WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 29, 2012

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียทุ่มงบประมาณปูพรมก่อนเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

 
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียอภิปรายงบประจำปี 56 ตั้งงบไว้ 2.29 ล้านล้านบาท ขาดดุล 4% พร้อมมาตรการอัดฉีดก่อนศึกเลือกตั้ง ทั้งแจกโบนัส ขรก. เพิ่มเบี้ยเลี้ยงทหาร ลดภาษี แจกเงินครัวเรือน-นักเรียน คืนเงิน 1,800 บาทเมื่อซื้อสมาร์ทโฟน ขณะที่หนี้ภาครัฐแตะ 4.57 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์
เย็นวานนี้ (28 ก.ย.) นาจิป ราซัก (Najib Razak) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้แถลงสรุปงบประมาณประจำปี 2013 (พ.ศ. 2556) ที่สภา โดยมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ โดยการอภิปรายดังกล่าวเปรียบเสมือนมาตรวัดความไว้วางใจของรัฐบาล
ทั้งนี้เป็นการแถลงงบประมาณประจำปี ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 13 ที่จะมีการเลือกตั้งภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า หากไม่มีการยุบสภาเสียก่อน โดยในปัจจุบัน นาจิปและพรรคร่วมรัฐบาล "แนวร่วมแห่งชาติ" (Barisan Nasional) ซึ่งครอง 140 ที่นั่งในสภาจาก 222 ที่นั่ง กำลังเผชิญความท้าทายจากพรรคฝ่ายค้าน "ภาคีประชาชน" (Pakatan Rakyat) ซึ่งนำโดยอดีตรองนายกรัฐมนตรีอย่างอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านสามารถเพิ่มที่นั่งได้มากขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการถึง 82 ที่นั่ง และปกครองรัฐบาลท้องถิ่น 4 รัฐจาก 13 รัฐในมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีมาเลย์อ้างประชาชนเลือกมาเป็นรัฐบาล 12 รอบ เป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลทำถูกต้อง
โดยนายกรัฐมนตรีนาจิป ราซัก เริ่มอภิปรายว่า "55 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมาเลเซียให้ความไว้วางใจต่อรัฐบาลเดียวในการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด เราขอขอบคุณในความไว้วางใจนี้ เราจะไม่ทรยศประชาชน ขณะเดียวกันก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่ได้รับอย่างเพิ่มทวี"
รัฐบาลนี้ไม่เคยสัญญาว่าจะให้พระจันทร์ ดวงดาว หรือแกแลกซี่ เราไม่เคยวาดภาพสวยงามที่อยู่บนพื้นฐานของความคิดปรารถนาดี แต่ในฐานะของรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ เรายังคงพูดแต่ความจริงที่อาจไม่น่าพอใจ
"เราไม่เคยชักนำประชาชนด้วยนิยายเหลือเชื่อ ในทางกลับกันเราหาทางออกและความเป็นผู้นำที่ดีให้กับทุกปัญหาที่ประชาชนเผชิญ"
"การบริหารประเทศที่มีความซับซ้อนหลากหลายทางเชื้อชาติอย่างมาเลเซียไม่ ใช่สิ่งง่าย จำเป็นต้องมีความจริงใจและมีปัญญา เพราะคนมาเลเซียมีวิสัยทัศน์มากๆ ในทางข้อเท็จจริง ประชาชนได้ลงมติให้รัฐบาลพรรคเดียวมาเป็นเวลา 12 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1959 (พ.ศ. 2502) เป็นตัวชี้วัดว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง
"ความไว้วางใจที่ดำรงอยู่ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลจะไม่หักสลายไม่ว่าความ หลอกลวงจะแข็งขันอย่างไร ในความปรารถนาดีนี้ งบประมาณที่ข้าพเจ้าจะแจกแจงนี้จะเป็นเหมือนการตอบแทนสำนึกบุญคุณต่อชาว มาเลเซียทั้งมวลที่ได้มอบความไว้วางใจให้กับพวกเรามาเป็นเวลายาวนาน"

ตั้งงบ 2.5 แสนล้านริงกิต ขาดดุลร้อยละ 4 - หนี้ต่อ GDP สูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่าจะใช้งบประมาณในปีงบประมาณ 2556 ทั้งสิ้น 251,600 ล้านริงกิต (2.29 ล้านล้านบาท) ใช้จ่ายมากกว่าปีงบประมาณ 2012 อยู่ 19,600 ล้านริงกิต (1.78 แสนล้านบาท) สำหรับงบประมาณแบ่งเป็นงบประมาณด้านการดำเนินงาน 201,900 ล้านริงกิต และงบประมาณด้านการพัฒนา 49,700 ล้านริงกิต
โดยในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลมาเลเซียพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลง เหลือขาดดุลคิดเป็นร้อยละ 4 ของรายได้ที่จัดเก็บ ซึ่งลดลงร้อยละ 0.5 จากปีนี้ที่ขาดดุลร้อยละ 4.5 และจะพยายามลดไปให้เหลือร้อยละ 3 ในปี 2558
ขณะเดียวกันปีนี้รัฐบาลกลางมาเลเซียมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงสุดนับในช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยมีหนี้สาธารณะอยู่ 502,400 ล้านริงกิต (4.57 ล้านล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 53.7 (ดูอินโฟกราฟิกจาก Malaysiakini ที่นี่)

อันวาร์ อิบราฮิม จวกนายกรัฐมนตรีไม่แตะเรื่องงบประมาณขาดดุลขยายตัว และธุรกิจผูกขาด
ด้านนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน อภิปรายในสภาว่า การประกาศงบประมาณดูเหมือนจะเป็นสิ่งน่าดึงดูดใจ แต่ก็แฝงเรื่องการเลือกตั้งอยู่เป็นส่วนผสมเล็กน้อย ปัญหาพื้นฐานของประเทศก็คือ กลุ่มอุปถัมภ์ที่่ร่ำรวยและครอบครัวสะสมกำไรนับพันล้านริงกิต ผ่านวิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกตรวจสอบ ซึ่งรวมไปถึงการผูกขาดธุรกิจผู้ผลิตพลังงานอิสระ และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยที่เราได้เห็นการประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะประกันผลประโยชน์สาธารณะ ทั่วไปของมาเลเซีย แต่นาจิปก็ล้มเหลวในเรื่องนี้ เขาไม่กล้าหาญที่จะอภิปรายในเรื่องการผูกขาด
นอกจากนี้อันวาร์ อิบราฮิมยังอภิปรายในเรื่องที่นายรัฐมนตรีไม่ได้พิจารณาในเรื่องสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจและงบประมาณขาดดุลที่ขยายตัวมากขึ้นด้วย

กางงบประมาณมาเลเซีย 2013 ผุดมาตรการส่งเสริม – อัดฉีด กระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับงบประมาณประจำปี 2556 ของมาเลเซีย กระทรวงการคลังได้งบประมาณมากที่สุดคือตกราว 4 หมื่นล้านริงกิต รองลงมาคือกระทรวงศึกษาธิการ 3.8 หมื่นล้านริงกิต กระทรวงสาธารณสุข 1.8 หมื่นล้านริงกิต สำนักนายกรัฐมนตรี 1.7 หมื่นล้านริงกิต กระทรวงกลาโหม 1.5 หมื่นล้านริงกิต กระทรวงการศึกษาขั้นสูง 1.3 หมื่นล้านริงกิต กระทรวงมหาดไทย 1 หมื่นล้านริงกิต และกระทรวงอื่นๆ
ในด้านรายละเอียด มีหลายโครงการที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ตั้งงบประมาณ 1 พันล้านริงกิต  เป็นงบพัฒนากิจการ SME กองทุนสำหรับผู้ค้ารายย่อย และรัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนส่วนที่เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 2 ให้กับผู้ที่กู้เงินจากกองทุนกู้ยืมสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่กู้มาในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 ริงกิต
มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ตั้งเป้าให้มีจำนวนนักท่อง เที่ยว 26.8 ล้านคน โดยจะยกเว้นการเก็บภาษี 3 ปีสำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สามารถดึงจำนวนลูกค้าในประเทศ 1,500 คน และมีลูกค้าต่างประเทศ 750 คน

จ่ายเบี้ยเลี้ยง 200 ริงกิตต่อเดือนสำหรับชาวประมง ตั้งงบอุดหนุนการเพาะปลูก
ด้านการเกษตร นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่าเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร รัฐบาลจะจ่ายเบี้ยเลี้ยง 200 ริงกิตต่อเดือนสำหรับชาวประมง และใช้งบประมาณ 2.4 พันล้านริงกิต เพื่อช่วยชาวนาลดต้นทุนในการปลูกข้าว โดยจะจ่ายเงินอุดหนุนพื้นที่เพาะปลูก อุดหนุนค่าปุ๋ย อุดหนุนการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และอุดหนุนราคาข้าว และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง
รัฐบาลมาเลเซียจะยังคงจ่ายอุดหนุนราคาน้ำตาล  0.2  ริงกิตต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 2.5 ริงกิต ในเขตคาบสมุทรมลายา และกิโลกรัมละ 2.6 ริงกิตในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักที่เกาะบอร์เนียว

ตั้งงบปรับปรุงสาธารณูปโภคในโรงเรียน และจ่ายเงินอุดหนุนการปลดระวางรถรับส่งนักเรียนรุ่นเก่า
ด้านการศึกษา ตั้งงบ 1 พันล้านริงกิต เพื่อปรับปรุงสาธารณูปโภคในโรงเรียน งดเว้นภาษี 5 ปี สำหรับผู้ประกอบกิจการโรงเรียนอนุบาล เพิ่มเบี้ยเลี้ยงคิดเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 500 ล้านริงกิต เพื่อพัฒนาครูผู้สอนในวิชาหลักได้แก่ภาษามลายู ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
มีการออกมาตรการปลดระวางรถรับส่งนักเรียนที่มีสภาพเก่า โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่า เนื่องจากห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียนที่โดยสารรถรับส่งนักเรียน ซึ่งรถรับส่งนักเรียนหลายคันอยู่ในสภาพย่ำแย่ ผู้ประกอบการไม่สามารถจ่ายค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น และรถก็หมดอายุการใช้งานแล้ว รัฐบาลจึงจะจ่ายเงินชดเชย 10,000 ริงกิต และจ่ายอุดหนุนดอกเบี้ยร้อยละ 2 สำหรับการกู้เงินเพื่อซื้อรถโรงเรียนขนาดระหว่าง 12 - 18 ที่นั่ง คันใหม่ เพื่อแทนที่รถโรงเรียนคันเก่าที่มีอายุการใช้งาน 25 ปีขึ้นไป
ในด้านส่งเสริมการวิจัย มีการตั้งงบประมาณ 600 ล้านริงกิต เป็นกองทุนวิจัยและการพัฒนาสำหรับมหาวิทยาลัย 5 แห่งโดยมุ่งเน้นเรื่องนาโนเทคโนโลยี วิศวกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีอวกาศ  และออกมาตรการงดเว้นภาษีให้กับการลงทุนเพื่อการวิจัยและการพัฒนา ตั้งงบอุดหนุน 2 พันล้านริงกิตสำหรับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สร้างคลินิกเพิ่ม พัฒนาชนบท ติดตั้งไฟฟ้า ประปาหลายหมื่นครัวเรือน
ด้านการพัฒนาชนบท มีการตั้งงบประมาณ 88 ล้านริงกิตสำหรับการพัฒนาชุมชนชาวโอรัง อัสลี (ชาวซาไก) สร้างแท็งก์น้ำ 40,000 แห่งในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ซึ่งอยู่ห่างไกลบนเกาะบอร์เนียว ติดตั้งไฟฟ้าสำหรับ 19,000 ครัวเรือน และติดตั้งประปา 24,000 ครัวเรือน จะตัดถนนในพื้นที่ชนบทเป็นระยะทางรวม 441 กิโลเมตร
ด้านสาธารณสุข ตั้งงบประมาณ 100 ล้านริงกิต เพื่อปรับปรุงคลินิกของรัฐบาล 350 แห่ง เปิดคลินิก "Klinik 1Malaysia" เพิ่มอีก 70 แห่ง ทำให้มีจำนวนรวมทั่วประเทศเป็น 240 แห่ง
นอกจากนี้จะมีการสร้างศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ 100 แห่ง ภายในปี 2558 ใช้งบประมาณ 150 ล้านริงกิต

ส่งเสริมแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นผู้ประกอบการ และโครงการสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยเพิ่มรายได้
ด้านกิจการส่งเสริมสตรี ครอบครัว และชุมชน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่า จะมีโครงการส่งเสริมแม่เลี้ยงเดี่ยว ให้ปรึกษาและอบรมแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นผู้ประกอบการ ตั้งงบประมาณ 50 ล้านริงกิต สำหรับโครงการธุรกิจออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะสตรี เพื่อใช้ธุรกิจออนไลน์เพิ่มยอดขาย โดยจะให้ทุน 1,000 ริงกิต
ตั้งงบประมาณ 1.2 พันล้านริงกิต ในโครงการ "1Malaysia Welfare Programe" ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสตรี ครอบครัว และชุมชน เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ เด็ก และแรงงานพิการ โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรัง ตั้งงบประมาณ 400 ล้านริงกิตสำหรับโครงการ "1Azam" เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเพิ่มรายได้
นอกจากนี้จะเพิ่มศูนย์ดูแลอีก 6 แห่ง สำหรับผู้สูงอายุ เด็กข้างถนนและผู้ที่ต้องการที่พักชั่วคราว และสร้างโรงพยาบาลที่เมืองอีโปสำหรับผู้ป่วยยากจน

สร้างที่อยู่อาศัยชานเมืองกัวลาลัมเปอร์ 1.23 แสนยูนิต
งบประมาณด้านที่อยู่อาศัย จะสร้างที่อยู่อาศัย 123,000 ยูนิต ในพื้นที่ชานเมืองทางตะวันตกและทางใต้ของกัวลาลัมเปอร์ ส่วนโครงการบ้านหลังแรก ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ขั้นต่ำระหว่าง 3,000 ถึง 5,000 ริงกิต และสำหรับคู่สมรสจะต้องมีรายได้รวมกันไม่เกิน 10,000 ริงกิต โดยจะสามารถซื้อบ้านที่มีราคาไม่เกิน 400,000 ริงกิต
ส่วนภาษีที่อยู่อาศัย ในสองปีแรกจะเก็บร้อยละ 15 ของมูลค่าและ ที่อยู่อาศัยที่ซื้อมาแล้ว 2-5 ปี จะเก็บภาษีร้อยละ 10 ของมูลค่า และไม่มีการเก็บภาษีที่อยู่อาศัยอีกหลังจากซื้อมาแล้ว 5 ปี

ออกซุปเปอร์ประชานิยม แจกเงินช่วยเหลือก่อนเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน  ก็มีมาตรการ “ซุปเปอร์ประชานิยม” ทิ้งทวนก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปที่มาถึง  สำหรับครอบครัวที่มีรายได้รวมกันไม่เกิน 3,000 ริงกิตต่อเดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 500 ริงกิต และสำหรับผู้ที่มีอายุ 21 ขึ้นไป ยังไม่ได้แต่งงาน และมีรายได้ไม่ถึง 2,000 ริงกิตต่อเดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 250 ริงกิต โดยจะจ่ายให้ในต้นปี 2556 โดยมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่านี้ คล้ายกับที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลี เซียน ลุง เน้นย้ำมาตรการช่วยเหลือในถ้อยแถลงเนื่องในวันชาติสิงคโปร์เมื่อ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา (ลิ้งที่เกี่ยวข้อง)
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังออกมาตรการลดค่าโดยสารรถไฟชานเมือง (Komuter) ลงครึ่งราคา สำหรับผู้มีรายได้น้อยกว่า 3,000 ริงกิตต่อเดือน และจ่ายเงินคืน 200 ริงกิต ให้ผู้ที่มีอายุระหว่าง 21 ถึง 30 ปีที่ซื้อโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน และจะตรวจมะเร็งเต้านมฟรีสำหรับสตรีที่อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือคิดเป็นมูลค่า 25,000 ริงกิต

จ่ายโบนัสเดือนครึ่งให้ข้าราชการ เพิ่มเบี้ยเลี้ยงทหาร 200 ริงกิต
โดนมาเลเซีย ประเทศซึ่งมีข้าราชการ 1.4 ล้านคน อันเป็นสัดส่วนข้าราชการต่อประชากรสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแถลงว่าจะมีการจ่ายโบนัสให้กับข้าราชการ 1 เดือนครึ่ง โดยใช้วิธีทยอยจ่าย 3 งวด ได้แก่สิ้นสุดเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา 1 งวด สิ้นเดือนธันวาคม 1 งวด และเดือนมกราคมปีหน้า อีก 1 งวด
สำหรับข้าราชการในกองทัพ จะมีการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงพิเศษสำหรับทหารประจำการเป็นคนละ 200 ริงกิตต่อเดือน มีการตั้งเบี้ยเลี้ยงแบบจ่ายงวดเดียว 1 พันริงกิตต่อรายให้กับทหารผ่านศึกจำนวน 224,000 นาย ที่รับราชการมาแล้ว 21 ปี และจะเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้ทหารกองหนุน จากเดิมชั่วโมงละ 4 ริงกิต เป็นชั่วโมงละ 7.8 ริงกิต  นอกจากนี้มีการตั้งงบประมาณตัดเครื่องแบบใหม่ให้กับหน่วยอาสาสมัครพลเรือน (RELA Corp) 300,000 คน

ออกมาตรการผ่อนคลายทางภาษี คืนภาษี และลดอัตราภาษีลงร้อยละ 1
สำหรับมาตรการภาษี นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความกังวลต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและรายการภาษี ที่ประชาชนต้องจ่าย จึงมีการออกมาตรการผ่อนคลายภาระทางภาษี 20 รายการ และมาตรการคืนภาษี 2 รายการ ซึ่งจะทำให้มีผู้ที่ถึงเกณฑ์จ่ายภาษีอยู่ที่ 1.7 ล้านคน จากจำนวนประชากรวัยทำงานทั้งประเทศ 12 ล้านคน โดยมาตรการสำคัญคือจะลดอัตราภาษีเงินได้ลงร้อยละ 1 สำหรับผู้ต้องจ่ายภาษีเงินได้ระหว่าง 2,500 ริงกิต ถึง 50,000 ริงกิต และมาตรการลดภาษีสำหรับสหกรณ์ ประมาณจะลดลงอยู่ระหว่างร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 7 โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่าจะทำให้สมาชิกสหกรณ์ในประเทศ 7 ล้านคน ได้รับประโยชน์และเป็นส่งเสริมกิจการสหกรณ์

เด็กเล็กได้เงินช่วยเหลือ 100 ริงกิต เด็กโตได้คูปองซื้อหนังสือ 250 ริงกิต และส่วนลดเงินกู้เพื่อการศึกษา
ในด้านการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา จะตั้งงบประมาณ 2.6 พันล้านริงกิต เพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการสำหรับนักเรียน เพื่อเป็นค่าอาหาร ตำราเรียน ค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ดของนักเรียน และตั้งงบประมาณไว้ 540 ล้านริงกิต เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับนักเรียนโรงเรียนประถมและมัธยมทุกคน รายละ 100 ริงกิต หรือจะมีนักเรียน 5.4 ล้านคนทั่วประเทศที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้
นอกจากนี้รัฐบาลจะดำเนินนโยบายบัตรกำนัลสำหรับซื้อหนังสือ "1Malaysia Book Voucher" สำหรับนักเรียนที่เรียนในระดับวิทยาลัยและเตรียมอุดมศึกษา โดยจะเพิ่มมูลค่าของบัตรกำนัลจาก 200 ริงกิต เป็น 250 ริงกิต สำหรับนักเรียน 1.3 ล้านคน หรือคิดเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 325 ล้านริงกิต
ผู้ที่สามารถชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา จากกองทุนการศึกษาขั้นสูงแห่งชาติ (PTPTN) ได้ทั้งหมดที่กู้ยืมมา จะได้รับส่วนลดร้อยละ 20 ของจำนวนที่ต้องชำระ ทั้งนี้จะต้องชำระคืนระหว่างวันที่ 1 ต.ค. นี้ ถึง 30 ก.ย. 56 ส่วนผู้ที่ชำระเงินกู้ยืมอย่างสม่ำเสมอทุกงวดจะได้รับส่วนลดร้อยละ 10

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Dato' Sri Mohd Najib Tun Haji Abdul Razak Perdana Menteri Malaysia, The 2013 Budget Speech, Office of the Prime Minister of Malaysia, 28 September 2012  http://www.pmo.gov.my/?menu=speech&news_id=628&page=1676&speech_cat=2
Anwar: Budget fails to address cronyism, monopolies, 7.59PM Sep 28, 2012, Malaysiakini http://www.malaysiakini.com/news/210235
Budget 2013 at a glace, Azlan Zamhari, Keuk Ser Kuang Keng, Prasadh Michael Rao and Denise Ch'ng, Malaysiakini http://www.malaysiakini.com/news/210177

พระองค์เจ้าหญิงสิริวัณณวรี ติดอันดับ 7 เจ้าหญิงโดดเด่นที่สุดในโลก

ที่มา ประชาไ่ท

 

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงขยับอันดับจากปีแล้วซึ่งอยู่อันดับที่ 9 มาสู่อันดับที่ 7 ในปีนี้จากการสำรวจของ askmen โดยเว็บไซต์ดังกล่าวระบุเหตุผลที่ทรงเป็นเจ้าหญิงมาแรงที่สุดในอันดับ 7 ว่าทรงสำเร็จการศึกษาด้านแฟชั่นและการออกแบบเสื้อผ้าจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ และทรงแสดงพระปรีชาสามารถด้านแฟชั่นผ่านงานแฟชั่นโชว์ที่ปารีส
โดยปีที่ผ่านมา ซึ่งทรงติดอันดับ 9 นั้น askmen ให้เหตุผลว่า   ความทรงเสน่ห์ที่เหนือกว่าการเป็นเจ้าหญิงต่างแดนนั้นก็คือ การที่ทรงเป็นราชวงศ์ที่ครองทรัพย์สินสูงถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ, พระเจ้าหลานเธอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ของไทย ทรงเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จและได้แสดงพระปรีชาสามารถในด้านงานออก แบบทั้งที่ปารีสและกรุงเทพ
สำหรับเจ้าหญิงพระองค์อื่นๆ ที่ติดอันดับในปีนี้ได้แก่
อันดับ 10 ซาร่า ฟิลิป แห่งราชวงศ์อังกฤษ
ทรงเป็นพระธิดาองค์โตของเจ้าหญิงแอน และมาร์ก ฟิลิป ทรงอยู่ในลำดับที่ 14 ในการสืบสันตติวงศ์ อภิเษกสมรสกับไมค์ ทินดัล นักกีฬารักบี้ทีมชาติ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว
อันดับ 9. เจ้าหญิงโซนัม เดเชน วังชุก แห่งภูฏาน
30 ชันษา, ทรงสมบูรณ์พร้อมทั้งสิริโฉมและปรีชาสามารถ สำเร็จการศึกษาด้านการระหว่างประเทศจากสแตนฟอร์ด และปริญญาโทด้านกฎหมายจากฮาวาร์ด ทรงเป็นประธานสถาบันกฎหมายแห่งชาติสังกัดกระทรวงยุติธรรม ราชอาณาจักรภูฏาน พระสวามีคือ ดาชู พับ ดับลิว ดอร์จิ ซึ่งมีความสามารถทัดเทียมกัน ทำงานในกระทรวงการคลัง
อันดับ 8 เจ้าหญิงธีโอโดรา
พระธิดาในอดีตกษัตริย์คอนสแตนตินที่ 2 แห่งกรีซ (King of Greece Constantine II ) และเจ้าหญิง แอนน์-มารี แห่งเดนมาร์ก (Princess Anne-Marie of Denmark) แม้ประเทศกรีซจะยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแล้ว แต่พระองค์ยังคงพระยศเดิมไว้ จุดเด่นที่สำคัญคือ "ความกล้าและความสวย" ซึ่งใครได้พบเห็น ย่อมไม่อาจปฏิเสธ
อันดับ 7 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
อันดับ 6. เจ้าหญิงชาร์ลีน แห่งโมนาโค
34 ชันษา,  ได้รับการขนามนามว่าเป็น “เจ้าหญิงอย่างไม่เต็มใจ” เนื่องจากมีข่าวหลายครั้งว่าพยายามหนีกลับประเทศแอฟริกาก่อนการพิธีอภิเษก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ทรงดำรงตำแหน่ง เจ้าหญิงแห่งโมนาโค พระชายาในเจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งโมนาโค
ก่อนหน้านี้ เจ้าหญิชาร์ลีนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติแอฟริกา
อันดับ 5 เจ้าหญิงเลติเซียแห่งสเปน
39 ชันษา, ทรงสามารถทำให้ผู้พบเห็นต้องอ้าปากค้างในสไตล์ที่โดดเด่น ก่อนที่จะอภิเษกกับเจ้าชายฟิลลิปแห่งออสเตรีย ทรงเป็นผู้สื่อข่าว และเคยแต่งงานกับครู ทรงมีธิดา 2 องค์ ไม่เพียงทรงงานอย่างเต็มพระปรีชาสามารถ แต่ทรงเป็นผู้นำด้านแฟชั่นด้วย
อันดับ 4 เจ้าหญิงอเล็กซานเดรียแห่งลักแซมเบิร์ก
21 ชันษา, พระนัดดาแกรนด์ดัชเชสมาเรีย เทเรซา และดยุคแห่งลักแซมเบิร์ก ทรงขยับลำดับสืบสันตติวงศ์จากอันดับ 4 มาเป็นอันดับ 3 หลังจากพระเชษฐาสละสิทธิ์ โปรดเทนนิส สกี ว่ายน้ำ และเต้นรำ
อันดับ 3. เจ้าหญิงแมดเดอลีน แห่งสวีเดน
29 ชันษา, ทรงมีสิริโฉมงดงาม และอยู่ในลำดับ 4 ในการสืบสันตติวงศ์ ทรงหมั้นกับโจนาส เบิร์กสตอร์ม นักกฎหมายอยู่ 7 ปี ก่อนที่จะถอนหมั้นไปเนื่องจากถูกจับได้ว่าทรงนอกใจคู่หมั้น ไปมีใจให้กับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ปัจจุบันนี้ทรงพำนักอยู่ในนิวยอร์ก และมีความสัมพันธ์กับ คริส โอเนียล นักการเงิน
อันดับ 2. เจ้าหญิงฮายา แห่งดูไบและจอร์แดน
37 ชันษา, พระชายาแห่งชีคโมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคทุม แห่งดูไบ ทรงเป็นธิดาแห่งกษัตริย์ฮุสเซ็นแห่งจอร์แดน ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้าน ร่วมการแข่งขันกีฬาหลายชนิด ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งประธานสมาคมกีฬาและวัฒนธรรมนานาชาติแห่งจอร์แดน และประธานสหภาพนักกีฬาขี่ม้านานาชาติ และทรงเข้าร่วมในกิจกรรมด้านมนุษยธรรมบ่อยครั้ง ทรงโดดเด่นด้วยแฟชั่นที่ทันสมัยและน่าจะเป็นผู้ที่นำแฟชั่นที่สุดในลิสต์นี้ แม้จะทรงมีพระชนมายุมากที่สุดก็ตาม
อันดับ 1. ชาร์ล็อต คาซีรากี
25 ชันษา, พระธิดาของเจ้าหญิงคาโรลีนแห่งโมนาโค และสเตฟาโน คาซีรากี ด้วยรูปลักษณ์ทีงดงามนั้นทำให้หวนนึกถึงพระอัยกา คือพระราชินีเกรซ เคลลี ทรงเป็นนักเขียนพิเศษ (editor-at-large) ให้กับ Above นิตสารหรูที่ตีพิมพ์ในลอนดอน


เด็กไทยเสี่ยงภัยถาวรจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม

ที่มา ประชาไท

 
งานวิจัยยืนยัน สารเคมีจากอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนถ่ายทอดสู่เด็ก ส่งผลต่อพัฒนาการผิดปกติ

28 กันยายน 2555 (กรุงเทพฯ) – ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพบเด็กที่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรมมีสารตะกั่วในเลือด สูงถึงขั้นอันตราย  และมูลนิธิบูรณะนิเวศนำเสนองานวิจัยยืนยัน สารพิษในสิ่งแวดล้อมส่งผลให้พัฒนาการทางสมองของเด็กผิดปกติอย่างถาวร

สืบ เนื่องจากกรณีทารกวัย 8 เดือน ซึ่งเติบโตในโรงงานคัดแยกขยะอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลรามาธิบดีด้วยอาการชักจากพิษสารตะกั่ว โดยมีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 17 เท่า ศูนย์วิจัยฯ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารตะกั่วในเลือดของเด็ก เล็ก165 คน ที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงโรงงานดังกล่าว พบเด็กผู้ชาย 1 ใน 2 มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน (50 ใน 86 คน หรือ ร้อยละ 58.1) และเด็กผู้หญิง 1 ใน 3 มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน (24 ใน 79 คน หรือ ร้อยละ 30.4)ทั้งนี้ ค่ามาตรฐานของตะกั่วในเลือดที่ยอมรับได้ แม้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยแน่นอน คือ10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)

แพทย์ สันนิษฐานว่าสารตะกั่วจากโรงงานฟุ้งกระจายตามลม ตกสู่ดินและแหล่งน้ำ จนเข้าสู่ร่างกายเด็กผ่านระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารโดยเด็กผู้ชาย มีสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าเด็กผู้หญิงอาจเกิดจากพฤติกรรมการเล่นของเด็ก ผู้ชายที่สัมผัสกับฝุ่นและดินมากกว่า

“การได้รับสารตะกั่วเกินค่า มาตรฐานจะทำให้ระดับไอคิวในเด็กลดลง และยังทำให้ระบบประสาทผิดปกติ เกิดภาวะสมาธิสั้น ความสามารถในการเรียนรู้ผิดปกติ” รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ รพ. รามาธิบดี กล่าว“กรณีสมุทรสาครเป็นตัวอย่างว่าผู้ประกอบการทำไม่ถูก แม้โรงงานจะถูกสั่งปิด แต่เด็กจะโง่ไปอีกนาน ไม่มีการชดเชย และยังมีโรงงานอื่นๆ อีกจำนวนมาก”

“การตรวจคัดกรองปริมาณตะกั่วใน เลือดเด็กควรบรรจุในการตรวจสุขภาพประจำ โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่อาศัยในพื้นที่อุตสาหกรรม” รศ.นพ. อดิศักดิ์ กล่าวเสริม “อาจตรวจเมื่อเด็กเข้ารับวัคซีนเมื่อครบ 1 ขวบและ 5 ขวบ และควรพิจารณาว่าภาคเอกชนจะร่วมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายนี้อย่างไร”

ผล งานวิจัยด้านประสาทพิษวิทยาที่เพิ่มขึ้นในยุคหลัง ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือเรื่อง “บนทางแห่งภัย: เมื่อสารพิษคุกคามพัฒนาการเด็ก” จัดแปลเป็นไทยโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ยังชี้ชัดว่า “ค่ามาตรฐาน” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากเด็กและทารกในครรภ์อยู่ระหว่างการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทอัน อ่อนไหวต่อสารเคมีหลายชนิด

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยในสหรัฐฯ หลายฉบับ พบว่าการได้รับสารตะกั่วแม้ในปริมาณน้อย หากเกิดต่อทารกในครรภ์และเด็กเล็ก จะเกิดผลกระทบระยะยาว ซึ่งอาจปรากฏผลภายหลังเมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น เช่น ภาวะสมาธิสั้น ความสามารถยั้งคิดบกพร่อง หงุดหงิดง่าย และอาจถึงขั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าว

“เป็น ที่น่าตกใจว่าระดับตะกั่วในเลือดที่จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพคือศูนย์นั่นคือ ต้องไม่มีตะกั่วในเลือดเลยเด็กไทยจึงจะปลอดภัย” ดร. อาภา หวังเกียรติ รองคณบดี วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว  “ถึงเวลาจริงๆแล้วที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการป้องกันอย่าง เร่งด่วน ก่อนที่เด็กไทยจะใช้ชีวิตและร่างกายเป็นเครื่องทดสอบสารพิษ จนสังคมไทยเต็มไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องของสมองมากเหมือนสหรัฐ อเมริกา”

ค่ามาตรฐานความปลอดภัยของสารปรอทลดลงเช่นกันตลอดหลายสิบปี ที่ผ่านมา เมื่อปี พ.ศ. 2515 สหรัฐฯ กำหนดค่าความปลอดภัยของการได้รับสารปรอทไว้ที่ 34 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ต่อวัน (mg/kg/วัน) โดยกำหนดจากปริมาณสารปรอทที่เป็นเหตุให้ทารกปัญญาอ่อนอย่างรุนแรงแต่กำเนิด ต่อมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าเด็กที่ได้รับสารปรอทในปริมาณต่ำกว่าค่าความปลอดภัยดัง กล่าว มีไอคิวต่ำ เริ่มพูดและเริ่มเดินช้ากว่าเด็กทั่วไป

"ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" แนะนำโดยสิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ

ที่มา ประชาไท



แนะนำหนังสือ "ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" โดย สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ ผู้แปลหนังสือ

"ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" แปลจาก "East Timor : The Price of Freedom" ของ John G. Taylor เป็นหนังสือแปลฉบับภาษาไทยเกี่
ยวกับประวัติศาสตร์ของติมอร์ตะวันออกเล่มแรกถึงเรื่องราวความเป็นมาของการต่อสู้อันยาวนานเพื่อเอกราชของติมอร์ตะวันออก แปลโดย สิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ และอรพรรณ ลีนะนิธิกุล
วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา / เปิดตัวหนังสือ -- Book launch "ติมอร์ตะวันออก: เส้นทางสู่เอกราช" จัดโดย มูลนิธิโครงการตำรสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับคณะศิลปศาสตร์ มธ, โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ศศ.มธ. และสมาคมจดหมายเหตุสยาม เนื่องในโอกาส 45 ปี อาเซียน และร่วมเฉลิมฉลอง 50 ปี ศิลปศาสตร์ มธ.วันที่ 25 ก.ย.2555 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ช่วยไล่ต้อนไอ้พวกที่ออกมาคัดค้าน..ราคาข้าวไปไถนาดำข้าวแทนชาวนากันเร็ว

ที่มา thaifreenews

 

 วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของชาวนาไทยผู้ยากไร้ในโลก 
ชีวิตของชาวนาไม่ใช่เป็นชีวิตที่สุขสบาย 
ทุกๆวันต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินก้มหน้าดำนาเพื่อที่จะให้พี่น้องชาวไทยได้มีข้าวรับประทาน 
กว่าจะได้ข้าวมาแต่ละเมล็ดต้องเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด 
การดำนาใช่ว่าจะดำกันง่ายๆป้าพลอยทดลองด้วยเองมาแล้วสมัยสาวๆ แค่ไม่ถึงชั่วโมงขาทั้งสองข้าง
พร้อมทั้งหลังเจ็บปวดไปหมด เนื่องจากต้องก้มจิ้มต้นข้าวลงในเหลน ก้มสุดตัวเป็นเวลานาน 
คนที่ไม่เคยชินกับสภาพนี้ วันรุ่งขึ้นเห็นผลของมัน เดินก้อลำบากเข้าไปนั่งในส้วมก้อทรมาน



แล้วลองนึกถึงชาวนาต้องอุตสาหะเพียงใด ที่ต้องก้มหน้าดำนาข้าวในขี้เหลนทั้งวัน 
กว่าจะเต็มท้องทุ่งนา บางแห่งอาจใช้หว่าน แต่นาข้าวใช้หว่านได้ผลน้อยกว่านาดำ 
เนื่องจากนาหว่านเมล็ดขึ้นหนาติดกัน ไม่เหมือนนาดำที่มีการกะระยะการ
จิ้มของต้นข้าว ให้ห่างกันเวลาต้นข้าวโตขึ้นมาไม่แออัดเหมือนใช้หว่านนะคะ อาชีพทำนามีแต่งานที่ต้องดูแลต้นข้าวที่งอก
ขึ้น มาว่ามีหอยมากัดกินต้นข้าวไหม มีแมลงอะไรที่ทำให้ต้นข้าวไม่เติมโตไหม ชาวนาต้องระแวดระวังสิ่งต่างๆในนาข้าวของตนทุกวัน ฉะนั้นชาวนากว่าจะได้ข้าวมาให้คนไทยได้รับประทานมีหลายขั้นตอน



การที่มีนักวิชาการสถาบัน นิด้า ออกมาขัดขวางรัฐบาลเรื่องการประกันราคาข้าว ไม่ทราบว่านักวิชาพวกนี้กินข้าวหรือเปล่า?
หาก กินข้าวของชาวนาไทย แล้วพวกคุณจะกลืนข้าวลงคอหรือคะหากคุณมาเห็นสภาพชาวนาที่เขาลำบากยากเข็น กว่าจะได้ข้าวมาให้คุณกินเพื่อไม่ให้คุณตาย 
การทำนาบนหลังชาวนา ฉวยโอกาสกดขี่เอาเปรียบชาวนาไทย มันน่าระอายสุดๆ และแทบทุกๆสมัย มาฟื้นฟูเอาสมัย ท่าน ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายก ที่ชาวนาขายข้าวได้ราคาได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ชีวิตชาวนาดีขึ้นไม่ต้องเป็นหนี้ธนาคารอีกต่อไป คุณทราบไหม อาชีพเกษตรกรไทยไม่ว่า ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ต้องกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารนำเอามาลงทุนด้วยดอกเบี้ยมหาโหด



บาง ปีราคาผลผลิตต่ำ ชาวเกษตรกรไม่มีเงินเหลือ ที่จะเอาไปใช้หนี้ธนาคาร ต้องเป็นหนี้ต่อพอกยาวเป็นหางว่าว ใครรวยละไม่ใช่ธนาคารรวยหรือ? บางครอบครัวต้องแบ่ง ขายที่นา ที่สวน เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้ธนาคารที่เร่งจะยึดทรัพย์สินเพราะไม่มีเงินมาจ่าย ค่าดอกเบี้ย นี่คือความทุกข์ยากของอาชีพเกษตรกรไทย ที่ปากกัดตีนถีบมาทุกๆสมัยนับหกสิบกว่าปีแล้ว เพิ่งมาฟื้นตัวเมื่อครั้งรัฐบาล ไทยรักไทย ที่ช่วยเกษตรกรอย่างจริงจัง แล้วใครเป็นผู้นำนาบนหลังชาวเกษตรกรไทย? ทั้งๆชาวเกษตรกรทำงานกันไม่เคยมีวันและเวลาหยุดเลย แต่ยากจนกันถ้วนหน้า เนื่องจากถูกกดขี่ราคาของเกษตรกรจากพวกหน้าด้านทั้งหลาย



เรา จึงได้เห็นวิธีทำนาบนหลังชาวเกษตรกรที่ดาหน้ากันออกมาขัดขวาง ไม่ว่าเกษตรกรชาวสวนยาง เกษตรกรไร่มัน ไร่ข้าวโพดไร่อ้อย มันกดราคาทุกอย่าง  ทั้งที่ส่งออกต่างประเทศราคาสูง แต่พวกพ่อค้าคนกลางรับซื้อกดราคา ซื้อจากเกษตรกรในราคาต่ำสุดแล้วเกษตรกรไทยจะไม่ยากจนได้อย่างไร หากประเทศไทยล้างบางไอ้พวกทำนาบนหลังเกษตรกรออกไปได้ คนยากคนจนที่มีอาชีพเกษตรกร คงมีอันจะกินทัดเทียมกันทั่วประเทศ แต่นี่เพราะมีพวกเห็นแก่ตัว ดังที่เห็นเวลานี้ขัดขวางรัฐบาลประกันราคาข้าวให้ชาวนา เพราะมันกลัวรัฐบาลจะถูกทุบหม้อข้าวของมัน ที่มันอยู่ดีกินอย่างสมบรูณ์จากน้ำพักน้ำแรงชาวนา



นี่คือความเห็นแก่ตัวของพวก ทำนาบนหลังคน ต้องการให้ชาวเกษตรกรเป็นทาสใต้เท้าตลอดไป ไม่ต้องการให้คนที่มีอาชีพนี้ลืมตาอ้าปาก หันไปมองชาวเกษตรกรโลก เขาให้โอกาสชาวเกษตรกรไปดูวิธีทำเกษตรทางต่างประเทศ ทุกๆปี ป้าพลอย พบชาวเกษตรกร ชาวจีน และชาว ญี่ปุ่น มาดูการสาทิตการทำเกษตรกรรมในประเทศฝรั่งเศส มากันประมาณสองรถบัส ซึ่งเห็นแล้วน่าชื่นชม และเขาพาไปชมไร่ดอกลาวินเดอร์ที่ภูเขา Provence พอดีป้าไปที่นั่นจึงได้เห็นคะ แล้วชาวเกษตรกรไทยละทำไมไม่ให้โอกาสเขาไปดูและศึกษายังต่างประเทศบ้างละ? เห็นแก่ตัวไม่ว่าแถมใจดำอีกต่างหาก



แล้ว ลองสังเกตุซินะ ถ้าเป็นรัฐบาลของประชาชนที่เลือกมา ที่จะช่วยเหลือชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน จะมีพวกคนเหล่านี้ออกมาขัดขวางไม่ให้รัฐบาลทำนั่นทำนี่ และจะออกมาบอกว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไปขวางทางทำนาบนหลังคนของมันนั่นเอง ชาวเกษตรกรไทยเลยไม่มีโอกาสได้ลืมตาเหมือนในประเทศอื่นๆ ครั้งรัฐบาลไทยรักไทย ราคายางสูงเป็นประวัติการที่ไม่เคยมีมาก่อน ชาวสวนยางขายยางพาราได้เป็นกอบเป็นกำ แต่แล้วรัฐบาลไทยรักไทยก้อต้องถูกเตะกระเด็น เพราะหากอยู่ต่อไปหม้อข้าวคนที่ทำนาบนหลังคนกิน ไม่มีข้าวกรอกหม้อแน่ นี่คือความจริงที่เราคนไทยรู้แจ้งเห็นชัดกันทุกคน ว่าประเทศไทยเรามันมีปีศาจ..ที่หิวกระหาย..กินไม่เลือก สิ่งเดียวมันไม่แตะคือ....อักษร ข.

แดงสุรินทร์แตกคอซัดกันแหลก

ที่มา uddred

โพสท์ทูเดย์ 29 กันยายน 2555 >>>


แดงสุรินทร์แตกคอถล่มเดือด "เทพพนม" เป็นได้แค่ม็อบรับจ้าง ด้าน เทพพนม จองกฐิน ลั่นเจอจัดหนักแน่

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุรินทร์ จำกัด ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน "วาระคนอีสาน คนสุรินทร์ กินปลาร้าสุก” มี จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ว่าที่ ร.ต.สุริยะศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล ประธาน นปช.สุรินทร์ พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมให้การต้อนรับ จากนั้น จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงสุรินทร์ที่นายเทพพนม นามลี อ้างตัวเองว่าเป็น ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อกดดันให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลาออกจากตำแหน่งจากกรณีที่ ปปช. ชี้มูลความผิด คดีการจัดซื้อที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ขอแจ้งให้พี่น้องคนเสื้อแดงทราบว่านายเทพพนม เป็นคนไม่มีอุดมการณ์ แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง เป็นม็อบรับจ้าง ขณะนี้ศาลจังหวัดรัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้มีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จากคดีเทข้าวเปลือกปิดถนนประท้วงที่บริเวณสี่แยกอ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ขอให้นายเทพพนมเตรียมตัวเข้าคุกได้เลย ถ้านายเทพพนมไปแอบอ้างว่าเป็นประธาน นปช.สุรินทร์ ข่มขู่เพื่อตบทรัพย์ ขอให้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีได้เลย อย่าปล่อยให้คนชั่วอาศัยคราบคนเสื้อแดงหากินได้ลอยนวลอีกต่อไป
ด้าน ว่าที่ ร.ต.สุริยะศักดิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ของ นปช.สุรินทร์ ว่า สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 55 มีกลุ่มบุคคลหนึ่งได้แอบอ้างว่าเป็น นปช.สุรินทร์ เดินทางเข้า กรุงเทพ เพื่อเข้ายื่นหนังสือ ขอให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อ กกต. ซึ่งเรื่องดังกล่าว ทาง นปช.แดงสุรินทร์ ทราบข่าวว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าว นำโดยนายเทพพนม นามลี ผู้นี้เป็นกลุ่มม็อบรับจ้าง ไม่มีตำแหน่งใดๆใน นปช.สุรินทร์ และรับงานการเมือง ฝ่ายตรงข้ามของพรรคเพื่อไทย เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวาย เพื่อจะได้หาทางให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง โดยมีการตกลงรับจ้าง กลุ่มดังกล่าว นำพามวลชน เดินทางไปที่ กกต. กรุงเทพฯ ทางกลุ่ม นปช.แดงสุรินทร์ ขอแถลงการณ์รวมกันว่า มิได้มีส่วนร่วมกับกลุ่มดังกล่าว เพราะกลุ่มเทพพนม มิใช่คนเสื้อแดง เพราะที่ผ่านมาก็เคยออกรายการ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนเกี่ยวกับ นปช.ส่วนกลาง แต่ก็กลับคำพูดตนเองขึ้นมา ไปเปิดสำนักงาน นปช.แดงสุรินทร์ อีก ที่ผ่านมานายเทพพนม นามลี ก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับทางจ.สุรินทร์มาตลอด
จากนั้นกลุ่มคนเสื้อ แดงประมาณ 100 คนได้เดินทางมาที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน นปช.แดงสุรินทร์ อยู่ตรงข้าม กองกำกับการตำรวจภูธรจ.สุรินทร์ ถ.หลักเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ของนายเทพพนม นามลี ซึ่งมีนายธีรสิทธ์ แก้วขาว อ้างตนเองว่าเป็นประธานที่ปรึกษา นปช.แดงสุรินทร์ อยู่เฝ้าสำนักงานแต่เพียงผู้เดียว นายธีรสิทธิ์ กล่าวว่า ทราบจากกระแสข่าวว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม แดงอมน้ำเงิน อมเหลือง แดงหลากสี มาเยี่ยมสำนักงาน ตนยินดีต้อนรับแต่ถ้าหากว่าการมาเยี่ยมนำพวงหรีดมาด้วยตามกระแสข่าว ตนจะนำหรีดส่งต่อให้ผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อส่งต่อให้คนบงการเบื้องหลังต่อไป แดงสุรินทร์ ของพวกตน ก่อตั้งสมัยไปรับ พ.ตท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 55 เวลา 21.35 น. แต่งตั้งเรียบร้อย ซึ่งมีนายยงยุทธ ติยไพรัตน์เป็นที่ปรึกษามาโดยตลอด จนดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานแรลลี่ช่องจอม-เสียมราฐ เดินทางเข้ารดน้ำดำหัวและอวยพรปีใหม่ไทยให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนแล้วเสร็จ จนคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน รู้จักเทพพนม นามลี และกลุ่ม นปช.แดงสุรินทร์ ทำกิจกรรมทางการเมืองเชิงประจักตลอดมา
ทั้งนี้หลังคนเสื้อแดงที่นำโดยว่า ที่ ร.ต.สุริยะศักดิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ของ นปช. ได้อ่านแถลงการณ์ด้านหน้าสำนัก นปช.แดงสุรินทร์ ของนายเทพพนม เสร็จแล้วได้ติดประกาศแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวไว้ที่กระจกหน้าสำนักงานและทำ การปราศรัยกล่าวโจมตีพฤติกรรมของนายเทพพนม กว่าชั่วโมง เป็นเหตุให้การจราจรเมืองสุรินทร์ติดขัดอย่างหนัก ก่อนแยกย้ายกลับบ้านอย่างสงบ
ด้านนายเทพพนม นามลี ประธาน นปช.แดงสุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขอบคุณทุกคนที่มาชุมนมประท้วงและอ่านแถลงการณ์งี่เง่าหน้าสำนักงานของตน ทำให้คนทั่วประเทศรู้ว่าตนมีความสำคัญและความสามารถ ในการก่อม็อบเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้เดือดร้อน ต่างจากจ่าประสิทธิ์ ไชยศีรษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ที่เป็นคนเนรคุณเคยให้ตนเป็นคนนำม็อบจากสุรินทร์เข้ากรุงเทพ เพื่อกดดันพรรคเพื่อไทยให้ส่งตัวเองลงสมัคร ส.ส.สุรินทร์ เบี้ยเลี้ยงและค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะให้ตนนำไปให้ม็อบที่ร่วมเดินทางในครั้ง นั้น กว่า 2 ปีแล้วก็ยังไม่จ่ายแม้แต่สลึงเดียว การประท้วงตนในวันนี้ถือว่าเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย และใครจะปลดป้ายสำนักงาน นปช.แดงสุรินทร์ไม่ว่ากันอยู่แล้วแต่ขอให้รู้ว่าตนขอจองกฐินจ่าประสิทธิและ พวกที่มาในวันนี้ อย่าให้เจอก็แล้วกัน จะจัดหนักให้ ทั้งนี้จะเรียกประชุมคนเสื้อแดงภาคอีสาน สาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์นี้เพื่อกำหนดบทบาทในการเคลื่อนไหวในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างแท้จริง หลัง นปช.แดงทั้งแผ่นดินภายใต้การนำของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. แปลงร่างเป็นอำมาตย์เสียเอง

Friday, September 28, 2012

ยงยุทธแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ รมว มหาดไทย 28 9 55

ที่มา



มิเชล มาสส์ พยานคดีสลายม็อบ98ศพ..."ผมไม่เห็นชายชุดดำในบริเวณนั้นเลย"

ที่มา มติชน



ข่าวสด สัมภาษณ์พิเศษ 28 ก.ย. 2555




"...ผมไม่เห็นชายชุดดำในบริเวณนั้นเลย

ทิศทางกระสุนที่ยิงมาที่ผมก็มาจากฝั่งทหาร"


การสอบสวนในคดี 98 ศพ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ คืบหน้าตามลำดับ



ล่าสุด ดีเอสไอเชิญ นายมิเชล มาสส์ ผู้ สื่อข่าวชาวเนเธอร์แลนด์ สังกัดหนังสือพิมพ์โฟล์กส์แรนต์ และเรดิโอเวิลด์ไวด์ วิทยุเนเธอร์แลนด์ ที่ถูกยิงในเหตุการณ์ดังกล่าวมาให้ข้อมูล



หลังให้ปากคำกับดีเอสไอ นายมิเชล มาสส์ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค.2553 และความรู้สึกกับน.ส.พ. ข่าวสด ไว้ดังนี้



การมาให้ปากคำได้รับการประสานจากฝ่ายไหน


ตอน แรกสถานทูตเนเธอร์แลนด์ติดต่อมาที่ผมว่ามีการเยียวยาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ ให้ลองทำเรื่องเสนอมา ตอนแรกผมคิดว่าส่งๆ ไปคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าได้รับการติดต่อจากสถานทูตและดีเอสไอ นอกจากนี้ ยังได้รับการประสานจาก น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก อีกทางหนึ่ง



ดี เอสไอพบจากไฟล์ว่าผมเป็นอีกคนที่ถูกยิงในจุดเดียวกับฟาบิโอ และผมยังมีหัวกระสุนเก็บไว้ด้วย ดีเอสไอเลยเห็นว่าผมน่าจะมีประโยชน์ต่อคดีฟาบิโอ ผมก็ยินดีที่จะมาให้การเพราะสัญญากับน้องสาวฟาบิโอไว้ จึงยินดีมาทำให้เกิดความกระจ่างตามที่สัญญา



ที่จริงก่อน หน้านี้ผมเคยให้การกับดีเอสไอไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนเดือน พ.ค. 2554 จากนั้นเรื่องก็เงียบไปเลย กระทั่งมีการเชิญมาให้ข้อมูลครั้งนี้



การให้ข้อมูลแล้วเป็นอย่างไรบ้าง


เจ้า หน้าที่ฝ่ายสอบสวนได้ลำดับเหตุการณ์ให้ผมฟังและถามว่าเป็นอย่างที่เล่ามา หรือไม่ เจ้าหน้าที่ลำดับเหตุการณ์และสอบถามอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อต้องการให้แน่ใจว่ารายละเอียดทุกจุดถูกต้อง



ผมว่าดีที่เจ้าหน้าที่มาลำดับเหตุการณ์ใหม่ให้ฟัง เพราะเป็นการช่วยรื้อฟื้นความจำเนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมา 2 ปีแล้ว



แล้ววันที่ 19 พ.ค. 2553 เกิดอะไรขึ้น


ตอน นั้นผมพักอยู่ที่โรงแรมย่านประตูน้ำ คืนวันก่อนหน้าวันที่ 19 พ.ค. เหตุการณ์ค่อนข้างสงบ จนผมคิดว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรอีกแล้ว น่าจะสงบแล้ว ผมยังโทร.บอกภรรยาที่อินโดนีเซีย ว่าวันที่ 19 พ.ค. ผมจะกลับบ้านแล้ว



แต่พอเช้าตรู่วันที่ 19 พ.ค. ผมเปิดทีวีเห็นข่าวทหารบุกเข้ามายังแนวป้องกันที่ลุมพินี ผมจึงเดินผ่านค่ายผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ไปดูเหตุการณ์



พบ ผู้ชุมนุมบางส่วนจับกลุ่มดูความเคลื่อนไหวของทหารจากทีวี ขณะที่ส่วนใหญ่แห่กันไปที่ราชดำริเพื่อผนึกกำลังเป็นแนวป้องกัน เพราะทราบข่าวว่าทหารกำลังจะมา ผมจึงตามไปด้วยและมาถูกยิงที่หน้าตึก 185 ราชดำริ



มั่นใจใช่หรือไม่ว่าถูกทหารยิง


ค่อน ข้างมั่นใจ เพราะผมไม่เห็นชายชุดดำในบริเวณนั้นเลย ทิศทางกระสุนที่ยิงมาที่ผมก็มาจากฝั่งทหาร กระสุนปืนจากบาดแผลก็เป็นกระสุนเอ็ม 16



คาดคิดหรือไม่ว่าจะถูกยิง


ไม่ เลย เพราะคิดอยู่เสมอว่าหากทหารจะทำอะไรก็จะเตือนประชาชนและผู้สื่อข่าวที่อยู่ ในเหตุการณ์ก่อน ทหารจะใช้โทรโข่งแจ้งเตือนก่อน และคิดว่าหากจะยิงก็คงยิงขึ้นฟ้า ผมคงมองแง่ดีเกินไป



วินาที แรกที่ถูกยิงจากด้านหลังผมยังคิดว่าเป็นกระสุนยางที่ยิงมาถูกผม ฉะนั้นกรณีของผมจึงเป็นบทเรียนสำหรับนักข่าวเหมือนกันว่าในสถานการณ์ความ วุ่นวายคุณไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น



รู้สึกอย่างไรบ้างที่กลายเป็นข่าวเสียเอง


รู้สึก แปลกมาก เพราะตอนแรกตั้งใจจะมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอเท่านั้น ผมตั้งใจมาบอกว่าเห็นอะไร รู้สึกอะไร แต่พอมาถึงตกใจที่มีสื่อมวลชนจำนวนมากสนใจมาทำข่าว ซึ่งผมไม่รู้มาก่อนว่ามีความสนใจในหมู่ประชาชนมากขนาดนี้



ที่ จริงผมไม่สบายใจที่ตัวเองกลายเป็นข่าวไปด้วยเพราะกลัวจะถูกนำไปโยงกับการ เมือง เพราะที่เมืองไทยยังมีการนำประเด็นการสลายการชุมนุมมาโจมตีกันเพื่อหวังผล ทางการเมือง



คิดอย่างไรต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทย


เป็นเรื่องที่พูดยาก เป็นเรื่องของอำนาจและเป็นเรื่องของความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจต่อการเลือกปฏิบัติต่อเขา



เรื่อง นี้มันไม่ใช่ขาว หรือดำ ผมเข้าใจว่าสังคมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยก็จะมีเรื่องอย่าง นี้ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างเก่ากับใหม่



ที่ผมกังวลคือ ผมตกใจมากที่ความขัดแย้งนี้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมด้วยอย่างรุนแรง และสองฝ่ายไม่พร้อมจะใช้การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา หากยังไม่ใช้การเจรจาเรื่องก็ไม่จบ



การทำหน้าที่นักข่าวก่อนหน้านี้เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อนหรือไม่

ไม่ เลย นี่เป็นครั้งแรกระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นนักข่าว ทั้งๆ ที่ผมเคยไปทำข่าวในจุดที่อันตรายกว่านี้ เช่น ข่าวสงครามกลางเมืองที่โคโซโว



อย่างไรก็ตามแม้จะถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ผมก็ยังโชคดีเพราะเพิ่งทราบจากแพทย์ภายหลังว่ากระสุนเฉียดปอดไปเพียง 3 ม.ม.



ดัง นั้นแทนที่จะมานั่งเสียใจ หรือรู้สึกไม่ดีที่ถูกยิงก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ตาย และไม่อยากคิดมากเพราะรู้มาว่ามีนักข่าวคนหนึ่งถูกยิงเหมือนกัน



เหตุการณ์ครั้งนี้จะยังอยากเป็นนักข่าวอยู่หรือไม่


ถึง เจออย่างนี้ก็ยังจะเป็นนักข่าวอยู่ เพียงแต่ต่อไปนี้ก็จะระมัดระวังให้มากขึ้น ผมเป็นนักข่าวมาตั้งแต่อายุ 19 ปี ไม่เคยคิดว่าจะเลิกเป็นนักข่าว ผมชอบอาชีพนี้ เพราะทำให้ตัวเองได้เห็น ได้พบผู้คน ได้เจอเหตุการณ์ที่น่าสนใจ



ประจำอยู่ที่ไหนและมาทำข่าวในเมืองไทยนานแค่ไหน


ผม ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่อินโดนีเซียเป็นหลัก แต่เป็นนักข่าวของสำนักข่าว DE VOLKSKRANT ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผมมาถึงเมืองไทยเมื่อวันที่ 25 ก.ย. จะเดินทางกลับเช้าวันที่ 27 ก.ย.นี้



มารายงานข่าวในเมือง ไทยตั้งแต่ปี 2546 ผมอยู่มาตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกฯ ได้ทำข่าวตอนรัฐประหารด้วย นอกจากนี้ ยังเคยทำข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงที่ภาคใต้

ด่วน ! ศาลปล่อยตัวเจ๋งดอกจิกแล้ว

ที่มา uddred

 ทีมข่าว นปช.
28 กันยายน 2555




วันนี้ (28 กันยายน 2555 ) ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งการขอปล่อยตัวชั่วคราว ของเจ๋ง ดอกจิก แกนนำ นปช. ศาลมีคำสั่งอนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว ระบุเห็นว่าสำนึกผิดแล้ว

จับตา'ยงยุทธ'ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

ที่มา Voice TV

จับตา'ยงยุทธ'ประกาศลาออกจากตำแหน่ง


จับตา "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" เตรียมประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพราะปมอัลไพน์ วันนี้ หลังจากนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งด่วน

หลังจากที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับแรงกดดันจากหลายฝ่าย จากกรณี ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ มาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อมาถึง นายยงยุทธ เพื่อประสานงานให้ลาออกจากตำแหน่ง จึงทำให้เราต้องมาเกาะติดกันตลอดทั้งวัน ว่า วันนี้ นายยงยุทธ จะแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าวหรือไม่


Source : INNnews

28 กันยายน 2555 เวลา 08:38 น.