WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 28, 2012

ศาลยกฟ้อง‘จตุพร’หมิ่น‘มาร์ค’หนีทหาร

ที่มา thaifreenews



ศาลมีคำสั่งพิพากษาว่า ให้จำคุกจำเลย 6 เดือน
และปรับ 50,000 บาท ตาม ม.328 
แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยรับโทษจำคุกมาก่อน 
จึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ส่วนเนื้อหาหมิ่นในคดีหนีทหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ศาลมีคำสั่งให้ยกฟ้องจตุพร 

ด้านจตุพร ให้สัมภาษณ์ว่าจะนำคดีดังกล่าวไป
สู้ในกระบวนการยุติธรรมต่อไป

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: คอป.หรือ คณะอุ้มอภิสิทธิ์ปกปิดความจริง?

ที่มา ประชาไท

 

ในที่สุด คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็ได้นำเสนอรายงานขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนเมื่อ เมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งผลก็เป็นไปตามความคาดหมาย คือ เต็มไปด้วยเรื่องปกปิดบิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้น ฟอกขาวให้กับทั้งฝ่ายทหารและรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
 
คนที่เจ็บปวดกับผลงานของ คอป.ในครั้งนี้ก็คือ ครอบครัวและบรรดาญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายพันคนใน เหตุการณ์ รวมไปถึงประชาชนที่เข้าร่วมต่อสู้ที่ถือว่า บรรดาผู้สูญเสียเหล่านั้นคือพี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่เสี่ยงตายมาด้วยกัน
 
ผลงานอัปยศของ คอป.ในครั้งนี้ ทำให้สมควรได้รับขนานนามใหม่ว่า คณะอุ้มอภิสิทธิ์ปกปิดบิดเบือนความจริงเพื่อความแตกแยกแห่งชาติ โดยแท้!
 
ผู้ที่ติดตามการทำงานของ คอป.มาโดยตลอดจะไม่แปลกใจเลย เพราะคณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตัวบุคคลทั้งระดับกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงาน และที่ปรึกษา หลายคนเป็นพวกอีแอบพรรคประชาธิปัตย์และ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่เป็นศัตรูโดยตรงกับฝ่ายประชาชน
 
ใน คอป.จึงมีตั้งแต่คนที่เคยร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างเปิดเผย แล้วมานั่งทำงาน “รวบรวมข้อเท็จจริง” ไปจนถึงกรรมการบางคนที่เป็นเอ็นจีโอ เพียรสร้างภาพเปลือกนอกเป็นนักสิทธิมนุษยชน รณรงค์เรื่องประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับมีเนื้อแท้เป็นพวกสนับสนุนเผด็จการในประเทศไทย
 
รายงานของ คอป.มีเนื้อหาที่ดูถูกสติปัญญาของคนอ่านอย่างยิ่ง เพราะเต็มไปด้วยการเล่านิทานเหตุการณ์ที่ปราศจากพยานหลักฐาน เลี่ยงไม่ตอบคำถามสำคัญๆ ขณะที่อีกหลายคำถามที่จำต้องตอบก็โยนไปให้ “ชายชุดดำ” ซึ่งกลายเป็น “หลุมดำ” ที่ คอป. จับเอาบรรดาคำถามที่ไม่อยากตอบ โยนใส่ลงไปเท่านั้น ทั้งหมดนี้ มีจุดประสงค์เดียวคือ ล้างบาปและคราบไคลเลือดออกจากเนื้อตัวของทหารและรัฐบาลอภิสิทธิ์ โยนความผิดทั้งหมดไปให้ “ชายชุดดำ” และประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย
 
ทำราวกับว่า คนอ่านไม่มีสติปัญญาพอที่จะรู้เท่าทัน คอป.คนอ่านจึงได้แต่กังขาว่า ถ้าเอายี่ห้อ คอป.ออกไปจากรายงานชุดนี้ คนอ่านอาจเผลอนึกไปว่า กำลังอ่านสกู๊ปรายงานของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีอยู่ก็ได้!
 
คำถามสำคัญที่สุดคือ คนเสียชีวิตเฉพาะที่รู้แน่นอนจำนวน 90 กว่าคนนั้น ตายอย่างไร? ในรูปแบบอาการอย่างใด? ใครเป็นคนกระทำ? ทหารนับพันที่ติดอาวุธหนักเบาตั้งแต่หัวถึงเท้าที่อยู่ในบริเวณนั้น กระหน่ำยิงกระสุนไปเป็นแสนนัด มีคลิปวิดีโอภาพการยิงอย่างเมามันนับไม่ถ้วน ทหารเหล่านี้มีส่วนรับผิดชอบแค่ไหน? นี่คือคำถามสำคัญที่สุดที่ รายงานของ คอป.ไม่ได้ตอบอย่างชัดเจนจนไร้ข้อสงสัย
 
ส่วนกรณีการเสียชีวิตที่ปฏิเสธไม่ได้ รายงานของ คอป. ก็มี “แพะ” ที่แสนจะสะดวกสบายคือ “ชายชุดดำ” ที่ถูกตั้งธงให้รับผิดชอบการบาดเจ็บเสียชีวิตของประชาชนจำนวนหนึ่ง และมีส่วนในการบาดเจ็บเสียชีวิตของฝ่ายทหาร แค่นั้น? โดยที่ คอป.ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ถ้าชายชุดดำเป็นกองกำลังของฝ่ายประชาชนผู้ชุมนุมจริง แล้วทำไมจึงไม่มีหลักฐานการมีอยู่ของคนพวกนี้เลย และก็ไม่มีความพยายามที่จะสืบสวนติดตามจับกุมแต่อย่างใดตลอดสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์?
 
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาพถ่ายและคลิปวิดีโอจำนวนมากที่ปรากฏเป็นตรงข้ามคือ มี “ชายชุดดำติดอาวุธ” ปฏิบัติการอยู่เคียงข้างฝ่ายทหารที่ปราบปรามประชาชนในขณะนั้น!
 
แต่ความเลวร้ายที่ไม่อาจให้อภัยได้และถือว่า เป็นอยุติธรรมอย่างยิ่งก็คือ การที่ คอป. โยนบาปไปให้คนตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีทหารพลแม่นปืนยิงคนตายถึงหกศพในบริเวณวัดปทุมวนารม ซึ่งรายงาน คอป.กลับโยนไปให้ “ชายชุดดำที่ยิ่งต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหาร” ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยานใดๆ เกี่ยวกับ “ชายชุดดำ” ในบริเวณนั้นเลย รวมทั้งยังมีหลักฐานทางนิติเวชที่แสดงชัดว่า ผู้ตายทั้งหกศพเสียชีวิตด้วยกระสุนความเร็วสูงที่ยิงจากมุมสูงเข้าที่ศรีษะ หรือหน้าอก ทุกศพ!
 
คนบาดเจ็บนับพัน ตายอีกร่วมร้อยศพ พวกเขาถูกทหารฆ่าตายยังไม่พอ ยังถูกสื่อมวลชนกระแสหลักสามานย์กระหน่ำซ้ำเติมมาตลอดสองปี แล้วในท้ายสุด ยังมาถูก คอป.กระทืบแล้วแทงซ้ำอีกในวันนี้! คอป.กล้าทำเพราะคนตายไปแล้ว คอป.จะโยนอะไรใส่ก็ได้ เพราะพวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นมาโต้แย้งกับ คอป.ได้อีกแล้ว
 
คนที่รับผิดชอบสั่งการฆ่าประชาชนนั้น โดยธรรมชาติ ย่อมแก้ตัว เพื่อหลบหลีกความผิด แต่เจ้าหน้าที่ซึ่งเสวยงบประมาณจากภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการแสวงหาความจริงและให้ความยุติธรรม กลับมาปกปิดบิดเบือนความจริงเสียเอง แล้วล้างบาปให้กับฆาตกรตัวจริง เจ้าหน้าที่อย่างนี้ย่อมเลวกว่าคนที่กระทำผิดจริงเสียอีก
 
ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่แสดง “ความใจกว้าง” ยอมให้ คอป.ทำงานต่อไปทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่า พวกนี้คือ “ไข่ประชาธิปัตย์” เพราะรัฐบาล ต้องการแสดงความจริงใจในการปรองดอง และมองในแง่ดีว่า คนพวกนี้น่าจะมี “จิตสำนึก” มากพอที่จะทำงานอย่างเที่ยงตรง
 
รัฐบาลจะต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ปฏิเสธและไม่รับรองรายงานของ คอป.ทั้งหมด ในทางตรงข้าม รัฐบาล จะต้องหันมาสนับสนุนการรวบรวมข้อเท็จจริงที่กระทำโดยประชาชนเอง คือ ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช.ซึ่ง ได้ทำหน้าที่รวบรวมความจริงทั้งหมดจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้บาดเจ็บ มิตรสหาย ครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต ละเอียดเป็นรายบุคคล ปัจจุบัน ได้สำเร็จลุล่วงเป็นรายงานหนากว่าหนึ่งพันหน้าออกเผยแพร่แล้ว
 
สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำคือ สนับสนุนการจัดพิมพ์และเผยแพร่รายงานฉบับ ศปช.ให้กว้างขวางที่สุด ไปสู่ห้องสมุดประชาชนและสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ
 
ท้ายสุดคือ บทเรียนซ้ำซากที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยหลับหูหลับตา ปฏิเสธที่จะยอมรับตลอดมาคือ พวกเผด็จการไม่เคยมีความคิดแม้แต่กระผีกริ้นที่จะ “ปรองดอง” กับพวกคุณ พวกเขาจะดิ้นรนต่อต้านประชาธิปไตยไปจนถึงที่สุด ซึ่งหมายความว่า พวกเขาจะหาทางบ่อนทำลายพรรคและรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยทุกวิถีทาง รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะต้องเลือกระหว่าง “เพ้อฝันปรองดองไปจนถูกทำลายในที่สุด” หรือจะยืนหยัดอยู่ข้างประชาชนอย่างเหนียวแน่นไปบรรลุประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้วยกัน

Thursday, September 27, 2012

หกปีรัฐประหาร ประสบการณ์ขั้นใหม่ของการต่อสู้ของประชาชนไทย

ที่มา uddred

 Facebook อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ 27 กันยายน 2555 >>>


เหลียวหลังไปดูอดีตพัฒนาการการต่อสู้ของประชาชนไทย ถ้าเราไม่นับการต่อสู้ของพรรคที่ต่อสู้นอกระบบและใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธ อย่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การต่อสู้ของประชาชนไทยได้พัฒนายกระดับขึ้นสู่คุณภาพใหม่ที่แตกต่างจากใน อดีตอย่างชัดเจน การต่อสู้ของประชาชนหลังรัฐประหาร 2549 จึงมีฐานะทางประวัติศาสตร์ใหม่
1. เป็นการต่อสู้ที่มุ่งมั่นเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของสังคมไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่ปัจจุบันอยู่ในระยะของระบอบอำมาตยาธิปไตย ในฉายาประชาธิปไตย เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่อำนาจเป็นของ ประชาชนไทยแท้จริง เปิดเผย ตรงไปตรงมา (แม้จะมีคนใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนว่าเราจะเปลี่ยนให้เป็นสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีแทนพระมหากษัตริย์) ในอดีตนั้นไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ในยุค 14 ตุลา, พฤษภา 35 ที่มีการลุกขึ้นสู้ล้วนเป็นการขับไล่เผด็จการทหารเท่านั้น
2. เป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ จึงถือเป็นเรื่องยากในการต่อสู้และการรักษาขบวนการ การรักษาองค์กรการต่อสู้ การพัฒนาองค์กร และพัฒนาการต่อสู้ นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ของขบวนการประชาชนเช่นกัน เพราะปกติจะเป็นการลุกขึ้นรวมตัวต่อสู้เพียงสั้น ๆ แล้วเลิกกันไป นี่เพราะเรามีเป้าหมายระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว โจทย์ข้อนี้จึงเป็นโจทย์ใหม่ขององค์กร นปช.
3. การจัดการบริหารองค์กรและขบวนการที่มีจำนวนผู้ร่วมเคลื่อนไหวมากที่สุด ตั้งแต่ผู้ปฏิบัติงาน แกนนำทุกระดับที่มีความหลากหลาย มวลชนแนวหน้า มวลชนสนับสนุน นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่มีความยากลำบากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีความหลากหลายทั้งในกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มนักการเมือง กลุ่มผู้ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ และการแทรกแซงเข้ามาปะปนในหมู่มวลชนและแกนนำจากฝั่งปฏิปักษ์ ต่อการเคลื่อนไหวของประชาชนรวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงและพวกที่มีความเชื่อ ในการต่อสู้ต่าง ๆ กัน มุ่งหวังลดทอนกำลังการจัดตั้งองค์กรคนเสื้อแดงอันรวมศูนย์การทำลายมาที่ นปช. แกนนำ นปช. เพื่อแย่งชิงมวลชน นอกจากนี้บางกลุ่มแสดงตัวเป็นคนของพรรคของรัฐบาลทำองค์กรใหม่ซ้อนองค์กร นปช. (จัดตั้งซ้อนจัดตั้ง) มวลชนจึงสับสน
4. เนื้อหาและเป้าหมายการต่อสู้ไม่ใช่ต่อต้านรัฐประหารโดยกองทัพเท่านั้น แต่ช่วงเวลาการต่อสู้ที่ยืดเยื้อนี้ยังเป็นการต่อสู้ผลพวงการรัฐประหารและ ยังเป็นความต่อเนื่องของการทำรัฐประหารโดยกองทัพ เป็นการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เรียกร้องให้ทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อให้ประเทศนี้มีนิติรัฐ นิติธรรม หลังปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน จับกุมคุมขัง ประชาชนยังสู้ไม่ถอย แต่เปลี่ยนจากการถูกไล่ฆ่าไล่ยิง มาถูกพิฆาตด้วยกระบวนการยุติธรรม มิหนำซ้ำคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความเป็นจริงเพื่อการปรองดอง (คอป.) ยังมาฆ่าซ้ำด้วยการทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้ชุมนุมและคนเสื้อแดง นี่จึงเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ต่อเนื่องหลังรัฐประหาร 2549 มาเป็นลำดับ
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ปัจจุบันเป็นการต่อสู้ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ร่างโดยประชาชน เพื่อประชาชน นี่เป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ปัจจุบันคือต่อสู้เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมายอื่นและองค์กรจากผลพวงรัฐประหาร เราจึงเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 จากประชาชนและยื่นถอดถอนตุลาการรัฐธรรมนูญ ทั้งสองเรื่องนี้แม้ไม่ได้ผลตามกฎหมายเพราะวุฒิสมาชิกคงไม่ถอดถอน แต่เราต้องการแสดงออกถึงความคิดและประชามติต่อระบบตุลาการตามรัฐธรรมนูญฉบับ นี้ สำหรับร่างกฎหมายปรองดองและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีฉบับ นปช. และฉบับพรรคเพื่อไทย แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกัน ต่างคนต่างทำ นปช. ต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งร่าง นปช. ไปประกบของพรรคถึงโหวตจะแพ้ก็ตาม เพราะพรรคเพื่อไทยคงไม่เข้าใจความคิดของประชาชนคนเสื้อแดงดีพอและไม่ประสาน งานอย่างเป็นระบบ ดังนั้นขั้นตอนการต่อสู้ในระยะเวลานี้จึงเป็นเวลาของปัญญาชน ชนชั้นกลางจะมีบทบาทสูงในเวทีการต่อสู้ เพราะจะเป็นการต่อสู้ในเวทีความคิด หลักการ เหตุผล ข้อมูลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มาหักล้างกัน จะปรากฎกลุ่มปัญญาชน, องค์กรของผู้รักความเป็นธรรม นักกฎหมายที่รักความเป็นธรรมและมีจุดยืนอยู่ที่ประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังของปัญญาชนผู้รักความเป็นธรรมเหล่านี้จะมีบทบาทนำ ดังเช่น กลุ่ม ศปช. ศูนย์ข้อมูลประชาชน ที่ผลิตเอกสารนับพันหน้า ถือเป็นกลุ่มนักวิชาการที่นปช.และขบวนการประชาชนต้องยกย่องสรรเสริญไว้ ณ ที่นี้ นอกจากนั้นกลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ นักวิชาการกฎหมายอิสระ ก็จะทำให้การต่อสู้ของประชาชนน่าเชื่อถือในหมู่ชนชั้นกลางและปัญญาชนอื่น ๆ
5. การต่อสู้ทางความคิดและอุดมการณ์จารีตนิยมที่ครอบงำสังคมไทย ชนชั้นนำจารีตนิยมไทยสร้างวาทะกรรมและคำอธิบายรวมทั้งนิยายหลายชุดความคิด ที่ทำให้คนไทยทั้งสังคมติดหล่มจมปลัก พัฒนาไปไม่ได้ โดยทำให้เข้าใจว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยคือระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เหมาะสมกับสังคมไทย กลไกรัฐสำคัญต้องอยู่ในมือเครือข่ายระบอบอำมาตย์ และอธิบายเหตุผลต่อไปว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะชนชั้นนำจารีตนิยมคือเทพท่าม กลางคนส่วนใหญ่ที่ถูกประณามว่าเป็นอสูรตัวร้าย เทพจึงต้องเป็นผู้ปกครองเพราะเป็นคนดีมีจริยธรรม มีคุณธรรม นี่เป็นคำอธิบายที่ใช้สร้างความชอบธรรมในการเป็นผู้ปกครองที่ไม่ยอมคืนอำนาจ ให้กับประชาชน และการสร้างบทบาทผู้ร้ายถาวรให้กับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งว่ามา เพราะแจกเงิน เมื่อเข้ามาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารก็ต้องถอนทุนคืน หาเงินใหม่ คอรัปชั่นเชิงนโยบาย โกงกิน ทำให้คนชั้นกลาง ปัญญาชนรังเกียจ เกลียดชัง การเข้ามาสู่วงการเมืองกลับกลายเป็นเรื่องเลวแทนที่จะเป็นเรื่องดี ๆ
6. นี่เป็นระยะเวลาที่ถูกกระทำจากรัฐประหารต่อเนื่อง ยังมีผู้ถูกจองจำในคุกทั้งประชาชนและแกนนำทุกระดับ ผู้เข้าร่วมชุมนุมถูกฟ้องในข้อหาผู้ก่อการร้าย หลายคนถูกจองจำ ถูกตัดสินคดี 20 ถึง 30 ปี ประชาชนถูกฆ่ายังไม่อาจเอาผิดกับใครได้ คนบาดเจ็บ 2,000 กว่าคน คนถูกจับดำเนินคดีกว่า 1,600 คน ในขณะที่อันธพาลกลุ่มจารีตนิยมคดียังไม่ไปถึงไหน ไม่ถึงศาลด้วยซ้ำ ดังนั้นบรรยากาศการต่อสู้จึงอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อความยุติธรรมมีทั้งด้านรับและด้านรุกเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ได้รัฐธรรมนูญของประชาชน ลบล้างผลพวงการทำรัฐประหาร แต่ในการต่อสู้นี้แม้จะยังอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ แต่ชัยชนะจากการได้รัฐบาลจากพรรคที่ผู้รักประชาธิปไตยสนับสนุนก็ทำให้ ประชาชนควรมีส่วนในฐานะผู้กระทำด้วยและมีการต่อสู้เชิงรุก จึงต้องมียุทธศาสตร์ยุทธวิธีเชิกรุกเดินหน้าตลอดไปด้วย เป็นยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเชิงรุกทั้งในฐานะที่ถูกกระทำและในฐานะเป็นผู้กระทำ จึงเป็นโจทย์ใหม่สำหรับขบวนการประชาธิปไตยที่อาจถูกขัดขวางจากบางส่วนในพรรค เพื่อไทยและแนวร่วมที่เล่นเกมยอดปิระมิด โดยใช้การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งกับอำมาตย์ หวังเอาเองว่าทุกอย่างราบรื่น ผลการออกกฎหมายปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญล้วนแสดงชัดเจนว่าไม่ง่ายดังที่ คิด
นี่ก็เป็นการท้าทายว่า ขบวนการประชาชนคนเสื้อแดงจะก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้หรือไม่ เพราะเมื่อคนพรรคเพื่อไทยขึ้นไปได้อำนาจส่วนหนึ่งในฐานะผู้ปกครอง ก็หวังจะเล่นเกมยอดปิระมิดโดยการเจรจากับชนชั้นนำ และจะมีข้อต่อรองให้สลายเสื้อแดง ซึ่งลักษณะนี้คล้าย ๆ กับหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ คณะราษฏรได้อำนาจรัฐระดับหนึ่งก็แตกแยกกันไปโดยการใช้การเจรจากับชนชั้นสูง อำมาตย์ใหญ่ในเวลานั้นเพื่อความปรองดอง ในที่สุดล้มเหลว ปรองดองเป็นเรื่องหลอก เรื่องจริงก็คือคณะราษฎรถูกแบ่งแยกและถูกทำลายทีละครึ่ง ทีละคนสองคนจนหมดสิ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2490 หมดเชื้อเลยเมื่อ พ.ศ. 2500 สถาปนาอำนาจอำมาตยาธิปไตยพร้อมเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ เพราะคณะราษฎรไม่มีฐานมวลชนพื้นฐาน ขาดคนแห่งฐานปิระมิด พึ่งเฉพาะข้าราชการพลเรือน ทหารเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่กำลังที่ก้าวหน้า ไม่ใช่รากหญ้า ในขณะที่ฝั่งอำมาตย์ขณะนั้นก็รุกยึดอำนาจเอาข้าราชการทหารพลเรือนกลับมาอยู่ ในมือได้ แต่นั่นก็ห้าสิบหกสิบปีมาแล้วที่ประชาชนยังไม่ตื่นตัวทางการเมืองมากพอดัง ปัจจุบัน
ผ่านรัฐประหารมา 6 ปี ประชาชนเติบใหญ่ เสื้อแดงยกระดับ ขยายตัว ผ่านการปราบปรามเข่นฆ่าก็เป็นการทดสอบแบบหนึ่งว่ามีจิตใจทรหดอดทนกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละหรือไม่ ผ่านการทดสอบทั้งสู้ ถูกปราบ ลุกสู้ใหม่อย่างรวดเร็ว และเลือกตั้งได้รัฐบาลที่มาจากพรรคที่สนับสนุน ผ่านด่านทดสอบทั้ง 2 เรื่องนี้ได้แล้วจะมัวหลงระเริงกับอำนาจรัฐเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือไม่ ลืมเป้าหมายหนทางไกลที่ตั้งใจจะให้ได้ความเท่าเทียมกันเพื่อนำไปสู่สังคม ประชาธิปไตยที่แท้จริง ด่านนี้เป็นด่านหินที่ผ่านการทดสอบได้ยากมาก นี่จึงเรียกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ต้องยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางสิ่งล่อใจ ด้วยผลประโยชน์และอำนาจปลอม ๆ สั้น ๆ แต่จะมีผลให้เกิดแย่งชิงมวลชน แย่งชิงผลประโยชน์และอำนาจ ในฐานะที่มีบทบาทแห่งชัยชนะการต่อสู้ที่ได้รับชัยชนะจะมีปัจจัยแห่งความพ่าย แพ้เสมอ ก้าวย่างของประชาชนขณะนี้จึงเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยากกว่าสู้กับกระสุนปืน !

ประวัติศาสตร์ของความเงียบ, การเพรียกหาความเป็นธรรมที่กรรมการซีไรต์ยังคงไม่ได้ยิน (เหมือนเดิม)

ที่มา ประชาไท

 


ในบรรดานิยายที่ประกวดรางวัลซีไรต์ในปี 2555 เกือบทั้งหมด ประวัติศาสตร์ของความเงียบ น่าจะเป็นเพียงเล่มเดียวที่เป็นเสมือนกระทู้คำถามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ กับคนเสื้อแดงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 โดยที่ไม่มีคำว่าคนเสื้อแดงแม้แต่คำเดียวปรากฏอยู่ในเล่ม
ด้วยการสร้างสภาวะของ “ความเงียบ” ให้ส่งเสียงดังกังวานกึกก้อง สมดังชื่อเรื่อง และสะท้อนภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ทางการเมืองได้อย่างยอดเยี่ยม หมดจด เหนือชั้น ด้วยกลวิธีการประพันธ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในนิยายไทย วรรณกรรมเล่มนี้ทำให้สภาวะที่กล่าวกันว่า “เงียบจนแสบแก้วหู” ปรากฏขึ้นเป็นตัวตนจับต้องได้ในรูปของวรรณกรรมที่ตอบโต้กับผู้อ่านอย่างน่า ทึ่ง
ผู้เขียนได้ย่อจักรวาลของเหตุการณ์ปรอทแตกระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 มาอยู่ในวันเวลา 7 วันของ อภิต นักแต่งเพลงหนุ่มผู้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อตามหา โกเมศ อิศรา กวี – นักเขียน ซึ่งเคยมีผลงานระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 – 6 ตุลา 19 ผู้อบอวลไปด้วยปริศนาว่ามีตัวตนจริงหรือไม่
อติภพ ภัทรเดชไพศาลท้าทายคนอ่านด้วยกลวิธีการประพันธ์ที่ซุกซ่อนเนื้อสารอันแท้ จริงที่ต้องการจะสื่อไว้ใน “ความหมายชั้นที่สอง” ซึ่งดำเนินขนานไปกับเรื่องในชั้นแรกที่อยู่บนผิวเปลือก นี่คือการใช้ศิลปะการประพันธ์ในการสื่อสะท้อนภาพ “วรรณกรรมกระซิบ” จำนวนมากบนอินเตอร์เน็ตในท่ามกลางความโกลาหลของการเมืองบนท้องถนน อติภพไม่เพียงแต่ “เลียน” และ “ล้อ” วรรณกรรมกระซิบที่เกิดขึ้นบนสถานการณ์จริงได้อย่างแหลมคม เขายังหลอมมันเข้ากับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นและแปรรูปออกมาเป็นท่วงทำนอง วรรณกรรมที่มีรสชาติหลอนประหลาดได้อย่างน่าสนใจ แสดงให้เห็นสภาวะของความกลัวและความเงียบที่อัดแน่นจนถึงจุดระเบิด... และต่อมาก็ถูกกลบเกลื่อนเสมือนไม่เคยดำรงอยู่
นี่คือวรรณกรรมที่สำแดงอนุภาพแห่งวรรณกรรม ซึ่งไม่เพียงสามารถบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หากยังดูดดึงผู้อ่านลงไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้น ผนึกกาลเวลาของผู้อ่านกับกาลเวลาของนิยายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
ประวัติศาสตร์ของความเงียบ ได้ก้าวข้ามความเป็น “เรื่องเล่า” ที่นักเขียนนิยายไทยยังคงวนเวียนกันอยู่อย่างหาทางไปไม่ได้ ทิ้งเรื่องเล่าให้เป็นนิยายยุคเก่า และสร้างปรากฏการณ์ของการอ่านใหม่ พาคนอ่านก้าวเดินมาสู่ไวยกรณ์ทางวรรณกรรมซึ่งพ้นไปจากความเป็นเรื่องเล่า แต่เป็นสื่อภาษาที่จะพาคนอ่านเข้าไปอยู่ในมิติของอารมณ์ เหตุการณ์ บรรยากาศ ได้อย่างที่นิยายอื่นไม่สามารถกระทำ
อติภพ ภัทรเดชไพศาล ได้สร้างนิยายเรื่องนี้ให้เป็นดังกระทู้ถามเหล่าผู้มาก่อนซึ่งเคยอวดวีรกรรม ตุลาคมของตนให้คนรุ่นหลังฟัง วันนี้โกเมศ อิศรายังมีตัวตนสำหรับพวกเขาหรือไม่?  หรือเขาไม่รู้จักโกเมศ ไม่ใช่เพราะโกเมศไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่จิตวิญญาณของผู้รักความเป็นธรรมได้เหือดหายกลายไปจากพวกเขาเนิ่นนานแล้ว และเหลือเพียงแต่ภาพลวงตาอันจอมปลอม
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่คณะกรรมการรางวัลซีไรต์มองไม่เห็น และไม่ได้ยิน  ประวัติศาสตร์ของความเงียบจึงไม่ถูกนับ เช่นเดียวกับโกเมศ อิศราที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง
นี่เป็นนิยายที่เย้ยหยันเสียดแทงไปที่ใจดำของสังคมไทย และคงมีเพียงผู้ได้ยินเสียงของความเงียบเท่านั้นจึงจะอ่านวรรณกรรมเล่มนี้เข้าใจ

(กรุณาอ่านบทความฉบับเต็มที่ วารสารหนังสือใต้ดิน 16: อภินิหารวรรณกรรมไทย)

'มิเชล มาส' นักข่าวดัตช์ ให้ปากคำดีเอสไอ เชื่อตนถูกทหารยิง

ที่มา ประชาไท

 
นักข่าวเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในผู้บาดเจ็บเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อพ.ค. 53 ให้ปากคำดีเอสไอในฐานะพยาน ระบุหลักฐานต่างๆ ชี้ว่าทหารเป็นผู้ยิง ย้ำไม่เห็นชายชุดดำ
26 ก.ย. 55 - มิเชล มาส ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โฟลกส์ครานต์ (Volkskrant) และสถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นโอเอสของเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระสุนปืนยิงในเหตุการณ์การ สลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. 53 ได้เข้าให้ปากคำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยในช่วงเช้าวันนี้ได้ชี้จุดเกิดเหตุที่ตนเองถูกยิงบริเวณถนนราชดำริใกล้ กับสวนลุมพินี และระบุว่าตนถูกยิงเข้าที่บริเวณด้านหลังในขณะที่กำลังรายงานข่าวทาง โทรศัพท์ มาสกล่าวว่า ทิศทางของกระสุนมาจากบริเวณที่ทหารประจำการอยู่บริเวณสี่แยกราชดำริ พร้อมระบุ ไม่เห็นชายชุดดำหรือกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในบริเวณดังกล่าว จึงค่อนข้างมั่นใจว่าทหารน่าจะเป็นผู้ยิง

นายมิเชล มาส ขณะชี้จุดเกิดเหตุบริเวณถนนราชดำริ กับดีเอสไอ
ในการเข้าให้ปากคำเป็นพยานในครั้งนี้ มาสมาในฐานะพยานเหตุการณ์ในคดีการเสียชีวิตของนักข่าวชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โปเลนกี ในเหตุการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 53 และมาในฐานะผู้เสียหาย เนื่องจากเขาถูกกระสุนปืนยิงเข้าบริเวณหลังด้านขวา ซึ่งผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กระสุนดังกล่าวเป็นกระสุนจากปืนเอ็ม 16 
ภาพกระสุนปืนเอ็ม 16 ที่พบหลังการผ่าตัดจากร่างกายนายมิเชล มาส
(ที่มาภาพ จากมิเชล มาส)
ทั้งนี้ มาสเป็นผู้บาดเจ็บเพียงคนเดียวในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.- พ.ค. ปี 53 ที่ยังคงมีกระสุนเป็นหลักฐานชัดเจน แต่ในครั้งนี้ เขากล่าวว่า ยังไม่ได้นำกระสุนมามอบให้ทางดีเอสไอเนื่องจากยังเก็บรักษาไว้ที่บ้านในกรุง จาการ์ตา อินโดนีเซีย แต่จะนำมาให้ถ้าหากจำเป็นต่อการสืบสวนคดี
มาสกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาให้ปากคำแก่ทางการไทย และบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อให้สามารถค้นหาความจริงว่าใครเป็นผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ดังกล่าว และหวังว่า การให้ปากคำในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคดีการเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาเลียน ฟาบิโอ โปเลนกีด้วย 
มิเชล มาส เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้กับหนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุโทรทัศน์ของ เนเธอแลนด์มากว่า 10 ปี โดยรายงานข่าวจากพื้นที่สงครามต่างๆ มากว่า 10 ปี ทั้งการสู้รบในโคโซโว บริเวณยุโรปตะวันออก เขตการสู้รบของชนกลุ่มน้อยในพม่า และรายงานข่าวในประเทศไทยมาได้ 9 ปีแล้ว แต่มาสกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบาดเจ็บระหว่างการรายงานข่าว 
นักข่าวดัตช์ให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า ในระหว่างที่ตนรายงานข่าวบริเวณถนนราชดำริบริเวณใกล้กับสวนลุมพินีเมื่อวัน ที่ 19 พ.ย. 53 ไม่คิดเลยว่าตนเองจะถูกยิง เนื่องจากคาดหวังว่าน่าจะมีสัญญาณเตือนจากทหารในการเคลียร์พื้นที่ เช่น การประกาศโดยใช้ลำโพง การใช้กระสุนยาง หรือการยิงปืนขึ้นฟ้า ซึ่งตนมองว่าเป็นมาตรการที่ทหารมักจะใช้ในหลายๆ ประเทศเมื่อต้องการสลายการชุมนุมประชาชน แต่ทหารก็กลับยิงปืนโดยใช้กระสุนจริง ซึ่งทำให้เขาเองแปลกใจมาก 
เอกสารทางการแพทย์ แสดงการผ่ากระสุนปืนออกจากร่างกายของนายมิเชล มาส
เอกสารทางการแพทย์ แสดงการผ่ากระสุนปืนออกจากร่างกายของนายมิเชล มาส
(ที่มาภาพ จากมิเชล มาส)
เทปบันทึกเสียงการรายงานสดของมิเชล มาส ให้สถานีวิทยุเอ็นโอเอสในขณะที่ถูกยิง
โดยในตอนท้ายคลิปเสียง เป็นช่วงที่เขาถูกยิง และพูดทางโทรศัพท์ว่า "I'm hit. I'm hit."
 

'ไชยันต์' เสนอวิจัยแก้วิกฤต ทำสัญญาประชาคมใหม่บทบาท "สถาบัน"

ที่มา ประชาไท

 
ไชยันต์ ไชยพร ชี้วิกฤตการเมือง เกิดจาก 1) การเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญยังไม่ลง ตัว แนะทำสัญญาประชาคมตกลงบทบาทกษัตริย์ 2) วงจรอุบาทว์จากเลือกตั้งสู่จลาจล 3) ความไม่พอดีของประชาธิปไตย


(26 ก.ย.55) ในการเสวนาเรื่อง “ความมั่นคงมนุษย์ : ความมั่นคงทางการเมืองในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” ณ ห้องประชุม 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ไชยันต์ ไชยพร รองศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาค ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” กล่าวว่า นักวิจัยมองว่าวิกฤตการเมืองใน 5-6 ปีที่ผ่านมา เกิดจากสาเหตุเชิงโครงสร้าง 3 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ผลพวงของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยังไม่ลงตัว ส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมืองเป็นระยะๆ และเห็นความเข้มข้นสะท้อนชัดเจนใน 5-6 ปีที่ผ่านมา เห็นได้จากความเห็นของประชาชนต่อบทบาทพระราชอำนาจต่างกัน กลุ่มหนึ่งมองว่าเหมาะสมแล้วในเงื่อนไขแบบไทยๆ อีกกลุ่มมองว่าต้องการลดทอนพระราชอำนาจ หากจะแก้วิกฤตการเมืองไทย ต้องทำให้เกิดการตกลงสร้างสัญญาประชาคมใหม่ว่า ที่สุดแล้วระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญควรจะมีหน้าตาอย่างไร
ไชยันต์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่สอง คือ วงจรอุบาทว์ โดยเมื่อมีการเลือกตั้ง จะตามมาด้วยการซื้อเสียง ถอนทุน ทุจริต ขับไล่ประท้วง จลาจล ไม่ว่าจะโดยการสร้างสถานการณ์ว่ารัฐบาลเอากองกำลังมาปราบประชาชน ทำให้รัฐบาลไม่มีความชอบธรรม หรือรัฐบาลบอกว่าการชุมนุมไม่สงบ จึงต้องส่งกำลังทหารมาควบคุมความเรียบร้อย โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ซึ่งขณะนั้นเหมือนว่ามีข้อตกลงกันได้ระหว่างรัฐบาลกับนักศึกษาแล้วว่าจะเลิก การชุมนุม แต่ก็เกิดความเข้าใจผิด จนเหตุการณ์บานปลาย หรือกรณี พ.ค.35 ที่รัฐบาลอ้างความชอบธรรมในการปราบจากกรณีที่มีการเผาสถานีตำรวจนครบาล นางเลิ้ง อย่างไรก็ตาม มองว่าวงจรนี้ค่อยๆ หายไป โดยการซื้อเสียงในระดับชาติแผ่วลง แต่อาจไปหนักที่ท้องถิ่น
ไชยันต์ กล่าวว่า สาเหตุที่สาม คือ คำตอบสุดท้ายของความพอดีของระบอบประชาธิปไตย โดยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกมีปัญหาเดียวกัน โดยจะพบว่า ปัจจุบัน การเรียกร้องความเสมอภาค ในอเมริกา อังกฤษ ก็ยังดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องเสรีภาพมากขึ้น เป็นทั้งเสน่ห์และเป็นสิ่งที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตย หากไม่รู้จักความพอดี
ไชยันต์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุของวิกฤตการเมืองในระดับย่อยลงมา ได้แก่ 1) วิกฤตการเมืองไทยเกิดขึ้นจากการสร้างวาทกรรมที่เกินจริง และวาทกรรมเกลียดชัง หรือ hate speech อย่างเข้มข้นรุนแรง ประกอบกับ 2) ช่วงสิบปีที่ผ่านมา พัฒนาการของเทคโนโลยีพัฒนามีประสิทธิภาพ ส่ง ข้อมูลข่าวสารได้ในวงกว้างและกระชั้นถี่ตลอด 24 ชม. ทำให้วาทกรรมเกินจริงส่งผลต่อความคิดเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงและนำไปสู่การ ใช้ความรุนแรงต่อกัน เช่น เหตุการณ์วานนี้ จะเห็นว่า ก่อนวันเรียกผู้ที่มีปัญหาหมิ่นประมาท มีการใช้เครื่องมือสื่อสารปลุกระดมอย่างมีประสิทธิภาพและนำมาซึ่งความรุนแรง 3) การสร้างความรู้สึกของความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีคนจนรวยขึ้น แต่ช่องว่างก็ถ่างมากขึ้น แต่การสร้างความรู้สึกที่รู้สึกว่าตัวเองสูญเสีย ถูกพราก หรือควรได้มากกกว่านี้ ก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านและอาจนำไปสู่การปฏิวัติทางการเมืองก็เป็นได้



หมายเหตุ:  ในงานมีการนำเสนองานวิจัย หัวข้อ “ประชาธิปไตยไทย : ปรัชญาและความเป็นจริง” โดย สมบัติ จันทรวงศ์  และการวิจารณ์โดยปิยบุตร แสงกนกกุล และอธึกกิต แสวงสุข หรือ "ใบตองแห้ง" ติดตามได้ที่นี่ เร็วๆ นี้

ภาพชุดยิ่งลักษณ์สง่างามอินนิวยอร์ก26กันยายน แฉหัวโจกลิ้มสั่งพันธมารUSAป่วนข้ามโลกไม่ระคายผิว

ที่มา Thai E-News



ที่มา เฟซบุ๊ค Yingluck Shinawatra
ภารกิจนายกฯปู-ยิ่งลักษณ์ วัน พุธที่ 26 กันยายน 2555 (เวลา ที่นิวยอร์ก)
-เช้านายกฯยิ่งลักษณ์ เยี่ยมชมสถานีรถไฟ Grand Centralขนาดใหญ่ 
-เยี่ยมชม HighlineParkAsia Society
-ตอนค่ำ นายกฯยิ่งลักษณ์ กล่าวสุนทรพจน์  "ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
-การพัฒนาAEC

นายกฯ ปู   เยี่ยมชม HighlinePark นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการแปลงสถานีรถไฟเก่ามาเป็นสวนสาธารณาลอยฟ้า มีพื้นที่สีเขียว และสนามเด็กเล่น






นายกฯปู  พบหารือร่วมภาคเอกชนไทยระหว่างอาหารเช้า ณ โรงแรม Plaza Athenee    นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา




นายกฯปู ให้สัมภาษณ์หนังสื่อพิมพ์ Wall Street Journal นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา




นายกฯปู ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยที่เดินทางมาร่วมทำข่าวการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่67 นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา



อ๋อ...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง...การต่อต้านนายกฯยิ่งลักษณ์ใน NY มาจากขบวนการพวกเลวๆในเมืองไทยนี่เอง......


ชมภาพชุดเพิ่มเติมที่กระทู้พันทิป 
 มันต้องอย่างนี้ซิ......................สะดวกใจมาหน่อย.....................นายกปูโบกมือทักทาย สลิ่ม แมงสาป




  ติดต่อทีมงาน
พอนายกปู ไปทำงาน สลิ่มก็กลับ

สรุป มารถบัสคันเดียว 5555+


บอก ได้เลยว่าสันดานมันชาติชั่วเลวระยำมาก... ที่ส่ง forward mails กว่า 40 ฉบับไปยังเสื้อเหลืองในอเมริกาจากสนธิ ลิ้มทองกุล จากพรรคประชาธิปัตย์ จากแกนนำพธม. และจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ
การกระทำเยี่ยงนี้มันทำให้ขายหน้าประเทศชาติแต่ในที่สุดผลร้ายก็จะตกกับพวกมันเอง
อย่าง ไรก็ดี...นายกฯยิ่งลักษณ์เป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาให้ดำรงตำแหน่งด้วยเสียงท่วมท้น....
จะทำลายลงได้ก็มีวิธีเดียว...คือใช้ตำหรับเดิม “รัฐประหาร”
แต่คราวนี้ประชาชนจะไม่ยอมแน่.....ลองดูสิ.....
เชิญอ่านครับ:
สวัสดีครับคุณอาข่า
ขอรายงานเบื้องหลังการถ่ายทำ
กระบวนการเสื้อเหลืองที่ระดมพลมาต่อต้านนายกยิ่งลักษณ์ที่นิวยอร์ค
ให้ชาวโลกได้รับทราบ ว่าทุกอย่างทำกันอย่างเป็นขบวนการ
เริ่มจาก forward mails กว่า 40 ฉบับจากแกนนำ พธม. ในประเทศไทย
และจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องปลุกเร้าสาวกเสื้อเหลืองในอเมริกาทุกรัฐ
ให้ร่วมมือระดมสรรพกำลังไปประนามด่าทอประท้วงนายกยิ่งลักษณ์ในการมาเยือนอเมริกาครั้งนี้
ก็ได้สาวกหน้ามืดจากรัฐใกล้เคียงมาบ้างแต่ไม่มากเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
สาวกส่วนใหญ่ที่ร่วมประท้วงได้มาจากร้านอาหารที่เจ้าของร้านเป็นเสื้อเหลือง
โดยเจ้าของร้านได้ขอร้องแกมบังคับลูกจ้างของตนให้หยุดงานไปร่วมประท้วง
โดยจะได้รับค่าจ้างรายวันตามปรกติ
รวมผู้มาประท้วงทั้งหมดทั้งลูกจ้างในร้านอาหารของคนเสื้อเหลือง
และคนเสื้อเหลืองจากรัฐใกล้เคียงผู้ที่หลงเชื่อ forward mails ทั้ง 40 กว่าฉบับ
จากสนธิ ลิ้มทองกุล จากพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำพธม. และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ
ทั้งหมดไม่เกิน 30 คน โดยมีนางไพลิน คำศิริ เป็นผู้ให้บริการรถบัสรับส่งทั้งไปและกลับ
นายกฯยิ่งลักษณ์ได้รับรู้ถึงความเป็นมาของการประท้วงครั้งนี้ล่วงหน้า
แต่ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะท่านเป็นแขกของรัฐบาลอเมริกันเค้าคงดูแลความเรียบร้อยให้เอง
ก็อย่างที่เป็นข่าว พวกที่มาประท้วงต้องยืนตากแดดตากลมอยู่ถนนฝั่งตรงข้ามโรงแรม
แต่คนเสื้อแดงเจ้าหน้าตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยอนุญาตให้เข้าไปนั่งพักในโรงแรมได้
บรรยากาศรื่นรมณ์ ร่วมทั้งห้องน้ำสะดวกสบาย ตามสไตล์โรงแรม 5 ดาว+
และตอนค่ำๆของวันนี้ คณะคนเสื้อแดงจะรวมตัวกันไปกล่าวอำลานายกยิ่งลัษณ์ที่โรงแรม
เนื่องจากท่านนายกได้เสร็จสิ้นภาระกิจและจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันพรุ่งนี้

อีเมลล์ “ลิ้ม” โชว์หรา ! ส่งชิก “สาวกเหลือง” ชุมนุมไล่ “นายกฯ” เผยชื่อ “สมเกียรติ-ปานเทพ-มาลีรัตน์-เทิดภูมิ” เบื้องหลังกำกับการแสดง




วันที่ 24-29 กันยายน 2555 “น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 67 (67th Session of the United Nations General Assembly) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมใช้โอกาสนี้แสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นแก่ ประเทศไทย
แต่ปรากฎว่ายังไม่ทัน ที่จะไปถึงไหน “เครือข่ายเสื้อเหลือง” ที่อาศัยชื่อ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “พธม.” ที่เคยสร้างสถานการณ์ ชงให้มีการเคลื่อนกำลัง “รัฐประหาร” มาแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนทำให้ประเทศไทย เสียหายแทบทุกด้านมาแล้วครั้งหนึ่ง
ก็มีการเคลื่อนไหว นัดแนะเครือข่าย “ชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรี” ที่มาจากการเลือกตั้ง และดูเหมือนจะพยายามเชื้อเชิญ ให้เกิดการ “รัฐประหาร
โดยมีการส่ง “อีเมลล์ (Email)” ไปถึงบรรดาสมุนที่อยู่ในรัฐต่างๆ ให้ระดมพลกัฐมนมา “แสดงพลัง” ต่อต้าน “นายกรัฐมนตรี”
ซึ่งฉบับหนึ่งก็ส่งมาถึง  “SiamLeaks” ความประมาณว่า เชิญชวนไปขับไล่นายกรัฐมนตรี โดยสามารถจับจองที่พักได้ล่วงหน้า ผู้ประสานงาน ตามอีเมลล์ผู้ประสานงานรัฐต่างๆ กว่า 40 อีเมลล์ 40 ผู้ประสานงาน  (เอาเข้าจริง  มีเครือข่าย น้อยนิด ไปร่วมพิธีน้อยกว่าจำนวนผู้ประสานงานแต่ละที่ซะอีก)
มองผ่านๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นรายชื่ออีเมลล์ธรรมดาๆ ที่ใช้คำขึ้นต้นชื่อว่า PAD อันเป็นชื่อย่อภาษาอังกฤษ ของ “สาวกพันธมิตรฯ”
แต่เมื่อไล่เลียงจนมาถึงชื่อ “อีเมลล์” ท้ายๆ กลับต้องเอะใจ เพราะมากันหมด ตั้งแต่ “ศาสดา” – “โฆษก” ยัน “สาวก” ที่งมงายไม่โงหัว
จนเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คำว่า “พลังประชาชน” ที่ “เสื้อเหลือง” เอามาอ้างนั้นตลอดนั้น แท้ที่จริงเบื้องหลัง ใครกำกับการแสดงอยู่ อย่างไร
เพราะอีเมลล์ที่ส่งมาเชิญชวน นั้น ระบุถึงทั้ง Somkiet Pongpaipul(somkietpad@yahoo.com), Terdphoom Jaidee (herojaidee@gmail.com), Maleerat Kaewka(mkaewka@hotmail.com), Parnthep Pourpongpan (parnthep.p@gmail.com)
และสุดท้าย ทีเด็ด Sondhi Limthongkul (sondhi@manager.co.th)
** คลิ๊กที่อีเมลล์ได้ทุกลิ๊งค์ขอรับ **
หน้าเดิมๆ ตัวกลั่นๆ ทั้งนั้น ตั้งแต่ก่อเหตุ 19 กันยายน 2549 มาจนถึงวันนี้
เห้อ…ความลับมันไม่มีในโลกหรอกขอรับ … ฯพณฯ ท่าน “ศาสดาลิ้ม” !!!

พระเจ้าช่วย "ศาลพิพากษายกฟ้องคดี"สนธิ ลิ้มทองกุล"หมิ่นเบื้องสูง!!

ที่มา Thai E-News

 26 กันยายน 2555
ที่มา มติชน"ศาลพิพากษายกฟ้องคดี"สนธิ ลิ้มทองกุล"หมิ่นเบื้องสูง!! ชี้ไม่มีเจตนา อีก2คดีอัยการนัดฟังคำสั่ง"


ภาพ: มติชน
เมื่อวันที่ 26 กันยายน ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่น ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฐานหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ จากกรณีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 นาย สนธิ ได้นำคำปราศรัยของ นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดาตอร์ปิโด แนวร่วม เสื้อแดง จำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูง และศาลพิพากษาจำคุก 18 ปี ไปพูดบนเวทีพันธมิตรฯ ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์

ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นายสนธิ นำข้อความของดาตอร์ปิโดมาเผยแพร่ เพื่อขยายความและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับ ดาตอร์ปิโต ดังนั้นคำพูดและการกระทำของนายสนธิ ไม่มีเจตนากระทำความผิดจึงพิพากษายกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าส่วนคดีนายสนธิ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภา ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 นัด ฟังคำสั่งว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ล่าสุด อัยการ เลื่อนนัดฟังคำสั่งเป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน เหตุเพราะนายสนธิ ต้องมาฟังคำพิพากษาใน คดีหมิ่นเบื้องสูง ขณะที่คดีหมิ่นประมาท นายเนวิน ชิดชอบ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และคดีกลุ่มพันธมิตรฯปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อัยการนัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 ตุลาคม

ด่วน !! ศาลตัดสินยกฟ้อง "จตุพร" คดีหา "มาร์ค" หนีทหาร ส่วนคดีหมิ่นสั่งฆ่าประชาชน จำคุก 6 เดือน รอลงอาญา

ที่มา uddred

 มติชน 27 กันยายน 2555 >>>


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 กันยายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาในคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณีเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2553 ถึง 15 ก.พ. 2553 นายจตุพร ขึ้นเวทีปราศรัยต่อกลุ่มคนเสื้อแดง ผ่านโทรทัศน์ช่องพีเพิลแชนแนล กล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี สั่งฆ่าประชาชนและหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งคดีนี้จะเป็นสำนวนที่ 2 ที่นายจตุพร ถูกนายอภิสิทธิ์ ฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท และจะมีคำตัดสิน
โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องนายจตุพรกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์หนีทหาร ส่วนกรณีกล่าวหาเข็ญฆ่าประชาชน ศาลสั่งจำคุก 6 เดือนปรับ 5 หมื่นบาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน

Wednesday, September 26, 2012

นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับประธานมนตรียุโรป

ที่มา Voice TV



 

 

 

ชี้โลกออนไลน์ ไทยแลนด์ 'ไม่เสรี'

ที่มา Voice TV

 ชี้โลกออนไลน์ ไทยแลนด์ 'ไม่เสรี'



อินเทอร์เน็ตไทยถูกจัดเข้ากลุ่ม "ไม่เสรี"  ตามหลังฟิลิปปินส์ซึ่งขึ้นชั้น "เสรี" และอินโดนีเซีย กับมาเลเซีย ซึ่งติดกลุ่ม "เสรีปานกลาง"

กลุ่มฟรีดอมเฮาส์ได้ออกรายงานประเมินระดับเสรีภาพในการใช้อินเทอร์เน็ตและ สื่อดิจิตอล ประจำปี 2555 ในชื่อ "Freedom on the Net 2012 : A Global Assessment of Internet and Digital Media"

รายงานระบุว่า ในช่วงของการสำรวจระหว่างเดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนพฤษภาคม 2555 พบว่า มี 20 ประเทศที่เสรีภาพในโลกออนไลน์ได้ลดน้อยถอยลง โดยรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้หันไปใช้วิธีการใหม่ๆในการควบคุม เพื่อปิดปากผู้มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลบนอินเทอร์เน็ต

ซันยา เคลลี ผู้อำนวยการโครงการของ Freedom House ผู้เขียนรายงานฉบับนี้ (http://www.freedomhouse.org/sites/default/files/FOTN%202012%20summary%20of%20findings.pdf) บอกว่า บรรดารัฐบาลอำนาจนิยมเริ่มตระหนักว่า การบล็อกเว็บไซต์และการจับกุมทำให้ประชาชนในประเทศและนานาชาติรุมประณาม จึงได้หันไปใช้วิธีที่แนบเนียนยิ่งขึ้นในการควบคุมการสนทนาทางออนไลน์

ผลสำรวจพบว่า ประเทศเอสโตเนียมีเสรีภาพในโลกออนไลน์สูงที่สุดในโลก ตามด้วยสหรัฐ ขณะที่อิหร่าน, คิวบา และจีน ได้คะแนนแย่ที่สุด โดยมี 10 ประเทศถูกจัดว่า "ไม่เสรี" (Not Free)ประกอบด้วย เบลารุส, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน, ปากีสถาน, ประเทศไทย, เวียดนาม, เมียนมาร์, เอธิโอเปีย, บาห์เรน และซีเรีย

ประเทศที่เสรีภาพได้ถดถอยมากที่สุด คือ บาห์เรน, อียิปต์ และจอร์แดน โดยมีการเซ็นเซอร์, จับกุมคุมขัง และใช้ความรุนแรงกับบรรดาบล็อกเกอร์

ประเทศที่เสรีภาพได้กระเตื้องขึ้นจากปีก่อนหน้า มี 14 ประเทศ โดยบางประเทศมีการเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือเปิดกว้างทางการเมือง เช่น ตูนีเซีย, ลิเบีย และเมียนมาร์ รวมทั้งมีการผ่อนคลายการควบคุมในจอร์เจีย, เคนยา และอินโดนีเซีย ซึ่งเว็บไซต์ในประเทศกลุ่มนี้มีเนื้อหาที่หลากหลายขึ้น และมีการจับกุมหรือเซ็นเซอร์น้อยลง

ประเทศที่ถูกจัดว่า "เสรี" (Free) มี 14 ประเทศ ขณะประเทศที่มี "เสรีปานปลาง" (Partly Free) มี 20 ประเทศ

รายงานได้จัดแบ่งประเทศต่างๆเป็น 3 กลุ่มตามระดับคะแนน ยิ่งตัวเลขคะแนนสูง ยิ่งมีเสรีภาพน้อย คือ เสรี (คะแนน 0-30), เสรีปานกลาง (31-60) และไม่เสรี (61-100)

สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียน รายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์จัดว่าเสรี (ได้คะแนน 23), อินโดนีเซีย (42) กับมาเลเซีย (43) จัดว่าเสรีปานกลาง ขณะที่ประเทศไทยจัดว่าไม่เสรี โดยได้ 61 คะแนน, เวียดนามได้ 73 คะแนน, พม่าได้ 75 คะแนน และมหาอำนาจเอเชียอย่างจีนได้ 85 คะแนน

Source : AFP ; Freedom House
 
26 กันยายน 2555 เวลา 11:41 น.

นายกรัฐมนตรีร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ที่มา Voice TV

 

 



 

 

 

 นายกรัฐมนตรีร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่เลขาธิการสหประชาชาติเป็นเจ้าภาพ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

ข้อมูล การบิดเบือน และ “นิยาย” บนพื้นฐานข้อเท็จจริงในรายงาน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ

ที่มา Thai E-News

 


การ ที่รายงานคอป.สรุปเสมือนเป็นความจริงว่าศอฉ.มั่นใจว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงครามอยู่นั้น เป็นการสรุปที่มีปัญหาทั้งในทางระเบียบวิธีวิจัยทางวิชาการ และปัญหาจริยธรรมของผู้วิจัย..นอกจากบิดเบือนแล้ว เนื้อหาเกี่ยวกับ คนชุดดำ” ยังเกิดจากวิธีสร้างข้อสรุปแบบ จิตนิยม เกินเลยไปจากที่มีข้อมูลหลักฐานยืนยัน 


โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คณะ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้แถลงและเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์ที่เป็นผลการสอบสวนค้นหาความจริงกรณี เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยแถลงต่อสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งเมื่อวัน ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๕

                   รายงานผลการค้นหาความจริงที่มีความยาวกว่า ๒๐๐ หน้าไม่มีการตรวจสอบหรือวิเคราะห์สรุปความจริงที่อาจเป็นประเด็นสำคัญบาง ประเด็นแต่สามารถส่งผลต่อเนื่องในการดำเนินคดีอาญาต่อผู้นำรัฐบาลที่แต่ง ตั้งตนเอง เช่น ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช.ก่อนวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๕ ว่าผู้ชุมนุมได้ใช้ความรุนแรงหรือไม่และการประกาศใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พุทธศักราช ๒๕๔๗ ที่เป็นช่องทางให้รัฐบาลสั่งการให้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าสลายการ ชุมนุมในเหตุการณ์ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓นั้นเป็นการประกาศใช้อำนาจโดยมี สถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดขึ้นจริงตามความหมายที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่

                   รายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.สร้างขึ้นจากกระบวนการรวบรวมข้อมูลและการค้นคว้าที่ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (documentary research) และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative) เป็นเครื่องมือหลัก  แต่นักวิชาการที่มีความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยอาจตรวจพบความบกพร่อง  ความผิดปกติ  และปัญหาการใช้เครื่องมือวิจัยอย่างบกพร่องจริยธรรมทางวิชาการได้ไม่ยากนักจากการตรวจสอบรายละเอียดในเนื้อหารายงานฉบับนั้นเอง

๑.      วิธีการใช้ข้อมูลและการสรุปความจริงในรายงานคอป.
ข้อมูลหลักที่คอป.ใช้ในการสรุปรายงานของตนเป็นข้อมูลเอกสารรวมทั้งข้อมูลที่มีผู้บันทึกไว้ก่อนแล้ว[i] (archival data) และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ (interview)  ซึ่งคณะทำงานของคอป.รวบรวมเพิ่มเติม[ii]

ข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลเอกสารและข้อมูลสัมภาษณ์มีปริมาณมากแต่ข้อมูลสำคัญจำนวนหนึ่งถูกบิดเบือน (distorted)  ทั้งการบิดเบือนมาก่อนแล้วโดยแหล่งข้อมูลที่คอป.นำมาใช้อ้างอิงและการบิดเบือนโดยวิธีการเขียนของคอป.เอง

๑.๑.๑ ตัวอย่างของข้อมูลที่มีการบิดเบือนมาก่อนแล้วในแหล่งข้อมูลที่คอป.นำมาใช้อ้างอิง  เช่น  การสรุปข้อมูลเหตุการณ์วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ในรายงานคอป. หน้า ๗๕ ซึ่งคอป.อ้างอิงจากรายงานข่าวใน www.komchadluek ว่า ; “การ ที่สถานีพีเพิลแชนแนลถ่ายทอดการชุมนุมนปช.ที่เวทีราชประสงค์โดยมีการบิด เบือนข้อมูลข่าวสาร....  การถ่ายทอดการชุมนุมดังกล่าวซึ่งถูกประกาศว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและ ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามคำสั่งศาลแพ่งจึงเป็นการทำผิดกฎหมายและสนับสนุนการทำผิด กฎหมาย  ข้อมูลหรือข้อความดังกล่าวถูกคอป.นำมาใช้เสมือนเป็นข้อสรุปเหตุการณ์ดังกล่าวและถูกใช้อ้างอิงซ้ำ ในรายงาน หน้า ๙๑  ข้อมูลดังกล่าวมีการบิดเบือน  เนื่องจากในคำสั่งศาลแพ่งที่ถูกนำมาอ้างนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ได้วินิจฉัยว่า การชุมนุม (ของนปช.) เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย  ข้อความในคำสั่งศาลแพ่งส่วนที่กล่าวถึงนี้เป็นการปฏิเสธคำร้องขอของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ที่จะให้ศาลแพ่งใช้อำนาจตุลาการสั่งระงับการชุมนุมของนปช.  แต่ศาลแพ่งทำคำสั่งโดยเขียนในเอกสารคำสั่งศาลแพ่งว่าหากรัฐบาลเห็นว่าเป็น การชุมนุมที่ผิดกฎหมายก็สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้เอง[iii]

๑.๑.๒ ตัวอย่างข้อมูลที่มีการบิดเบือนเพิ่มเติมในรายงานคอป. เช่น การสรุปเหตุการณ์วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กรณีที่นปช.ประกาศยังไม่ยุติการชุมนุม โดยรายงานของคอป. อ้างว่า ; “นายจตุพร พรหมพันธ์แถลงไม่ยอมรับการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของรองนายกรัฐมนตรี และประกาศชุมนุมต่อไป  ข้อมูลส่วนนี้ในรายงานคอป.มีการบิดเบือนรายละเอียดข้อเท็จจริงเนื่องจากคำ แถลงของนายจตุพรดังกล่าวเป็นการประกาศชุมนุมต่อไปเพราะเหตุที่รองนายก รัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เดินทางไปที่สำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี รองนายกรัฐมนตรี ;  

การ สรุปข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการสลายการชุมนุมที่มีการใช้หรือเขียนข้อความที่ นำไปสู่ความหมายในทางบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายส่วน  เช่น  ข้อความในรายงานคอป. เกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงค่ำวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ว่า  หลังถูกโจมตีด้วยลูกระเบิด  เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธ ปลย.กระสุนจริง ยิงไปในทิศทางที่มีผู้ชุมนุมอยู่หนาแน่น  เป็นข้อความที่กลบเกลื่อนและบิดเบือนข้อเท็จจริงซึ่งพยานบุคคลจำนวนมากได้ให้ข้อมูลในที่ต่าง ๆ ว่าทหารได้ใช้อาวุธสงครามที่บรรจุกระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมที่หนาแน่นมาก่อนแล้วในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ตั้งแต่ ก่อน การถูกโจมตีด้วยระเบิดในค่ำวันดังกล่าว[iv]  

ข้อความในรายงานสรุปเกี่ยวกับปฏิบัติการสลายการชุมนุมวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ หน้า ๘๖ ที่คอป. เขียนให้ผู้อ่านเข้าใจเสมือนเป็นความจริงว่า ; “การกระชับวงล้อมของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจมีความจำเป็น ต้องอาศัยรถเกราะหรือรถสายพานลำเลียงพลเพื่อเป็นเกราะป้องกันอันตรายจาก อาวุธยิงต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ ชุมนุม เพราะทางศอฉ.มั่นใจว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงคราม อยู่  ข้อความนี้ของคอป. นอกจากจะมีผลในการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์และศอฉ.แล้วยัง สามารถตรวจพบการบิดเบือนความจริงได้ด้วยการเทียบเคียงข้อมูลเพิ่มเติม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทียบเคียงจากข้อมูลในรายงานปฏิบัติการของทางราชการเอง   

กล่าว คือ  ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยกองบัญชาการ ตำรวจนครบาลได้รับคำสั่งจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ติดตามตรวจสอบความเคลื่อน ไหวและรายงานข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการชุมนุมของนปช.ให้รัฐบาลและศอฉ.รับ ทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ดำเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยพบว่าผู้ ชุมนุมไม่มีอาวุธ 

การ ที่รายงานคอป.สรุปเสมือนเป็นความจริงว่าศอฉ.มั่นใจว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีผู้ ก่อการร้ายซึ่งมีอาวุธสงครามอยู่นั้นเป็นการสรุปที่มีปัญหาทั้งในทางระเบียบ วิธีวิจัยทางวิชาการและปัญหาจริยธรรมของผู้วิจัย เนื่องจากเป็นการยากที่จะเชื่อว่าคณะทำงานรวบรวมข้อมูลของคอป.ไม่ทราบว่ามี รายงานทางราชการของตำรวจนครบาลที่แจ้งต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นมาก่อน แล้วว่าผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ  ข้อมูลทางราชการที่นำมาเทียบเคียงได้และอยู่ในวิสัยที่คณะทำงานรวบรวมข้อมูล ของคอป.จะต้องตรวจพบมาก่อนแล้ว (แต่ไม่นำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ในรายงานของตน  โดยหากนำมาใช้ประกอบด้วยแล้วจะไม่สามารถสร้างข้อสรุปอย่างที่ต้องการสรุปใน รายงานหน้า ๘๖ ดังกล่าได้) คือ ข้อมูลจากรายงานการทำงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ได้รับมอบหมายให้ ประสานงานกับกลุ่มผู้ชุมนุม  

ข้อมูล ส่วนนี้นอกจากจะสืบค้นได้จากเอกสารราชการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วยัง สามารถพิสูจน์ทราบได้โดยง่ายจากบันทึกคำให้การในศาลอาญาโดยพลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ (ในฐานะพยานในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระ มุสิกพงศ์กับพวกรวม ๑๙ คน) เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ในคดีหมายเลขดำที่ อ.๒๕๔๒/๒๕๕๓ 

เนื้อหาในบันทึกคำให้การของพลตำรวจตรีวิชัยที่คัดลอกจากสำเนาเอกสารในราชการศาลอาญารับรองถูกต้องตามกฎหมาย  ระบุข้อความว่า ; “ใน การชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ  ข้าฯได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยข้าฯกระทำการในนามของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ข้าฯเป็นผู้ดูแลรักษาความสงบของเหตุการณ์ทั้งหมด  รวมทั้งทำหน้าที่เจรจากับหัวหน้าผู้ชุมนุม นอกจากในเขตรับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจนครบาล ๑ ข้าฯยังได้รับมอบหมายและเป็นคณะทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการประสาน งานกับผู้ชุมนุมทั้งหมดทั่วประเทศ  ดังนั้นข้าฯจึงได้ร่วมประสานงานกับกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมด  ในการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม ข้าฯได้รับความร่วมมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะในเรื่องการหลีกเลี่ยงการจราจรเพื่อไม่ให้ติดขัด   ในการชุมนุมดังกล่าว เท่าที่ข้าฯไปตรวจสอบ ไม่พบว่าผู้ชุมนุมผู้ใดสะสมอาวุธแต่อย่างใด  ;  

นอกเหนือไปจากข้อความสรุปที่มีการบิดเบือนข้อมูลจากเหตุการณ์จริงแล้วเนื้อหาในรายงานคอป.เกี่ยวกับ คนชุดดำ เช่น ข้อความในรายงานคอป.หน้า ๑๑๒ ยังเกิดจากวิธีสร้างข้อสรุปแบบ จิตนิยม (idealism) ซึ่งเป็นข้อสรุปเกินเลยไปจากที่มีข้อมูลหลักฐานยืนยัน  โดยรายงานคอป. สรุปอ้างว่า ; คนชุดดำได้รับการสนับสนุนหรือความร่วมมือจากการ์ดนปช.จำนวนหนึ่งด้วย  และรายงานคอป. ยังเขียนรายงานส่วนนี้ ถลำล้ำเส้น ต่อไปอีกว่า ;  โดยผู้ชุมนุมและการ์ดนปช.ไม่ได้ห้ามปรามหรือขัดขวางการปฏิบัติการด้วยอาวุธของคนชุดดำแต่ประการใด[v]

๑.๑.๓ ตัวอย่างข้อมูลที่มีความลำเอียงโดยการเลือก (selection bias) หมายถึงข้อมูลหรือกลุ่มข้อมูลที่ถูกนำไปใช้อ้างใน รายงานการศึกษาโดยเจาะจงเลือกเอาเฉพาะข้อมูลที่สามารถใช้ประโยชน์ในการสร้าง ข้อสรุปในทิศทางหนึ่งขณะที่ตัดทิ้งข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงและผู้ศึกษาทราบว่า เกิดขึ้นจริงแต่จงใจตัดทิ้งเพื่อโน้มนำให้ผู้อื่นเชื่อตามข้อสรุปที่มีทิศ ทางอย่างที่ผู้เสนอรายงานต้องการเผยแพร่  

กรณีการใช้ข้อมูลที่ลำเอียงโดยการเลือกของคอป. ปรากฎตัวอย่างมากมาย เช่น การสรุปรายงานที่นำข้อความจากคำปราศรัยของแกนนำนปช. จำนวนหนึ่งมาเสนอในรายงานคอป. หน้า ๑๖๒-๑๖๗ ซึ่งคอป. ระบุว่าเป็น ข้อค้นพบเกี่ยวกับพฤติการณ์การชุมนุมระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓  

ทั้ง นี้เป็นการเลือกเอาเฉพาะกรณีคำปราศรัยส่วนที่มีเนื้อหาเป็นการกระตุ้นความ เตรียมพร้อมของผู้ชุมนุมในการตอบโต้กับการใช้ความรุนแรงของทางราชการ โดยคอป.จัดระเบียบข้อมูลที่นำเสนอเป็นตารางที่อำนวยความสะดวกในการอ่านและตี ความหมายในทางร้ายต่อนปช.ว่าเป็นการชุมนุมที่แกนนำยั่วยุประชาชนให้ใช้ความ รุนแรง[vi]  การเลือกข้อมูลเฉพาะด้านเช่นนั้นเป็นการกระทำที่ขัดจริยธรรมทางวิชาการ  

ทั้ง นี้  ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าผู้วิจัยไม่สามารถนำเสนอข้อมูลส่วนดังกล่าวในรายงานสรุป ของตน  แต่ด้วยเหตุผลว่าผู้วิจัยจงใจปิดบังข้อมูลการปราศรัยส่วนอื่นที่มีอยู่เป็น จำนวนมากที่เป็นคำปราศรัยในทางป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมก่อความรุนแรง  การปราศรัยที่มีลักษณะสร้างสรรค์ให้ผู้ชุมนุมร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทาง ราชการเช่นตำรวจที่ปฏิบัติงานโดยชอบด้วยกฎหมาย  การปราศรัยที่เป็นการแจ้งข้อมูลพัฒนาการของการเจรจาหรือการต่อสู้ทางการ เมืองในระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ให้ผู้ร่วมชุมนุมได้รับรู้และเข้าใจ สถานการณ์ที่ผันแปรอย่างรวดเร็วและคาดคะเนล่วงหน้าได้ยาก  รวมทั้งการปราศรัยที่มีเนื้อหาเป็นการเปิดเผยข้อมูลทางประวัติศาสตร์การ เมืองและหลักการประชาธิปไตย เป็นต้น 

การไม่นำเสนอตารางแจกแจงคำปราศรัยที่ตีความได้ในทางบวกต่อนปช. เป็นความลำเอียงในการเลือกข้อมูลและทำให้รายงานคอป.เป็นเพียง นิยาย ที่แต่งขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกเลือกและบิดเบือน  

ใน ขณะเดียวกัน รายงานคอป. ได้นำเสนอตารางสรุปข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการของศอฉ.ในลักษณะที่เป็นการ เลือกใช้เอกสารทางราชการของศอฉ.และเอกสารอื่นที่เป็นบวกกับศอฉ.เป็นสำคัญ (ดู รายงาน คอป. หน้า ๑๗๔-๑๙๔) การนำเสนอข้อมูลส่วนนี้ยิ่งเป็นการเพิ่มปัญหาความลำเอียงในการเลือกข้อมูล ยิ่งขึ้น  และยิ่งทำให้รายงาน คอป. มีสาระสำคัญเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

๒. ผลที่คาดว่าจะได้รับจากรายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.

วิธีการจัดทำข้อมูลและวิธีเขียนข้อสรุปต่าง ๆ ในรายงานคอป.มีผลที่คาดคะเนได้ว่าเป็นผลโดยตรงอย่างน้อย ๒ ประการ คือ 

หนึ่ง การสร้างฐานข้อมูลทางราชการเพื่อรองรับการสรุปหรือการวินิจฉัยที่สร้างความชอบธรรมทางการเมืองและทางข้อกฎหมายให้แก่รัฐบาลและศอฉ. 

และ สอง การสร้างฐานข้อมูลสำหรับการปรักปรำที่อาจดำเนินการต่อไปทั้งในทางคดีความตาม ข้อกฎหมายและการปรักปรำทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอนาคตให้ความผิดและ ความรับผิดชอบตกเป็นของนปช.
นอกจากนี้ รายงานคอป.ยังสามารถส่งผลทางอ้อมที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นต่อไป (หากไม่มีการแก้ไขและป้องกัน) ได้แก่ การสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธ์ในอดีตกับผู้สนันสนุนการเคลื่อนไหวของนปช.   ความขัดแย้งดังกล่าวมองเห็นล่วงหน้าได้ไม่ยากนักเนื่องจากสาระสำคัญของรายงานคอป.เต็มไปด้วยข้อความที่ปรักปรำความผิดให้นปช. และแก้ต่างให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับศอฉ.ว่ามีสาเหตุและความจำเป็นในการปฏิบัติการสลายการชุมนุมครั้งนั้น

นอก จากนี้ผลทางอ้อมในระยะยาวจากรายงานดังกล่าวยังจะครอบคลุมระบบศึกษาและองค์ ความรู้ทางประวัติศาสตร์การเมืองของไทยให้กลายเป็นองค์ความรู้ของทางการที่ บิดเบือนความจริง   ก่อผลในการสร้างและกล่อมเกลาให้เกิดภาวะความโง่เขลาแก่อนุชนรุ่นหลังที่ไม่ ได้มีชีวิตร่วมสมัยอยู่ในเหตุการณ์แต่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์เหตุการณ์จาก หนังสือตำราและหลักสูตรที่ถูกบิดเบือนล่วงหน้ามาก่อนแล้วโดยบุคคลผู้เกี่ยว ข้องในปัจจุบัน

ผลงานของคอป. โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานฉบับสมบูรณ์ฉบับดังกล่าวของคอป. ไม่สามารช่วยให้เกิดความปรองดองแห่งชาติตามที่อ้างในชื่อคณะกรรมการและคำสั่งแต่งตั้ง  แต่กลับมีผลในทางตรงข้ามคือการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งแห่งชาติเพิ่มเติมซ้ำซ้อน  ด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนกล่าวข้างต้น

นอกเหนือไปจากนั้น  เนื้อหาในรายงานคอป. ส่วนที่ ๓ เรื่อง สาเหตุและรากเหง้าของความขัดแย้ง ก็เป็นเพียงการทบทวนทางวรรณกรรมและการนำเสนอหลักการและความคิดเชิงทฤษฎีที่ มิได้พยายามวิเคราะห์ข้อมูลรูปธรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นอันมาก เพื่อสรุปสาเหตุรูปธรรมที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและความขัดแย้งในเหตุการณ์ ที่เป็นกรณีศึกษาดังกล่าวในรายงานส่วนดังกล่าวจึงไม่มีข้อสรุปที่อธิบาย สาเหตุโดยตรงของความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ๒๕๕๓ ตามที่ตั้งขึ้นให้เป็นโจทย์สำหรับการค้นหาความจริงของคอป.  

รวม ทั้งไม่มีข้อเสนอทางปฏิบัติที่สามารถใช้ประโยชน์เป็นรูปธรรมในการช่วยคลี่ คลายแก้ไขปัญหาเพื่อการปรองดองแห่งชาติตามที่กำหนดในคำสั่งแต่งตั้งคณะ กรรมการชุดดังกล่าว

การ ทำงานของคอป.  รวมทั้งรายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.เป็นความสูญเสียเพิ่มเติมของประชาชนที่ได้ รับความสูญเสียมากมายมาก่อนแล้วจากเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓
******************************************************************************************************


เชิงอรรถ



[i]  ได้แก่ หนังสือคำสั่งทางราชการ  บันทึกการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทางราชการ  บันทึกความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รายงานรายงานข่าวหนังสือพิมพ์  รายงานข่าวทางสื่ออิเลกโทรนิกส์ของสำนักสื่อมวลชน  บันทึกภาพเหตุการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
[ii]  การสัมภาษณ์ที่คอป.ใช้ในการรวบรวมข้อมูลของตนเพิ่มเติมมีทั้งการสัมภาษณ์กลุ่ม (focus group) และการสัมภาษณ์รายบุคคล
[iii]  การ บิดเบือนข้อความคำสั่งศาลแพ่งฉบับนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่รัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ใช้ประโยชน์อ้างอิงและกล่าวหานปช.ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มออกคำสั่ง ปฏิบัติการให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศฮฉ.) นำกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามกระสุนสังหารจริงออกสลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓
[iv]  การ ที่ทหารยิงกระสุนจริงใส่ผู้ชุมนุมที่อยู่หนาแน่น  ทั้งในกรณีที่เป็นการยิงใส่ผู้ชุมนุมก่อนและหลังการถูกโจมตีด้วยระเบิด   การยิงใส่ผู้ชุมนุมที่หนาแน่นเช่นนั้นเป็นการผิดกฎหมายและผิดกฎการใช้กำลัง ของทางราชการ เพราะเป็นการยิงใส่ฝูงชนที่มีผู้บริสุทธิ์ปะปนอยู่เป็นจำนวนมากอันสามารถก่อ ผลให้เป็นการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ได้  การกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น
[v]  ภาย ในคณะกรรมการ คอป. และที่ปรึกษา มีทั้งอดีตอัยการสูงสุด  นักกฎหมาย  เอ็นจีโอ  ตุลาการ  และนักวิชาการที่มี และ/หรือเคยมีตำแหน่งระดับสูงในวงราชการและมหาวิทยาลัย  แต่กลับจงใจเขียนรายงานส่วนนี้ที่มีความหมายในทางตำหนิว่าเป็นความผิดหรือ ความรับผิดชอบของผู้ชุมนุมในการห้ามปรามหรือขัดขวางการปฏิบัติการด้วยอาวุธ ของคนชุดดำ  ข้อความส่วนนี้ของ คอป. บ่งชี้ถึง ความลำเอียง (bias) ที่เป็นปัญหาร้ายแรงทั้งในทางวิชาการและทางการเมือง   เนื่องจากเป็นความลำเอียงที่เกี่ยวข้องกับการทำเอกสารที่จะเป็นบันทึกทาง ประวัติศาสตร์ของสังคมไทยในระยะยาวและยังเป็นบันทึกที่จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ ทางคดีในศาลและทางการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองต่อไป   ผู้เขียนเห็นว่าหากคณะกรรมการ คอป. ไปปรากฎตัวอยู่ในที่เกิดเหตุในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนชุดดำ ถืออาวุธสงครามปฏิบัติการอยู่เช่นนั้น  คณะกรรมการ คอป. ก็ไม่มีความกล้าหาญประการใดในการเสียสละเสี่ยงชีวิตตนเองเข้าห้ามปรามคนชุด ดำ  ในขณะเดียวกัน  ผู้เขียนเห็นว่าความรับผิดชอบในการขัดขวาง ห้ามปราม และจับกุมคนชุดดำในขณะเกิดเหตุการณ์นั้นเป็นความรับผิดชอบของทหารและศอฉ.ที่ ร่วมกันปฏิบัติการสลายการชุมนุมดังกล่าวและไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้ชุมนุม ที่ปราศจากอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบทางคุณธรรมหนรือความรับผิดชอบทางกฎหมาย  การที่กองทหารที่โอบล้อมพื้นที่ชุมนุมอย่างหนาแน่นในขณะนั้นไม่เข้าขัดขวาง และจับกุมกลุ่มชายชุดดำในเหตุการณ์ช่วงค่ำวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ กลับทำให้เกิดข้อสันนิษฐานหรือสมมุติฐานที่รอการพิสูจน์ด้วยหลักฐานข้อมูล ว่าปฏิบัติการของคนชุดดำเป็นปฏิบัติการของกองกำลังพิเศษภายใต้คำสั่งของฝ่าย ที่ใช้อำนาจสลายการชุมนุมมากกว่าจะเป็นฝ่ายผู้นำการชุมนุม  อย่างไรก็ตาม  คอป. ไม่แสดงเจตนาในการทดสอบสมมุติฐานนี้ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของตน
[vi]  แต่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงและตรวจสอบความจริงได้ด้วยข้อมูล คือ ความรุนแรงที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และการสูญเสียทรัพย์สินของทางราชการและเอกชนไม่ได้เกิดขึ้นก่อนการปฏิบัติ การสลายการชุมนุมตามคำสั่งศอฉ.ที่ให้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธจริง   การปราศรัยในกรณีต่าง ๆ ที่คอป.เลือกใช้เป็นข้อค้นพบของตนในตารางเหล่านั้นไม่ได้มีผลทางปฏิบัติเป็น การกระตุ้นให้ประชาชนผู้ร่วมชุมนุมก่อความรุนแรงประการใดที่ทำให้เกิดการสูญ เสียชีวิต  ร่างกาย  และทรัพย์สิน  ความรุนแรงและเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือน เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลสั่งการให้ศอฉ.ปฏิบัติการด้วยกำลังและอาวุธกับผู้ ชุมนุม