WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 25, 2012

ปูขำๆชนส่วนน้อยเสื้อเหลืองชูป้ายถ่อยด่าในUN แดงนิวยอร์กลุกฮือพิทักษณ์นายกฯเสียงข้างมากเลือกมา

ที่มา Thai E-News

 


 เสื้อเหลืองอยู่ตรงนี้-สำหรับระบอบประชาธิปไตยแล้ว เสียงข้างน้อย(Minorityอย่างเสื้อเหลือง)เรายินดีจะรับฟัง แต่ควรต้องรู้สถานะและตำแหน่งแห่งที่ที่ถูกต้องด้วย เป็นคำเตือนของเสื้อแดงในมหานครนิวยอร์กต่อบรรดาสลิ่มเหลืองที่ไปยกป้ายด่า ทอนายกฯด้วยความหยาบคายถ่อยสถุล





ติดตาม · 3 ชั่วโมงที่แล้ว 

นายกปู โบกมือทักทายม็อบ พธม.นิวยอร์กหยอกเอินหัวใจสลิ่มและขี้เหลืองให้วูบไหวเป็นพักๆ...


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กันยายน 2555

ผู้สื่อข่าวพิเศษของเรารายงานจากมหานครนิวยอร์กว่า เมื่อเช้าคนเสื้อเหลืองประมาณ 30 คนไปดักรอนายกยิงลักษณ์ อยู่หน้าโรงแรมที่พัก ตำรวจให้อยู่ได้เฉพราะถนนฝั่
งตรงข้ามเท่่านั้น ตามที่ได้อนุญาตไว้ ส่วนคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอนุญาตให้ไปยืนรออยู่หน้าโรงแรมได้

งานนี้ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ใจสุดๆกับคนเสื้อแดงและที่สุดประทับใจก็คือเมื่อนายกฯยิ่งลักษณ์เดินออกมาจากโรงแรมยังโบกมือส่งยิ้มหวานๆให้กับพวกเสื้อเหลืองที่มายืนคอยประท้วงอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม เล่นเอาอ้าปากค้าง ไปไม่เป็นไปตามๆกัน เธอน่ารักมากๆ นี่ไงนายกหญิงไทยของคนไทยทุกคน

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการได้ รายงานข่าวเสื้อเหลืองพันธมิตรในสหรัฐอเมริกาไปยกป้ายประท้วงด่าทอนายก รัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไปประชุมUNในมหานครนิวยอร์กอย่างหยาบคายถ่อยสถุัล และโหยหาการรัฐประหาร
       
ASTVอ้างภาพข่าวจากหน้าเพจ Pad San Fran ได้โพสต์รูปพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รวมตัวถือป้ายขอความประท้วงดังต่อไปนี้




ยิืนดีต้อนรับสู่อเมริกาและอยู่แบบถาวรไปเลย คือข้อความในป้ายที่สะท้อนว่าพันธมิตรต้องกา่รให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ เหมือนที่อดีตนายกฯทักษิณเคยโดนเมื่อคราวมาประชุมUNที่นิวยอร์กเมื่อตอน19 กันยายน 2549




ชมภาพชุดเพิ่มเติมที่กระทู้พันทิป 
 มันต้องอย่างนี้ซิ......................สะดวกใจมาหน่อย.....................นายกปูโบกมือทักทาย สลิ่ม แมงสาป




  ติดต่อทีมงาน
พอนายกปู ไปทำงาน สลิ่มก็กลับ

สรุป มารถบัสคันเดียว 5555+





จากคุณ: โบกกรัก   
เขียนเมื่อ: 25 ก.ย. 55 09:02:06 A:180.183.111.125 X: 



ภาพชุดแดงนิวยอร์กคึกรับปูประชุมUN ชูป้ายเหลืองเสียงข้างน้อยอย่าซ่าไล่นายกฯคนไทยเลือกมา


ภาพข่าวโดย RED NY
 แดงนิวยอร์กสำแดงพลัง-พี่น้องชาวไทยผู้รักประชาธิปไตย และคนเสื้อแดงในมหานครนิวยอร์ก นัดรวมตัวต้อนรับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร บินไปประชุมUNระหว่าง23-26กันยายนนี้ และแสดงพลังบอกกับโลกว่าประเทศไทยต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับมติมหาชนเสียงข้าง มากที่เลือกรัฐบาลเข้ามาบริการประเทศ(วงกลมสีแดงขนาดใหญ่ในภาพ) ขณะที่คนเสื้อเหลืองเสียงข้างน้อยที่เำพียงแต่โหวตโน ในการเลือกตั้งหนล่าสุด ไม่มีสิทธิ์จะขับไสไล่ส่งโดยไม่ชอบ






คนเสื้อแดงในมหานครนิวยอร์กไปยกป้ายต้อนรับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณฺ์ ชินวัตร หน้าโรงแรมที่พักพลาซ่า แทธินี หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองได้นัดหมายจะมาประท้วงก่อกวน

สองบทเรียนนานาชาติ เพื่อเตือนสติ คอป. และรัฐบาลไทย

ที่มา Thai E-News

 24 กันยายน 2555



มาอ่านตัวอย่างการลุกขึ้นมารับผิดของรัฐบาลประเทศอื่นในกรณีการทำร้ายประชาชน

สส. จารุพรรณ กุลดิลก ได้ยกตัวอย่างไอร์แลนด์เหนือ "มื่อทหารอังกฤษใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมของผู้ชุมนุม ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก" 

อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ยกกรณีตัวอย่างการขอโทษของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต่อเหตุการณ์ ฮิลส์โบโรดร. สุธาชัย

 * * * * * * * *
 
หากฉีกรายงานข้อเท็จจริง คอป. ช้าไป เราอาจเหมือนไอร์แลนด์เหนือเมื่อ 38 ปีที่แล้ว

 

 

ในภาพเป็นกิจกรรมการฉีกรายงานของ Lord Widgery หัวหน้าคณะกรรมการอิสระค้นหาความจริงเกี่ยวกับ เหตุการณ์ Bloody Sunday ในวันที่ 30 มกราคม 1972 ที่ไอร์แลนด์เหนือ เมื่อทหารอังกฤษใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมของผู้ชุมนุม ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

หลัง จากนั้นรัฐบาลอีงกฤษได้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริงขึ้นมา และกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมติดอาวุธ ทำให้เกิดความชอบธรรมแก่ทหารในการใช้อาวุธสงครามปราบปรามผู้ชุมนุม

ด้วย รายงานนี้เอง เป็นต้นเหตุในการทำให้เกิดความขัดแย้งที่ไอร์แลนด์เหนือตลอดมาเป็นเวลา 38 ปี จนกระทั่ง ได้มีคณะกรรมการอิสระขึ้นมาชุดใหม่ โดยหัวหน้าคณะคือ Lord Saville และได้พิสูจน์ว่า ผู้ชุมนุมไม่มีการติดอาวุธ และไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายอย่างที่รายงานของ Lord Widgery ได้กล่าวหาไว้

ความจริงเกี่ยวกับ Bloody Sunday จึงปรากฎขึ้นในปี 2010 ที่ผ่านมานี้เอง และทำให้ความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือยุติลง

รายงาน ของ คอป. ก็เช่นกัน เปรียบได้กับ ใบอนุญาตฆ่า (License to kill) ที่ทำการฟอกขาวให้กับฝ่ายปราบปราม ซึ่งก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์ หากเราให้ความชอบธรรมกับใบอนุญาตฆ่าคนมือเปล่านี้

เราไม่อยากให้ประเทศไทยเป็นแบบไอร์แลนด์เหนือ และเราไม่จำเป็นต้องรอถึง 30-40 ปี เพื่อเรียนรู็บทเรียนอันเจ็บปวดและสูญเสียพี่น้องในประเทศไปมากกว่านี้

สุด ท้าย หากเราฉีกรายงานที่ไร้มนุษยธรรมช้าเกินไป ประเทศเราก็จะอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ไม่ต่างจากกรณี Bloody Sunday ที่โด่งดังไปทั่วโลก

"ฉีกความลวงกันเถอะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป"........ "Tear down the Lies".........

************

มาดูว่า อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ยกกรณีตัวอย่างการขอโทษของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต่อเหตุการณ์ ฮิลส์โบโร 

 ที่มา เฟซบุ๊ค  สุธา ยิ้ม


จากฮิลส์โบโรสู่ คอป.

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายนที่ผ่านมานี้ นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้ออกมาให้คำแถลงต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแสดงการขอโทษต่อสาธารณชน และต่อครอบครัวของผู้เสียหายในโศกนาฏกรรมกรณีฮิลส์โบโรเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ และนำมาซึ่งการแสดงการขอโทษอย่างเป็นทางการจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมฟุตบอลอังกฤษ เจ้าของสนามฮิลส์โบโร และผู้บัญชาการตำรวจยอร์คเชียร์ใต้ เป็นต้น
กรณีฮิลส์โบโรเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๒ ในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลเอฟเอคัพระหว่างลิเวอร์พูลและนอร์ติงแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามฮิลส์โบโร ของเชฟฟิลด์ เวนเนสเดย์ ปรากฏว่าประชาชนที่เป็นแฟนบอลของทีมลิเวอร์พูล ได้พยายามเบียดเสียดเข้าไปชมการแข่งขันในอัฒจรรย์ฝั่งตะวันตก จนในที่สุด อัฒจรรย์พังลงมา ผู้ชมจำนวนมากจึงพยายามหนีออกมาพร้อมกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๙๖ คน และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ในรายงานขั้นต้น คือ รายงานเทเลอร์อธิบายว่า แฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรม เพราะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและการก่อกวน ทั้งในและนอกสนามฟุตบอล ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างชมฟุตบอล การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในสนาม และการเข้าชมเกมการแข่งขันโดยไม่มีตั๋วเข้าชม เป็นต้น

กรณีนี้ก่อให้เกิดอคติกันมานานว่า แฟนบอลลิเวอร์พูลเป็นต้นเหตุของปัญหา จนกระทั่งได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อสอบสวนหาสาเหตุ และผลจากรายงานล่าสุด ได้แสดงให้เห็นว่า แฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลไม่มีความผิด หากแต่เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ ปัญหาเกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายตำรวจยอร์คเชียร์ใต้ ซึ่งต้องทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย การขาดการบริหารจัดการที่ดีของทางสโมสรเจ้าของสนามแข่งขัน จึงทำให้เกิดการเสียชีวิตดังกล่าว และยังได้ข้อสรุปว่า รายงานเทเลอร์ฉบับเดิมมีความผิดพลาด มีเนื้อหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กล่าวหาแฟนลิเวอร์พูลอย่างผิดพลาด ก่อให้เกิดความอยุติธรรมซ้ำซ้อน (Double Injustice) เพราะนอกจากผู้ที่บริสุทธิ์และครอบครัวจะได้รับผลกระทบต่อชีวิต ร่างกายและจิตใจจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าวแล้ว ผู้บริสุทธิ์บางส่วนยังถูกสังคมและหน่วยงานของรัฐในขณะนั้นตราหน้าว่าเป็น ผู้ก่อเหตุของกรณีดังกล่าวอีกด้วย

เป็นที่น่าสนใจว่า ในกรณีของประเทศไทย ได้มีกรณีที่ผิดพลาดเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐหลายเรื่อง แต่ยังไม่เคยมีการขอโทษต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการเลย เช่น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ศาลฎีกาไทย ตัดสินประหารชีวิตจำเลย ๓ คนในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ คือ ชิต สิงหเสนี บุศย์ ปัทมศริน และ เฉลียว ปทุมรส ทั้งที่ทั้ง ๓ คน เป็นผู้บริสุทธิ์ จนถึงปัจจุบันศาลก็ยังไม่เคยมีการขอโทษอย่างเป็นทางการ ต่อมา ในกรณี ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เกิดกระแสการปลุกระดมประชาชน โดยการกล่าวหาขบวนการนักศึกษาว่า ก่อเหตุหมิ่นพระเดชานุภาพ ซึ่งนำมาสู่การสังหารหมู่นักศึกษาประชาชน แล้วก่อเหตุรัฐประหาร ปัจจุบันเป็นที่เข้าใจชัดเจนว่า ฝ่ายนักศึกษาไม่มีความผิด การกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นเรื่องใส่ร้ายป้ายสี แต่ก็ยังไม่มีการขอโทษต่อสาธารณชน หรือต่อขบวนการนักศึกษาอย่างเป็นทางการ โดยหนึ่งในผู้ก่อเหตุขณะนั้น คือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งองคมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่น่าจะแสดงการขอโทษต่อประชาชนมากที่สุด

ความผิดพลาดในอดีตของสังคมไทยที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง จนกระทั่งกรณีการสังหารหมู่ประชาชนครั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. นำโดย คณิต ณ นคร คณะกรรมการชุดนี้ เริ่มทำงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ และหมดวาระใน ๒ ปี ใช้งบประมาณไปราว ๖๕ ล้านบาท ในที่สุด ก็ได้มีการแถลงข่าวและเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายนที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า รายงานฉบับนี้ กลับเป็นที่วิจารณ์อย่างมากว่า มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และกลับช่วยปกปิดความอยุติธรรมที่ดำเนินการโดยรัฐเสียด้วยซ้ำ

เนื้อหาหลักในรายงาน ซึ่งหนา ๒๗๖ หน้า แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ที่สำคัญอยู่ในส่วนที่ ๒ เรื่อง สรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ส่วนที่ ๓ คือ สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา ในส่วนที่ ๒ นอกจากการเลือกเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔ มาแล้ว ก็ได้มาเน้นเฉพาะกรณีตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรง ๑๐ กรณี เริ่มจากเหตุการณ์ที่สถานีดาวเทียมไทยคมวันที่ ๙ เมษายน ไปจนถึงเหตุการณ์บริเวณวัดปทุมวนาราม และการเผาอาคารสถานที่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ซึ่งมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ

๑. รายงานนี้ได้เน้นเป็นพิเศษถึงบทบาทของ”คนชุดดำ” ซึ่งหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ใช้อาวุธสงครามต่อต้านรัฐบาล ที่ปรากฏตัวในพื้นที่ชุมนุม และได้อธิบายบทบาทของคนชุดดำเหล่านี้แทรกในเรื่องความรุนแรงทุกเหตุการณ์ และพยายามชี้ว่า ชายชุดดำเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการ์ด นปช. และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
๒. ได้มีการรวบรวมเอาคำปราศรัยที่มีลักษณะยั่วยุ ชี้นำ และ ส่งเสริมความรุนแรงของแกนนำคนเสื้อแดงมาไว้ด้วย
๓. ได้มีการรวบรวมพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม การยึดอาวุธเจ้าหน้าที่โดยผู้ชุมนุม และพฤติกรรมคุกคามหน่วยแพทย์และพยาบาลตลอดจนการคุกคามสื่อมวลชนของกลุ่มผู้ ชุมนุมไว้ด้วย

กรณีเหล่านี้ทำให้การอธิบายเนื้อเรื่องในรายงานของ คอป.ฉบับนี้ มีลักษณะพิเศษในการสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการของฝ่ายทหารได้ เพราะสามารถอธิบายได้ว่า ความรุนแรงที่ฝ่ายอำนาจรัฐใช้ ก็เป็นการตอบโต้กับการก่อความรุนแรงของคนชุดดำ และยังเป็นการอธิบายด้วยว่า แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีแนวโน้มในการก่อความรุนแรงเช่นกัน ข้อเสนอลักษณะนี้ จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกับสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ยืนยันว่าไม่มีการเข่นฆ่าประชาชนของฝ่ายทหาร มีแต่การยั่วยุของแกนนำเสื้อแดง และปฏิบัติการของคนชุดดำ

เป้าหมายของรายงานนี้ เห็นได้ชัดขึ้นในบทที่ว่าด้วยสาเหตุและรากเหง้าของปัญหา เพราะได้ยกเอาเรื่องปัญหารากฐากและเรื่องทางโครงสร้างสังคมมาอธิบาย และสรุปว่าประเด็นเหล่านี้ถูกทั้งสองฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสู้เพื่อ ช่วงชิงอำนาจรัฐในการเข้ามาบริหารประเทศ การอธิบายเช่นนี้ มีลักษณะที่ทำให้ความขัดแย้งเฉพาะกลายเป็นความขัดแย้งทั่วไป และจะไม่เห็นบทบาทของการแทรกแซงทางการเมืองของฝ่ายอำมาตย์ รวมทั้งบทบาทเฉพาะของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่จะไปเน้นเรื่องการเยียวยาและฟื้นฟู ซึ่งเป็นข้อเสนอหลักในส่วนที่สี่

ถ้าจะให้สรุปจากรายงานนี้ จะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยและรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ได้มีความผิดเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของประชาชน หรือถ้าจะมีบ้างก็เป็น”ความบกพร่อง”ของการปฏิบัติงาน และความรุนแรงด้านหนึ่งก็มาจากแกนนำของคนเสื้อแดงและปฏิบัติการของคนชุดดำ ความขัดแย้งทั้งหมดมีรากฐานของปัญหามาจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงได้นำมาสู่การที่ นายคณิตเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยทำงานเพื่อประเทศชาติและไม่เดินทางกลับประเทศไทย

ปัญหาอยู่ที่ว่า คำอธิบายเรื่องคนชุดดำในรายงานนี้ มาจากหลักฐานที่อ่อน และแทบจะไม่ต่างจากหลักฐานที่สุเทพ เทือกสุบรรณใช้แถลงต่อรัฐสภามาแล้ว และเป็นการย้ำว่า วาทกรรมเรื่องคนชุดดำถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างชอบธรรมให้กับฝ่ายทหารและยังขัด กับหลักเหตุผลว่า ขบวนการเสื้อแดงมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา การก่อความรุนแรงโดยฝ่ายผู้ชุมนุมจะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาเร็วขึ้น กระนั้นหรือ ยิ่งกว่านั้น ยังข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นไปอย่างมีระเบียบและไม่มีความรุนแรง จนกระทั่ง รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันมีภาวะร้ายแรง และสั่งกระชับพื้นที่ในวันที่ ๑๐ เมษายน เหตุการณ์จึงเริ่มรุนแรง หรือกล่าวได้ว่า ความรุนแรงที่มีขึ้น เริ่มโดยฝ่ายรัฐที่ติดอาวุธพร้อม ดำเนินการกับประชาชนมือเปล่า จึงก่อให้เกิดการเสียชีวิตอย่างมากเช่นนั้น

ดังนั้นถ้าพิจารณาจากรายงานของ คอป. คงจะเป็นการยากที่ชนชั้นนำไทยจะมีสำนึก และขอโทษประชาชนในความผิดพลาด ดังที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้กระทำ

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๓๗๘ ประจำวันเสาร์ ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๕

แจกกระจาย โหลดกระฉูด "คู่มือสหภาพแรงงาน"

ที่มา Thai E-News

 24 กันยายน 2555
 ที่มา

 Junya Lek Yimprasert  


แจกหนังสือสำคัญ - คู่มือสหภาพแรงงาน

หนังสือเล่มเล็กๆ ที่อธิบายว่าทำไมจึงต้องรวมตัวต่อรองกันเป็นสหภาพแรงงานของคนทำงานทุกสาขา อาชีพ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์และการออกกฎหมายเพื่อสวัสดิการคนทั้งประเทศ

คนไทยถูกปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลเรื่องสหภาพแรงงานคืออะไร
เราได้รับรู้แต่ข่าววิถีนักสหภาพไทย (ส่วนใหญ่) ที่ผูกโยงเฉพาะสหภาพรัฐวิสาหกิจและคนงานอุตสาหกรรมที่นอกจากไม่ต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยแล้ว ยังร่วมสนับสนุนรัฐประหารอีกด้วย

นั่นเป็นปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติและการไม่เข้าใจอุดมการณ์สหภาพแรงงานที่ แท้จริงของสหภาพแรงานในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของกระทรวงแรงงาน และผู้มีอำนาจ




ในหลักการ สหภาพแรงงานนั้นมุ่งมั่นเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบอบประชาธิปไตย
และสงเสริมให้คนทำงานรวมตัวกัน ทั้งในรูปแบบสหภาพ และการตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้าไปผลักดันนโยบายและกฎหมายในรัฐสภา

  ประเทศไทยมีสมาชิกสหภาพแรงงานแค่ 1.4% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ
ไม่ใช่เพราะคนทำงานไม่ต้องการสหภาพแรงงาน
แต่เพราะมีการปิดกั้นและทำลายล้างการพยายามรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานมาอย่างหนัก ต่อเนื่อง และยาวนาน 

ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สนับสนุนและส่งเสริมเต็มที่ ให้คนทำงานทุกสาขาอาชีพตั้งสหภาพแรงงาน และรวมตัวกันตั้งพรรคแรงงานที่เป็นพรรคของคนทำงานที่แท้จริง!!!!! 

คู่มือสหภาพแรงงาน -

ในหลวงพระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารและบรรทมได้ดี

ที่มา Thai E-News

  ที่มา Thai E-News

 24 กันยายน 2555
 ที่มา มติชน "ในหลวงพระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารและบรรทมได้ดี"

วันที่ 24 ก.ย. 2555 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 57 ว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า 

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.55 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรอทต่ำๆ ช่วงเช้าและขึ้นสูง 38.7 องศาเซลเซียสในตอนบ่ายและกลางคืน ทรงมีพระกรรสะเล็กน้อย ผลการตรวจพระวรกายการหายพระทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย การเต้นของพระหทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่มีพระอาการเจ็บพระนาภี ผลการตรวจเอกซเรย์พระอุระ (ทรวงอก) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ปรากฏว่าเหมือนเดิม ผลการตรวจพระโลหิต แสดงว่ามีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และได้ทำการเพาะเชื้อในพระโลหิต กำลังรอรายงานผลการตรวจ 

คณะแพทย์ฯ จึงได้ขอพระราชทานถวายพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิต เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 55 พระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารและบรรทมได้ดี

Monday, September 24, 2012

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: เมดิคัลฮับและความไม่เท่าเทียม(1)

ที่มา ประชาไท

 

นโยบายเมดิคัลฮับเป็นนโยบายที่ริเริ่มในสมัยรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2546 นโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางความเป็นเลิศทาง การบริการทางการแพทย์ในภูมิภาคเพื่อรองรับผู้ป่วยจากประเทศพัฒนาแล้ว ผู้ป่วยในภูมิภาคอาเซียนและในประเทศที่มีกำลังซื้อมากพอ และเนื่องจากเป็นการโยกย้ายผู้ป่วยจากภูมิภาคอื่นเข้าสู่ประเทศทำให้นโยบาย เมดิคัลฮับมีความเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ไปโดยปริยาย
โดยปกติแล้วผู้ป่วยย่อมอยากจะเลือกการรักษากับโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือสภาพ แวดล้อมที่คุ้นเคยมากกว่าการเสียค่าเดินทางไปรักษาสถานที่ไกลๆ และสิ่งแวดล้อมที่แปลกแยก อย่างไรก็ตามในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นอเมริกา ค่ารักษาแพงหูฉี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาในระดับ tertiary care (การดูแลสุขภาพขั้นตติยภูมิ: คือรูปแบบของบริการดูแลสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ) และประกันสุขภาพของรัฐไม่ได้ครอบคลุมประชาชนทุกคน การบินมารักษาในต่างประเทศกลับมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าในประเทศ นอกจากนั้นสาเหตุจากการรอรับบริการจากรัฐที่ยาวนาน เช่น การรอผ่าตัดเปลี่ยนไตในประเทศที่ประกันภาครัฐครอบคลุมทุกคนในอังกฤษ หรือกฎหมายข้อห้ามในการรักษาการแพทย์บางประการ เช่นการผ่าตัดแปลงเพศ ก็เป็นสาเหตุให้ชาวต่างประเทศบินข้ามน้ำข้ามทะเลมารักษาในประเทศกำลังพัฒนา
นโยบายเมดิคัลฮับส่งผลดีในการนำเม็ดเงินเข้าประเทศและพัฒนาการแพทย์ไทยไป สู่มาตรฐานสากล และสร้างรายได้ให้ธุรกิจภาคอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ การบิน การคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวและโรงแรม การบริการ มีการประมาณการว่าเมดิคัลฮับจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4 แสนล้านบาทถ้านโยบายประสบความสำเร็จ [1]
อย่างไรก็ตามทุกนโยบายย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อัมมาร สยามวาลา กล่าวว่า นโยบายเมดิคัลฮับเป็นนโยบายที่เลวที่สุดซึ่งจะดึงหมอออกจากระบบสุขภาพภาครัฐ และทำลายระบบสุขภาพภาครัฐจากการต้องนำเงินเข้าไปเพิ่มเงินเดือนให้บุคลากร สาธารณสุขภาครัฐ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลชนบทหรือท้องถิ่นที่ประสบปัญหาด้านการเงินในการเพิ่ม เงินเดือนให้บุคลากรสาธารณสุข [2]
นโยบายเมดิคัลฮับจึงเป็นนโยบายที่มีความขัดแย้ง สามารถนำเม็ดเงินเข้าประเทศและการพัฒนาเข้าสู่ประเทศแต่ก็อาจจะสร้างความ เสียหายในระบบสุขภาพภาครัฐ และสร้างความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุข
จากที่เกริ่นมาข้างต้นมีประเด็นที่จำแนกมาได้ดังนี้
1. ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยคืออะไร มีอยู่จริงหรือไม่
2. สาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทย
3. เมดิคัลฮับส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยหรือไม่อย่างไร
4. เมดิคัลฮับและความเท่าเทียมกันสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่
สิทธิทางสุขภาพเป็นสิทธิที่เพิ่งเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ “ทุกคนมีสิทธิในการมีมาตรฐานชีวิตที่เพียงพอต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของเขาและ ครอบครัว” มนุษย์ควรมีโอกาสได้รับการรักษาไม่ว่าจะเกิดมาอยู่ในสถานะใดๆ ดังนั้นความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ
ความเท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขแบ่งได้ 3 ประเภทคือ (Wagstaff,1999)
1. ความเท่าเทียมกันด้านการเงิน ซึ่งแบ่งเป็นความเท่าเทียมกันในแนวตั้ง(Vertical equity) คือ คนที่มีความสามารถในการจ่ายเงินมากกว่าต้องจ่ายมากกว่า และ ความเท่าเทียมกันในแนวราบ(Horizontal equity) คือคนที่มีความสามารถในการจ่ายเท่ากันต้องจ่ายค่ารักษาเท่ากัน
2. ความเท่าเทียมกันด้านการใช้บริการสาธารณสุข ซึ่งแบ่งเป็นความเท่าเทียมกันในแนวตั้งคือ การรักษามีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน และความเท่าเทียมกันในแนวนอนคือ คนที่มีความจำเป็นในการรักาเหมือนกันควรได้รับการรักษาที่เหมือนกัน
3. ความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพ คือความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพของกลุ่มประชากรต่างๆที่ขึ้นอยุ่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม

ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขสรุปได้สามกลุ่ม [3]
1. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสามกลุ่มประกันสุขภาพของรัฐ ได้แก่สามสิบบาทรักษาทุกโรค ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีความไม่เท่าเทียมกันทั้งทางด้านการเงินและการใช้บริการสุขภาพ โดยสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการดีกว่าระบบอื่นๆ ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน แต่นำเงินภาษีของประชากรทั้งประเทศมาอุดหนุนและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว มากกว่าระบบอื่นๆ
2. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัด กรุงเทพฯซึ่งมีความเจริญมากกว่า มีจำนวนโรงพยาบาลต่อคนไข้ จำนวนเตียงต่อคนไข้และบุคลากรสาธารณสุขต่อคนไข้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ มีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และเครื่องมือในการรักษามากกว่าจังหวัดอื่นๆ นอกจากนี้มีโรงพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกใช้ได้มากกว่า และมีระบบสาธารณูปโภคขนส่งมวลชนที่ทำให้การเข้าถึงง่ายกว่า
3. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โรงพยาบาลเอกชนมีอุปทานทางการแพทย์มากกว่าโรงพยาบาลรัฐและมีการบริการด้าน ควบคู่การรักษาที่ดีกว่า เช่น มีห้องพักที่ดีกว่า เป็นต้น และใช้เวลาในการรอคอยการรักษาที่สั้นกว่าโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อแลกกับความสะดวกสบายดังกล่าว
ในส่วนต่อไปจะเป็นการวิเคราะห์สาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่ม ข้างต้น (ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวและต้องมีการทำวิจัยเพิ่มเติม)
ในกลุ่มความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประกันภาครัฐ สิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาข้าราชการเป็นระบบประกันภาครัฐที่มีมานานที่ สุดโดยสงวนเอาไว้เฉพาะข้าราชการและครอบครัวแต่กลับใช้ภาษีของคนทั้งประเทศ แบกรับซึ่งถ้าต้องการให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นข้าราชการควรแบกรับค่ารักษา บางส่วนและมีนโยบายการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตามการออกนโยบายลดสวัสดิการรักษาเป็นไปได้ยากทุกรัฐบาลเพราะข้า ราชการเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงเมื่อเทียบกับระบบอื่น คือสหภาพแรงงานจากประกันสังคม และประชาชนจากระบบสามสิบบาท
ในระบบประกันสังคมรายได้ของระบบมาจากการหักสัดส่วนของเงินเดือน,และเงิน อุดหนุนจำนวนเท่ากันจากรัฐและผู้ประกอบการ ปัญหาที่จำกัดสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคมไม่ทัดเทียมกับสวัสดิการข้า ราชการคือปัญหาด้านงบกองทุน รายรับของกองทุนเพิ่มขึ้นไม่ทันราคาค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวด เร็ว ระบบประกันสังคมให้สิทธิเฉพาะลูกจ้างที่มีเงินเดือนเท่านั้น ลูกจ้างที่ไม่มีเงินเดือน เช่นเกษตรกร เจ้าของร้านค้าเล็กๆหรือ อาชีพอิสระไม่สามารถร่วมด้วยได้ โดยที่ประเทศไทยมีแรงงานที่อยู่ในรูปเงินเดือนและมีเศรษฐกิจที่เก็บภาษีได้ ประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้จำนวนของคนที่จ่ายเบี้ยประกันน้อยลงมา
นอกจากนี้นโยบายภาครัฐที่กดค่าแรงมาหลายทศวรรษเพื่อดึงดูดนักลงทุนและ สร้างผลกำไรให้เจ้าของ ส่งผลให้ฐานเงินเดือนน้อยและเบี้ยประกันสังคมก็น้อยตามมา และเมื่อฐานเงินเดือนน้อยก็ส่งผลให้ไม่สามารถหักเบี้ยประกันเป็นสัดส่วนที่ สูงได้ ระบบประกันสังคมไทยหัก5%ของเงินเดือน ในขณะที่เบี้ยประกันประกันสังคมฝรั่งเศสประมาณ 20% ของเงินเดือน [4]
นอกจากนี้เบี้ยประกันสังคมก็ไม่เป็นอัตราก้าวหน้าคือไม่เก็บคนที่มีเงิน เดือนสูงกว่าในอัตรามากกว่า ลูกจ้างที่มีเงินเดือน 1,650-15,000 บาทจ่ายเบี้ยประกัน 5%ของเงินเดือน และถ้าเงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทจ่ายเบี้ยประกันอัตราคงที่ 750 บาทต่อเดือน
เนื่องจากไทยมีแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบเงินเดือนเป็นจำนวนมาก ทำให้ก่อนมีนโยบายสามสิบบาท ประชากรกว่า 30% ของประเทศไม่มีประกันสุขภาพทั้งจากรัฐและเอกชน นโยบายสามสิบบาทเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้โดยนำภาษีของประชาชนทั้งประเทศเข้า มาเป็นค่าใช้จ่าย สาเหตุด้านการเงินทำให้จำกัดสิทธิประโยชน์ของระบบสามสิบบาท และสร้างความกังวลว่าระบบรักษาพยาบาลภาครัฐจะล้มละลาย
เพื่อให้ระบบสามสิบบาทมีสิทธิประโยชน์เท่าสวัสดิการข้าราชการ รัฐจำเป็นต้องอัดฉีดเงินภาษีเข้าระบบสามสิบบาทเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งรัฐบาลมีศักยภาพที่ทำได้โดยการหั่นงบประมาณกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นและ เพิ่มให้ระบบสามสิบบาท หรือเปลี่ยนระบบเก็บภาษีใหม่เพิ่มรายได้เข้าคลัง โดยที่ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีแค่ 50% ของที่ควรจะได้ และไม่มีการเก็บภาษีเพื่อกระจายความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกัน เช่นไม่มีภาษีมรดกและที่ดิน
กล่าวโดยสรุปความไม่เท่าเทียมกันในระบบประกันสุขภาพภาครัฐ มีสาเหตุมาจากความไม่เท่าเทียมกันในชนชั้นสังคม และความไม่เท่าเทียมกันด้านกระจายความมั่งคั่ง

เชิงอรรถ
[1]  http://www.togogateway.org/spip.php?article224http://www.bangkokpost.com/learning/learning-from-news/204958/should-thailand-strive-to-become-a-medical-tourism-hub
 [2]  http://www.bangkokpost.com/learning/learning-from-news/204958/should-thailand-strive-to-become-a-medical-tourism-hub
[3]  http://www.moph.go.th/ops/thp/index.php?option=com_content&task=view&id=176&Itemid=2
[4] http://www.togogateway.org/spip.php?article224

ความจริงสีขาว ความตายสีเทา ความเศร้าสีใด? แล้วใจใครสีดำ?

ที่มา ประชาไท

 


 
รายงานสีขาวมีเรื่องเศร้า
 
เรื่องความตายสีเทา
 
ความตายสีเทาถูกระบาย
 
ระบายด้วยชายชุดดำ
 
ชายชุดดำอยู่ทุกที่
 
ที่นี่ ที่โน่น ที่นั่น
 
ที่งานศพสีเทา
 
ชายชุดดำร่ำไห้กับความตายสีเทา
 
ชายชุดดำช่วยงานศพ
 
ชายชุดดำหยุดร่ำไห้ชั่วครู่
 
พรั่งพรูถ้อยคำที่คั่งแค้น
 
ชายชุดดำอยู่ที่งานศพลูกฉันนี่แล้ว
 
ชายชุดดำที่อยู่ในรายงานนั้น
 
เป็นเพียงลมปากของชายใจดำ




ธีร์ อันมัย 

เขียนขณะอ่านรายงาน คอป.

บทวิพากษ์บทความอนาคต 3G ไทย ต้อง ‘มองไกล’ กว่า ‘เงินประมูล’

ที่มา ประชาไท

 


คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ได้เขียนบทความ “อนาคต 3G ไทย ต้อง ‘มองไกล’ กว่า ‘เงินประมูล’” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 ผู้เขียนเห็นว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงและหลักการที่ควร จะเป็น จึงขอแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณวีรพัฒน์ 
 
ก่อนอื่นขอทบทวนก่อนว่า ในการประมูลครั้งนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เปิดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ทั้งหมด 45 MHz โดยแบ่งย่อยออกเป็น 9 สล็อต สล็อตละ 5 MHz วัตถุประสงค์ในการแบ่งคลื่นออกเป็นสล็อตก็เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันประมูล คลื่นความถี่ โดยท้ายสุดผู้เข้าประมูลอาจได้จำนวนคลื่นความถี่ไม่เท่ากัน แต่เดิมนั้น กสทช. กำหนดเพดานการประมูลคลื่นความถี่ไว้ที่ 20 MHz และราคาตั้งต้นการประมูลที่ 4,500 ล้านบาท ทว่าภายหลังจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น กสทช. ได้ปรับลดเพดานการถือครองคลื่นความถี่ในการประมูลคลื่น 2.1 GHz จาก 20 MHz เป็น 15 MHz โดยไม่ได้มีการปรับเพิ่มราคาตั้งต้นการประมูลที่กำหนดไว้ที่ 4,500 ล้านบาท 
 
นักวิชาการและภาคประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่าการลดจำนวนเพดานการประมูล คลื่นดังกล่าว โดยคาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียง 3 ราย คือ AIS DTAC และ True และไม่มีการปรับเพิ่มราคาตั้งต้น ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่มีการ แข่งขันประมูล ย่อมหมายความว่า ผู้เข้าประมูล 3 ราย จะได้คลื่นความถี่ไปรายละ 15 MHz ในราคาใกล้เคียงกับราคาตั้งต้น คือ 4,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ต่ำเกินจริงเมื่อพิจารณาจากปัจจัยและลักษณะเฉพาะของตลาด โทรคมนาคมของประเทศไทย อาทิ ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการลดส่วนแบ่งรายได้ในระบบสัมปทานที่สูง ถึง 20-30% ไปสู่ค่าธรรมเนียมในระบบใบอนุญาตที่อยู่ที่ประมาณ 6% 
 
ในบทความ คุณวีรพัฒน์แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของ กสทช. ดังที่ได้กล่าวไป ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ
 
1. กสทช. ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบแค่เพียงการจัดประมูลเพื่อหารายได้เข้ารัฐให้มาก ที่สุด แต่ยังต้องกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเพื่อให้เกิดการแข่งขัน การควบคุมคุณภาพบริการ และการควบคุมราคาค่าบริการ ฯลฯ หากไม่มีการลดเพดานการถือครองคลื่นเหลือ 15 MHz ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ 2 ราย (ซึ่งตีความได้ว่าหมายถึง DTAC และ AIS) จะประมูลคลื่นไปรายละ 20 MHz (เพื่อกีดกันการแข่งขันจากรายที่สาม ไม่ใช่เพื่อคุณค่าทางเศรษฐกิจ) และเหลือคลื่นเพียง 5 MHz ให้กับอีกเจ้าหนึ่ง (หมายถึง True) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการให้บริการที่มีคุณภาพและแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจลดเพดานการถือครองคลื่นจึงเป็นการคุ้มครองการแข่งขันในตลาดโทร คมนาคมในระยะยาว
 
2. การคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูล 3 รายนั้นเป็นเพียงการคาดเดา และถึงเกิดขึ้นจริง ก็เป็นเรื่องที่โทษใครไม่ได้ เพราะ กสทช. ไม่ควรทำนายอนาคตและเลือกสูตรเฉพาะสำหรับกรณีที่มีผู้ประมูล 3 ราย รวมถึงไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเพดานการประมูลคลื่นความถี่  ซึ่งจะนำไปสู่การลดการแข่งขันในตลาดดังที่ได้กล่าวไป
 
3. การกำหนดราคาประมูลตั้งต้นที่ชุดละ 4,500 ล้านบาท เป็นอำนาจขององค์กรกำกับดูแลที่เราควรเคารพ และเห็นว่าราคาประมูลที่สูงเกินไปย่อมส่งผลต่อ “ค่าบริการ” และ “คุณภาพบริการ” ที่ผู้ประกอบการต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลในการขยายโครงข่าย 3G หลังการประมูล หากค่าประมูลใบอนุญาตสูงเกินไป ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาโครงข่าย ซึ่งจะกระทบกับคุณภาพบริการในที่สุด
 
ประเด็นทั้งสามที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะคณะกรรมการ กสทช. และที่ปรึกษาบางท่าน ก็ได้โหมประชาสัมพันธ์ชุดข้อมูลและความเชื่อข้างต้นมาตลอด เพียงแค่คุณวีรพัฒน์อาจจะมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันเท่านั้นเอง ผู้เขียนขอแลกเปลี่ยนในแต่ละประเด็นดังนี้
 
ประเด็นแรกในข้อโต้แย้งแรกในบทความคือ การออกแบบการประมูลครั้งนี้ เราควรให้ความสำคัญกับการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาด (หมายถึงการแข่งขันประมูล) หรือการแข่งขันในตลาด (มีผู้ให้บริการหลายราย) แน่นอนว่าการรักษาสมดุลเพื่อให้เกิดการแข่งขันในทั้งสองฝากนั้นควรเป็นเป้า หมายสูงสุดของผู้ออกแบบการประมูล   อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมและกฎเกณฑ์การกำดับแลในปัจจุบัน เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าการแข่งขันในตลาดสุดท้ายแล้วจะเหลือแต่เจ้าเดิมที่ให้ บริการอยู่แล้ว 
 
ที่คาดการณ์เช่นนี้เนื่องจาก 1) ตลาดโทรคมนาคมของประเทศไทยยังไม่มีการเปิดเสรีอย่างแท้จริง เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และประกาศการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคน ต่างด้าว กีดกันนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินทุนมากเพียงพอในการประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง 2) การกำกับดูแลที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการราย ย่อย เช่นกรณีของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ Hutch ซึ่งต้องถอนตัวออกไปจากตลาดเนื่องจากการเรียกร้องค่าเชื่อมต่อโครงข่ายจาก ผู้ให้บริการรายใหญ่ในราคาที่สูงเกินไป และ 3) ผู้มาซื้อใบสมัครประมูลก็ยังวนเวียนอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการทั้งสามรายเดิม 
 
ประเด็นนี้เกี่ยวพันกับข้อโต้แย้งที่สองในบทความที่มองว่าไม่ใช่ หน้าที่ของ กสทช. ในการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมการประมูลเพียง 3 ราย และเลือกสูตรการประมูลที่กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันจากเงื่อนไขดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า ในการประมูลคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของสาธารณะและเกี่ยวพันกับเม็ดเงิน เข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาท ย่อมไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ กสทช. จะไม่ทำการศึกษาเรื่องเหล่านี้และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ออกแบบการประมูลให้ เกิดการแข่งขันมากที่สุด  นอกจากนั้น การเลือกสูตรการประมูล เช่น สูตร N-1 ดังที่เคยมีการเสนอใช้เมื่อการประมูลครั้งก่อน ก็ไม่ใช่สูตรเพื่อใช้สำหรับการประมูลเพียง 3 รายเท่านั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าประมูลกี่ราย แต่อยู่ที่การนำข้อมูลและผลการศึกษาของ กสทช. มาใช้เพื่อออกแบบการประมูลให้เกิดการแข่งขันประมูลมากที่สุด
 
กลับมาข้อโต้แย้งที่หนึ่ง ในเมื่อเราคาดการณ์ได้ว่า การแข่งขันในตลาดจะไม่มีมากไปกว่าสภาพปัจจุบันแล้ว ยกเว้นแต่จะมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กสทช. ก็ควรกลับมาเน้นการออกแบบการประมูลให้เกิดการแข่งขันมากที่สุด เพื่อนำเงินเข้ารัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีที่รัฐต้องจัดเก็บกับประชาชนในการลงทุนและพัฒนาบริการ สาธารณะ คุณวีรพัฒน์อาจโต้แย้ง (เหมือนที่ กสทช. บางท่านได้โต้แย้งมาตลอด) ได้ว่า การลดเพดานถือครองคลื่นเป็นการป้องกันการแข่งขันในตลาดที่อาจเหลือเพียง 2 รายใหญ่เท่านั้น หาก True ได้คลื่นไปเพียง 5 MHz 
 
ในแง่นี้ ผู้เขียนมีข้อโต้แย้ง 2 ประเด็น คือ หนึ่ง คุณวีรพัฒน์และ กสทช. บางท่านอาจจะลืมไปว่าการแข่งขันการให้บริการข้อมูลความเร็วสูงในตลาดไม่ได้ ขึ้นอยู่กับคลื่น 2.1 GHz เท่านั้น ขณะนี้ True ได้เปรียบผู้ประกอบการเจ้าอื่นด้วยการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 850 MHz ภายใต้สัญญาร่วมกับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยไม่ต้องเสียค่าประมูลคลื่น ดังนั้น ต่อให้ True ได้คลื่นไปเพียง 5 MHz ก็ไม่ได้หมายความว่า True จะไม่สามารถแข่งขันให้บริการ 3G ได้ นอกจากนั้น กสทช. บางท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อตลอดว่า คลื่นความถี่ในช่วง 1800 MHz ที่จะกลับคืนมายัง กสทช. เพื่อจัดสรรใหม่ในปี 2556 จะถูกนำมาใช้รองรับเทคโนโลยี 4G ซึ่งจะช่วยให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น รวมถึงบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็มีแผนที่จะให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 2.3 GHz เช่นกัน
 
ประเด็นที่สองคือ หากคุณวีรพัฒน์และ กสทช. เชื่อว่า การลดเพดานการประมูลคลื่นเหลือเพียง 15 MHz เป็นการกระทำที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการผูกขาดในตลาด ก็เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้เครื่องมือ “ราคาประมูลขั้นต่ำ” ในการสร้างรายได้เข้ารัฐในราคาที่สมน้ำสมเนื้อกับมูลค่าคลื่นความถี่ ในภาวะที่จะไม่มีการแข่งขันประมูล   ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับข้อโต้แย้งที่สามในบทความที่เชื่อว่า การกำหนดราคาประมูลตั้งต้นสูงเกินไปจะกระทบกับค่าบริการและคุณภาพบริการ 
 
ในแง่ของผลกระทบกับค่าบริการ คุณวีรพัฒน์ออกตัวตลอดว่าพูดในฐานะนักกฎหมาย จึงอาจจะหลงลืมประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ที่มีนักวิชาการหลายท่านได้ออกมาชี้แจง ว่า ราคาค่าประมูลนั้นจะไม่มีผลกระทบกับราคาค่าบริการของผู้บริโภค เนื่องจากเงินที่ผู้ประกอบการนำมาประมูลจะถูกคิดจากกำไร ไม่ใช่ต้นทุน เงินประมูลจะกลายเป็นต้นทุนจมที่ไม่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ปัจจัยหลักที่จะกระทบต่อราคาค่าบริการคือสภาพการแข่งขันในตลาด หลักการทางเศรษฐศาสตร์นี้ไม่ได้ถูกอ้างโดยนักวิชาการนอก กสทช. เท่านั้น แต่รายงานการประมูลคลื่นความถี่ฯ ซึ่ง กสทช. ได้ว่าจ้างให้คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ รวมถึงรายงานผลกระทบจากการอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ IMT ที่ กทช. ได้จัดทำขึ้นเพื่อเตรียมการประมูลครั้งก่อนหน้า ก็ยืนยันว่าราคาค่าประมูลจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค 
 
ในแง่ผลกระทบด้านคุณภาพบริการนั้น AIS และ DTAC ได้ออกมาให้ข่าวว่าได้จัดเตรียมเงินลงทุนในเครือข่าย 3G ในช่วงปี 2555-2557 ประมาณ 50,000 และ 40,000 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเงินส่วนนี้เป็นคนละส่วนกับที่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับการประมูล ซึ่ง AIS เตรียมไว้ 17,000 ล้านบาท และ DTAC 15,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อได้ว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเงินขั้นต่ำที่เตรียมไว้ [1]  ความกังวลของคุณวีรพัฒน์จึงเป็นความกังวลแทนผู้ประกอบการมากเกินไป
 
ในข้อโต้แย้งที่สาม คุณวีรพัฒน์ยังกล่าวอีกด้วยว่า การตั้งราคาประมูลความถี่ชุดละ 4,500 ล้านบาท ถือเป็นดุลยพินิจขององค์กรกำกับดูแลที่เราควรเคารพในฐานะนักกฎหมาย เหตุผลดังกล่าวเป็นการตีกรอบกระบวนการกำหนดนโยบายแบบคับแคบให้อยู่ในพื้นที่ ทางการเท่านั้น และละเลยแนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอื่น  ซึ่งย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับนโยบายที่อาจถูกผลิตขึ้นภาย ใต้ขอบเขตข้อมูลและความรู้ที่จำกัด หรือกระทั่งภายใต้โครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์แบบหนึ่ง
 
นอกเหนือจากสามประเด็นหลักที่โต้แย้งไปดังกล่าวแล้ว ยังมีบางประเด็นที่ทำให้ผู้เขียนสับสนตรรกะที่ปรากฏในบทความ ดังเช่นคำกล่าวที่บอกว่า
 
“ที่สำคัญไม่ควรลืมว่า ในทางกฎหมาย กสทช. ก็ยังมีอำนาจคุ้มครองประโยชน์แก่รัฐและผู้ใช้บริการในระยะยาวได้ เช่น อำนาจในการเก็บค่าตอบแทนการใช้คลื่นความถี่หรือค่าธรรมเนียม และการจัดสรรรายได้อื่นเข้ารัฐ รวมไปถึงอำนาจการกำกับดูแลอัตราขั้นสูงของค่าบริการ รวมถึงมาตรการป้องกันการผูกขาดและการกำกับการมีอำนาจเหนือตลาดต่างๆ”
 
การกล่าวถึงอำนาจในการเก็บค่าตอบแทนการใช้คลื่นความถี่หรือค่า ธรรมเนียม คุณวีรพัฒน์คงจะหมายถึงค่าธรรมเนียมรายปีและค่า Universal Service Obligation (USO) หรือการให้บริการครอบคลุมทั่วถึง ซึ่งการเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้มากเกินไป จะกลายเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค (ต่างจากต้นทุนจมในกรณีการประมูลคลื่นความถี่) ส่วนการกล่าวถึงเครื่องมือการกำกับดูแลอื่นๆ เช่น การกำกับดูแลอัตราขั้นสูงของค่าบริการ หรือมาตรการป้องกันการผูกขาด เครื่องมือเหล่านี้ต่างหากที่จะถูกใช้เพื่อป้องกันค่าบริการที่สูงเกินไป ซึ่งน่าจะช่วยลดข้อกังวลของคุณวีรพัฒน์ในเรื่องดังกล่าว 
 
คุณวีรพัฒน์กล่าวไว้ในช่วงหนึ่งของบทความว่า “ผลการประมูลชุดคลื่น 15-15-15 MHz ที่อาจจะเกิดจะเกิดขึ้นได้ อาจ “ไม่น่าปรารถนานัก” นัก แต่ในฐานะนักกฎหมายก็จำต้องยึด “หลักการ” เหนือ “ความปรารถนา”” ผู้เขียนไม่เชื่อว่า “ความปรารถนาที่ดี” ควรจะเบี่ยงเบนจาก “หลักการที่ควรจะเป็น”  เว้นแต่เราจะอ้าง “หลักการ” เพื่อ “ความปรารถนา” ของใครบางคน 
 
..........................
 
[1] อ้างอิงจาก http://www.siamturakij.com/home/news/print_news.php?news_id=413358028 และ http://www.thairath.co.th/content/eco/233466

‘คนดี’ ตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมกับความรับผิดชอบต่อ ‘รัฐประหาร’

ที่มา ประชาไท

 

 
"คนดีก็มีที่ยืนเยอะ คนไม่ดีก็ยังมีที่ยืนอยู่ หน้า​ที่ของเราก็คือสร้างคนดี
เบียดคนไม่ดีให้ไม่มีที่ยืน ในชาติบ้านเมืองของเรา"
 
นี่คือ “วรรคทอง” ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวให้โอวาทในพิธีมอบทุน "มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์” เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า “..สาเหตุที่กระผมต้องนำเรื่องนี้มาพูด เนื่องจากต้องการให้ผู้ที่เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนของชาติ ได้ตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างคนดี หากเราที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองช่วยกันพยายามสร้างจิตสำนึกให้ เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ บังเกิดความเข้าใจคุณธรรมจริยธรรมอย่างถ่องแท้ ชาติบ้านเมืองของเราจะไม่มีคนโกง...” (คม ชัด ลึก 16 ก.ย.55)
 
แม้จะเป็นไปได้ว่าผู้พูดมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง (ไม่มีวาระทางการเมืองแอบแฝง?) แต่ในทางข้อเท็จจริงและเหตุผล เราก็ควรตั้งคำถามกับ “วาทกรรมสร้างคนดี-ขจัดคนเลว” อย่างยิ่งว่า ในที่สุดแล้วมันเป็นวาทกรรมที่สร้างปัญหา หรือแก้ปัญหาของระบบสังคมการเมืองตามที่เป็นอยู่กันแน่
 
ประการแรก พลเอกเปรมถูกยกย่องว่าเป็น “เสาหลักทางจริยธรรม” ของชาติ แต่ “จริยธรรมของชาติ” ตามนิยามของเขาเป็นจริยธรรมตาม “อุดมการณ์ราชาชาตินิยม” ที่ถือว่า “ความดี/การเป็นคนดี หมายถึงการซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ชาติตามนิยามนี้ คือภาวะนามธรรมบางอย่างที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ (ดังที่พลเอกเปรมมักพูดเสมอๆ ว่า “ชาติบ้านเมืองเป็นของศักดิ์สิทธิ์”) ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์นั้นอิงอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ที่ อยู่เหนือการตรวจสอบ ไม่ใช่ชาติตามนิยามของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ถือว่า “ชาติคือประชาชน” ที่มาร่วมกันทำข้อตกลงแบ่งปันสิทธิประโยชน์ต่างๆ ภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นบน “หลักความยุติธรรม” ที่ถือว่าทุกคนมีเสรีภาพและมีความเป็นคนเท่ากัน
 
ฉะนั้น “จริยธรรมของชาติ” ตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมจึงเรียกร้อง “ความจงรักภักดี” ต่อชนชั้นปกครองที่อยู่เหนือการตรวจสอบ ซึ่งตรงกันข้ามกับจริยธรรมของชาติตาม “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ที่เรียกร้อง “การตรวจสอบ” บุคคลที่มีบทบาทสาธารณะทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ตามหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค จริยธรรมแห่งสังคมประชาธิปไตยจึงหมายถึงการมีจิตสำนึกและความกล้าหาญในการปก ป้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งเป็นจริยธรรมที่ “เสาหลักทางจริยธรรม” ของประเทศนี้ไม่เคยพูดถึงเลย
 
ประการที่สอง  ฉะนั้นเมื่อพลเอกเปรมพูดถึง “ความซื่อสัตย์ ไม่โกง”  เขาจึงเน้นไปที่ความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่อ “อำนาจของประชาชน” และ “คนโกง” ก็มักจะหมายเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เครือข่ายอำมาตย์ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมที่ยึด อุดมการณ์ราชาชาตินิยม
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีการตั้งคำถามว่า พลเอกเปรมและบรรดาเครือข่ายอำมาตย์ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานดังกล่าว ซื่อสัตย์ต่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อรัฐธรรมนูญห้ามทหารเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ผู้นำกองทัพกลับให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนอย่าง เป็นปกติ เมื่อรัฐธรรมนูญห้ามองคมนตรีเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ประธานองคมนตรีกลับสนับสนุนให้องคมนตรีมาเป็นนายกฯ ของคณะรัฐประหาร 19 กันยา 49 (สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด) และกล่าวสนับสนุนหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นนายกฯ ของรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร (ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ) เหล่านี้เป็นต้น ล้วนแสดงให้เห็น ปัญหา “ความไม่ซื่อสัตย์” ต่อ “รัฐธรรมนูญ” และ “ประชาธิปไตย”
 
จริงอยู่ การที่นักการเมืองโกงงบประมาณแผ่นดินหรือโกงอะไรต่างๆ นั้น ก็เป็นการกระทำที่ผิดหลักจริยธรรมทางการเมือง ผิดหลักการประชาธิปไตย และผิดกฎหมาย แต่การกระทำผิดกฎหมายดังกล่าวนี้ก็เหมือนกับการทำผิดกฎหมายในกรณีอื่นๆ เช่น ทำผิดกฎจราจร ปล้นทรัพย์ ฆ่าคน ฯลฯ ซึ่งด้องแก้ไขด้วยการเอาผิดทางกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมในระบอบ ประชาธิปไตย
 
ไม่ใช่เรื่องที่บรรดาคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานอุดมการณ์ราชา ชาตินิยมจะถืออภิสิทธิ์เข้ามาทำรัฐประหารเพื่อปราบคนโกง เพราะ 1) ประชาชนไม่ได้มีฉันทามติให้ทำเช่นนั้น 2) รัฐประหารเป็นการปล้นอำนาจประชาชน เป็นความไม่ซื่อสัตย์ คดโกงฉ้อฉลอำนาจ สิทธิ เสรีภาพของประชาชน เท่ากับอกตัญญูต่อชาติคือ “ประชาชน” และ 3) ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าบรรดาคนดีมีคุณธรรมที่รวมหัวกันทำรัฐประหารจะไม่โกง เพราะตรวจสอบไม่ได้
 
ประการสุดท้าย เมื่อมาตรฐานจริยธรรมแห่งชาติตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมขัดแย้งกับมาตรฐาน จริยธรรมประชาธิปไตยใน “ระดับรากฐาน” จึงทำให้บรรดาคนดีมีคุณธรรมตามมาตรฐานดังกล่าวอ้างคุณธรรมความดีละเมิดหลัก การประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญห้ามยุ่งการเมือง ก็แสดงความเห็นทางการเมือง สนับสนุนฝ่ายการเมืองอย่างเปิดเผย (และไม่เปิดเผย?) กระทั่งทำรัฐประหารในนามของการอ้าง “คุณธรรมความดี” เพื่อชาติบ้านเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้ “ที่ยืน” ของ “บรรดาคนดี” อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยเสมอ เช่น
 
- ที่ยืนในตำแหน่งนายกฯ แห่งคณะรัฐประหาร 19 กันยา และบนเขายายเที่ยง (ตามวาทะว่า “สุรยุทธ์เป็นคนดีที่สุด”)
- ที่ยืนในตำแหน่งนายกฯ อำมาตย์อุ้ม และบนกองศพประชาชน (ตามวาทะว่า “ประเทศไทยโชคดีที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ”)
ฯลฯ
 
แน่นอนว่า ความเสียหายของชาติบ้านเมืองส่วนหนึ่งเกิดจากนักการเมืองโกงงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะต้องถูกตรวจสอบ และถูกดำเนินการตามกฎหมายด้วยกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
 
แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ แล้วบรรดาคนดีมีคุณธรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญ ปล้นอำนาจของประชาชน ทำรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่าล่ะ จะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างไร? สังคมควรยอมรับการอ้างความเป็นคนดีมีคุณธรรมเพื่ออยู่เหนือ/ละเมิดรัฐ ธรรมนูญ และฉีกรัฐธรรม ล้มประชาธิปไตยซ้ำซากเช่นนี้ ตลอดไปหรือ?

รวมบทวิเคราะห์รายงาน คอป.-เสนอรวมข้อมูลดิบจากทุกฝ่ายในหอจดหมายเหตุ

ที่มา ประชาไท

 
23 ก.ย.55  เวลาประมาณ 13.00 น. มีงานเสวนา รัฐประหาร 19 กันยา กับอาชญากรรมโดยรัฐ กรณีการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 จัดโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) และกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่ตึกเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากจนล้นห้องประชุม
อ่านรายงานส่วนของ พวงทอง ภวัครพันธุ์

"ความจริงจากคลิป"

เวียง รัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตัวแทน ศปช. กล่าวถึงเหตุการณ์บริเวณราชปรารภ ว่า ขณะที่รายงานของ คอป.ระบุว่าความรุนแรงเริ่มเมื่อมีเอ็ม 79 ลงในคืนวันที่ 14 พ.ค. ที่บริเวณราชปรารภ และจากรายงานข่าวของไทยพีบีเอสที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. เวลา 18.30 น. มีผู้ชุมนุมทุบกระจกรถบรรทุกทหาร ขณะขับผ่านบริเวณแยกดินแดง พร้อมบรรยายว่า เมื่อเสียงปืนดังขึ้นทำให้ทหารล้มลง แต่จากการตรวจสอบของ ศปช. พบว่า เป็นการยิงขึ้นฟ้าและแย่งปืนจากทหาร เพื่อมอบให้ตำรวจ แต่ไม่มีสื่อใดรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้เกิดการตีความว่า คนเสื้อแดงยิงทหารล้มลงบาดเจ็บ ทั้งนี้ จากคำให้การในศาล ยืนยันตรงกันว่าทหารล้มเพราะถูกดึงลงมา และร่างกายไม่มีรอยกระสุน

นอก จากนี้จากการเก็บข้อมูลของ ศปช. พบว่า ก่อนเหตุการณ์ความวุ่นวายดังกล่าว มีผู้โดยสารรถแท็กซี่ในบริเวณนั้นถูกยิงและได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือนายไชยันต์ วรรณจักร อายุ 21 ปี ซึ่งทำงานร้านอาหารญี่ปุ่นในสุขุมวิท ถูกยิงเสียชีวิตขณะขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อกลับบ้านแถวอนุสาวรีย์ชัย นอกจากนี้ยังมีนายทิพเนตร ที่ใบมรณบัตร ระบุเวลาเสียชีวิต 23.00 น. แต่คาดว่าเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันกับนายไชยันต์

นอกจากนี้ คืนวันที่ 14 พ.ค. ยังมีอาสาสมัครกู้ภัยและผู้ไม่เกี่ยวข้องถูกยิงเสียชีวิต อาทิ นายบุญทิ้ง ปานจิรา อาสาสมัครกู้ภัยวชิรพยาบาล ซึ่งถูกยิงบริเวณปั๊มเชลล์ จากการเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ ทั้งที่มีป้ายวชิรพยาบาลชัดเจน ไม่มีอาวุธ ขณะที่บริเวณใกล้แอร์พอร์ตลิงก์ สื่อรายงานว่า มีรถตู้ นปช.ฝ่าด่านทหาร เข้ามา ถูกยิงกระจกแตกรอบด้าน จากข้อมูล ศปช. พบว่าสมร ผู้ขับรถตู้ เพิ่งส่งผู้โดยสารต่างชาติที่ร.ร.แกรนด์เชอราตัน แต่ถูกทหารยิงกระหน่ำ อาจด้วยความเข้าใจว่าเป็น นปช.บุกและเพิ่งมีเอ็ม 79 ลงเมื่อสองทุ่ม นอกจากนี้ยังมีนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ กับด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ อายุ 14 ปี ซึ่งออกมาดูเหตุการณ์ และถูกลูกหลงจนเสียชีวิต

โดยสรุปในวันที่ 14 พ.ค. ตั้งแต่ 17.30น. มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ  ทั้งนี้ ไม่รวมผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เช้า วันที่ 15 พ.ค. มีผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย เช่น กรณีเฌอ สมาพันธ์ ศรีเทพ อายุ 17 ปี ซึ่งไม่มีอาวุธ มีพยานบอกว่า ถูกยิงที่ศีรษะ ตัวหมุนและล้มลง เข้าใจว่า ขณะเกิดเหตุสมาพันธ์ค่อยๆ เข้าไปทางทหารเพื่อดูเหตุการณ์ ถาม คอป.ว่า นี่คือการยั่วยุของคนเสื้อแดงหรือ

ตอนบ่ายมีอีก 3 ศพ จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น กรณีชาญณรงค์ พลศรีลา ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต โดยมีภาพว่า มีเพียงยางรถยนต์กับหนังสติ๊ก ถามว่าในช่วงกลางวันแสกๆ ทหารที่มีกล้องติดปืนจะไม่เห็นหรือว่าเขาถืออะไร น่าประหลาดใจว่า ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสรายงานว่า ทหารใช้อาวุธผลักดันผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว ออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

บ่าย วันเดียวกันยังมีนายธนากร ญาติของกำปั้น บาซู ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะอยู่ในคอนโดเดอะคอมพลีท ชั้นที่ 24 เข้าใจว่า ยื่นหน้าออกมาดูเหตุการณ์ วิถีกระสุนเข้าทางขวา ออกทางซ้าย แปลว่ายิงมาจากทางทหาร ส่วนกำปั้นซึ่งจะเข้าไปช่วยเหลือก็ถูกกระสุนยิงเข้าไปแขน

ดังนั้นจะ เห็นว่า ศอฉ.บิดเบือนความจริง สร้างข้อมูลเท็จ โดยอ้างว่า มีการยิงเอ็ม 79 ทหารจึงต้องใช้อาวุธ ทั้งที่ ศปช. พบว่ามีผู้เสียชีวิตก่อนหน้านั้น ขณะที่สื่อก็รายงานบิดเบือนหรือผิดพลาดโดยเจตนา โดยรายงานว่าเป็นการปะทะระหว่าง นปช. กับทหาร ทั้งที่อาวุธที่ นปช. คือ หนังยาง ระเบิดเพลิง เมื่อทหารยิงมาก็ระบุว่า "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" มีคนใส่ชุดทหาร ก็รายงานว่า "แต่งกายคล้ายทหาร" ใช้คำว่า "ก่อความรุนแรง" "แดงเหิมบุกหนัก" และจากการที่ 19 คนที่เสียชีวิตบริเวณราชปรารภ ไม่มีอาวุธแม้แต่คนเดียว ยกเว้นชาญณรงค์ที่มีหนังสติ๊ก  ถามว่าใครรับผิดชอบต่อการตายของคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหล่านี้

คดีประชาชนเกือบ 2,000 พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจกว้าง หว่านแหจับ-ข่มขู่-ซ้อม  
เสาวลักษณ์ โพธิ์งาม ทีมงาน ศปช. กล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมในการดำเนินคดีกับประชาชนว่า การจับกุมจำนวนมากเกิดขึ้นจากการประการศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  มีผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีเกือบ 2,000 คน เป็นผู้หญิงและเยาวชนอายุต่ำว่า 18 ปีอย่างละเกือบ 200 คน ในจำนวนนั้นมีเยาวชนที่ถูกข้อหารุนแรงมากคือ วางเพลิงเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และรวมถึงคนต่างชาติเช่น  ลาว พม่า เขมร ด้วย โดยมีชาวเขมรถูกกล่าวว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยศาลพิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย

ปัญหาในการดำเนินคดี ชั้นจับกุมและชั้นศาล จะพบว่า ส่วนมากเกิดในกรุงเทพฯ  โดยทหารจับกุม และแทรกแซงกระบวนการของพนักงานสอบสวน อยู่ประจำโรงพักในวันเกิดเหตุจำนวนมาก ส่วนในต่างจังหวัดมีการสนธิกำลัง ทหาร อส. ตำรวจ เกือบทั้งหมดถูกจับในวันที่ 19 พ.ค.53 จากการเก็บข้อมูลพบว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ทหารใช้วิธีซ้อมทรมาน บังคับข่มขู่ให้รับสารภาพ จำกัดสิทธิในการเจอทนาย ดังนั้น จะเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างมาก ในขณะที่การส่งฟ้องนั้นอัยการดำเนินการรวดเร็ว จับเช้าฟ้องเย็น หรือฟ้องวันรุ่งขึ้นทันที โดยตำรวจใช้หลักฐานส่วนใหญ่เพียงบัตร นปช. สัญลักษณ์ นปช. หนังสติ๊ก ฯลฯ และอ้างว่าเปิดโอกาสเต็มที่ในการต่อสู้ชั้นศาล ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหา ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการสู้คดี ส่วนในชั้นพิจารณาคดีของศาลพบว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ยกฟ้อง โดยที่จำเลยติดคุกมาเกือบสองปี หรือมีกรณีที่สั่งลงโทษโดยที่จำเลยติดคุกเกินกำหนดมานานนับปี

เสาวลักษณ์ กล่าวว่า ข้อเสนอของคอป. พูดถูกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับระบบตุลาการ ระบบกฎหมายไทย ซึ่งมีปัญหาหมักหมมมานานและถูกนำมาใช้จนเกล่อในทางการเมือง จนประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม  ข้อเสนอคือ ให้ปรับปรุง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมซึ่งพูดลอยๆ และผิวเผิน โดยไม่มีความจริงใจ เพราะหากจริงใจในการเสนอจะต้องเชื่อมโยงกระบวนการยุติธรรมกับประชาชน เช่นมีสิทธิเลือกตั้งประธานศาลฎีกา อัยการสูงสุด

จี้เปิดเผยข้อมูลดิบทั้งหมด  รวมหอจดหมายเหตุ
สาวตรี สุขศรี จากนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า คอป.ถูกตั้งคำถามทั้งทัศนคติที่ปรากฏในรายงานและที่ทางของรายงาน และยังมีปัญหาเรื่องความมีส่วนได้เสีย เนื่องจากมีคณะกรรมการชุดหาข้อเท็จจริงที่เคยอยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งอาจส่งผลการเลือกเฟ้นประเด็นในการนำเสนอ และไม่ได้ข้อมูลจากผู้เสียหาย เพราะเขาถือเป็นคู่ขัดแย้ง อาจจะในฐานะผู้สนับสนุน ตัวการร่วม หรือแม้แต่กองเชียร์

นอกจากนี้ยังพบว่า คอป.เทน้ำหนักให้กับข้อมูลจากภาครัฐ ทั้งระดับปฏิบัติการและสั่งการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องให้น้ำหนักพอๆ กันกับข้อมูลฝั่งผู้เสียหายด้วย หากแต่พบว่าข้อมูลฝ่ายประชาชนปรากฏน้อยมาก อีกทั้งข้อมูลจำนวนมากมาจากหนังสือพิมพ์ ซึงไม่สอดคล้องกับงบประมาณจำนวนมากที่ได้ไป อย่างไรก็ตาม มีบางส่วนที่ลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ เช่นข้อมูลจากตำรวจสหรัฐ
สาวตรี กล่าวว่า ศปช.ทำรายงานออกมา 1,300 กว่าหน้า ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลดิบ แต่ในรายงายของ คอป.  300 กว่าหน้ามีการวิเคราะห์ ใส่ทัศนคติ ความคิดเห็น รวมถึงที่มาประมาณ 30 กว่าหน้า เหลือเนื้อหาจิงๆ ประมาณ 200 หน้า คำถามที่ต้องถามในฐานะประชาชนคือ ข้อมูลดิบที่นำมาวิเคราะห์อยู่ที่ไหน ส่วนนี้ไม่ปรากฏในรายงาน เป็นข้อมูลสาธารณะ และหลายส่วนมีความสำคัญมาก เช่น รายงานของตำรวจสหรัฐเกี่ยวกับการวิเคราะห์วิถีกระสุน ประชาชนควรเรียกร้องว่าให้มีการเก็บข้อมูล หลักฐานเหล่านี้ไว้ในหอจดหมายเหตุเพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาและให้คนรุ่น หลังได้ศึกษาเปรียบเทียบ โดยหอจดหมายเหตุดังกล่าวจะต้องมีการเก็บข้อมูลดิบ พยานหลักฐานของทุกฝ่าย ทุกคณะกรรมการ
สาวตรี ยังกล่าวถึงการเลือกเน้นบางส่วนในรายงาน คอป.ช่วงแรกเกี่ยวกับรากเหง้าของปัญญาหาที่ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งหลายเป็นวิวัฒนาการความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไล่ตั้งแต่ รธน.40 ช่วงรัฐบาลทักษิณ เรื่อยมาจนปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าจงใจให้น้ำหนักและให้รายละเอียดเฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้น เช่น ช่วงที่พูดเรื่องกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญไม่โปร่งใส่ ก็อธิบายแต่คดีซุกหุ้น แต่หลังจากนั้นมีเหตุการณ์อื่นเรื่อยมาที่สะท้อนปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าคดียุบพรรค ปลดนายกฯ สมัคร กลับไม่มีการพูดถึง หรือกรณีการพูดเรื่องปิดสนามบินนั้นมีเพียงบรรทัดเดียว แต่กลับเน้นเรื่องการปิดการประชุมอาเซียนครึ่งค่อนหน้า หรือกรณีการยกผังล้มเจ้าประมาณ 4-5 บรรทัด แต่ไม่มีการสรุปว่าเป็นของกำมะลอ
“ที่สำคัญ คอป.ไม่ได้พูดถึงวันบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำลายพยานหลักฐานสำคัญของคดี ในฐานะนักกฎหมาย การทำลายพยานหลักฐานเป็นเรื่องร้ายแรง และมีผลอย่างสำคัญในการเกิดข้อขัดแย้งเรื่องข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏ” สาวตรีกล่าว
สาวตรีกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในรายงานฉบับนี้ไม่มีพูดถึงจำนวนคดีตามมาตรา 112 ที่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่คำเดียว และยังบอกว่า ปัญหาหนึ่งที่เป็นรากเหง้า คือการยกสถาบันขึ้นอ้างเพื่อหาประโยชน์เข้าตัว แต่คอป.ไม่เคยวิเคราะห์ถึงบทบาทและการแสดงออกของสถาบันเลยแม้แต่คำเดียว ยกเรื่องความเข้าใจผิดต่อสถาบันแต่ไม่เคยยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีการเสด็จไปงานศพเหยื่อเหตุการณ์ 7 ตุลาของสมเด็จพระบรมราชินีนารถ
ประเด็นของชายชุดดำ มีข้อสังเกตเพิ่มว่าหลายท่านเชื่อว่าจากพยานหลักฐานมีชายชุดดำจริง แต่วันนี้เราไม่รู้ แม้แต่พนักงานสอบสวนก็ยังระบุไม่ได้ว่าว่าชายชุดดำเป็นพวกไหน เป็นคนของใคร เพื่อความเป็นธรรมคือ เราอาจบอกว่าพบชายชุดดำที่นู่นที่นี่ แต่การที่ คอป.เขียนว่ามีการสัมพันธ์กับผู้ชุมนุม แม้คอป.จะไม่ฟันธงว่าเป็นพวกใคร แต่ลักษณะการเขียนแบบนั้นใครอ่านก็เห็น ส่งผลทางจิตวิทยาในการสืบคดีว่า คนเสื้อแดงอาจตายจากชุดดำก็ได้ ,  คนชุดดำอาจมีความสัมพันธ์กับคนเสื้อแดง, แม้ความตายของประชาชนจะเกิดจากเจ้าพนักงาน แต่มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าพนักงานเขาป้องกันตัว
“คอป.เต็มไปด้วยนักกฎหมาย ไม่รู้หรือว่าเขียนแบบนี้จะให้ผลอะไรในทางกฎหมาย เขารู้ นักกฎหมายอ่านแล้วบอกได้เลยว่าเขารู้ มันชัดเจนกับผลสามประการดังกล่าว หากเป็นคดีเจ้าพนักงานมีโอกาสหลุดสูงมาก เพราะมีชายชุดดำเต็มไปหมด” สาวตรีกล่าว
สาวตรีกล่าวอีกว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงก็ดี การวิเคราะห์ปัญหารากเหง้าก็ดีเกี่ยวข้องกับทัศนคติ หากจะหาข้อเท็จริงว่าทำไมเกิดเหตุการณ์ สิ่งหนึ่งที่ คอป.ต้องทำ และต้องทำอย่างกว้างขวางด้วย คือพยายามสัมภาษณ์ทุกฝ่ายให้มากที่สุด เพื่อจับให้ได้ว่า พวกเขามีทัศนคติอย่างไรต่อสิ่งทีเกิดขึ้น ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายประชาชน แต่ไม่มีบทสัมภาษณ์ลักษณะนั้นเลย แต่เต็มไปด้วยทัศนคติของ คอป.เองอย่างค่อนข้างชัดเจนว่าเทไปทางไหน
สำรับในส่วนข้อเสนอของ คอป.นั้น สาวตรีเห็นว่า คอป. เน้นการบรรยากาศความสามัคคี และนำมาอยู่เหนือความจริง ข้อเท็จจริง พร้อมระบุให้ยุติกระบวนการต่างๆ ที่จะสร้างความขัดแย้ง แม้จะเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อความเป็นธรรม
“ตัวเขาเองเกลียดกลัวความขัดแย้ง แต่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องความขัดแย้ง ต่อรอง เรียกร้องสิทธิต่างๆ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม” สาวตรีกล่าว
ส่วนข้อเสนอคอป.ที่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมนั้น เป็นความเห็นที่ตรงกับนิติราษฏร์ซึ่งเคยเสนอไปแล้วว่า ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงต่อวิธีตรากฎหมายนิโทษให้ทุกฝ่ายดังที่เคยทำในอดีต เพราะลักษณะดังกล่าวทำให้ประชาชนพ้นความรับผิด แต่ให้ผู้สั่งการและปฏิบัติการสลายการชุมนุมก็พ้นจากการรับผิดพร้อมกันไป ด้วย การทำแบบนี้ยิ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้สูญเสีย เสนอว่าเราต้องมีการจัดแยกกลุ่มที่จะได้รับการนิรโทษกรรม โดยต้องมีการตราหมวดที่ว่าด้วยข้อขจัดความขัดแย้ง ซึ่งไม่ควรบัญญัติเพียง พ.ร.บ. แต่ควรไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้มีการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะจะเสนอให้ดึงเอาคดีบางคดีจากมือศาล มาวิเคราะห์ในคณะกรรมการพิเศษ หมวดนี้ต้องมีรายละเอียดที่ไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ และจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายปกติ และนิรโทษกรรมทันทีแก่ประชาชนที่ฝ่าฝืนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคงในสถานการณ์ชุมนุมและการเดินขบวนประท้วงเป็นมูลเหตุจูง ใจทางการเมือง


มอง "สิทธิมนุษยชน" ในรายงาน คอป.

กฤตยา อาชวนิจกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า รายงานของ คอป. ระบุในกรอบการทำงานว่า จะยึดหลักสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย นิติรัฐ และความปรองดองแห่งชาติ โดยจะดูมาตรฐานการสลายการชุมนุม การใช้อาวุธ ว่าเป็นไปตามสมควรแก่เหตุหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าในรายงานไม่ได้ตอบคำถามนี้

กฤตยา ระบุว่า รายงานของ คอป. เอาคำสั่ง ศอฉ. รวมถึงคำพูดของผู้ชุมนุมมาใส่ไว้ แต่กลับไม่วิเคราะห์ว่าเรื่องการสลายการชุมนุมถูกต้องตามมาตรฐานสากลหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการเขียนถึงเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษยิงปะทะกับคนชุดดำ สองคนในหน้า 149 ซึ่ง คอป. อ้างอิงจากเอกสารการบรรยายของ คอป.เอง ว่า ตามหลักวิชาการแล้ว เป็นเรื่องที่รับไม่ได้

สิ่งที่ คอป. ขาด คือไม่ได้ใช้หลักสิทธิมนุษยชนเป็นตัวตั้ง คอป.เริ่มรายงานจากเหตุการณ์บุกยึดสถานีดาวเทียมไทยคม เมื่อ 9 เม.ย.53 เป็นตัวตั้ง แต่ไม่วิเคราะห์การประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงว่าเหมาะสมได้สัดส่วนไหม ทั้งยังอ้างอิงคำสั่งศาลแพ่งว่าการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่คำสั่งนี้ขัดหลักสากล และสิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

กฤตยา กล่าวว่า คอป.เลือกเล่าเรื่องที่คิดว่าชอบและเห็นว่าถูก แต่ไม่เล่าตามเนื้อผ้า ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้น ตามหลักสากล ทหารไม่ควรถูกนำมาใช้ควบคุมฝูงชนแต่แรก ศอฉ.ไม่มีสิทธินำอาวุธสงครามเข้ามาในที่ชุมนุมที่ไม่มีความรุนแรงแต่แรก แทนการชี้ว่า การทำเช่นนี้ของ ศอฉ.อาจทำให้เกิดการต่อต้านของผู้ชุมนุม คอป.กลับระบุในโทนว่า ผู้ชุมนุมทำให้ทหารสูญเสียเกียรติและศักดิ์ศรีจากเหตุการณ์ที่ไทยคม ทำให้ทหารมีความชอบธรรมในการใช้กำลังเอาคืนได้

กฤตยา กล่าวว่า คอป. มีนักกฎหมายจำนวนมาก แต่กลับหลีกเลี่ยงวิเคราะห์ความเหมาะสมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การเหวี่ยงแหปิดสื่อ การตัดสินของรัฐบาลและ ศอฉ.ในการขอคืนพื้นที่ ความได้สัดส่วนของอาวุธที่ใช้กับจำนวนผู้ชุมนุม ซึ่งราวกับเป็นการทำสงคราม

ประเด็นสิทธิการชุมนุม คอป.ผลักความรับผิดชอบให้แกนนำและผู้ชุมนุม ส่วนตัวมองว่าหากมีการพูดให้ใช้ความรุนแรง ก็สามารถดำเนินคดีอาญาปกติได้ แต่ไม่ควรเหมารวมว่าชุมนุมไม่สงบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ คอป.ยังพูดถึงการยิงสกัดเจ้าหน้าที่กู้ชีพจนบาดเจ็บและเสียชีวิตน้อยมาก

กรณีการ ติดป้ายใช้กระสุนจริง รายงาน คอป. ระบุว่า ศอฉ.ปฏิเสธการติดป้ายนี้ แต่ข้อมูลของ ศปช. พบว่า อภิสิทธิ์เคยให้สัมภาษณ์สื่อ นสพ.ว่าติดป้ายเพราะไม่ต้องการให้คนไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่

คำสั่ง ลับที่ภายหลังมีการนำมาเผยแพร่ ยังระบุแนวห้ามผ่านเด็ดขาด ทำเครื่องหมายให้ผู้ชุมนุมรับทราบ หากขัดขืน ให้ดำเนินการได้ทันที มองว่า เป็นคำสั่งปลายเปิด ซึ่งนำสู่ความรุนแรง โดยรายงานของ คอป. ไปสรุปว่า การกระทำทั้งหลายเป็นการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่เอง

กฤตยา กล่าวว่า รายงาน คอป. มีข้อแข็งที่เป็นประโยชน์ เพราะทำให้เห็นภาพที่ไม่ได้มองเห็น แต่ยังมีข้อมูลอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในรายาน ทั้งนี้ กลัวว่าข้อมูลจะถูกทำลาย จึงเรียกร้องว่าอย่าทำลายข้อมูลเหล่านี้และขอให้อัพโหลดข้อมูลสู่เว็บไซต์ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลได้ และไม่ควรจบแค่ฉบับที่ 1 โดยสามารถนำงบที่เหลือ 11.4 ล้านบาทมาทำรายงานส่วนนี้ต่อไป

ทั้งนี้ กฤตยาย้ำว่าการปรองดองจะเกิดได้เมื่อชดเชยให้เหยื่อที่สูญเสียแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ การปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรียกร้องการให้อภัยโดยคนที่จะได้ประโยชน์จากการให้อภัยไม่เคยสำนึกผิด หรือยอมรับผิดแม้แต่น้อย
ต่อคำถามว่า ศปช.จะวิจารณ์การชุมนุมของ นปช.ที่ทำให้ผู้ชุมนุมเป็นเหยื่ออย่างไร พวงทอง ตอบว่า ที่ผ่าน แกนนำ นปช. ถูกวิจารณ์อย่างมากว่าพาคนมาตาย แกนนำย่อมมีความรู้สึกผิด แม้ไม่ได้เป็นผู้ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต แต่ก็เป็นความรับผิดชอบของแกนนำ ที่ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุม ได้ แกนนำจึงควรขอโทษ แต่ที่ คอป.เสนอให้สองฝ่ายขอโทษ อยากให้คณิต ณ นคร และสมชาย หอมลออ เดินไปหาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ และกองทัพที่วางยุทธการทางทหารว่าถึงเวลาที่ต้องออกมากล่าวขอโทษประชาชนเสีย ที

กรณีมีการระบุว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อของ นปช. นำสู่ความรุนแรงและการบาดเจ็บ  พวงทอง ระบุว่า ต้องเข้าใจว่า เป็นความต่อเนื่องของการเมืองก่อนรัฐประหาร ที่ปฏิเสธการแก้ไขปัญหาในระบบรัฐสภา และจุดสูงสุดที่การสนับสนุนรัฐประหาร ปูแนวทางสู่การเคลื่อนไหวต่อมาดังกล่าว  ดังนั้น ถ้าจะประณามการชุมนุมของ นปช. ต้องมองต้นเหตุเหล่านี้ด้วย

ศปช. อ่านรายงาน คอป. : ‘พวงทอง’ วิพากษ์หลักฐาน-การให้น้ำหนัก-โครงเรื่อง

ที่มา ประชาไท

 
พวงทอง ภวัครพันธุ์  เปิดรายงาน คอป. ชี้ข้อมูลหลายอย่างมีประโยชน์แต่ไม่ถูกให้น้ำหนัก เน้น ‘ชายชุดดำ’ อธิบายทุกเหตุการณ์โดยขาดหลักฐานหนักแน่น ไม่เน้นข้อมูลฝ่ายประชาชน เชื่อลมปาก ศอฉ.ไม่ตรวจสอบ ทำงานไฟลนก้นเอาข้อมูลตัดแปะตามโครงเรื่องที่วาง สรุปรัฐบาล-ศอฉ.แค่ประมาทเลินเล่อ โยนความผิดให้ จนท.ระดับล่าง ‘ผิดทั้งคู่’ ชูฐานะเป็นกลางตัวเอง
                     

23 ก.ย.55  เวลาประมาณ 13.00 น. มีงานเสวนา รัฐประหาร 19 กันยากับอาชญากรรมโดยรัฐ กรณีการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 จัดโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) และกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่ตึกเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากจนล้นห้องประชุม

พวง ทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะตัวแทน ศปช. กล่าวว่า  รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นสาเหตุที่นำมาสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยรัฐประหารถูกให้ความชอบธรรมโดยนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมจำนวนมาก แม้ในช่วงเกิดเหตุจะไม่มีความรุนแรง แต่การต่อต้านหลังจากนั้นมีมาโดยตลอด เกิดกลุ่มอิสระต่างๆ และนำสู่การก่อตัวของกลุ่มเสื้อแดง ความรุนแรงเมื่อเมษายนปี 52 และเหตุการณ์ปี 53 ก็เป็นการตอบโต้กับรัฐประหาร ดังนั้น จึงไม่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นรัฐประหารที่สันติ

ในส่วน รายงาน คอป. พวงทองกล่าวว่า รายงานนี้มีข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกนำไปใช้ในชั้นศาลเพราะเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น ข้อมูลที่แสดงว่าวิถีกระสุนที่ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต ล้วนมาจากด้านที่ทหารตั้งอยู่ โดยเฉพาะกรณี 10 เม.ย.53 ซึ่งพบว่า ทหารตั้งอยู่บริเวณสะพานวันชาติ  ยิงมายังถนนดินสอ พบรอยกระสุน 120 รอยโดยไม่พบกระสุนปืนที่ยิงไปในทิศทางสวนกัน  หรือกรณีที่รายงาน คอป.ระบุว่า เวลาประมาณ 18.00 น.ยังพบทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนาราม ถือ M16 กระสุนจริงและยิงไปที่วัด พบรอยกระสุนที่บริเวณประตูทางออก ทางเข้า มีทิศทางการยิงจากรางรถไฟฟ้า ฯลฯ

“แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเลย” พวงทองกล่าว

พวง ทองกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในรายงานเน้นย้ำเรื่องชายชุดดำอย่างมาก  ทั้งที่ คอป.ไม่สามารถอธิบายทุกเรื่องด้วยเรื่องชายชุดดำ ศปช.ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีชายชุดดำอยู่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ 10 เมษา แต่ ศปช.อธิบายความรุนแรงบริเวณนั้นแตกต่างจาก คอป. ขณะที่ คอป. สรุปว่าไม่มีหลักฐานว่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ศอฉ.ที่ว่าชายชุดดำยิงใส่ผู้ชุมนุม เท่ากับข้อกล่าวหานี้ตกไปแล้ว  คอป.ย้ำว่าชายชุดดำเป็นสาเหตุให้ทหารเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็เห็นอกเห็นใจฝ่ายทหาร จากคำอธิบายว่าการระดมยิงใส่ผู้ชุมนุม เพราะทหารระดับบังคับบัญชาเสียชีวิต ทำให้ทหารระดับล่างระดมยิงอย่างไร้การควบคุม

ในส่วนของ 10 เม.ย.53 ข้อสรุปสำคัญของ คอป.คือ ผู้ชุมนุมเสียชีวิตหลังชายชุดดำปรากฏกาย และชายชุดดำทำให้ทหารยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม แต่ ศปช.ยืนยันว่า มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตก่อนชายชุดดำจะปรากฏตัว เช่น บุญจันทร์ ไหมประเสริฐ  ซึ่งโดนกระสุนความเร็วสูงยิงที่ต้นขาเสียเลือดมากจนเสียชีวิตตั้งแต่ช่วง เย็น

“การปรากฏตัวของชายชุดดำ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องจับกุมดำเนินคดี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สิบเมษาจำนวนมากอาจมองว่า ชุดดำมาช่วย แต่จริงๆ แล้วมันสร้างปัญญาให้ขบวนการเสื้อแดงโดยรวม ทำให้สร้างความชอบธรรมว่าเสื้อแดงใช้ความรุนแรงและรัฐสามารถจัดการได้เต็ม ที่” พวงทองกล่าว

พวงทองกล่าวว่า รายงาน คอป.อ้างชายชุดดำ อธิบายเรื่องนี้ในทุกพื้นที่ที่เกิดเหตุ  แต่เราเสนอว่า ยกเว้น 10 เมษาแล้ว ไม่มีหลักฐานภาพถ่ายหรือวิดีโอของชายชุดดำที่อื่นๆ จึงขอให้ คอป.เสนอหลักฐานเหล่านี้ให้ชัดเจน เพื่อให้ถูกตรวจสอบได้โดยประชาชนด้วย ที่สำคัญเราจะแยกแยะอย่างไรเพราะการ์ดนปช. หรือเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็ใส่เสื้อดำ

ตัวแทนจากศปช.กล่าว่า ในขณะที่อ่านรายงาน คอป. พบว่ามีโครงเรื่องที่ชัดเจน  เพื่ออธิบายว่ารัฐบาลและ ศอฉ.ห่วงใยผู้ชุมนุม โดยอ้างแถลงการณ์หรือคำให้สัมภาษณ์ของรัฐ  ตามด้วยการเน้นย้ำเรื่องชายชุดดำประกอบการตายในทุกจุด การวางโครงแบบนี้ชี้ว่า ชายชุดดำสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนขึ้น จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังอาวุธคุมสถานการณ์ การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ใช่สันติวิธี ขาดความชอบธรรม และเป็นสิทธิให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง

คอป.ไม่เห็นว่าความรุนแรง ที่เกิดจากฝั่งผู้ชุมนุมเป็นปฏิกริยาตอบโต้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐ แต่เห็นว่าความรุนแรงของฝ่ายรัฐเป็นการตอบโต้ผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงเท่า นั้น

“นี่เป็นการเล่าเรื่องที่จะเป็นข้อแก้ตัวให้ ศอฉ.และรัฐบาลอภิสิทธิ์ในอนาคต” พวงทองกล่าว

พวง ทองเสนอว่า คอป.ต้องคิดใหม่ว่าทำไมการปรากฏตัวของชายชุดดำ ทำให้เจ้าหน้าที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า อาสากู้ชีพที่เสียชีวิต 6 คนสัมพันธ์อย่างไรกับชายชุดดำ อาวุธของทหารมีกล้องส่องระยะไกลช่วยในการยิง ทำไมจึงเล็งไปที่พวกเขา

พวงทองกล่าวว่า ต่อให้ผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องติดตามจัดการกับผู้ชุมนุมรายนั้น  แต่ไม่ใช่จะนำมาเป็นเป็นข้ออ้างใช้ความรุนแรงกับคนทั้งหมด การมีอาวุธของบางคน ไม่สามารถทำให้ทั้งหมดเป็นผู้ก่อการร้ายไปด้วย แล้วสามารถใช้กระสุน 1.2 แสนนัด ใช้กำลังพล 6.7 หมื่นนายเข้าจัดการ คอป.ต้องแสดงข้อมูล บทวิเคราะห์ที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อจะได้มีการพิสูจน์กันต่อไป

“คอป.อธิบายเรื่องนี้มาก แต่ไม่พยายามวิเคราะห์การตายผู้ชุมนุมเป็นกรณี  กลับสรุปความตายเป็นก้อน เป็นพื้นที่ ซึ่งเป็นวิธีการที่แตกต่างกับ ศปช. ที่มุ่งเน้นเป็นรายกรณีหากมีหลักฐาน เราไม่เหมารวมกันเป็นก้อน เราเชื่อว่าถ้าคอป.วิเคาะห์เป็นรายกรณี จะทำให้เห็นว่า ศอฉ. เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตอบโต้ชายชุดดำจนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตจำนวนมาก แต่เป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุตามอำเภอใจอย่างเข้าใจไม่ได้” พวงทองกล่าว

กรณี เผาเซ็นทรัลเวิลด์ รายงานคอป.ระบุว่า ทหารเข้าถึงพื้นที่เวลาประมาณ 15.00 น. แล้วถอนกำลังเพราะมีการยิงเข้าใส่ทหาร แต่ภาพถ่ายปรากฏว่าทหารมาถึงสี่แยกราชประสงค์แล้ว มีนักข่าวติดตามด้วย เจอคุณผุสดี งามขำ ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไปไหน ทหารก็พาเดินออกจากพื้นที่ คุณผุสดีเคยให้สัมภาษณ์ว่า ระหว่างที่ทหารเดินออกไปกับนักข่าว เห็นรถดับเพลิงจอดอยู่ไม่ไกล แต่กลับไม่เข้าไปดับเพลิงที่กำลังไหม้เลย ส่วนนี้ชี้ว่าทหารคุมพื้นที่หมดแล้ว เราไม่ได้บอกว่าทหารเผา แต่การบอกว่าทหารเข้าไม่ถึงนั้นมีการตรวจสอบหรือไม่

พวงทองพูดถึง วิธีการนำเสนอของ คอป. ว่า 1.ในรายงานมีการกล่าวถึงภาพถ่าย วิดีโอ แต่กลับไม่ปรากฏภาพถ่าย วิดีโอ ในโลกออนไลน์ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเลย  2.การสัมภาษณ์จำนวนมากเพิ่งกระทำ 2-3 เดือนก่อน คอป.หมดอายุการทำงาน หรือทำในราวเดือนมิถุนายน ซึ่งในจำนวนนั้นมีรายสำคัญอยู่หลายราย เช่น ข้อมูลที่สัมภาษณ์ผู้ดูแลบ้านโบราณตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยาแล้วนำสู่ข้อ สรุปว่า เชื่อว่าชายชุดดำโยนระเบิดเข้าใส่กองบัญชาการทหาร

“รายงานที่ซับซ้อนขนาดนี้  เพิ่งได้ข้อมูลสดๆ ร้อนๆ มันสามารถทำได้จริงหรือ หรือเอาข้อมูลมาใส่ในโครงเรื่องที่วางไว้แล้ว”

คอ ป.ชี้ว่าผู้ชุมนุมเท่ากับความรุนแรง โดยอธิบายว่า รัฐบาล ศอฉ.พยายามระมัดระวัง ขณะที่ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ต่อสู้ขัดขวาง ประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ ยึดอาวุธ ยึดรถสายพานลำเลียง ถอดเป็นชิ้นๆ  เข้าข่ายความรุนแรง แกนนำปลุกเร้าสร้างความเกลียดชัง มีสิ่งเทียมอาวุธ เช่น ท่อนไม้ ตะไล พลุ ระเบิดขวด การสร้างป้อมด้วยไม้ไผ่

“ในทางกลับ กันอธิบายว่า ความตายของผู้ชุมนุมเกิดจากความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์ของทหาร เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ชุมนุมจะใช้ความรุนแรง ในแง่นี้ไม่ใช่เราไม่เสียใจกับเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บเสียชีวิต แต่สมดุลในการอธิบายความรุนแรงมันหายไป” พวงทองกล่าว

“นอกจากนี้  คอป.ยังละเลยการตัดสินใจส่งกำลังจำนวนมากและอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม คอป.ไม่สนใจว่า สิบเมษา แม้ท้องฟ้ามืด ทหารก็ไม่ถอนกำลัง คอป.รับฟัง ศอฉ.โดยไม่มีการตรวจสอบ  ศอฉ.บอกว่าได้สั่งให้ถอนกำลังตั้งแต่ 16.15 น. แล้วคอป.ก็เชื่อ แต่ถ้า คอป.สัมภาษณ์ผู้ชุมนุม จะพบว่าก่อน 18.00 น. เจ้าหน้าที่ยังพยายามเสริมกำลังจุดต่างๆ รุกเข้าหาผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โยนแก๊สจากเฮลิคอปเตอร์ต่อเนื่อง”  

ขณะที่บทสรุปของรายงานเสนอว่า รัฐบาล และเจ้าหน้าที่ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยต้องขอโทษต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ใช้มาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ในบทวิเคราะห์ทั้งเล่มกลับไม่ชี้เลยว่ากรณีใดบ้างที่ทหารใช้กำลังเกิน กว่าเหตุ

พวงทองกล่าวย้ำว่า คอป.เห็นว่า รัฐบาลและ ศอฉ. แค่ประมาท เลินเล่อ  ไม่ตรวจสอบการใช้กำลังเคร่งครัด ซึ่งเท่ากับโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ปกป้องผู้สั่งการ ซึ่งหากผู้สั่งการไม่ไร้สติสัมปชัญญะ ก็ย่อมเล็งเห็นผลเสียหายต่อชีวิตประชาชน นี่คือสงครามในเมืองและปราบปรามขบวนการเสื้อแดง

“การที่คอป.สรุปว่า ผิดทั้งคู่ การใช้คำพูดทำนองนี้ ตั้งใจทำให้ความรุนแรงของรัฐพร่าเลือน ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าขนาดกำลังและอาวุธสองฝ่ายไม่มีทางเทียบกันได้เลย ศปช.อยากฝากให้ คอป.ทบทวนว่า การสรุปว่าผิดพอกัน คอป.อาจดูมีวุฒิภาวะ เป็นกลางในสายตาคนต่อต้านคนเสื้อแดงและองค์กรระหว่างประเทศ ที่อ่านภาษาไทยไม่ได้ แต่ความเป็นกลางของคอป.แลกมาด้วยการละเลยการปกป้องศักดิ์ศรี สิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุมอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น” พวงทองกล่าว

พวง ทองกล่าวถึงสันติวิธีของคนเสื้อแดงว่า เราทราบกันดีว่าไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีคานธี สำหรับคนเสื้อแดง เขามองว่า เรามาเรียกร้องให้ยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ ไม่มีอาวุธใดๆ แต่ถ้ามีใครมาทำร้ายเขาก็ต้องป้องกันตัวเอง จะให้นั่งเฉยๆ ให้ทหารยิงคงไม่อาจทำได้ แต่ปัญหาคือ นักสันติวิธีในประเทศนี้เอาแต่นั่งดูและคอยจับผิด มากกว่าจะมาช่วยกำหนดยุทธวิธีในการต่อสู้ว่าต้องระวังอะไร

สำหรับ นปช.ก็ถูกวิจารณ์อย่างมากตลอดมา ในการชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนาน แกนนำนปช.ก็ได้สรุปบทเรียนและทราบดีว่ามันยากในแง่ผู้ชุมนุมและแกนนำย่อยที่ มีความหลากหลายมาก ส่วนนี้แม้เป็นข้อดี แต่ขณะเดียวกันก็ควบคุมกันไม่ได้ ไม่มีความเด็ดขาด

พวกทองกล่าวสรุปว่า มีหลายเรื่องเราน้อมรับคำแนะนำของ คอป. เช่น การเอาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเคร่งครัด กองทัพไม่ควรเกี่ยวการเมือง แต่กองทัพไม่ได้ยืนโดดๆ ในสังคม เราต้องพูดถึงพลังการเมืองต่างๆ ที่อยู่ข้างหลังและผลักให้กองทัพออกมาทำรัฐประหารด้วย


ติดตามรายงานในส่วนอื่นได้เร็วๆ นี้