WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 26, 2012

บทความแปล: นายกฯ ทักษิณ กล่าวถึงการปฎิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา Thai E-News

 แปลโดย Doungchampa Spencer
ต้นฉบับ Thaksin on lese majeste reform 
โพสต์เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555



คุณแดเนี่ยล เทน เคท จากหนังสือพิมพ์บลูมเบิร์ก ใน รายงานที่เป็นประโยชน์มาก เกี่ยวกับความคิดเห็นของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งโยงไปถึงการปฎิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังจากการเลือกตั้งที่ได้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมาบริหารราชการ และแม้ว่า จำนวนการฟ้องร้องภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 112 และกฎหมายคอมพิวเตอร์ได้ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม, มันยังมีผู้คนอีกไม่ทราบจำนวนที่ยังคงอยู่ในคุกตารางซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ ภายใต้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ และสำหรับฝ่ายรัฐบาลเอง ก็ยังแสดงให้เห็นท่าทีของตนเองเหมือนกับถูกครอบงำทั่วทั้งกระดูกสันหลัง เมื่อต้องเผชิญกับกฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในตอนนี้ นายกฯ ทักษิณ ได้ให้เหตุผลบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้

นายกฯ ทักษิณกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 “ควรจะมาจากที่ปรึกษาของพระองค์ฯ” นายกฯ ทักษิณยังเสริมต่อไปว่า “คณะองคมนตรีควรจะเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ว่าจะเน้นกระบวนการต่างๆ ว่า กฎหมายควรจะมีการแก้ไขหรือไม่... ผมไม่คิดว่าฝ่ายรัฐบาลควรที่จะเป็นผู้เริ่มเรื่องนี้ขึ้นมา มันควรจะริเริ่มเองจากคณะองคมนตรี”

ตามที่สำนักข่าวรายงานไว้ นายกฯ ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า “ผู้พิพากษาหลายท่านได้ทำการใช้อำนาจที่พวกเขามีอยู่อย่างผิดๆ ด้วยการลงโทษอย่างแสนสาหัสกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระยะเวลาไม่กี่ปี ที่ผ่านมา”

แล้วนายกฯ ทักษิณยังย้ำถึงเรื่อง การสืบราชสมบัติ ซึ่งทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่า: “เรื่องนี้ มันไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติกับราชบัลลังก์” นายกฯ ทักษิณกล่าว และยังเสริมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงปฎิบัติราชกิจอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งว่าพระองค์ยังทรงประทับอยู่ในโรงพยาบาล “ไม่มีอะไรที่จะต้องเป็นห่วงเลย”


อย่างที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้บันทึกว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ได้ทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 แล้ว ด้วยการทรงพระประชวรจากโรคต่างๆ หลายเรื่องรวมไปถึงการเจ็บพระพระปฤษฎางค์ (หลัง) ด้วย” แท้ที่จริงแล้ว, พระองค์ไม่ได้ทรงปรากฎตัวให้ประชาชนได้เห็นมาเป็นเวลามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว หลังจากที่มีวิกฤติเกี่ยวกับเลือดออกในสมองเมื่อเร็วๆ นี้ และ เมื่อประมาณ 5 วันที่เพิ่งผ่านมา พระองค์ได้ทรงประสบกับวิกฤติทางสุขภาพอีกเรื่องหนึ่งด้วย

ตามวิธีการของบลูมเบิร์ก, นักวิเคราะห์ทางธุรกิจได้กล่าวว่า:

“The royal succession may lead to inconveniences for businesses because of a mourning period, while more significant disruptions that would come from a derailed succession process are “very unlikely,” according to Lund from Control Risks. The transition over time will prompt a decline in the monarchy’s political significance and allow for “a much delayed public discussion around how to modernize the institution,” he said.…..

การทดสอบในเรื่องเหล่านี้ และจากทัศนคติของนายกฯ ทักษิณเองในเรื่องการสืบต่อราชสมบัตินั้น มันไม่แตกต่างกันมากเท่าไรเลย

-----------------------------------------------

 ความคิดเห็นของผู้แปล:

ถ้าอยากอ่านรายละเอียด จริงๆ ควรจะไปหาอ่านได้ที่ บลูมเบิร์ก ตามลิ้งค์ที่ลงไว้ นะคะ เพราะมีการกล่าวถึงเรื่ององค์พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีในปัจจุบัน ด้วย แต่ดิฉันคิดว่า ไม่เกี่ยวข้องเท่าไรในเนื้อหาของบทความนี้

 ความคิดเห็นเป็นข้อๆ:

 1. ยังมีผู้ต้องโทษทางความคิด (Prisoners of Conscience) อีกเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังถูกคุมขังอยู่ ที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากว่า ไม่มีหนทางที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างเต็มที่

 2. ยังไม่เห็นหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ในประเทศไทยที่ลงข่าวของ นายกฯ ทักษิณ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณทักษิณ ดิฉันก็แปลกใจเหมือนกันว่า ทำไม ท่านจึง “เตะ” เรื่องแบบนี้ไปให้ ฝ่ายองคมนตรี ทั้งๆ ที่ หน้าที่ของการแก้ไขกฎหมายต่างๆ นั้น เป็นเรื่องของรัฐสภาฯ ที่มาจากประชาชน ดิฉันไม่ทราบว่า ถ้าฝ่ายองคมนตรีมายุ่งเรื่องกฎหมายอาญาแล้ว ทางฝ่ายองคมนตรีจะเป็นผู้แก้ไขกฎหมายได้อย่างไร เพราะหน้าที่ของฝ่ายองคมนตรีคือ เป็นผู้ให้คำปรึกษาต่อพระมหากษัติรย์

 3. การเรียกร้องให้มีการแก้ไข กฎหมายอาญามาตรา 112 โดยกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย เขาส่งเรื่องและล่าลายชื่อไปให้กับ “รัฐสภา” กันไม่ใช่หรือคะ? เขาไม่ได้ส่งเรื่องไปให้กับทางฝ่าย “องคมนตรี” เพราะตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น รัฐสภา มีอำนาจในการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่ฝ่าย “องคมนตรี”

 4. ถ้าฝ่ายองคมนตรีเขาเงียบกลับมา ก็ต้องร้องเพลง “รอ” ต่อไป เพราะไม่มีใครสามารถ “แตะ” กฎหมายเหล่านี้ได้ แต่ถ้าฝ่ายองคมนตรีเขาตอบว่า “แก้ไขไม่ได้” หรือ “แก้ไขได้” ก็แสดงว่า องคมนตรีมีอำนาจเหนือกฎหมาย คือ มีอำนาจสั่งได้ว่า กฎหมายอะไรแก้ไขได้ และ อะไรแก้ไขไม่ได้ ซึ่งมันก็จะกลายเป็นว่า พวกนี้ สร้างอิทธิพลให้เห็นๆ กันอีกว่า "อยู่เหนือกฎหมาย"

 5. ทางที่ดีที่สุดคือ เรื่องแบบนี้ควรจะมีการต่อรองกันเองก่อนแบบส่วนตัว ไม่น่าจะออกมาด้วยการสัมภาษณ์ เพราะดูไปแล้ว คุณทักษิณ จะเป็นผู้เสียเปรียบ เนื่องจากตนเองไม่ได้อยู่ในตำแหน่งใดๆ ของทางฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน และแถม ยังแนะนำให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ดำเนินเรื่องก่อน ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่า ฝ่ายองคมนตรี เขามีความชื่นชอบแบบรักปานจะกลืนกินกับท่านมากน้อยแค่ไหน

 6. ดิฉันไม่ทราบว่า บลูมเบิร์ก เขาไปขอสัมภาษณ์คุณทักษิณ หรือ ว่า คุณทักษิณ ต้องการออกความเห็นเอง แต่บางทีในเรื่องแบบนี้ น่าจะอยู่เงียบๆ สักพัก โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งมีเรื่องของพระมหากษัตริย์เข้ามา อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องง่ายต่อการจุดชนวนโดยฝ่ายตรงข้าม

 7. การ “โบ้ย” เรื่องการแก้ไขนี้ ไปยังฝ่าย องคมนตรี (แบบไม่มีการเตรียมอะไรมาก่อน) ซึ่งเกี่ยวกับเรื่อง กฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น อาจจะเป็นแผนอันล้ำลึกของนายกฯ ทักษิณเอง ที่ส่งสัญญาณให้ทาง ฝ่ายองคมนตรี ต้องออกมาตอบเรื่องนี้


การกระทำโดยการ “โยนลูกบอล” ส่งต่อนั้น ทำให้ ประชาชนหันความสนใจมายังกลุ่มองคมนตรีแทน อาจจะเป็นเพราะว่า ตัวน้องสาวเดินทางอยู่นอกประเทศและอยู่ที่ นิวยอร์คด้วย ตนเองมีประสบการณ์มาแล้วว่า อะไรเกิดขึ้น การ “โยนลูกบอล” ลูกนี้ ทำให้การกระดิกตัวเคลื่อนไหวของทางฝ่าย “องคมนตรี” ต้องกลายเป็นว่า ตกอยู่ใน spotlight แทนที่จะอยู่ดำเนินการอย่างลับๆ เงียบๆ (โดยเฉพาะที่ข่าวใต้ดินลือกันกระหึ่มว่า กำลังหนุนหลังเรื่องอะไรบางอย่างก็แล้วแต่)


ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ก็แสดงว่า นายกฯ ทักษิณ ทำได้อย่างดี ทั้งๆ ที่ดิฉันและอีกหลายๆ ท่าน อาจจะไม่คิดมาก่อนว่า ท่านออกมาสัมภาษณ์อะไรกันอีก

8. Bottom Line ก็คือว่า ถ้ายังยืดไปยืดมา คนที่อยู่ในคุกก็คงจะต้อง รอต่อไป มันเป็นธรรมกับพวกเขาหรือ?

 อย่างไรก็ตาม เวลาของการเปลี่ยนผ่าน มันคงเริ่มใกล้เข้ามาอย่างที่หนังสือพิมพ์ของทางโลกฝ่ายตะวันตกเขาพิมพ์ออก มาให้อ่านกันหลายๆ ฉบับแล้ว (เพียงแต่เขาเซ็นเซอร์กันที่ประเทศไทย หรือ ไม่ยอมให้สื่อหลัก มาลงแค่นั้นเอง แต่ถ้าต้องการหากันจริงๆ ก็เข้าไปอ่านออนไลน์ได้ตลอดค่ะ)

 ดิฉันให้ข้อคิดเห็นแบบสองด้าน คือ อาจจะมีการวิจารณ์นิดหน่อย รวมไปถึง อาจจะมีการวางแผนอันล้ำลึกที่ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งไปตกอยู่ใน spotlight เท่านั้นเอง ผลจะเป็นอย่างไร คงจะได้เห็นกันอีกไม่นานค่ะ

กระบอกเสียงปชป.อาจไม่พ้นความรับผิดชอบ ปลุกปั่นความเกลียดชังจนนำไปสู่การปะทะเหลือง-แดง

ที่มา Thai E-News



โทรทัศน์บลูสกายทีวี สื่อกระบอกเสียงพรรคประชาธิปัตย์รายงานข่าวเหตุการณ์ปะทะของเสื้อแดงกับ สลิ่มหน้ากองปราบฯแบบสดๆและผู้สื่อข่าวภาคสนามกับพิธีกรพากันเชียร์สลิ่ม เหลืองและว่าประณามเสื้อแดงแบบออกนอกหน้า(คลิปนี้ผู้อัพโหลดลงyoutube ตั้งชื่อว่า"สลิ่มตั้วเหยียบรถโกตี๋"แต่จากการตรวจสอบของเราพบว่า ชายคนหนึ่งในคลิปนี้เพียงแต่แต่งตัวคล้ายคุณตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่างเท่านั้น และเป็นผู้ห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่การยั่วยุ)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 กันยายน 2555

เว็บไซต์Go6TVได้นำเสนอรายงานข่าวเรืื่อง แฉ! "พิธีกรบลูสกาย" สนับสนุนม็อบพันธมิตรถ่อย "ทุบรถ-ขว้างหินสาวเลือดอาบ" โดยแสดงภาพฐานรูปถ่ายว่าโทรทัศน์ช่องบลูสกายที่เป็นสื่อกระบอกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้



สองพิธีกรคู่ขวัญ อัญชะลี ไพรีรักษ์ และ กฤษณพงศ์ เกียรติศักดิ์

Go6TV(วันที่ 25 กันยายน 2555) แฉหลักฐานผู้สนับสนุนม็อบพันธมิตร มีพรรคการเมืองชื่อดังชักใย โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายพิธีกรชื่อดังรายการหนึ่งในสถานนีบลูสกาย เชิญชวนและไปแจกเสื้อยืดให้แก่ผู้ชุมนุม

ภาพม็อบสลิ่มแสดงความถ่อยใส่เสื้อตัวนี้ทุกคน
จากเหตุการณ์ชั่วร้ายที่ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประธิปไตยหรือ พธม. ได้นัดชุมนุมหน้ากองปราบปรามฯ ตั้งแต่ตอนเช้า จนกระทั่งมีเรื่องทุบตีรถยนต์ของเสื้อแดง และไล่ทุบคนเสื้อแดงจนบาดเจ็บหัวแตกดังที่ทราบดีนั้น

หลายท่านคงสังเกตว่า คนที่อยู่ในภาพและข่าวทั่วโซเชี่ยลเนตเวิร์ค ที่ เป็นผู้ทุบกระจกรถด้วยเหล็กแหลม  ภาพคนฟาดเจ้าหน้าที่ด้วยร่ม จนกระทั่งพกอาวุธมาชุมนุมจนเจ้าหน้าที่จับตัวได้  และอีกหลายในคลิป “จะใส่เสื้อเหมือนกัน” คือ “เสื้อยืดสีขาวแขนสั้น สกรีนอักษรคำว่า “ทรงพระเจริญ” อยู่บนหน้าอก

ข้อความเชิญชวนประชาชนมาก่อม็อบหน้ากองปราบฯ
เมื่อ ตรวจสอบย้อนหลังปรากฏว่า เสื้อดังกล่าวนั้นได้ถูกจัดเตรียมและประกาศเผยแพร่ชัดเจนอยู่ในรายการ โทรทัศน์รายการหนึ่งของสถานีบลูสกาย และพิธีกรชายคนดังกล่าว ได้ถ่ายภาพคู่กับพิธีกรหญิงชื่อดังที่ทั้งประชาชนรู้จักดี พร้อมใส่เสื้อลายดังกล่าวโชว์ถ่ายภาพ พร้อมเชิญชวนว่า “พรุ่งนี้ 9.00น. ไปเจอกันที่กองปราบ พร้อมทั้งแท็กภาพดังกล่าวไปให้กลุ่มเครือข่ายของตน ช่วยกันเผยแพร่ข่าว

ดัง นั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานนีโทรทัศน์ชื่อดังที่โยงใยกับพรรคการเมืองพรรคใหญ่ จะปฏิเสธไม่รู้เห็นไม่ได้ รายการโทรทัศน์ที่มีพิธีกรคู่ดังจัดอยู่ รวมถึงทุกรายการในช่องบลูสกาย ต่างสร้างกระแส เปิดประเด็น ชักชวนคนออกมาชุมนุม พร้อมรายงานสดตลอดทั้งวันนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะไม่รับผิดชอบต่อความวุ่นวายจนบาดเจ็บเสียเลือดเนื้อ และทรัพย์สินไม่ได้  สมควร แล้วที่ประชาชนจะประณามการกระทำ ของพรรคการเมืองพรรคนี้ว่าใช้วิธีใต้ดิน เลวทรามต่ำช้า ก่อม็อบชนม็อบ จนสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนในบ้านเมือง


ชายคนนี้ ถูกตำรวจับหลังพบมีอาวุธปืนภายในตัวขณะชุมนุม
ภาพผู้ชุมนุมใส่เสื้อของพิธีกรบลูสกาย
โฉมหน้าผู้ชุมนุมใส่เสื้อของบลูสกายทุบกระจกรถ


ลำดับภาพชายทุบกระจกตั้งแต่เริ่มทุบ จนทุบแตกแล้วเดินหนีไป


แฟนคลับใส่เสื้อ "สายล่อฟ้า" และ "ทรงพระเจริญ" ก่อนเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย


ชายคนทุกกระจก เมือทุบเสร็จรีบวิ่งหนีออกไป
ขณะเดียวกันมีการวิจารณ์โทรทัศน์ช่องเสื้อแดงเอเชียอัพเดตว่าไม่ตื่นตัวรายงานข่าวนี้เลย ผู้ใช้ชื่อล็อกอินมังกรดำ วิจารณ์ผ่านเว็ปบอร์ดประชาทอล์กว่า เรา ขอให้มีสถานีช่องนี้ เอาไว้ เพื่ออะไร ?
การรายงานสถานการณ์สดๆ ในเหตุการณ์แบบนี้  ไม่เคยสำเหนียกที่จะทำ
เอาละ สมมุติว่า นึกไม่ถึงว่าจะมีเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแบบนี้ จึงไม่ได้ส่งคนไปถ่ายทอดตั้งแต่เริ่ม
แต่ การตัดเข้ารายงานสถานการณ์สด ด้วยการแช่ภาพนิ่ง--- และข้อความ
การ “รายงานข่าว แบบนักข่าวมืออาชีพ” ---  แบบช่องต่างๆ ที่เขาทำกัน- เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรสดๆ ร้อนๆ---
ว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น--- ทำอย่างนี้ มันจะไปผิดในข้อหาระดมคนอะไร
(เพราะ ที่รู้มา ระวังตัวแจ กลัวเขาจะปิดสถานี ในข้อหาชนวนความวุ่นวาย)

มีผู้แสดงความเห็นว่า 
เมื่อวาน ตอนที่ตะลุมบอนกันหน้ากองปราบหัวร้างข้างแตกช่องเอเซียอัพเดท ซึ่งไม่ได้มีการอัพเดทเหมือนชื่อช่อง ไม่มีข่าวฉับไวทันเหตุการณ์แต่อย่างใดพอเลื่อนไปช่องASTV เท่านั้นแหละ ข่าวมาพรวดๆเหมือนสายน้ำไหลเลยช่องเอเซียอัพเดท ถ้ายังทำงานแบบนี้  ประสิทธิภาพก็พอๆกับช่อง 11 ล่ะมั้ง
 อีกราย

กดผ่านไปเจอ ช่องหมาบลู มันเห่าเอาๆ  ใสร้ายปาดโคลนว่า "สรุปคือ พธม.ไปชุมนุมโดยสงบ  แต่พวกเสื้อแดงเข้าไปก่อกวนไล่ตีสิค่ะ "ดูพวกมันสิค่ะ  ใส่ไฟ สาดโคลนกันอย่างมันปาก ได้ยินอยากเอาส้นตรีนยัดปากอีตัวที่เห่านั่นจริงๆหันมาดูเอเชียอัพเดท โอ๊ยยย กรูจะบ้าาา  ทำอะไรให้มันทันโลกบ้างจะด้ายม้ายยยย

ศาลอาญานัดตัดสินคดี "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรฯ หมิ่นสถาบัน 9 โมงเช้าวันนี้

ที่มา uddred

 ทีมข่าว นปช.
26 กันยายน 2555




วันนี้ (26 ก.ย. 2555) เวลา 10.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดฟังคำพิพากษาคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการและแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในข้อหาผิดกฎหมายอาญา ม.112 หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์  ที่ห้องพิจารณาคดี 908 ศาลอาญา รัชดาฯ คดีหมายเลขดำ อ.2066/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 ที่จำเลยนำคำปราศรัยของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ที่พูดบนเวทีปราศรัยบริเวณสนามหลวง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 มาเผยแพร่ซ้ำที่ปราศรัยบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์
ซึ่งศาลให้รอฟังคำพิพากษาในคดีในช่วงเช้าวันนี้

Tuesday, September 25, 2012

เวียดนามจำคุก 12 ปีบล็อกเกอร์วิจารณ์รัฐบาล

ที่มา ประชาไท

 

วานนี้ (24 ก.ย.55) สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ศาลเวียดนามได้ตัดสินจำคุกบล็อกเกอร์ 3 รายด้วยความผิดฐานเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาล
บีบีซีระบุว่า การพิจารณาคดีดังกล่าวซึ่งเป็นที่สนใจของสาธารณะ ดำเนินไปอย่างรวบรัดในนครโฮจิมินห์ ภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา
บล็อกเกอร์ทั้งสามถูกกล่าวหาว่าโพสต์บทความการเมืองลงในเว็บไซต์ต้องห้าม ชื่อ ชมรมผู้สื่อข่าวเสรี  รวมถึงโพสต์บทความวิจารณ์รัฐบาลในบล็อกส่วนตัว โดย เหงียน วาน ฮาย ซึ่งมีนามปากกาว่า "เดียว เกย" ได้รับโทษสูงสุด 12 ปี
ขณะที่ ตา ฝอง ตัน อดีตตำรวจหญิง เจ้าของบล็อกชื่อ ความยุติธรรมและความจริง ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกรกฎาคม แม่ของเธอเสียชีวิตจากการจุดไฟเผาตัวเองหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยครอบครัวของเธอบอกว่าไม่แน่ใจว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อประท้วงการ ควบคุมตัวลูกสาวของนาง หรือเพราะความขัดแย้งอื่น ส่วน ฝาน ถัญ ฮาย นักเขียนอีกรายถูกจำคุก 4 ปี
กรณีของ "เดียว เกย" ผู้เคยเป็นทหารก่อนจะกลายมาเป็นนักเขียนที่เห็นต่างกับรัฐ เคยถูกพูดถึงโดยบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
"เดียว เกย" กล่าวต่อศาลว่า เขาผิดหวังกับความอยุติธรรม การทุจริต และความเป็นเผด็จการ ซึ่งไม่ใช่ภาพแทนของรัฐ แต่เป็นคนไม่กี่คน
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า "เดียว เกย" กล่าวถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของพลเมืองเวียดนามซึ่งได้รับการรับรองภาย ใต้กฎหมายของประเทศและตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เวียดนามเป็นภาคี ก่อนที่สัญญาณถ่ายทอดเสียงจะถูกตัดไป
ฮา ฮุย โสน ทนายความของ "เดียว เกย" บอกว่า ลูกความของเขาบริสุทธิ์ ส่วนโทษที่ได้รับก็รุนแรงเกินไป ทั้งนี้ เขาระบุด้วยว่า ผู้พิพากษาไม่อนุญาตให้ลูกความของเขาได้ให้การต่อสู้คดีจนจบด้วยเหตุผลว่า เวลามีจำกัด
เดือง ติ ตัน อดีตภรรยาของ "เดียว เกย" บอกว่า ตำรวจกักตัวเธอและลูกชายไว้หลายชั่วโมง ทำให้พวกเขาไม่ได้ร่วมฟังกระบวนการพิจารณาคดี
เธอบอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า คนทั้งสามถูกตัดสินให้มีความผิดอาญาร้ายแรงภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และว่าประชาชนสามารถเห็นได้ชัดเจนว่านี่เป็นโทษต่อนักโทษการเมืองที่เหลวไหล ที่สุด
ด้านสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮานอย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเวียดนามปล่อยตัวคนเหล่านี้ โดยระบุถึงความกังวลเมื่อทราบว่ามีการตัดสินจำคุกบล็อกเกอร์ถึง 12 ปี จากการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างสันติ
ขณะที่แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการองค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ระบุในแถลงการณ์ซึ่งเรียกร้องให้ปล่อยบุคคลทั้งสามว่า การใช้กฎหมายความมั่นคงภายในประเทศตามอำเภอใจของเวียดนาม เพื่อจำคุกผู้ที่วิจารณ์รัฐบาล ทำให้บล็อกเกอร์ต้องแบกรับผลของการทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นครั้งนี้
ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของเวียดนามเพิ่งออกแถลงการณ์โจมตีบล็อกสามแห่งที่วิจารณ์ รัฐบาล โดยสั่งให้ตำรวจสืบสวนและเอาเรื่องกับผู้ที่รับผิดชอบบล็อกดังกล่าวด้วย

ที่มา:
Vietnam jails dissident bloggers
http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-19697905

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: ข้อเสนอเรื่องการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

 

ปมปัญหา
            ปัญหาสำคัญในการแก้ไขเพื่อให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่จำกัดขอบ เขตเอาไว้เฉพาะเพียงความขัดแย้ง “ทางการเมือง/เฉพาะหน้า/ระหว่างสี” เท่านั้น เพราะจะทำให้การพิจารณาถึงรัฐธรรมนูญวางอยู่บนปมขัดแย้งทางการเมืองแต่เพียง อย่างเดียวและนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ>>การคัดค้าน>>การต่อต้าน และถึงแม้จะสามารถแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้บังเกิดขึ้นแต่ก็พร้อม ที่จะถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้โดยไม่ยากลำบาก
            ในด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาอย่างสำคัญทั้งในแง่ของความชอบธรรมของการ กำเนิดขึ้น และทั้งในด้านโครงสร้างขององค์กรและสถาบันต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการในระบอบประชาธิปไตยที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ปรับปรุง
            แต่สังคมไทยมีปัญหาที่นำมาซึ่งความขัดแย้งอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคล การรวมศูนย์อำนาจรัฐ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงควรเป็นกรอบกติกาในการต่อรองระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่ไม่จำกัดเฉพาะปัญหาของโครงสร้างสถาบันการเมืองเท่านั้น อันอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มหรือสีบังเกิดขึ้นอีกครั้ง จึงควรต้องพิจารณารัฐธรรมนูญในฐานะของเครื่องมือในการวางกฎเกณฑ์ที่จะให้แต่ ละกลุ่มแต่ละฝ่ายสามารถเข้ามาต่อรองและแข่งขันให้อย่างกว้างขวางและเป็นธรรม มากที่สุดในประเด็นต่างๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น และกลายเป็นกติกาในการวางขอบเขตสิทธิเสรีภาพของแต่ละฝ่าย อันจะทำให้รัฐธรรมนูญมีความหมายและมีชีวิตมากขึ้นกว่าเพียงบทบัญญัติที่ไม่ มีความสำคัญแต่อย่างใด
ประเด็นที่ควรพิจารณา
            ประเด็นแรก โครงสร้างสถาบันทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ จะต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยทั้งนี้มีสาระสำคัญคือต้องยอมรับอำนาจนำของสถาบันการเมืองจากระบบเลือก ตั้ง แต่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจในทางการเมืองด้วย
            สำหรับองค์กรอิสระจะต้องปรับโครงสร้างให้มีความสัมพันธ์และความรับผิดต่อ ประชาชนได้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน เพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจไปในทางที่ไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ให้กับ เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
            ประเด็นที่สอง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและชุมชน ต้องยอมรับสิทธิในการปกครองของท้องถิ่นและชุมชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดการตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายในแต่ละพื้นที่ โดยต้องยอมรับสิทธิของชุมชนและอำนาจในการจัดการท้องถิ่นของตนเอง อำนาจในการจัดการทรัพยากร และเลือกตั้งผู้นำของตนเองในทุกระดับ ด้วยการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเหลือเพียงราชการส่วนกลางและส่วน ท้องถิ่นเต็มพื้นที่ดังเช่นนานาอารยประเทศทั้งหลาย
            ประเด็นที่สาม สร้างความเท่าเทียมและลดความเลื่อมล้ำในสังคม ความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่มต่างๆ เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกลงในสังคมไทยมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคน ตัวเล็กในสังคม และนับวันจะสร้างความขัดแย้งให้เกิดรุนแรงมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการรับรองสิทธิในปัจจัยและความจำเป็นพื้นฐานของบุคคลรวมไป ถึงการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การทำให้เกิดความเท่าเทียมอย่างเป็นธรรมขึ้น
            ประเด็นที่สี่ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนต้องได้รับการปกป้องโดยกระบวนการยุติธรรม ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิจากการถูกละเมิดโดยอำนาจรัฐอย่างฉ้อฉล รวมทั้งต้องสร้างกระบวนการในการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐอย่างเข้ม งวด
            ทั้งนี้เสรีภาพในการแสดงความเห็นต้องได้รับการปกป้องอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองต้อง ถือเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ต้องปราศจากกฎหมายเฉพาะที่ส่งผลต่อการห้ามการวิพากษ์วิจารณ์อย่างชอบธรรม
กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
          การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจอำนาจของรัฐสภาที่สามารถจะกระทำได้ ทั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันสืบเนื่องต่อมา ในการจัดทำรัฐธรรมนูญหลายฉบับแต่ทั้งนี้ควรเพิ่มหลักการมีส่วนร่วมและอำนาจ ตัดสินใจของปวงชนเข้าไปในกระบวนการนี้
          หลักการมีส่วนร่วม นำหลักการในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 คือ การทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการทำให้ประชาชนจะได้เข้ามาเป็นส่วน หนึ่งของรัฐธรรมนูญ โดยต้องเปิดให้เกิดการมีส่วนอย่างกว้างขวางจากทุกฝ่าย นับตั้งแต่การคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ ขั้นตอนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความคิดเห็น  
          หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน ในขั้นตอนของการจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญต้องมีการลงประชามติจากประชาชน โดยในขั้นตอนนี้ต้องเปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ การโต้แย้ง การวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างกว้างขวางก่อนที่จะมีการลงประชามติเกิดขึ้น เพื่อให้เป็นประชามติที่ประชาชนได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่

ล้างมลทิน 'ยงยุทธ' ระวังสะดุด 'ศาลรัฐธรรมนูญ'

ที่มา ประชาไท

 

บางท่านอาจ ‘เห็นใจ’ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ‘ยงยุทธ วิชัยดิษฐ’ เจอแค่ปม ‘ไล่ออกจากราชการ’ จากกรณีสมัยเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้วไม่พอ ท่านรองฯ ยังต้องมาคอยเฝ้าน้ำหน้าบ้านแทน ‘นายกรัฐมนตรี’ ที่พารัฐมนตรี (ท่านอื่นบางท่าน) บินลัดฟ้าไปประชุมสหประชาชาติอย่างโก้หรู ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ประเด็นนี้ดูจะจบไม่ง่าย เมื่อ ‘ฝ่ายรัฐบาล’ อ้างกฎหมาย ‘ล้างมลทิน’ เพื่ออธิบายว่าคุณยงยุทธนั้น ได้รับการล้างมลทินโดยมีผลย้อนหลังไปสมัยที่เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย แม้จะผิด แต่ก็ไม่ผิด จึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ (http://bit.ly/Yongyut2545)
ในขณะที่ ‘ฝ่ายค้าน’ แย้งว่าการจะ ‘ล้างมลทิน’ ใครนั้น กฎหมายกำหนดว่าผู้นั้นต้องรับโทษทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อนแล้ว แต่เมื่อคุณยงยุทธไม่ได้รับโทษก่อนที่กฎหมายตราขึ้น จึงย่อมไม่เข้าข่ายการล้างมลทิน  และต้องพ้นไปจากตำแหน่งรัฐมนตรี และอาจรวมไปถึงตำแหน่ง ส.ส. ด้วย (http://astv.mobi/A5rbtis)
น่าคิดต่อว่า ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ จะถูกดึงเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาดหรือไม่ ซึ่งแม้ ‘ในทางคดี’ จะดูเกี่ยวกับคุณยงยุทธเป็นการส่วนตัว แต่ ‘ในทางการเมือง’ ย่อมไม่อาจปฏิเสธวาระการปะทะระลอกใหม่ระหว่างหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย มวลชนเสื้อแดง  ฝ่ายค้าน ส.ว. ป.ป.ช. กกต. และ ศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าไม่กี่เดือนที่แล้ว ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ได้วินิจฉัยให้ ‘คุณจตุพร พรหมพันธุ์’ พ้นจากความเป็น ส.ส. ด้วยเหตุผลทางกฎหมายที่น่ากังขา (http://bit.ly/Jatuporn) และต่อมาศาลเดียวกันก็ได้วินิจฉัยกึ่งแนะนำอย่างน่าสับสนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งค้างอยู่ที่วาระ 3 ควรมีการทำประชามติก่อน (http://bit.ly/article68) ซึ่งจนถึงวันนี้ พรรครัฐบาลก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร  ส่วนเรื่อง ‘ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง’ ที่แม้จะค้างในสภา ท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก็เปรยรอแล้วว่า “เดี๋ยวมันก็มา”
ความน่าสนใจ ‘ในทางการเมือง’ จากการปะทะเหล่านี้ คือ ‘ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน’ ของฝ่ายที่ ‘เหมือนจะอยู่ข้างเดียวกัน’ โดยแกนนำพรรคเพื่อไทยบางส่วนพยายามใจเย็นกับศาลเพื่อประคองสถานการณ์รัฐบาล ในขณะที่สมาชิกพรรคบางส่วน รวมถึงมวลชนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย อาจมองว่ารัฐบาลและแกนนำพรรคเอาใจศาลมากไปจนเสียหลักการหรือไม่ ?
การปะทะกันทางคดีเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า ควรมีการแก้ไข ‘รัฐธรรมนูญ’ เพื่อปฏิรูปศาลเสียใหม่หรือไม่ ? หากมีคดีใหม่ปะทะตามมาอีก ทาง รัฐบาล-พรรค-เสื้อแดง จะหา ‘จุดยืนร่วมกัน’ หรือไม่ อย่างไร ?
นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว ‘ข้อกฎหมาย’ ในกรณีคุณยงยุทธก็น่าสนใจชวนให้ถกเถียงได้หลายประเด็น และมีบางประเด็นที่ทำให้หวนนึกถึง ‘คดี นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ชิมไปบ่นไป’ ที่สุดท้ายก็ถูกปลดจากตำแหน่งโดย ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เช่นกัน
กรณีคุณยงยุทธ จะเดินต่อไปอย่างไร ผู้เขียนขอวิเคราะห์ไว้เบื้องต้น ดังนี้
1. ขั้นแรกต้องเข้าใจก่อนว่า คำสั่งหรือมติใดๆ จากกระทรวงมหาดไทย หรือ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับการไล่คุณยงยุทธออกจากราชการนั้น เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับคุณยงยุทธสมัยที่เป็น ‘ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย’ ไม่ใช่ในฐานะที่เป็น รัฐมนตรี หรือ ส.ส. ในปัจจุบัน กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ กระทรวงมหาดไทย หรือ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจมาไล่ใครออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรี หรือ ส.ส.
2. ส่วนคุณยงยุทธจะพ้นจากความเป็น ‘รัฐมนตรี’ หรือ ‘ส.ส.’ หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตาม ‘รัฐธรรมนูญ’ อาทิ มาตรา 91 มาตรา 102 มาตรา 106 มาตรา 174 และ มาตรา 182 และผู้ที่จะชี้ขาด ย่อมไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย หรือ ป.ป.ช. แต่เป็น ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’
3. การที่คุณยงยุทธถูกไล่ออกสมัยรับราชการกระทรวงมหาดไทยนั้น เกี่ยวโยงกับความเป็น รัฐมนตรี หรือ ส.ส. ตรงที่ว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ ได้กำหนด ‘ลักษณะต้องห้าม’ ของผู้ที่เป็น รัฐมนตรี หรือ ส.ส. ไว้หลายประการ ซึ่ง ‘ลักษณะต้องห้าม’ ประการหนึ่ง ก็คือ การ “เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ...”  ดังนั้น หากคุณยงยุทธเคยถูกไล่ออกสมัยเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย คุณยงยุทธก็ย่อมมี ‘ลักษณะต้องห้าม’ ที่ไม่สามารถ เป็น รัฐมนตรี หรือ ส.ส. ได้
4. แต่กรณีคุณยงยุทธน่าสนใจตรงที่ว่า ‘ในทางความเป็นจริง’ ก่อนที่คุณยงยุทธจะถูกไล่ออก คุณยงยุทธก็ได้เกษียณอายุและพ้นจากความเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทยไปเรียบ ร้อยแล้ว อีกทั้งยังได้มาเป็น รัฐมนตรี และ ส.ส. เรียบร้อยเสียก่อนที่จะมีคำสั่งหรือมติให้ไล่ออกจากราชการเสียอีก แต่ ‘ในทางกฎหมาย’ มีข้อระเบียบที่กำหนดให้การไล่ออกนั้น ‘มีผลย้อนหลัง’ ไปถึงก่อนที่คุณยงยุทธจะเกษียณอายุราชการ ดังนั้น แม้คำสั่งหรือมติให้ไล่ออกจากราชการจะมีขึ้นในปี 2555 แต่ในทางกฎหมาย ถือว่าคุณยงยุทธได้ถูกไล่ออกจากราชการไปตั้งแต่ปี 2545 ก่อนเกษียณแล้ว
5. หากเรื่องจบแต่เพียงนี้ คุณยงยุทธย่อมอาจต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี หรือ ส.ส. เพราะถือว่า เคยถูกไล่ออกจากราชการ แต่ที่เรื่องไม่จบ ก็เพราะว่าเมื่อปี 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตรา ‘กฎหมายล้างมลทิน’ ซึ่งมีใจความสำคัญใน มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า “ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ถูกลงโทษทางวินัยในกรณีซึ่งได้กระทำก่อนหรือใน วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และได้รับโทษหรือรับทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปก่อนหรือในวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้น ๆ” (พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 5 ธันวาคม 2550)
ดังนั้น หากคุณยงยุทธจะได้รับการล้างมลทิน ก็จะต้องเข้าเงื่อนไข 2 ประการ คือ (1) คุณยงยุทธต้องได้กระทำผิดวินัยก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และ (2) คุณยงยุทธต้องได้รับโทษไปทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550
ในกรณีนี้ ชัดเจนว่า ปัญหากรณีที่ดิน ‘อัลไพน์’ อันนำมาสู่การไล่ออกนั้น เกิดขึ้นก่อน วันที่ 5 ธันวาคม 2550 อย่างไรก็ดี ยังมีข้อถกเถียงว่า กรณีนี้จะถือได้ว่า คุณยงยุทธได้รับโทษไปแล้วก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 หรือไม่ ?
‘ฝ่ายรัฐบาล’ ได้อ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบกับสำนักงาน ก.พ. ซึ่งพิจารณาระเบียบราชการที่ให้การไล่ออก ‘มีผลย้อนหลัง’ ไปถึงปี 2545 ก่อนที่คุณยงยุทธจะเกษียณจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งก็ต้องถือว่า คุณยงยุทธได้รับโทษโดยถูกไล่ออกไปแล้วก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ดังนั้น จึงเข้ากรณีที่จะได้รับการล้างมลทินตามเงื่อนไข มาตรา 5 ข้างต้น
แต่อาจมีผู้โต้แย้งว่า กรณีดังกล่าว มิอาจถือว่าคุณยงยุทธได้ถูกลงโทษ เพราะคำสั่งหรือมติให้ไล่ออกนั้น ได้มีขึ้นในปี 2555 และไม่อาจถือให้เกิดผลย้อนหลังได้
ผู้เขียนเห็นว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าว มีปัญหาหลายประการ ประการแรก กฎหมายล้างมลทิน มาตรา 5 มิได้มุ่งพิจารณาที่เวลาของคำสั่งหรือมติให้ไล่ออก แต่มุ่งพิจารณาไปที่การกระทำความผิดวินัยว่าเกิดขึ้นเมื่อใด (ดูความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 282/2540) และ ประการที่สอง หากมองว่าการไล่ออกไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ ก็จะเกิดคำถามว่า จะลงโทษข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้วอย่างไร และยิ่งไปกว่านั้น ก็จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตโดยการเอื้อประโยชน์เพื่อถ่วงเวลาการ พิจารณาเอาผิดทางวินัย โดยรอให้มีการเกษียณอายุจนไม่อาจลงโทษย้อนหลังได้
ดังนั้น ในชั้นนี้ ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับ ‘ฝ่ายรัฐบาล’ ว่า  คุณยงยุทธจะได้รับการล้างมลทินไปแล้ว
(อย่างไรก็ดี ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับแนวการตรากฎหมายของรัฐสภา และการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ทำให้เกิดช่องว่างในกรณีที่ผู้ได้รับ โทษทางวินัยยังไม่เกษียณอายุราชการ ซึ่งแม้จะกระทำผิดในระยะเวลาที่คุ้มครองโดยกฎหมายล้างมลทิน แต่หากถูกสอบสวนนานจนมารับโทษภายหลังมีการตรากฎหมายล้างมลทิน  ก็จะเท่ากับไม่ได้รับการล้างมลทินไปโดยปริยาย ทำให้ข้าราชการที่ยังไม่เกษียณอายุได้รับประโยชน์อย่างไม่เท่าเทียมภายใต้ กฎหมายฉบับเดียวกัน)
6. แม้คุณยงยุทธได้รับการ ‘ล้างมลทิน’ (กรณีสมัยรับราชการกระทรวงมหาดไทย) ตามเหตุผลที่อธิบายมาข้างต้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณยงยุทธจะสามารถอยู่ในตำแหน่ง ‘รัฐมนตรี’ และ ‘ส.ส.’ ได้อย่างสบายใจ เพราะยังอาจมีผู้นำกรณีคุณยงยุทธไปสู่ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ โดยรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ ส.ส. หรือ ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของแต่ละสภา สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานสภาของตนเพื่อส่งคำร้องให้ศาล นอกจากนี้ ‘คณะกรรมการการเลือกตั้ง’ จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาเองก็ได้ ไม่ต่างจากกรณี ‘คุณสมัคร สุนทรเวช’ ที่ถูกทั้งสมาชิกรัฐสภา และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญในเวลาเดียวกัน
7. หากกรณีดังกล่าวไปถึง ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ผู้เขียนเห็นว่า ศาลอาจพิจารณาประเด็นการพ้นจากตำแหน่ง ‘รัฐมนตรี’ และ ‘ส.ส.’ โดยอาศัยเหตุผลในประเด็นต่อไปนี้
- ศาลอาจพิจารณาถึง ‘กฎหมายล้างมลทิน’ ว่ามีผลย้อนหลังกลับไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ตามที่รัฐบาลอ้างได้หรือไม่ และเมื่อศาลเห็นได้ว่ากฎหมายบัญญัติว่า “ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้น ๆ” ก็ย่อมต้องตีความกฎหมายให้เชื่อมโยงทั้งระบบ โดยถือว่าคุณยงยุทธย่อมไม่เคยถูกไล่ออก และไม่มีเหตุให้เข้า ‘ลักษณะต้องห้าม’
- ศาลอาจพิจารณาถึงความหมายที่แตกต่างระหว่าง ‘คุณสมบัติ’ และ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีการ “เคยถูกไล่ออก” นั้น กฎหมายอาจไม่ได้ถือเป็นคุณสมบัติตายตัวถาวร แต่ถือว่าเป็น ‘ลักษณะต้องห้าม’ ซึ่งสามารถปรับปรุงแก้ไขให้พ้นจากลักษณะดังกล่าวได้ เช่น โดยการอาศัยกฎหมายล้างมลทิน เป็นต้น (การวิเคราะห์ความหมายที่แตกต่างระหว่าง ‘คุณสมบัติ’ และ ‘ลักษณะต้องห้าม’ นี้เอง คือสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากเหตุผลของศาลในคดี ‘คุณสมัคร สุนทรเวช’)
- แต่หากศาลไม่พิจาณาถึงความหมายของ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ให้ถ่องแท้ ศาลอาจให้น้ำหนักกับ ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ เพื่อจะวินิจฉัยว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศชาติได้นั้น ต้องมีมาตรฐาน ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ ที่สูงเพียงพอ และย่อมต้องไม่เคยถูกไล่ออกจากราชการมาก่อน แม้จะถูกล้างมลทินก็ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งหากศาลยึดมาตราฐาน ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ ตามอำเภอใจเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเขียนกฎหมายลอยๆ ขึ้นมาเอง
- แต่หากศาลต้องการเน้นเรื่อง ‘คุณธรรม-จริยธรรม’ ให้หลักแหลมแยบยลมากไปกว่าการอ้างลอยๆนั้น ศาลก็อาจนำ ‘เหตุผลทางกฎหมาย’ ประการอื่นมาสนับสนุนได้ เช่น แนวความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่วางหลักเสมอมาว่า การล้างมลทินเป็นเพียงการล้างโทษ แต่ไม่ใช่การล้างความประพฤติผิดที่ได้ปฏิบัติไป (เช่น ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 657/2541 และ 321/2551) ดังนั้น ศาลจึงชอบจะนำความประพฤติผิดกระทำไป มาพิจารณาในบริบทความมุ่งหมายของ  ‘ลักษณะต้องห้าม’ ตามรัฐธรรมนูญได้ (แต่ศาลก็พึงคำนึงถึงการแบ่งแยกอำนาจ และบทบาทของรัฐสภาที่จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวที่ศาลไม่ควรก้าวล่วง เช่น การถอดถอน หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ)
- นอกจากนี้ ศาลยังอาจอ้างไปถึงลำดับศักดิ์และนิติวิธีในการตีความรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายว่าเหตุผลและความมุ่งหมายของ ‘ลักษณะต้องห้าม’ ตามรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐสภาที่จะตรากฎหมายมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง หมด เช่น หากรัฐมนตรีมีลักษณะต้องห้าม คือ ‘ล้มละลาย’ ศาลย่อมพิจารณาการ ‘ล้มละลาย’ ได้ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ มิใช่ยอมให้รัฐสภาตรากฎหมายมากำหนดความหมายของการ ‘ล้มละลาย’ เพื่อเอื้อประโยชน์รัฐมนตรีอย่างไรก็ได้ (แต่ทั้งนี้ ศาลชุดปัจจุบัน ก็เคยยอมรับการนำกฎหมายระดับพระราชบัญญัติมาใช้ตีความรัฐธรรมนูญ เช่นกัน)
ประเด็น ‘ในทางกฎหมาย’ ที่กล่าวมานี้มีแง่มุมที่สามารถถกเถียงกันได้ แต่สิ่งที่ต้องไม่มองข้าม ก็คือประเด็น ‘ในทางการเมือง’ ซึ่งรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า การเดินหน้ายืนยันล้างมลทินให้คุณยงยุทธนั้น มีความคุ้มค่าในทางการเมืองเพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลและพรรคต้องเสี่ยงกับ คลื่นทางการเมืองระลอกใหม่หรือไม่ ? รัฐบาลเชื่อมั่นในศาลได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ได้ถูกเสกให้เป็นอาวุธ ‘สากกะเบือยันเรือรบ’ (ซึ่งหากจะมีใครดิ้นรนเอากรณีคุณยงยุทธไปฟ้องได้สำเร็จ ก็คงไม่น่าแปลกใจอีกต่อไป)
ที่สำคัญก็คือ คลื่นที่ว่านี้อาจไม่ได้หนักหน่วงในทางการสู้คดีต่อศาล แต่อาจหนักหนาในแง่บรรยากาศทางการเมืองที่รัฐบาลต้องการรักษาไว้ และในแง่ความอึดอัดที่มวลชนคนเสื้อแดงมีต่อจุดยืนอันไม่ชัดเจนของพรรคเพื่อ ไทยที่มีต่อตุลาการและหลักการมากขึ้นทุกที
เมื่อพิจารณาได้เช่นนี้ เราอาจต้องเห็นใจท่านรองนายกฯยงยุทธ ยิ่งขึ้นไปอีก หากสุดท้าย รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะมองว่า การเสียสละอายุการเมืองของคุณยงยุทธ อาจคุ้มค่ากว่าการไปล้มสะดุดที่ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ !

"นพดล" ส่งทีมกม.ฟ้อง "มัลลิกา" ใส่ร้าย "ทักษิณ"

ที่มา thaifreenews

 

 วันที่ 23 ก.ย. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
จากกรณีที่น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้าย
ตนได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายแจ้งความเอาผิดน.ส.มัลลิกา
ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
เพราะถ้าไม่ให้เข็ดหลาบก็จะไม่สำนึกว่าการด่าคนอื่นฟรีมันผิดกฎหมาย
หากเป็นนักการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ควรจะเงียบไปจะไม่มีใครว่า
ที่ผ่านมารองโฆษกคนดังกล่าวใช้ถ้อยคำรุนแรงและประดิษฐ์วาทกรรมด่าคนอื่น

  นายนพดล กล่าวอีกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการร้าย
ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมาย
และถ้าเป็นผู้ก่อการร้ายทำไมประชาชนสนับสนุน
และยังรักท่านและท่านสามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์
ในการเลือกตั้ง 4-5 ครั้งในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา

    “ผมเห็นยุทธวิธีของ ปชป. ที่ตามบี้พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วเวทนา
ทั่วโลกเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องการเมือง
คดีความทุกคดีที่เอามาดิสเครดิตกันก็เกิดจากการรัฐประหาร
ให้คนเป็นศัตรูมาเป็นคตส.สอบสวน
ซึ่งทำลายหลักนิติธรรม
ไม่ต่างจากการปล้นร้านทองแล้วนำทองมาหล่อพระบังคับให้ชาวบ้านศรัทธา
อยากบอกว่าควรเลิกหมกมุ่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วไปคิดนโยบายสู้กันดีกว่าครับ
ประชาชนได้ประโยชน์มากกว่ามาด่ากันไปมา”นายนพดล กล่าว



http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9ETTNOamswTkE9PQ==&subcatid=

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42010.0

ประกาศ...ถึงทุกๆ ท่าน ที่ติดตามล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน

 สวัสดีทุกๆ ท่านครับ

นับจากวันนี้เป็นต้นไป "ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย" ที่ข้าพเจ้าได้เขียนบทกลอนบรรยายใต้ภาพมาตลอดระยะ 2 ปีเศษแล้วนั้น

เนื่องจากมีเหตุผล (ส่วนตัว) บางประการ จึงขอยุติ "ล้านคำบรรยาย" ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (26 ก.ย.55) เป็นต้นไป

ทั้งนี้ หากข้าพเจ้า มีเวลาพอ ก็จะนำเสนอให้อ่านตามโอกาสอันสมควรต่อไป (อาจไม่มีทุกวัน)

กราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่ติดตาม และให้กำลังใจด้วยดีเสมอมา

๓ บลา ประชาไท
๒๕ ก.ย.๕๕

ทหารไทยฝีมือห่วยแตก

ที่มา การ์ตูนมะนาว


คุณว่า งบประมาณ กทม. สมัยสุดท้ายของคุณชายสุขุมพันธ์เท่าไร ? ลองไปดูกันเล่นๆว่า เขาแบ่งเงินกันอย่างไร ?

ที่มา uddred

 มติชน 25 กันยายน 2555 >>>






มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามใน ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555  เป็นต้นไป

สำหรับงบประมาณรายจ่ายกรุงเทพมหานครให้ตั้งจ่ายเป็น จำนวน 60,000,000,000 บาท

งบกลาง รวม 6,650,323,600 บาท
สำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร รวม 402,453,000 บาท
สำนักงานเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวม 68,758,500 บาท
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร รวม 133,364,000 บาท
สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร รวม 915,888,400 บาท
สำนักอนามัย รวม 2,180,524,000 บาท

งบประมาณ เขตต่าง ตัวอย่างเช่น สำนักงานเขตพระนคร รวม 414,630,600 บาท

สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย รวม 269,861,500 บาท
สำนักงานเขตบางรัก รวม 229,626,500 บาท
สำนักงานเขตดุสิต รวม 341,459,500 บาท
สำนักงานเขตห้วยขวาง รวม 312,859,600 บาท
สำนักงานเขตบางกะปิ รวม 449,155,000 บาท
สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ รวม 243,127,300 บาท
สำนักงานเขตหนองแขม รวม 391,026,000 บาท
สำนักงานเขตประเวศ รวม 433,494,100 บาท
สำนักงานเขตจอมทอง รวม 430,018,800 บาท
สำนักงานเขตวังทองหลาง รวม 286,956,600 บาท
สำนักงานเขตทวีวัฒนา รวม 292,293,400 บาท
มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร รวม 2,177,433,700 บาท
สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย รวม 2,223,900 บาท