WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 26, 2012

นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับประธานมนตรียุโรป

ที่มา Voice TV



 

 

 

ชี้โลกออนไลน์ ไทยแลนด์ 'ไม่เสรี'

ที่มา Voice TV

 ชี้โลกออนไลน์ ไทยแลนด์ 'ไม่เสรี'



อินเทอร์เน็ตไทยถูกจัดเข้ากลุ่ม "ไม่เสรี"  ตามหลังฟิลิปปินส์ซึ่งขึ้นชั้น "เสรี" และอินโดนีเซีย กับมาเลเซีย ซึ่งติดกลุ่ม "เสรีปานกลาง"

กลุ่มฟรีดอมเฮาส์ได้ออกรายงานประเมินระดับเสรีภาพในการใช้อินเทอร์เน็ตและ สื่อดิจิตอล ประจำปี 2555 ในชื่อ "Freedom on the Net 2012 : A Global Assessment of Internet and Digital Media"

รายงานระบุว่า ในช่วงของการสำรวจระหว่างเดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนพฤษภาคม 2555 พบว่า มี 20 ประเทศที่เสรีภาพในโลกออนไลน์ได้ลดน้อยถอยลง โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้หันไปใช้วิธีการใหม่ๆในการควบคุม เพื่อปิดปากผู้มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลบนอินเทอร์เน็ต

ซันยา เคลลี ผู้อำนวยการโครงการของ Freedom House ผู้เขียนรายงานฉบับนี้ (http://www.freedomhouse.org/sites/default/files/FOTN%202012%20summary%20of%20findings.pdf) บอกว่า บรรดารัฐบาลอำนาจนิยมเริ่มตระหนักว่า การบล็อกเว็บไซต์และการจับกุมทำให้ประชาชนในประเทศและนานาชาติรุมประณาม จึงได้หันไปใช้วิธีที่แนบเนียนยิ่งขึ้นในการควบคุมการสนทนาทางออนไลน์

ผลสำรวจพบว่า ประเทศเอสโตเนียมีเสรีภาพในโลกออนไลน์สูงที่สุดในโลก ตามด้วยสหรัฐ ขณะที่อิหร่าน, คิวบา และจีน ได้คะแนนแย่ที่สุด โดยมี 10 ประเทศถูกจัดว่า "ไม่เสรี" (Not Free)ประกอบด้วย เบลารุส, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน, ปากีสถาน, ประเทศไทย, เวียดนาม, เมียนมาร์, เอธิโอเปีย, บาห์เรน และซีเรีย

ประเทศที่เสรีภาพได้ถดถอยมากที่สุด คือ บาห์เรน, อียิปต์ และจอร์แดน โดยมีการเซ็นเซอร์, จับกุมคุมขัง และใช้ความรุนแรงกับบรรดาบล็อกเกอร์

ประเทศที่เสรีภาพได้กระเตื้องขึ้นจากปีก่อนหน้า มี 14 ประเทศ โดยบางประเทศมีการเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือเปิดกว้างทางการเมือง เช่น ตูนีเซีย, ลิเบีย และเมียนมาร์ รวมทั้งมีการผ่อนคลายการควบคุมในจอร์เจีย, เคนยา และอินโดนีเซีย ซึ่งเว็บไซต์ในประเทศกลุ่มนี้มีเนื้อหาที่หลากหลายขึ้น และมีการจับกุมหรือเซ็นเซอร์น้อยลง

ประเทศที่ถูกจัดว่า "เสรี" (Free) มี 14 ประเทศ ขณะประเทศที่มี "เสรีปานปลาง" (Partly Free) มี 20 ประเทศ

รายงานได้จัดแบ่งประเทศต่างๆเป็น 3 กลุ่มตามระดับคะแนน ยิ่งตัวเลขคะแนนสูง ยิ่งมีเสรีภาพน้อย คือ เสรี (คะแนน 0-30), เสรีปานกลาง (31-60) และไม่เสรี (61-100)

สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียน รายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์จัดว่าเสรี (ได้คะแนน 23), อินโดนีเซีย (42) กับมาเลเซีย (43) จัดว่าเสรีปานกลาง ขณะที่ประเทศไทยจัดว่าไม่เสรี โดยได้ 61 คะแนน, เวียดนามได้ 73 คะแนน, พม่าได้ 75 คะแนน และมหาอำนาจเอเชียอย่างจีนได้ 85 คะแนน

Source : AFP ; Freedom House
 
26 กันยายน 2555 เวลา 11:41 น.

นายกรัฐมนตรีร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ที่มา Voice TV

 

 



 

 

 

 นายกรัฐมนตรีร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่เลขาธิการสหประชาชาติเป็นเจ้าภาพ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ข้อมูล การบิดเบือน และ “นิยาย” บนพื้นฐานข้อเท็จจริงในรายงาน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ

ที่มา Thai E-News

 


การ ที่รายงานคอป.สรุปเสมือนเป็นความจริงว่าศอฉ.มั่นใจว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงครามอยู่นั้น เป็นการสรุปที่มีปัญหาทั้งในทางระเบียบวิธีวิจัยทางวิชาการ และปัญหาจริยธรรมของผู้วิจัย..นอกจากบิดเบือนแล้ว เนื้อหาเกี่ยวกับ คนชุดดำ” ยังเกิดจากวิธีสร้างข้อสรุปแบบ จิตนิยม เกินเลยไปจากที่มีข้อมูลหลักฐานยืนยัน 


โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คณะ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้แถลงและเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์ที่เป็นผลการสอบสวนค้นหาความจริงกรณี เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยแถลงต่อสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งเมื่อวัน ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๕

                   รายงานผลการค้นหาความจริงที่มีความยาวกว่า ๒๐๐ หน้าไม่มีการตรวจสอบหรือวิเคราะห์สรุปความจริงที่อาจเป็นประเด็นสำคัญบาง ประเด็นแต่สามารถส่งผลต่อเนื่องในการดำเนินคดีอาญาต่อผู้นำรัฐบาลที่แต่ง ตั้งตนเอง เช่น ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช.ก่อนวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๕ ว่าผู้ชุมนุมได้ใช้ความรุนแรงหรือไม่และการประกาศใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช ๒๕๔๗ ที่เป็นช่องทางให้รัฐบาลสั่งการให้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าสลายการ ชุมนุมในเหตุการณ์ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓นั้นเป็นการประกาศใช้อำนาจโดยมี สถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดขึ้นจริงตามความหมายที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่

                   รายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.สร้างขึ้นจากกระบวนการรวบรวมข้อมูลและการค้นคว้าที่ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (documentary research) และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative) เป็นเครื่องมือหลัก  แต่นักวิชาการที่มีความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยอาจตรวจพบความบกพร่อง  ความผิดปกติ  และปัญหาการใช้เครื่องมือวิจัยอย่างบกพร่องจริยธรรมทางวิชาการได้ไม่ยากนักจากการตรวจสอบรายละเอียดในเนื้อหารายงานฉบับนั้นเอง

๑.      วิธีการใช้ข้อมูลและการสรุปความจริงในรายงานคอป.
ข้อมูลหลักที่คอป.ใช้ในการสรุปรายงานของตนเป็นข้อมูลเอกสารรวมทั้งข้อมูลที่มีผู้บันทึกไว้ก่อนแล้ว[i] (archival data) และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ (interview)  ซึ่งคณะทำงานของคอป.รวบรวมเพิ่มเติม[ii]

ข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลเอกสารและข้อมูลสัมภาษณ์มีปริมาณมากแต่ข้อมูลสำคัญจำนวนหนึ่งถูกบิดเบือน (distorted)  ทั้งการบิดเบือนมาก่อนแล้วโดยแหล่งข้อมูลที่คอป.นำมาใช้อ้างอิงและการบิดเบือนโดยวิธีการเขียนของคอป.เอง

๑.๑.๑ ตัวอย่างของข้อมูลที่มีการบิดเบือนมาก่อนแล้วในแหล่งข้อมูลที่คอป.นำมาใช้อ้างอิง  เช่น  การสรุปข้อมูลเหตุการณ์วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ในรายงานคอป. หน้า ๗๕ ซึ่งคอป.อ้างอิงจากรายงานข่าวใน www.komchadluek ว่า ; “การ ที่สถานีพีเพิลแชนแนลถ่ายทอดการชุมนุมนปช.ที่เวทีราชประสงค์โดยมีการบิด เบือนข้อมูลข่าวสาร....  การถ่ายทอดการชุมนุมดังกล่าวซึ่งถูกประกาศว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและ ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามคำสั่งศาลแพ่งจึงเป็นการทำผิดกฎหมายและสนับสนุนการทำผิด กฎหมาย  ข้อมูลหรือข้อความดังกล่าวถูกคอป.นำมาใช้เสมือนเป็นข้อสรุปเหตุการณ์ดังกล่าวและถูกใช้อ้างอิงซ้ำ ในรายงาน หน้า ๙๑  ข้อมูลดังกล่าวมีการบิดเบือน  เนื่องจากในคำสั่งศาลแพ่งที่ถูกนำมาอ้างนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ได้วินิจฉัยว่า การชุมนุม (ของนปช.) เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย  ข้อความในคำสั่งศาลแพ่งส่วนที่กล่าวถึงนี้เป็นการปฏิเสธคำร้องขอของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ที่จะให้ศาลแพ่งใช้อำนาจตุลาการสั่งระงับการชุมนุมของนปช.  แต่ศาลแพ่งทำคำสั่งโดยเขียนในเอกสารคำสั่งศาลแพ่งว่าหากรัฐบาลเห็นว่าเป็น การชุมนุมที่ผิดกฎหมายก็สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้เอง[iii]

๑.๑.๒ ตัวอย่างข้อมูลที่มีการบิดเบือนเพิ่มเติมในรายงานคอป. เช่น การสรุปเหตุการณ์วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กรณีที่นปช.ประกาศยังไม่ยุติการชุมนุม โดยรายงานของคอป. อ้างว่า ; “นายจตุพร พรหมพันธ์แถลงไม่ยอมรับการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของรองนายกรัฐมนตรี และประกาศชุมนุมต่อไป  ข้อมูลส่วนนี้ในรายงานคอป.มีการบิดเบือนรายละเอียดข้อเท็จจริงเนื่องจากคำ แถลงของนายจตุพรดังกล่าวเป็นการประกาศชุมนุมต่อไปเพราะเหตุที่รองนายก รัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เดินทางไปที่สำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี รองนายกรัฐมนตรี ;  

การ สรุปข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการสลายการชุมนุมที่มีการใช้หรือเขียนข้อความที่ นำไปสู่ความหมายในทางบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายส่วน  เช่น  ข้อความในรายงานคอป. เกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงค่ำวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ว่า  หลังถูกโจมตีด้วยลูกระเบิด  เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธ ปลย.กระสุนจริง ยิงไปในทิศทางที่มีผู้ชุมนุมอยู่หนาแน่น  เป็นข้อความที่กลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อเท็จจริงซึ่งพยานบุคคลจำนวนมากได้ให้ข้อมูลในที่ต่าง ๆ ว่าทหารได้ใช้อาวุธสงครามที่บรรจุกระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมที่หนาแน่นมาก่อนแล้วในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ตั้งแต่ ก่อน การถูกโจมตีด้วยระเบิดในค่ำวันดังกล่าว[iv]  

ข้อความในรายงานสรุปเกี่ยวกับปฏิบัติการสลายการชุมนุมวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ หน้า ๘๖ ที่คอป. เขียนให้ผู้อ่านเข้าใจเสมือนเป็นความจริงว่า ; “การกระชับวงล้อมของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจมีความจำเป็น ต้องอาศัยรถเกราะหรือรถสายพานลำเลียงพลเพื่อเป็นเกราะป้องกันอันตรายจาก อาวุธยิงต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ ชุมนุม เพราะทางศอฉ.มั่นใจว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงคราม อยู่  ข้อความนี้ของคอป. นอกจากจะมีผลในการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และศอฉ.แล้วยัง สามารถตรวจพบการบิดเบือนความจริงได้ด้วยการเทียบเคียงข้อมูลเพิ่มเติม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทียบเคียงจากข้อมูลในรายงานปฏิบัติการของทางราชการเอง   

กล่าว คือ  ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยกองบัญชาการ ตำรวจนครบาลได้รับคำสั่งจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ติดตามตรวจสอบความเคลื่อน ไหวและรายงานข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการชุมนุมของนปช.ให้รัฐบาลและศอฉ.รับ ทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ดำเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยพบว่าผู้ ชุมนุมไม่มีอาวุธ 

การ ที่รายงานคอป.สรุปเสมือนเป็นความจริงว่าศอฉ.มั่นใจว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงครามอยู่นั้นเป็นการสรุปที่มีปัญหาทั้งในทางระเบียบ วิธีวิจัยทางวิชาการและปัญหาจริยธรรมของผู้วิจัย เนื่องจากเป็นการยากที่จะเชื่อว่าคณะทำงานรวบรวมข้อมูลของคอป.ไม่ทราบว่ามี รายงานทางราชการของตำรวจนครบาลที่แจ้งต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นมาก่อน แล้วว่าผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ  ข้อมูลทางราชการที่นำมาเทียบเคียงได้และอยู่ในวิสัยที่คณะทำงานรวบรวมข้อมูล ของคอป.จะต้องตรวจพบมาก่อนแล้ว (แต่ไม่นำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ในรายงานของตน  โดยหากนำมาใช้ประกอบด้วยแล้วจะไม่สามารถสร้างข้อสรุปอย่างที่ต้องการสรุปใน รายงานหน้า ๘๖ ดังกล่าได้) คือ ข้อมูลจากรายงานการทำงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ได้รับมอบหมายให้ ประสานงานกับกลุ่มผู้ชุมนุม  

ข้อมูล ส่วนนี้นอกจากจะสืบค้นได้จากเอกสารราชการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วยัง สามารถพิสูจน์ทราบได้โดยง่ายจากบันทึกคำให้การในศาลอาญาโดยพลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ (ในฐานะพยานในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระ มุสิกพงศ์กับพวกรวม ๑๙ คน) เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ในคดีหมายเลขดำที่ อ.๒๕๔๒/๒๕๕๓ 

เนื้อหาในบันทึกคำให้การของพลตำรวจตรีวิชัยที่คัดลอกจากสำเนาเอกสารในราชการศาลอาญารับรองถูกต้องตามกฎหมาย  ระบุข้อความว่า ; “ใน การชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ  ข้าฯได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยข้าฯกระทำการในนามของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ข้าฯเป็นผู้ดูแลรักษาความสงบของเหตุการณ์ทั้งหมด  รวมทั้งทำหน้าที่เจรจากับหัวหน้าผู้ชุมนุม นอกจากในเขตรับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจนครบาล ๑ ข้าฯยังได้รับมอบหมายและเป็นคณะทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการประสาน งานกับผู้ชุมนุมทั้งหมดทั่วประเทศ  ดังนั้นข้าฯจึงได้ร่วมประสานงานกับกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมด  ในการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม ข้าฯได้รับความร่วมมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะในเรื่องการหลีกเลี่ยงการจราจรเพื่อไม่ให้ติดขัด   ในการชุมนุมดังกล่าว เท่าที่ข้าฯไปตรวจสอบ ไม่พบว่าผู้ชุมนุมผู้ใดสะสมอาวุธแต่อย่างใด  ;  

นอกเหนือไปจากข้อความสรุปที่มีการบิดเบือนข้อมูลจากเหตุการณ์จริงแล้วเนื้อหาในรายงานคอป.เกี่ยวกับ คนชุดดำ เช่น ข้อความในรายงานคอป.หน้า ๑๑๒ ยังเกิดจากวิธีสร้างข้อสรุปแบบ จิตนิยม (idealism) ซึ่งเป็นข้อสรุปเกินเลยไปจากที่มีข้อมูลหลักฐานยืนยัน  โดยรายงานคอป. สรุปอ้างว่า ; คนชุดดำได้รับการสนับสนุนหรือความร่วมมือจากการ์ดนปช.จำนวนหนึ่งด้วย  และรายงานคอป. ยังเขียนรายงานส่วนนี้ ถลำล้ำเส้น ต่อไปอีกว่า ;  โดยผู้ชุมนุมและการ์ดนปช.ไม่ได้ห้ามปรามหรือขัดขวางการปฏิบัติการด้วยอาวุธของคนชุดดำแต่ประการใด[v]

๑.๑.๓ ตัวอย่างข้อมูลที่มีความลำเอียงโดยการเลือก (selection bias) หมายถึงข้อมูลหรือกลุ่มข้อมูลที่ถูกนำไปใช้อ้างใน รายงานการศึกษาโดยเจาะจงเลือกเอาเฉพาะข้อมูลที่สามารถใช้ประโยชน์ในการสร้าง ข้อสรุปในทิศทางหนึ่งขณะที่ตัดทิ้งข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงและผู้ศึกษาทราบว่า เกิดขึ้นจริงแต่จงใจตัดทิ้งเพื่อโน้มนำให้ผู้อื่นเชื่อตามข้อสรุปที่มีทิศ ทางอย่างที่ผู้เสนอรายงานต้องการเผยแพร่  

กรณีการใช้ข้อมูลที่ลำเอียงโดยการเลือกของคอป. ปรากฎตัวอย่างมากมาย เช่น การสรุปรายงานที่นำข้อความจากคำปราศรัยของแกนนำนปช. จำนวนหนึ่งมาเสนอในรายงานคอป. หน้า ๑๖๒-๑๖๗ ซึ่งคอป. ระบุว่าเป็น ข้อค้นพบเกี่ยวกับพฤติการณ์การชุมนุมระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓  

ทั้ง นี้เป็นการเลือกเอาเฉพาะกรณีคำปราศรัยส่วนที่มีเนื้อหาเป็นการกระตุ้นความ เตรียมพร้อมของผู้ชุมนุมในการตอบโต้กับการใช้ความรุนแรงของทางราชการ โดยคอป.จัดระเบียบข้อมูลที่นำเสนอเป็นตารางที่อำนวยความสะดวกในการอ่านและตี ความหมายในทางร้ายต่อนปช.ว่าเป็นการชุมนุมที่แกนนำยั่วยุประชาชนให้ใช้ความ รุนแรง[vi]  การเลือกข้อมูลเฉพาะด้านเช่นนั้นเป็นการกระทำที่ขัดจริยธรรมทางวิชาการ  

ทั้ง นี้  ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าผู้วิจัยไม่สามารถนำเสนอข้อมูลส่วนดังกล่าวในรายงานสรุป ของตน  แต่ด้วยเหตุผลว่าผู้วิจัยจงใจปิดบังข้อมูลการปราศรัยส่วนอื่นที่มีอยู่เป็น จำนวนมากที่เป็นคำปราศรัยในทางป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมก่อความรุนแรง  การปราศรัยที่มีลักษณะสร้างสรรค์ให้ผู้ชุมนุมร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทาง ราชการเช่นตำรวจที่ปฏิบัติงานโดยชอบด้วยกฎหมาย  การปราศรัยที่เป็นการแจ้งข้อมูลพัฒนาการของการเจรจาหรือการต่อสู้ทางการ เมืองในระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ให้ผู้ร่วมชุมนุมได้รับรู้และเข้าใจ สถานการณ์ที่ผันแปรอย่างรวดเร็วและคาดคะเนล่วงหน้าได้ยาก  รวมทั้งการปราศรัยที่มีเนื้อหาเป็นการเปิดเผยข้อมูลทางประวัติศาสตร์การ เมืองและหลักการประชาธิปไตย เป็นต้น 

การไม่นำเสนอตารางแจกแจงคำปราศรัยที่ตีความได้ในทางบวกต่อนปช. เป็นความลำเอียงในการเลือกข้อมูลและทำให้รายงานคอป.เป็นเพียง นิยาย ที่แต่งขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกเลือกและบิดเบือน  

ใน ขณะเดียวกัน รายงานคอป. ได้นำเสนอตารางสรุปข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการของศอฉ.ในลักษณะที่เป็นการ เลือกใช้เอกสารทางราชการของศอฉ.และเอกสารอื่นที่เป็นบวกกับศอฉ.เป็นสำคัญ (ดู รายงาน คอป. หน้า ๑๗๔-๑๙๔) การนำเสนอข้อมูลส่วนนี้ยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาความลำเอียงในการเลือกข้อมูล ยิ่งขึ้น  และยิ่งทำให้รายงาน คอป. มีสาระสำคัญเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

๒. ผลที่คาดว่าจะได้รับจากรายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.

วิธีการจัดทำข้อมูลและวิธีเขียนข้อสรุปต่าง ๆ ในรายงานคอป.มีผลที่คาดคะเนได้ว่าเป็นผลโดยตรงอย่างน้อย ๒ ประการ คือ 

หนึ่ง การสร้างฐานข้อมูลทางราชการเพื่อรองรับการสรุปหรือการวินิจฉัยที่สร้างความชอบธรรมทางการเมืองและทางข้อกฎหมายให้แก่รัฐบาลและศอฉ. 

และ สอง การสร้างฐานข้อมูลสำหรับการปรักปรำที่อาจดำเนินการต่อไปทั้งในทางคดีความตาม ข้อกฎหมายและการปรักปรำทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอนาคตให้ความผิดและ ความรับผิดชอบตกเป็นของนปช.
นอกจากนี้ รายงานคอป.ยังสามารถส่งผลทางอ้อมที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นต่อไป (หากไม่มีการแก้ไขและป้องกัน) ได้แก่ การสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธ์ในอดีตกับผู้สนันสนุนการเคลื่อนไหวของนปช.   ความขัดแย้งดังกล่าวมองเห็นล่วงหน้าได้ไม่ยากนักเนื่องจากสาระสำคัญของรายงานคอป.เต็มไปด้วยข้อความที่ปรักปรำความผิดให้นปช. และแก้ต่างให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับศอฉ.ว่ามีสาเหตุและความจำเป็นในการปฏิบัติการสลายการชุมนุมครั้งนั้น

นอก จากนี้ผลทางอ้อมในระยะยาวจากรายงานดังกล่าวยังจะครอบคลุมระบบศึกษาและองค์ ความรู้ทางประวัติศาสตร์การเมืองของไทยให้กลายเป็นองค์ความรู้ของทางการที่ บิดเบือนความจริง   ก่อผลในการสร้างและกล่อมเกลาให้เกิดภาวะความโง่เขลาแก่อนุชนรุ่นหลังที่ไม่ ได้มีชีวิตร่วมสมัยอยู่ในเหตุการณ์แต่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์เหตุการณ์จาก หนังสือตำราและหลักสูตรที่ถูกบิดเบือนล่วงหน้ามาก่อนแล้วโดยบุคคลผู้เกี่ยว ข้องในปัจจุบัน

ผลงานของคอป. โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานฉบับสมบูรณ์ฉบับดังกล่าวของคอป. ไม่สามารช่วยให้เกิดความปรองดองแห่งชาติตามที่อ้างในชื่อคณะกรรมการและคำสั่งแต่งตั้ง  แต่กลับมีผลในทางตรงข้ามคือการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งแห่งชาติเพิ่มเติมซ้ำซ้อน  ด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนกล่าวข้างต้น

นอกเหนือไปจากนั้น  เนื้อหาในรายงานคอป. ส่วนที่ ๓ เรื่อง สาเหตุและรากเหง้าของความขัดแย้ง ก็เป็นเพียงการทบทวนทางวรรณกรรมและการนำเสนอหลักการและความคิดเชิงทฤษฎีที่ มิได้พยายามวิเคราะห์ข้อมูลรูปธรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นอันมาก เพื่อสรุปสาเหตุรูปธรรมที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและความขัดแย้งในเหตุการณ์ ที่เป็นกรณีศึกษาดังกล่าวในรายงานส่วนดังกล่าวจึงไม่มีข้อสรุปที่อธิบาย สาเหตุโดยตรงของความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ๒๕๕๓ ตามที่ตั้งขึ้นให้เป็นโจทย์สำหรับการค้นหาความจริงของคอป.  

รวม ทั้งไม่มีข้อเสนอทางปฏิบัติที่สามารถใช้ประโยชน์เป็นรูปธรรมในการช่วยคลี่ คลายแก้ไขปัญหาเพื่อการปรองดองแห่งชาติตามที่กำหนดในคำสั่งแต่งตั้งคณะ กรรมการชุดดังกล่าว

การ ทำงานของคอป.  รวมทั้งรายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.เป็นความสูญเสียเพิ่มเติมของประชาชนที่ได้ รับความสูญเสียมากมายมาก่อนแล้วจากเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓
******************************************************************************************************


เชิงอรรถ



[i]  ได้แก่ หนังสือคำสั่งทางราชการ  บันทึกการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทางราชการ  บันทึกความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รายงานรายงานข่าวหนังสือพิมพ์  รายงานข่าวทางสื่ออิเลกโทรนิกส์ของสำนักสื่อมวลชน  บันทึกภาพเหตุการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
[ii]  การสัมภาษณ์ที่คอป.ใช้ในการรวบรวมข้อมูลของตนเพิ่มเติมมีทั้งการสัมภาษณ์กลุ่ม (focus group) และการสัมภาษณ์รายบุคคล
[iii]  การ บิดเบือนข้อความคำสั่งศาลแพ่งฉบับนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่รัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ใช้ประโยชน์อ้างอิงและกล่าวหานปช.ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มออกคำสั่ง ปฏิบัติการให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศฮฉ.) นำกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามกระสุนสังหารจริงออกสลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓
[iv]  การ ที่ทหารยิงกระสุนจริงใส่ผู้ชุมนุมที่อยู่หนาแน่น  ทั้งในกรณีที่เป็นการยิงใส่ผู้ชุมนุมก่อนและหลังการถูกโจมตีด้วยระเบิด   การยิงใส่ผู้ชุมนุมที่หนาแน่นเช่นนั้นเป็นการผิดกฎหมายและผิดกฎการใช้กำลัง ของทางราชการ เพราะเป็นการยิงใส่ฝูงชนที่มีผู้บริสุทธิ์ปะปนอยู่เป็นจำนวนมากอันสามารถก่อ ผลให้เป็นการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ได้  การกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น
[v]  ภาย ในคณะกรรมการ คอป. และที่ปรึกษา มีทั้งอดีตอัยการสูงสุด  นักกฎหมาย  เอ็นจีโอ  ตุลาการ  และนักวิชาการที่มี และ/หรือเคยมีตำแหน่งระดับสูงในวงราชการและมหาวิทยาลัย  แต่กลับจงใจเขียนรายงานส่วนนี้ที่มีความหมายในทางตำหนิว่าเป็นความผิดหรือ ความรับผิดชอบของผู้ชุมนุมในการห้ามปรามหรือขัดขวางการปฏิบัติการด้วยอาวุธ ของคนชุดดำ  ข้อความส่วนนี้ของ คอป. บ่งชี้ถึง ความลำเอียง (bias) ที่เป็นปัญหาร้ายแรงทั้งในทางวิชาการและทางการเมือง   เนื่องจากเป็นความลำเอียงที่เกี่ยวข้องกับการทำเอกสารที่จะเป็นบันทึกทาง ประวัติศาสตร์ของสังคมไทยในระยะยาวและยังเป็นบันทึกที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ ทางคดีในศาลและทางการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองต่อไป   ผู้เขียนเห็นว่าหากคณะกรรมการ คอป. ไปปรากฎตัวอยู่ในที่เกิดเหตุในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนชุดดำ ถืออาวุธสงครามปฏิบัติการอยู่เช่นนั้น  คณะกรรมการ คอป. ก็ไม่มีความกล้าหาญประการใดในการเสียสละเสี่ยงชีวิตตนเองเข้าห้ามปรามคนชุด ดำ  ในขณะเดียวกัน  ผู้เขียนเห็นว่าความรับผิดชอบในการขัดขวาง ห้ามปราม และจับกุมคนชุดดำในขณะเกิดเหตุการณ์นั้นเป็นความรับผิดชอบของทหารและศอฉ.ที่ ร่วมกันปฏิบัติการสลายการชุมนุมดังกล่าวและไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้ชุมนุม ที่ปราศจากอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบทางคุณธรรมหนรือความรับผิดชอบทางกฎหมาย  การที่กองทหารที่โอบล้อมพื้นที่ชุมนุมอย่างหนาแน่นในขณะนั้นไม่เข้าขัดขวาง และจับกุมกลุ่มชายชุดดำในเหตุการณ์ช่วงค่ำวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ กลับทำให้เกิดข้อสันนิษฐานหรือสมมุติฐานที่รอการพิสูจน์ด้วยหลักฐานข้อมูล ว่าปฏิบัติการของคนชุดดำเป็นปฏิบัติการของกองกำลังพิเศษภายใต้คำสั่งของฝ่าย ที่ใช้อำนาจสลายการชุมนุมมากกว่าจะเป็นฝ่ายผู้นำการชุมนุม  อย่างไรก็ตาม  คอป. ไม่แสดงเจตนาในการทดสอบสมมุติฐานนี้ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของตน
[vi]  แต่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงและตรวจสอบความจริงได้ด้วยข้อมูล คือ ความรุนแรงที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และการสูญเสียทรัพย์สินของทางราชการและเอกชนไม่ได้เกิดขึ้นก่อนการปฏิบัติ การสลายการชุมนุมตามคำสั่งศอฉ.ที่ให้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธจริง   การปราศรัยในกรณีต่าง ๆ ที่คอป.เลือกใช้เป็นข้อค้นพบของตนในตารางเหล่านั้นไม่ได้มีผลทางปฏิบัติเป็น การกระตุ้นให้ประชาชนผู้ร่วมชุมนุมก่อความรุนแรงประการใดที่ทำให้เกิดการสูญ เสียชีวิต  ร่างกาย  และทรัพย์สิน  ความรุนแรงและเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลสั่งการให้ศอฉ.ปฏิบัติการด้วยกำลังและอาวุธกับผู้ ชุมนุม

ศาสวัต บุญศรี: “ความเฉพาะเจาะจง” สิ่งสำคัญยิ่งในการสรรสร้างรายการทีวี

ที่มา ประชาไท

 

ตามปกติที่ชาวสื่อสารมวลชนได้รับการสั่งสอนกันมาตั้งแต่เรียนระดับเด็ก น้อยปีหนึ่งปีสองในเรื่อการผลิตรายการทีวี วิทยุ นิตยสาร ไปจนถึงงานโฆษณา ต้องเริ่มต้นจากฐานคิดที่ว่าใครคือผู้รับสารของเรา เพราะบรรดา คนดู คนฟัง คนอ่าน นั้นมีลักษณะที่หลากหลาย เราไม่สามารถทำรายการเอาใจคนทุกกลุ่มทุกวัยได้ ดังนั้นต้องวิเคราะห์ให้ชัดเพื่อให้เนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอตอบสนองต่อ กลุ่มผู้รับสารนั้น ๆ
วิธีการคิดเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์เชิงประชากรศาสตร์ ดูว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราเป็นวัยไหน เพศใด อายุเท่าไหร่ รายได้ประมาณไหน อยู่เขตที่อาศัยจุดไหนบนประเทศไทย เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้ (ซึ่งก็มีทั้งที่คิดเอาเองและซื้อข้อมูลจากบรรดาแหล่งวิจัยต่าง ๆ) มาก็จะทำการออกแบบรายการ เช่น รูปแบบการเสนอควรเป็นแบบใด มีพิธีกรกี่คนดี ออกอากาศช่วงไหนจะเข้าเป้ากับกลุ่มเป้าหมาย  ไม่เวลาออกอากาศไม่ตรงกัน เช่น เอารายการวัยรุ่นไปออกอากาศช่วงกลางวันของวันธรรมดา เด็กก็ไม่มีทางได้ดูแน่เพราต้องไปเรียน อะไรทำนองนี้ ได้รูปแบบการนำเสนอแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องคิดว่าเราจะนำเสนอเนื้อหาอะไรบ้าง ก็ต้องมาดูแก่นแกนความคิดว่าภาพรวมจะนำเสนอเรื่องอะไร แบ่งเป็นกี่ช่วงและแต่ละช่วงจะพูดถึงเนื้อหาอะไรบ้าง
หลัก ๆ จุดเริ่มต้นก็ประมาณนี้
ทว่าเริ่มมีการให้ความสำคัญกับวิธีคิดอื่น ๆ คือเริ่มมีการสนใจถึงพฤติกรรมและรสนิยมต่าง ๆ  ของกลุ่มคนดูมากขึ้น มีการเจาะกลุ่มเป้าหมายด้วยลักษณะของพฤติกรรมการเสพ รสนิยมความชอบเป็นสำคัญแทนการมองเพียงกลุ่มกว้าง ๆ ที่แบ่งแยกด้วย เพศ วัย การศึกษา รายได้ และเขตพื้นที่อาศัย
ยิ่งทุกวันนี้สถานีโทรทัศน์มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงฟรีทีวีหกช่องอีกต่อไป แล้ว เรามีรายการเคเบิลทีวีนับร้อย ๆ ช่อง ซึ่งหลาย ๆ ช่องก็นำรายการของตนไปอัพโหลดในเวบไซต์ยูทูบ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาษาพลาซ่า ทางเพลย์ ชาแนล หรือ เทยเที่ยวไทย ทางช่องแบง ชาแนล
เคเบิลทีวีและยูทูบได้ทลายกำแพงวิธีคิดเก่า ๆ ไปมาก อย่างเช่น เรื่องเวลาในการชมที่ในอดีตนั้นต้องคำนึงเสมอว่าเวลาที่เราจะออกอากาศนั้น วิธีชีวิตของกลุ่มเป้าหมายเรากำลังทำอะไรอยู่ เนื่องจากการออกอากาศแบบเดิมโดยเฉพาะในฟรีทีวีคือออกแล้วออกเลย พลาดแล้วไม่สามารถดูซ้ำย้อนหลังได้ยกเว้นจะรอนำมาฉายซ้ำในเวลาอีกห้าปีต่อมา ตอนจบของละครหลายเรื่องจึงเป็นวันที่คนดูไม่น้อยประกาศตนว่าฉันต้องไม่พลาด เพราะถ้าพลาดแล้วเท่ากับว่าไม่รู้จะมีโอกาสได้ชมอีกเมื่อไหร่
ทว่าปัญหาเหล่านี้กลับหมดไปเมื่อลักษณะของการจัดผังเคเบิลทีวีจะมีการนำ รายการมารีรันเสมอ หากพลาดจากเวลาออกอากาศจริงก็สามารถที่จะเลือกชมในการรีรันช่วงเวลาอื่นได้ (บางทีรีรันกันอีกวันเลยด้วยซ้ำ) แน่นอนว่าแฟน ๆ รายการย่อมมีสิทธิและโอกาสแก้ตัวชมอีกครั้ง ยิ่งบางรายการที่นำไปอัพโหลดให้ได้ชมทางอินเตอร์เนต แฟนคลับยิ่งไม่ต้องสนใจเลยว่าจะชมเมื่อไหร่ เพราะพวกเขาสามารถชมได้ทุกเมื่อ ทุกเวลาที่ต้องการ พรมแดนเรื่องเวลาจึงมิใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไปแล้วในโลกของโทรทัศน์
นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งตัวอย่างที่เปลี่ยนไปในโลกยุคเคเบิลทีวีและอินเตอร์เนตมีอิทธิพลไม่ต่างจากฟรีทีวี
วิธีคิดสำคัญที่คนทำรายการทีวีคิดกันทุกวันนี้ก็คือ ประกาศแรก การประกาศตัวอย่างชัดเจนว่ารายการของเรานั้นมีจุดเด่นจุดขายอะไรที่ไม่ เหมือนคนอื่น เพราะคนดูพร้อมยอมรับสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร เราไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่ากลุ่มคนดูของเราคือใครหรือคิดว่าจะทำให้กลุ่ม ไหนดูเป็นพิเศษ ขอเพียงทำรายการออกมาที่มีลักษณะ uniqueness มีความเฉพาะเจาะจงสูง คนดูรู้ได้ทันทีว่าจะได้เจออะไรในรายการ อาทิ เทยเที่ยวไทยย่อมต้องเจอกะเทยไปเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ กันมันส์ ๆ หลุด ๆ  รายการแบบนี้มีลักษณะคนดูที่หลากหลายไม่จำกัดเพศวัย สิ่งเดียวที่มีเหมือนกันคือเขาประทับใจในความ uniqueness ของรายการที่ไม่สามารถดูได้จากที่ไหนอีก (ลองนึกถึงในยุคหนึ่งที่รายการวัยรุ่นพยายามจะเป็น Teen Talk กันเสียหมด วิธีคิดแบบนั้นแบบใช้ไม่ได้แล้วในทุกวันนี้)
เหมือนกับว่ากระบวนทัศน์เปลี่ยน จากเดิมที่เราต้องคอยเดาใจคนดูว่าเนื้อหาเราจะเข้าเป้าคนดูมากน้อยขนาดไหน ตอนนี้หลาย ๆ รายการเริ่มลดความสนใจกับเรื่องนี้ไปมาก พวกเขาให้ความสนใจกับการสร้างสรรค์รายการให้ออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้ง รูปแบบและเนื้อหามากที่สุด แล้วคนดูต่างหากที่จะเข้ามาชมรายการเอง เพราะพฤติกรรมและรสนิยมของคนเป็นสิ่งที่เดายาก ดังนั้นจงเป็นตัวของตัวเอง ถ้าของ ๆ เรามีคุณภาพและไม่ซ้ำใคร
นี่เป็นสิ่งแรก ๆ ที่เริ่มเปลี่ยนในวิธีคิดคนทำงานสื่อ สำหรับคราวหน้ามาว่ากันอีกว่ามีอะไรเปลี่ยนไปอีกบ้าง

ถ้านำไปใช้ก็ควรอ้างอิงบ้าง : ข้อสังเกตว่าด้วยลำดับเหตุการณ์ในรายงาน คอป.

ที่มา ประชาไท

 

สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อได้อ่านรายงานของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ คอป. ใน “ส่วนที่ 2 สรุปเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น” เขียนโดยคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ซึ่งมีนายสมชาย หอมลออ เป็นประธาน ผู้เขียนก็อุทานขึ้นมาในใจทันทีว่า “เอ๊ะ!!! ผมไปช่วยเขียนลำดับเหตุการณ์หลังรัฐประหารให้กับ คอป.ตั้งแต่เมื่อไหร่” แต่ก็คิดอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจลงมือเขียนบันทึกนี้
 
สาเหตุที่ไม่คิดจะเขียนในช่วงนั้น เพราะเกรงจะเป็นกระแสเดียวกันกับการโจมตีแบบส่วนตัวต่ออนุกรรมการชุดนี้บาง ท่าน อย่างเช่นที่คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งโจมตี นายเมธา มาสขาว ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ท่าทีแบบนี้ ไม่เป็นประโยชน์เท่าไหร่นัก และสิ่งที่ควรจะทำมากกว่าคือ การวิจารณ์ โต้แย้งเนื้อหางานของ คอป. ที่ออกมา เช่น ข้อมูลหลักฐาน การใช้หลักฐาน การให้เหตุผล การตัดสินประเมินในเรื่องต่างๆ รวมทั้งโครงเรื่องในการนำเสนอ
 
แต่ท้ายที่สุด ก็ตัดสินใจที่จะเขียนบันทึกสั้นๆ นี้ ในฐานะคนที่ทำงานเขียนเองมาบ้าง เป็นบรรณาธิการ แก้ไข ปรับปรุงบทความของคนอื่นมาบ้างเล็กน้อย (แม้จะไม่ได้ดีมากเหมือนพวกมืออาชีพ) และคิดว่า ในอนาคตคงจะฝากปากท้องกับงานประเภทนี้ และดังนั้น จึงตระหนักว่า การเขียนนั้น กว่าจะได้สักประโยคหนึ่ง ย่อหน้าหนึ่งออกมานั้น มันไม่ง่ายเลย ไม่นับเวลาในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อตีพิมพ์ และคนทำงานนั้นควรได้รับเกียรติ
 
ดังนั้น ทุกครั้งที่เอางานคนอื่นมาใช้ไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้าง ต้องอ้างอิง ให้เครดิตทุกครั้ง และสิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นบรรทัดฐานในหมู่คนที่ทำงานในด้านนี้ 

 
พูดตรงๆ คือ ผู้เขียนเห็นว่า รายงาน คอป. ชิ้นนี้ ในส่วนของลำดับเหตุการณ์บางส่วน มีรายละเอียดในการบรรยาย สำนวน แม้กระทั่งคำที่เน้นโดยใช้เครื่องหมายคำพูด (“”) ในหลายเหตุการณ์ ตรงกับหรือคล้ายกันกับในหนังสือภาพ 19 - 19 : ภาพ ชีวิต และการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จาก 19 กันยา 49 ถึง 19 พฤษภา 53 ของสำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน ที่ผู้เป็นบรรณาธิการ อย่างน่าตกใจ ราวกับว่าคัดลอก หรือคัดลอกแล้วแก้ไขนิดหน่อย และคงเอกลักษณ์บางอย่างไว้ โดยไม่ยอมอ้างอิง
 
ก่อนที่จะแสดงให้เห็นรายละเอียดข้างหน้า อยากโฆษณาหนังสือนิดหน่อย ซึ่งจะช่วยให้เห็นที่มาของความประหลาดใจของผู้เขียนได้อย่างชัดเจน
 
ความพยายามในการทำหนังสือภาพเล่มนี้ เริ่มจากผู้เขียนและเพื่อนๆ ในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน/คนเหมือนกัน หลังจากเหตุการณ์การนองเลือดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ได้ปรึกษากันว่า น่าจะมีหนังสือภาพสักเล่มหนึ่งที่บันทึกประวัติศาสตร์เรื่องราวและชีวิตการ ต่อสู้ขบวนการเคลื่อนไหว ที่เรียกว่า “คนเสื้อแดง” โดยการนำภาพที่พวกเราได้ถ่ายไว้มารวมกัน และขอจากคนอื่นๆ ที่รู้จัก มาเรียงตามลำดับเหตุการณ์เพื่อเล่าเรื่อง พร้อมกับเขียนคำบรรยายภาพ โดยจะให้เห็นถึงความพยายามและพลวัตของขบวนการเคลื่อนไหวตั้งแต่หลังรัฐ ประหารเป็นต้นมา ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็ควรจะครอบคลุมเหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายในช่วงต่างๆ รวมทั้งเนื้อหาในการเคลื่อนไหวแต่ละช่วง โดยพวกเราได้ช่วยกันทั้งในส่วนของการรวบรวมภาพ และจัดทำเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด ในเว็บบอร์ดเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำหนังสือเล่มนี้ และต่อมาสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน รับเป็นผู้จัดพิมพ์ โดยหวังว่าจะมีรายได้จำนวนหนึ่งมาสนับสนุนการทำงานของ ศปช. 

ด้วยความคิดแบบนี้ อะไรที่เป็นครั้งแรกจะถูกเน้น ตัวละครกลุ่มต่างๆ จะถูกให้ความสำคัญ ฉากหลังเวที คำบรรยายหัวข้อของการชุมนุม การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ จะถูกระบุ การนำในแต่ละช่วงที่มีพลวัตจะได้รับการบันทึก เนื้อหาข้อเรียกร้องที่สำคัญในบางช่วงจะถูกบรรยาย รวมทั้งตัวเลขบางตัว ในการเล่าเรื่องต่อเนื่องกันไป ภายใต้กรอบของคำบรรยายภาพสั้นๆ แบบคำบรรยายภาพในหนังสือพิมพ์ และใช้การเน้นที่สำคัญโดยการใช้เครื่องหมายคำพูด (“ ”) นี่คือ สไตล์ของการเล่าเรื่อง รวมทั้งการทำลำดับเหตุการณ์เป็นภาคผนวก ให้ครอบคลุมเหตุการณ์ที่ไม่มีภาพในเล่ม และง่ายต่อการใช้ศึกษาค้นคว้าศึกษาต่อไป
 
แม้หนังสือนี้จะไม่ได้รับการกล่าวขานถึงมากนัก แต่สำหรับพวกเราซึ่งเป็นผู้รวบรวมแล้ว ก็เป็นหนังสือภาพที่รวมรวบการเคลื่อนไหวไว้มากที่สุดและทำให้เห็นพลวัตของ การเคลื่อนไหวได้พอสมควร
 
กลับมาที่รายงานของ คอป. ในส่วนของลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ นปช.  ซึ่งจริงๆ แล้ว มีความสำคัญต่อเนื้อหาไม่มากนักและใครๆ ก็สามารถที่จะรวบรวมและเขียนขึ้นมาได้จากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ตามเป้าหมายและตามสไตล์ของคนเอง ซึ่งในหนังสือภาพก็ทำเช่นนั้น
 
แต่เมื่อตรวจสอบเปรียบเทียบกับคำบรรยายในหนังสือภาพแล้ว กลับผมว่า ข้อความ สไตล์ในการเขียน โครงในการบรรยายเหตุการณ์ ในรายงาน คอป. กับคำบรรยายในหนังสือภาพนั้นพ้องกันจนมากเกินไป มีทั้งข้อความในประโยค คำบรรยายเหมือนกันเกือบทั้งหมด หรือคล้ายกับมีการเขียนใหม่จากคำบรรยายเดิม ที่ยังคงสำนวนเดิมไว้ หรือยังคงจุดเน้นในเครื่องหมายคำพูด (“”) ไว้หลายจุด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว จุดเน้นพวกนี้ ไม่จำเป็นเลยสำหรับลำดับเหตุการณ์ในรายงาน คอป. และถ้าจะเน้นก็ไม่น่าบังเอิญที่จะมีการเน้นแบบที่ทำในหนังสือภาพ (ดูรายละเอียดในล้อมกรอบ)
 
บันทึกทั้งหมดนี้ ไม่ต้องการที่จะคิดกล่าวหาว่า รายงาน คอป. คัดลอก ตัดแปะ หรือขโมยงานคนอื่นมาเขียนใหม่ และไม่คิดว่าจะพิสูจน์หรืออยู่ในขอบเขตที่จะเอาผิดด้วยการดำเนินคดีทาง กฎหมายได้ แต่บังคับใจที่จะให้หยุดสงสัยไม่ได้จริงๆ
 
นอกจากนั้น ยังเห็นว่า เพื่ออนาคตสำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับเขียนๆ ถ้ามีกรณีคัดลอกเอามาใช้โดยไม่ให้เครดิตเลย  ไม่ควรจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ เช่นเดียวกัน
 
ถ้าไม่ใช่เป็นดังที่ผู้เขียนสงสัย คอป. โดยนายสมชาย หอมลออ ประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ น่าจะชี้แจงเรื่องนี้มา เพื่อจะได้ไม่เป็นที่ครหา และทำให้ผู้เขียนหายสงสัยว่าตัวเองไปช่วยงาน คอป. มาตั้งแต่เมื่อไหร่
 

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
 

ตัวอย่างข้อความในรายงาน คอป. เปรียบเทียบกับในหนังสือภาพ  19 - 19 : ภาพ ชีวิต และการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จาก 19 กันยา 49 ถึง 19 พฤษภา 53

 
1. ข้อความเกือบเหมือนกันทั้งหมด

1.1 



 
ภาพบน รายงาน คอป. หน้า 63, ภาพล่างหนังสือภาพ 19-19 หน้า 85 

ข้อสังเกต : รายละเอียดมีความต่างกันเล็กน้อย คือ  คอป. ระบุ นปช. เป็นคนจัดงาน  ขณะที่ 19-19 ระบุครอบครัวความจริงวันนี้เป็นคนจัดงาน

ข้อเท็จจริง คือ การนำในการจัดกิจกรรมแดงทั้งแผ่นดิน อยู่ที่อดีตแกนนำ นปก. ปีกไทยรักไทย ที่เข้าไปอยู่ในรัฐบาล ที่ร่วมกันจัดรายการ “ความจริงวันนี้” และเคลื่อนไหวในนาม  “ครอบครัวความจริงวันนี้”  ไม่ใช่ นปช. ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่หลังรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ  ก่อนที่จะมีการจัดองค์กรนำใหม่ คือ 2 ส่วนรวมกันเป็น “นปช. แดงทั้งแผ่นดิน”  การใส่ประธานของประโยคเสียใหม่ว่าเป็น นปช. น่าจะมาจากความเข้าใจว่า  ทั้งสองกลุ่มเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ต้น ผู้กระทำเป็น นปช. เสียทั้งหมด โดยไม่เห็นพลวัตภายในของการนำอย่างที่หนังสือภาพพยายามที่จะทำให้เห็น
ขณะที่ข้อเรียกร้องมีการปรับคำเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้เป็นทางการมากขึ้น และมีกริยาครบทุกข้อ
 
 
1.2 


 
ภาพบน รายงาน คอป. หน้า 6,  ภาพล่างหนังสือภาพ  19-19 หน้า 86 

ข้อสังเกต : เหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นเรื่อง ในรายงาน คอป. คนจัดงาน-ประธานของประโยค คือ นปช. เหมือนกับ 1.1 นอกจากนั้น มีการนำเอาเหตุการณ์การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีก 1 เดือนต่อมา มาต่อกัน คือ การชุมนุมที่เริ่มต้นในวันที่ 26 มีนาคม 2552 และจบด้วยสงกรานต์เลือด
 
 
2. ดึงมาต่อกันบางส่วน แต่คงสำนวนไว้
 
2.1 


 
ภาพบน รายงาน คอป. หน้า 64, ภาพล่าง หนังสือภาพ  19-19 หน้า 96

ข้อสังเกต : อันนี้เป็นจุดเล็กมาก ในรายงาน คอป. โดยชื่อคนถูกตัดไปไว้ที่ข้อความใน 1.2 ซึ่งผิดจากข้อเท็จจริง กล่าวคือ ในการเริ่มต้นนั้น ข้อเรียกร้องมีเพียงยุบสภาเป็นหลักเท่านั้น ข้อเรียกร้องเรื่ององมนตรีพัฒนาขึ้นมาในภายหลัง ช่วงดีเดย์ 8 เมษายน 2552 แล้ว แต่ยังคงมีสำนวนบางส่วนไว้อย่างข้อเรียกร้อง “ไม่ได้รับการตอบสนอง”  
ส่วนเหลือคัดมาบางส่วน โดยให้ผู้อ่านพิจารณาเอง
 

2.2 


 
ภาพบน รายงาน คอป. หน้า 60, ภาพล่าง หนังสือภาพ 19-19 หน้า 47
 
 
2.3 

 
ภาพบน รายงาน คอป. หน้า 66, ภาพล่างหนังสือภาพ  19-19 หน้า 116
 
 

2.4

 
ภาพบน รายงาน คอป. หน้า 67, ภาพกลาง หนังสือภาพ  19-19 หน้า 118
ภาพล่างสุด หนังสือภาพ   19-19 หน้า 118


ข้อสังเกต ในกรณีกิจกรรมปีใหม่ “ปีแห่งชัยชนะ 2553” ไม่ค่อยเป็นข่าวในกระแสหลักเลย จากการรวบรวมเพื่อจัดทำลำดับเหตุการณ์ครั้งแรกก็ไม่มีบันทึกเหตุการณ์นี้ จนกระทั่งเมื่อมีการรวมรูปมาได้แล้ว บรรณาธิการภาพเห็นว่าภาพแกนนำในชุดแบบนี้น่าสนใจ ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงตัดสินใจเลือกจากรูป แล้วค่อยช่วยกันค้นหาว่ากิจกรรมนี้ชื่อว่าอะไรในภายหลัง  
 

โสภณ พรโชคชัย: ผังเมืองฝรั่งเน้น Smart Growth แต่ กทม. ยังไล่คนออกนอกเมือง

ที่มา ประชาไท

 

ที่มา: AREA แถลง ฉบับที่ 115/2555: 24 กันยายน 2555
คำว่า “Smart Growth” ว่ากันว่าเป็นแนวคิดใหม่ในการผังเมืองมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อแก้การ วางผังเมืองผิด ๆ แบบเดิมจนหากไม่มีรถส่วนตัว ก็เท่ากับพิการ ไม่มีขา เพราะบ้าน ร้านค้า โรงเรียน ฯลฯ แต่ละแห่ง ห่างไกลกัน เดินกันไม่ถึง แต่ไทยเรายังเอาแนวคิดผังเมืองแบบ “พระเจ้าเหา” มาใช้

ว่าด้วย ‘Smart Growth’
แนวคิดนี้คือการพัฒนาเมืองโดยรวมศูนย์ความเจริญอยู่ภายในเมืองเพื่อ ป้องกันปัญหาการเติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไปสู่ชานเมือง (Urban Sprawl)  แนวคิดนี้จะมีองค์ประกอบเกี่ยวกับ คุณภาพชีวิตของชุมชน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ที่อยู่อาศัยและการคมนาคมขนส่ง อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ยังได้รับการต่อเติมให้ดูร่วมสมัยด้วยการพูดถึงการ ประหยัดพลังงาน การแก้ปัญหาโลกร้อนการมีส่วนร่วมของประชาชน
หลักการ 10 ประการสำคัญของแนวคิดนี้คือ การสร้างโอกาสที่อยู่อาศัยที่หลากหลาย การสร้างชุมชนที่เดินถึงกันได้ การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างอัตลักษณ์ของท้องที่ การตัดสินใจพัฒนาที่คาดการณ์ได้เป็นธรรมและคุ้มค่า การใช้ที่ดินแบบผสมผสาน การรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี การมีทางเลือกการคมนาคมขนส่งที่หลากหลาย การพัฒนาชุมชนที่มีอยู่แล้ว (ไม่ใช่สร้างชุมชนใหม่) และการออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพแต่ไม่หนาแน่นเกินไป

เหล้าเก่าในขวดใหม่
ทำไมที่สหรัฐอเมริกากำลัง ‘ฮือฮา’ กับแนวคิดนี้ เหตุผลก็คือตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา อเมริกาสร้างแต่บ้านแนวราบกินพื้นที่ออกไปนอกเมืองมากที่สุด ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองที่สุด จนใครต่อใครทราบดีว่าในอเมริกา หากใครไม่มีรถ ย่อมเหมือนคนพิการ ไปไหนไม่ได้ เพราะแต่ละที่ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สำนักงาน หรืออื่น ๆ ล้วนแต่ห่างไกลจากบ้านทั้งนั้น แต่อเมริกาก็พัฒนาอย่างสูญเปล่านี้ได้มานานเพราะมีเงินมาก จะบันดาลอะไรก็ทำได้นั่นเอง
ในระยะหลังมานี้อเมริกาจึงค่อยสำนึกได้ว่านี่เป็นการพัฒนาที่ทำร้ายตัว เองเป็นอย่างมาก จึงเกิดแนวคิด Smart Growth นี้ขึ้น ข้อนี้ไทยและประเทศในเอเชียจึงไม่ต้องตื่นเต้นมากนัก เพราะเมืองไทยเราดีกว่ามากในแง่นี้ ขนาดเวียดนามที่ผมเคยเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงการคลังที่นั่นมาระยะหนึ่ง ก็ยังมีละแวกบ้านแบบพึ่งตนเองได้ จะซื้อหาอะไรก็มีอยู่แถวนั้น ไม่ต้องถ่อไปซื้อไกลถึงใจกลางเมือง ดังนั้นแม้แนวคิดนี้จะเพิ่งได้รับการโฆษณา แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหม่เสียทีเดียว ผมเชื่อว่านี่เป็นเพียงการ ‘import’ วิธีการแบบตะวันออกไปใช้ในอเมริกา แล้ว ‘export’ ออกมาให้ชาวโลกได้ชื่นชมกันอีกคำรบหนึ่ง

เขามุ่งทำเมืองให้แน่นแต่ กทม. มุ่งให้หลวม
บางคนมักอ้างว่ากรุงเทพมหานครหนาแน่นเหลือเกินเพราะมีความหนาแน่นของ ประชากรสูงถึง 3,600 คนต่อตารางกิโลเมตร ในขณะที่ประเทศไทยโดยรวมมีความหนาแน่นเพียง 129 คนต่อตารางกิโลเมตร จึงเสนอแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงให้ชะลอการเติบโตของกรุงเทพมหา นคร โดยไม่ฉุกคิดว่า สิงคโปร์มีความหนาแน่นของประชากรเกือบ 7,000 คน หรือมากกว่ากรุงเทพมหานครถึงเกือบ 2 เท่า แต่กลับดูโล่งโปร่งสบายกว่า
เกาะแมนฮันตันในนครนิวยอร์ก มีประชากร 1,634,795 คน แต่มีขนาดที่ดินเพียง 59.5 ตร.กม. หรือมีความหนาแน่นสูงถึง 27,476 คนต่อตารางกิโลเมตร นครนิวยอร์กโดยรวมมีประชากรถึง 8.3 ล้านคน มีความหนาแน่นของประชากรถึง 10,587 คนต่อตารางกิโลเมตร ดังนั้นแนวคิดที่ตั้งใจทำกรุงเทพมหานครให้โล่งจึงควรได้รับการทบทวนเป็น อย่างยิ่งเพราะเป็นแนวคิดที่จะมุ่งเก็บรักษาที่ดินในเมือง ซึ่งมักเป็นของผู้มีอันจะกินในวันนี้ไว้ และให้ผู้มีรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลางจำต้องไปซื้อบ้านอยู่นอกเขตผังเมือง ที่ไม่อำนวยให้สร้างอาคารชุดหรือสร้างได้ในความสูงที่จำกัด
การคิดผิดเพี้ยนของนักผังเมืองไทยกลับทำให้กรุงเทพมหานครในช่วง พ.ศ.2545-2554 มีประชากรลดลง 2% แต่ในเขตปริมณฑลกลับมีประชากรเพิ่มจาก 3.9 ล้านคน ในปี 2545 เป็น 4.7 ล้านคนในปี 2554 หรือ 21% หากในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตรมีผู้อยู่อาศัย 3,600 คนตามค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร ประชากร 1.2 ล้านคน ก็เท่ากับไปบุกรุกไร่นาเรือกสวนสีเขียวถึง 333 ตารางกิโลเมตร

ทำไมจึงเป็นไปได้
ทำไมในสหรัฐอเมริกาทำอะไรก็มักได้ ส่วนหนึ่งก็คือเขามีเงิน ประชากรมีรายได้มากกว่า จึงเก็บภาษีได้มากกว่า และเก็บในสัดส่วนที่มากกว่าไทย ของไทยเราภาษีท้องถิ่น ภาษีทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ก็ยังไม่มี ชุมชนหรือท้องถิ่นก็มีรายได้จำกัด โอกาสที่จะทำอะไรมากจึงจำกัด การนำแนวคิดนี้มาใช้ก็คง ‘เลียนแบบ’ มาได้บางส่วน และทำตามกำลัง
ในสหรัฐอเมริกา บ้านทุกหลังต้องเสียภาษีทรัพย์สินปีละ 1-2% ของมูลค่าตลาด ไม่ใช่ตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการไทย ซึ่งมักจะต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อนำเงินเหล่านี้มาใช้พัฒนาท้องถิ่น การนี้ท้องถิ่นก็มีเงินเพียงพอที่จะพัฒนา ลำพังการอาศัยการบริจาคจากภาคเอกชนหรือชุมชน ก็คงได้ทำอะไรเพียงเล็กน้อยแบบ ‘ลูบหน้าปะจมูก’ หรือ ‘ไฟไหม้ฟาง’ ดังนั้นการหวังให้ประชาคม บริษัทห้างร้าน มูลนิธิ ฯลฯ เข้าช่วยผลักดันแนวคิด ‘Smart Growth’ จึงมีความเป็นไปได้ที่จำกัด

ทำอย่างไรให้สำเร็จ
แนวคิดการพัฒนาเมืองให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะด้วยวาทกรรมใหม่หรือเก่าใด ๆ นั้น จะเป็นจริงได้ ก็อยู่ที่ผู้บริหาร เช่น นายกเทศมนตรี ผู้นำชุมชน ผู้ว่าราชการ ตลอดจนผู้นำรัฐบาล หาไม่แนวคิดดี ๆ ก็จะเพียง ‘ขึ้นหิ้ง’ หรือไม่ก็แค่อยู่ในตำรา หรืออย่างดีก็ได้รับการดำเนินการแบบ ‘ไฟไหม้ฟาง’ หรือ ‘ผักชีโรยหน้า’ ในที่สุด
ถ้าผู้บริหารยอมรับหรือได้รับการปรับทัศนคติ (Mindset) แนวคิดก็จะได้รับการยอมรับ สานต่อและทำให้เป็นจริงขึ้น เราจึงต้องขายความคิดให้กับผู้บริหาร แต่ลำพังผู้บริหารนั้น บางครั้งเวลาฟังให้ได้ศัพท์ยังไม่มี ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจึงต้องพยายามให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้างด้วย เพื่อให้ช่วยกันผลักดันให้ผู้บริหารได้ตระหนักถึงความสำคัญและปรับทัศนคติ ต่อแนวคิดใหม่ ๆ ต่อไป
มองเทศแล้วย้อนมองไทยครับ อย่าให้แนวคิดการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพครอบงำไทย

แนะนำหนังสือ "ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช"

ที่มา ประชาไท

 



แนะนำหนังสือ "ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" โดย ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการประวัติศาสตร์และรั

ฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
"ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" แปลจาก "East Timor : The Price of Freedom" ของ John G. Taylor เป็นหนังสือแปลฉบับภาษาไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของติมอร์ตะวันออกเล่มแรกถึงเรื่องราวความเป็นมาของการต่อสู้อันยาวนานเพื่อเอกราชของติมอร์ตะวันออก แปลโดย สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ และอรพรรณ ลีนะนิธิกุล
วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา / เปิดตัวหนังสือ -- Book launch "ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" จัดโดย มูลนิธิโครงการตำรสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มธ, โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ศศ.มธ. และสมาคมจดหมายเหตุสยาม เนื่องในโอกาส 45 ปี อาเซียน และร่วมเฉลิมฉลอง 50 ปี ศิลปศาสตร์ มธ.วันที่ 25 ก.ย.2555 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

สะท้อนย้อนคิดฯ ที่เชียงใหม่: ความคิดทางสังคมศาสตร์กับทิศทางทฤษฎีไทย

ที่มา ประชาไท

 

ประชุม "สะท้อนย้อนคิด สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เชียงใหม่" ที่ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เมื่อ 21 ก.ย. ในช่วงอภิปรายหัวข้อ "ความคิดทางสังคมศาสตร์กับทิศทางทฤษฎีไทย" โดย (จากซ้ายไปขวา) จันทนี เจริญศรี, ไชยันต์ รัชชกูล, นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และจามะรี เชียงทอง ผู้ดำเนินรายการ


คลิปช่วงอภิปรายหัวข้อ "ความคิดทางสังคมศาสตร์กับทิศทางทฤษฎีไทย
ระหว่างวันที่ 21 - 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมใหญ่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มีการประชุมวิชาการประจำปี "สะท้อนย้อนคิด สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เชียงใหม่" จัดโดยภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร (องค์การมหาชน) และสำนักพิมพ์คบไฟ
โดยในการประชุมวันแรก (21 ก.ย.) มีการอภิปรายหัวข้อ "ความคิดทางสังคมศาสตร์กับทิศทางทฤษฎีไทย" วิทยากรโดย รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผอ.สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) อ.ดร.จันทนี เจริญศรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.จามะรี เชียงทอง ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เนื้อหาช่วงการอภิปรายของไชยันต์ รัชชกูล และ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์มาจาก สำนักข่าวประชาธรรม)

โดย ไชยันต์ รัชชกูล กล่าวว่า เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ว่า "จริงหรือที่สังคมวิทยาเป็นราชินีแห่งสังคมศาสตร์" (Is Sociology "The Queen of Social Sciences" still true?) โดยสมัยหนึ่งถูกมองว่าเป็นอย่างนั้นจริง แต่ถ้ามองในปัจจุบันถือว่าล้าสมัยไปแล้ว ฉะนั้นคำตอบคือ ไม่ เพราะประเด็นหลักสามประเด็น คือ หนึ่ง สังคมวิทยาที่เคยอ้างว่าเป็นแก่นหลักของสังคมศาสตร์นั้น ก็ไม่จริงเสมอไป เพราะมีสาขาวิชาอื่นที่พูดแบบนี้ในลักษณะที่แตกต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น ภูมิศาสตร์ (Geography) ก็อ้างว่าขอบเขตของศาสตร์ภูมิศาสตร์ก็อยู่ทั่วทุกที่
ไชยันต์ เล่าเรื่องตลกที่ว่า มีหนุ่มคนหนึ่งเขาไปในร้านหนังสือแล้วถามคนขายหนังสือว่า หนังสือเกี่ยวกับภูมิศาสตร์อยู่ตรงไหน คนขายหนังสือตอบว่า ปรัชญาอยู่ตรงนี้ รัฐศาสตร์อยู่ตรงนั้น ส่วนภูมิศาสตร์อยู่ทั่วทั้งร้าน
ด้านประวัติศาสตร์ ผมได้สนทนากับอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งท่านบอกว่า นักสังคมศาสตร์ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์ก็ไปไม่ถูก ฉะนั้นประวัติศาสตร์ก็อ้างในสิ่งเดียวกับที่สังคมวิทยาอ้าง เศรษฐศาสตร์ก็อ้างแบบเดียวกัน รัฐศาสตร์ก็เช่นกัน มองว่า ทุกอย่างเป็นการเมืองหมด
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วสังคมวิทยาอ้างอะไร อาจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ prachatai.com/taxonomy/term/2672 ก็อ้างบ่อยๆว่า สังคมวิทยา คือการศึกษาความสัมพันธ์ทางสังคม แต่สาขาอื่นๆก็ทำในแบบเดียวกัน เช่นรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ เพียงแต่ไม่ได้ใช้คำนี้ เช่นเศรษฐศาสตร์มักอ้างอุปสงค์ อุปทานเสมอ ไม่ว่าจะศึกษาเรื่องการขนส่ง การวางผังเมืองหรือเรื่องอื่นๆ ทำนองเดียวกันรัฐศาสตร์ก็มักจะพูดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างหญิงกับ ชาย คนชั้นหนึ่งกับคนอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อสาขาอื่นๆ ต้องศึกษาสิ่งนี้ เราก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าจุดเด่นของสังคมวิทยาคือศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ทางสังคม
สอง หมายความว่า ศาสตร์ในแต่ละสาขาเป็นศิลปะที่ส่องทางให้แก่กันและกัน เช่น Economic Anthropology คือ ผสมผสานการใช้ระหว่างแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กับมานุษยวิทยา หรือในทางกฎหมายก็มีการพูดถึงเรื่องกฎหมายที่เป็น Positivism and Naturalism   แต่ที่พูดถึงกันน้อย คือ Sociology of Laws ที่หมายถึงว่า เวลากฎหมายถูกนำไปใช้มันมีผลในทางสังคมอย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องกับ Positivism and Naturalism เลย ดังนั้นศาสตร์สองศาสตร์ก็สามารถที่จะส่องทางให้แก่กันและกันได้ นอกจากนี้ยังมีศาสตร์อื่นๆที่ผสมผสานระหว่างกัน อาทิ Politic of Sociology Social history และอื่นๆ
สาม อยากลองนำเสนอการมองแนวคิดแบบใหม่ คือ Semiology of Concept (สัญวิทยาแนวคิด) อย่างที่ทราบกันว่าในทางภาษาศาสตร์เดิมที คำหนึ่งคำเหมือนจะสื่อตรงต่อ Object (วัตถุ) เช่น รูปร่างแบบนี้เรียกว่านาฬิกา แบบนี้เรียกว่าแว่นตา เป็นต้น แต่ทางด้านสัญวิทยากลับมองว่า ไม่ใช่คำที่ไปสอดคล้องกับวัตถุ แต่มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน เมื่อลองนำแนวคิดนี้มาใช้กับ Concept (แนวคิด) ทางสังคมวิทยา ก็เกิดคำถามว่า แนวคิดมันสอดคล้องกับความเป็นจริง หรือว่า แนวคิดถูกใช้ในความหมายหรือสัมพันธ์กับแนวคิดอื่น ที่มันอาจจะไม่ได้ไปสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้น "A concept is in relation to other concepts" (แนวคิดหนึ่งจึงสัมพันธ์กับแนวคิดอื่นมากกว่า) ซึ่งแนวคิดนี้ได้มาจากการการสนทนาเรื่องการสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์กับ อาจารย์ชาญวิทย์ที่เมื่อต้องการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ต้องค้นหาข้อมูล ที่กระจัดกระจายมาร้อยเรียงหรือสนับสนุนสิ่งกำลังศึกษาเพื่อให้เห็น Pattern (รูปแบบ) และ Movement (การเคลื่อนไหว) เดียวกัน เช่น เมื่อต้องการศึกษาการก่อตัวของรูปรัฐ ก็ต้องไปนำข้อมูลจากหอจดหมายเหตุ  และจากที่ต่างๆ มาร้อยเรียงกัน เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น แนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ในบทที่หนึ่งก็พูดถึง Value (ค่านิยม) Labour (แรงงาน)  Commodity (สินค้า) ฯลฯ ซึ่งคำเหล่านี้ เราอาจเข้าใจความหมายเฉพาะคำ แต่เราไม่ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน จนเมื่อมันถูกโยงต่อๆกันให้เป็นภาพใหญ่จนกลายเป็น Capitalism (ทุนนิยม) หรือแนวคิดของแมกซ์ เวเบอร์ (Max weber) ที่รัฐศาสตร์มักสอนกันว่า ความชอบธรรม (Legitimacy) คืออะไร อำนาจ (authority)คืออะไร การครอบงำ (Domination) คืออะไร แต่ตนมองว่าน่าจะผิดประเด็น เพราะว่าการพูดเรื่องอำนาจ (Authority) มันต้องเริ่มต้นจากการพูดถึงเรื่องการครอบงำ ก่อนว่ามีแบบไหนบ้าง เมื่อเข้าใจอันนี้มันถึงมีอำนาจ เมื่อมีอำนาจจึงมีความชอบธรรม เป็นต้น ความสับสนที่เกิดขึ้นจากแนวคิด มีอยู่ให้เห็นบ่อย เนื่องจากหลายแนวคิดมีลักษณะที่คล้ายกัน คำต่างๆที่ใช้อาจจะไม่เหมือนกัน แต่มันเหมือนกันในลักษณะของเนื้อหาเช่น คำว่า Social fact หรือ Ruling Order หรือ Normative Order ในขณะเดียวกันก็มีคำที่ใช้เหมือนกันแต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น ชนชั้น (Class) ในนิยามของคาร์ล มาร์กซ์ กับนิยามของแมกซ์ เวเบอร์ เป็นต้น
ตอนท้าย ไชยันต์สรุปว่าสังคมวิทยาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นราชินีของสังคม ศาสตร์ แต่มงกุฎนี้ได้ถูกแย่งชิงไปแล้ว คำถามคือ มันไม่ว่างเปล่าหรือ ที่จะยืน มีปัญหาอะไรบ้างที่ควรต้องกังวล จะยุบสาขานี้เลยดีไหม หรือว่าสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาจะอยู่ยงคงกระพัน สุดท้าย ในอนาคตสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาควรจะเป็นอย่างไร (Then, what should sociology to be in the future?)

ด้าน นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ กล่าวว่า ทฎษฎี มาจากคำว่า "Theory" ภาษาอังกฤษที่มีรากศัพท์ว่ามุมมองของพระเจ้า หมายความว่ามนุษย์ในสมัยก่อนถูกห้ามไม่ให้คิดหรืออธิบายตัวเองและโลก เพราะโลกจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่นั้นขึนอยู่กับบัญญัติหรือบัญชาของพระเจ้า ทุกวันนี้เรามาสร้างทฤษฎีกันก็คล้ายๆ ว่าเราทำตัวเป็นพระเจ้า ในอีกแง่หนึ่งทฤษฎีเป็นภาษาสันสกฤต ถ้าเราเทียบเคียงภาษาบาลี ทฤษฎีก็คือทิฐิ ซึ่งไม่ได้มีไว้ให้เรายึดติด แต่มีไว้ให้เราปลดเปลื้อง จึงไม่แน่ใจว่าการดิ้นรนหาทฤษฎีใหม่มันคือการดิ้นรนในการมองแบบพระผู้เป็น เจ้า หรือ แต่ถ้าจะมองหาตัวทฤษฎีคิดว่าก็สมควรที่จะมามองหา ณ สำนักเชียงใหม่ เพราะเป็นสำนักที่แข็งแรง มีนักคิด นักเขียน ครูบาอาจารย์ที่มารวมตัวกันเยอะ
แล้วทิศทางของทฤษฎีที่นี่เป็นอย่างไร ผมก็ไม่แน่ใจว่าเราสามารถที่จะรู้ตัวได้ หรือมองไปข้างหน้าได้หรือไม่ หรือว่าจะรู้ตัวว่ามันไปไหนก็ต่อเมื่อเรามองย้อยหลังกลับไปเท่านั้น อย่างไรก็ดีคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ได้มาสะท้อนคิดกัน เคยอ่านบทสัมภาษณ์หนึ่งของมิเชล ฟูโก ซึ่งมีคนไปถามเรื่องวาทกรรม และสิ่งที่นักวิชาการทำ ฟูโกก็ตอบในทำนองที่ว่า งานของนักวิชาการที่เขียนขึ้นมาก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมที่อาจจะรับ ใช้อำนาจบางอย่าง แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรับใช้วาทกรรมหรือความสัมพันธ์ เชิงอำนาจชุดไหน คนก็ถามฟูโกต่อไปว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นหมายความว่านักวิชาการไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่หรือ? ฟูโกก็ตอบว่า They know what they do but they don"t know what they do do. ซึ่งก็น่าสนใจว่าเราสร้างทฤษฎีของเราไปแต่สิ่งที่ทำมันสร้างอะไรอีกเราก็ไม่ รู้ได้ อย่างไรก็ดีการมาทบทวนก็ดีกว่าไม่ทำอะไร
กระบวนการส่งต่อความคิดทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาไม่ได้อยู่ในห้อง เรียน หรือพื้นที่ของงานวิจัย แต่บางทีมันมาจากกิจกรรม การพยายามจะหาคำอธิบายใหม่หรือคำอธิบายที่ใช้การ ได้ คิดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่เราจะไปให้พ้นจากวิธีคิด หรือการครอบงำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ หากเราไม่ตระหนักเรื่องนี้เราก็อาจเป็น คนค้าความคิดมือสอง Secondhand dealer of ideas
ถ้าเราจะหาทฤษฎีที่เวิร์คกว่าที่ผ่านมา ผมก็คิดถึงสิ่งที่ อ.อานันท์ กาญจนพันธุ์ พยายามสร้างข้อถกเถียงจำนวนมากว่าทฤษฎีเป็นเรื่องของวิธีคิด ตัวช่วยคิด หรือเป็นกระบวนการที่ใช้มองตัวโลกซึ่งผ่านเครื่องมือ และวิธีการอันหลากหลาย (พหุนิยม) ส่วน อ.ชยันต์ วรรธนะภูติ ซึ่งบอกว่าทฤษฎีหรือความคิด อาจจะเป็นภาพตัวแทนของสิ่งที่เรากำลังพูดถึงก็ได้ หรือเป็นการประกอบสร้างชุดความสัมพันธ์ของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ผมก็มีความคิดอย่างนั้นว่าเวลาเราพูดถึงทฤษฎีมันคล้ายๆ กับว่าเราดึงองค์ประกอบย่อยๆ หลายองค์ประกอบมาปะติดปะต่อกัน สามารถที่จะเข้าใจ ผมรู้สึกว่าถ้าหากอ.อานันท์บอกว่าทฤษฎีคือวิธีคิด ผมคิดว่ามันอาจจะมีระบบวิธีคิดที่ดึงเอาส่วนต่างๆ มาประกอบกัน โดยเรื่องของระบบเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ในสมัยหนึ่งมีวิธีคิดเกี่ยวกับระบบว่า เราสามารถสร้างตัวแทนของระบบขึ้นมาได้ เช่น ระบบสุริยะ เราก็วาดรูปวงโคจร แต่หลังจากนั้นก็มีการแย้งว่า สิ่งที่เขียนขึ้นมาแทนระบบนั้นมีข้อจำกัด เพราะการเขียนระบบสามารถเขียนได้หลายแบบ สิ่งต่างๆ มันมาประกอบสร้างกันได้หลากหลายรูปแบบ
เช่น ร่างกายของคนหนึ่งคนประกอบด้วยระบบที่แยกย่อยได้จำนวนมาก หรือ ระบบสังคมก็สามารถแบ่งเป็นระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบวัฒนธรรม เมื่อแบ่งได้หลายระบบมากจึงมีคำขวัญในหมู่นักคิดเรื่องระบบว่า "All systems are wrong but some are useful" กล่าวคือไม่มีระบบไหนถูกต้องหรือสมบูรณ์ที่สามารถแทนความจริงได้แต่มี บางอย่างที่เป็นประโยชน์ ซึ่งในกรณีของทฤษฎีผมก็สงสัยว่าเราจะพูดได้หรือไม่ว่า "All theory are wrong but some are useful" ซึ่งอ่านงานของอ.อานันท์ก็มีความรู้สึกอย่างนั้น แต่คำถามมีต่อไปว่ามันเป็นประโยชน์สำหรับใคร
ซึ่งตรงนี้ก็ได้เรียนรู้จากสำนักเชียงใหม่ว่าเป็นการประโยชน์ต่อคนชายขอบ คนไร้อำนาจทั้งหลาย ซึ่งถ้าเราจะภูมิใจต่อการมีสำนักเชียงใหม่ คือการภูมิใจว่าแนวคิด ทฤษฎีทั้งหลายที่พยายามคิดขึ้นไปเพื่อการต่อสู้ร่วมกับคนที่ไร้อำนาจ ต่อสู้ให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งมันก็อาจจะป่วยการที่ทุ่มเถียงกันว่าทฤษฎีมันถูกหรือผิด แต่ทฤษฎีมันเอาไปใช้ได้กับพื้นที่อันไหน
ภาพตัวแทนที่เราสร้างขึนมาเพื่ออธิบายโลก ทฤษฎีก็เป็นภาพตัวแทนชนิดหนึ่ง ซึ่งก็ไม่สามารถแทนอะไรได้สมบูรณ์ ส่วนทิศทางของทฤษฎีไทยในอนาคต ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบแห่งความซับซ้อนก็จะมักจะบอกว่าเวลาดูเรื่องระบบ สังคม การคลี่คลายตัวของระบบเศรษฐกิจสังคม การเมือง และระบบความรู้ เราเดามันไม่ถูก unpredictable events in a predictable pattern ซึ่งนักมานุษยวิทยาชำนาญในการมองรูปแบบความสัมพันธ์ ซึ่งจะทำให้เจอระบบ ซึ่งทำให้เราสร้าง (construct) ขึ้นมาได้ ซึ่งมันจะเหมือนจริงหรือไม่ก็ยากที่จะพูดได้
แต่ทางเดินข้างหน้าของทฤษฎีนั้น เป็นการเดินทางภายใต้ความตึงแย้ง (tension) ซึ่งความกดดันชุดนี้น่าจะเป็นตัวแบบรูปแบบ ความตึงแย้งอย่างแรก คือ To represent or to not represent มันเป็นการต่อสู้บนความไม่พอเพียงของ representation กับความจำเป็นต้องมี  representation ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งการจะตอบเรื่องนี้นั้นผมยังไม่รู้ ประเด็นที่สอง ในเรื่องพื้นที่ความรู้ของ อ.อานันท์ ผมมีความเห็นว่ามันเป็นพื้นที่ที่มีความทับซ้อนพอๆ กับตัวความรู้ แนวคิด ทำให้ความจริงมันดำรงอยู่โดยมีการต่อสู้กันในพื้นที่ต่างๆ กันไป การผลิตความรู้หรือทฤษฎีต่างๆ ในอนาคต มันจะสัมพัทธ์กับพื้นที่ด้วย
ดังนั้นคำถามคือว่าหากว่ามันมีย้อนแย้ง ทับซ้อน ซับซ้อน พื้นที่แบบไหนต้องการความรู้แบบไหน อาจเป็นสิ่งที่ต้องคิดกันต่อไป
ความตึงแย้งประการที่สาม คือ วิธีการที่เราทำมาในอดีต เขียนเองอ่านกันเอง สำนักเชียงใหม่ ไม่ได้อยู่ในลักษณะเขียนเองอ่านกันเอง มันมีคนนอก มีนักพัฒนาเอกชน กลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงผู้เข้ามาร่วมเคลื่อนไหว หรือผู้ถูกศึกษา แต่มีการนำพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มาเรียนเป็นนักมานุษยวิทยา  เพราะฉะนั้นมันน่าสนใจว่ามันจะคลีคลายอย่างไรต่อไปในอนาคต
ประเด็นที่สี่คือ ความตึงแย้งระหว่างทุนภายในกับทุนภายนอก ซึ่งมีพลวัตสำคัญ ว่าทุนภายในอย่างสกว. สสส. มันจะมากำกับให้เราทำเรื่องอะไร มากน้อยแค่ไหน และมันดีหรือแย่กว่าเดิมที่เคยถูกกำกับโดยทุนต่างประเทศ หรือเราจะรักษาสมดุลได้อย่างไร
ประการสุดท้าย คิดว่า มันมีความตึงแย้งระหว่างการรักษา Autonomy กับความพยายามที่จัดการอำนาจจากภายนอก ที่เราเรียกว่า Globalization แต่ความจริงมันเป็น Neoliberalization ยกตัวอย่าง มคอ. หรือ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education) เป็นร่างปรากฏของเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเราจะสู้กับมันอย่างไร เพราะเราจะไม่มีเสรีภาพ หรือไม่รับรู้เดินหน้าผลิตงานวิชาการ อย่างน้อยแรงที่ต้องเสียไปกับพลังงานที่จะมาลดทอนพลังของวิชาการ ซึ่งก็ไม่ต่างกับองค์กรอื่นๆ ซึ่งผมขอเรียกว่าองค์กรปรนัย และมีคำขวัญให้มันไว้คือ เดินตามช่อง มองแค่ที่เห็น เน้นตัวชี้วัด วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ งานที่ทำไม่มีความหมายอะไรเลย
นพ.โกมาตร กล่าวทิ้งท้ายว่า หากจะมีการทบทวนสำนักเชียงใหม่ให้ชัด ต้องทบทวนในกรอบช่วงเวลาหลัง 19 กันยายน 2549 เข้าไปด้วยซึ่งจะเห็นวิวัฒนาการของสำนักเชียงใหม่ได้ชัดเจน และสัมพัทธ์กับสำนักอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร

จันทนี เจริญศรี กล่าวว่า เท่าที่อ่าน ถกสังคมศาสตร์ไทย ของอานันท์ กาญจนพันธุ์ มีคำสองที่ผุดมาบ่อยคือ หนึ่ง ทะลุกรอบคิด มองว่าคล้ายๆ ทฤษฎีนี้เป็นกรอบปิดกั้นฝั่งภาคปฏิบัติการในโลกของผู้คนจริงๆ ที่มีความสลับซับซ้อนหลากหลาย และทฤษฎีจะเกิดเมื่อมีการทะลุกรอบคิด
อีกคำหนึ่งที่เจอบ่อยคือ อ่านตำราฝรั่งโดยตัวเนื้อหาเอาไม่ได้เพราะเป็นการตอบโจทย์เฉพาะของมัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเอามาได้คือวิธีคิด เลยสงสัยว่าตกลงทฤษฎีพึงเอาไว้ทำอะไร ซึ่งตัวเองจะเข้าใจว่าทฤษฎีคล้ายกับเป็น spcae (พื้นที่) เป็นที่ยืนที่ทำให้เราแยกตัวเองออกมาจากประสบการณ์ที่เราอาจพบเจอในการทำงาน สนาม และเอามาใคร่ครวญ ในอีกแง่หนึ่งรู้สึกว่าทฤษฎีคือการโยงใยประสบการณ์กับความคิด หรือไอเดียที่มีอยู่แล้ว รวมถึง Second order thinking  ซึ่งหลายๆ ครั้งสวนทางประสบการณ์
ดูเหมือนว่าประสบการณ์กับทฤษฎี มีความสัมพันธ์กันในแง่การเปิดพื้นที่ และให้กลับมาทบทวน และขณะเดียวกันเป็นวงจรที่เดินไปเรื่อยๆ หยุดไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าประสบการณ์มันเยอะ ซับซ้อนกว่าที่จะเข้าใจจากทฤษฎีนั้นก็ต้องเปลี่ยนทฤษฎี ก็เลยคิดว่าสิ่งนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของทฤษฎี
ช่วงท้าย จันทนีเปรียบเทียบที่ทางของสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในไทยกับของประเทศอื่นๆ โดยที่จันทนีอภิปรายว่าสังคมวิทยาในสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นโตในบริบทของมหาวิทยาลัยและผูกกับความเป็นวิชาการ ส่วนสังคมวิทยาอังกฤษ ผูกกับนโยบายทางสังคมและไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาส่วนบุคคล กล่าวคือทั้ง 2 ประเทศ สังคมวิทยามีที่ยืน ส่วนในประเทศไทย สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาไทยอยู่ในชายขอบทั้ง 2 ทาง ในทางวิชาการ นักศึกษาบอกว่าไม่รู้จะกลับไปบอกพ่อแม่ว่าเรียนอะไร ทำงานอะไร ในขณะที่นโยบายทางสังคม ก็ได้ยินนักวิจัยที่ทำงานสนาม ทำงานกับชาวบ้าน บอกว่าผู้กำหนดนโยบายอยากได้ยินสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยินอยู่แล้ว สองเรื่องนี้ที่อาจทำให้เห็นที่ยืนหลักๆ ของสังคมวิทยาไทยว่าสังคมวิทยาไทยอยู่ชายขอบทั้ง และเรื่องนี้เป็นตัวอธิบายว่าทำไมต้องเห็นความจำเป็นว่าจะต้องเผยแพร่งาน ด้านสังคมวิทยา


หมายเหตุ: เนื้อหาช่วงการอภิปรายของไชยันต์ รัชชกูล และ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์มาจาก สำนักข่าวประชาธรรม

สถานการณ์การชุมนุมหน้ากองปราบฯ

ที่มา thaifreenews



http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42058.0