WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 25, 2012

สติเอ๋ยจงกลับมา "ถ้ารักพ่อจริง จงหยุดทำร้ายคนอื่นในนาม "ปกป้องสถาบันฯ"

ที่มา Thai E-News

 

 25 กันยายน 2555
 โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


ขอประมวลอินเตอร์เนทแบนเนอร์เกี่ยวกับกรณีการระดมพลเพื่อปกป้องคนทำผิดกฎหมายของกลุ่มเสื้อเหลืองหลากสีในนามกลุ่มประชาชนทนไม่ไหว



uddthailand


Rose LoveJj Rose LoveJj
กุหลาบ ปากซัน


กุหลาบ ปากซัน


ในสภาวะแห่งความร้อนแรงแห่งการปกป้อง สถาบันฯ กันอย่างผิดๆ ไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอขอเขียน "คำตอบ (โต้) กับคนรักสถาบันฯ จากคนรักประชาธิปไตย ของจรรยา ยิ้มประเสริฐ อีกครั้ง เพื่อช่วยการเตือนสติว่า การรักหรือไม่รักไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย และคนเราควรจะรักกันมากๆ  

ความรักในหลวง เป็นเรื่องน่ายินดี

แต่ไม่ควรลุกมาทำร้ายคนอื่นที่คิดว่าไม่ รักในหลวง หรือลุกมาคลุ้มคลั่งปลุกกระแส และป้อนข้อมูลเท็จ เพื่อนำพาประชาชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง ออกมาปกป้องความผิดของตัวเองในนาม  "ปกป้องสถาบันฯ"
จนมันลุกลาม และกลายเป็นการปะทะ และทุบทำลายข้าวข้องหรือทำร้ายกันจนเจ็บจนตาย
 


คำตอบ(โต้) กับคนรักสถาบันฯ จาก คนรักประชาธิปไตย

หน้ากองปราบเดือด เหลืองแห่ปกป้องคนผิด แดงยันทำตามกฎหมาย

ที่มา Thai E-News



สลิ่มทุบเสื้อแดงเพราะรัก

25 กันยายน 2555
 โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์



พงษ์สวัสดิ์ รักเมียหลวง
กุหลาบ ปากซัน
สืบเนื่องมาจากเมื่อ วันที่ 31 สิงหาคม "ป้า ดา ดารุณี กฤตบุญญาลัย"
โดน สลิ่มถ่อย ด่ากลางห้าง สยามพาราก้อน ขณะรับประทานอาหาร ที่ร้าน เนื้อคู่
2 กันยายน นางดารุณี  หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง  เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองปราบปราม ให้ติดตามตัวหญิงสาวอายุประมาณ 30 ปี รูปร่างสันทัดสูงประมาณ 160 เซนติเมตร ผิวขาว ผมประบ่า มาดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท และละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล พร้อมนำหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอมอบให้พนักงานสอบสวน (ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/75741)
ต่อมามีการออกหมายเรียกอดีตครูสาวคดีด่าดารุณีกลางห้าง 
น.ส. มนัสนันท์ หนูคำ วั อายุ 31 ปี มาพบตำรวจที่กองปราบในวันที่ 25 กันยายนนี้
ครูสาวร่อนการ์ดระดมพล "ร่วมปกป้องสถาบัน อย่างปล่อยให้คนดีต้องต่อสู้อย่างเดียวดาย"
* * * * * * * *  

ต่อไปนี้เป็นภาพเหตุการณ์วันที่  25 กันยายน 2555

 ที่โพสต์ในเฟซบุ๊คของ Jaspalo Alexandre Ivanov
เหลืองในเสื้อหลากสีที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้ว่าถูกหลอกให้มาปกป้องคนผิด คิดว่าออกมาปกป้องสถาบันฯ พากันมายังกองปราบ

 เมื่อเหลืองหลากสีมากันเยอะ แดงทราบข่าวก็พากันมาที่กองปราบเช่นกัน
จนเกิดการปะทะกัน และเหลืองหลากสีล่าถอยไปเมื่อเห็นเสื้อแดงพากันมามากขึ้น
หน้ากองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เหตุผลทำไมต้อง ตีกันด้วย...ไม่เข้าใจวะ

กลุ่มผู้ชุมนุม...พธม. ปะทะ กลุ่มเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจ เจ้ดาแล้ว
เสื้อแดงระดม พลแล้ว !!
มีการชุลมุน ปะปราย
กลุ่ม พธม.ได้ขึ้นรถหนีกลับบางส่วนแล้ว หลังกลุ่มเสื้อแดง ระดมพล

ปูขำๆชนส่วนน้อยเสื้อเหลืองชูป้ายถ่อยด่าในUN แดงนิวยอร์กลุกฮือพิทักษณ์นายกฯเสียงข้างมากเลือกมา

ที่มา Thai E-News

 


 เสื้อเหลืองอยู่ตรงนี้-สำหรับระบอบประชาธิปไตยแล้ว เสียงข้างน้อย(Minorityอย่างเสื้อเหลือง)เรายินดีจะรับฟัง แต่ควรต้องรู้สถานะและตำแหน่งแห่งที่ที่ถูกต้องด้วย เป็นคำเตือนของเสื้อแดงในมหานครนิวยอร์กต่อบรรดาสลิ่มเหลืองที่ไปยกป้ายด่า ทอนายกฯด้วยความหยาบคายถ่อยสถุล





ติดตาม · 3 ชั่วโมงที่แล้ว 

นายกปู โบกมือทักทายม็อบ พธม.นิวยอร์กหยอกเอินหัวใจสลิ่มและขี้เหลืองให้วูบไหวเป็นพักๆ...


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กันยายน 2555

ผู้สื่อข่าวพิเศษของเรารายงานจากมหานครนิวยอร์กว่า เมื่อเช้าคนเสื้อเหลืองประมาณ 30 คนไปดักรอนายกยิงลักษณ์ อยู่หน้าโรงแรมที่พัก ตำรวจให้อยู่ได้เฉพราะถนนฝั่
งตรงข้ามเท่่านั้น ตามที่ได้อนุญาตไว้ ส่วนคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอนุญาตให้ไปยืนรออยู่หน้าโรงแรมได้

งานนี้ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ใจสุดๆกับคนเสื้อแดงและที่สุดประทับใจก็คือเมื่อนายกฯยิ่งลักษณ์เดินออกมาจากโรงแรมยังโบกมือส่งยิ้มหวานๆให้กับพวกเสื้อเหลืองที่มายืนคอยประท้วงอยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม เล่นเอาอ้าปากค้าง ไปไม่เป็นไปตามๆกัน เธอน่ารักมากๆ นี่ไงนายกหญิงไทยของคนไทยทุกคน

เว็บไซต์ASTVผู้จัดการได้ รายงานข่าวเสื้อเหลืองพันธมิตรในสหรัฐอเมริกาไปยกป้ายประท้วงด่าทอนายก รัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไปประชุมUNในมหานครนิวยอร์กอย่างหยาบคายถ่อยสถุัล และโหยหาการรัฐประหาร
       
ASTVอ้างภาพข่าวจากหน้าเพจ Pad San Fran ได้โพสต์รูปพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รวมตัวถือป้ายขอความประท้วงดังต่อไปนี้




ยิืนดีต้อนรับสู่อเมริกาและอยู่แบบถาวรไปเลย คือข้อความในป้ายที่สะท้อนว่าพันธมิตรต้องกา่รให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ เหมือนที่อดีตนายกฯทักษิณเคยโดนเมื่อคราวมาประชุมUNที่นิวยอร์กเมื่อตอน19 กันยายน 2549




ชมภาพชุดเพิ่มเติมที่กระทู้พันทิป 
 มันต้องอย่างนี้ซิ......................สะดวกใจมาหน่อย.....................นายกปูโบกมือทักทาย สลิ่ม แมงสาป




  ติดต่อทีมงาน
พอนายกปู ไปทำงาน สลิ่มก็กลับ

สรุป มารถบัสคันเดียว 5555+





จากคุณ: โบกกรัก   
เขียนเมื่อ: 25 ก.ย. 55 09:02:06 A:180.183.111.125 X: 



ภาพชุดแดงนิวยอร์กคึกรับปูประชุมUN ชูป้ายเหลืองเสียงข้างน้อยอย่าซ่าไล่นายกฯคนไทยเลือกมา


ภาพข่าวโดย RED NY
 แดงนิวยอร์กสำแดงพลัง-พี่น้องชาวไทยผู้รักประชาธิปไตย และคนเสื้อแดงในมหานครนิวยอร์ก นัดรวมตัวต้อนรับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร บินไปประชุมUNระหว่าง23-26กันยายนนี้ และแสดงพลังบอกกับโลกว่าประเทศไทยต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับมติมหาชนเสียงข้าง มากที่เลือกรัฐบาลเข้ามาบริการประเทศ(วงกลมสีแดงขนาดใหญ่ในภาพ) ขณะที่คนเสื้อเหลืองเสียงข้างน้อยที่เำพียงแต่โหวตโน ในการเลือกตั้งหนล่าสุด ไม่มีสิทธิ์จะขับไสไล่ส่งโดยไม่ชอบ






คนเสื้อแดงในมหานครนิวยอร์กไปยกป้ายต้อนรับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณฺ์ ชินวัตร หน้าโรงแรมที่พักพลาซ่า แทธินี หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองได้นัดหมายจะมาประท้วงก่อกวน

สองบทเรียนนานาชาติ เพื่อเตือนสติ คอป. และรัฐบาลไทย

ที่มา Thai E-News

 24 กันยายน 2555



มาอ่านตัวอย่างการลุกขึ้นมารับผิดของรัฐบาลประเทศอื่นในกรณีการทำร้ายประชาชน

สส. จารุพรรณ กุลดิลก ได้ยกตัวอย่างไอร์แลนด์เหนือ "มื่อทหารอังกฤษใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมของผู้ชุมนุม ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก" 

อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ยกกรณีตัวอย่างการขอโทษของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต่อเหตุการณ์ ฮิลส์โบโรดร. สุธาชัย

 * * * * * * * *
 
หากฉีกรายงานข้อเท็จจริง คอป. ช้าไป เราอาจเหมือนไอร์แลนด์เหนือเมื่อ 38 ปีที่แล้ว

 

 

ในภาพเป็นกิจกรรมการฉีกรายงานของ Lord Widgery หัวหน้าคณะกรรมการอิสระค้นหาความจริงเกี่ยวกับ เหตุการณ์ Bloody Sunday ในวันที่ 30 มกราคม 1972 ที่ไอร์แลนด์เหนือ เมื่อทหารอังกฤษใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมของผู้ชุมนุม ที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

หลัง จากนั้นรัฐบาลอีงกฤษได้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริงขึ้นมา และกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมติดอาวุธ ทำให้เกิดความชอบธรรมแก่ทหารในการใช้อาวุธสงครามปราบปรามผู้ชุมนุม

ด้วย รายงานนี้เอง เป็นต้นเหตุในการทำให้เกิดความขัดแย้งที่ไอร์แลนด์เหนือตลอดมาเป็นเวลา 38 ปี จนกระทั่ง ได้มีคณะกรรมการอิสระขึ้นมาชุดใหม่ โดยหัวหน้าคณะคือ Lord Saville และได้พิสูจน์ว่า ผู้ชุมนุมไม่มีการติดอาวุธ และไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายอย่างที่รายงานของ Lord Widgery ได้กล่าวหาไว้

ความจริงเกี่ยวกับ Bloody Sunday จึงปรากฎขึ้นในปี 2010 ที่ผ่านมานี้เอง และทำให้ความรุนแรงในไอร์แลนด์เหนือยุติลง

รายงาน ของ คอป. ก็เช่นกัน เปรียบได้กับ ใบอนุญาตฆ่า (License to kill) ที่ทำการฟอกขาวให้กับฝ่ายปราบปราม ซึ่งก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์ หากเราให้ความชอบธรรมกับใบอนุญาตฆ่าคนมือเปล่านี้

เราไม่อยากให้ประเทศไทยเป็นแบบไอร์แลนด์เหนือ และเราไม่จำเป็นต้องรอถึง 30-40 ปี เพื่อเรียนรู็บทเรียนอันเจ็บปวดและสูญเสียพี่น้องในประเทศไปมากกว่านี้

สุด ท้าย หากเราฉีกรายงานที่ไร้มนุษยธรรมช้าเกินไป ประเทศเราก็จะอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ไม่ต่างจากกรณี Bloody Sunday ที่โด่งดังไปทั่วโลก

"ฉีกความลวงกันเถอะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป"........ "Tear down the Lies".........

************

มาดูว่า อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ยกกรณีตัวอย่างการขอโทษของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต่อเหตุการณ์ ฮิลส์โบโร 

 ที่มา เฟซบุ๊ค  สุธา ยิ้ม


จากฮิลส์โบโรสู่ คอป.

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายนที่ผ่านมานี้ นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้ออกมาให้คำแถลงต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแสดงการขอโทษต่อสาธารณชน และต่อครอบครัวของผู้เสียหายในโศกนาฏกรรมกรณีฮิลส์โบโรเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๒ และนำมาซึ่งการแสดงการขอโทษอย่างเป็นทางการจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมฟุตบอลอังกฤษ เจ้าของสนามฮิลส์โบโร และผู้บัญชาการตำรวจยอร์คเชียร์ใต้ เป็นต้น
กรณีฮิลส์โบโรเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๒ ในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลเอฟเอคัพระหว่างลิเวอร์พูลและนอร์ติงแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามฮิลส์โบโร ของเชฟฟิลด์ เวนเนสเดย์ ปรากฏว่าประชาชนที่เป็นแฟนบอลของทีมลิเวอร์พูล ได้พยายามเบียดเสียดเข้าไปชมการแข่งขันในอัฒจรรย์ฝั่งตะวันตก จนในที่สุด อัฒจรรย์พังลงมา ผู้ชมจำนวนมากจึงพยายามหนีออกมาพร้อมกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๙๖ คน และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ในรายงานขั้นต้น คือ รายงานเทเลอร์อธิบายว่า แฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรม เพราะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและการก่อกวน ทั้งในและนอกสนามฟุตบอล ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างชมฟุตบอล การแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในสนาม และการเข้าชมเกมการแข่งขันโดยไม่มีตั๋วเข้าชม เป็นต้น

กรณีนี้ก่อให้เกิดอคติกันมานานว่า แฟนบอลลิเวอร์พูลเป็นต้นเหตุของปัญหา จนกระทั่งได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อสอบสวนหาสาเหตุ และผลจากรายงานล่าสุด ได้แสดงให้เห็นว่า แฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลไม่มีความผิด หากแต่เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ ปัญหาเกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายตำรวจยอร์คเชียร์ใต้ ซึ่งต้องทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย การขาดการบริหารจัดการที่ดีของทางสโมสรเจ้าของสนามแข่งขัน จึงทำให้เกิดการเสียชีวิตดังกล่าว และยังได้ข้อสรุปว่า รายงานเทเลอร์ฉบับเดิมมีความผิดพลาด มีเนื้อหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กล่าวหาแฟนลิเวอร์พูลอย่างผิดพลาด ก่อให้เกิดความอยุติธรรมซ้ำซ้อน (Double Injustice) เพราะนอกจากผู้ที่บริสุทธิ์และครอบครัวจะได้รับผลกระทบต่อชีวิต ร่างกายและจิตใจจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าวแล้ว ผู้บริสุทธิ์บางส่วนยังถูกสังคมและหน่วยงานของรัฐในขณะนั้นตราหน้าว่าเป็น ผู้ก่อเหตุของกรณีดังกล่าวอีกด้วย

เป็นที่น่าสนใจว่า ในกรณีของประเทศไทย ได้มีกรณีที่ผิดพลาดเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐหลายเรื่อง แต่ยังไม่เคยมีการขอโทษต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการเลย เช่น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ศาลฎีกาไทย ตัดสินประหารชีวิตจำเลย ๓ คนในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ คือ ชิต สิงหเสนี บุศย์ ปัทมศริน และ เฉลียว ปทุมรส ทั้งที่ทั้ง ๓ คน เป็นผู้บริสุทธิ์ จนถึงปัจจุบันศาลก็ยังไม่เคยมีการขอโทษอย่างเป็นทางการ ต่อมา ในกรณี ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เกิดกระแสการปลุกระดมประชาชน โดยการกล่าวหาขบวนการนักศึกษาว่า ก่อเหตุหมิ่นพระเดชานุภาพ ซึ่งนำมาสู่การสังหารหมู่นักศึกษาประชาชน แล้วก่อเหตุรัฐประหาร ปัจจุบันเป็นที่เข้าใจชัดเจนว่า ฝ่ายนักศึกษาไม่มีความผิด การกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นเรื่องใส่ร้ายป้ายสี แต่ก็ยังไม่มีการขอโทษต่อสาธารณชน หรือต่อขบวนการนักศึกษาอย่างเป็นทางการ โดยหนึ่งในผู้ก่อเหตุขณะนั้น คือ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งองคมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่น่าจะแสดงการขอโทษต่อประชาชนมากที่สุด

ความผิดพลาดในอดีตของสังคมไทยที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง จนกระทั่งกรณีการสังหารหมู่ประชาชนครั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. นำโดย คณิต ณ นคร คณะกรรมการชุดนี้ เริ่มทำงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ และหมดวาระใน ๒ ปี ใช้งบประมาณไปราว ๖๕ ล้านบาท ในที่สุด ก็ได้มีการแถลงข่าวและเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายนที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า รายงานฉบับนี้ กลับเป็นที่วิจารณ์อย่างมากว่า มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และกลับช่วยปกปิดความอยุติธรรมที่ดำเนินการโดยรัฐเสียด้วยซ้ำ

เนื้อหาหลักในรายงาน ซึ่งหนา ๒๗๖ หน้า แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ที่สำคัญอยู่ในส่วนที่ ๒ เรื่อง สรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ส่วนที่ ๓ คือ สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา ในส่วนที่ ๒ นอกจากการเลือกเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔ มาแล้ว ก็ได้มาเน้นเฉพาะกรณีตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรง ๑๐ กรณี เริ่มจากเหตุการณ์ที่สถานีดาวเทียมไทยคมวันที่ ๙ เมษายน ไปจนถึงเหตุการณ์บริเวณวัดปทุมวนาราม และการเผาอาคารสถานที่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ซึ่งมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ

๑. รายงานนี้ได้เน้นเป็นพิเศษถึงบทบาทของ”คนชุดดำ” ซึ่งหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ใช้อาวุธสงครามต่อต้านรัฐบาล ที่ปรากฏตัวในพื้นที่ชุมนุม และได้อธิบายบทบาทของคนชุดดำเหล่านี้แทรกในเรื่องความรุนแรงทุกเหตุการณ์ และพยายามชี้ว่า ชายชุดดำเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการ์ด นปช. และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
๒. ได้มีการรวบรวมเอาคำปราศรัยที่มีลักษณะยั่วยุ ชี้นำ และ ส่งเสริมความรุนแรงของแกนนำคนเสื้อแดงมาไว้ด้วย
๓. ได้มีการรวบรวมพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม การยึดอาวุธเจ้าหน้าที่โดยผู้ชุมนุม และพฤติกรรมคุกคามหน่วยแพทย์และพยาบาลตลอดจนการคุกคามสื่อมวลชนของกลุ่มผู้ ชุมนุมไว้ด้วย

กรณีเหล่านี้ทำให้การอธิบายเนื้อเรื่องในรายงานของ คอป.ฉบับนี้ มีลักษณะพิเศษในการสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการของฝ่ายทหารได้ เพราะสามารถอธิบายได้ว่า ความรุนแรงที่ฝ่ายอำนาจรัฐใช้ ก็เป็นการตอบโต้กับการก่อความรุนแรงของคนชุดดำ และยังเป็นการอธิบายด้วยว่า แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีแนวโน้มในการก่อความรุนแรงเช่นกัน ข้อเสนอลักษณะนี้ จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกับสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ยืนยันว่าไม่มีการเข่นฆ่าประชาชนของฝ่ายทหาร มีแต่การยั่วยุของแกนนำเสื้อแดง และปฏิบัติการของคนชุดดำ

เป้าหมายของรายงานนี้ เห็นได้ชัดขึ้นในบทที่ว่าด้วยสาเหตุและรากเหง้าของปัญหา เพราะได้ยกเอาเรื่องปัญหารากฐากและเรื่องทางโครงสร้างสังคมมาอธิบาย และสรุปว่าประเด็นเหล่านี้ถูกทั้งสองฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสู้เพื่อ ช่วงชิงอำนาจรัฐในการเข้ามาบริหารประเทศ การอธิบายเช่นนี้ มีลักษณะที่ทำให้ความขัดแย้งเฉพาะกลายเป็นความขัดแย้งทั่วไป และจะไม่เห็นบทบาทของการแทรกแซงทางการเมืองของฝ่ายอำมาตย์ รวมทั้งบทบาทเฉพาะของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่จะไปเน้นเรื่องการเยียวยาและฟื้นฟู ซึ่งเป็นข้อเสนอหลักในส่วนที่สี่

ถ้าจะให้สรุปจากรายงานนี้ จะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยและรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ได้มีความผิดเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของประชาชน หรือถ้าจะมีบ้างก็เป็น”ความบกพร่อง”ของการปฏิบัติงาน และความรุนแรงด้านหนึ่งก็มาจากแกนนำของคนเสื้อแดงและปฏิบัติการของคนชุดดำ ความขัดแย้งทั้งหมดมีรากฐานของปัญหามาจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงได้นำมาสู่การที่ นายคณิตเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยทำงานเพื่อประเทศชาติและไม่เดินทางกลับประเทศไทย

ปัญหาอยู่ที่ว่า คำอธิบายเรื่องคนชุดดำในรายงานนี้ มาจากหลักฐานที่อ่อน และแทบจะไม่ต่างจากหลักฐานที่สุเทพ เทือกสุบรรณใช้แถลงต่อรัฐสภามาแล้ว และเป็นการย้ำว่า วาทกรรมเรื่องคนชุดดำถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างชอบธรรมให้กับฝ่ายทหารและยังขัด กับหลักเหตุผลว่า ขบวนการเสื้อแดงมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา การก่อความรุนแรงโดยฝ่ายผู้ชุมนุมจะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาเร็วขึ้น กระนั้นหรือ ยิ่งกว่านั้น ยังข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นไปอย่างมีระเบียบและไม่มีความรุนแรง จนกระทั่ง รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันมีภาวะร้ายแรง และสั่งกระชับพื้นที่ในวันที่ ๑๐ เมษายน เหตุการณ์จึงเริ่มรุนแรง หรือกล่าวได้ว่า ความรุนแรงที่มีขึ้น เริ่มโดยฝ่ายรัฐที่ติดอาวุธพร้อม ดำเนินการกับประชาชนมือเปล่า จึงก่อให้เกิดการเสียชีวิตอย่างมากเช่นนั้น

ดังนั้นถ้าพิจารณาจากรายงานของ คอป. คงจะเป็นการยากที่ชนชั้นนำไทยจะมีสำนึก และขอโทษประชาชนในความผิดพลาด ดังที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้กระทำ

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๓๗๘ ประจำวันเสาร์ ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๕

แจกกระจาย โหลดกระฉูด "คู่มือสหภาพแรงงาน"

ที่มา Thai E-News

 24 กันยายน 2555
 ที่มา

 Junya Lek Yimprasert  


แจกหนังสือสำคัญ - คู่มือสหภาพแรงงาน

หนังสือเล่มเล็กๆ ที่อธิบายว่าทำไมจึงต้องรวมตัวต่อรองกันเป็นสหภาพแรงงานของคนทำงานทุกสาขา อาชีพ ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์และการออกกฎหมายเพื่อสวัสดิการคนทั้งประเทศ

คนไทยถูกปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลเรื่องสหภาพแรงงานคืออะไร
เราได้รับรู้แต่ข่าววิถีนักสหภาพไทย (ส่วนใหญ่) ที่ผูกโยงเฉพาะสหภาพรัฐวิสาหกิจและคนงานอุตสาหกรรมที่นอกจากไม่ต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยแล้ว ยังร่วมสนับสนุนรัฐประหารอีกด้วย

นั่นเป็นปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติและการไม่เข้าใจอุดมการณ์สหภาพแรงงานที่ แท้จริงของสหภาพแรงานในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของกระทรวงแรงงาน และผู้มีอำนาจ




ในหลักการ สหภาพแรงงานนั้นมุ่งมั่นเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบอบประชาธิปไตย
และสงเสริมให้คนทำงานรวมตัวกัน ทั้งในรูปแบบสหภาพ และการตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้าไปผลักดันนโยบายและกฎหมายในรัฐสภา

  ประเทศไทยมีสมาชิกสหภาพแรงงานแค่ 1.4% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ
ไม่ใช่เพราะคนทำงานไม่ต้องการสหภาพแรงงาน
แต่เพราะมีการปิดกั้นและทำลายล้างการพยายามรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานมาอย่างหนัก ต่อเนื่อง และยาวนาน 

ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สนับสนุนและส่งเสริมเต็มที่ ให้คนทำงานทุกสาขาอาชีพตั้งสหภาพแรงงาน และรวมตัวกันตั้งพรรคแรงงานที่เป็นพรรคของคนทำงานที่แท้จริง!!!!! 

คู่มือสหภาพแรงงาน -

ในหลวงพระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารและบรรทมได้ดี

ที่มา Thai E-News

  ที่มา Thai E-News

 24 กันยายน 2555
 ที่มา มติชน "ในหลวงพระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารและบรรทมได้ดี"

วันที่ 24 ก.ย. 2555 สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 57 ว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า 

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.55 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรอทต่ำๆ ช่วงเช้าและขึ้นสูง 38.7 องศาเซลเซียสในตอนบ่ายและกลางคืน ทรงมีพระกรรสะเล็กน้อย ผลการตรวจพระวรกายการหายพระทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย การเต้นของพระหทัยเร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่มีพระอาการเจ็บพระนาภี ผลการตรวจเอกซเรย์พระอุระ (ทรวงอก) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ปรากฏว่าเหมือนเดิม ผลการตรวจพระโลหิต แสดงว่ามีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และได้ทำการเพาะเชื้อในพระโลหิต กำลังรอรายงานผลการตรวจ 

คณะแพทย์ฯ จึงได้ขอพระราชทานถวายพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิต เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 55 พระปรอทลดลง เสวยพระกระยาหารและบรรทมได้ดี

Monday, September 24, 2012

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: เมดิคัลฮับและความไม่เท่าเทียม(1)

ที่มา ประชาไท

 

นโยบายเมดิคัลฮับเป็นนโยบายที่ริเริ่มในสมัยรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2546 นโยบายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางความเป็นเลิศทาง การบริการทางการแพทย์ในภูมิภาคเพื่อรองรับผู้ป่วยจากประเทศพัฒนาแล้ว ผู้ป่วยในภูมิภาคอาเซียนและในประเทศที่มีกำลังซื้อมากพอ และเนื่องจากเป็นการโยกย้ายผู้ป่วยจากภูมิภาคอื่นเข้าสู่ประเทศทำให้นโยบาย เมดิคัลฮับมีความเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ไปโดยปริยาย
โดยปกติแล้วผู้ป่วยย่อมอยากจะเลือกการรักษากับโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือสภาพ แวดล้อมที่คุ้นเคยมากกว่าการเสียค่าเดินทางไปรักษาสถานที่ไกลๆ และสิ่งแวดล้อมที่แปลกแยก อย่างไรก็ตามในประเทศพัฒนาแล้ว เช่นอเมริกา ค่ารักษาแพงหูฉี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาในระดับ tertiary care (การดูแลสุขภาพขั้นตติยภูมิ: คือรูปแบบของบริการดูแลสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ) และประกันสุขภาพของรัฐไม่ได้ครอบคลุมประชาชนทุกคน การบินมารักษาในต่างประเทศกลับมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าในประเทศ นอกจากนั้นสาเหตุจากการรอรับบริการจากรัฐที่ยาวนาน เช่น การรอผ่าตัดเปลี่ยนไตในประเทศที่ประกันภาครัฐครอบคลุมทุกคนในอังกฤษ หรือกฎหมายข้อห้ามในการรักษาการแพทย์บางประการ เช่นการผ่าตัดแปลงเพศ ก็เป็นสาเหตุให้ชาวต่างประเทศบินข้ามน้ำข้ามทะเลมารักษาในประเทศกำลังพัฒนา
นโยบายเมดิคัลฮับส่งผลดีในการนำเม็ดเงินเข้าประเทศและพัฒนาการแพทย์ไทยไป สู่มาตรฐานสากล และสร้างรายได้ให้ธุรกิจภาคอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ การบิน การคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวและโรงแรม การบริการ มีการประมาณการว่าเมดิคัลฮับจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4 แสนล้านบาทถ้านโยบายประสบความสำเร็จ [1]
อย่างไรก็ตามทุกนโยบายย่อมมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อัมมาร สยามวาลา กล่าวว่า นโยบายเมดิคัลฮับเป็นนโยบายที่เลวที่สุดซึ่งจะดึงหมอออกจากระบบสุขภาพภาครัฐ และทำลายระบบสุขภาพภาครัฐจากการต้องนำเงินเข้าไปเพิ่มเงินเดือนให้บุคลากร สาธารณสุขภาครัฐ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลชนบทหรือท้องถิ่นที่ประสบปัญหาด้านการเงินในการเพิ่ม เงินเดือนให้บุคลากรสาธารณสุข [2]
นโยบายเมดิคัลฮับจึงเป็นนโยบายที่มีความขัดแย้ง สามารถนำเม็ดเงินเข้าประเทศและการพัฒนาเข้าสู่ประเทศแต่ก็อาจจะสร้างความ เสียหายในระบบสุขภาพภาครัฐ และสร้างความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุข
จากที่เกริ่นมาข้างต้นมีประเด็นที่จำแนกมาได้ดังนี้
1. ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยคืออะไร มีอยู่จริงหรือไม่
2. สาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทย
3. เมดิคัลฮับส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขไทยหรือไม่อย่างไร
4. เมดิคัลฮับและความเท่าเทียมกันสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่
สิทธิทางสุขภาพเป็นสิทธิที่เพิ่งเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ “ทุกคนมีสิทธิในการมีมาตรฐานชีวิตที่เพียงพอต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของเขาและ ครอบครัว” มนุษย์ควรมีโอกาสได้รับการรักษาไม่ว่าจะเกิดมาอยู่ในสถานะใดๆ ดังนั้นความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ
ความเท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขแบ่งได้ 3 ประเภทคือ (Wagstaff,1999)
1. ความเท่าเทียมกันด้านการเงิน ซึ่งแบ่งเป็นความเท่าเทียมกันในแนวตั้ง(Vertical equity) คือ คนที่มีความสามารถในการจ่ายเงินมากกว่าต้องจ่ายมากกว่า และ ความเท่าเทียมกันในแนวราบ(Horizontal equity) คือคนที่มีความสามารถในการจ่ายเท่ากันต้องจ่ายค่ารักษาเท่ากัน
2. ความเท่าเทียมกันด้านการใช้บริการสาธารณสุข ซึ่งแบ่งเป็นความเท่าเทียมกันในแนวตั้งคือ การรักษามีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน และความเท่าเทียมกันในแนวนอนคือ คนที่มีความจำเป็นในการรักาเหมือนกันควรได้รับการรักษาที่เหมือนกัน
3. ความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพ คือความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพของกลุ่มประชากรต่างๆที่ขึ้นอยุ่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม

ความไม่เท่าเทียมกันในระบบสาธารณสุขสรุปได้สามกลุ่ม [3]
1. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสามกลุ่มประกันสุขภาพของรัฐ ได้แก่สามสิบบาทรักษาทุกโรค ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีความไม่เท่าเทียมกันทั้งทางด้านการเงินและการใช้บริการสุขภาพ โดยสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการดีกว่าระบบอื่นๆ ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกัน แต่นำเงินภาษีของประชากรทั้งประเทศมาอุดหนุนและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว มากกว่าระบบอื่นๆ
2. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกรุงเทพฯและต่างจังหวัด กรุงเทพฯซึ่งมีความเจริญมากกว่า มีจำนวนโรงพยาบาลต่อคนไข้ จำนวนเตียงต่อคนไข้และบุคลากรสาธารณสุขต่อคนไข้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ มีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และเครื่องมือในการรักษามากกว่าจังหวัดอื่นๆ นอกจากนี้มีโรงพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกใช้ได้มากกว่า และมีระบบสาธารณูปโภคขนส่งมวลชนที่ทำให้การเข้าถึงง่ายกว่า
3. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โรงพยาบาลเอกชนมีอุปทานทางการแพทย์มากกว่าโรงพยาบาลรัฐและมีการบริการด้าน ควบคู่การรักษาที่ดีกว่า เช่น มีห้องพักที่ดีกว่า เป็นต้น และใช้เวลาในการรอคอยการรักษาที่สั้นกว่าโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้องจ่ายเงินแพงกว่าเพื่อแลกกับความสะดวกสบายดังกล่าว
ในส่วนต่อไปจะเป็นการวิเคราะห์สาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันในแต่ละกลุ่ม ข้างต้น (ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวและต้องมีการทำวิจัยเพิ่มเติม)
ในกลุ่มความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประกันภาครัฐ สิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาข้าราชการเป็นระบบประกันภาครัฐที่มีมานานที่ สุดโดยสงวนเอาไว้เฉพาะข้าราชการและครอบครัวแต่กลับใช้ภาษีของคนทั้งประเทศ แบกรับซึ่งถ้าต้องการให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นข้าราชการควรแบกรับค่ารักษา บางส่วนและมีนโยบายการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตามการออกนโยบายลดสวัสดิการรักษาเป็นไปได้ยากทุกรัฐบาลเพราะข้า ราชการเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงเมื่อเทียบกับระบบอื่น คือสหภาพแรงงานจากประกันสังคม และประชาชนจากระบบสามสิบบาท
ในระบบประกันสังคมรายได้ของระบบมาจากการหักสัดส่วนของเงินเดือน,และเงิน อุดหนุนจำนวนเท่ากันจากรัฐและผู้ประกอบการ ปัญหาที่จำกัดสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคมไม่ทัดเทียมกับสวัสดิการข้า ราชการคือปัญหาด้านงบกองทุน รายรับของกองทุนเพิ่มขึ้นไม่ทันราคาค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวด เร็ว ระบบประกันสังคมให้สิทธิเฉพาะลูกจ้างที่มีเงินเดือนเท่านั้น ลูกจ้างที่ไม่มีเงินเดือน เช่นเกษตรกร เจ้าของร้านค้าเล็กๆหรือ อาชีพอิสระไม่สามารถร่วมด้วยได้ โดยที่ประเทศไทยมีแรงงานที่อยู่ในรูปเงินเดือนและมีเศรษฐกิจที่เก็บภาษีได้ ประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้จำนวนของคนที่จ่ายเบี้ยประกันน้อยลงมา
นอกจากนี้นโยบายภาครัฐที่กดค่าแรงมาหลายทศวรรษเพื่อดึงดูดนักลงทุนและ สร้างผลกำไรให้เจ้าของ ส่งผลให้ฐานเงินเดือนน้อยและเบี้ยประกันสังคมก็น้อยตามมา และเมื่อฐานเงินเดือนน้อยก็ส่งผลให้ไม่สามารถหักเบี้ยประกันเป็นสัดส่วนที่ สูงได้ ระบบประกันสังคมไทยหัก5%ของเงินเดือน ในขณะที่เบี้ยประกันประกันสังคมฝรั่งเศสประมาณ 20% ของเงินเดือน [4]
นอกจากนี้เบี้ยประกันสังคมก็ไม่เป็นอัตราก้าวหน้าคือไม่เก็บคนที่มีเงิน เดือนสูงกว่าในอัตรามากกว่า ลูกจ้างที่มีเงินเดือน 1,650-15,000 บาทจ่ายเบี้ยประกัน 5%ของเงินเดือน และถ้าเงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทจ่ายเบี้ยประกันอัตราคงที่ 750 บาทต่อเดือน
เนื่องจากไทยมีแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบเงินเดือนเป็นจำนวนมาก ทำให้ก่อนมีนโยบายสามสิบบาท ประชากรกว่า 30% ของประเทศไม่มีประกันสุขภาพทั้งจากรัฐและเอกชน นโยบายสามสิบบาทเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้โดยนำภาษีของประชาชนทั้งประเทศเข้า มาเป็นค่าใช้จ่าย สาเหตุด้านการเงินทำให้จำกัดสิทธิประโยชน์ของระบบสามสิบบาท และสร้างความกังวลว่าระบบรักษาพยาบาลภาครัฐจะล้มละลาย
เพื่อให้ระบบสามสิบบาทมีสิทธิประโยชน์เท่าสวัสดิการข้าราชการ รัฐจำเป็นต้องอัดฉีดเงินภาษีเข้าระบบสามสิบบาทเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งรัฐบาลมีศักยภาพที่ทำได้โดยการหั่นงบประมาณกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นและ เพิ่มให้ระบบสามสิบบาท หรือเปลี่ยนระบบเก็บภาษีใหม่เพิ่มรายได้เข้าคลัง โดยที่ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีแค่ 50% ของที่ควรจะได้ และไม่มีการเก็บภาษีเพื่อกระจายความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกัน เช่นไม่มีภาษีมรดกและที่ดิน
กล่าวโดยสรุปความไม่เท่าเทียมกันในระบบประกันสุขภาพภาครัฐ มีสาเหตุมาจากความไม่เท่าเทียมกันในชนชั้นสังคม และความไม่เท่าเทียมกันด้านกระจายความมั่งคั่ง

เชิงอรรถ
[1]  http://www.togogateway.org/spip.php?article224http://www.bangkokpost.com/learning/learning-from-news/204958/should-thailand-strive-to-become-a-medical-tourism-hub
 [2]  http://www.bangkokpost.com/learning/learning-from-news/204958/should-thailand-strive-to-become-a-medical-tourism-hub
[3]  http://www.moph.go.th/ops/thp/index.php?option=com_content&task=view&id=176&Itemid=2
[4] http://www.togogateway.org/spip.php?article224

ความจริงสีขาว ความตายสีเทา ความเศร้าสีใด? แล้วใจใครสีดำ?

ที่มา ประชาไท

 


 
รายงานสีขาวมีเรื่องเศร้า
 
เรื่องความตายสีเทา
 
ความตายสีเทาถูกระบาย
 
ระบายด้วยชายชุดดำ
 
ชายชุดดำอยู่ทุกที่
 
ที่นี่ ที่โน่น ที่นั่น
 
ที่งานศพสีเทา
 
ชายชุดดำร่ำไห้กับความตายสีเทา
 
ชายชุดดำช่วยงานศพ
 
ชายชุดดำหยุดร่ำไห้ชั่วครู่
 
พรั่งพรูถ้อยคำที่คั่งแค้น
 
ชายชุดดำอยู่ที่งานศพลูกฉันนี่แล้ว
 
ชายชุดดำที่อยู่ในรายงานนั้น
 
เป็นเพียงลมปากของชายใจดำ




ธีร์ อันมัย 

เขียนขณะอ่านรายงาน คอป.