 
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ”ตัวเลขเป๊ะๆหลุดมาได้อย่างไร”เสียงบ่นจาก “พล.อ.ดาว์พงษ์”กรณียอดเบิกจ่ายกระสุน”พฤษภามหาโหด”
ที่มา:ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)

6 องค์กรสิทธิมนุษยชน-แรงงาน ออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องปล่อย "สมยศ"

ที่มา ประชาไท

 

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน 6 องค์กร ได้แก่ สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล  (International Federation for Human Rights: FIDH) องค์การสากลว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน (World Organisation Against Torture: OMCT) องค์กรผู้พิทักษ์สิทธิพลเมือง (Civil Rights Defender) ฟรีดอมเฮ้าส์ (Freedom House) โครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าที่สะอาดปลอดการกดขี่ (Clean Clothes Campaign) และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล  (Amnesty International) ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที หลังจากถูกควบคุมตัวระหว่างรอการไต่สวนนาน 17 เดือน หากถูกตัดสินลงโทษ เขาอาจต้องโทษจำคุกสูงถึง 30 ปี ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าตีพิมพ์บทความสองชิ้นที่เป็นการหมิ่นเบื้องสูง องค์กรเหล่านี้ยังเรียกร้องทางการไทยให้ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศที่ คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และให้ยุติการนำมาตรา 112 มาใช้ และการควบคุมตัวโดยพลการเพื่อหาทางเอาผิดทางอาญาหรือเป็นการจำกัดการ แสดงออกอย่างเสรี
ผลการไต่สวนคดีนายสมยศเป็นเหมือนบททดสอบเจตจำนงของประเทศไทยที่จะคุ้ม ครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก องค์กรเหล่านี้กล่าว
นายสมยศได้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำนับแต่ถูกจับกุมเมื่อเดือนเมษายน 2554 ห้าวันหลังจากเขาเริ่มรณรงค์รวบรวม 10,000 รายชื่อเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาทบทวนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การควบคุมตัวนายสมยศระหว่างรอการไต่สวนเป็นเวลานาน ขัดแย้งอย่างชัดเจนกับพันธกรณีของประเทศไทยที่จะต้องงดเว้นการควบคุมตัว บุคคลโดยพลการ
ในวันที่ 18 กันยายน ศาลอาญาเลื่อนการรับฟังคำพิจารณาในคดีของเขาซึ่งเดิมกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 19 กันยายนออกไป เป็นเหตุให้เขาจะต้องถูกควบคุมตัวระหว่างรอการไต่สวนโดยไม่มีกำหนด ศาลอาญาไม่ได้แจ้งเหตุผลต่อการเลื่อนการอ่านคำพิพากษา
(หมายเหตุจากประชาไท: การ เลื่อนดังกล่าวเป็นการเลื่อนอ่านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการยื่นให้ตีความว่า มาตรา 112 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนัดฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 19 ธ.ค. ทั้งนี้ การอ่านคำพิพากษา จะทำได้ต่อเมื่อทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญแล้ว)

อนึ่ง ทางการไทยปฏิเสธคำขอประกันตัวของนายสมยศ 11 ครั้ง โดยที่ศาลไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเพียงพอว่าเหตุใดจึงปฏิเสธคำขอปล่อยตัวชั่ว คราวดังกล่าว ทั้งๆ ที่เป็นข้อกำหนดตามมาตรา 40(7) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 107 ของประมวลวิธีพิจารณาความอาญาที่จะต้องจำกัดการควบคุมตัวระหว่างรอการไต่สวน ให้เหลืออยู่เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น และเป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน
ในช่วงสองปีที่ผ่านมาศาลไทยปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ยอมให้จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับการประกันตัว ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติ ตามกติกา ICCPR ได้เตือนรัฐต่างๆ ว่า การควบคุมตัวระหว่างรอการไต่สวนอาจถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิที่จะมี อิสรภาพและการได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยห้ามการใช้คำพูดหรือการแสดงออกที่เป็น การ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” และมีการนำกฎหมายนี้มาบังคับใช้เหนือบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้ประเทศไทยละเมิดต่อพันธกรณีด้านกฎหมายระหว่างประเทศในการคุ้ม ครองมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก ภาคประชาสังคมของไทย ครอบครัวของผู้ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และผู้ชำนาญการด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ได้เรียกร้องครั้งแล้วครั้งเล่าให้มีการอภิปรายต่อสาธารณะเพื่อปฏิรูปกฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในระหว่างการพิจารณารายงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ตามกระบวนการทบทวนสิทธิมนุษยชนตามวาระ หรือ Universal Periodic Review โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) บรรดารัฐภาคีได้มีข้อเสนอแนะสิบกว่าข้อให้ประเทศไทยแก้ไขเพิ่มเติมหรือยก เลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมุ่งเอาผิดทางอาญาต่อการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต จำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสี่คนรวมทั้งนายสมยศ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรา 112 ในวันที่ 19 กันยายน นายสมยศคาดหวังว่าจะได้ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งว่ากฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพของไทยสอดคล้องกับหลักประกันเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือไม่
ผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดง ความเห็นและการแสดงออก (UN Special Rapporteur on the promotion and protection of the right to freedom of opinion and expression) “เน้นย้ำข้อเรียกร้องต่อรัฐทุกแห่งให้ลดการเอาผิดทางอาญาต่อการหมิ่นประมาท” ตามถ้อยความในรายงานของผู้รายงานพิเศษ (A/HRC/17/27) ที่เสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ส่วนปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน (UN Declaration on Human Rights Defenders) คุ้มครองสิทธิ “ที่จะนำเสนอข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกิจการสาธารณะ และข้อเสนอเพื่อปรับปรุงการทำงานต่อหน่วยงานและองค์กรของรัฐบาลที่เกี่ยว ข้อง และสามารถเรียกร้องให้สังคมติดตามการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน” ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เอาผิดทางอาญามากขึ้นต่อนักเขียนและบรรณาธิการสิ่ง พิมพ์ที่ตีพิมพ์บทความซึ่งทางการถือว่าเป็นการหมิ่นเบื้องสูง