WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 29, 2012

เด็กไทยเสี่ยงภัยถาวรจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม

ที่มา ประชาไท

 
งานวิจัยยืนยัน สารเคมีจากอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนถ่ายทอดสู่เด็ก ส่งผลต่อพัฒนาการผิดปกติ

28 กันยายน 2555 (กรุงเทพฯ) – ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพบเด็กที่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรมมีสารตะกั่วในเลือด สูงถึงขั้นอันตราย  และมูลนิธิบูรณะนิเวศนำเสนองานวิจัยยืนยัน สารพิษในสิ่งแวดล้อมส่งผลให้พัฒนาการทางสมองของเด็กผิดปกติอย่างถาวร

สืบ เนื่องจากกรณีทารกวัย 8 เดือน ซึ่งเติบโตในโรงงานคัดแยกขยะอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลรามาธิบดีด้วยอาการชักจากพิษสารตะกั่ว โดยมีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 17 เท่า ศูนย์วิจัยฯ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารตะกั่วในเลือดของเด็ก เล็ก165 คน ที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงโรงงานดังกล่าว พบเด็กผู้ชาย 1 ใน 2 มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน (50 ใน 86 คน หรือ ร้อยละ 58.1) และเด็กผู้หญิง 1 ใน 3 มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน (24 ใน 79 คน หรือ ร้อยละ 30.4)ทั้งนี้ ค่ามาตรฐานของตะกั่วในเลือดที่ยอมรับได้ แม้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยแน่นอน คือ10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)

แพทย์ สันนิษฐานว่าสารตะกั่วจากโรงงานฟุ้งกระจายตามลม ตกสู่ดินและแหล่งน้ำ จนเข้าสู่ร่างกายเด็กผ่านระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารโดยเด็กผู้ชาย มีสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าเด็กผู้หญิงอาจเกิดจากพฤติกรรมการเล่นของเด็ก ผู้ชายที่สัมผัสกับฝุ่นและดินมากกว่า

“การได้รับสารตะกั่วเกินค่า มาตรฐานจะทำให้ระดับไอคิวในเด็กลดลง และยังทำให้ระบบประสาทผิดปกติ เกิดภาวะสมาธิสั้น ความสามารถในการเรียนรู้ผิดปกติ” รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ รพ. รามาธิบดี กล่าว“กรณีสมุทรสาครเป็นตัวอย่างว่าผู้ประกอบการทำไม่ถูก แม้โรงงานจะถูกสั่งปิด แต่เด็กจะโง่ไปอีกนาน ไม่มีการชดเชย และยังมีโรงงานอื่นๆ อีกจำนวนมาก”

“การตรวจคัดกรองปริมาณตะกั่วใน เลือดเด็กควรบรรจุในการตรวจสุขภาพประจำ โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่อาศัยในพื้นที่อุตสาหกรรม” รศ.นพ. อดิศักดิ์ กล่าวเสริม “อาจตรวจเมื่อเด็กเข้ารับวัคซีนเมื่อครบ 1 ขวบและ 5 ขวบ และควรพิจารณาว่าภาคเอกชนจะร่วมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายนี้อย่างไร”

ผล งานวิจัยด้านประสาทพิษวิทยาที่เพิ่มขึ้นในยุคหลัง ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือเรื่อง “บนทางแห่งภัย: เมื่อสารพิษคุกคามพัฒนาการเด็ก” จัดแปลเป็นไทยโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ยังชี้ชัดว่า “ค่ามาตรฐาน” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากเด็กและทารกในครรภ์อยู่ระหว่างการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทอัน อ่อนไหวต่อสารเคมีหลายชนิด

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยในสหรัฐฯ หลายฉบับ พบว่าการได้รับสารตะกั่วแม้ในปริมาณน้อย หากเกิดต่อทารกในครรภ์และเด็กเล็ก จะเกิดผลกระทบระยะยาว ซึ่งอาจปรากฏผลภายหลังเมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น เช่น ภาวะสมาธิสั้น ความสามารถยั้งคิดบกพร่อง หงุดหงิดง่าย และอาจถึงขั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าว

“เป็น ที่น่าตกใจว่าระดับตะกั่วในเลือดที่จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพคือศูนย์นั่นคือ ต้องไม่มีตะกั่วในเลือดเลยเด็กไทยจึงจะปลอดภัย” ดร. อาภา หวังเกียรติ รองคณบดี วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว  “ถึงเวลาจริงๆแล้วที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการป้องกันอย่าง เร่งด่วน ก่อนที่เด็กไทยจะใช้ชีวิตและร่างกายเป็นเครื่องทดสอบสารพิษ จนสังคมไทยเต็มไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องของสมองมากเหมือนสหรัฐ อเมริกา”

ค่ามาตรฐานความปลอดภัยของสารปรอทลดลงเช่นกันตลอดหลายสิบปี ที่ผ่านมา เมื่อปี พ.ศ. 2515 สหรัฐฯ กำหนดค่าความปลอดภัยของการได้รับสารปรอทไว้ที่ 34 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ต่อวัน (mg/kg/วัน) โดยกำหนดจากปริมาณสารปรอทที่เป็นเหตุให้ทารกปัญญาอ่อนอย่างรุนแรงแต่กำเนิด ต่อมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าเด็กที่ได้รับสารปรอทในปริมาณต่ำกว่าค่าความปลอดภัยดัง กล่าว มีไอคิวต่ำ เริ่มพูดและเริ่มเดินช้ากว่าเด็กทั่วไป

"ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" แนะนำโดยสิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ

ที่มา ประชาไท



แนะนำหนังสือ "ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" โดย สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ ผู้แปลหนังสือ

"ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" แปลจาก "East Timor : The Price of Freedom" ของ John G. Taylor เป็นหนังสือแปลฉบับภาษาไทยเกี่
ยวกับประวัติศาสตร์ของติมอร์ตะวันออกเล่มแรกถึงเรื่องราวความเป็นมาของการต่อสู้อันยาวนานเพื่อเอกราชของติมอร์ตะวันออก แปลโดย สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ และอรพรรณ ลีนะนิธิกุล
วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา / เปิดตัวหนังสือ -- Book launch "ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" จัดโดย มูลนิธิโครงการตำรสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มธ, โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ศศ.มธ. และสมาคมจดหมายเหตุสยาม เนื่องในโอกาส 45 ปี อาเซียน และร่วมเฉลิมฉลอง 50 ปี ศิลปศาสตร์ มธ.วันที่ 25 ก.ย.2555 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ช่วยไล่ต้อนไอ้พวกที่ออกมาคัดค้าน..ราคาข้าวไปไถนาดำข้าวแทนชาวนากันเร็ว

ที่มา thaifreenews

 

 วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวนาไทยผู้ยากไร้ในโลก 
ชีวิตของชาวนาไม่ใช่เป็นชีวิตที่สุขสบาย 
ทุกๆวันต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินก้มหน้าดำนาเพื่อที่จะให้พี่น้องชาวไทยได้มีข้าวรับประทาน 
กว่าจะได้ข้าวมาแต่ละเมล็ดต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด 
การดำนาใช่ว่าจะดำกันง่ายๆป้าพลอยทดลองด้วยเองมาแล้วสมัยสาวๆ แค่ไม่ถึงชั่วโมงขาทั้งสองข้าง
พร้อมทั้งหลังเจ็บปวดไปหมด เนื่องจากต้องก้มจิ้มต้นข้าวลงในเหลน ก้มสุดตัวเป็นเวลานาน 
คนที่ไม่เคยชินกับสภาพนี้ วันรุ่งขึ้นเห็นผลของมัน เดินก้อลำบากเข้าไปนั่งในส้วมก้อทรมาน



แล้วลองนึกถึงชาวนาต้องอุตสาหะเพียงใด ที่ต้องก้มหน้าดำนาข้าวในขี้เหลนทั้งวัน 
กว่าจะเต็มท้องทุ่งนา บางแห่งอาจใช้หว่าน แต่นาข้าวใช้หว่านได้ผลน้อยกว่านาดำ 
เนื่องจากนาหว่านเมล็ดขึ้นหนาติดกัน ไม่เหมือนนาดำที่มีการกะระยะการ
จิ้มของต้นข้าว ให้ห่างกันเวลาต้นข้าวโตขึ้นมาไม่แออัดเหมือนใช้หว่านนะคะ อาชีพทำนามีแต่งานที่ต้องดูแลต้นข้าวที่งอก
ขึ้น มาว่ามีหอยมากัดกินต้นข้าวไหม มีแมลงอะไรที่ทำให้ต้นข้าวไม่เติมโตไหม ชาวนาต้องระแวดระวังสิ่งต่างๆในนาข้าวของตนทุกวัน ฉะนั้นชาวนากว่าจะได้ข้าวมาให้คนไทยได้รับประทานมีหลายขั้นตอน



การที่มีนักวิชาการสถาบัน นิด้า ออกมาขัดขวางรัฐบาลเรื่องการประกันราคาข้าว ไม่ทราบว่านักวิชาพวกนี้กินข้าวหรือเปล่า?
หาก กินข้าวของชาวนาไทย แล้วพวกคุณจะกลืนข้าวลงคอหรือคะหากคุณมาเห็นสภาพชาวนาที่เขาลำบากยากเข็น กว่าจะได้ข้าวมาให้คุณกินเพื่อไม่ให้คุณตาย 
การทำนาบนหลังชาวนา ฉวยโอกาสกดขี่เอาเปรียบชาวนาไทย มันน่าระอายสุดๆ และแทบทุกๆสมัย มาฟื้นฟูเอาสมัย ท่าน ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายก ที่ชาวนาขายข้าวได้ราคาได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ชีวิตชาวนาดีขึ้นไม่ต้องเป็นหนี้ธนาคารอีกต่อไป คุณทราบไหม อาชีพเกษตรกรไทยไม่ว่า ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ต้องกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารนำเอามาลงทุนด้วยดอกเบี้ยมหาโหด



บาง ปีราคาผลผลิตต่ำ ชาวเกษตรกรไม่มีเงินเหลือ ที่จะเอาไปใช้หนี้ธนาคาร ต้องเป็นหนี้ต่อพอกยาวเป็นหางว่าว ใครรวยละไม่ใช่ธนาคารรวยหรือ? บางครอบครัวต้องแบ่ง ขายที่นา ที่สวน เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้ธนาคารที่เร่งจะยึดทรัพย์สินเพราะไม่มีเงินมาจ่าย ค่าดอกเบี้ย นี่คือความทุกข์ยากของอาชีพเกษตรกรไทย ที่ปากกัดตีนถีบมาทุกๆสมัยนับหกสิบกว่าปีแล้ว เพิ่งมาฟื้นตัวเมื่อครั้งรัฐบาล ไทยรักไทย ที่ช่วยเกษตรกรอย่างจริงจัง แล้วใครเป็นผู้นำนาบนหลังชาวเกษตรกรไทย? ทั้งๆชาวเกษตรกรทำงานกันไม่เคยมีวันและเวลาหยุดเลย แต่ยากจนกันถ้วนหน้า เนื่องจากถูกกดขี่ราคาของเกษตรกรจากพวกหน้าด้านทั้งหลาย



เรา จึงได้เห็นวิธีทำนาบนหลังชาวเกษตรกรที่ดาหน้ากันออกมาขัดขวาง ไม่ว่าเกษตรกรชาวสวนยาง เกษตรกรไร่มัน ไร่ข้าวโพดไร่อ้อย มันกดราคาทุกอย่าง  ทั้งที่ส่งออกต่างประเทศราคาสูง แต่พวกพ่อค้าคนกลางรับซื้อกดราคา ซื้อจากเกษตรกรในราคาต่ำสุดแล้วเกษตรกรไทยจะไม่ยากจนได้อย่างไร หากประเทศไทยล้างบางไอ้พวกทำนาบนหลังเกษตรกรออกไปได้ คนยากคนจนที่มีอาชีพเกษตรกร คงมีอันจะกินทัดเทียมกันทั่วประเทศ แต่นี่เพราะมีพวกเห็นแก่ตัว ดังที่เห็นเวลานี้ขัดขวางรัฐบาลประกันราคาข้าวให้ชาวนา เพราะมันกลัวรัฐบาลจะถูกทุบหม้อข้าวของมัน ที่มันอยู่ดีกินอย่างสมบรูณ์จากน้ำพักน้ำแรงชาวนา



นี่คือความเห็นแก่ตัวของพวก ทำนาบนหลังคน ต้องการให้ชาวเกษตรกรเป็นทาสใต้เท้าตลอดไป ไม่ต้องการให้คนที่มีอาชีพนี้ลืมตาอ้าปาก หันไปมองชาวเกษตรกรโลก เขาให้โอกาสชาวเกษตรกรไปดูวิธีทำเกษตรทางต่างประเทศ ทุกๆปี ป้าพลอย พบชาวเกษตรกร ชาวจีน และชาว ญี่ปุ่น มาดูการสาทิตการทำเกษตรกรรมในประเทศฝรั่งเศส มากันประมาณสองรถบัส ซึ่งเห็นแล้วน่าชื่นชม และเขาพาไปชมไร่ดอกลาวินเดอร์ที่ภูเขา Provence พอดีป้าไปที่นั่นจึงได้เห็นคะ แล้วชาวเกษตรกรไทยละทำไมไม่ให้โอกาสเขาไปดูและศึกษายังต่างประเทศบ้างละ? เห็นแก่ตัวไม่ว่าแถมใจดำอีกต่างหาก



แล้ว ลองสังเกตุซินะ ถ้าเป็นรัฐบาลของประชาชนที่เลือกมา ที่จะช่วยเหลือชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน จะมีพวกคนเหล่านี้ออกมาขัดขวางไม่ให้รัฐบาลทำนั่นทำนี่ และจะออกมาบอกว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไปขวางทางทำนาบนหลังคนของมันนั่นเอง ชาวเกษตรกรไทยเลยไม่มีโอกาสได้ลืมตาเหมือนในประเทศอื่นๆ ครั้งรัฐบาลไทยรักไทย ราคายางสูงเป็นประวัติการที่ไม่เคยมีมาก่อน ชาวสวนยางขายยางพาราได้เป็นกอบเป็นกำ แต่แล้วรัฐบาลไทยรักไทยก้อต้องถูกเตะกระเด็น เพราะหากอยู่ต่อไปหม้อข้าวคนที่ทำนาบนหลังคนกิน ไม่มีข้าวกรอกหม้อแน่ นี่คือความจริงที่เราคนไทยรู้แจ้งเห็นชัดกันทุกคน ว่าประเทศไทยเรามันมีปีศาจ..ที่หิวกระหาย..กินไม่เลือก สิ่งเดียวมันไม่แตะคือ....อักษร ข.

แดงสุรินทร์แตกคอซัดกันแหลก

ที่มา uddred

โพสท์ทูเดย์ 29 กันยายน 2555 >>>


แดงสุรินทร์แตกคอถล่มเดือด "เทพพนม" เป็นได้แค่ม็อบรับจ้าง ด้าน เทพพนม จองกฐิน ลั่นเจอจัดหนักแน่

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุรินทร์ จำกัด ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน "วาระคนอีสาน คนสุรินทร์ กินปลาร้าสุก” มี จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ว่าที่ ร.ต.สุริยะศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล ประธาน นปช.สุรินทร์ พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมให้การต้อนรับ จากนั้น จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงสุรินทร์ที่นายเทพพนม นามลี อ้างตัวเองว่าเป็น ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อกดดันให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลาออกจากตำแหน่งจากกรณีที่ ปปช. ชี้มูลความผิด คดีการจัดซื้อที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ขอแจ้งให้พี่น้องคนเสื้อแดงทราบว่านายเทพพนม เป็นคนไม่มีอุดมการณ์ แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง เป็นม็อบรับจ้าง ขณะนี้ศาลจังหวัดรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้มีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จากคดีเทข้าวเปลือกปิดถนนประท้วงที่บริเวณสี่แยกอ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ขอให้นายเทพพนมเตรียมตัวเข้าคุกได้เลย ถ้านายเทพพนมไปแอบอ้างว่าเป็นประธาน นปช.สุรินทร์ ข่มขู่เพื่อตบทรัพย์ ขอให้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีได้เลย อย่าปล่อยให้คนชั่วอาศัยคราบคนเสื้อแดงหากินได้ลอยนวลอีกต่อไป
ด้าน ว่าที่ ร.ต.สุริยะศักดิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ของ นปช.สุรินทร์ ว่า สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 55 มีกลุ่มบุคคลหนึ่งได้แอบอ้างว่าเป็น นปช.สุรินทร์ เดินทางเข้า กรุงเทพ เพื่อเข้ายื่นหนังสือ ขอให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อ กกต. ซึ่งเรื่องดังกล่าว ทาง นปช.แดงสุรินทร์ ทราบข่าวว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าว นำโดยนายเทพพนม นามลี ผู้นี้เป็นกลุ่มม็อบรับจ้าง ไม่มีตำแหน่งใดๆใน นปช.สุรินทร์ และรับงานการเมือง ฝ่ายตรงข้ามของพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย เพื่อจะได้หาทางให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง โดยมีการตกลงรับจ้าง กลุ่มดังกล่าว นำพามวลชน เดินทางไปที่ กกต. กรุงเทพฯ ทางกลุ่ม นปช.แดงสุรินทร์ ขอแถลงการณ์รวมกันว่า มิได้มีส่วนร่วมกับกลุ่มดังกล่าว เพราะกลุ่มเทพพนม มิใช่คนเสื้อแดง เพราะที่ผ่านมาก็เคยออกรายการ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนเกี่ยวกับ นปช.ส่วนกลาง แต่ก็กลับคำพูดตนเองขึ้นมา ไปเปิดสำนักงาน นปช.แดงสุรินทร์ อีก ที่ผ่านมานายเทพพนม นามลี ก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับทางจ.สุรินทร์มาตลอด
จากนั้นกลุ่มคนเสื้อ แดงประมาณ 100 คนได้เดินทางมาที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน นปช.แดงสุรินทร์ อยู่ตรงข้าม กองกำกับการตำรวจภูธรจ.สุรินทร์ ถ.หลักเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ของนายเทพพนม นามลี ซึ่งมีนายธีรสิทธ์ แก้วขาว อ้างตนเองว่าเป็นประธานที่ปรึกษา นปช.แดงสุรินทร์ อยู่เฝ้าสำนักงานแต่เพียงผู้เดียว นายธีรสิทธิ์ กล่าวว่า ทราบจากกระแสข่าวว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม แดงอมน้ำเงิน อมเหลือง แดงหลากสี มาเยี่ยมสำนักงาน ตนยินดีต้อนรับแต่ถ้าหากว่าการมาเยี่ยมนำพวงหรีดมาด้วยตามกระแสข่าว ตนจะนำหรีดส่งต่อให้ผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อส่งต่อให้คนบงการเบื้องหลังต่อไป แดงสุรินทร์ ของพวกตน ก่อตั้งสมัยไปรับ พ.ตท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 55 เวลา 21.35 น. แต่งตั้งเรียบร้อย ซึ่งมีนายยงยุทธ ติยไพรัตน์เป็นที่ปรึกษามาโดยตลอด จนดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานแรลลี่ช่องจอม-เสียมราฐ เดินทางเข้ารดน้ำดำหัวและอวยพรปีใหม่ไทยให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนแล้วเสร็จ จนคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน รู้จักเทพพนม นามลี และกลุ่ม นปช.แดงสุรินทร์ ทำกิจกรรมทางการเมืองเชิงประจักตลอดมา
ทั้งนี้หลังคนเสื้อแดงที่นำโดยว่า ที่ ร.ต.สุริยะศักดิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ของ นปช. ได้อ่านแถลงการณ์ด้านหน้าสำนัก นปช.แดงสุรินทร์ ของนายเทพพนม เสร็จแล้วได้ติดประกาศแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวไว้ที่กระจกหน้าสำนักงานและทำ การปราศรัยกล่าวโจมตีพฤติกรรมของนายเทพพนม กว่าชั่วโมง เป็นเหตุให้การจราจรเมืองสุรินทร์ติดขัดอย่างหนัก ก่อนแยกย้ายกลับบ้านอย่างสงบ
ด้านนายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขอบคุณทุกคนที่มาชุมนมประท้วงและอ่านแถลงการณ์งี่เง่าหน้าสำนักงานของตน ทำให้คนทั่วประเทศรู้ว่าตนมีความสำคัญและความสามารถ ในการก่อม็อบเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้เดือดร้อน ต่างจากจ่าประสิทธิ์ ไชยศีรษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ที่เป็นคนเนรคุณเคยให้ตนเป็นคนนำม็อบจากสุรินทร์เข้ากรุงเทพ เพื่อกดดันพรรคเพื่อไทยให้ส่งตัวเองลงสมัคร ส.ส.สุรินทร์ เบี้ยเลี้ยงและค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะให้ตนนำไปให้ม็อบที่ร่วมเดินทางในครั้ง นั้น กว่า 2 ปีแล้วก็ยังไม่จ่ายแม้แต่สลึงเดียว การประท้วงตนในวันนี้ถือว่าเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย และใครจะปลดป้ายสำนักงาน นปช.แดงสุรินทร์ไม่ว่ากันอยู่แล้วแต่ขอให้รู้ว่าตนขอจองกฐินจ่าประสิทธิและ พวกที่มาในวันนี้ อย่าให้เจอก็แล้วกัน จะจัดหนักให้ ทั้งนี้จะเรียกประชุมคนเสื้อแดงภาคอีสาน สาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์นี้เพื่อกำหนดบทบาทในการเคลื่อนไหวในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างแท้จริง หลัง นปช.แดงทั้งแผ่นดินภายใต้การนำของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. แปลงร่างเป็นอำมาตย์เสียเอง

Friday, September 28, 2012

ยงยุทธแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ รมว มหาดไทย 28 9 55

ที่มา



มิเชล มาสส์ พยานคดีสลายม็อบ98ศพ..."ผมไม่เห็นชายชุดดำในบริเวณนั้นเลย"

ที่มา มติชน



ข่าวสด สัมภาษณ์พิเศษ 28 ก.ย. 2555




"...ผมไม่เห็นชายชุดดำในบริเวณนั้นเลย

ทิศทางกระสุนที่ยิงมาที่ผมก็มาจากฝั่งทหาร"


การสอบสวนในคดี 98 ศพ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ คืบหน้าตามลำดับ



ล่าสุด ดีเอสไอเชิญ นายมิเชล มาสส์ ผู้ สื่อข่าวชาวเนเธอร์แลนด์ สังกัดหนังสือพิมพ์โฟล์กส์แรนต์ และเรดิโอเวิลด์ไวด์ วิทยุเนเธอร์แลนด์ ที่ถูกยิงในเหตุการณ์ดังกล่าวมาให้ข้อมูล



หลังให้ปากคำกับดีเอสไอ นายมิเชล มาสส์ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค.2553 และความรู้สึกกับน.ส.พ. ข่าวสด ไว้ดังนี้



การมาให้ปากคำได้รับการประสานจากฝ่ายไหน


ตอน แรกสถานทูตเนเธอร์แลนด์ติดต่อมาที่ผมว่ามีการเยียวยาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ ให้ลองทำเรื่องเสนอมา ตอนแรกผมคิดว่าส่งๆ ไปคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าได้รับการติดต่อจากสถานทูตและดีเอสไอ นอกจากนี้ ยังได้รับการประสานจาก น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก อีกทางหนึ่ง



ดี เอสไอพบจากไฟล์ว่าผมเป็นอีกคนที่ถูกยิงในจุดเดียวกับฟาบิโอ และผมยังมีหัวกระสุนเก็บไว้ด้วย ดีเอสไอเลยเห็นว่าผมน่าจะมีประโยชน์ต่อคดีฟาบิโอ ผมก็ยินดีที่จะมาให้การเพราะสัญญากับน้องสาวฟาบิโอไว้ จึงยินดีมาทำให้เกิดความกระจ่างตามที่สัญญา



ที่จริงก่อน หน้านี้ผมเคยให้การกับดีเอสไอไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนเดือน พ.ค. 2554 จากนั้นเรื่องก็เงียบไปเลย กระทั่งมีการเชิญมาให้ข้อมูลครั้งนี้



การให้ข้อมูลแล้วเป็นอย่างไรบ้าง


เจ้า หน้าที่ฝ่ายสอบสวนได้ลำดับเหตุการณ์ให้ผมฟังและถามว่าเป็นอย่างที่เล่ามา หรือไม่ เจ้าหน้าที่ลำดับเหตุการณ์และสอบถามอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อต้องการให้แน่ใจว่ารายละเอียดทุกจุดถูกต้อง



ผมว่าดีที่เจ้าหน้าที่มาลำดับเหตุการณ์ใหม่ให้ฟัง เพราะเป็นการช่วยรื้อฟื้นความจำเนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมา 2 ปีแล้ว



แล้ววันที่ 19 พ.ค. 2553 เกิดอะไรขึ้น


ตอน นั้นผมพักอยู่ที่โรงแรมย่านประตูน้ำ คืนวันก่อนหน้าวันที่ 19 พ.ค. เหตุการณ์ค่อนข้างสงบ จนผมคิดว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรอีกแล้ว น่าจะสงบแล้ว ผมยังโทร.บอกภรรยาที่อินโดนีเซีย ว่าวันที่ 19 พ.ค. ผมจะกลับบ้านแล้ว



แต่พอเช้าตรู่วันที่ 19 พ.ค. ผมเปิดทีวีเห็นข่าวทหารบุกเข้ามายังแนวป้องกันที่ลุมพินี ผมจึงเดินผ่านค่ายผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ไปดูเหตุการณ์



พบ ผู้ชุมนุมบางส่วนจับกลุ่มดูความเคลื่อนไหวของทหารจากทีวี ขณะที่ส่วนใหญ่แห่กันไปที่ราชดำริเพื่อผนึกกำลังเป็นแนวป้องกัน เพราะทราบข่าวว่าทหารกำลังจะมา ผมจึงตามไปด้วยและมาถูกยิงที่หน้าตึก 185 ราชดำริ



มั่นใจใช่หรือไม่ว่าถูกทหารยิง


ค่อน ข้างมั่นใจ เพราะผมไม่เห็นชายชุดดำในบริเวณนั้นเลย ทิศทางกระสุนที่ยิงมาที่ผมก็มาจากฝั่งทหาร กระสุนปืนจากบาดแผลก็เป็นกระสุนเอ็ม 16



คาดคิดหรือไม่ว่าจะถูกยิง


ไม่ เลย เพราะคิดอยู่เสมอว่าหากทหารจะทำอะไรก็จะเตือนประชาชนและผู้สื่อข่าวที่อยู่ ในเหตุการณ์ก่อน ทหารจะใช้โทรโข่งแจ้งเตือนก่อน และคิดว่าหากจะยิงก็คงยิงขึ้นฟ้า ผมคงมองแง่ดีเกินไป



วินาที แรกที่ถูกยิงจากด้านหลังผมยังคิดว่าเป็นกระสุนยางที่ยิงมาถูกผม ฉะนั้นกรณีของผมจึงเป็นบทเรียนสำหรับนักข่าวเหมือนกันว่าในสถานการณ์ความ วุ่นวายคุณไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น



รู้สึกอย่างไรบ้างที่กลายเป็นข่าวเสียเอง


รู้สึก แปลกมาก เพราะตอนแรกตั้งใจจะมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอเท่านั้น ผมตั้งใจมาบอกว่าเห็นอะไร รู้สึกอะไร แต่พอมาถึงตกใจที่มีสื่อมวลชนจำนวนมากสนใจมาทำข่าว ซึ่งผมไม่รู้มาก่อนว่ามีความสนใจในหมู่ประชาชนมากขนาดนี้



ที่ จริงผมไม่สบายใจที่ตัวเองกลายเป็นข่าวไปด้วยเพราะกลัวจะถูกนำไปโยงกับการ เมือง เพราะที่เมืองไทยยังมีการนำประเด็นการสลายการชุมนุมมาโจมตีกันเพื่อหวังผล ทางการเมือง



คิดอย่างไรต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทย


เป็นเรื่องที่พูดยาก เป็นเรื่องของอำนาจและเป็นเรื่องของความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจต่อการเลือกปฏิบัติต่อเขา



เรื่อง นี้มันไม่ใช่ขาว หรือดำ ผมเข้าใจว่าสังคมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยก็จะมีเรื่องอย่าง นี้ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างเก่ากับใหม่



ที่ผมกังวลคือ ผมตกใจมากที่ความขัดแย้งนี้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมด้วยอย่างรุนแรง และสองฝ่ายไม่พร้อมจะใช้การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา หากยังไม่ใช้การเจรจาเรื่องก็ไม่จบ



การทำหน้าที่นักข่าวก่อนหน้านี้เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนหรือไม่

ไม่ เลย นี่เป็นครั้งแรกระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นนักข่าว ทั้งๆ ที่ผมเคยไปทำข่าวในจุดที่อันตรายกว่านี้ เช่น ข่าวสงครามกลางเมืองที่โคโซโว



อย่างไรก็ตามแม้จะถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ผมก็ยังโชคดีเพราะเพิ่งทราบจากแพทย์ภายหลังว่ากระสุนเฉียดปอดไปเพียง 3 ม.ม.



ดัง นั้นแทนที่จะมานั่งเสียใจ หรือรู้สึกไม่ดีที่ถูกยิงก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ตาย และไม่อยากคิดมากเพราะรู้มาว่ามีนักข่าวคนหนึ่งถูกยิงเหมือนกัน



เหตุการณ์ครั้งนี้จะยังอยากเป็นนักข่าวอยู่หรือไม่


ถึง เจออย่างนี้ก็ยังจะเป็นนักข่าวอยู่ เพียงแต่ต่อไปนี้ก็จะระมัดระวังให้มากขึ้น ผมเป็นนักข่าวมาตั้งแต่อายุ 19 ปี ไม่เคยคิดว่าจะเลิกเป็นนักข่าว ผมชอบอาชีพนี้ เพราะทำให้ตัวเองได้เห็น ได้พบผู้คน ได้เจอเหตุการณ์ที่น่าสนใจ



ประจำอยู่ที่ไหนและมาทำข่าวในเมืองไทยนานแค่ไหน


ผม ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่อินโดนีเซียเป็นหลัก แต่เป็นนักข่าวของสำนักข่าว DE VOLKSKRANT ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผมมาถึงเมืองไทยเมื่อวันที่ 25 ก.ย. จะเดินทางกลับเช้าวันที่ 27 ก.ย.นี้



มารายงานข่าวในเมือง ไทยตั้งแต่ปี 2546 ผมอยู่มาตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกฯ ได้ทำข่าวตอนรัฐประหารด้วย นอกจากนี้ ยังเคยทำข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงที่ภาคใต้

ด่วน ! ศาลปล่อยตัวเจ๋งดอกจิกแล้ว

ที่มา uddred

 ทีมข่าว นปช.
28 กันยายน 2555




วันนี้ (28 กันยายน 2555 ) ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งการขอปล่อยตัวชั่วคราว ของเจ๋ง ดอกจิก แกนนำ นปช. ศาลมีคำสั่งอนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว ระบุเห็นว่าสำนึกผิดแล้ว

จับตา'ยงยุทธ'ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

ที่มา Voice TV

จับตา'ยงยุทธ'ประกาศลาออกจากตำแหน่ง


จับตา "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" เตรียมประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะปมอัลไพน์ วันนี้ หลังจากนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งด่วน

หลังจากที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับแรงกดดันจากหลายฝ่าย จากกรณี ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ มาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อมาถึง นายยงยุทธ เพื่อประสานงานให้ลาออกจากตำแหน่ง จึงทำให้เราต้องมาเกาะติดกันตลอดทั้งวัน ว่า วันนี้ นายยงยุทธ จะแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าวหรือไม่


Source : INNnews

28 กันยายน 2555 เวลา 08:38 น.

สะท้อนย้อนคิดฯ ที่เชียงใหม่: จินตนาการใหม่ทางมานุษยวิทยา

ที่มา ประชาไท

 
ช่วงหนึ่งจากเสวนา "จินตนาการใหม่ทางมานุษยวิทยา" ในงานประชุม "สะท้อนย้อนคิดสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเชียงใหม่"  ยศ สันตสมบัติ เสนอจินตนาการใหม่ต้องการหลักการใหม่ - กรอบกติกาใหม่ที่พร้อมให้คนสามารถสร้างทางเลือกใหม่ในชีวิต ความคิด และการจัดองค์การสังคม
21 ก.ย. 2555 ณ ห้องประชุมชั้น 2 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางภาควิชาสังคมวิทยามานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และสำนักพิมพ์คบไฟ จัดการประชุมวิชาการ "สะท้อนย้อนคิดสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเชียงใหม่" โดยมีการเสวนาในหัวข้อ “จินตนาการใหม่ทางมานุษยวิทยา”
มีวิทยากรคือ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ดร.สายพิณ ศุพุทธมงคล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์ และมี ดร.อภิญญา เฟื่องฟูสกุล ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการ


ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ เริ่มอภิปรายโดยเสนอว่ามีสิ่งที่เรียกว่ามานุษวิทยาไทย (Thai Anthropology) โดยนักวิชาการรุ่นหลังๆ มักจะยึดติดกับวิกฤติเชิงอัตลักษณ์ (Identity Crisis) ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง คิดว่าการเอาแนวคิดทฤษฎีฝรั่งมาใช้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แล้วพยายามแสวงหาแนวทางของไทย ซึ่งในความเป็นจริง 50 ปีที่ผ่านมา มานุษยวิทยาไทยมีอะไรเป็นของตัวเองเยอะมาก ในแง่สังคมศาสตร์เราทำงานวิจัย เราสร้างแนวคิด (Concept) เยอะมาก สมัยตนเรียนปริญญาตรี เวลาคนพูดถึงมานุษยวิทยาคลาสสิก คนมักจะพูดถึงพระยาอนุมานราชธน แต่ตนกลับคิดว่างานคลาสสิกของมานุษยวิทยาจริงๆ คือ “โฉมหน้าศักดินาไทย” (โดยจิตร ภูมิศักดิ์) ซึ่งได้ปรับ Concept แล้วเอามาใช้ในบริบทของสังคมไทย
สิ่งที่เราเห็นคือมานุษยวิทยาไทยมันบรรลุวุฒิภาวะ ถึงระดับที่มันมี Dialogue กับโลก สมัยก่อนฝรั่งมาทำวิจัยเมืองไทย คนไทยเป็นผู้ช่วยวิจัย เดี๋ยวนี้เรานั่งเถียงกับฝรั่งตลอดเวลา ไม่ใช่การพูดข้างเดียวแล้ว ดังนั้นวิกฤติอัตลักษณ์จึงเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเอง นอกจากนั้นเรามีภาควิชาเกิน 10 มหาวิทยาลัย มีแหล่งที่สอนสังคมวิทยามานุษยวิทยาเยอะมาก แล้วแต่ละแห่งก็มีจุดแข็งในตัวเอง เรามีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่ทำให้มานุษยวิทยาไทยเติบโตเยอะมาก มีงานประชุมประจำปีทุกปี มีการนำเสนองานวิจัยใหม่ๆ ตลอด สิ่งที่เรียกว่ามานุษยวิทยาไทยจึงเกิดและดำรงอยู่
ส่วนที่สำคัญคือภาษาของมานุษยวิทยาได้ถูกใช้โดยคนทั่วไป ซึ่งหมายความว่ามันขายได้ เช่น เรื่องการเปิดพื้นที่, สิทธิชุมชน ชาวบ้านก็พูด ทั้งที่เป็นแนวคิดชั้นสูงในทางมานุษยวิทยา การที่แนวคิดมันถูกนำไปใช้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเนื้อหาของวิชาการมันไปรับใช้ สังคม คนสามารถเอามันไปใช้ ไม่ใช่เฉพาะนักวิชาการ
แต่ทั้งนี้เราไม่ควรคิดถึงมานุษยวิทยาในแง่แยกออกเด็ดขาดจากวิชาอื่นๆ เช่น รัฐศาสตร์,ประวัติศาสตร์, จิตวิทยา, ภูมิศาสตร์ เป็นต้น มันไปด้วยกัน สังคมไทยเป็นสังคมที่บางครั้งมักจะขีดอาณาจักรของตัวเอง แม้แต่ในภาคเดียวกันก็แยก ซึ่งเป็นการคิดแคบ สมัยปี 1980 ที่ตนเรียนมีบทความของ Clifford Geertz ชื่อ “Blurred Genres” พูดถึงว่าสาขาวิชา (Discipline) ต่างๆ ในโลก ว่าพรมแดนมันเริ่มเบลอ พร่ามัว ฉะนั้นวิธีคิดแบบ Trans-discipline มันเข้ามาแทนที่การแยกสาขาวิชา แต่ไม่ได้หมายความว่าสาขาวิชาไม่จำเป็น แต่สาขาวิชามันจะต้องมองออกไปว่าใครคนอื่นเขาทำอะไรบ้าง  ในต่างประเทศมันเปลี่ยนสาขากันเป็นว่าเล่น พรมแดนทางวิชาการมันพร่ามัว แต่มันทำให้จินตนาการมันแจ่มชัดขึ้น เป็นเหมือน paradox เพราะพอสาขาวิชามันเบลอ จินตนาการมันชัด

ยศกล่าวต่อว่าเมื่อพูดถึง “จินตนาการ” ตนก็กลับไปหางานของ C.Wright Mills เป็นนักสังคมวิทยาในอเมริกา เขียนเรื่อง “จินตนาการทางสังคมวิทยา” [Sociological Imagination (1959)] อธิบายว่าจินตนาการคืออะไร เขาบอกว่ามันคือการตั้งคำถาม เพื่อทำความเข้าใจต่อความเคลื่อนไหวของสังคมโลก แล้วเอาจินตนาการนั้นมาทำความเข้าใจตัวเอง ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ในกระแสโลกปัจจุบัน และจินตนาการเป็นพลังที่จะปลดเปลื้องโซ่ตรวนทางความคิด เพราะโลกทำให้เรายึดติดกับความเจริญทางวัตถุ  Mills ซึ่งเป็นมาร์กซิสต์ที่ไม่ได้รับการยอมรับในอเมริกา ก็จะพูดถึง Emancipation โดยเชื่อว่าเราต้องทะลวงโซ่ตรวนเพื่อไปสู่เสรีภาพ โดยการใช้จินตนาการ สำหรับ Mills การตั้งคำถามคือพลังเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความไม่รู้และความประมาท ไปสู่เสรีภาพที่จะกำหนดชะตาชีวิตตนเอง

นอกจากนั้น จินตนาการยังมีบริบทของมัน ในทางมานุษยวิทยาจินตนาการเกิดขึ้นในคลื่นความคิด 3 ระลอกด้วยกัน ระลอกแรกคือเศรษฐศาสตร์การเมือง ระลอกสองประมาณปี 80 ขึ้นไป อเมริกาเข้าสู่วิกฤติของความคิด แล้วเกิดสกุลต่างๆ เช่น Cultural Critique, Writing Culture, Post Modernism ระลอกที่สามก็คือทุนนิยมยุคหลัง หรือ Globalization, Tran-Nationalism  บริบทที่เปลี่ยน ทำให้จินตนาการทางสังคมเปลี่ยน คนก็ต้องพยายามวิ่งตามบริบทที่เปลี่ยน เพื่อทำความเข้าใจ

ยศเสนอว่าสามารถแยกจินตนาการออกเป็นมิติต่างๆ 6 ระดับ ได้แก่ ระดับแรกคือชื่อของงาน “สะท้อนย้อนคิด” (Reflexivities) หรือไปอีกขั้นคือการวิจารณ์วัฒนธรรม  มิติที่สองคือการทำลายมายาคติ เปิดโปงสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นมันว่างเปล่า หรือไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจความเป็นจริง  มิติที่สามคือการเปิดพื้นที่ โยงไปถึงเรื่องตัวตน อัตลักษณ์ทางสังคม ทางชาติพันธุ์  มิติที่สี่คือเรื่องการสร้างความเข้าใจ มานุษยวิทยามีหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจ ให้มนุษย์มันเข้าใจกัน ให้คนเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  มิติที่ห้าคือสร้างหรือนำเสนอทางเลือกเชิงโยบาย และมิติสุดท้ายคือการนำเสนอหลักการหรือวิธีคิดใหม่ ซึ่งยังทำกันค่อนข้างน้อย
จุดแข็งของมานุษยวิทยา คือการพยายามสร้างเสียงให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งเวลาที่เขาพูดเองไม่ค่อยมีคนฟัง จินตนาการเก่าที่ทำกันมา 30 ปี ก็คือเราก็พูดวิพากษ์ปัญหาการพัฒนา พูดถึงการพัฒนาที่เหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองชนบท พูดถึงอุตสาหกรรม พูดถึงการดูดซับทรัพยากรของกทม. พูดถึงเกษตรชนบทล้มละลาย การเปลี่ยนมือของที่ดิน จนกระทั่งเราพูดถึงการเปลี่ยนองค์กร เช่น ภาคเหนือองค์กรเหมืองฝายมันเข้มแข็ง เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว จะเอาอะไรมาแทน จะสร้างองค์กรอย่างไร เป็นจินตนาการที่จะต้องคิดกันต่อไป

ส่วนสิ่ง ที่เป็นจินตนาการในปัจจุบัน อาจจะไม่ใหม่ ก็คือปัญหาของโลกมันบีบคั้นเข้ามา การว่างงานในยุโรป-สหรัฐ จีนก็ขยายอิทธิพลในอาเซียน ประสิทธิภาพการแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจโลก ในบ้านเราปัญหาก็ยังอยู่ ทั้งการแย่งชิงทรัพยากรดินน้ำป่า ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น เรามีระบบจัดการทรัพยากรที่ยังคงป่าเถื่อนล้าหลัง เรามีสื่อที่ไม่มีเสรีภาพ เรามีระบบกฎหมายที่ล้าหลัง
จินตนาการอีกส่วนที่ยังไม่ค่อยมี อ.อานันท์ (กาญจนพันธุ์) ใช้คำว่า Invisible People คือคนชั้นล่างที่เคยเป็นเกษตรกรมาก่อน พอเปลี่ยนไม่ทำการเกษตรแล้ว เราเริ่มมองไม่เห็น ประเด็นคือเราต้องทำความเข้าใจสังคมชนบทแบบใหม่ ซึ่งมันเปลี่ยนเยอะมาก ชนชั้นมันซับซ้อนหลากหลายมากขึ้น ชนชั้นกลางเราก็ยังไม่รู้จัก ชนชั้นที่ไม่ใช่ชั้นกลางก็ยิ่งไม่รู้จัก หรือชนชั้นผู้ประกอบการที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งไม่ใช่ตาสีตาสา แต่เป็นคนที่สนใจการเมือง สนใจนโยบาย พยายามรักษาผลประโยชน์ของเขา เราอาจจะต้องสร้างจินตนาการใหม่ๆ ที่พูดถึงคนเหล่านี้
ยศเสนอต่อไปว่าการเมืองก็ไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม ต้องใช้จินตนาการมาก การบริหารจัดการสังคมไทยอาจต้องปฏิรูปใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบการเมือง ตุลาการ สถาบันพระมหากษัตริย์ ระบบราชการ ประเด็นที่ตนคิดว่าอาจต้องใช้จินตนาการมากที่สุดก็คือเรื่องของอำนาจนำ (Hegemony) ตั้งแต่น้ำท่วมปีที่แล้ว เห็นชัดว่าไม่มีใครฟังใครอีกแล้ว อย่างเรื่องรื้อบิ๊กแบ็ค สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจนำมันล้มเหลว ที่มันลึกกว่านั้นคือคนมันไม่คุยกัน ไม่มีเวทีจะพูดคุย จะทำอะไรจึงต้องปิดถนน นำไปสู่ความรุนแรง อำนาจนำแบบเดิมๆ ตั้งแต่นาฏรัฐ รัฐราชการ ไปถึงการปฏิวัติของทหาร มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทหารจะปฏิวัติก็ได้ แต่ปฏิวัติแล้วคุณจะทำอะไร ทหารก็เข้าใจ แต่บางครั้งโดนสั่งมาก็ทำ

จินตนาการ ใหม่นี้ต้องพูดถึงเรื่องการนำเสนอหลักการใหม่ เพราะสังคมตอนนี้ต้องการหลักการใหม่ ต้องการกรอบกติกาใหม่ กติกาที่พร้อมให้คนสามารถสร้างทางเลือกใหม่ในชีวิต ทางเลือกในทางความคิด ซึ่งสังคมไทยอับจนมาก จะพูดอะไรก็ต้องระวัง และทางเลือกในการจัดองค์การสังคม รวมทั้งทางเลือกในการบริหารจัดการความขัดแย้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยจินตนาการทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วจินตนาการทางสังคมจำเป็นต้องมองในทุกมิติทุกสังคม ตั้งแต่ระดับเล็กไปถึงระดับใหญ่


ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล กล่าวถึงหนังสือ “จินตนาการทางมานุษยวิทยา แล้วย้อนมองสังคมไทย” ของอานันท์ กาญจนพันธุ์ โดยจะหยิบยกสามเรื่องจากหนังสือมาสนทนา และคิดต่อหรือจินตนาการต่อ ได้แก่เรื่องความซ้อน เรื่องพื้นที่ความรู้ และเรื่องจินตนาการ
ประเด็นแรกเรื่องความซ้อน ในหนังสือเล่มนี้ มีการใช้คำว่า “ซ้อน” หลายรูปแบบ เช่น ซับซ้อน เชิงซ้อน กลไกเชิงซ้อน วิธีคิดเชิงซ้อน ทีนี้การซ้อนแปลว่าอะไร เท่าที่อ่านอย่างน้อยถูกใช้ในสามด้าน ด้านแรกคือใช้เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์ในโลกปัจจุบัน โดยปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนนี้อาจแบ่งได้สามแบบ แบบแรกคล้ายๆ ขนมชั้น คือมีหลายสิ่งในบริเวณเดียวกัน แต่อาจจะไม่ขัดแย้งกัน เช่น วัฒนธรรมลูกผสม หรืออัตลักษณ์ แบบที่สองใช้ในกรณีที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายๆ ทิศทางในบริเวณเดียวกัน เช่น การกล่าวถึงพื้นที่ชนบท ที่มีทั้งคนชนบทออกมาในเมือง คนในเมืองกลับไปทำเกษตรในชนบท แบบที่สามคือเรื่องการอ้างสิทธิในพื้นที่เดียวกัน เช่นในป่า รัฐบาลก็จะอ้างสิทธิว่าเป็นอุทยานฯ เป็นสมบัติของชาติ ขณะชาวบ้านที่อยู่มาก่อนก็อ้างสิทธิการอยู่อาศัยมาก่อน วิธีที่ใช้ป่าก็มีความแตกต่างกัน ขณะที่รัฐมองว่าคนอยู่กับป่าไม่ได้ ชาวบ้านมองว่าอยู่ได้
ด้านที่สองคือซ้อนในฐานะที่เป็นวิธีคิด แต่ในหนังสือก็ไม่ได้นิยามว่าวิธีคิดเชิงซ้อนเป็นอย่างไร แต่นิยามในเชิงตรงข้าม คือนิยามว่าวิธีคิดแบบไหนไม่เอา ซึ่งมีสองแบบ หนึ่ง ก็คือไม่ยึดกรอบเดี่ยว และสองคือไม่ติดกับคู่ตรงข้าม มีข้อสังเกตว่าถ้ามองว่าปรากฏการณ์ในโลกปัจจุบันมันมีความซ้อน ทำให้นึกถึงคำที่เคยได้ยิน คือคำว่า Multiple-relationship คล้ายๆ ความสัมพันธ์เชิงซ้อนของอานันท์ แต่เขาพูดถึงสังคมโบราณมาก ที่พูดถึงความสัมพันธ์ของผู้ชายคนหนึ่งกับลูก มันก็เป็นทั้งพ่อ-ลูก, คนที่สอนการล่าสัตว์, สอนการเลี้ยงวัว, เป็นคนทำพิธี, เป็นผู้ปกครอง มันมีหลายมิติซ้อนอยู่ในความสัมพันธ์ ดังนั้นมันก็ซ้อนมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว คำถามคือมันซ้อนต่างจากเดิมอย่างไร
ด้านที่สามคือซ้อนในฐานะยุทธศาสตร์หรือกลวิธีที่ผู้เขียนใช้ เช่น กล่าวว่าเรื่องที่เขียนมัน “ซับซ้อนอยู่สักหน่อย” ต้องตั้งใจอ่าน เป็นกลวิธีให้ผู้อ่านเจริญสติ คือต้องอ่านอย่างมีสมาธิ ไอ้ซ้อนๆ ก็กลัวอ่านไม่รู้เรื่อง ดร.ปริตตาได้ยกตัวอย่างถึงทฤษฎี “ไข่มดแดง” ที่อธิบายความซับซ้อนของความสัมพันธ์เรื่องสิทธิ และประเด็นเรื่องเสียงของบุคคลต่างๆ ในการอ้างสิทธิ
เรื่องที่สอง คือเรื่องพื้นที่ความรู้ เท่าที่เข้าใจคือหมายถึงความรู้ทางมานุษยวิทยาจะเกิดหรือถูกสร้างขึ้นมาได้ อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อมันมีปฏิบัติการ จะนั่งอ่านหนังสือหรือไปภาคสนามแล้วเอามาเขียนอย่างเดียว ยังมีข้อจำกัดอยู่ สิ่งที่จะเกิดความรู้อย่างแท้จริง และเป็นความรู้ที่เป็นมรรคผลกับคนที่ด้อยโอกาส จะต้องไปร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมปฏิบัติการ ร่วมรณรงค์ ร่วมต่อสู้ ร่วมหาทางออกด้วย ในกิจกรรมทั้งหมดนี้ บริเวณของการแลกเปลี่ยนกันคือสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่ความรู้” หรือ “พื้นที่สังคม”
ในพื้นที่นี้ ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ทุกคนต้องถอดหัวโขน จะเป็นอาจารย์ เป็นอธิบดี เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ก็จะต้องมาคุยอย่างเท่าเทียมกัน สองคือจะต้องมีการใช้ภาษา ใช้ความรู้ความคิดที่หลากหลาย ไม่ได้ใช้แต่กระแสหลัก ไม่ใช่ภาษาของราชการ ของนักกฎหมาย แต่เป็นภาษาที่มีการแลกเปลี่ยนกัน สามคือมีการตัดสินใจร่วมกัน สี่คือมีการหาทางออกโดยการจัดการอย่างมีส่วนร่วม
ปริตตาเห็นว่าเรายังต้องช่วยบ่มเพาะความคิด คำอธิบายว่าทั้งหมดนี้มันนำไปสู่อะไร นำไปสู่คำอธิบายใหม่ จินตนาการใหม่ หรือไม่ ชนิดของความรู้มานุษยวิทยาใหม่หรือเปล่า หรือทั้งหมดก็ไม่ต่างจากที่เอ็นจีโอทำมาก่อน และทำเก่งกว่าตั้งเยอะ
เรื่องที่สาม คือเรื่องจินตนาการ คำถามคือจินตนาการหน้าตาเป็นอย่างไร มานุษยวิทยาใช้จินตนาการอย่างไร หรือจินตนาการมานุษยวิทยาแตกต่างจากใครต่อใคร เช่น นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน หรือคนทั่วไปอย่างไร ดร.ปริตตากล่าวถึงงานของ C.Wright Mills ซึ่งเสนอว่าจินตนาการทางสังคมวิทยาคือความสามารถในการที่จะเชื่อมโยงข้อเท็จ จริงที่มีปริมาณมากมายมหาศาล ออกมาเป็นภาพบางอย่างว่าโลกเราหน้าตาเป็นอย่างไร มันจะเคลื่อนไปอย่างไร เราเป็นส่วนไหนของโลก มันกำลังเกิดอะไรขึ้นในโลก และมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา
Mills ยังกล่าวถึงยุคสมัยที่อยู่ว่าเป็นยุคของความอึดอัด และไม่อยากจะแยแสกับอะไร ในยุคแบบนี้ ที่ยุคที่เราถูกบดบังท่วมท้นด้วยข้อมูล การจะมีจินตนาการสังคมวิทยา จะต้องมี หนึ่ง ความสามารถในการเปลี่ยนมุมมอง จากมุมหนึ่งไปยังอีกมุม สลับไปมาได้ เห็นความเชื่อมโยงระหว่างมุมมอง สองคือมีวิธีคิดใหม่ๆ สาม Trans-valuation คล้ายๆ คือการสร้างวิธีที่จะข้ามขัดแย้งของคุณค่าต่างๆ สร้างวิธีที่จะหาคุณค่าท่ามกลางความขัดแย้งของคุณค่า และสุดท้ายคือการเชื่อมโยงกับปัญหาความทุกข์ยากของบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัว กับโครงสร้างสังคม ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะ
ช่วงท้าย ปริตตาได้ทดลองเสนอว่าจินตนาการของศิลปิน กับจินตนาการทางมานุษยวิทยามีความใกล้เคียงกัน เวลาศิลปินวาดรูป มันไม่ได้มีภาพชัดๆ มีเป็นคำๆ ทฤษฎี จินตนาการไม่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่ในกระบวนการที่เราปั้น เราวาด เราเขียนแต่ละครั้ง มันเป็นการโต้ตอบระหว่างจินตนาการกับปฏิบัติการ ขณะเดียวกันจินตนาการเป็นการโต้ตอบระหว่างตัวเรากับ subject ที่เราถ่ายทอด จินตนาการจึงมีการโต้ตอบกับหลายๆ สิ่ง ไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์แต่ต้น  แต่สำหรับนักสังคมวิทยา ภารกิจคือการแสดงให้เห็นว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงอะไร กระแสอะไรในโลก แต่มานุษยวิทยาอาจจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองอันนี้ ระหว่างจินตนาการที่ Mills พูดถึงระบบพูดถึงโครงสร้าง ให้ภาพรวมใหญ่ๆ กับจินตนาการของศิลปิน ที่จะเจาะจะดึงเอาความรู้สึกของคนออกมา อย่างมีชีวิต อย่างสะเทือนอารมณ์

ดร.สายพิณ ศุพุทธมงคล กล่าวว่าเมื่ออ่านงานอาจารย์ อานันท์และงานของ C.Wright Mills รู้สึกสองอย่าง คือเรื่องแรก รู้สึกถึงเสียงวิพากษ์ โดยเฉพาะการวิพากษ์ว่าการทำงานสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาที่ผ่านมาและกำลัง เป็นอยู่ ว่ามีปัญหาและข้อจำกัดอย่างไร ในกรณีของ Mills ได้วิพากษ์การวิจัยและเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่งในช่วงที่ Mills เขียนกำลังสถาปนาอำนาจ และในที่สุดเปลี่ยนทิศทางการวิจัยของสังคมวิทยาในอเมริกาให้เป็นในเชิง ปริมาณ
Mills ยังวิจารณ์ทฤษฎี โดยเฉพาะทฤษฎีใหญ่ Grand Theory ทั้งหลาย อันที่หนึ่งคือพวกนี้เขียนทฤษฎีจนไม่มีใครเข้าใจเลยว่าเขียนอะไร เขียนแล้วต้องแปล สองคือมันใหญ่เกินไป General ทั่วไปเกินไป จนมองไม่เห็น ทำให้ไม่รู้ว่าจะทำอะไร พอมาถึงยุคนี้ Grand Theory มันพินาศไปหมดแล้ว ตอนนี้ที่มีคือตลาดของมโนทัศน์ คล้ายๆ ตำราทางวิชาการ มีมโนทัศน์หลากหลายให้หยิบฉวยมาเลือกใช้ มันจะละเอียดเล็กๆ เช่น เรื่อง Identity ของผู้หญิง ของผู้ชาย ของเด็ก ของคนแก่ ของคนชายชอบ ฯลฯ
ยุคสมัยของเรามันจึงไม่ได้อับจนเรื่องทฤษฎี แต่ถูกทฤษฎีมโนทัศน์ท้วมทับ จนไม่รู้จักอะไรอีกต่อไปแล้ว มันอาจจะมาพร้อมบริบท ที่สังคมตอนนี้ถูกมองว่ามัน fragmented-fluid มันซ้อนไปหมด มโนทัศน์ที่เกิดก็เอาไปจับปรากฏการณ์เล็กๆ เหล่านี้ ปัญหาก็คือมันก็จินตนาการอะไรไม่ออก เพราะมันเล็กเกินไปหรือไม่
Mills ยังพูดว่าตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว ที่เป็นเวลาเป็นยุคของความอึดอัด ความเฉยเมย ไม่แยแสว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร เฉื่อยเนือย แต่ขณะเดียวกันคนจำนวนมากก็จะมีอาการรู้สึกกลัดกลุ้ม กระวนกระวาย แต่ไม่เข้าใจว่าไม่พอใจอะไร ปัญหาอันนี้ Mills เห็นว่าทำให้จินตนาการทางสังคมวิทยามีความสำคัญ ถามว่าปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหรือไม่ในบ้านเรา
สายพิณเห็นว่าจากแวดวงเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งนักศึกษานักวิจัยก็จะมีปัญหาแบบนี้ มีลักษณะที่เป็นผลมาจากความเข้าใจโลกว่ามันแตกกระจาย แยกเป็นชิ้นเล็กๆ personal is political เรื่องของคนๆ หนึ่งก็เป็นเรื่องทางการเมือง แต่ไม่ได้ชี้ว่าเรื่องการเมืองก็เป็นประเด็นสาธารณะได้ อะไรที่ขาดไป Mills ก็บอกว่าต้องดูประวัติศาสตร์ ว่าแต่ละยุคสมัยมันมีเงื่อนไขที่ทำให้ชีวิตของเขาเป็นแบบนั้น เช่น จะทำความเข้าใจคนทีไปทำศัลยกรรมเสริมความงาม ก็อาจไม่ใช่แค่ไปฟังเสียงของผู้หญิงหรือผู้ชายที่ไปทำ อาจจะต้องมองบริบททางประวัติศาสตร์ ในโลกยุคนี้แล้วความหมายของศัลยกรรมมันเคลื่อนไปแล้ว หรือการทำศัลยกรรมมันไปเกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคม โครงสร้างทางสังคมอย่างไรบ้าง  ถามว่าจินตนาการคืออะไร มันจึงอาจคือวิธีคิด การคิด การเชื่อมโยง โดย “คิด” อาจฟังดูเป็นวิชาการดูซีเรียส แต่ “จินตนาการ”ฟังดูเหลวๆ ฟุ้งๆ ไม่มีรูป
เรื่องที่สอง โจทย์คล้ายๆ ว่าเราจะไปทางไหนกัน ตอนนี้เราต้องทนกับอะไรบ้าง หลายคนพูดถึงระบบราชการ ที่เป็นปัญหามา หรือระบบประกันคุณภาพการศึกษา TQF ที่พูดถึงกัน เป็นภาวการณ์ที่เราต้องทน คำถามคือเราต้องทำอะไร ก็ต้องสอนหนังสือ และทำวิจัยด้วย เมื่ออ่านหนังสือของอ.อานันท์ ก็พบว่าข้อมูลจำนวนมากที่พูดถึง เป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ในยุคนี้ที่มีข้อเรียกร้องในทางวิชาการ ทางสังคมเยอะแยะ คิดว่าเราคงต้องทำงานด้วยกัน อาจารย์ทั้งสองท่านที่พูดก่อนหน้าก็ทำให้รู้สึกว่างานทางมานุษยวิทยามันไม่ ใช่เรื่องที่เรียนรู้ในห้องเรียน ส่วน Mills เสนอว่าการวิจัยทางสังคมศาสตร์มันเป็นงานฝีมือ ตั้งแต่การได้ข้อมูลมา การค้นหาความรู้ การนำเสนอความรู้ นี่คือสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้ งานมานุษยวิทยาก็น่าจะเป็นแบบนั้น

กรุงเทพโพลล์: สรุปผลงาน ผบ.ตร.คนเก่าและความเชื่อมั่นต่อว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่

ที่มา ประชาไท

 
คนกรุงเทพฯ 68.4% ชี้การทำงานของตำรวจในยุค พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์เป็น ผบ.ตร. ในภาพรวมถือว่า “เห็นผลงาน” ขณะที่ 57.0% เชื่อมั่นต่อว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่จะสร้างความปลอดภัยให้คน กทม.ได้ วอนแก้ปัญหายาเสพติดเป็นอันดับแรก
 
สืบเนื่องจาก ในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เป็นวันครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ของพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “สรุปผลงาน ผบ.ตร.คนเก่าและความเชื่อมั่นต่อว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงวันที่ 20-23 ก.ย.55 ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 1,146 คน พบว่า
 
คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 68.4 เห็นว่าการทำงานของตำรวจไทยในยุค พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์เป็น ผบ.ตร. ในภาพรวมถือว่าเห็นผลงาน ขณะที่ร้อยละ 31.6 ระบุว่าไม่เห็นผลงานเลย โดยด้านที่เห็นผลงานมากที่สุดคือ ด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด แหล่งอบายมุข (ร้อยละ 86.5) รองลงมาคือ ด้านการพิทักษ์สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัติย์ทรงเป็นประมุข (ร้อยละ 80.3) การให้บริการประชาชนอย่างสุภาพ นุ่มนวล เอาใจเขามาใส่ใจเรา (ร้อยละ 69.3) มีเพียงด้านการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชน ร้อยละ 62.5 ระบุว่า “ไม่เห็นผลงานเลย”
           
ส่วนคะแนนความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ผบ.ตร. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.47 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยได้คะแนนด้านการทำงานเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมมากที่สุดเท่ากับ 6.61 คะแนน ขณะที่ได้คะแนนด้านความซื่อสัตย์สุจริตน้อยที่สุดเท่ากับ 6.31 คะแนน
           
ด้านความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพฯ ต่อตำรวจว่าจะสามารถแก้ปัญหาการลักขโมยสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน หากเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. เหมือนปีที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 64.1 ไม่เชื่อมั่นว่าตำรวจจะสามารถแก้ปัญหาได้ ขณะที่ร้อยละ 35.9 เชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้เมื่อถามต่อว่าเชื่อมั่นต่อตำรวจในการแก้ปัญหาบ่อนการพนันในพื้นที่ กรุงเทพฯ มากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานของ ส.ส. ชูวิทย์ กมลวิศฎ์ ร้อยละ 40.7 บอกว่าเชื่อมั่นพอๆกัน ขณะที่ร้อยละ 32.7 บอกว่าเชื่อมั่นชูวิทย์มากกว่า และร้อยละ 26.6 บอกว่าเชื่อมั่นตำรวจมากกว่า
 
นอกจากนี้เมื่อถามว่าปัจจุบันเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด กับการทำงานของตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ร้อยละ 78.6 เชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 21.4 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด
 
เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นผบ.ตร. คนใหม่ ว่าจะสามารถปราบปรามปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้คน กทม.ได้มากน้อยเพียงใด ร้อยละ 57.0 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 43.0 เชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด
 
เมื่อถามต่อว่าเรื่องที่ต้องการให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่ แก้ไขปัญหามากที่สุดอันดับแรกคือ ยาเสพติด (ร้อยละ 33.2) รองลงมาคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (ร้อยละ 22.1)
และปัญหาแวดวงตำรวจเช่น การคอร์รัปชั่น รับส่วย สินบน (ร้อยละ 20.3)
 
รายละเอียดดังต่อไปนี้
 
1. ประเมินผลงานของตำรวจไทยในยุค พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในด้าน
  ต่างๆ ต่อไปนี้
 
ด้าน
เห็นผลงาน
(ร้อยละ)
ไม่เห็นผลงานเลย
(ร้อยละ)
การพิทักษ์สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัติย์ทรงเป็นประมุข
80.3
19.7
การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด แหล่งอบายมุข
86.5
13.5
การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
37.5
62.5
การให้บริการประชาชนอย่างสุภาพ นุ่มนวล เอาใจเขามาใส่ใจเรา
69.3
30.7
เฉลี่ยรวม
68.4
31.6
 
 
2. คะแนนความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ผบ.ตร. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พบว่า
  
ด้าน
คะแนนเต็ม 10
การทำงานเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม
6.61
ความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง
6.58
ความขยันทุ่มเทในการทำงานเพื่อประชาชน
6.54
ความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ
6.32
ความซื่อสัตย์สุจริต
6.31
เฉลี่ยรวม
6.47
 

3. ความเชื่อมั่นต่อตำรวจว่าจะสามารถแก้ปัญหาการลักขโมย สร้างความอุ่นใจให้ประชาชนได้ หากเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. เหมือนปีที่ผ่านมา
   
เชื่อมั่น
ร้อยละ
35.9
ไม่เชื่อมั่น
ร้อยละ
64.1
 
 
4. ความเชื่อมั่นต่อตำรวจในการแก้ปัญหาบ่อนการพนันในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเปรียบเทียบกับ ส.ส. ชูวิทย์ กมลวิศฎ์
 
เชื่อมั่นชูวิทย์มากกว่า
ร้อยละ
32.7
เชื่อมั่นตำรวจมากกว่า
ร้อยละ
26.6
เชื่อมั่นพอๆกัน
ร้อยละ
40.7
 
 
5. ความเชื่อมั่นต่อการทำงานของตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
 
เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด
(โดยแบ่งเป็นมากร้อยละ 19.7 และมากที่สุดร้อยละ 1.7)
ร้อยละ
21.4
 
เชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด
(โดยแบ่งเป็นน้อยร้อยละ 48.3 และน้อยที่สุดร้อยละ 30.3 )
 
ร้อยละ
 
78.6
 
 
6. ความเชื่อมั่นที่มีต่อ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่ว่าจะสามารถปราบปรามปัญหาอาชญากรรม
ยาเสพติด สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้คน กทม.
 
เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด
(โดยแบ่งเป็นมากร้อยละ 6.6 และมากที่สุดร้อยละ 50.4 )
ร้อยละ
57.0
 
เชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด
(โดยแบ่งเป็นน้อยร้อยละ 36.0 และน้อยที่สุดร้อยละ 7.0 )
 
ร้อยละ
 
43.0
 
 
7. เรื่องที่ต้องการให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ว่าที่ ผบ.ตร.คนใหม่ แก้ไขปัญหามากที่สุด (5 อันดับแรก) คือ
  
อันดับ 1 ยาเสพติด
ร้อยละ
33.2
อันดับ 2 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน        
ร้อยละ
22.1
อันดับ 3 ปัญหาแวดวงตำรวจเช่น การคอร์รัปชั่น รับส่วย สินบน
ร้อยละ
20.3
อันดับ 4 ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
ร้อยละ
9.9
อันดับ 5 นักเรียนตีกัน
ร้อยละ
6.0